กองทัพสหรัฐอเมริกา
| กองทัพสหรัฐอเมริกา |
|
|---|---|
The U.S. Joint Service Color Guard on parade at Fort Myer, Virginia in October 2001. |
|
| เหล่า | กองทัพบก เหล่านาวิกโยธิน กองทัพเรือ กองทัพอากาศ หน่วยยามฝั่ง |
| ที่ตั้ง บก. | เดอะเพนตากอน, อาร์ลิงตันเคาน์ตี, รัฐเวอร์จิเนีย, สหรัฐอเมริกา |
| ผู้บังคับบัญชา | |
| ผบ.สูงสุด | ประธานาธิบดี บารัค โอบามา |
| รัฐมนตรีกลาโหม | แอชตัน คาร์เตอร์ |
| ประธานเสนาธิการร่วม | พลเอก มาร์ติน เดมป์ซีย์ (กองทัพบก) |
| กำลังพล | |
| อายุถึงขั้น รับราชการ |
17 ปี โดยได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง, 18 ปีโดยสมัครใจ อายุการสมัครเข้าเป็นทหารสูงสุด 35 ปีสำหรับกองทัพบก[1] 28 ปีสำหรับนาวิกโยธิน, 34 ปีสำหรับกองทัพเรือ และ 27 ปีสำหรับกองทัพอากาศ[2] |
| ประชากร ในวัยรับราชการ |
ชาย 73,270,043 อายุ 18–49 (ประเมิน 2553), หญิง 71,941,969 อายุ 18–49 (ประเมิน 2553) |
| ประชากร ฉกรรจ์ |
ชาย 60,620,143 , อายุ 18–49 (ประเมิน 2553), หญิง 59,401,941 , อายุ 18–49 (ประเมิน 2553) |
| ประชากรที่อายุถึงขั้น รับราชการทุกปี |
ชาย 2,161,727 (ประเมิน 2553), หญิง 2,055,685 (ประเมิน 2553) |
| ยอดกำลังประจำการ | 1,429,995[3] (อันดับที่ 2) |
| ยอดกำลังสำรอง | 850,880[4] (อันดับที่ 10) |
| รายจ่าย | |
| งบประมาณ | $554,200 ล้าน + $88,500 ล้าน (ปีงบฯ 2556)[4][5] (อันดับที่ 1 คิดจากรายจ่ายทั้งหมด และอันดับที่ 11 คิดจากร้อยละต่อจีดีพี) |
| ร้อยละต่อจีดีพี | 4.9% (ประเมิน 2554) |
| บทความที่เกี่ยวข้อง | |
| ประวัติ | สงครามปฏิวัติอเมริกัน สงครามกลางเมืองอเมริกัน (1861–1865) สงครามโลกครั้งที่ 1 (1917–1918) สงครามโลกครั้งที่ 2 (1941–1945) สงครามเย็น (1945–1991) สงครามเกาหลี (1950–1953) สงครามเวียตนาม (1959–1975) สงครามอ่าวเปอร์เซีย (1990–1991) สงครามคอซอวอ (1999) สงครามต่อต้านการก่อการร้าย (2001–ปัจจุบัน) สงครามอัฟกานิสถาน (2001–ปัจจุบัน) สงครามอิรัก (2003–2011) ฯลฯ |
กองทัพสหรัฐอเมริกา เป็นกองทหารของสหรัฐอเมริกา ประกอบด้วยกองทัพบก กองทัพเรือ เหล่านาวิกโยธิน, กองทัพอากาศและหน่วยยามฝั่ง สหรัฐอเมริกามีประเพณีพลเรือนควบคุมทหารอย่างเข้มแข็ง ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้บัญชาการทหาร และมีกระทรวงกลาโหมทำหน้าที่เป็นองค์กรหลักซึ่งนำนโยบายทางทหารไปปฏิบัติ กระทรวงกลาโหมมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นพลเรือนและอยู่ในคณะรัฐมนตรี เป็นเจ้ากระทรวง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอยู่ในอันดับที่สองของสายการบังคับบัญชาของทหาร รองแต่เพียงประธานาธิบดี และทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยหลักของประธานาธิบดีในกิจการทั้งปวงที่เกี่ยวข้องกับกระทรวง ประธานาธิบดีมีสภาความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Council) เป็นที่ปรึกษา ซึ่งมีที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Advisor) เป็นผู้นำ เพื่อประสานงานการปฏิบัติทางทหารกับการทูต ประธานาธิบดีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมีเสนาธิการร่วม (Joint Chiefs of Staff) เจ็ดคนเป็นที่ปรึกษา ซึ่งสมาชิกประกอบด้วยหัวหน้าเหล่าทัพต่าง ๆ ของกระทรวงและหัวหน้าสำนักงานหน่วยรักษาดินแดน (National Guard Bureau) โดยประธานเสนาธิการร่วมและรองประธานเสนาธิการร่วมเป็นผู้สรรหาผู้นำ ผู้บัญชาการหน่วยยามฝั่งไม่เป็นสมาชิกของเสนาธิการร่วม
ทุกเหล่าทัพประสานงานระหว่างปฏิบัติการและภารกิจร่วม ภายใต้การบังคับบัญชาพลรบรวม (Unified Combatant Command) ซึ่งอยู่ในอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยกเว้นหน่วยยามฝั่ง หน่วยยามฝั่งอยู่ในการบริหารจัดการของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ และได้รับคำสั่งปฏิบัติการจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ประธานาธิบดีหรือรัฐสภาคองเกรสอาจโอนอำนาจการบังคับบัญชาหน่วยยามฝั่งไปให้กระทรวงทหารเรือ ในยามสงครามได้ เหล่าทัพทั้งห้าล้วนจัดเป็นหน่วยที่แต่งเครื่องแบบของสหรัฐอเมริกาอันมีอยู่เจ็ดหน่วย อีกสองหน่วยได้แก่ หน่วยบริการสาธารณสุข และ หน่วยการบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐ
นับแต่ก่อตั้ง กองทัพมีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา สัมผัสความสามัคคีและเอกลักษณ์ของชาติถูกสร้างขึ้นจากผลของชัยชนะในสงครามบาร์บารีทั้งสองครั้ง กระนั้น บิดาผู้ก่อตั้งยังไม่ไว้ใจการมีกำลังทหารถาวร จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่สองปะทุ สหรัฐอเมริกาจึงตั้งกองทัพบกประจำการขนาดใหญ่อย่างเป็นทางการ รัฐบัญญัติความมั่นคงแห่งชาติ ค.ศ. 1947 ซึ่งผ่านมติเห็นชอบในช่วงเริ่มแรกของสงครามเย็น ได้จัดตั้งกรอบทหารสหรัฐอเมริกาสมัยใหม่ รัฐบัญญัติดังกล่าวรวมกระทรวงสงคราม และ กระทรวงทหารเรือในอดีตเข้าด้วยกันเป็นหน่วยจัดตั้งทหารแห่งชาติ (National Military Establishment) ซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงกลาโหมใน ค.ศ. 1949 มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นผู้นำ ตลอดจนตั้งกระทรวงทหารอากาศและสภาความมั่นคงแห่งชาติ
กองทัพสหรัฐอเมริกานับเป็นหนึ่งในกองทัพขนาดใหญ่ที่สุดของโลกในแง่ยอดกำลังพล กำลังพลได้มาจากอาสาสมัครจำนวนมากซึ่งได้รับค่าตอบแทน แม้ในอดีตจะมีการเกณฑ์ทหารทั้งในยามสงครามและยามสงบ แต่ไม่มีการเกณฑ์ทหารอีกนับแต่ ค.ศ. 1972 ใน ค.ศ. 2013 สหรัฐอเมริกามีรายจ่ายเพื่อสนับสนุนกองทัพราว 554,200 ล้านดอลล่าร์สหรัฐต่อปี และจัดสรรงบประมาณราว 88,500 ล้านดอลล่าร์สหรัฐเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการการเผชิญเหตุโพ้นทะเล (Overseas Contingency Operation) เมื่อรวมกันแล้ว สหรัฐอเมริกามีรายจ่ายทางทหารเป็นร้อยละ 39 ของรายจ่ายทางทหารโลก
อ้างอิง[แก้]
- ↑ "United States Army". สืบค้นเมื่อ 18 June 2013.
- ↑ "United States". The World Factbook. Central Intelligence Agency. สืบค้นเมื่อ 29 March 2013.
- ↑ "Armed Forces Strength Figures for January 31, 2013". United States Department of Defense. สืบค้นเมื่อ 29 March 2013.
- ↑ 4.0 4.1 "H.R. 4310 (112th): National Defense Authorization Act for Fiscal Year 2013". GovTrack. สืบค้นเมื่อ 29 March 2013.
- ↑ "US Defense Budget Proposal Released For Fiscal Year 2014". June 06, 2013.
หนังสืออ่านเพิ่มเติม[แก้]
แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]
| คอมมอนส์ มีภาพและสื่อเกี่ยวกับ: Military of the United States |
- Official U.S. Department of Defense website
- Global Security on U.S. Military Operations
- Department of Defense regulation detailing Order of precedence: DoD Directive 1005.8, 31 October 1977 and also in law at Title 10, United States Code, Section 133.
- Army regulation detailing Order of Precedence: AR 840-10, 1 November 1998
- Marine Corps regulation on Order of Precedence: NAVMC 2691, Marine Corps Drill and Ceremonies Manual, Part II, Ceremonies, Chapter 12-1.
- Navy regulation detailing Order of Precedence: U.S. Navy Regulations, Chapter 12, Flags, Pennants, Honors, Ceremonies and Customs.
- Air Force regulation detailing Order of Precedence: AFMAN 36-2203, Drill and Ceremonies, 3 June 1996, Chapter 7, Section A.
แม่แบบ:ประเทศสหรัฐอเมริกา สอบถามรายชื่อทหารของสหรัฐอเมริกาปฏิบัติงานในอัฟกานิสถาน
|
||||||||||||||||||||||||||||||||