พระยาอนุกิจวิธูร (สันทัด เทพหัสดิน ณ อยุธยา)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
พระยาอนุกิจวิธูร
(สันทัด เทพหัสดิน ณ อยุธยา)
อนุกิจวิธูร 01.JPG
พระยาอนุกิจวิธูร
(สันทัด เทพหัสดิน ณ อยุธยา)
เกิด12 มีนาคม พ.ศ. 2423
เสียชีวิต20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2491 (67 ปี)
คู่สมรสคุณหญิง อนุกิจวิธูร (แฉล้ม เทพหัสดิน ณ อยุธยา)
บิดามารดาพระยาพิไชยสุรินทร์ (หม่อมหลวงเจียม เทพหัสดิน)
คุณหญิงอยู่ เทพหัสดิน ณ อยุธยา

มหาอำมาตย์ตรี พระยาอนุกิจวิธูร (สันทัด เทพหัสดิน ณ อยุธยา) (12 มีนาคม พ.ศ. 242320 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2491) นักการศึกษา ผู้บัญชาการ (อธิการบดี) คนแรกของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (6 เมษายน พ.ศ. 2460 - 31 มีนาคม พ.ศ. 2468) [1]และผู้ช่วยปลัดทูลฉลองกระทรวงธรรมการ ผู้แต่งหนังสือเรียนสมัยรัชกาลที่ 5 รวมทั้งหนังสือชุดธรรมจริยาเล่ม 1 และ 2

ประวัติ[แก้]

พระยาอนุกิจวิธูรเกิดที่บ้านตำบลสะพานหัน จังหวัดพระนคร เป็นบุตรคนที่ 2 ของพระยาไชยสุรินทร์ (หม่อมหลวงเจียม เทพหัสดิน) และคุณหญิงอยู่ เทพหัสดิน ณ อยุธยา มีพี่น้องร่วมบิดามารดาคือเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เมื่ออายุได้ 2 ขวบท่านบิดาได้ถึงแก่อนิจกรรมในขณะที่พี่ชายมีอายุเพียง 6 ขวบ ภาระหนักจึงอยู่กับท่านมารดาในการเลี้ยงดูและให้การศึกษาด้วยการรับจ้างเย็บปักถักร้อยและค้าขายที่มีรายได้เพียงเล็กน้อย

การศึกษา[แก้]

เด็กชายสนั่นผู้พี่มีนิสัยรักการเรียนมาแต่เด็กได้ถ่ายความรู้ให้กับเด็กชายสันทัดผู้น้องเป็นการเริ่มต้นไปด้วยจนถึงขั้นอ่านออกเขียนได้ก่อนที่จะไปเรียนกับมหาหนอ (ขุนอนุกิจวิธูร) ที่วัดเชิงเลน (วัดบพิตรพิมุข) ใกล้บ้าน เมื่ออายุ 11 ปี ได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กหลวงอยู่เวรฤทธิ์ รับใช้ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศเป็นว่า 2 ปี ก่อนเป็นมหาดเล็กปกติ ในปีเดียวกันก็สอบได้ภาษาไทยประโยค 1 เพื่อเข้าเรียนต่อในโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์และสอบประกาศนียบัตรครูฝ่ายภาษาไทยได้เมื่อ พ.ศ. 2438

การรับราชการ[แก้]

ขุนอนุกิจวิธูร (สันทัด เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เมื่อเข้ารับราชการใหม่ๆ

เมื่อสอบได้แล้วจึงเข้ารับราชการเป็นครูโรงเรียนสายสวลีสัณฐาคารในตำแหน่งครูใหญ่[2]ทั้งที่มีอายุเพียง 16 ปี ทั้งนี้โดยการคัดเลือกของพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาท) อธิบดีกรมศึกษาธิการในขณะนั้น และในปีเดียวกัน นายสนั่นพี่ชายซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ช่วยอาจารย์ใหญ่โรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ก็ได้รับเลือกไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ

ใน พ.ศ. 2443 เมื่อกรมศึกษาธิการวางระเบียบการแบ่งแขวงการศึกษาในกรุงเทพฯ ขุนอนุกิจวิธูรก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายตรวจแขวงกลางพระนครและได้เลื่อนเป็นนายตรวจใหญ่ของกรมศึกษาธิการเมื่อ พ.ศ. 2445 ขณะดำรงตำแหน่งได้ไปดูงานการศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลา 3 เดือนโดยร่วมไปกับคณะของเจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดีครั้งยังเป็นพระยาวิสุทธสุริยศักดิ์ ทูตพิเศษที่ไปรับเสด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามบรมราชกุมาร (ร. 6) ที่ทรงสเด็จกลับจากการสำเร็จการศึกษาในประเทศอังกฤษผ่านญี่ปุ่นโดยไปกับเรือพระที่นั่งมหาจักรี ข้าหลวงชุดนี้ประกอบด้วยหลวงไพศาลศิลปศาสตร์ (เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี) ขุนอนุกิจวิธูร (พระยาอนุกิจวิธูร) และนายอ่อน สาริกบุตร (พระยาชำนิบรรณาคม) การดูงานครั้งนี้ได้เห็นวิธีการจัดการศึกษาในประเทศญี่ปุ่นอย่างกว้างขวางมาก เนื่องจากกระทรวงศึกษาญี่ปุ่นได้จัดเจ้าหน้าที่ประจำคอยให้การช่วยเหลือแนะนำตลอดเวลา

ระหว่าง พ.ศ. 2445พ.ศ. 2455 พระยาอนุกิจวิธูรได้เลื่อนตำแหน่งจากนายตรวจใหญ่กรมศึกษาธิการเป็นข้าหลวงธรรมการมณฑลกรุงเก่าคนแรก เป็นผู้ช่วยเจ้ากรมกรมตรวจกระทรวงธรรมการ อาจารย์ผู้ปกครองโรงเรียนราชวิทยาลัย ปลัดกรมตรวจการกระทรวงธรรมการและหัวหน้าข้าหลวงตรวจการ กระทรวงธรรมการมาเป็นลำดับ พ.ศ. 2456 ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นพระยาอนุกิจวิธูรและได้รับตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการหัตถกรรม กรมศึกษาธิการ คู่กับพระโอวาทวรกิจที่ได้ตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการพณิชการตามนโยบายส่งเสริมการศึกษาด้านวิสามัญที่เริ่มขึ้นในปีนั้น โรงเรียนฝึกการหัตถกรรมที่ได้จัดตั้งขึ้นเพื่อเตรียมครูด้านนี้ได้กลายเป็นต้นกำเนิดโรงเรียนเพาะช่างในเวลาต่อมา หลวงวิศาลศิลปกรรมได้เล่าว่า "พระยาอนุกิจวิธูร ได้พยายามรวบรวมช่างต่างๆ มารวมกัน โดยเฉพาะช่างถม เมื่อได้รับตำราถมนครมาจากพระยาเพชรปราณี (ดั่น รักตประจิต) ซึ่งมีความรู้วิชาถมบ้านพานมาร่วมด้วย เราช่วยกันคิดหาวิธีปรับปรุงการช่างถมให้ดีขึ้น ในที่สุดผมจึงคิดวิธีลงยาถมโดยใช้กรดกัดได้สำเร็จ ดังที่เรียกว่า ถมจุฑาธุธ ทุกวันนี้ งดงามกว่าถมบ้านพาน"[3]

ผู้บัญชาการจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย[แก้]

ระหว่าง พ.ศ. 2457พ.ศ. 2459 พระยาอนุกิจวิธูรได้ดำรงตำแหน่งปลัดกรมวิสามัญศึกษาและเจ้ากรมวิสามัญศึกษา และเมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานโรงเรียนข้าราชการพลเรือนในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ได้แต่งตั้งพระยาอนุกิจวิธูรเป็นผู้บัญชาการมหาวิทยาลัยคนแรกเมื่อ พ.ศ. 2460 ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเรียกจากผู้บัญชาการมาเป็นอธิการบดี ในระยะเริ่มต้นงาน พระยาอนุกิจวิธูรได้จัดการและประสานงานได้อย่างราบรื่น ทั้งด้านการศึกษาและด้านสถานที่ โดยได้ขยายบริเวณมหาวิทยาลัยออกไปจากเดิมอย่างกว้างขวางดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน หม่อมเจ้าพูนศรีเกษม เกษมศรี รับสั่งว่า "เมื่อตั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยขึ้นแล้ว พระยาอนุกิจวิธูรเป็นผู้บัญชาการ ฉันเป็นคณบดีคณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ พระยาวิทยาปรีชามาตย์เป็นคณบดีคณะรัฐประศาสนศาสตร์ เราทำงานอย่างเป็นกันเองและสบายใจมาก"[4] ต่อมาใน พ.ศ. 2470 เมื่อพ้นตำแหน่งผู้บัญชาการแล้ว พระยาอนุกิจวิธูรได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นผู้ช่วยปลัดทูลฉลองกระทรวงธรรมการ

ชีวิตการทำงาน[แก้]

หนังสือธรรมจริยาเล่ม 2 พิมพ์เมื่อ ร.ศ. 122 (พ.ศ. 2447)

พระยาอนุกิจวิธูรกับเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีแม้จะมีอายุห่างกันเพียง 6 ปีเป็นพี่น้องกันแต่ก็เสมือนเป็นศิษย์กับครูกัน และยังเป็นเพื่อนร่วมงานกันได้เป็นอย่างดีด้วย ทั้งสองท่านให้ความเคารพแก่กันและกันช่วยเหลือกันในการงานมาตลอดชีวิตราชการ ความสำเร็จด้านการศึกษาตามโครงการที่เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดีได้เริ่มไว้เดิมก็ดี หรือโครงการใหม่ก็ดี จะมีพระยาอนุกิจวิธูรเป็นผู้มีส่วนร่วมด้วย เปรียบเป็นแขนข้างหนึ่งของเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีก็ว่าได้ ตั้งแต่ พ.ศ. 2441 เมื่อเจ้าพระยาธรรมศักดิมนตรี กลับจากอังกฤษมาเป็นพนักงานแต่งแบบเรียนประจำกรมศึกษาธิการจัดทำหนังสือชุดธรรมจริยา พระยาอนุกิจวิธูรครั้งยังเป็นขุนอนุกิจวิธูรก็ได้ช่วยแต่งหนังสือธรรมจริยาเล่ม 1 และ 2 ซึ่งเป็นหนังสือที่เป็นคติสอนใจนักเรียนในสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี

เมื่อเข้าดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในตอนแรก พระยาอนุกิจวิธูรรู้สึกหนักใจอยู่มากเนื่องจากเป็นงานใหม่ที่ต้องรวบรวมแผนกต่างๆ ที่กระจัดกระจายในสังกัดกระทรวงอื่นๆ เข้าด้วยกัน ต้องติดต่ออาจารย์ชาวต่างประเทศ เจ้าพระยาธรรมศักดิ์ฯ ได้พูดปลอบว่า “การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตั้งเธอให้ดำรงตำแหน่งนี้ ก็เพราะทรงตระหนักว่าพี่ต้องเป็นผู้ช่วยเหลืออยู่เสมอ[5] พระยาอนุกิจวิธูรเคยเล่าว่าเมื่อเจ้าพระยาธรรมศักดิ์ฯ มอบหมายงานให้แล้วท่านจะไว้วางใจและให้อำนาจสิทธิ์ขาด เช่นเมื่อคราวที่นักเรียนโรงเรียนราชวิทยาลัยสไตรค์ไม่ยอมรับประทานอาหาร เมื่อทราบเรื่อง เจ้าพระยาธรรมศักดิ์ฯ บอกกับพระยาอนุกิจวิธูรว่า “พี่มอบให้เป็นอำนาจสิทธิ์ขาดของเธอในการจัดการเรื่องนี้" [5] พระยาอนุกิจวิธูรจึงหาวิธีไกล่เกลี่ยประนีประนอมได้สำเร็จเป็นการแสดงว่าสองพี่น้องนี้มีความเข้าใจกันเป็นอย่างดี

ชีวิตครอบครัวและบั้นปลายชีวิต[แก้]

พระยาอนุกิจวิธูรแต่งงานกับคุณหญิง อนุกิจวิธูร (แฉล้ม เทพหัสดิน ณ อยุธยา) แต่ไม่มีบุตรด้วยกัน แต่เนื่องจากมีนิสัยรักเด็กจึงเอาใจใส่หลานๆ ทั่วกันทุกคน เด็กในอุปการะต่างรักและเคารพท่านทุกคนเนื่องท่านเป็นคนชอบพูดเล่นหัวและเป็นกันเอง ทุกคนได้รับการถ่ายทอดอุปนิสัยความละเอียดถี่ถ้วน เยือกเย็น มัธยัสถ์รวมทั้งวิชาความรู้ต่างๆ อย่างมาก พระยาอนุกิจวิธูรมีนิสัยชอบงานอดิเรกและการสมาคม ชอบปลูกไม้ดอกและไม้ผลพันธุ์ดีๆ ชอบเล่นตะโกดัด หน้าวัว บอน แต่งบริเวณบ้านทำลำธารเล็กๆ เมื่อออกจากราชการแล้วก็มีเพื่อนฝูงที่เลี้ยงไก่เป็นงานอดิเรกมาเยี่ยมเยือนอยู่เสมอ พระยาอนุกิจวิธูรจึงทดลองเลี้ยงดูบ้างและเป็นผู้สั่งใข่ไก่มาฟักร่วมกับพระยาเสนีณรงค์ฤทธิ์ (ม.ล. เล็ก สนิทวงศ์) จนกระทั่งได้ตั้งเล้าไก่ขึ้นในบริเวณบ้าน ซึ่งปัจจุบันเป็นชื่อซอยสันทัด อยู่ที่ถนนเศรษฐศิริ เขตดุสิตเมื่อกรมเกษตรจัดให้มีการประกวดไก่เพื่อสนับสนุนประชาชนให้เลี้ยงไก่ พระยาอนุกิจวิธูรก็ได้ส่งไก่เข้าประกวดในนามของ “เล้าไก่สันทัด” จนชนะการประกวดหลายคราวเป็นที่รู้จักกันดีในสมัยนั้น มีคนทั้งต่างจังหวัดและในพระนครมาชมและมาซื้อไก่ไปเลี้ยงหรือซื้อไข่ไปฟักบ้าง นอกจากนี้ยังมีชาวชวาและชาวสิงคโปร์พากันติดต่อสั่งซื้อไข่ไก่พันธุ์ไปฟักก็มาก

พระยาอนุกิจวิธูร ได้สร้างวัดคูบางหลวงอนุกิจวิธูร ที่อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี ทายาทของท่านคือ นางสุนทรี จินตกวีวัฒน์ สมรสกับ ดร.จารึก จินตกวีวัฒน์ มีบุตร 1 คน และ ธิดา 1 คน

พระยาอนุกิจวิธูร รับราชการอยู่ 33 ปีเต็ม ได้รับพระราชทานยศ มหาอำมาตย์ตรี มียศตำแหน่งพิเศษเป็น นายหมวดโทเสือป่า และเป็นองคมนตรีในรัชกาลที่ 6 เครื่องราชอิสริยาภรณ์สูงสุดที่ได้รับพระราชทานคือ ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก

พระยาอนุกิจวิธูร ถึงแก่อนิจกรรมที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ด้วยโรคหัวใจวายเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2491 รวมอายุได้ 68 ปี ก่อนถึงแก่อนิจกรรมได้สั่งหลานๆ ให้จัดการฌาปนกิจศพอย่างเรียบง่ายภายใน 1 สัปดาห์ ไม่ให้ทำบุญแบบทุ่มเทที่เรียกว่าคนตายขายคนเป็นและให้นำเงินจำนวนหนึ่งไปมอบให้โรงพยาบาลศิริราชตั้งเป็นทุนสำหรับนักเรียนแพทย์ทำการค้นคว้าเรียกว่า ทุนพระยาอนุกิจวิธูร

เครื่องราชอิสริยาภรณ์[แก้]

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 34 หน้า 23 วันที่ 15 เมษายน 2460 ประกาศตั้งอธิบดีกรมมหาวิทยาลัยและตั้งผู้บัญชาการจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  2. ทะเบียนประวัติพระยาอนุกิจวิธูร
  3. เสนาะจิตร สุวรรณโพธิศรี พระยาอนุกิจวิธูร (สันทัด เทพหัสดิน ณ อยุธยา) หนังสือประวัติครู ครุสภาจัดพิมพ์ในวันครู 16 มกราคม 2503 หน้า 117
  4. เสนาะจิตร สุวรรณโพธิศรี พระยาอนุกิจวิธูร (สันทัด เทพหัสดิน ณ อยุธยา) หนังสือประวัติครู ครุสภาจัดพิมพ์ในวันครู 16 มกราคม 2503 หน้า 118
  5. 5.0 5.1 บันทึกจดหมายรายวันของพระยาอนุกิจวิธูร เอกสารที่นางเสนาะจิตร สุวรรณโพธิ์ศรี (เทพหัสดิน ณ อยุธยา) รับมรดกจากพระยาอนุกิจวิธูร พ.ศ. 2491 ไม่ได้ตีพิมพ์

บรรณานุกรม[แก้]

  • เสนาะจิตร สุวรรณโพธิศรี พระยาอนุกิจวิธูร (สันทัด เทพหัสดิน ณ อยุธยา) หนังสือประวัติครู ครุสภาจัดพิมพ์ในวันครู 16 มกราคม 2503
  • ธรรมศักดิ์มนตรี, เจ้าพระยา. บทประพันธ์บางเรื่องของครูเทพ. พระนคร: ไทยเขษม, 2486
  • ไพศาลศิลปศาสตร์, พระ. รายงานการศึกษาประเทศญี่ปุ่น พระนคร: บำรุงกิจนุกูล. 2446
  • ทะเบียนประวัติพระยาอนุกิจวิธูร
  • ราชกิจจานุเบกษา


ก่อนหน้า พระยาอนุกิจวิธูร (สันทัด เทพหัสดิน ณ อยุธยา) ถัดไป
- 2leftarrow.png Phra Kiao Colored.svg
ผู้บัญชาการจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
(6 เมษายน พ.ศ. 2460 - 31 มีนาคม พ.ศ. 2468)
2rightarrow.png มหาอำมาตย์ตรี พระยาภะรตราชา
(หม่อมหลวงทศทิศ อิศรเสนา)