ข้ามไปเนื้อหา

เหรียญลูกเสือสดุดี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เหรียญลูกเสือสดุดี
เหรียญลูกเสือสดุดี (เรียงจากซ้ายไปขวา) ชั้นที่ 3, ชั้นที่ 2, ชั้นที่ 1
มอบโดย พระมหากษัตริย์ไทย
ประเภทเหรียญราชอิสริยาภรณ์ประเภทบำเหน็จในราชการ
วันสถาปนา13 มกราคม พ.ศ. 2490
ประเทศประเทศไทย ราชอาณาจักรไทย
ภาษิตเสียชีพอย่าเสียสัตย์
จำนวนสำรับไม่จำกัดจำนวน
ผู้สมควรได้รับบุคลากรทางการลูกเสือหรือบุคคลอื่นที่ได้เสียสละตนเพื่อพัฒนากิจการลูกเสือไทย
สถานะยังพระราชทานอยู่
ผู้สถาปนาคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
ประธานพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
สถิติการมอบ
รายแรก20 มิถุนายน พ.ศ. 2496
รายล่าสุด16 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ลำดับเกียรติ
สูงกว่าเหรียญลูกเสือสรรเสริญ
รองมาเหรียญลูกเสือยั่งยืน

เหรียญลูกเสือสดุดี เป็นเหรียญสำหรับพระราชทานเป็นบำเหน็จความชอบในราชการ โดยพระราชทานแก่บุคลากร ผู้มีอุปการคุณถึงขนาด หรือที่ได้อุทิศกําลังกายหรือกําลังความคิดในการประกอบกิจการให้บังเกิดคุณประโยชน์แก่กิจการลูกเสือและเนตรนารีในประเทศไทย[1]

ลักษณะและชนิดของเหรียญ

[แก้]

ลักษณะของเหรียญ

[แก้]

ตามพระราชบัญญัติลูกเสือ พ.ศ. 2551[1] มาตรา 59 ได้กำหนดลักษณะของเหรียญลูกเสือสดุดี ดังนี้

"เหรียญลูกเสือสดุดี เป็นเหรียญเงิน ลักษณะกลมรี มีขนาดกว้าง 2.5 เซนติเมตร ยาว 3.2 เซนติเมตร ด้านหน้า มีตราหน้าเสือประกอบวชิระ ริมขอบส่วนบนมีอักษรว่า "ลูกเสือ" และส่วนล่าง มีอักษรว่า "เสียชีพอย่าเสียสัตย์" ตราหน้าเสือประกอบวชิระ และตัวอักษรให้ทำเป็นลายดุน ด้านหลัง เป็นพื้นเกลี้ยงจารึกนามของผู้ซึ่งได้รับพระราชทาน และวันที่พระราชทาน ขอบส่วนบนมีห่วงห้อย แพรแถบขนาดกว้าง 2.4 เซนติเมตร มีริ้วสีเหลืองกว้าง 1.2 เซนติเมตร อยู่กลาง ริมทั้งสองข้างมีริ้วสีดำกว้าง 6 มิลลิเมตรประดับที่อกเสื้อเหนือปกกระเป๋าเบื้องซ้าย"

ชนิดของเหรียญ

[แก้]

ตามพระราชบัญญัติลูกเสือ พ.ศ. 2551[1] มาตรา 59 ได้กำหนดชนิดของเหรียญลูกเสือสดุดี ดังนี้

  • เหรียญลูกเสือสดุดี ชั้นที่ 1 - มีเข็มวชิรทำด้วยโลหะเงินประดับที่แพรแถบตรงกึ่งกลางในแนวทางดิ่งหนึ่งเข็ม
  • เหรียญลูกเสือสดุดี ชั้นที่ 2 - มีเข็มหน้าเสือทำด้วยโลหะเงินประดับที่แพรแถบตรงกึ่งกลางในแนวทางดิ่งหนึ่งเข็ม
  • เหรียญลูกเสือสดุดี ชั้นที่ 3 - ไม่มีวชิระและเข็มหน้าเสือประดับที่แพรแถบ

การขอพระราชทาน

[แก้]

เงื่อนไขการขอพระราชทานเหรียญลูกเสือแต่ละชั้นเป็นไปตามพระราชบัญญัติลูกเสือ พ.ศ.2551 และประกาศคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การขอพระราชทานเหรียญลูกเสือสดุดี ชั้นที่ 1 ชั้นที่ 2 และชั้นที่ 3[2] ลง ณ วันที่ 21 เมษายน 2565 ดังนี้

เหรียญลูกเสือสดุดีชั้นที่ 1

[แก้]

จะพระราชทานแก่ผู้ที่มีอุปการคุณต่อการลูกเสือถึงขนาด หรือผุ้ที่ได้อุทิศกำลังกาย กำลังความคิด ในการประกอบกิจการให้บังเกิดคุณประโยชน์แก่การลูกเสืออย่างยิ่ง ทั้งในฐานะผู้ทำหน้าที่บริหารกิจการลูกเสือ ผู้ทำหน้าที่ฝึกอบรม ผู้ทำหน้าที่สนับสนุนกิจการลูกเสือ บุคลากรของสำนักงานลูกเสือแห่งชาติและสำนักงานลูกเสือจังหวัด

เหรียญลูกเสือสดุดีชั้นที่ 2

[แก้]

จะพระราชทานแก่ผู้ที่มีอุปการคุณต่อการลูกเสือ ดังนี้

  1. บริจาคเงินหรือทรัพย์สิ่งของต่าง ๆ ครั้งเดียว หรือหลายครั้งรวมกัน เป็นจำนวนเงินไม่น้อยกว่าที่คณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติกำหนด
  2. ช่วยเหลือเป็นอย่างดีในการฝึกอบรมผู้บังคับบัญชาลูกเสือ
    • ระดับที่ 1 การฝึกอบรมวิชาผู้กำกับลูกเสือขั้นความรู้เบื้องต้น หรือขั้นความรู้ชั้นสูง โดยอยู่ประจำตลอดการฝึกอบรมไม่น้อยกว่า 50 ครั้ง หรือ
    • ระดับที่ 2 การให้การฝึกอบรมแก่ผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมวิชาผู้กำกับลูกเสือแล้ว โดยอยู่ประจำตลอดการฝึกอบรมไม่น้อยกว่า 20 ครั้ง
  3. ช่วยเหลือกิจการลูกเสือด้านอื่น ๆ รวมทั้งกิจกรรมลูกเสือในสถานศึกษาจนเกิดผลดีแก่การลูกเสือติดต่อกันมาไม่น้อยกว่า 5 ปี และปีหนึ่ง ๆ ไม่น้อยกว่า 10 ครั้ง
  4. เป็นเจ้าของโครงการหรือผู้ที่รับผิดชอบโครงการ ในการหาทุนทรัพย์ศูนย์กิจการลูกเสือซึ่งอาจจะเป็นโครงการเดียวหรือหลายโครงการเป็นจำนวนเงินไม่น้อยกว่าที่คณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติกำหนด
  5. ช่วยเหลือและส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างคณะลูกเสือไทย กับคณะลูกเสือต่างประเทศเป็นอย่างยิ่ง
  6. เป็นบุคลากรของสำนักงานลูกเสือแห่งชาติและสำนักงานลูกเสือจังหวัดติดต่อกันเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าที่คณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติกำหนด

เหรียญลูกเสือสดุดีชั้นที่ 3

[แก้]

จะพระราชทานแก่ผู้ที่มีอุปการคุณต่อการลูกเสือดังต่อไปนี้

  1. บริจาคเงินหรือทรัพย์สิ่งของต่าง ๆ ครั้งเดียวหรือหลายครั้ง รวมกันเป็นจำนวนเงินไม่น้อยกว่าที่คณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติกำหนด
  2. เป็นเจ้าของโครงการหรือผู้ที่รับผิดชอบโครงการ ในการหาทุนทรัพย์ศูนย์กิจการลูกเสือซึ่งอาจจะเป็นโครงการเดียวหรูหลายโครงการเป็นจำนวนเงินไม่น้อยกว่าที่คณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติกำหนด
  3. ช่วยเหลือเป็นอย่างดีในการฝึกอบรมผู้บังคับบัญชาลูกเสือ
    • ระดับที่ 1 การฝึกอบรมวิชาผู้กำกับลูกเสือขั้นความรู้เบื้องต้น หรือขั้นความรู้ขั้นสูง โดยอยู่ประจำตลอดการฝึกอบรมไม่น้อยกว่า 25 ครั้ง หรือ
    • ระดับที่ 2 การให้การฝึกอบรมแก่ผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมวิชาผู้กำกับลูกเสือโดยอยู่ประจำตลอดการฝึกอบรมไม่น้อยกว่า 10 ครั้ง
  4. ช่วยเหลือเป็นอย่างดี ในการฝึกอบรมวิชานายหมู่ลูกเสือ หรือวิชาลูกเสือประเภทต่าง ๆ โดยอยู่ประจำตลอดการฝึกอบรม ครั้งละ 3 วัน ไม่น้อยกว่า 50 ครั้ง
  5. ช่วยเหลือกิจการลูกเสือด้านอื่น ๆ จนเกิดผลดีแก่การลูกเสือติดต่อกันไม่น้อยกว่า 3 ปี และปีหนึ่ง ๆ ไม่น้อยกว่า 5 ครั้ง
  6. ช่วยเหลือ และส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างคณะลูกเสือไทยกับคณะลูกเสือต่างประเทศเป็นอย่างดี
  7. เป็นบุคลากรของสำนักงานลูกเสือแห่งชาติและสำนักงานลูกเสือจังหวัดติดต่อกันเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าที่คณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติกำหนด

การขอเลื่อนชั้นเหรียญลูกเสือสดุดี

[แก้]

การขอเลื่อนชั้นเหรียญลูกเสือสดุดี ตามประกาศคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การขอพระราชทานเหรียญลูกเสือสดุดี ชั้นที่ 1 ชั้นที่ 2 และชั้นที่ 3 ระบุว่าจะต้อง "เป็นผู้ที่ได้รับพระราชทานเหรียญลูกเสือสดุดีชั้นเดิมมาไม่น้อยกว่า 2 ปี และผลงานในการเสนอขอพระราชทานจะต้องเป็นผลงานใหม่ที่ไม่ใช่ผลงานที่เคยเสนอขอมาแล้ว"[2]

อ้างอิง

[แก้]
  1. 1 2 3 "พระราชบัญญัติลูกเสือ พ.ศ. ๒๕๕๑" (PDF).
  2. 1 2 "ประกาศคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การขอพระราชทานเหรียญลูกเสือสดุดี ชั้นที่ 1 ชั้นที่ 2 และชั้นที่ 3" (PDF).