สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
| สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ | |||||
|---|---|---|---|---|---|
| สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ ชั้น 4 พระองค์เจ้าชั้นเอก | |||||
พระรูปเมื่อครั้งทรงเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย | |||||
| ประสูติ | 21 มิถุนายน พ.ศ. 2405 พระบรมมหาราชวัง มณฑลกรุงเทพ ประเทศสยาม พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร | ||||
| สิ้นพระชนม์ | 1 ธันวาคม พ.ศ. 2486 (81 ปี) วังวรดิศ จังหวัดพระนคร ประเทศไทย | ||||
| หม่อม (สะใภ้หลวง) | เฉื่อย ยมาภัย | ||||
| |||||
| พระบุตร | 37 องค์ | ||||
| ราชสกุล | ดิศกุล | ||||
| ราชวงศ์ | จักรี | ||||
| พระบิดา | พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว | ||||
| พระมารดา | เจ้าจอมมารดาชุ่ม | ||||
| ศาสนา | พุทธเถรวาท | ||||
| อาชีพ |
| ||||
| ลายพระอภิไธย | |||||
| การศึกษา | โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า | ||||
| เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย | |||||
| ดำรงตำแหน่ง 1 เมษายน พ.ศ. 2435 – 8 สิงหาคม พ.ศ. 2458 | |||||
| กษัตริย์ | |||||
| ก่อนหน้า | เจ้าพระยารัตนบดินทร์ (ในฐานะสมุหนายก) | ||||
| ถัดไป | เจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์ | ||||
| เสนาบดีกระทรวงมุรธาธร | |||||
| ดำรงตำแหน่ง 29 มิถุนายน พ.ศ. 2466 – 23 มีนาคม พ.ศ. 2469 | |||||
| กษัตริย์ | |||||
| ก่อนหน้า | พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศรวรฤทธิ์ | ||||
| ถัดไป | ยุบกระทรวง | ||||
| อภิรัฐมนตรี | |||||
| ดำรงตำแหน่ง 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 – 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2475 | |||||
| กษัตริย์ | พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว | ||||
| องคมนตรี | |||||
| ดำรงตำแหน่ง 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2430 – 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2475 | |||||
| กษัตริย์ | |||||
| เจ้าพนักงานใหญ่ ผู้ช่วยบัญชาการทหารบก | |||||
| ดำรงตำแหน่ง เมษายน พ.ศ. 2430 – เมษายน พ.ศ. 2433 | |||||
| สมุหพระกลาโหม | |||||
| ถัดไป | เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (ในฐานะเจ้ากรมทหารบก) | ||||
| ยศที่ได้รับการแต่งตั้ง | |||||
| รับใช้ | ประเทศสยาม | ||||
| แผนก/ | กองทัพบกสยาม กองเสือป่า | ||||
| ชั้นยศ | พลเอก นายกองเอก | ||||
| บังคับบัญชา | เจ้าพนักงานใหญ่ ผู้ช่วยบัญชาการทหารบก | ||||
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (พระยศเดิม: พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร) (21 มิถุนายน พ.ศ. 2405 – 1 ธันวาคม พ.ศ. 2486) เป็นพระบรมวงศานุวงศ์สยามในราชวงศ์จักรีและเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยคนแรกของประเทศไทย พระองค์ทรงเป็นผู้มีบทบาทสำคัญยิ่งในการวางรากฐานระบบการศึกษาและการปกครองส่วนท้องถิ่นสมัยใหม่ของประเทศไทย ทรงเป็นนักประวัติศาสตร์ผู้ศึกษาด้วยพระองค์เอง และได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในปัญญาชนที่มีอิทธิพลมากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย ในวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2505 ยูเนสโกได้ประกาศยกย่องให้พระองค์ทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลกคนแรกของประเทศไทย[1] พระองค์ทรงเป็นองค์ต้นราชสกุล"ดิศกุล"
พระองค์มีพระนามเมื่อแรกประสูติว่า พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับเจ้าจอมมารดาชุ่ม ทรงได้รับการศึกษาขั้นต้นด้านภาษาไทยและภาษาบาลีจากพระอาจารย์ในราชสำนัก และเริ่มศึกษาภาษาอังกฤษกับฟรานซิส จอร์จ แพตเตอร์สัน เมื่อมีพระชนมายุได้ 14 พรรษา ต่อมาทรงเข้าศึกษาในโรงเรียนที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาขึ้นภายในพระบรมมหาราชวัง พระองค์ทรงเริ่มรับราชการตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ โดยได้รับตำแหน่งผู้บัญชาการกรมทหารรักษาพระองค์ใน พ.ศ. 2423 ขณะมีพระชนมายุ 18 พรรษา และได้ทรงมีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปกองทัพสยาม รวมถึงทรงมีส่วนในการก่อตั้งโรงเรียนนายร้อยทหารบก (ปัจจุบันคือโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า) ทรงได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าพนักงานใหญ่ ผู้ช่วยบัญชาการทหารบก (เทียบเท่าตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกในปัจจุบัน) เมื่อ พ.ศ. 2430 และใน พ.ศ. 2433 ทรงได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศึกษาธิการ
ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเริ่มดำเนินการปฏิรูปการปกครองแผ่นดินใน พ.ศ. 2435 พระองค์ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ในช่วงที่ทรงดำรงตำแหน่งนี้ พระองค์ได้วางระบบการปกครองส่วนภูมิภาคใหม่ทั้งหมด โดยมีการรวมจังหวัดขนาดเล็กเข้าด้วยกัน ยกเลิกระบบเจ้าเมืองเดิม และตั้งตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองที่ได้รับการแต่งตั้งจากส่วนกลาง พร้อมกับรับเงินเดือนจากรัฐบาลกลาง นอกจากนี้ พระองค์ยังเป็นผู้วางรากฐานการแบ่งเขตการปกครองใหม่ในลักษณะมณฑลเทศาภิบาล ซึ่งครอบคลุมหลายจังหวัด และเป็นต้นแบบของโครงสร้างการปกครองท้องถิ่นสมัยใหม่ที่ใช้อยู่ในเวลาต่อมา
พระประวัติ
[แก้]ประสูติ
[แก้]สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ มีพระนามเดิมว่า พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร (อ่านว่า ดิด-สะ-วอ-ระ-กุ-มาร) เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 57 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นพระองค์เดียวที่ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาชุ่ม ท.จ.ว. ณ พระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2405 ชาววังออกพระนามโดยลำลองว่า "พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร หรือ เสด็จพระองค์ดิศ" พระองค์ได้รับพระราชทานพระนามจากพระบิดาในวันสมโภชเดือนและขึ้นพระอู่ โดยมีรายละเอียดว่า[2]
"สมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าแผ่นดินสยามผู้พระบิดา ขอตั้งนามกุมารบุตรที่เกิดแต่ชุ่มเล็กเป็นมารดานั้น และซึ่งคลอดในวันเสาร์ แรม 9 ค่ำ เดือน 7 ปีจอจัตวาศกนั้น ว่าดังนี้ พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร นาคนาม ขอจงเจริญชนมายุ วรรณ สุข พล ปฏิภาณ สรรพสิริสวัสดิพิพัฒนมงคลทุกประการ สิ้นกาลนานต่อไปเทอญ"
โดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงนำเอานามของพระยาอัพภันตริกามาตย์ (ดิศ โรจนดิศ) ซึ่งเป็นบิดาของเจ้าจอมมารดาชุ่มมาตั้งพระราชทาน เนื่องจากทรงพระราชดำริว่าท่านเป็นคนซื่อตรง[3]
ทรงศึกษา
[แก้]พระองค์ทรงเริ่มเรียนหนังสือไทยชั้นต้นจากสำนักคุณแสงและคุณปาน ราชนิกุล ในพระบรมมหาราชวัง ทรงศึกษาภาษาอังกฤษในโรงเรียนหลวง ซึ่งมีมิสเตอร์ ฟรานซิส ยอร์ช แพตเตอร์สัน เป็นพระอาจารย์
- พ.ศ. 2418 ขณะพระชันษา 13 ปี ผนวชเป็นสามเณรที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยมีสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ และประทับจำพรรษาที่วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร
- พ.ศ. 2420 ทรงสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยทหารบก ได้รับพระราชทานยศเป็นนายร้อยตรีทหารมหาดเล็ก บังคับกองแตรวง ขณะพระชันษา 15 ปี
รับราชการ
[แก้]
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงประกอบพระกรณียกิจด้านต่าง ๆ และทรงเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระเชษฐา ถึงขนาดตรัสชมว่า ทรงเป็นเสมือน "เพชรประดับพระมหาพิชัยมงกุฎ"
เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตในวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดให้เปลี่ยนคำนำพระนามเป็นพระเจ้าบรมวงศ์เธอ[4] และในวันต่อมาพระองค์ท่านได้เข้าถือน้ำพิพัฒน์สัตยาและรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เป็นองคมนตรี ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม[5] สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ก็ได้สนองพระเดชพระคุณตลอดมา ตราบจนทรงพระชราภาพ ไม่สามารถทำราชการหนักในตำแหน่งต่อไปอีก จึงกราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยในปี พ.ศ. 2458 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทรงเป็นเสนาบดีที่ปรึกษา[6][7]
สิ้นพระชนม์
[แก้]สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เริ่มประชวรด้วยโรคพระหทัยพิการมาตั้งแต่เดือนธันวาคม พ.ศ. 2484 พระอาการทรงและทรุดเรื่อยมา แต่ก็ไม่มีพระอาการประชวรหนักถึงลงบรรทม แต่ทรงเหนื่อยเพลียและพระบาทบวมบ่อยขึ้น กระทั่งวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2486 ทรงรู้สึกเหนื่อยมากหลังจากทรงพระนิพนธ์คำนำและคำอธิบาย (ยังไม่จบ) หนังสือเรื่องเจ้านายพระชันษายืน เพื่อจะประทานให้แจกในงานฉลองพระชันษาครบ 60 ปี ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสิงหวิกรมเกรียงไกร ในวันที่ 5 ธันวาคมที่จะถึงนั้น แพทย์มาตรวจพระอาการเห็นว่าทรงอ่อนเพลีย ถวายยาฉีดแล้วทรงสบายขึ้น วันที่ 28 พฤศจิกายน มีพระอาการบรรทมไม่ค่อยหลับสนิท วันที่ 29 พฤศจิกายน ทรงพระอาเจียนในเวลาเสวยกลางวันครั้งเดียว แล้วทรงพักตามเคย วันที่ 30 พฤศจิกายน บรรทมตอนกลางวัน ตื่นบรรทมตอนบ่าย ตรัสสั่งให้ไปนิมนต์สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร) มาสนทนาธรรม เมื่อสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์กลับแล้ว ตรัสว่าคุยกับพระสบาย เป็นสุข เสวยเย็นอยู่ที่เฉลียงตามเคย ถึงเวลาย่ำค่ำตรัสว่าวันนี้สบายจะนอนแต่หัวค่ำ แล้วก็เข้าบรรทม จนเวลา 01.00 น. ของวันที่ 1 ธันวาคม บรรทมไม่หลับจนสว่าง แล้วทรงอ่อนเพลียลง หายพระทัยแรง หอบเป็นพัก ๆ เวลา 06.00 น. ประทับบนพระที่ ตรัสว่า "ร่างกายมันลงทุกที" และตรัสต่อไปอีกว่า "ไม่ใช่แต่ที่นี่เท่านั้น ทุกแฟมิลี่, ทุกบ้าน, ทุกเมือง ต้องเป็นอย่างนี้" แพทย์มาถึงแล้วยังตรัสบอกแพทย์ว่า "I passed a very bad night" แพทย์ถวายยาฉีดแล้วตรัสเรียกนมและกาแฟเสวยอย่างเคย แต่ไม่หมดถ้วย แล้วบรรทมหลับไปนานจนถึงเวลา 13.30 น. ตรัสเรียกนมกับกาแฟที่เสวยค้างไว้ เสวยได้ 2 ช้อน กำลังจะถวายช้อนที่ 3 ก็ยกพระหัตถ์ซ้ายขึ้นบิดนิดหนึ่ง แล้วหลับพระเนตรสนิทพร้อมกับวางพระหัตถ์ลงเป็นปกติ ในเวลา 13.40 น. พระศพยังมีสีพระโลหิตและอุ่นอยู่ช้านาน แพทย์บอกว่าสิ้นพระชนม์ด้วยพระหทัยหยุดทำงานเท่านั้น[8]
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ สิ้นพระชนม์ที่วังวรดิศ ถนนหลานหลวง จังหวัดพระนคร ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร สิริพระชันษา 81 ปี[6][7]
อนึ่ง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ มีพระโอรสพระองค์ใหญ่ คือ หม่อมเจ้าจุลดิศ ดิศกุล นายทหารม้าราชองครักษ์และองคมนตรีในรัชกาลที่ 7, พระนัดดาคนใหญ่ คือ หม่อมราชวงศ์สังขดิศ ดิศกุล อดีตเอกอัครราชทูต ณ ประเทศมาเลเซีย ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และนครรัฐวาติกัน, พระปนัดดาคนใหญ่ผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้าสืบตระกูล (ต.อ.จ.) และดำรงรักษาวังวรดิศ คือ หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม และจังหวัดเชียงใหม่ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปัจจุบันดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาไทย ชุดที่ 12 หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล มีบุตรชายสืบตระกูลคนเดียว คือ วรดิศ ดิศกุล ณ อยุธยา ปัจจุบันศึกษาหลักสูตรดุษฎีบัณฑิตสาขาการจัดการนวัตกรรม
พระกรณียกิจ
[แก้]
- พ.ศ. 2422 ได้รับพระราชทานพระยศเป็นนายร้อยโท ผู้บังคับการทหารม้า ในกรมทหารมหาดเล็กและในปีเดียวกันนี้ได้รับพระราชทานพระยศเป็น นายร้อยเอก ราชองค์รักษ์ประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะพระชันษา 17 ปี
- พ.ศ. 2423 ได้รับพระราชทานเลื่อนพระยศเป็นนายพันตรี ผู้สนองพระบรมราชโองการ ว่าการกรมทหารมหาดเล็ก
- พ.ศ. 2424 โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายไปสังกัดกรมทหารปืนใหญ่ ซึ่งเรียกกันในสมัยนั้นว่า "กรมกองแก้วจินดา" ทรงจัดตั้งโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ
- พ.ศ. 2425 ผนวชเป็นพระภิกษุ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ และประทับจำพรรษาที่วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
- พ.ศ. 2428 โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายไปเป็นผู้บังคับการทหารมหาดเล็ก และได้รับพระราชทานพระยศเป็นนายพันโท[9]
- พ.ศ. 2430 โปรดเกล้าฯ ให้เป็นผู้บัญชาการทหารบก
- พ.ศ. 2430 เป็นองคมนตรี[10][11]
- พ.ศ. 2431 ได้รับพระราชทานพระยศนายพลตรี[12]
- 5 เมษายน พ.ศ. 2432 โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายจากงานฝ่ายทหารไปปฏิบัติงานทางพลเรือน ทรงเป็นผู้กำกับการ กรมธรรมการ[13]
- พ.ศ. 2433 โปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนขึ้นเป็นอธิบดีกรมศึกษาธิการ[14]
- พ.ศ. 2435 - 2458 โปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย
- พ.ศ. 2437 ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีสภา[15]
- 29 สิงหาคม พ.ศ. 2444 ได้รับพระราชทานพระยศนายพลโท[16]
- พ.ศ. 2448 ตั้งการสุขาภิบาลหัวเมือง
- พ.ศ. 2458 ดำรงตำแหน่งนายกหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร
- พ.ศ. 2466 ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมุรธาธร และเป็นนายพลเอก
- พ.ศ. 2468 ดำรงตำแหน่งอภิรัฐมนตรี
- พ.ศ. 2469 ดำรงตำแหน่งนายกราชบัณฑิตยสภา
พระโอรสและพระธิดา
[แก้]สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเป็นต้นราชสกุลดิศกุล มีหม่อม 11 คน ได้แก่
- หม่อมเฉื่อย (สกุลเดิม ยมาภัย)
- หม่อมนวม (สกุลเดิม โรจนดิศ)
- หม่อมลำดวน (สกุลเดิม วสันตสิงห์) ธิดาหลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ (สิงโต วสันตสิงห์)
- หม่อมแสง (สกุลเดิม ศตะรัตน์) ธิดาพระดำรงราชานุภาพ
- หม่อมเจิม (สกุลเดิม สนธิรัตน์) ธิดาพระยาอุไทยมนตรี (ทิม สนธิรัตน์)
- หม่อมอบ (สกุลเดิม สุขไพบูลย์)
- หม่อมหลวงใหญ่ (เดิม หม่อมหลวงลำดวน อิศรเสนา) ธิดาหม่อมเทวาธิราช (หม่อมราชวงศ์แดง อิศรเสนา)
- หม่อมหยาด (สกุลเดิม กลัมพากร) ธิดาพระจำนงค์อักษร (เปลี่ยน กลัมพากร)
- หม่อมเป๋า
- หม่อมเยื้อน
- หม่อมเพิ่ม (สกุลเดิม สุขไพบูลย์)
โดยมีพระโอรสและพระธิดารวมทั้งหมด 37 องค์ เป็นชาย 14 องค์ เป็นหญิง 23 องค์
| พระรูป | พระนาม | หม่อมมารดา | ประสูติ | สิ้นชีพิตักษัย | คู่สมรส |
|---|---|---|---|---|---|
| 1. พันโท หม่อมเจ้าจุลดิศ (ท่านชายใหญ่) ท.จ. (องคมนตรี) | ที่ 1 ในหม่อมเฉื่อย | 27 ธันวาคม พ.ศ. 2424 | 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2490 | หม่อมแช่ม (เปาโรหิตย์) | |
| 2. หม่อมเจ้าอิทธิดำรง (ท่านชายกลาง) | ที่ 2 ในหม่อมเฉื่อย | 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2428 | 12 เมษายน พ.ศ. 2436 | ||
| 3. หม่อมเจ้าหญิงจงจิตรถนอม (ท่านหญิงใหญ่) | ที่ 1 ในหม่อมนวม | 3 สิงหาคม พ.ศ. 2429 | 23 กันยายน พ.ศ. 2521 | ||
| 4. หม่อมเจ้าหญิงพร้อมเพราพรรณ (ท่านหญิงกลาง) | ที่ 2 ในหม่อมนวม | 9 ธันวาคม พ.ศ. 2431 | 4 กันยายน พ.ศ. 2467 | พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสิงหวิกรมเกรียงไกร | |
| 5. อำมาตย์ตรี หม่อมเจ้าทรงวุฒิภาพ (ท่านชายเล็ก) | ที่ 3 ในหม่อมเฉื่อย | 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2432 | 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2469 | หม่อมราชวงศ์หญิงสอิ้ง (สนิทวงศ์) หม่อมราชวงศ์หญิงสุทธิสอาด (สนิทวงศ์) | |
| 6. หม่อมเจ้าหญิง (แฝด) | ที่ 4 ในหม่อมเฉื่อย | ไม่ทราบปี | ราว 3 ชั่วโมงหลังประสูติ[17] | ||
| 7. หม่อมเจ้าหญิง (แฝด) | ที่ 5 ในหม่อมเฉื่อย | ไม่ทราบปี | ราว 3 ชั่วโมงหลังประสูติ | ||
| 8. หม่อมเจ้ารัชลาภจิรธิษฐ (ท่านชายอี๊ด) | ที่ 6 ในหม่อมเฉื่อย | มิถุนายน พ.ศ. 2436 | 21 สิงหาคม พ.ศ. 2443 | ||
| 9. หม่อมเจ้าหญิงสรรพสมบูรณ์ (ท่านหญิงกลัด) | ที่ 3 ในหม่อมนวม | 4 ตุลาคม พ.ศ. 2436 | 15 มกราคม พ.ศ. 2463 | ||
| 10. หม่อมเจ้าหญิง (ไม่ปรากฏพระนาม) | 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2437 | ในวันประสูติ | |||
| 11. หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย (ท่านหญิงพูน) | ที่ 7 ในหม่อมเฉื่อย | 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2438 | 11 สิงหาคม พ.ศ. 2533 | ||
| 12. หม่อมเจ้าหญิงพิไลยเลขา (ท่านหญิงพิไลย) | ที่ 8 ในหม่อมเฉื่อย | 8 สิงหาคม พ.ศ. 2440 | 11 ธันวาคม พ.ศ. 2528 | ||
| 13. หม่อมเจ้าหญิง (แฝด) | ที่ 1 ในหม่อมลำดวน | 8 มกราคม พ.ศ. 2440 | 22 เมษายน พ.ศ. 2455 | ||
| 14. หม่อมเจ้าหญิงพัฒนายุ หรือ หม่อมเจ้าหญิงพัฒนายุคุณวรรณ (แฝด) (ท่านหญิงเหลือ) | ที่ 2 ในหม่อมลำดวน | 8 มกราคม พ.ศ. 2440 | 3 ธันวาคม พ.ศ. 2516 | ||
| 15. หม่อมเจ้าหญิงบันลุศิริศานต์ (ท่านหญิงเภา) | ที่ 1 ในหม่อมเจิม | กันยายน พ.ศ. 2441 | 22 เมษายน พ.ศ. 2455 | ||
| 16. หม่อมเจ้าหญิงบันดาลสวัสดี (ท่านหญิงน้อย) | ที่ 9 ในหม่อมเฉื่อย | 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2442 | 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2469 | หม่อมเจ้าไตรทิพเทพสุต เทวกุล | |
| 17. หม่อมเจ้าหญิงสิวลีวิลาศ (ท่านหญิงแดง) | ที่ 3 ในหม่อมลำดวน | 11 มกราคม พ.ศ. 2443 | 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2535 | ||
| 18. หม่อมเจ้าหญิงมารยาตรกัญญา (ท่านหญิงแย้ม) | ที่ 1 ในหม่อมแสง | 8 เมษายน พ.ศ. 2445 | 11 ธันวาคม พ.ศ. 2549 | ||
| 19. หม่อมเจ้าดิศศานุวัติ (ท่านชายน้อย) | ที่ 10 ในหม่อมเฉื่อย | 4 สิงหาคม พ.ศ. 2445 | 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2510 | หม่อมเจ้าหญิงลุอิสาณ์ (จักรพันธุ์) | |
| 20. หม่อมเจ้าหญิงอัปภัศราภา (ท่านหญิงแก้ว) | ที่ 2 ในหม่อมเจิม | 4 มิถุนายน พ.ศ. 2447 | 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2524 | หม่อมเจ้าอนันตนรชัย เทวกุล | |
| 21. หม่อมเจ้าหญิงทักษิณาธร (ท่านหญิงโหล) | ที่ 4 ในหม่อมลำดวน | 10 สิงหาคม พ.ศ. 2446 | 17 เมษายน พ.ศ. 2515 | ||
| 22. หม่อมเจ้าหญิงพรพิลาศ (ลาออกจากฐานันดรศักดิ์) (ท่านหญิงพร) | ที่ 2 ในหม่อมแสง | 10 ธันวาคม พ.ศ. 2447 | 10 ธันวาคม พ.ศ. 2519 | ชวน บุนนาค | |
| 23. หม่อมเจ้านิพัทธ์พันธุ์ดิศ (ท่านชายนิพัทธ์หรือท่านชายเจ็ด) | ที่ 3 ในหม่อมเจิม | 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2448 | 4 เมษายน พ.ศ. 2514 | หม่อมรำไพ (กันตามระ) | |
| 24. หม่อมเจ้าพิสิษฐ์ดิศพงศ์ (ท่านชายแอ๊ว) | ที่ 5 ในหม่อมลำดวน | 9 สิงหาคม พ.ศ. 2448 | 31 มีนาคม พ.ศ. 2509 | หม่อมสวาสดิ์ (เกตุทัต) | |
| 25. หม่อมเจ้าหญิงพวงมาศผกา | ที่ 3 ในหม่อมแสง | 3 กันยายน พ.ศ. 2450 | 12 มิถุนายน พ.ศ. 2526 | ||
| 26. หม่อมเจ้าหญิงรัชมาลินี (ท่านหญิงนิด) | ที่ 4 ในหม่อมเจิม | 11 ตุลาคม พ.ศ. 2451 | 30 มกราคม พ.ศ. 2528 | หม่อมเจ้าธัญญลักษณ์ ศุขสวัสดิ์ | |
| 27. หม่อมเจ้าหญิงสุมณีนงเยาว์ (ลาออกจากฐานันดรศักดิ์) (ท่านหญิงโสฬส) | ที่ 6 ในหม่อมลำดวน | 16 มีนาคม พ.ศ. 2451 | 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546 | พันเอกสุวัฒน์ วินิจฉัยกุล | |
| 28. หม่อมเจ้าศุกรวรรณดิศ (ท่านชายขาว) | ที่ 4 ในหม่อมแสง | 14 มกราคม พ.ศ. 2452 | 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2519 | หม่อมลดา (อินทรกำแหง) | |
| 29. หม่อมเจ้ากาฬวรรณดิศ ดิศกุล (ท่านชายดำ) | หม่อมอบ | 5 มีนาคม พ.ศ. 2453 | 25 มกราคม พ.ศ. 2527 | หม่อมฉวีทิพย์ (หงสนันท์) | |
| 30. หม่อมเจ้าวีรดิศ
(ท่านชายหนู) |
ที่ 1 ในหม่อมหลวงใหญ่ | 23 มีนาคม พ.ศ. 2454 | 1 ตุลาคม พ.ศ. 2489 | ||
| 31. หม่อมเจ้าหญิงเราหิณาวดี (ลาออกจากฐานันดรศักดิ์) (ท่านหญิงเป้า) | ที่ 5 ในหม่อมแสง | 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2455 | 1 มีนาคม พ.ศ. 2527 | หม่อมหลวงฉายชื่น กำภู | |
| 32. หม่อมเจ้าอาชวดิศ (ท่านชายใหม่) | ที่ 5 ในหม่อมเจิม | 23 มีนาคม พ.ศ. 2456 | 4 ธันวาคม พ.ศ. 2518 | พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงศิริรัตนบุษบง | |
| 33. หม่อมเจ้าหญิงกุมารีเฉลิมลักษณ์ | ที่ 6 ในหม่อมเจิม | 3 มกราคม พ.ศ. 2458 | 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2544 | หม่อมเจ้าเพลารถ จิตรพงศ์ | |
| 34. หม่อมเจ้าหญิงกฤษณาพักตรพิมล
(ท่านหญิงเพียน) |
ที่ 6 ในหม่อมแสง | 24 ธันวาคม พ.ศ. 2460 | 2 ตุลาคม พ.ศ. 2561 | หม่อมเจ้าประสพสุข ศุขสวัสดิ์ | |
| 35. หม่อมเจ้าพิริยดิศ (ท่านชายนิด) | ที่ 2 ในหม่อมหลวงใหญ่ | 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2464 | 14 สิงหาคม พ.ศ. 2543 | หม่อมเจ้าหญิงภัทรลดา (ฉัตรชัย) | |
| 36. หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ (ท่านชายปาน) | ที่ 7 ในหม่อมเจิม | 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2466 | 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546 | หม่อมอรพินทร์ (อินทรทูต) | |
| 37. หม่อมเจ้ากุมารดิศ (ท่านชายหยด) | หม่อมหยาด | 15 เมษายน พ.ศ. 2471 | 20 มิถุนายน พ.ศ. 2532 | หม่อมอุบลวรรณ (เก่งธัญการ) | |
พระอิสริยยศ
[แก้]| ธรรมเนียมพระยศของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ | |
|---|---|
ธงประจำพระอิสริยยศ | |
ตราประจำพระองค์ | |
| การทูล | ใต้ฝ่าพระบาท |
| การแทนตน | ข้าพระพุทธเจ้า |
| การขานรับ | พ่ะย่ะค่ะ/เพคะ |
- พ.ศ. 2405 พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร
- พ.ศ. 2411 พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร
- พ.ศ. 2429 พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นดำรงราชานุภาพ (ทรงศักดินา 15000)[18]
- เจ้ากรม-หมื่นดำรงราชานุภาพ (ศักดินา 600)
- ปลัดกรม-หมื่นปราบบรพล (ศักดินา 400)
- สมุห์บาญชี-หมื่นสกลคณารักษ์ (ศักดินา 300)
- พ.ศ. 2442 พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงดำรงราชานุภาพ (ทรงศักดินา 15000)[19]
- เจ้ากรม-หลวงดำรงราชานุภาพ (ศักดินา 600)
- ปลัดกรม-ขุนปราบบรพล (ศักดินา 400)
- สมุห์บาญชี-หมื่นสกลคณารักษ์ (ศักดินา 300)
- พ.ศ. 2454 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระดำรงราชานุภาพ อิสสริยลาภบดินทร์ สยามพิชิตินทรวโรปการ มโหฬารราชกฤตยานุสร อาทรประพาสการสวัสดิ์ วรรัตนปัญญาศึกษาพิเศษ นรินทราธิเบศบรมวงศ์อดิศัย ศรีรัตนตรัยคุณธาดา อุดมเดชานุภาพบพิตร (ทรงศักดินา 15000)[20]
- เจ้ากรม-พระดำรงราชานุภาพ (ศักดินา 800)
- ปลัดกรม-หลวงปราบบรพล (ศักดินา 600)
- สมุห์บาญชี-ขุนสกลคณารักษ์ (ศักดินา 400)
- พ.ศ. 2472 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ อิสสริยลาภบดินทร สยามวิชิตินทรวโรปการ มโหฬารรัฐประศาสน์ ปิยมหาราชนรานุศิษย์ ไพศาลราชกฤตยการี โบราณคดีปวัติศาสตรโกศล คัมภีรพนธ์นิรุกติปฏิภาน ราชบัณฑิตวิธานนิติธรรมสมรรถ ศึกษาภิวัธปิยวาที ขันติสัตยตรีสุจริตธาดา วิมลรัตนปัญญาอาชวาศรัย พุทธาทิไตรสรณาทร พิเศษคุณาภรณ์ธรรมิกนาถบพิตร (ทรงศักดินา 35000)[21]
- เจ้ากรม-พระยาดำรงราชานุภาพ (ศักดินา 1000)
- ปลัดกรม-พระปราบบรพล (ศักดินา 800)
- สมุห์บาญชี-หลวงสกลคณารักษ์ (ศักดินา 500)
พระยศ
[แก้]พลเอก นายกองเอก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ | |
|---|---|
| รับใช้ | กองทัพบกสยาม กองเสือป่า |
| ชั้นยศ | |
พระยศทหาร
[แก้]พระยศพลเรือน
[แก้]พระยศเสือป่า
[แก้]เครื่องราชอิสริยาภรณ์
[แก้]พลเอก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทั้งไทยและต่างประเทศ[30] ดังนี้
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ไทย
[แก้]- พ.ศ. 2429 –
เครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ (ม.จ.ก.) (ฝ่ายหน้า)[31] - พ.ศ. 2444 –
เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ (น.ร.) (ฝ่ายหน้า)[32] - พ.ศ. 2443 –
เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นที่ 1 ปฐมจุลจอมเกล้าวิเศษ (ป.จ.ว.)[33] (สังวาลจุลจอมเกล้าทองคำลงยาราชาวดี)[34] - พ.ศ. 2454 –
เครื่องราชอิสริยาภรณ์รัตนวราภรณ์ (ร.ว.) (ฝ่ายหน้า)[35] - พ.ศ. 2456 –
เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นสูงสุด มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.)[36] - พ.ศ. 2466 –
เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นสูงสุด มหาวชิรมงกุฎ (ม.ว.ม.)[37] - พ.ศ. 2454 –
เครื่องราชอิสริยาภรณ์วชิรมาลา (ว.ม.ล.)[38] - พ.ศ. 2447 –
เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 4 ชั้นที่ 2 (ม.ป.ร.2)[39] - พ.ศ. 2451 –
เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 5 ชั้นที่ 1 (จ.ป.ร.1)[40] - พ.ศ. 2453 –
เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 6 ชั้นที่ 1 (ว.ป.ร.1)[41] - พ.ศ. 2469 –
เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 7 ชั้นที่ 1 (ป.ป.ร.1)[42] - พ.ศ. 2436 –
เหรียญดุษฎีมาลา เข็มราชการแผ่นดิน (ร.ด.ม.(ผ))[43] - พ.ศ. 2433 –
เหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา (ร.ด.ม.(ศ))[44] - พ.ศ. 2441 –
เหรียญดุษฎีมาลา เข็มราชการในพระองค์ (ร.ด.ม.(พ))[45] - พ.ศ. 2436 –
เหรียญจักรมาลา (ร.จ.ม.)[46] - พ.ศ. 2496 –
เหรียญลูกเสือสดุดี ชั้นที่ 1[47] - พ.ศ. 2468 –
เหรียญศารทูลมาลา (ร.ศ.ท.)[48] - พ.ศ. 2425 –
เหรียญสตพรรษมาลา (ส.ม.) - พ.ศ. 2436 –
เหรียญรัชฎาภิเศกมาลา (ร.ศ.) - พ.ศ. 2440 –
เหรียญประพาสมาลา (ร.ป.ม.) - พ.ศ. 2441 –
เหรียญราชินี (ส.ผ.)[49] - พ.ศ. 2446 –
เหรียญทวีธาภิเศก (ท.ศ.) - พ.ศ. 2450 –
เหรียญรัชมงคล (ร.ร.ม.) - พ.ศ. 2451 –
เหรียญรัชมังคลาภิเศก รัชกาลที่ 5 (ร.ม.ศ.5) - พ.ศ. 2454 –
เหรียญบรมราชาภิเษก รัชกาลที่ 6 (ร.ร.ศ.6) - พ.ศ. 2468 –
เหรียญบรมราชาภิเษก รัชกาลที่ 7 (ร.ร.ศ.7) - พ.ศ. 2475 –
เหรียญเฉลิมพระนคร 150 ปี (ร.ฉ.พ.)
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่างประเทศ
[แก้]
รัสเซีย :
ปรัสเซีย :
- พ.ศ. 2434 –
เครื่องราชอิสริยาภรณ์นกอินทรีแดง ชั้นที่ 1[50]
- พ.ศ. 2434 –
จักรวรรดิออตโตมัน :
- พ.ศ. 2434 –
เครื่องราชอิสริยาภรณ์โอสมาเนห์ ชั้นที่ 1[50]
- พ.ศ. 2434 –
อิตาลี :
กรีซ :
- พ.ศ. 2434 –
เครื่องราชอิสริยาภรณ์นักบุญผู้ไถ่บาป ชั้นที่ 1[50]
- พ.ศ. 2434 –
เดนมาร์ก :
- พ.ศ. 2434 –
เครื่องราชอิสริยาภรณ์แดนเนอโบร ชั้นที่ 1[50] - พ.ศ. 2473 –
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ไอยรา[52]
- พ.ศ. 2434 –
ฝรั่งเศส :
- พ.ศ. 2435 –
เครื่องอิสริยาภรณ์ปาล์ม อาคาเดมิค ชั้นที่ 2[53] - พ.ศ. 2450 –
เครื่องอิสริยาภรณ์เลฌียงดอเนอร์ ชั้นที่ 1[54]
- พ.ศ. 2435 –
ญี่ปุ่น :
- พ.ศ. 2452 –
เครื่องราชอิสริยาภรณ์อาทิตย์อุทัย ชั้นสูงสุดประดับดอกคิริ[55]
- พ.ศ. 2452 –
เบราน์ชไวค์ :
- พ.ศ. 2452 –
เครื่องราชอิสริยาภรณ์สิงโตไฮน์ริช ชั้นที่ 1[56]
- พ.ศ. 2452 –
สวีเดน :
- พ.ศ. 2455 –
เครื่องราชอิสริยาภรณ์วาซา ชั้นที่ 1[57]
- พ.ศ. 2455 –
เบลเยียม :
- พ.ศ. 2466 –
เครื่องราชอิสริยาภรณ์มงกุฎเบลเยียม ชั้นที่ 1[58]
- พ.ศ. 2466 –
สหราชอาณาจักร :
- พ.ศ. 2469 –
เครื่องราชอิสริยาภรณ์นักบุญไมเคิลและจอร์จ ชั้นที่ 1[59]
- พ.ศ. 2469 –
เนเธอร์แลนด์ :
- พ.ศ. 2473 –
เครื่องราชอิสริยาภรณ์สิงโตเนเธอร์แลนด์ ชั้นที่ 1[52]
- พ.ศ. 2473 –
พระราชานุสรณ์
[แก้]พระราชานุสาวรีย์
[แก้]
กระทรวงมหาดไทย ได้จัดสร้างพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ในลักษณะประทับนั่ง บริเวณด้านหน้าศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย ถนนอัษฎางค์ แขวงวัดราชบพิตร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร
วันดำรงราชานุภาพ
[แก้]วันดำรงราชานุภาพ ตรงกับวันที่ 1 ธันวาคม ของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของพระองค์ กำหนดขึ้นเพื่อเป็นการระลึกถึงสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ สืบเนื่องจากการที่พระองค์เป็นบุคคลไทยพระองค์แรกที่ได้รับการยกย่องจากองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก เมื่อปี พ.ศ. 2505 และทรงได้รับการถวายพระนามเป็น "พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย"
สถานที่เนื่องด้วยพระนาม
[แก้]- สถาบันดำรงราชานุภาพ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย
- อาคารดำรงราชานุภาพ กระทรวงมหาดไทย
- อาคารดำรงราชานุสรณ์ กระทรวงมหาดไทย
- หอสมุดดำรงราชานุภาพ สำนักหอสมุดแห่งชาติ
- อาคารดำรงราชานุภาพ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย
- ห้องประชุมดำรงราชานุภาพ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
- ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย
- ค่ายสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี
- โรงเรียนอนุบาลดำรงราชานุสรณ์ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ
- ถนนดำรงสถิต อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ
- ห้องกรมพระยาดำรงราชานุภาพ สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
- อาคารดำรงราชานุภาพ 2490 สำนักหอสมุดแห่งชาติ
พระนิพนธ์
[แก้]ผลงานนิพนธ์ทั้งหมดของพระองค์มีงานเขียนเป็นจำนวนมาก เช่น หนังสือเรื่องความทรงจำ ไทยรบพม่า เป็นต้น สามารถแบ่งผลงานได้เป็น
- พงศาวดาร 134 เรื่อง
- โคลงกลอน 92 เรื่อง
- ศาสนา 79 เรื่อง
- อธิบายแทรก 19 เรื่อง
- ประวัติ 160 เรื่อง
- ตำนาน 130 เรื่อง
- นิตยสารสยามสมาคม 10 เรื่อง
- ข้อวินิจฉัยการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง
พงศาวลี
[แก้]| พงศาวดีของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ[60] | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
อ้างอิง
[แก้]- เชิงอรรถ
- ↑ UNESCO ยกย่อง "กรมพระยาดำรงราชานุภาพ" ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: เก็บถาวร 2019-03-13 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, 2560. สืบค้น 8 มีนาคม 2562.
- ↑ จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, คาถาพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระนามพระราชโอรสธิดา, โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, พ.ศ. 2472
- ↑ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ, หน้า 2-3
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการ ประกาศ คำนำพระนามพระบรมวงษานุวงษ์, เล่ม 27, ตอน ก, 30 ตุลาคม พ.ศ. 2453, หน้า 1
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, บัญชีพระนามและนามองคมนตรี ที่พระราชทานสัญญาบัตรแล้ว, เล่ม 27, ตอน 0 ง, 1 มกราคม ร.ศ. 129, หน้า 2274
- 1 2 "สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ : สนเทศน่ารู้". สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยรามคำแหง. 29 มีนาคม 2554. สืบค้นเมื่อ 21 เมษายน 2560.
{{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน:|accessdate=(help) - 1 2 H.R.H. Prince Damrong Rajanupab[ลิงก์เสีย]
- ↑ พูนพิศมัย ดิศกุล, ม.จ., 2438-2533. พระประวัติสมเด็ดพระเจ้าบรมวงส์เทอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พ.ส. 2405-2486. [ม.ป.ท.]:บริษัทโสภณพิพัธนากร, 2487. สืบค้นเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2567. https://digital.library.tu.ac.th/tu_dc/frontend/Info/item/dc:310449.
- ↑ ได้รับพระราชทานพระยศเป็นนายพันโท
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, ข่าวตั้งปริวีเคาน์ซิลเลอร์, เล่ม 4, หน้า 45
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, สัญญาบัตรปริวีเคาน์ซิลเลอร์, เล่ม 4, หน้า 47-48
- ↑ พระราชทานสัญญาบัตรทหาร
- ↑ ตั้งผู้กำกับการกรมธรรมการ
- ↑ ตำแหน่งพนักงาน
- ↑ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีสภา
- ↑ พระราชทานสัญญาบัตรทหาร
- ↑ หนังสือ สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น หน้า 249-250 โดย ม.จ.พูนพิศมัย ดิศกุล
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการ ประกาศ ตั้งกรม พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นดำรงค์ราชานุภาพ, เล่ม 3, ตอน 9, 22 มิถุนายน พ.ศ. 1886, หน้า 69
- ↑ ทรงศักดินา 15000
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศ เลื่อน แลตั้งกรม แลตั้งเจ้าพระยา เก็บถาวร 2011-11-14 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, เล่ม 28, ตอน 0 ง, 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2454, หน้า 1735-1737
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศ ตั้งกรม ตั้งพระองค์เจ้าและเจ้าพระยา เก็บถาวร 2015-10-02 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, เล่ม 46, 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2472, หน้า 174-180
- ↑ พระราชทานสัญญาบัตรทหาร
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา,พระราชทานสัญญาบัตรยศทหารบก เล่ม 40 หน้า 1269 วันที่ 22 กรกฎาคม 2466
- ↑ ประกาศพระบรมราชโองการ ประกาศพระราชทานยศ แก่ข้าราชการกระทรวงมหาดไทย
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา,ประกาศพระราชทานยศแก่ข้าราชการในกระทรวงวัง เล่ม 29 หน้า 1405 วันที่ 22 กันยายน 2455
- ↑ ประกาศกรมมหาดเล็ก
- ↑ พระราชทานยศนายกองตรี
- ↑ พระราชทานยศนายกองโท
- ↑ พระราชทานยศนายกองเอก
- ↑ "พลเอก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2019-09-24. สืบค้นเมื่อ 2019-09-24.
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, การตั้งกรม, เล่ม ๓ ตอนที่ ๙ หน้า ๖๙, ๒๑ มิถุนายน ๑๒๔๘
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์, เล่ม ๑๘ ตอนที่ ๔๖ หน้า ๘๗๓, ๑๖ กุมภาพันธ์ ๑๒๐
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายหน้า และ ฝ่ายใน, เล่ม ๑๗ ตอนที่ ๓๕ หน้า ๕๐๒, ๒๕ พฤศจิกายน ๑๑๙
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้าฝ่ายหน้าและฝ่ายใน, เล่ม ๔๖ ตอนที่ ๐ ง หน้า ๒๙๒๙, ๑ ธันวาคม ๒๔๗๒
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์, เล่ม ๒๘ ตอนที่ ๐ ง หน้า ๑๑๖๖, ๓ กันยายน ๑๓๐
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์, เล่ม ๓๐ ตอนที่ ๐ ง หน้า ๑๙๖๒, ๓๐ พฤศจิกายน ๒๔๕๖
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์และเหรียญ, เล่ม ๔๐ ตอนที่ ๐ ง หน้า ๓๔๒๐, ๗ มกราคม ๒๔๖๖
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานตราวชิรมาลา, เล่ม ๒๘ ตอนที่ ๐ ง หน้า ๔๑๘, ๔ มิถุนายน ๑๓๐
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ ๔, เล่ม ๒๑ ตอนที่ ๓๒ หน้า ๕๖๕, ๖ พฤศจิกายน ๑๒๓
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลปัจจุบันฝ่ายหน้า, เล่ม ๒๕ ตอนที่ ๓๕ หน้า ๑๐๑๒, ๒๙ พฤศจิกายน ๑๒๗
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์, เล่ม ๒๗ ตอนที่ ๐ ง หน้า ๒๔๑๐, ๑๑ มกราคม ๑๒๙
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ฝ่ายหน้า, เล่ม ๔๓ ตอนที่ ๐ ง หน้า ๓๑๒๐, ๒๖ พฤศจิกายน ๒๔๖๙
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์, เล่ม ๑๐ ตอนที่ ๓๗ หน้า ๔๐๔, ๑๐ ธันวาคม ๑๑๒
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเหรียญดุษฎีมาลา, เล่ม ๗ ตอนที่ ๔๓ หน้า ๓๙๒, ๒๕ มกราคม ๑๐๙
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเข็มราชการในพระองค์, เล่ม ๑๕ ตอนที่ ๔๔ หน้า ๔๖๘, ๒๙ มกราคม ๑๑๗
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์, เล่ม ๑๐ ตอนที่ ๔๑ หน้า ๔๕๖, ๗ มกราคม ๑๑๒
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง พระราชทานเหรียญลูกเสือสดุดี, เล่ม ๗๐ ตอนที่ ๔๖ ง หน้า ๒๕๖๗, ๑๔ กรกฎาคม ๒๔๙๖
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, ส่งเครื่องราชอิสริยาภรณ์ไปพระราชทาน, เล่ม ๔๓ ตอนที่ ๐ ง หน้า ๔๓๙, ๒ พฤษภาคม ๒๔๖๙
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเหรียญราชินี, เล่ม ๑๕ ตอนที่ ๒๖ หน้า ๒๘๓, ๒๕ กันยายน ๑๑๗
- 1 2 3 4 5 6 7 ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานพระบรมราชานุญาตเครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่างประเทศ, เล่ม ๙ ตอนที่ ๒ หน้า ๑๒, ๑๐ เมษายน ๑๑๑
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานพระบรมราชานุญาตเครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่างประเทศ, เล่ม ๑๒ ตอนที่ ๓๖ หน้า ๓๒๘, ๘ ธันวาคม ๑๑๔
- 1 2 ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานพระบรมราชานุญาตประดับตราต่างประเทศ, เล่ม ๔๗ ตอนที่ ๐ ง หน้า ๒๘๐๑, ๒ พฤศจิกายน ๒๔๗๓
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานพระบรมราชานุญาตเครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่างประเทศ, เล่ม ๙ ตอนที่ ๑๔ หน้า ๘๖, ๓ กรกฎาคม ๑๑๑
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานพระราชานุญาตให้ประดับเครื่องอิสริยาภรณ์ต่างประเทศ, เล่ม ๒๔ ตอนที่ ๓๓ หน้า ๘๑๖, ๑๗ พฤศจิกายน ๑๒๖
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานพระบรมราชานุญาตประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่างประเทศ, เล่ม ๒๖ ตอนที่ ๐ ง หน้า ๑๕๙๖, ๒๔ ตุลาคม ๑๒๘
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานพระบรมราชานุญาตเครื่องราชอิสริยาภรณ์เฮนรีดีไลออนกรุงบรันซวิก, เล่ม ๒๗ ตอนที่ ๐ ง หน้า ๕๔, ๑๐ เมษายน ๑๒๙
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานพระบรมราชานุญาตประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์และเหรียญต่างประเทศ, เล่ม ๒๙ ตอนที่ ๐ ง หน้า ๑๔๕๕, ๒๙ กันยายน ๑๓๑
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานพระบรมราชานุญาตประดับตราต่างประเทศ, เล่ม ๔๐ ตอนที่ ๐ ง หน้า ๓๓๘๘, ๖ มกราคม ๒๔๖๖
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานพระบรมราชานุญาตประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่างประเทศ, เล่ม ๔๓ ตอนที่ ๐ ง หน้า ๒๑๗๖, ๕ กันยายน ๒๔๖๙
- ↑ "ข้อมูลโดยสังเขปหม่อมราชวงศ์ศุภดิศ ดิศกุล - ราชสกุลสายพระยาอัพภันตริกามาตย์ (ดิศ โรจนดิศ)". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2011-06-29. สืบค้นเมื่อ 2015-07-18.
- ↑ ธงทอง จันทรางศุ. ในกำแพงแก้ว. กรุงเทพฯ : เอส.ซี.พริ้นท์แอนด์แพค, พิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2550, หน้า 113
- บรรณานุกรม
- Jeffy Finestone. 2542. สมุดพระรูป พระราชโอรส พระราชธิดา พระราชนัดดาใน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. ปรียนันทนา รังสิต,ม.ร.ว. โลมาโฮลดิ้ง
- สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และ หม่อมเจ้าหญิง จงจิตรถนอม ดิศกุล. จดหมายถึงหญิงใหญ่ (ฉบับชำระใหม่). กรุงเทพ : สถาพรบุ๊คส์, 2551. ISBN 978-974-16-6535-8
- สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ, ความทรงจำ, สำนักพิมพ์สมาคมสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย, 12 พฤศจิกายน 2505
- สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร. ราชสกุลวงศ์. กรุงเทพฯ : สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, 2554. 296 หน้า. หน้า 70-71. ISBN 978-974-417-594-6
ดูเพิ่ม
[แก้]- บุคคลที่เกิดในปี พ.ศ. 2405
- บุคคลที่เสียชีวิตในปี พ.ศ. 2486
- สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ ชั้น 4
- พระองค์เจ้าชาย
- กรมพระยา
- พระราชโอรสในรัชกาลที่ 4
- ราชสกุลดิศกุล
- สกุลโรจนดิศ
- องคมนตรีในรัชกาลที่ 5
- องคมนตรีในรัชกาลที่ 6
- อภิรัฐมนตรี
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไทย
- นายกราชบัณฑิตยสภาไทย
- ผู้บัญชาการทหารบกของกองทัพไทย
- นักประวัติศาสตร์ชาวไทย
- ทหารบกชาวไทย
- นายพลชาวไทย
- ผู้ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ม.จ.ก. (ฝ่ายหน้า)
- ผู้ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ น.ร.
- ผู้ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ป.จ.ว.
- ผู้ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ร.ว.
- ผู้ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ม.ป.ช.
- ผู้ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ม.ว.ม.
- ผู้ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ว.ม.ล.
- ผู้ได้รับเหรียญรัตนาภรณ์ ม.ป.ร.2
- ผู้ได้รับเหรียญรัตนาภรณ์ จ.ป.ร.1
- ผู้ได้รับเหรียญรัตนาภรณ์ ว.ป.ร.1
- ผู้ได้รับเหรียญรัตนาภรณ์ ป.ป.ร.1
- ผู้ได้รับเหรียญ ร.ด.ม.(ศ)
- ผู้ได้รับเหรียญ ร.ด.ม.(พ)
- ผู้ได้รับเหรียญ ร.ด.ม.(ผ)
- ผู้ได้รับเหรียญศารทูลมาลา
- ผู้ได้รับเครื่องอิสริยาภรณ์เลฌียงดอเนอร์
- สมาชิกกองเสือป่า
- พระกุลเชษฐ์ในราชวงศ์จักรี
- สมาชิกเครื่องราชอิสริยาภรณ์อาทิตย์อุทัยชั้นที่ 1
- ผู้ได้รับเหรียญจักรมาลา
- ผู้ลี้ภัยชาวไทย
- บุคคลในประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์
- นักประวัติศาสตร์ประเทศไทย
- บุคคลในยุครัชกาลที่ 5
- องคมนตรีในรัชกาลที่ 7
- พลเอกกองทัพบกไทย
- ชาวไทยที่ได้รับการฉลองวาระครบรอบโดยยูเนสโก