ประวัติมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ประวัติมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ นับเป็นสถาบันการศึกษาที่จัดตั้งโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตบุคลากรทางการศึกษาในระดับอุดมศึกษา เดิมทีพัฒนามาจากโรงเรียนฝึกหัดครูชั้นสูง ถนนประสานมิตร ก่อนที่จะจัดตั้งเป็นวิทยาลัยวิชาการศึกษา พร้อมกับการประสาทปริญญาทางด้านศึกษาศาสตร์ ทั้งในระดับบัณฑิต มหาบัณฑิต และดุษฎีบัณฑิต และเป็นสถาบันการศึกษาที่เคยมีวิทยาเขตถึง 8 แห่งทั้งภูมิภาคของประเทศไทย

เนื้อหา

ยุคโรงเรียนฝึกหัดครูชั้นสูง ถนนประสานมิตร[แก้]

ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ในกระแสสังคมที่เริ่มคลี่คลายจากการตื่นตระหนกภัยสงคราม ปัญหาเศรษฐกิจและสังคม หลังจากที่องค์การสหประชาชาติได้ก่อกำเนิดขึ้น เพื่อมุ่งเน้นความสมานฉันท์และผลักดันความร่วมมือทางด้านต่าง ๆ รวมทั้ง การผลักดันทางด้านการศึกษา เพื่อให้โลกใบนี้เจริญก้าวหน้าและมีสติปัญญามากขึ้น “โรงเรียนฝึกหัดครูชั้นสูง” ภายใต้กระทรวงศึกษาธิการ ได้สถาปนาขึ้นเมื่อวันที่ 28 เมษายน พุทธศักราช 2492 ณ ถนนประสานมิตร กรุงเทพมหานคร เพื่อผลักดันการศึกษาทางด้านวิชาชีพครู ในช่วงเวลาที่วิชาชีพครูขาดแคลน และไม่สมดุลกับการขยายตัวของสังคม และศาสตร์ทางด้านการศึกษายังใหม่ต่อสังคมในขณะนั้น เป็นการเริ่มต้นการศึกษาในระดับวุฒิประกาศนียบัตรครูประถมศึกษา และประกาศนียบัตรครูมัธยมศึกษา โรงเรียนฝึกหัดครูชั้นสูงถือกำเนิดขึ้นจากการผลักดันของ ศาสตราจารย์ ม.ล.ปิ่น มาลากุล ซึ่งเป็นปลัดกระทรวงศึกษาธิการอยู่ในขณะนั้น และท่านก็ได้มีบทบาททางด้านการศึกษาทั้งที่โรงเรียนฝึกหัดครูชั้นสูง วิทยาลัยวิชาการ และสังคมไทย

เมื่อโรงเรียนฝึกหัดครูชั้นสูงได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว หลวงสวัสดิสารศาสตรพุทธิ(สวัสดิ์ สุมิตร) ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนฝึกหัดครูชั้นสูง เป็นผู้วางรากฐานระเบียบแบบแผนของการฝึกหัดครู เป็นผู้บุกเบิกงานวิชาการทางด้านวิทยาศาสตร์ และเป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นแบบแผนของปูชนียบุคคลในวิชาชีพครูอย่างสูงยิ่ง

ยุควิทยาลัยวิชาการศึกษา[แก้]

วิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร[แก้]

ในปี พ.ศ. 2496 ศาสตราจารย์ ดร.สาโรช บัวศรี ได้เสนอต่อกระทรวงศึกษาธิการให้ก่อตั้ง "วิทยาลัยวิชาการศึกษา[1] " (College of Education) ขึ้น เพื่อพัฒนาความรู้ทางด้านการศึกษาให้เป็นวิชาชีพที่มีระบบแบบแผนมากขึ้น พร้อมทั้งได้เปิดการเรียนการสอนครอบคลุมทั้งในระดับบัณฑิต มหาบัณฑิต และดุษฎีบัณฑิต โดยมี ศาสตราจารย์ ม.ล.ปิ่น มาลากุล ดำรงตำแหน่งรักษาการอธิการ และ ศาสตราจารย์ ดร.สาโรช บัวศรี ดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะวิชาการศึกษา หลังจากนั้น จึงได้ดำรงตำแหน่งอธิการวิทยาลัยวิชาการศึกษา ในระยะนี้ได้มีการตั้งโรงเรียนสาธิต เพื่อให้เป็นแปลงทดลองค้นคว้า ในระบบการศึกษาพื้นฐานสมัยใหม่

วิทยาลัยวิชาการศึกษาปทุมวัน[แก้]

วิทยาลัยวิชาการศึกษาปทุมวัน นับเป็นวิทยาเขตที่สอง ซึ่งถือกำเนิดมาจากเดิมเป็นแผนกฝึกหัดครูมัธยม โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ซึ่งเดิมขึ้นอยู่กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในกาลต่อมากระทรวงศึกษาธิการได้มีประกาศลงวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2498 ให้โอนแผนกฝึกหัดครูมัธยมของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และหน่วยสาธิตโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา แผนกเตรียมอุดมศึกษาของโรงเรียนรัฐบาล กรมวิสามัญศึกษา ไปสังกัดสำนักงานเลขานุการกรมการฝึกหัดครู จากประกาศดังกล่าว เป็นผลให้แผนกฝึกหัดครูมัธยมเปลี่ยนทั้งสังกัดและฐานะ คือจากแผนกในสังกัดโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา มาเป็นหน่วยงานอิสระอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติวิทยาลัยวิชาการศึกษา พ.ศ. 2497 ซึ่งเพิ่งบังคับมาได้ 9 เดือน เป็นสาขาของวิทยาลัยวิชาการศึกษา เรียกว่า วิทยาลัยวิชาการศึกษาปทุมวัน ขึ้นตรงต่ออธิการวิทยาลัยวิชาการศึกษา โดยมีรองอธิการ วิทยาลัยวิชาการศึกษาปทุมวัน คนแรกคือ ศาสตราจารย์ คุณหญิงอุบล หุวะนันทน์

วิทยาลัยวิชาการศึกษาบางแสน[แก้]

วิทยาลัยวิชาการศึกษาบางแสน นับเป็นวิทยาเขตที่สาม ก่อตั้งโดย พลเอกมังกร พรหมโยธี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในขณะนั้น โดยก่อตั้งเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2498 โดยมี ศาสตราจารย์ ธำรง บัวศรี เป็นรองอธิการ วิทยาลัยวิชาการศึกษาบางแสนคนแรก เป็นสถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกของประเทศ ที่ตั้งอยู่ส่วนภูมิภาคกำหนดหลักสูตร 4 ปี ผู้เรียนสำเร็จตามหลักสูตรได้รับปริญญาการศึกษาบัณฑิต (กศ.บ.) และได้รับโอนโรงเรียนพิบูลบำเพ็ญ ตำบลแสนสุข ชลบุรี เพื่อปรับปรุงให้เป็นโรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัย โดยใช้ชื่อโรงเรียนใหม่ว่า โรงเรียนสาธิต"พิบูลบำเพ็ญ" วิทยาลัยวิชาการศึกษาบางแสน

วิทยาลัยวิชาการศึกษาพิษณุโลก[แก้]

วิทยาลัยวิชาการศึกษาพิษณุโลก นับเป็นวิทยาเขตที่สี่ โดยก่อตั้งขึ้นเมื่อ 25 มกราคม พ.ศ. 2510 เพื่อขยายสถาบันการผลิตครูในระดับอุดมศึกษาไปยังเขตภาคเหนือของประเทศไทย โดยมีรองอธิการ วิทยาลัยวิชาการศึกษาพิษณุโลกคนแรก คือ ศาสตราจารย์ ดร.พนัส หันนาคินทร์

วิทยาลัยวิชาการศึกษามหาสารคาม[แก้]

วิทยาลัยวิชาการศึกษามหาสารคาม นับเป็นวิทยาเขตที่ห้า ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 27 มีนาคม พ.ศ. 2511 ตามแนวคิดของ อาจารย์บุญถิ่น อัตถากร อธิบดีกรมการฝึกหัดครูในขณะนั้น โดยการจัดตั้งวิทยาลัยวิชาการศึกษามหาสารคามนั้น เพื่อขยายสถาบันผลิตครูในระดับอุดมศึกษาไปยังเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย โดยมี ดร.สายหยุด จำปาทอง เป็นรองอธิการ วิทยาลัยวิชาการศึกษามหาสารคาม คนแรก

วิทยาลัยวิชาการศึกษาสงขลา[แก้]

วิทยาลัยวิชาการศึกษาสงขลา นับเป็นวิทยาเขตที่หก ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2511 เพื่อขยายโอกาสทางการศึกษาและขยายสถาบันผลิตครูในระดับอุดมศึกษาไปยังเขตภาคใต้ของประเทศไทย โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.สมพร บัวทอง เป็นรองอธิการ วิทยาลัยวิชาการศึกษาสงขลา คนแรก

วิทยาลัยวิชาการศึกษาพระนคร[แก้]

วิทยาลัยวิชาการศึกษาพลศึกษา[แก้]

วิทยาลัยวิชาการศึกษาพลศึกษา นับเป็นวิทยาเขตที่แปด จัดตั้งเป็นวิทยาเขตในปี พ.ศ. 2513 เดิมทีเป็นโรงเรียนฝึกหัดครูพลานามัย สังกัดกรมพลศึกษา ตั้งอยู่บริเวณสนามกีฬาแห่งชาติ หลังจากประกาศจัดตั้งเป็นวิทยาเขต กรมพลศึกษานั้นยังเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบวิทยาเขตนี้

ยุคมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ[แก้]

เมื่อวิทยาลัยวิชาการศึกษา ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น "มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ" เมื่อ พ.ศ. 2517 [2] โดยได้รับพระราชทานนามจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.สุดใจ เหล่าสุนทร เป็นอธิการบดี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ คนแรก ภายหลังจากการยกฐานะ วิทยาลัยวิชาการศึกษาทั้ง 8 วิทยาเขต ได้รับการยกฐานะให้เป็นมหาวิทยาลัยเช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยแม่ และบริหารในระบบวิทยาเขตมาทั้งหมด 16 ปี หลังจากนั้น วิทยาเขต 5 แห่งได้รับการยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัยเอกเทศ และอีก 4 แห่งได้ยุบรวมกันเป็น มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร

มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน[แก้]

มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บางแสน[แก้]

มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พิษณุโลก[แก้]

มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม[แก้]

มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ภาคใต้[แก้]

มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บางเขน[แก้]

มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พลศึกษา[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. พระราชบัญญัติวิทยาลัยวิชาการศึกษา พ.ศ. 2497,เล่มที่ ๗๗, ตอนที่๖๑, ๒๘ กันยายน พ.ศ. ๒๔๙๗ [1]
  2. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พ.ศ. ๒๕๑๗, เล่ม ๙๑, ตอน ๑๑๒ ก ฉบับพิเศษ, ๒๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๗, หน้า ๑