เจ้าพระยามหาเสนา (ปลี)
เจ้าพระยามหาเสนา (ปลี) | |
|---|---|
| สมุหพระกลาโหม | |
| ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2325 – มกราคม พ.ศ. 2337 | |
| กษัตริย์ | พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช |
| ก่อนหน้า | พระยามหาเสนา (อาณาจักรธนบุรี) |
| ถัดไป | เจ้าพระยาอรรคมหาเสนา (บุนนาค) |
| ข้อมูลส่วนบุคคล | |
| เกิด | ปลี |
| เสียชีวิต | มกราคม พ.ศ. 2337 |
| ศาสนา | พุทธ |
| บุพการี |
|
เจ้าพระยามหาเสนา (? - พ.ศ. 2337) นามเดิม ปลี เป็นสมุหกลาโหมคนแรกในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เป็นแม่ทัพผู้มีบทบาทในสงครามเก้าทัพและสงครามตีเมืองทวาย
เจ้าพระยามหาเสนา (ปลี) เกิดเมื่อปีใดไม่ปรากฏ เป็นบุตรชายของเจ้าพระยากลาโหมคลองแกลบ[1][2] สมุหกลาโหมในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เจ้าพระยามหาเสนา (ปลี) มีพี่สาวต่างมารดาคือ ท้าววรจันทร์ (แจ่ม) และน้องชายต่างมารดาชื่อคุ้ม ซึ่งนายคุ้มต่อมาได้รับตำแหน่งเป็นพระยาสุรเสนาในรัชกาลที่ 1 และมีฉายาว่า "พระยาสุรเสนาแขนทิ้ง"[1]
ในสมัยธนบุรี เจ้าพระยามหาเสนา (ปลี) ดำรงตำแหน่งเป็นพระพลเมืองพิษณุโลก[3] จากนั้นเลื่อนขึ้นเป็นพระยาเพชรบูรณ์ เจ้าเมืองเพชรบูรณ์ ในพ.ศ. 2321 เมื่อสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกยกทัพไปตีเมืองเวียงจันทน์ เจ้าสุริยวงศ์เจ้าเมืองหลวงพระบางขอสวามิภักดิ์ต่อสยาม สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกจึงมีคำสั่งให้พระยาเพชรบูรณ์ (ปลี) คุมกองทัพเมืองหลวงพระบาง[4] ยกเข้าโจมตีเมืองเวียงจันทน์จากทางเหนือ ในขณะที่สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกยกทัพเข้าโจมตีจากทางใต้ จนสามารถยึดเมืองเวียงจันทน์ได้ในที่สุด
เมื่อสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชใน พ.ศ. 2325 ทรงแต่งตั้งพระยาเพชรบูรณ์ (ปลี) ขึ้นเป็นเจ้าพระยามหาเสนา สมุหกลาโหมคนแรกของกรุงรัตนโกสินทร์ ดังใน คำปรึกษาตั้งข้าราชการ ว่า
พระยาเพชรบูรณ์สัตย์ซื่อ สู้เสียชีวิตทำราชการสงครามตามเสด็จใต้ละอองธุลีพระบาทสมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้า (กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท) แต่เดิมมา มีความชอบมาก แล้วก็เป็นบุตรพระยากลาโหมแต่ก่อน ขอพระราชทานตั้งให้เป็น เจ้าพระยามหาเสนา...[3]
นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯยังทรงให้ย้ายการปกครองหัวเมืองฝ่ายใต้ ซึ่งถูกย้ายไปขึ้นกับกรมท่าตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ย้ายกลับมาขึ้นกับสมุหกลาโหมดังเช่นแต่ก่อนอีกด้วย
ใน พ.ศ. 2328 สงครามเก้าทัพ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯมีพระราชโองการให้เจ้าพระยามหาเสนา (ปลี) ติดตามสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ เสด็จยกทัพไปตั้งรับพม่าทางเหนือที่นครสวรรค์ เจ้าพระยามหาเสนา (ปลี) ยกทัพไปตั้งรับพม่าที่พิจิตร จากนั้นกรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ฯมีพระบัญชาให้เจ้าพระยามหาเสนายกทัพเข้าตีทัพของเนเมียวสีหซุยที่ค่ายปากพิงฝั่งตะวันออก นำไปสู่การรบที่ปากพิง เจ้าพระยามหาเสนาสามารถเอาชนะทัพพม่าขับทัพพม่าออกไปได้สำเร็จ จากนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึงมีพระราชโองการให้เจ้าพระยามหาเสนา (ปลี) ยกทัพขึ้นเหนือไปพร้อมกับสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงจักรเจษฎา[5] เพื่อช่วยเหลือเจ้ากาวิละแห่งเมืองลำปางซึ่งกำลังถูกทัพพม่าของสะโดศิริมหาอุจนาล้อมเมืองอยู่ เจ้าพระยามหาเสนาและกรมหลวงจักรเจษฎาฯสามารถขับทัพพม่าที่ล้อมเมืองลำปางอยู่ออกไปได้สำเร็จ
ในสงครามตีเมืองทวายใน พ.ศ. 2330 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯมีพระราชโองการให้จัดทัพเข้ายกไปโจมตีเมืองทวายผ่านทางด่านวังปอ (ทางตำบลปิล็อก อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี) เจ้าพระยามหาเสนา (ปลี) และเจ้าพระยารัตนาพิพิธ (สน สนธิรัตน์) สมุหนายกเป็นทัพหน้า เจ้าพระยาทั้งสองยกทัพเข้าโจมตีทัพพม่าที่ด่านวังปอ โดยเจ้าพระยามหาเสนาส่งพระยาสุรเสนานำทัพไปก่อน หลังจากที่พระยาสุรเสนาถูกปืนพม่าเสียชีวิตในที่รบ เจ้าพระยามหาเสนาและเจ้าพระยารัตนพิพิธ (สน) จึงยกทัพเข้าตีด่านวังปอได้สำเร็จ จากนั้นยึดเมืองกลิอ่องต่อและยกทัพเข้าประชิดเมืองทวาย ฝ่ายไทยไม่สามารถเข้ายึดเมืองทวายได้หลังจากประชิดเมืองอยู่ครึ่งเดือน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯมีพระราชโองการให้เลิกทัพถอยกลับ
หลังจากได้เมืองทวายแล้ว ใน พ.ศ. 2336 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯมีพระราชดำริที่จะยกทัพล่วงต่อจากเมืองทวายไปยังเขตแดนเมืองพม่าตอนล่าง จึงมีพระราชโองการให้เจ้าพระยามหาเสนา (ปลี) และเจ้าพระยารัตนาพิพิธ (สน) ยกทัพหน้าไปสมทบกับทัพของพระยายมราช (บุนนาค) ที่ทวาย ในขณะนั้นเองพระเจ้าปดุงได้ส่งทัพมายึดเมืองทวายคืน เจ้าพระยามหาเสนา เจ้าพระยารัตนาพิพิธ และพระยายมราช ตั้งค่ายอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองทวาย ฝ่ายพม่าตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก ในปี พ.ศ. 2337 ชาวเมืองทวายเป็นกบฏลุกฮือขึ้นต่อต้านการปกครองของไทย เจ้าพระยามหาเสนา (ปลี) มีคำสั่งให้นำตัวหวุ่นทอก ชาวเมืองทวายผู้นำในการต่อต้านไปลงโทษด้วยการเฆี่ยน[5] หวุ่นทอกจึงปลุกระดมชาวเมืองทวายให้ลุกฮือขึ้นและร่วมกับทัพพม่าเข้าโจมตีทัพของไทยทางตะวันออก เสนาบดีทั้งสามไม่สามารถต้านทานทัพพม่าได้ ถอยทัพไปยังค่ายของพระอภัยรณฤทธิ์ ซึ่งเป็นทัพหน้าของทัพหลวง เสนาบดีทั้งสามขอเข้าไปในค่ายของพระอภัยรณฤทธิ์ แต่พระอภัยรณฤทธิ์ปฏิเสธไม่ให้เข้าเกรงว่าหากทัพพม่ายกติดตามเสนาบดีทั้งสามเข้ามาในค่ายและทัพหน้าของพระอภัยรณฤทธิ์แตกพ่ายไป ทัพหลวงจะได้รับอันตราย[5] เสนาบดีทั้งสามจึงสู้กับพม่าอยู่หน้าค่ายของพระอภัยรณฤทธิ์ เจ้าพระยารัตนาพิพิธและพระยายมราชสามารถรอดไปได้ แต่เจ้าพระยามหาเสนา (ปลี) สูญหายในที่รบ ไม่สามารถค้นหาศพของเจ้าพระยามหาเสนากลับมาได้ ในขณะพงศาวดารพม่าว่าเจ้าพระยามหาเสนาถูกสังหารในที่รบ[6] และสามารถนำศีรษะของเจ้าพระยามหาเสนา (ปลี) ไปได้[7]
เดือนมีนาคม พ.ศ. 2328 กรมพระราชวังบวรฯ โปรดเกล้าให้ นายสม ซึ่งเป็นบุตรชายเจ้าเมืองเพชรบูรณ์ (ปลี) เชื้อสายโมกุล สายธิดาเจ้าเมืองละโว้ เป็น พระวิสูตรสงครามรามภักดี (สม) เป็นเจ้าเมือง ปกครอง เมืองท่าทอง และมี นายโสม น้องชาย เป็น ปลัดเมือง ต่อมานายสม ได้ไปสมรสกับ แม่แถม ธิดาของ เจ้าพระยาวิสูตรสงครามรามภักดี สืบทอดสายตระกูลวิชัยดิษฐ์ มาถึงปัจจุบัน กรุงเทพฯ สามารถสร้างอำนาจใหม่ที่เมืองท่าทอง เป็นผลสำเร็จ[8]
อ้างอิง
[แก้]- 1 2 สมมตอมรพันธุ์, พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระ. เรื่องตั้งเจ้าพระยาในกรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพ : กรมศิลปากร, 2545.
- ↑ ลำดับสกุลเก่าบางสกุล ภาคที่ 3 สกุลเฉกอหมัด ฉะบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์. พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พระตำรวจเอก เจ้าพระยาราชศุภมิตร (อ๊อต ศุภมิตร) ณ เมรุวัดเบญจมบพิตร เมื่อปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๗๓.
- 1 2 เอียวศรีวงศ์, นิธิ. การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี. กรุงเทพฯ; มติชน, พ.ศ. 2550.
- ↑ พระราชพงษาวดารกรุงเก่า (ฉบับหมอบรัดเล).
- 1 2 3 ทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค), เจ้าพระยา. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑. พิมพ์ครั้งที่ ๖.
- ↑ ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จกรมพระยา. พงษาวดารเรื่องเรารบพม่า ครั้งกรุงธน ฯ แลกรุงเทพ ฯ.
- ↑ Phraison Salarak (Thien Subindu), Luang. Intercourse between Burma and Siam as recorded in Hmannan Yazawindawgyi. Bangkok; July 25, 1919.
- ↑ "พระราชประวัติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เล่มที่ ๓ (นอกตำราเรียน)". อุษาคเนย์นิวประวัติศาสตร์ของชนชาติไทย ก่อน สุโขทัย. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2023-11-28. สืบค้นเมื่อ 2024-02-14.