มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ระวังสับสนกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
มหาวิทยาลัย
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
Mahachulalongkornrajavidyalaya University
Mculogo.jpg
ชื่อย่อ ม.จ.ร. / MCU
คติพจน์ ปญฺญา โลกสฺมิ ปชฺโชโต
(ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก)
สถาปนา 13 กันยายน พ.ศ. 2439
ประเภท สถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐ
อธิการบดี พระพรหมบัณฑิต(ประยูร ธมฺมจิตฺโต)
นายกสภาฯ พระธรรมปัญญาบดี (พีร์ สุชาโต)
ที่ตั้ง วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร
เลขที่ 79 หมู่ที่ 1 หลักกิโลเมตรที่ 55 ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 13170
สีประจำสถาบัน      สีชมพู
เว็บไซต์ www.mcu.ac.th

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คือหนึ่งในกลุ่มมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของไทย และเป็น มหาวิทยาลัยของพระสงฆ์ หนึ่งในสองแห่งของประเทศไทย

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ถือกำเนิดจาก "มหาธาตุวิทยาลัย" ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ก่อตั้งขึ้นภายในวัดมหาธาตุฯ เมื่อปี พ.ศ. 2432 ก่อนที่จะพระราชทานนามใหม่ว่า "มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย" เมื่อคราวทรงสถาปนาอาคารสังฆิกเสนาสน์ราชวิทยาลัยให้เป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ ในปี พ.ศ. 2439 โดยทรงตั้งพระทัยจะให้เป็นวิทยาลัยการศึกษาชั้นสูงของพระสงฆ์[1][2] การดำเนินงานของวิทยาลัยได้เริ่มต้นอย่างจริงจังเมื่อ พ.ศ. 2490 โดยพระพิมลธรรม (ช้อย ฐานทตฺตเถร) และมีการดำเนินงานมาตามลำดับจนได้รับการยกฐานะให้เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐในปี พ.ศ. 2540 ตามความในพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. 2540[3] อธิการบดีคนปัจจุบัน คือ ศาสตราจารย์ ดร.พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต)

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นมหาวิทยาลัยที่เน้นการศึกษาด้านพระพุทธศาสนาที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก[4] และเป็นมหาวิทยาลัยศูนย์กลางการศึกษาด้านพุทธศาสตร์ที่สำคัญของคณะสงฆ์ไทย มีการตั้งวิทยาเขต, วิทยาลัยสงฆ์, ศูนย์วิทยบริการและห้องเรียน กระจายไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ปัจจุบัน เปิดการเรียนการสอนใน 4 คณะ ครอบคลุมทั้งระดับปริญญาพุทธศาสตรบัณฑิตจนถึงปริญญาพุทธศาสตรดุษฏีบัณฑิต หลักสูตรนานาชาติและภาษาอังกฤษ รวมทั้งสิ้น 33 สาขาวิชา[5] นอกจากนี้ ยังได้จัดตั้งสถาบันวิจัยขึ้นภายในมหาวิทยาลัยเพื่อดำเนินการวิจัยในด้านพุทธศาสตร์ประยุกต์ด้วย[6]

ผู้ที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยในอดีต ได้รับพระกรุณาให้เข้ารับประทานปริญญาบัตรจากพระหัตถ์ของสมเด็จพระสังฆราชหรือสมเด็จพระราชาคณะฝ่ายมหานิกาย ในปัจจุบันสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (อัมพร อมฺพโร) ทรงมีพระเมตตาธิคุณเป็นองค์ประธานในการประสาทปริญญาบัตรแก่บัณฑิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

เนื้อหา

ประวัติ[แก้]

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (ส่วนกลาง วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร)

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นสถาบันการศึกษาชั้นสูงของคณะสงฆ์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมุ่งหวังเพื่อจะขยายการศึกษาของชาติให้กว้างขวางยิ่งขึ้นกว่าการอ่านออกเขียนได้เท่านั้น ทรงพิจารณาว่า การพัฒนาประเทศจะเป็นไปไม่ได้ ถ้าคนในชาติมีการศึกษาต่ำ พสกนิกรของพระองค์ ควรจะได้เล่าเรียนให้มากเพื่อเป็นกำลัง "สยามใหม่" ให้ทันโลกตะวันตก จึงมีพระราชดำริที่จะจัดการศึกษาให้สูงขึ้น ถึงขั้นวิทยาลัยต่อไป ดังนั้นจึงทรงสถาปนา มหาธาตุวิทยาลัย ขึ้นที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร เมื่อ พ.ศ. 2432 เพื่อเป็นที่เล่าเรียนศึกษาภาษาบาลีชั้นสูง และสถาปนาอาคาร อาคารสังฆิกเสนาสน์ราชวิทยาลัย[7] โดยพระราชทานนามมหาธาตุวิทยาลัยใหม่ว่า "มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย"[8] โดยมีพระราชปรารถเพื่อปรับปรุงการศึกษาให้เป็นระดับวิทยาลัย เมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2439 โดยมีพระราชประสงค์จะให้เป็นอนุสรณ์เฉลิมพระเกียรติยศของพระองค์สืบไป [9]

หลังจากก่อตั้งแล้ว ก็มิได้ดำเนินกิจการไปเป็นระยะเวลาช้านาน ต่อมาเมื่อสุชีพ ปุญญานุภาพ พยายามรื้อฟื้นกิจการมหามกุฏราชวิทยาลัย จนประสบความสำเร็จ กลายเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ขึ้นมาเมื่อปี พ.ศ. 2488 ทางฝ่ายคณะสงฆ์มหานิกายก็รื้อฟื้นกิจการมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยในอดีตให้เป็นระดับมหาวิทยาลัยเช่นเดียวกัน เมื่อปี พ.ศ. 2490

โดยประวัติของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย นับตั้งแต่แรกสถาปนาในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา มีความเปลี่ยนแปลง และความเป็นมาสืบเนื่องมาโดยตลอด ซึ่งสามารถแบ่งตามพัฒนาการตามยุคสมัยได้เป็น 6 ระยะ ดังนี้

ไฟล์:ลายพระหัตถ์.jpg
ลายพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชปรารภในการสถาปนามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เมื่อ รศ.๑๑๕

ยุคแรกสถาปนา[แก้]

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงสถาปนามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยขึ้น ในปี พ.ศ. 2430 โดยทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายการสอนพระปริยัติธรรมจากศาลาบอกพระปริยัติธรรม ภายในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ไปตั้งที่วัดมหาธาตุ เพื่อเป็นที่เล่าเรียนของพระสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย และคฤหัสถ์ โดยโปรดให้เรียกชื่อว่า "มหาธาตุวิทยาลัย" และได้เปิดทำการเรียนการสอนอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2532 และมีการดำเนินกิจการมาโดยลำดับ[10]

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร

ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีลายพระหัตถเลขาถึงพระยาภาสกรวงษ์เสนาบดี กระทรวงธรรมการ ปรารภถึงการที่ทรงจะเปลี่ยนชื่อมหาธาตุวิทยาลัยเป็น มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เมื่อวันที่ 18 กันยายน ร.ศ. 115 (พ.ศ. 2435) ในเวลาต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระอนุสรณ์ถึงสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ซึ่งสวรรคตเมื่อ พ.ศ. 2437 จึงทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาอาคารขนาดใหญ่ สำหรับมหาธาตุวิทยาลัย และพระราชทานนามใหม่ว่า มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เพื่อเป็นที่เล่าเรียนพระปริยัติสัทธรรมและวิชาชั้นสูง และเพื่อเป็นบุญนิธิแก่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร

ภายในตึกถาวรวัตถุ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ที่รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนาขึ้นเพื่ออุทิศให้เป็นวิทยาลัยของสงฆ์

โดยทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจิตรเจริญ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เป็นผู้บัญชาการการก่อสร้างอาคารสังฆิกเสนาสน์ โดยใช้พื้นที่กุฏิสงฆ์วัดมหาธาตุด้านทิศตะวันออก โดยมีพระราชดำริให้ปลูกเป็นพระที่นั่งทรงธรรมในการพระเมรุ ออกแบบประยุกต์ตามรูปแบบระเบียงปราสาทนครวัด สร้างเป็นตึกถาวรวัตถุ เพื่อใช้เป็นสถานที่บำเพ็ญพระราชกุศลในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร พระบรมโอรสาธิราชพระองค์แรกในสมัยรัตนโกสินทร์ ด้วยทรงเห็นว่าในการสร้างพระเมรุมาศขนาดใหญ่นั้นเป็นการสิ้นเปลืองพระราชทรัพย์ เพราะเป็นสิ่งซึ่งไม่ถาวร จึงควรสร้างตึกถาวรเพื่อใช้แทน[11]

โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางศิลาก่อพระฤกษ์ เมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2439 และได้พระราชทานเปลี่ยนนามมหาธาตุวิทยาลัยเป็น "มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย" เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติยศของพระองค์ ตามประกาศพระราชปรารภในการก่อพระฤกษ์สังฆเสนาสน์ราชวิทยาลัย ร.ศ.๑๑๕ (พ.ศ. ๒๔๓๙) ความตอนหนึ่งว่า[12]

"จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งวิทยาลัยที่จะเล่าเรียนพระไตรปิฎกแลวิชาชั้นสูงขึ้น...เป็นที่เล่าเรียนของพระสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ได้ตั้งไว้ที่วัดมหาธาตุราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวงนี้ มีนามว่า "มหาธาตุวิทยาลัย" ได้เปิดการเล่าเรียน แต่วันที่ ๘ พฤศจิกายน รัตนโกสินทร์ ศก ๑๐๘ สืบมา แต่สังฆิกเสนาสน์สำหรับมหาธาตุวิทยาลัยนี้ ยังไม่เป็นที่สมควรแก่การเล่าเรียน ในสมัยที่การเรียนเจริญขึ้นสืบมานี้ จึงทรงพระราชดำริห์ที่จะทรงสร้างสังฆิกเสนาสน์สำหรับมหาธาตุวิทยาลัยนี้ขึ้นใหม่ให้เป็นสถานอันสมควรแก่การเล่าเรียน...ทรงพระราชอุทิศถวายถาวรวัตถุนี้ เป็นสังฆิกเสนาสน์ สำหรับมหาธาตุวิทยาลัย เพื่อเปนที่เล่าเรียนพระปริยัติสัทธรรมแลวิชาชั้นสูงสืบไปภายหน้า

พระราชทานเปลี่ยนนามใหม่ว่า "มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย" เพื่อให้เป็นที่เฉลิมพระเกียรติยศสืบไป...

ขอผลแห่งพระบรมราชประสงค์ซึ่งจะทรงบำรุงพระพุทธศาสนาให้สถิตย์สถาพร และจะให้วิทยาการแพร่หลาย อันเป็นทางมาแห่ง ประโยชน์ความศุขของมหาชนทั่วไปนี้ จงสำเร็จ โดยพระบรมราชประสงค์ จงทุกประการ เทอญ"

ประกาศพระราชปรารภในการก่อพระฤกษ์สังฆเสนาสน์ราชวิทยาลัย ร.ศ.๑๑๕

โดยการก่อสร้างดำเนินการมาได้ 4 ปีเศษ ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2443 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชกำหนดให้มีการพระราชทานเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฏราชกุมาร แต่ขณะนั้นตึกถาวรวัตถุ ยังสร้างไม่สำเร็จ เพราะติดขัดเรื่องกระเบื้องมุงหลังคาสั่งทำมาจากจีนมีความผิดพลาด[13] จึงทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานพระศพที่พระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส (วัดพระแก้ววังหน้า) แทน ส่วนอาคารตึกถาวรวัตถุ ดำเนินการจนมาแล้วเสร็จในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และใช้เป็นหอพระสมุดสำหรับพระนครแทน ส่วนมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยซึ่งได้รับสถาปนาขึ้นตามพระราชปรารภ ได้จัดการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนเดิม ในนามมหาธาตุวิทยาลัยมาโดยตลอด

ยุคสนองพระราชปรารถ[แก้]

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๙ พระพิมลธรรม (ช้อย ฐานทตฺตเถร) อธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ รูปที่ 15 มีความประสงค์จะปรับปรุงการศึกษา ภายในสถาบันการศึกษาที่เป็นอยู่ในขณะนั้นให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น จึงมอบหมายให้ พระมหาบุญเลิศ ทตฺตสุทฺธิ ป.ธ.8 (ปัจจุบันดำรงสมณศักดิ์ที่พระธรรมมหาวีรานุวัตร) อาจารย์แห่งมหาธาตุวิทยาลัย และบรรณารักษ์ห้องสมุดมหาธาตุวิทยาลัย ซึ่งกำลังปรับปรุงกิจการห้องสมุดของมหาธาตุวิทยาลัย ได้ช่วยรวบรวมความเป็นมาด้านการจัดการศึกษาของมหาธาตุวิทยาลัยทั้งปวง เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานทางเอกสารของมหาธาตุวิทยาลัยสืบไป

เมื่อพระมหาบุญเลิศ ทตฺตสุทฺธิ ได้ไปติดต่อกับนายธนิต อยู่โพธิ์ หัวหน้าแผนกวรรณคดี ได้ให้ความอนุเคราะห์ด้วยดี และได้ขอความร่วมมือจากนายยิ้ม ปัณฑยางกูร หัวหน้ากองจดหมายเหตุ กรมศิลปากร ช่วยอำนวยความสะดวกอีกต่อหนึ่ง และได้พบเอกสารสำคัญที่เกี่ยวกับ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เอกสารที่พบนี้ คือ ลายพระหัตถ์ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีไปถึงหม่อมเจ้าประภากร ลงวันที่ 23 กันยายน ร.ศ. 115 ดังจะขออัญเชิญ สำเนาลายพระราชหัตถ์ มาแสดงดังต่อไปนี้

เมื่อพระมหาบุญเลิศ ทตฺตสุทฺธิ ได้พบลายพระหัตถ์นี้แล้ว ได้นำสำเนาลายพระหัตถ์ไปถวายพระพิมลธรรม (ช้อย ฐานทตฺตเถร) ซึ่ง พระพิมลธรรมได้นำเรื่องนี้ไปปรึกษาหารือกับพระเถรานุเถระในวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ และต่างวัด โดยทุกรูปเห็นพ้องต้องกันว่า สมควร ที่จะได้จัดการศึกษาของพระสงฆ์ให้เป็นไปตามพระราชปณิธานที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ได้ทรงพระราชทานไว้ (ความนี้ปรากฏในส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต ชื่อเรื่อง "พัฒนาการของมหาวิทยาลัยสงฆ์ในประเทศไทย" ของ นายมนัส เกิดปรางค์, พ.ศ. 2527) จนกระทั่งในที่สุดพระพิมลธรรม (ช้อย ฐานทตฺตเถร) จึงได้มีหนังสือนิมนต์พระเถระทั้งจากวัดมหาธาตุ และวัดอื่นๆ จำนวน ๕๗ รูป และฆราวาสอีกจำนวนหนึ่งมาประชุมกัน ณ หอปริยัติ วัดมหาธาตุฯ ในวันจันทร์ที่ 23 ธันวาคม 2489 เวลา 17.00 น. โดยถือเป็นการประชุมที่ด่วนมาก และลับเฉพาะ จะสังเกตเห็นได้ชัดก็คือหนังสือนัดประชุม ออกเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม เพื่อนิมนต์เข้าประชุมวันที่ 23 ธันวาคม เป็นการออกหนังสือเชิญล่วงหน้าเพียงหนึ่งวันเท่านั้น ดังปรากฏ ตัวอย่าง หนังสือเชิญประชุม ดังนี้

ผู้ที่ได้รับอาราธนาหรือเชิญเข้าประชุมครั้งนี้ ประกอบด้วยทั้งฝ่ายบรรพชิต 7 รูป และฆราวาส 4 คน ซึ่งทุกท่านจะได้รับ เอกสารบันทึกโครงการปรับปรุงมหาธาตุวิทยาลัย หรือ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จัดทำโดย หลวงวิจิตรวาทการ ซึ่งหลวงวิจิตรวาทการให้ถือว่าบันทึกนี้เป็นความลับ และอ่านได้เฉพาะผู้ที่ได้รับเชิญมาประชุมเท่านั้น

ยุคริเริ่มการจัดการศึกษา[แก้]

เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้านการพัฒนาบุคลากรของประเทศให้มีความรู้ ความเข้าใจ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน มีความสามารถในการรักษา และเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้มีความมั่นคงยิ่งขึ้น พระพิมลธรรม ( ช้อย ฐานทัตตมหาเถร) อธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ในสมัยนั้นจึงจัดประชุมพระเถรานุเถระฝ่ายมหานิกาย จำนวน 57 รูป เมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2490 และประกาศให้มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ดำเนินการจัดการศึกษาพระไตรปิฎกและวิชาชั้นสูงในระดับมหาวิทยาลัย เปิดสอนระดับปริญญาตรี คณะพุทธศาสตร์เป็นคณะแรกเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2490 และมีพัฒนาการตามลำดับ ดังนี้

พ.ศ. 2500 ปรับเปลี่ยนระบบการวัดผลมาเป็นระบบหน่วยกิต โดยกำหนดให้นิสิตต้องศึกษา อย่างน้อย 126 หน่วยกิตและปฏิบัติศาสนกิจ 1 ปีก่อนรับปริญญาบัตร 

พ.ศ. 2505 เปิดสอนคณะครุศาสตร์ 

พ.ศ. 2506 เปิดสอนหลักสูตรแผนกอบรมครูศาสนศึกษา ระดับประกาศนียบัตรและเปิดสอน คณะเอเซียอาคเณย์และเปลี่ยนเป็นคณะมานุษยสงเคราะห์ศาสตร์เมื่อ พ.ศ. 2516 

พ.ศ. 2512 ปรับหลักสูตรแผนกอบรมครูศาสนศึกษาเป็นวิทยาลัยครูศาสนศึกษา และปรับเปลี่ยนหน่วยกิตเป็น 200 หน่วยกิต  การจัดการเรียนการสอนช่วง 2 ทศวรรษแรก ยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากคณะสงฆ์และรัฐเท่าที่ควร ทำให้ประสบปัญหาด้านสถานะของมหาวิทยาลัย และงบประมาณเป็นอย่างมาก แต่ก็สามารถจัดการศึกษามาได้อย่างต่อเนื่อง

ภาพพิธีประสาทปริญญาบัตร มจร. ครั้งที่ 1 จอมพลแปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ถวายพัดปริญญาแก่เจ้าประคุณสมเด็จสังฆนายก เพื่อประทานแก่บัณฑิตมหาจุฬารุ่นแรก

ยุคปรับปรุงและขยายการศึกษา[แก้]

พ.ศ. 2512 คณะสงฆ์ โดยมหาเถรสมาคม ได้ออกคำสั่งมหาเถรสมาคม เรื่อง " การศึกษาของมหาวิทยาลัย พ.ศ. 2512 " และ เรื่อง " การศึกษาของสงฆ์ พ.ศ. 2512" คำสั่งทั้ง 2 ฉบับนี้ ส่งผลให้มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มีสถานะเป็น สถาบันการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย โดยสมบูรณ์ 

พ.ศ. 2521 เริ่มขยายการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาไปยังส่วนภูมิภาค เริ่มตั้งวิทยาเขตแห่งแรกที่ จังหวัดหนองคาย  และได้ขยายไปยังจังหวัดอื่นๆ ที่มีความพร้อมด้านบุคลากร งบประมาณ อาคารสถานที่ ปัจจุบันมหาวิทยาลัยมีวิทยาเขตในกำกับดูแล ทั่วประเทศ 10 แห่ง วิทยาลัยสงฆ์ 4 แห่ง และ ศูนย์การศึกษา 1 แห่ง คือ

  • วิทยาเขตหนองคาย ตั้งอยู่ที่วัดศีรษะเกษ อ. เมือง จ. หนองคาย จัดตั้งเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2521
  • วิทยาเขตนครศรีธรรมราช ตั้งอยู่ที่วัดแจ้ง อ. เมือง จ. นครศรีธรรมราช จัดตั้งเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2528
  • วิทยาเขตเชียงใหม่ ตั้งอยู่ที่วัดสวนดอก อ. เมือง จ. เชียงใหม่ จัดตั้งเมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2527
  • วิทยาเขตขอนแก่น ตั้งอยู่ที่วัดธาตุเมืองเก่า อ. เมือง จ. ขอนแก่น จัดตั้งเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2529
  • วิทยาเขตนครราชสีมา ตั้งอยู่ที่บ้านหัวถนน ถนนชาติพัฒนา อ.เมือง จ.นครราชสีมา จัดตั้งเมื่อวัน ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2529
  • วิทยาเขตอุบลราชธานี ตั้งอยู่ที่วัดมหาวนาราม อ. เมือง จ. อุบลราชธานี จัดตั้ง เมื่อ เดือน ธันวาคม พ.ศ. 2530
  • วิทยาเขตแพร่ ตั้งอยู่ที่วัดพระบาทมิ่งเมือง อ. เมือง จ. แพร่ จัดตั้งเมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2530
  • วิทยาเขตสุรินทร์ ตั้งอยู่ที่วัดศาลาลอย อ. เมือง จ. สุรินทร์ จัดตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2530
  • วิทยาเขตพะเยา ตั้งอยู่ที่วัดศรีโคมคำ อ. เมือง จ. พะเยา จัดตั้งเมื่อวันที่ 20 สิงหาคมพ.ศ. 2534
  • วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส ตั้งอยู่ที่วัดมหาสวัสดิ์นาคพุฒาราม อ. พุทธมณฑล จ. นครปฐม จัดตั้งเมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2535

พ.ศ. 2526 มหาวิทยาลัยได้ปรับปรุงโครงสร้างหลักสูตรระดับปริญญาตรีใหม่ โดยลดจำนวนหน่วยกิตจาก 200 หน่วยกิต ให้เหลือเพียง 150 หน่วยกิต และปรับปรุงระบบการบริหารวิชาการใหม่ โดยแบ่งออก เป็น 4 คณะ คือ คณะพุทธศาสตร์ คณะครุศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ และ คณะสังคมศาสตร์

ยุครับรองสถานะของมหาวิทยาลัย[แก้]

พ.ศ. 2527 รัฐบาล โดยการนำของ ฯพณฯ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ได้ดำเนินการ เสนอร่างพระราชบัญญัติกำหนดวิทยฐานะ ผู้สำเร็จวิชาการพระพุทธศาสนา โดยรัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงลงพระปรมาภิไธย แล้วประกาศใช้เป็นกฎหมายตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2527 เป็นต้นมา มีผลทำให้ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยมีศักดิ์และสิทธิแห่งปริญญา เช่นเดียวกับผู้สำเร็จการศึกษาในระดับเดียวกันจากสถาบันการศึกษาอื่นๆ ที่รัฐให้การรับรอง

พ.ศ. 2534 มหาวิทยาลัยได้จัดตั้งศูนย์การศึกษาที่วัดศรีสุดาราม เขตบางขุนนนท์ กรุงเทพฯ ซึ่งปัจจุบันใช้เป็นสถานที่ศึกษาของนิสิตปีที่ 1 - 4 ของคณะครุศาสตร์ มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ 

พ.ศ. 2535 คณะกรรมการการศึกษาของสงฆ์ ซึ่งมีสมเด็จพระสังฆราชทรงเป็นประธานได้ออกระเบียบคณะกรรมการการศึกษาของสงฆ์ ว่าด้วยการจัดการศึกษา มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. 2535 โดยมหาวิทยาลัยสามารถจัดการศึกษาและการบริหารให้เป็นไปตามระบบสากล (คณะเอเซียอาคเณย์และเปลี่ยนเป็นคณะมานุษยสงเคราะห์ศาสตร์เมื่อพ.ศ. 2516) 

พ.ศ. 2540 แม้มหาวิทยาลัยจะมี พ.ร.บ. กำหนดวิทยฐานะของผู้สำเร็จวิชาการพระพุทธศาสนา พ.ศ. 2527 แล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่มีการรับรองสถานะภาพ ความเป็นนิติบุคคลของมหาวิทยาลัยเหมือนมหาวิทยาลัยทั่วไป จึงทำให้ไม่สามารถขยายการจัดการศึกษาในระดับปริญญาโท และปริญญาเอก ตามวัตถุประสงค์และนโยบายของมหาวิทยาลัยได้

ดังนั้น จึงมีความพยายามในการผลักดันให้มีการดำเนินการตามกฎหมายหรือพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเป็นการเฉพาะ โดยใช้เวลาในการดำเนินการเป็นเวลานานถึง 50 ปี จนกระทั่ง พ.ศ. 2540 รัฐบาล โดยการนำของ ฯพณฯ พล.อ ชวลิต ยงใจยุทธ ได้เสนอให้รัฐสภาตราพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยเมื่อวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2540 และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2540 ส่งผลให้มหาวิทยาลัย มีพระราชบัญญัติรับรองสถานภาพเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐในกำกับของรัฐบาล และเป็นนิติบุคคลที่ไม่เป็นส่วนราชการและไม่เป็นรัฐวิสาหกิจ เน้นจัดการศึกษาวิชาการด้านพระพุทธศาสนา ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ยุคหลังพระราชบัญญัติฯ[แก้]

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 ที่มหาวิทยาลัยได้รับการรับรองสถานะให้เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐเป็นต้นมา มหาวิทยาลัยได้ดำเนินการพัฒนา ทั้งในเชิงกายภาพ (Hardware) และเชิงคุณภาพ (Software) อีกทั้งเตรียมคนเพื่อรองรับการพัฒนามหาวิทยาลัยเข้าสู่การเป็นศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนาทั้งในระดับชาติและนานาชาติอย่างต่อเนื่อง ดังนี้

การเตรียมพื้นที่รองรับการเป็นศูนย์กลางมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนานานาชาติ 

วันที่ 20 พฤษภาคม พุทธศักราช 2542 นายแพทย์รัศมี คุณหญิงสมปอง วรรณิสสรได้ถวายที่ดินจำนวน 84 ไร่ 1 งาน 37 ตารางวา ที่ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยาแก่มหาวิทยาลัย รวมกับที่ดินที่มหาวิทยาลัยได้ดำเนินการจัดซื้อเพิ่มเติม ปัจจุบันมีเนื้อที่ทั้งหมด 323 ไร่   หลังจากนั้น ในวันที่ 9 กรกฎาคม พุทธศักราช 2542 คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทูลเกล้าถวายโฉนดที่ดินทั้ง 2 แปลง เพื่อพระราชทานแก่มหาวิทยาลัย 

ต่อมา ในวันที่ 13 ธันวาคม พุทธศักราช 2542 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์โครงการก่อสร้างมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ณ ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยทรงวางศิลาฤกษ์อาคารสำนักงานอธิการบดี จนกระทั่ง ในวันที่ 1 ตุลาคม พุทธศักราช 2551 มหาวิทยาลัยได้ย้ายที่ทำการจากวัดมหาธาตุและ วัดศรีสุดาราม กรุงเทพมหานคร มายังที่ทำการแห่งใหม่ ณ กิโลเมตรที่ 55 ถนนพหลโยธิน  ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในที่สุด วันที่ 3 ธันวาคม พุทธศักราช 2553 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดป้ายหอประชุม มวก 48 พรรษา และเปิดป้ายมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการ

การขยายสถาบันสมทบไปสู่นานาชาติ 

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2544 ขยายการศึกษาไปสู่ต่างประเทศ โดยรับวิทยาลัยพุทธศาสนาดองกุก ชอนบอบ ประเทศเกาหลีใต้เข้าเป็นสถาบันสมทบเป็นแห่งแรก ปัจจุบันมีสถาบันทั้งในประเทศและ ต่างประเทศ จำนวน 7 แห่ง ในปี 2547 รับมหาปัญญาวิทยาลัย อ.หาดใหญ่ จ. สงขลา และมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาจิ้ง เจวี๋ย เมืองเกาสง ไชนิสไทเป เป็นสถาบันสมทบ หลังจากนั้น ในปี 2550 มหาวิทยาลัยได้รับวิทยาลัยพระพุทธศาสนานานาชาติ ประเทศศรีลังกา  และวิทยาลัยพระพุทธศาสนาสิงคโปร์ เป็นสถาบันสมทบ ต่อมาในปี 2553 มหาวิทยาลัยได้รับมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนา ธรรมะเกต ปูดาเปสท์ ประเทศฮังการี เป็นสถาบันสมทบ 

การดำเนินการเปิดรับมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยจาก 6 ประเทศเข้าเป็นสถาบันสมทบนั้น นับเป็นการพัฒนามหาวิทยาลัยให้เป็นที่ยอมรับขององค์กรทางการศึกษาในระดับนานาชาติ จนทำให้องค์กรต่างๆ มุ่งมั่นที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยในการนำระดับการจัดการศึกษา และหลักสูตรของมหาวิทยาลัยไปเปิดสอนกลุ่มบุคคลที่เป็นบรรพชิตและคฤหัสถ์ได้ศึกษาและเรียนรู้พระพุทธศาสนาในมิติที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น 

การจัดตั้งหน่วยงานเพื่อรองรับภารกิจการเป็นศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนาระดับนานาชาติ 

การจัดตั้งวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ

 การขยายตัวของมหาวิทยาลัยนั้น ไม่ได้จำกัดวงอยู่ในพื้นที่ของภาษาไทยเท่านั้น ด้วยเหตุที่มหาวิทยาลัยได้รับการยอมรับจากชาวพุทธทั่วโลก จึงเป็นเหตุให้มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องเปิดหลักสูตรนานาชาติ เพื่อรองรับกลุ่มบุคคลที่เป็นบรรพชิตและคฤหัสถ์จากทั่วโลกมาศึกษา ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 

ในปี พ.ศ. 2551 มหาวิทยาลัยได้อนุมัติโครงการวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติเพื่อเป็นที่ศึกษาของบรรพชิตและและคฤหัสถ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยดำเนินการจัดซื้อที่ดิน จำนวน 77 ไร่ 2 งาน 53 ตารางวา ซึ่งตั้งอยู่ติดกับที่ดินของมหาวิทยาลัยด้านทิศตะวันออก ต่อมามหาวิทยาลัยได้ร่างแผนแม่บทการก่อสร้างวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ ในปีงบประมาณ 2553 มหาวิทยาลัยได้รับการจัดสรรงบประมาณเพื่อก่อสร้างอาคารเรียนรวมวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ จำนวน 80,000,000 บาท นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยได้ดำเนินการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภค ซื้อวัสดุครุภัณฑ์ประกอบอาคารต่างๆ ซื้อที่ดินเพิ่มเติม ปรับปรุงพื้นที่ ก่อสร้างลานจอดรถ ก่อสร้างป้ายมหาวิทยาลัย งานปรับภูมิทัศน์ต่างๆ โดยรวมงบประมาณในการดำเนินการทั้งสิ้น 2,134,591,206 บาท 

จัดตั้งสมาคมมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนานานาชาติ 

ในวันที่ 18 มิถุนายน 2551 โดยสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.) อนุมัติให้ดำเนินการจัดตั้งสมาคมวิทยาลัยพระพุทธศาสนานานาชาติ โดยมีมหาวิทยาลัย และวิทยาลัยพระพุทธศาสนาทั่วโลกเข้าเป็นสมาชิกจำนวน 117 สถาบัน สำหรับวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งนั้น เพื่อสนับสนุนมวลสมาชิก สร้างกรอบการทำงานร่วมกัน รวมไปถึงสร้างความเข้าใจและร่วมมือการทำงานร่วมกันระหว่างมวลสมาชิก ในการการเรียนการสอน การเผยแผ่พระพุทธศาสนา ทั้งนี้ ได้มีการประชุมอธิการบดีและการสัมมนาวิชาการ ระดับนานาชาติ ครั้งที่ 1 ของสมาคมมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนานาชาติ ระหว่าง วันที่ 13-15 กันยายน พ.ศ. 2551 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้ร่วมมือกับสมาคมมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนานาชาติ จัดประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนา และสัมมนาวิชาการระดับนานาชาติ เรื่อง “พระพุทธศาสนากับจริยศาสตร์” ณ อุโบสถกลางน้ำ และอาคารเรียนรวม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีอธิการบดี นักวิชาการทั่วโลกเข้าร่วมประชุมกว่า 1,700 รูป/คน 

การจัดสมาคมสภาสากลวันวิสาขบูชาโลก 

ในวันที่ 29 เมษายน 2552 มหาวิทยาลัยร่วมกันองค์กรพระพุทธศาสนาทั่วโลกได้ร่วมกันลงนามจัดตั้งสมาคมสภาสากลวันวิสาขบูชาโลกขึ้น เพื่อกระตุ้นให้องค์กรพระพุทธศาสนาได้ร่วมกันเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาโลกในฐานะวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า และธำรงไว้ซึ่งความเป็นเอกสาร และความสามัคคีของกลุ่มชาวพุทธทั่วโลก โดยให้มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ทั้งนี้ องค์การสหประชาชาติ (UN) มีมติตั้งสภาสากลวันวิสาขบูชาโลก (International Council for the Day of Vesak) ให้เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ นับเป็นครั้งแรกที่วงการพระพุทธศาสนาไทย ได้รับสิทธิในการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ของยูเอ็น 

พระพรหมบัณฑิต,ศ.ดร. (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) ประธานสมาคมสภาสากลวันวิสาขบูชาโลก และ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้เป็นกำลังสำคัญในการผลักดันส่งเสริมให้ยื่นเสนอขอรับรองเป็นองค์ที่ปรึกษาพิเศษดังกล่าว และได้มีกิจกรรมส่งเสริมงานของยูเอ็นอย่างต่อเนื่อง โดยการประสานความร่วมมือกับชาวพุทธทั่วโลก เพื่อจัดประชุมวิสาขบูชาโลกแล้ว บูรณาการกับพันธกิจของการจัดตั้ง 4 ด้าน คือ (1) การพัฒนาที่ยั่งยืน (2) สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (โดยเฉพาะเรื่องภาวะโลกร้อน) (3) การศึกษา และ (4) การสร้างสันติภาพ 

สมาคมสภาสากลวิสาขบูชาโลกนี้ นับเป็นสะพานที่จะทำหน้าที่ในการเชื่อมโยงชาวพุทธทั่วโลก ทั้งนิกายมหายาน วัชรยาน และเถรวาท ให้สามารถศึกษา เรียนรู้ และเข้าใจซึ่งกันและกัน อันส่งผลในเชิงบวกต่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาทั้งในระดับท้องถิ่น (Local) และในระดับโลก (Global) ให้สอดรับกับวิถีชีวิตและความเป็นไปของสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 

การจัดตั้งสถาบันภาษา 

พระพรหมบัณฑิต, ศ.ดร. อธิการบดีได้ให้นโยบายต่อการพัฒนาสถาบันภาษาเพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนานานาชาติว่า “ภารกิจของมหาวิทยาลัย และกิจกรรมมีสำคัญที่มหาวิทยาลัยได้ดำเนินการมา นอกเหนือจากกิจกรรมการเรียนการสอนโดยเฉพาะกาประชุมชาวพุทธนานาชาติ เนื่องในวันวิสาขบูชาโลก ซึ่งมหาวิทยาลัยเป็นเจ้าภาพหลักในการประชุม กระทั่งชาวพุทธทั่วโลกมีมติให้พุทธมณฑล เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาของโลก ผลของการจัดกิจกรรมนี้ ทำให้รู้ว่ามหาวิทยาลัยขาดแคลนบุคลกรที่มีความรู้ ความสามารถในด้านภาษา ดังนั้น มหาวิทยาลัย จึงได้ตั้งสถาบันภาษาขึ้นเพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลก ซึ่งปัจจุบันประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาทั่วโลกของไทย ต่างๆให้ความสนใจส่งบุคคลกรเข้ามาศึกษาในมหาวิทยาลัยมาขึ้น” 

จากวิสัยทัศน์ดังกล่าว ในปี 2550 มหาวิทยาลัยจึงได้เริ่มต้นในการจัดตั้งโครงการสอนภาษาอังกฤษขึ้น เพื่อสนองตอบต่อการพัฒนาภาษาอังกฤษเพื่อเสริมสร้างการใช้ภาษาพูดและภาษาเขียนแก่นิสิตต่างประเทศที่เลือกเรียนในระดับปริญญาตรีภาคภาษาอังกฤษ หลังจากนั้น ในวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2555 จึงมีการจัดตั้งสถาบันภาษาขึ้นอย่างเป็นทางการโดยให้มีสถานะเทียบเท่าคณะ ทั้งนี้ ขณะนี้ สถาบันภาษาได้ดำเนินการรองรับวิสัยทัศน์ของอธิการบดี ทั้งในมิติของการเปิดสอนหลักสูตรประกาศนียบัตรการแปลภาษา และภาษาอังกฤษเพื่อวิชาชีพ รวมไปถึงการเปิดสอนภาษาต่างๆ คือ ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ภาษาเกาหลี ภาษาบาฮาซา ภาษาเวียดนาม ภาษาพม่า ภาษาไทย และภาษาบาลี 

สถาบันภาษาได้จัดการเรียนการสอนทั้งในระดับประกาศนียบัตร และการสอนภาษาอังกฤษในรายวิชาศึกษาทั่วไปที่เป็นภาษาอังกฤษที่ไม่นับหน่วยกิตของคณะต่างๆ และการบริการด้านภาษาให้แก่หน่วยงานภายในมหาวิทยาลัยที่เป็นผู้บริหารคณาจารย์และเจ้าหน้าที่เพื่อให้สามารถสื่อสารภาษาต่างประเทศรวมไปถึงการให้บริการแก่นิสิตต่างประเทศ ในขณะเดียวกัน ได้ให้บริการแก่หน่วยงานภายนอกทั่วไปที่ประสงค์พัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษและภาษาอาเซียน โดยให้สถาบันภาษาไปดำเนินการจัดการเรียนการสอนให้แก่บุคลากรของหน่วยงานต่างๆ 

การจัดตั้งศูนย์อาเซียนศึกษา 

การพัฒนามหาวิทยาลัยสู่การเป็นศูนย์กลาง (HUB) ของการศึกษาพระพุทธศาสนาในประชาคมอาเซียนนั้น ถือเป็นยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย ด้วยเหตุนี้ ในวันที่ 25 กันยายน 2556 มหาวิทยาลัยจึงได้จัดตั้งศูนย์อาเซียนศึกษา ให้มีสถานะเทียบเท่ากับคณะ (ศูนย์อาเซียนศึกษา วิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ และวิทยาลัยพระธรรมทูต) เพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนโดยให้ศูนย์อาเซียนศึกษา มีภารกิจเกี่ยวกับการบริหารงาน การวางแผนงาน การพัฒนาเครือข่าย การศึกษาวิจัย การจัดระบบสารสนเทศ และการให้บริการวิชาการองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการบริการงานอาเซียน คอยประสานความร่วมมือกับส่วนงานของมหาวิทยาลัยและหน่วยงานอื่น ๆ ในประชาคมอาเซียน แบ่งการบริหารงานออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนงานบริหาร และ ส่วนวิจัย สารสนเทศและบริการวิชาการ 

การจัดตั้งวิทยาลัยพระธรรมทูต 

วิทยาลัยพระธรรมทูตมีพัฒนาการมาจากโครงการฝึกอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) กรรมการมหาเถรสมาคม ได้เป็นกรรมการอำนวยการฝึกอบรม โดยมีวัตถุประสงค์ใกล้เคียงกันในการดำเนินงานคือ (1) เพื่อฝึกอบรมพระธรรมทูตให้มีความรู้ความสามารถ จริยาวัตรอันงดงาม และความมั่นใจในการปฏิบัติศาสนกิจในต่างประเทศยิ่งขึ้น (2) เพื่อเตรียมพระธรรมทูต ผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมส่งไปต่างประเทศ (3) เพื่อสนองงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศของคณะสงฆ์ไทย 

ด้วยเหตุนี้ ในวันที่ 25 กันยายน 2556 จึงได้จัดตั้งวิทยาลัยพระธรรมทูตขึ้นมาอย่างเป็นทางการ โดยมีภารกิจเกี่ยวกับงานการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาพระธรรมทูต จัดการฝึกอบรมพระธรรมทูต วิจัยพัฒนารูปแบบและวิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งนี้ ได้กำหนดให้มี 2 ส่วนงานทำหน้าที่ในการบริหารและพัฒนาวิทยาลัย กล่าวคือ (1) สำนักงานวิทยาลัย มีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบเกี่ยวกับงานบริหาร และงานสารสนเทศของวิทยาลัย และ (1) สำนักงานวิชาการ มีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบ เกี่ยวกับงานวางแผนและพัฒนาหลักสูตร งานวิจัยและพัฒนา 

การประชุมในระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง

มหาวิทยาลัยเป็นสถาบันทางการศึกษาที่เป็นศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนาของชาวพุทธทั่วโลก ดังจะเห็นได้จากการที่ผู้นำทางการเมือง ผู้นำทางศาสนาต่างๆ นักวิชาการพระพุทธศาสนาและกลุ่มคนทั่วไปได้เดินทางมาร่วมกิจกรรมนานาชาติที่มหาวิทยาลัยได้จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัย[แก้]

  • พระจุลมงกุฎ (พระเกี้ยว)
ไฟล์:Logo60-12.png
ตราประจำมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย แบบที่ 1 (ใช้เป็นสัญลักษณติดบนอกครุยวิทยฐานะ)

พระราชลัญจกรประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ตรงฐานของพระเกี้ยวมีอักษรย่อว่า ม จ ร และมีรูปธรรมจักรวางเป็นฉากเบื้องหลัง

  • เป็นรูปวงกลมครอบธรรมจักรส่วนกลางเป็นพระเกี้ยว
ตราประจำมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย แบบที่ 2

เป็นพระราชลัญจกรประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 รอบกรอบด้านบนมีอักษรภาษาบาลีว่า ปญฺญา โลกสฺมิ ปชฺโชโต รอบกรอบด้านล่างมีอักษรว่า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

หอประชุมใหญ่ มวก. 48 พรรษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในปัจจุบัน

การศึกษา[แก้]

คณะในมหาวิทยาลัย[แก้]

วิทยาเขต

วิทยาลัย

โครงการขยายห้องเรียน

หน่วยวิทยบริการ

  • หน่วยวิทยบริการ วัดหงษ์ประดิษฐาราม จ.สงขลา
  • หน่วยวิทยบริการมหาสารคาม
  • หน่วยวิทยบริการ วัดใหญ่อินทาราม จ.ชลบุรี
  • หน่วยวิทยบริการ วัดป่าประดู่ จ.ระยอง
  • หน่วยวิทยบริการ จ.จันทบุรี
  • หน่วยวิทยบริการ วัดพระรูป จ.เพชรบุรี
  • หน่วยวิทยบริการ วัดหนองขุนชาติ จ.อุทัยธานี
  • หน่วยวิทยบริการ วัดพระบรมธาตุกำแพงเพชร
  • หน่วยวิทยบริการ วัดพฤกษะวันโชติการาม จ.พิจิตร
  • หน่วยวิทยบริการ วัดท่านา จ.ตาก
  • หน่วยวิทยบริการ วัดหมอนไม้ จ.อุตรดิตถ์
  • หน่วยวิทยบริการ วัดป่าเลไลยก์ จ.สุพรรณบุรี
  • หน่วยวิทยบริการ วัดสระแก้ว จ.สระแก้ว
  • หน่วยวิทยบริการ สาวิกาสิกขาลัย กรุงเทพมหานคร
  • หน่วยวิทยบริการ วัดมัชฌิมาวาส จ.อุดรธานี

สถาบันสมทบ 7 แห่ง

  • วิทยาลัยพระพุทธศาสนาดองกุก ชอนบอบ สาธารณรัฐเกาหลี
  • มหาปัญญาวิทยาลัย อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
  • มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาซินจู สาธารณรัฐไต้หวัน
  • ศูนย์การศึกษาพระอาจารย์พรัหม ประเทศสิงคโปร์
  • วิทยาลัยพระพุทธศาสนานานาชาติ ประเทศศรีลังกา
  • วิทยาลัยพระพุทธศาสนา ประเทศสิงคโปร์
  • วิทยาลัยพระพุทธศาสนาธรรมเกท ประเทศอิตาลี

หน่วยงานในมหาวิทยาลัย[แก้]

งานบริการวิชาการแก่สังคม[แก้]

การวิจัย[แก้]

การรับบุคคลเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย[แก้]

คุณสมบัติของผู้เข้าศึกษาระดับปริญญาตรี พุทธศาตรบัณฑิต[แก้]

คุณสมบัติของผู้สมัครเข้าศึกษาที่เป็นพระภิกษุ และสามเณร

  1. เป็นผู้สอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยคและต้องศึกษาวิชาสามัญเพิ่มเติมตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด หรือ
  2. เป็นผู้สอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยค และสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น หรือ
  3. เป็นผู้สอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยค และได้รับประกาศนียบัตรอื่นที่มหาวิทยาลัยกำหนด หรือ
  4. เป็นผู้สำเร็จการศึกษาประโยคมัธยมศึกษาตอนปลายของโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา หรือ
  5. เป็นพระสังฆาธิการหรือครูสอนพระปริยัติธรรมที่สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรการบริหารกิจการคณะสงฆ์ (ป.บส.) หรือ
  6. เป็นพระสังฆาธิการหรือครูสอนพระปริยัติธรรมที่สอบได้นักธรรมชั้นเอกและสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า หรือ
  7. เป็นผู้สอบได้นักธรรมชั้นเอกและสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า และต้องศึกษาวิชาภาษาบาลี ไม่น้อยกว่า 12 หน่วยกิต ยกเว้นผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรสาขาวิชาบาลีที่มหาวิทยาลัยรับรอง หรือ
  8. เป็นผู้สำเร็จระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือผู้ได้รับประกาศนียบัตรอื่นที่มหาวิทยาลัยรับรอง และต้องศึกษาวิชาภาษาบาลี ไม่น้อยกว่า 24 หน่วยกิต ยกเว้นผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรสาขาวิชาบาลีที่มหาวิทยาลัยรับรอง หรือ
  9. เป็นผู้ที่มหาวิทยาลัยอนุมัติให้เข้าศึกษาเป็นกรณีพิเศษเพื่อขอรับปริญญาตามเกณฑ์ที่สภาวิชาการกำหนด
  10. ไม่เคยถูกคัดชื่อออกหรือถูกไล่ออกจากสถาบันการศึกษาใดๆ เพราะความผิดทางความประพฤติหรือวินัย

คุณสมบัติของผู้สมัครเข้าศึกษาที่เป็นคฤหัสถ์ หรือประชาชนทั่วไป

  1. เป็นผู้สอบได้เปรียญธรรมหรือบาลีศึกษา 3 ประโยค และต้องศึกษาวิชาสามัญเพิ่มเติมตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด หรือ
  2. เป็นผู้สอบได้เปรียญธรรมหรือบาลีศึกษา 3 ประโยค และสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น หรือ
  3. เป็นผู้สอบได้เปรียญธรรมหรือบาลีศึกษา 3 ประโยค และได้รับประกาศนียบัตรอื่นที่มหาวิทยาลัยอื่นรับรอง หรือ
  4. เป็นผู้สำเร็จการศึกษาประโยคมัธยมศึกษาตอนปลายของโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา หรือ
  5. เป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือผู้ได้รับประกาศนียบัตรอื่นที่มหาวิทยาลัยรับรอง และต้องศึกษาวิชาภาษาบาลีไม่น้อยกว่า 12 หน่วยกิต ยกเว้นผู้สำเร็จหลักสูตรประกาศนียบัตรสาขาวิชาภาษาบาลีที่มหาวิทยาลัยรับรอง หรือ
  6. เป็นผู้ที่มหาวิทยาลัยอนุมัติให้เข้าศึกษาเป็นกรณีพิเศษเพื่อขอรับปริญญาตามเกณฑ์ที่สภาวิชาการกำหนด
  7. ไม่เคยถูกคัดชื่อออกหรือถูกไล่ออกจากสถาบันการศึกษาใดๆ เพราะความผิดทางความประพฤติหรือวินัย (ให้เป็นไปตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่าด้วยการศึกษาระดับปริญญาตรี พ.ศ. 2542 ข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่าด้วยการศึกษาระดับปริญญาตรี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 และข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่าด้วยการศึกษาระดับปริญญาตรี (ฉบับที่ 3) แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2551)
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลัย วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร


สาขาวิชาที่เปิดสอน[แก้]

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เปิดทำการเรียนการสอนทั้งในระดับประกาศนียบัตร, ปริญญาบัณฑิต, ประกาศนียบัตรบัณฑิต, ปริญญามหาบัณฑิต และปริญญาดุษฎีบัณฑิต กระจายไปตามสาขาวิชาต่าง ๆ ดังนี้[30]

ระดับปริญญาตรี[แก้]

หลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต แบ่งเป็น 4 คณะ ได้แก่

  • คณะพุทธศาสตร์ ประกอบด้วย (1) ภาควิชาพระพุทธศาสนา, (2) ภาควิชาศาสนาและปรัชญา และ (3) ภาควิชาบาลีและสันสกฤต
  • คณะครุศาสตร์ ประกอบด้วย (1) ภาควิชาจิตวิทยาการศึกษาและการแนะแนว, (2) ภาควิชาบริหารการศึกษา และ (3) ภาควิชาหลักสูตรและการสอน
  • คณะมนุษยศาสตร์ ประกอบด้วย (1) ภาควิชาภาษาไทย, (2) ภาควิชาภาษาต่างประเทศ และ (3) ภาควิชาจิตวิทยา
  • คณะสังคมศาสตร์ ประกอบด้วย (1) ภาควิชารัฐศาสตร์ (วิชาเอกการปกครอง , วิชาเอกรัฐประศาสนศาสตร์ , วิชาเอกการปกครองระหว่างประเทศ , วิชาเอกการจัดการเชิงพุทธ), (2) ภาควิชาเศรษฐศาสตร์ (3) ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา (4) ภาควิชานิติศาสตร์

ระดับปริญญาโท[แก้]

หลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต มีทั้งหมด 19 สาขาวิชา ได้แก่

สาขาวิชาธรรมนิเทศ, สาขาวิชาภาษาศาสตร์, สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์, สาขาวิชาศาสนาเปรียบเทียบ, สาขาวิชาการจัดการเชิงพุทธ, สาขาวิชาชีวิตและความตาย, สาขาวิชาปรัชญา, สาขาวิชาพุทธจิตวิทยา, สาขาวิชาพุทธศาสตร์ และศิลปะแห่งชีวิต, สาขาวิชาภาษาอังกฤษ (หลักสูตรนานาชาติ), สาขาวิชาการบริหารการศึกษา (คณะครุศาสตร์), สาขาวิชาวิปัสสนาภาวนา, สาขาวิชาการพัฒนาสังคม, สาขาวิชาพระพุทธศาสนา, สาขาวิชาสันติศึกษา, สาขาวิชาบาลีศึกษา, สาขาวิชามหายานศึกษา, สาขาวิชาสันสกฤต และสาขาวิชาหลักสูตรและการสอน (แขนงวิชาการสอนทั่วไป สำหรับผู้ที่มีใบประกอบวิชาชีพครู, สาขาการสอนสังคมศึกษา การสอนภาษาไทย การสอนภาษาอังกฤษ และการสอนพระพุทธศาสนา)

นอกจากนี้มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มีหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต (นานาชาติ) คือ BUDDIST STUDIES, PHILOSOPHY และ MAHAYANA BUDDHISM

ระดับปริญญาเอก[แก้]

หลักสูตรพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต มีทั้งหมด สาขาวิชา ได้แก่ สาขาวิชาพุทธจิตวิทยา, สาขาวิชาบาลีพุทธศาสตร์, สาขาวิชาพุทธบริหารการศึกษา, สาขาวิชาการจัดการเชิงพุทธ, สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์, สาขาวิชาปรัชญา, สาขาวิชาบาลี, สาขาวิชาพระพุทธศาสนา, สาขาวิชาธรรมนิเทศ, สาขาวิชาศาสนาเปรียบเทียบ, สาขาวิชาวิปัสสนาภาวนา, สาขาวิชามหายานศึกษา, สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, สาขาวิชาชีวิตและความตาย, สาขาวิชาสันสกฤต, สาขาวิชาพุทธศาสตร์และศิลปะแห่งชีวิต และสาขาวิชาภาษาศาสตร์

พื้นที่มหาวิทยาลัย[แก้]

ส่วนกลาง[แก้]

ส่วนกลาง วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร[แก้]

ส่วนกลาง อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา[แก้]

นายแพทย์รัศมี คุณหญิงสมปอง วรรณิสสรได้ถวายที่ดินจำนวน 84 ไร่ 1 งาน 37 ตารางวา ที่ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แก่มหาวิทยาลัย รวมกับที่ดินที่มหาวิทยาลัยได้ดำเนินการจัดซื้อเพิ่มเติม ปัจจุบันมีเนื้อที่ทั้งหมด 323 ไร่ วันที่ 20 พฤษภาคม พุทธศักราช 2542 ต่อมา ในวันที่ 13 ธันวาคม พุทธศักราช 2542 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์โครงการก่อสร้างมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ณ ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยทรงวางศิลาฤกษ์อาคารสำนักงานอธิการบดี จากนั้นการบริหารมหาวิทยาลัย ได้ย้ายที่ทำการจากวัดมหาธาตุและวัดศรีสุดาราม กรุงเทพมหานคร มายังที่ทำการแห่งใหม่ ณ กิโลเมตรที่ 55 ถนนพหลโยธิน ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในที่ตั้งปัจจุบัน

  • สำนักงานอธิการบดี
  • สำนักงานห้องสมุด
  • พิพิธภัณฑ์พระไตรปิฏก
  • อาคารสำนักงานวิปัสสนา
  • อาคารเรียนรวม
  • อาคารหอประชุม มวก 48 พรรษา
  • อาคารหอฉัน
  • อาคารบรรณาคาร
  • ตึกอาคันตุกะ 92 ปัญญานันทะ
  • อุโบสถกลางน้ำ
  • วิทยาลัยนานาชาติ
  • หอพักนิสิตนานาชาติ
  • พอหักนิสิต

ส่วนภูมิภาค[แก้]

วิทยาเขต[แก้]

วิทยาลัยสงฆ์[แก้]

โครงการขยายห้องเรียน[แก้]

  • โครงการขยายห้องเรียน วัดพิกุลทอง จ.สิงห์บุรี
  • โครงการขยายห้องเรียน วัดพัฒนาราม จ.สุราษฎร์ธานี
  • โครงการขยายห้องเรียน วัดไชยชุมพลชนะสงคราม จ.กาญจนบุรี

หน่วยวิทยบริการ[แก้]

  • หน่วยวิทยบริการสงขลา
  • หน่วยวิทยบริการมหาสารคาม
  • หน่วยวิทยบริการชลบุรี
  • หน่วยวิทยบริการระยอง
  • หน่วยวิทยบริการเพชรบุรี
  • หน่วยวิทยบริการอุทัยธานี
  • หน่วยวิทยบริการกำแพงเพชร
  • หน่วยวิทยบริการพิจิตร
  • หน่วยวิทยาบริการตาก
  • หน่วยวิทยบริการอุตรดิตถ์
  • หน่วยวิทยบริการสุพรรณบุรี
  • หน่วยวิทยบริการสระแก้ว
  • หน่วยวิทยบริการสาวิกาสิกขาลัย

พิธีประสาทปริญญาบัตร[แก้]

สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นประธาน พิธีประสาทปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ผู้ที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จะได้รับพระเมตตาธิคุณให้เข้ารับประสาทปริญญาบัตรจากพระหัตถ์ของสมเด็จพระสังฆราช หรือโดยสมเด็จพระราชาคณะฝ่ายมหานิกาย ในปัจจุบันสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (อัมพร อมฺพโร) ทรงมีพระเมตตาธิคุณเป็นองค์ประธานในพิธีประสาทปริญญาของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย แก่บัณฑิต มหาบัณฑิต และดุษฎีบัณฑิต แห่งมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยนั้น จะจัดขึ้นที่หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นประจำทุกปี[31]

ทำเนียบเลขาธิการมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์[แก้]

ลำดับ รูป รายนาม/สมณศักดิ์ เริ่มวาระ สิ้นสุดวาระ วัด
1 Somdej Kiew.jpg สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) พ.ศ. 2506 พ.ศ. วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร

ทำเนียบอธิการบดี[แก้]

ลำดับ รูป รายนาม/สมณศักดิ์ เริ่มวาระ สิ้นสุดวาระ วัด
1 สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น) 0001.jpg สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น ชุตินฺธโร) พ.ศ. 2490 พ.ศ. 2491 วัดสามพระยา
2 สมเด็จพระธีรญาณมุนี (ธีร์ ปุณฺณโก).jpg สมเด็จพระธีรญาณมุนี (ธีร์ ปุณฺณโก)[32] พ.ศ. 2491 พ.ศ. 2496 วัดจักรวรรดิราชาวาสวรมหาวิหาร
3 Mculogo.jpg พระธรรมวรนายก (สมบูรณ์ จนฺทโก)[33] พ.ศ. 2496 พ.ศ. 2529 วัดอุดมธานี จังหวัดนครนายก
4 Mculogo.jpg พระราชรัตนโมลี (นคร เขมปาลี) , ดร.[34] พ.ศ. 2529 พ.ศ. 2540 วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์
5 P6011227.jpg พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต), ศาสตราจารย์,ดร. พ.ศ. 2540 ปัจจุบัน วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร

ทำเนียบนายกสภา[แก้]

ลำดับ รูป รายนาม/สมณศักดิ์ เริ่มวาระ สิ้นสุดวาระ วัด
1 Mculogo.jpg พระพิมลธรรม (ช้อย ฐานทตฺโต) [35] พ.ศ. 2494 พ.ศ. 2490 วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์
2 Aad Asabho.jpg พระพิมลธรรม (อาจ อาสโภ) พ.ศ. 2490 พ.ศ. 2503 วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์
3 Mculogo.jpg พระธรรมปัญญาบดี (สวัสดิ์ กิตฺติสาโร)[36][37] พ.ศ. 2503 พ.ศ. 2523 วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์
2 Aad Asabho.jpg สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ) พ.ศ. 2523 พ.ศ. 2532 วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์
4 Mculogo.jpg พระสุเมธาธิบดี (บุญเลิศ ทตฺตสุทฺธิ)[38] พ.ศ. 2533 พ.ศ. 2547 วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์
5 พระธรรมปัญญาบดี (พีร์ สุชาโต).jpg พระธรรมปัญญาบดี (พีร์ สุชาโต) พ.ศ. 2549 ปัจจุบัน วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์

ศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียง[แก้]

สู่มหาวิทยาลัย[แก้]

เลขที่ 79 หมู่ที่ 1 หลักกิโลเมตรที่ 55 ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รหัสไปรษณีย์ 13170

ลำดับเหตุการณ์ของมหาวิทยาลัย[แก้]

  • พ.ศ. 2432 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ก่อตั้งขึ้นภายในวัดมหาธาตุฯ ในชื่อว่า "มหาธาตุวิทยาลัย" เหตุการณ์คือ 8 พฤศจิกายน 2532 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้า ฯ ให้ย้ายการบอกพระปริยัติธรรมจากเก๋งจีนหน้าวัดพระศรีรัตนศาสนาดารามไปตังที่วัดมหาธาตุ เพื่อให้เป็นที่เล่าเรียนพระปริยัติธรรมของพระสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย และพระราชทานนามว่า มหาธาตุวิทยาลัย
  • พ.ศ. 2435 ในช่วงวันที่ 18 กันยายน 2435 รัชกาลที่ 5 ทรงมีลายพระหัตถเลขาถึงพระยาภาสกรวงษ์ เสนาบดีกระทรวงธรรมการ ปรารภถึงการที่ทรงจะเปลี่ยนชื่อมหาธาตุราชวิทยาลัย เป็นมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
  • พ.ศ. 2439 พระราชทานนามใหม่ว่า "มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย" พร้อมสถาปนาอาคารสังฆิกเสนาสน์ราชวิทยาลัยให้เป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ โดยทรงตั้งพระทัยจะให้เป็นวิทยาลัยการศึกษาชั้นสูงของพระสงฆ์ [13 กันยายน 2439]
  • พ.ศ. 2490 พระพิมลธรรม (ช้อย ฐานทตฺตเถร) ประชุมพระเถรานุเถระฝ่ายมหานิกาย 57 รูป เพื่อประกาศให้มีการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา และประกาศใช้ระเบียบมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พุทธศักราช 2490 พร้อมทั้งประกาศแต่งตั้งสมาชิกสภามหาวิทยาลัย คณะแรก [10 มกราคม 2490]
  • พ.ศ. 2490 เมื่อ 30 มกราคม 2490 ประชุมสภามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยคร้งแรก เพื่อเลือกตั้งอธิการบดี เลขาธิการและคณบดี รวมทั้งตั้งกรรมาธิการแผนกต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย
  • พ.ศ. 2490 เมื่อ 18 กรกฎาคม 2490 ประกอบพิธีเปิดเรียนในชั้นอบรมพื้นความรู้ใหม่แก่พระนิสิตรุ่นแรกของมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
  • พ.ศ. 2490 เปิดบริการมหาจุฬาบรรณาคาร
  • พ.ศ. 2492 เมื่อ 1 กรกฎาคม 2492 เปิดดำเนินการโรงเรียนแผนกบาลีมัธยมศึกษา ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนบาลีสาธิตศึกษา มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
  • พ.ศ. 2492 เมื่อ 18 กรกฎาคม 2492 เปิดดำเนินการศึกษาแผนกบาลีเตรียมอุดมศึกษา มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อย่างเป็นรูปธรรม
  • พ.ศ. 2493 จัดตั้งคณะพุทธศาสตร์ แต่เปิดสอนครั้งแรกในปี พ.ศ. 2494
  • พ.ศ. 2497 มีผู้สำเร็จพุทธศาสตรบัณฑิต (พธ.บ.) รุ่นแรก 6 รูป
  • พ.ศ. 2498 สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงเป็นประธานในการวางศิลาฤกษ์อาคารเรียนมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย 3 ชั้น เมื่อ 20 กันยายน 2498[42]
  • พ.ศ. 2499 เมื่อ 10 ธันวาคม 2499 จัดตั้งสำนักธรรมวิจัย เพื่อสนองงานเผยแผ่และกิจกรรมต่าง ๆ ของ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
  • พ.ศ. 2500 ประกาศใช้หลักสูตรระบบทวิภาคหรือชีเมสเตอร์และระบบหน่วยกิตเป็นแห่งแรกของประเทศไทย
  • พ.ศ. 2501 กำเนิดโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์แห่งแรกในประเทศไทย ที่มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และขยายสาขาออกไปทั้งประเทศและต่างประเทศในช่วงต่อมา (13 กรกฎาคม 2501)
  • พ.ศ. 2503 คณะศรัทธานำโดยนายสำราญ กัลยาณรุจ นายปรีดา รามอินทรา และคณะ ได้มอบถวายที่ดินที่บ้านบางปลากด ต.บางปลากด อ.องครักษ์ จ.นครนายก จำนวน 156 ไร่ 2 งาน 60 ตารางวา ให้แก่มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โดยในชั้นแรกโอนฝากไว้กับวัดมหาธาตุ (3 มิถุนายน 2503)
  • พ.ศ. 2504 เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2504 เปิดคณะครุศาสตร์ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นคณะที่ 2
  • พ.ศ. 2506 เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2506 เปิดประชุมครั้งแรกเพื่อดำเนินการสร้างพระไตรปิฎกบาลี มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โดยเจ้าประคุณสมเด็จพระวันรัต วัดพระเชตุพน ฯ เป็นประธาน 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2506 เปิดแผนกอบรมครูศาสนศึกษาขึ้น เป็นหลักสูตรวิชาสามัญชั้น ป.กศ. และเพิ่มบาลีธรรมและยกฐานะขึ้นเป็น ป.กศ.สูง ต่อมาปี พ.ศ. 2512 ได้ยกฐานะเป็นวิทยาลัยครูศาสนศึกษา และได้ยุบไปรวมกับคณะครุศาสตร์ในปี พ.ศ. 2530
  • พ.ศ. 2506 เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2506 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงบริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 70,000 บาท สมเด็จพระบรมราชินีนาถ บริจาคทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 70,000 บาท สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงบริจาคจำนวน 70,000 บาท เพื่อสมทบทุนการจัดสร้างพระไตรปิฎกบาลี มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
  • พ.ศ. 2506 เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2506 เปิดการศึกษาคณะเอเซียอาคเนย์ ต่อมาปี 2507 ได้เปลี่ยนชื่อเป็นคณะมานุษยสงเคราะห์ศาสตร์ จนกระทั่งปีการศึกษา 2529 ได้แยกออกเป็น 2 คณะ คือ คณะมนุษยศาสตร์ และคณะสังคมศาสตร์
  • พ.ศ. 2507 เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2507 จัดตั้งมูลนิธิมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ปรากฏเป็นหลักฐานดังประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 82 ตอนที่ 50 ในวันที่ 22 มิถุนายน 2508 หน้า 1695 [43]
  • พ.ศ. 2507 เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2507 นางบุญรอด ไพสิษฎิ์ บริจาคที่ดินจำนวน 7 ไร่ 2 งาน 32 ตารางวา ตรงบริเวณปากตรอกจรเข้ ต.บางนาเกร็ง จ.สมุทรปราการ แก่มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
  • พ.ศ. 2511 ก่อตั้งอภิธรรมโชติกวิทยาลัย วัดมหาธาตุ ฯ (ย้ายมาจากวัดระฆังโฆสิตาราม)
  • พ.ศ. 2512 เมื่อวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2512 ยกฐานะแผนกอบรมครูศาสนศึกษา เป็นวิทยาลัยครูศาสนศึกษา (ป.กศ.สูง)
  • พ.ศ. 2512 เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2512 มหาเถรสมาคม มีประกาศคำสั่งเรื่องการศึกษาของมหาวิทยาลัยสงฆ์ให้มหาจุฬา ฯ เป็นการศึกษาของคณะสงฆ์
  • พ.ศ. 2513 เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2513 มีการจัดตั้งสมาคมศิษย์เก่ามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
  • พ.ศ. 2513 เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2513 ตั้งมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตหนองคาย มีพื้นฐานมาจาก "วิทยาลัยสงฆ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ" [จัดตั้งมูลนิธิวิทยาลัยสงฆ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นนิติบุคคล ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 89 ตอนที่ 106 ง หน้า 1816 ประกาศเมื่อ 11 กรกฎาคม พ.ศ.2515][44]
  • พ.ศ. 2514 เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2514 ตั้งวิทยาลัยสงฆ์ภาคทักษิณ แต่ต่อมาปี พ.ศ. 2528 ได้เปลี่ยนชื่อเป็นมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช [จัดตั้ง "มูลนิธิวิทยาลัยสงฆ์ภาคทักษิณ" เป็นนิติบุคคล ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 93 ตอนที่ 148 ง หน้า 3602 ประกาศเมื่อ 30 พฤศจิกายน พ.ศ.2519][45]
  • พ.ศ. 2517 เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2517 ตกลงซื้อที่ดินในามมูลนิธิ มจร. สร้างมหาจุฬาอาศรมที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
  • พ.ศ. 2518 เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2518 วางศิลาฤกษ์สร้างหอประชุมศูนย์พัฒนาศาสนา มหาจุฬามหาลงกรณราชวิทยาลัยแคมป์สน ส่วนเจดีย์อิสรภาพนั้นวางศิลาฤกษ์เมื่อ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2518
  • พ.ศ. 2522 เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2522 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จมาเป็นองค์ประธานงานอนุสรณ์ครบรอบปีที่ 32 ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
  • พ.ศ. 2522 เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2522 จัดงานและก่อตั้งสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ เนื่องในโอกาสที่ มจร.ครบรอบ 90 ปี
  • พ.ศ. 2524 เมื่อวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2524 ตั้งสถาบันวิปัสสนาธุระ
  • พ.ศ. 2525 มีการจัดตั้งมูลนิธิเพื่อร้องรับการบริหารโรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องให้อำนาจจัดตั้ง "มูลนิธิโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย" เป็นนิติบุคคล ปรากฏตามราชกิจจานุเบกษา เล่ม 99 ตอนที่ 18 ประกาศเมื่อ 9 กุมภาพันธ์ 2525[46]
  • พ.ศ. 2526 แยกคณะมานุษยสงเคราะห์ศาสตร์ เป็นคณะมนุษย์ศาสตร์ และคณะสังคมศาสตร์
  • พ.ศ. 2526 ประกาศใช้หลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต ไม่น้อยกว่า 150 หน่วยกิต
  • พ.ศ. 2527 เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2527 ประกาศใช้พระราชบัญญัติกำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จวิชาการพระพุทธศาสนา พ.ศ. 2527
  • พ.ศ. 2527 เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2527 ตั้งมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่
  • พ.ศ. 2528 เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2528 ประกาศจัดตั้งโรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
  • พ.ศ. 2529 เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2529 ตั้งมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น
  • พ.ศ. 2529 เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2529 ตั้งมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครราชสีมา
  • พ.ศ. 2530 ตั้งมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตอุบลราชธานี เดิมทีมีการเปิดวิทยาลัยครูศาสนศึกษา มจร. มาตั้งแต่ พ.ศ. 2527
  • พ.ศ. 2530 เมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2530 ตั้งมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตแพร่
  • พ.ศ. 2531 เมื่อวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2531 ตั้งบัณฑิตวิทยาลัย (ปริญญาโท)
  • พ.ศ. 2531 เมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2531 ตั้งมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตสุรินทร์
  • พ.ศ. 2532 เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2532 จัดงานมหาจุฬา ฯ ในรอบ ศตวรรษ (100 ปี)
  • พ.ศ. 2534 เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2534 ตั้งมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา
  • พ.ศ. 2535 เมื่อวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2535 พระสุเมธาธิบดี นายกสภามหาวิทยาลัย นำคณะผู้บริหารและกรรมการชำระพระไตรปิฎก จำนวน 15 ท่าน เข้าเฝ้าสมเด็จพระเทพพระรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อถวายพระไตรปิฎก จำนวน 9 ชุด และอรรถกถาฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จำนวน 9 ชุด
  • พ.ศ. 2535 เมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2535 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาเป็นองค์ประธานงานสัปดาห์สมโภชพระไตรปิฏก ฯ ภาษาบาลี ฉบับมหาจุฬา ฯ
  • พ.ศ. 2535 เมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2535 ยกฐานะสถาบันบาฬีพุทธโฆส เป็ฯมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นวิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส นครปฐม
  • พ.ศ. 2535-2536 เจ้าอาวาสวัดศรีสุดาราม (พระราชพิพัฒนน์โกศล) สร้างอาคารมหาจุฬา ฯ แห่งที่ 2 ที่วัดศรีสุดาราม กทม.
  • พ.ศ. 2537 เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2537 จัดแสดงมุทิตาสักการะพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) เนื่องในโอกาสที่องค์การ UNESCO ถวายรางวัล "การศึกษาเพื่อสันติภาพ"
  • พ.ศ. 2538 ช่วงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2538 มีการประกาศใช้หลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต พ.ศ. 2538
  • พ.ศ. 2539 เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2539 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฏราชกุมา เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอาคารเฉลิมพระเกียรติ ฯ ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ศูนย์วัดศรีสุดาราม
  • พ.ศ. 2540 เมื่อวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2540 คณะเจ้าหน้าที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จำนวน 14 รูป ได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฏราชกุมาร เพื่อถวายพระไตรปิฏกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จำนวน 3 เล่ม
  • พ.ศ. 2540 เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2540 วุฒิสภาได้มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย ที่แก้ไขโดยกรรมาธิการร่วม
  • พ.ศ. 2540 เมื่อวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2540 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธย พระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. 2540
  • พ.ศ. 2540 เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2540 พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้รับการประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับกฤษฎีกา เล่มที่ 114 ตอนที่ 51 ก
  • พ.ศ. 2540 เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฏราชกุมาร เสด็จเป็นองค์ประธานทรงเปิดงานอนุสารณ์ครบ 50 ปี อุดมศึกษา มจร.
  • พ.ศ. 2540 เมื่อวันที่ 8-9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540 จัดงานครบ 50 ปี อุดมศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
  • พ.ศ. 2542 เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม พุทธศักราช 2542 นายแพทย์รัศมี คุณหญิงสมปอง วรรณิสสรได้ถวายที่ดินจำนวน 84 ไร่ 1 งาน 37 ตารางวา ที่ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยาแก่มหาวิทยาลัย รวมกับที่ดินที่มหาวิทยาลัยได้ดำเนินการจัดซื้อเพิ่มเติม ปัจจุบันมีเนื้อที่ทั้งหมด 323 ไร่   หลังจากนั้น ในวันที่ 9 กรกฎาคม พุทธศักราช 2542 คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทูลเกล้าถวายโฉนดที่ดินทั้ง 2 แปลง เพื่อพระราชทานแก่มหาวิทยาลัย 
  • พ.ศ. 2542 เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พุทธศักราช 2542 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์โครงการก่อสร้างมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ณ ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยทรงวางศิลาฤกษ์อาคารสำนักงานอธิการบดี จนกระทั่ง ในวันที่ 1 ตุลาคม พุทธศักราช 2551 มหาวิทยาลัยได้ย้ายที่ทำการจากวัดมหาธาตุและ วัดศรีสุดาราม กรุงเทพมหานคร มายังที่ทำการแห่งใหม่ ณ กิโลเมตรที่ 55 ถนนพหลโยธิน  ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในที่สุด วันที่ 3 ธันวาคม พุทธศักราช 2553 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดป้ายหอประชุม มวก 48 พรรษา และเปิดป้ายมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการ
  • พ.ศ. 2548 จัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์พุทธชินราช จ.พิษณุโลก ตามที่ปรากฏในข้อกำหนดมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เรื่อง การจัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์พุทธชินราช พุทธศักราช 2548 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 122 ตอนที่ 44 ง ลงวันที่ 2 มิถุนายน 2548 หน้า 60 [47]
  • พ.ศ. 2552 การรับวิทยาลัยพระพุทธศาสนา ประเทศสิงคโปร์ (Buddhist College of Singapore) เข้าเป็นสถาบันสมทบ ตามหลักฐานที่ปรากฏในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 126 ตอนที่ พิเศษ 61 ง ประกาศเมื่อ 24 เมษายน พ.ศ. 2552 หน้า 106[48]
  • พ.ศ. 2552 เปลี่ยนชื่อสถาบันสมทบ Kandy Buddhist Institute for Advanced Studies (KBI) ประเทศศรีลังกา เป็น Sri Lanka International Buddhist Academy (SIBA) ประเทศศรีลังกา ตามหลักฐานที่ปรากฏในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 126 ตอนที่ พิเศษ 61 ง ประกาศเมื่อ 24 เมษายน พ.ศ. 2552 หน้า 107[49]
  • พ.ศ. 2553 จัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์บุรีรัมย์[50]
  • พ.ศ. 2553 จัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์ปัตตานี[51]
  • พ.ศ. 2555 จัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์เชียงราย[52]
  • พ.ศ. 2555 จัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง[53]
  • พ.ศ. 2556 จัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์ศรีสะเกษ[54]
  • พ.ศ. 2558 จัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ [55]
  • พ.ศ. 2558 จัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี จ.นครปฐม[56]
  • พ.ศ. 2558 จัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ด[57]
  • พ.ศ. 2558 จัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์พ่อขุนผาเมือง จ.เพชรบูรณ์[58]
  • พ.ศ. 2558 จัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์ราชบุรี[59]

เชิงอรรถ[แก้]

หมายเหตุ 1: มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นสถาบันการศึกษาชั้นสูงของคณะธรรมยุตินิกาย

อ้างอิง[แก้]

  1. ราชกิจจานุเบกษา, การก่อพระฤกษ์สังฆเสนาสน์ราชวิทยาลัย. เล่มที่ 13, ตอนที่ 25, วันที่ 20 กันยายน ร.ศ.115, หน้า 263
  2. ประวัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. [ออน-ไลน์]. (2550). แหล่งข้อมูล : http://www.mcu.ac.th/site/history.php
  3. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. 2540. เล่มที่ 114, ตอนที่ 51 ก, วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2540, หน้า 24
  4. ราชกิจจานุเบกษา, กระทู้ถามที่ ๕๕๓ ร.. เล่มที่ 117, ตอนที่ 29 ก, วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2543, หน้า 30
  5. หลักสูตรมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. [ออน-ไลน์]. (2552). แหล่งข้อมูล : http://www.mcu.ac.th/site/curriculum.php
  6. ประวัติความเป็นมา สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย . [ออน-ไลน์]. (2552). แหล่งข้อมูล :http://www.mcu.ac.th/site/office/coll_index.php?Data_type=1
  7. ประวัติตึกถาวรวัตถุ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร (อาคารสังฆิกเสนาสน์ราชวิทยาลัย)
  8. ประวัติมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พระราชปรารถในการก่อพระฤกษ์สังฆิกเสนาสน์ราชวิทยาลัย
  9. ประวัติมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
  10. ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความมหาธาตุวิทยาลัย. เล่มที่ 7, ตอนที่ 50, วันที่ 15 มีนาคม ร.ศ.109, หน้า 455
  11. มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พัฒนาการ พ.ร.บ. มจร. [ออนไลน์]. เข้าถึงแหล่งข้อมูลได้จาก [1] เข้าถึงเมื่อ 7-10-57
  12. ราชกิจจานุเบกษา, การก่อพระฤกษ์สังฆเสนาสน์ราชวิทยาลัย. เล่มที่ 13, ตอนที่ 25, วันที่ 20 กันยายน ร.ศ.115, หน้า 263
  13. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. ตึกถาวรวัตถุ ในวันวาน. [ออนไลน์]. เข้าถึงแหล่งข้อมูลได้จาก [2] เข้าถึงเมื่อ 7-10-57
  14. http://gds.mcu.ac.th/
  15. http://buddhism.mcu.ac.th/
  16. http://education.mcu.ac.th/
  17. http://human.mcu.ac.th/
  18. http://social.mcu.ac.th/
  19. http://www.mcunk.ac.th/
  20. http://www.mcu.ac.th//site/college/coll.php?b_id=22
  21. http://www.cmmcu.com/
  22. http://www.mcukk.com/
  23. http://nkr.mcu.ac.th/
  24. http://www.mcu.ac.th//site/college/coll.php?b_id=26
  25. http://www.mcu.ac.th//site/college/coll.php?b_id=27
  26. http://www.mcu.ac.th//site/college/coll.php?b_id=28
  27. http://www.mcupyo.com/2013/thai/
  28. http://www.pali.mcu.ac.th/
  29. http://www.nbc.mcu.ac.th/
  30. หลักสูตรมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. [ออน-ไลน์]. (2552). แหล่งข้อมูล : http://www.mcu.ac.th/site/curriculum.php
  31. สมเด็จพระพุฒาจารย์ มอบหนังสือแต่งตั้งพระธรรมโกศาจาราย์ เป็นราชบัณฑิต. [ออน-ไลน์]. (2552). แหล่งข้อมูล : http://www.mcu.ac.th/site/news_in.php?group_id=1&NEWSID=4242
  32. https://www.facebook.com/photo.php?fbid=187956505040719&set=gm.1014796035320883&type=3&theater
  33. https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1888307924728266&set=a.1888307904728268.1073742297.100006472308073&type=3&theater
  34. http://mcuaad.mcu.ac.th/ac/book/view.php?id=137
  35. พระพิมลธรรม (ช้อย ฐานทตฺโต)
  36. https://www.facebook.com/mahadhatsection5/photos/pcb.1647158825311724/1647158391978434/?type=3&theater
  37. https://www.facebook.com/710455849035666/photos/a.710479045700013.1073741828.710455849035666/1329970757084169/?type=3&theater
  38. https://www.facebook.com/tbbooks/photos/a.194779627271994.48469.114817521934872/194780307271926/?type=3&theater
  39. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งศาสตราจารย์พิเศษ (มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต) นายจำนงค์ ทองประเสริฐ) ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 118 ตอนที่ 84 ง หน้า 7 ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2544 http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2544/D/084/7.PDF
  40. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งศาสตราจารย์, เล่ม 133, ตอนพิเศษ 108 ง, 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, หน้า 4
  41. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งศาสตราจารย์พิเศษ (มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต) นายจำนงค์ ทองประเสริฐ) ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 118 ตอนที่ 84 ง หน้า 7 ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2544 http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2544/D/084/7.PDF
  42. พ.ศ.2496-2497 รัฐบาลได้จ่ายเงินสมทบทุนก่อสร้างสถานศึกษาให้กับมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง 2 แห่งๆ ละ 300,000 บาท ปรากฏหลักฐานในกระทู้ถามที่ ส. ๙/๒๔๙๗ ของ นายน้อม อุปรมัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช เรื่อง มหาวิทยาลัยสงฆ์ , ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 73 ตอนที่ 54 ง หน้า 1857 ประกาศเมื่อ 3 กรกฎาคม พ.ศ.2499 http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2499/D/054/1857.PDF
  43. แจ้งความกระทรวงมหาดไทย เรื่องให้อำนาจ จัดตั้งมูลมูลนิธิ "มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย" เป็นนิติบุคคล ปรากฏเป็นหลักฐานดังประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 82 ตอนที่ 50 ในวันที่ 22 มิถุนายน 2508 หน้า 1695 http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2508/D/050/1695.PDF
  44. [แจ้งความกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ให้อำนาจจัดตั้งมูลนิธิวิทยาลัยสงฆ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นนิติบุคคล ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 89 ตอนที่ 106 ง หน้า 1816 ประกาศเมื่อ 11 กรกฎาคม พ.ศ.2515] http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2515/D/106/1816.PDF
  45. [ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ให้อำนาจจัดตั้ง "มูลนิธิวิทยาลัยสงฆ์ภาคทักษิณ" เป็นนิติบุคคล ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 93 ตอนที่ 148 ง หน้า 3602 ประกาศเมื่อ 30 พฤศจิกายน พ.ศ.2519] http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2519/D/148/3602.PDF
  46. ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องให้อำนาจจัดตั้ง "มูลนิธิโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย" เป็นนิติบุคคล ปรากฏตามราชกิจจานุเบกษา เล่ม 99 ตอนที่ 18 ประกาศเมื่อ 9 กุมภาพันธ์ 2525 http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2525/D/018/393.PDF
  47. ข้อกำหนดมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เรื่อง การจัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์พุทธชินราช พุทธศักราช 2548 ตามประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 122 ตอนที่ 44 ง ลงวันที่ 2 มิถุนายน 2548 หน้า 60 http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2548/00164134.PDF
  48. ประกาศมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เรื่อง การรับวิทยาลัยพระพุทธศาสนา ประเทศสิงคโปร์ (Buddhist College of Singapore) เข้าเป็นสถาบันสมทบ เล่ม 126 ตอนที่ พิเศษ 61 ง ประกาศเมื่อ 24 เมษายน พ.ศ. 2552 หน้า 106 http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2552/E/061/106.PDF
  49. ประกาศมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เรื่อง อนุมัติเปลี่ยนชื่อสถาบันสมทบ Kandy Buddhist Institute for Advanced Studies (KBI) ประเทศศรีลังกา ตามหลักฐานที่ปรากฏในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 126 ตอนที่ พิเศษ 61 ง ประกาศเมื่อ 24 เมษายน พ.ศ. 2552 หน้า 107 http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2552/E/061/107.PDF
  50. ข้อกำหนดมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เรื่อง การจัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์บุรีรัมย์ พุทธศักราช 2553 ตามหลักฐานที่ปรากฏในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 127 ตอนที่ 109 ง ประกาศเมื่อ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 หน้า 329 http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2553/D/109/329.PDF
  51. ข้อกำหนดมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เรื่อง การจัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์ปัตตานี พุทธศักราช 2553 ตามหลักฐานที่ปรากฏในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 128 ตอนที่ พิเศษ 4 ง ประกาศเมื่อ 14 มกราคม พ.ศ. 2554 หน้า 79 http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2554/E/004/79.PDF
  52. ข้อกำหนดมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เรื่อง การจัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์เชียงราย พุทธศักราช 2555 [ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 130 ตอนที่ พิเศษ 15 ง ประกาศเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556 หน้า 58] http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2556/E/015/58.PDF
  53. ข้อกำหนดมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เรื่อง การจัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง พุทธศักราช 2555 [ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 130 ตอนที่ พิเศษ 15 ง ประกาศเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556 หน้า 59] http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2556/E/015/59.PDF
  54. ข้อกำหนดมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เรื่อง การจัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์ศรีสะเกษ พุทธศักราช 2556 [ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 130 ตอนที่ พิเศษ 61 ง ประกาศเมื่อ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 หน้า 46] http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2556/E/061/46.PDF
  55. ข้อกำหนดมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เรื่อง การจัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ พุทธศักราช 2558 [ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 132 ตอนที่ พิเศษ 289 ง ประกาศเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 หน้า 25] http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2558/E/289/25.PDF
  56. ข้อกำหนดมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เรื่อง การจัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี พุทธศักราช 2558 [ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 132 ตอนที่ พิเศษ 289 ง ประกาศเมื่อ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 หน้า 26] http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2558/E/289/26.PDF
  57. ข้อกำหนดมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เรื่อง การจัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ด พุทธศักราช 2558 [ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 133 ตอนที่ พิเศษ 48 ง ประกาศเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 หน้า 38] http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2559/E/048/38.PDF
  58. ข้อกำหนดมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เรื่อง การจัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์พ่อขุนผาเมือง เพชรบูรณ์ พุทธศักราช 2558 [ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 133 ตอนที่ พิเศษ 48 ง ประกาศเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 หน้า 39] http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2559/E/048/39.PDF
  59. ข้อกำหนดมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เรื่อง การจัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์ราชบุรี พุทธศักราช 2558 [ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 133 ตอนที่ พิเศษ 48 ง ประกาศเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 หน้า 40] http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2559/E/048/40.PDF

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

พิกัดภูมิศาสตร์: 13°45′18″N 100°29′25″E / 13.754982°N 100.49014°E / 13.754982; 100.49014