ข้ามไปเนื้อหา

วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
พระอุโบสถ ซุ้มสีมา พระวิหาร และภูเขาทอง วัดสระเกศ
แผนที่
ชื่อสามัญวัดสระเกศ
ที่ตั้งริมคลองมหานาคและคลองรอบกรุง แขวงบ้านบาตร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร 10100
ประเภทพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรมหาวิหาร
นิกายเถรวาท มหานิกาย
พระพุทธรูปสำคัญพระพุทธมงคลชินสีห์วชิรมุนี พระอัฏฐารสศรีสุคตทศพลญาณบพิตร หลวงพ่อดุสิต
เจ้าอาวาสพระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ)
จุดสนใจสักการะพระบรมสารีริกธาตุบนบรมบรรพต
icon สถานีย่อยพระพุทธศาสนา

วัดสระเกศ เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรมหาวิหาร[1] ตั้งอยู่ริมคลองมหานาค เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย มีจุดเด่นคือ พระบรมบรรพต

ประวัติ

[แก้]

วัดสระเกศ เป็นวัดโบราณในสมัยอาณาจักรอยุธยา เดิมชื่อวัดสะแก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์และขุดคลองรอบพระอาราม แล้วพระราชทานนามใหม่ว่า วัดสระเกศ ซึ่งแปลว่า ชำระพระเกศา เนื่องจากเคยประทับทำพิธีพระกระยาสนาน เมื่อเสด็จกรีธาทัพกลับจากกัมพูชามาปราบจลาจลในอาณาจักรธนบุรี และเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติใน พ.ศ. 2325 มูลเหตุที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชพระราชทานเปลี่ยนชื่อวัดสะแก เป็นวัดสระเกศนี้ มีหลักฐานที่ควรอ้างถึงคือ พระราชวิจารณ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่องจดหมายเหตุความทรงจำของพระเจ้าไปยิกาเธอ กรมหลวงนรินทรเทวีข้อ 11 ว่า "รับสั่งพระโองการ ตรัสวัดสะแกเรียกวัดสระเกศแล้วบูรณปฏิสังขรณ์ เห็นควร ที่ต้นทางเสด็จพระนคร" ทรงพระราชวิจารณ์ไว้ว่า "ปฏิสังขรณ์วัดสะแกและเปลี่ยนชื่อเป็น วัดสระเกศ เอามากล่าวปนกับวัดโพธิ์เพราะเป็นต้นทางที่เสด็จเข้ามาพระนคร มีคำเล่า ๆ กันว่า เสด็จเข้าโขลนทวารสรงพระมุธาภิเษกตามประเพณีกลับจากทางไกลที่ วัดสะแก จึงเปลี่ยนนามว่า วัดสระเกศ"

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะและสร้างพระบรมบรรพตหรือภูเขาทอง ทรงกำหนดให้เป็นพระปรางค์มีฐานย่อมุมไม้สิบสอง แต่สร้างไม่สำเร็จในรัชกาล เมื่อถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงให้เปลี่ยนแบบเป็นภูเขาก่อพระเจดีย์ไว้บนยอด เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ การก่อสร้างแล้วเสร็จในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้รับพระราชทานนามว่า "สุวรรณบรรพต" มีความสูง 77 เมตร บนยอดสุวรรณบรรพตเป็นที่ตั้งของพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่ขุดค้นพบที่เมืองกบิลพัสดุ์ และพิสูจน์ได้ว่าเป็นของพระสมณโคดมซึ่งเป็นส่วนแบ่งของพระราชวงศ์ศากยราชเพราะมีคำจารึกอยู่

ศิลปกรรม

[แก้]

พระอุโบสถ

[แก้]
พระอุโบสถ

พระอุโบสถตั้งอยู่ด้านทิศตะวันออกของวัด สร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ต่อมามีการบูรณะปฏิสังขรณ์ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 ลักษณะมีระเบียงคดล้อมรอบ มีพระเจดีย์รายอยู่ภายนอกรอบระเบียงคด ภายในระเบียงคดมีพระพุทธรูปประดิษฐานเรียงอยู่เต็มพระระเบียงทั้ง 4 ด้าน มีจำนวนทั้งหมด 163 องค์ ประดิษฐานมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3

ลักษณะอาคารพระอุโบสถ เป็นอาคารขนาดใหญ่ รูปแบบสถาปัตยกรรมไทยประเพณี คือ มีเครื่องลำยอง ช่อฟ้า ใบระกา หางหงษ์ นาคสะดุ้ง แต่มีเสาพาไลรับหลังคาภายนอกที่มีขนาดใหญ่ทรงสี่เหลี่ยมตันไม่ย่อมุม ไม่มีคันทวยซึ่งพบมากในสถาปัตยกรรมแบบพระราชนิยมในรัชกาลที่ 3 สันนิษฐานว่าได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ในรัชกาลที่ 3 หลังคามีหลังคาซ้อน 3 ซ้อน มีตับหลังคา 3 ตับ มุขหน้า-หลัง หน้าบันเป็นรูปแกะสลักไม้ปิดทองประดับกระจกรูปพระนารายณ์ทรงครุฑ

ซุ้มประตูด้านหน้าตรงกลางเป็นซุ้มทรงปราสาทยอด ซุ้มประตูอื่นและซุ้มหน้าต่างเป็นซุ้มทรงบรรพแถลง ภายในเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เขียนครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 3 แล้วทำการปฏิสังขรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 7 สองด้านเบื้องล่างเป็นภาพทศชาติ ด้านบนเป็นภาพเทวดาและท้าวจตุโลกบาล ด้านหน้าเป็นภาพมารวิชัย ส่วนด้านหลังพระประธานเป็นภาพไตรภูมิ คือสวรรค์ มนุษย์ และนรก

พระพุทธมงคลชินสีห์วชิรมุนี

[แก้]
พระพุทธมงคลชินสีห์วชิรมุนี

เดิมภายในพระอุโบสถมีพระประธานเป็นพระพุทธรูปหินทราย ในการบูรณะปฏิสังขรณ์พระอุโบสถสมัยรัชกาลที่ 1 เมื่อ พ.ศ. 2326 ทรงสร้างพระประธานใหม่โดยการพอกปูนทับพระประธานเดิมแล้วลงรักปิดทอง เดิมไม่มีพระนาม ต่อมาเมื่อวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2565 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานนามว่า "พระพุทธมงคลชินสีห์วชิรมุนี" เนื่องในวาระสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ 240 ปี[2] และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ท่านผู้หญิงอรอนงค์ ปิยนาฏวชิรพัทธ์ เป็นผู้แทนพระองค์ไปยกสัปตปฎลเศวตฉัตรกางกั้นเมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2569[3]

พุทธลักษณะของพระพุทธมงคลชินสีห์วชิรมุนีได้รับอิทธิพลศิลปะอยุธยาอยู่มาก โดยมีลักษณะใกล้เคียงกับพระศรีสรรเพชญ์ พระประธานในพระอุโบสถวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ พระพักตร์ออกสี่เหลี่ยม สีพระพักตร์เขร่งขรึม พระโอษฐ์กว้างแบบอยุธยา ขมวดพระเกศาเล็ก พระรัศมีเป็นเปลวสูง สังฆาฏิเป็นแผ่นใหญ่ยาวจรดพระนาภี ปลายสังฆาฏิแยกเป็นแฉก ปลายสังฆาฏิชั้นบนเป็นรูปกลีบบัว อันเป็นรูปแบบที่พบอยู่ในศิลปะอยุธยาตอนปลายสมัยพระเจ้าปราสาททอง ส่วนที่เป็นศิลปะที่ปรากฏครั้งแรกในสมัยรัตนโกสินทร์ คือ การทำสังฆาฏิพาดกึ่งกลางพระวรกาย อันเป็นรูปแบบที่นิยมสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ต่างจากพระพุทธรูปสมัยอื่น ๆ ที่ชายสังฆาฏิจะอยู่เยื้องไปทางเบื้องซ้ายของพระวรกาย[4]

ซุ้มสีมา

[แก้]
ซุ้มสีมา

ซุ้มสีมาพระอุโบสถวัดสระเกศมีลักษณะที่งดงามและแตกต่างจากวัดอื่น โดยมีลักษณะเป็นซุ้มสีมาทรงกูบ (แบบกูบช้าง) ประกอบด้วยฐานสิงห์รองรับรือนสีมาทรงกูบ ที่พัฒนามาเป็นการเจาะช่องทั้ง 4 ด้าน และมีส่วนยอดคล้ายปล้องไฉนของเจดีย์ มีการประดับกระเบื้องสี ลักษณะสีมาที่มีทรงเป็นกูบช้างนี้มีพบมาแล้วตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย เช่น วัดช่องนนทรี และบางวัดที่อาจมีมาแล้วตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลายแต่มีการสร้างพระอุโบสถใหม่สมัยรัตนโกสินทร์ เช่น วัดสังข์กระจาย แต่ซุ้มเสมาทรงกูบช้างในสมัยอยุธยานั้นยังมีรูปแบบที่ยังเหมือนกูบช้างจริงๆ คือ เจาะช่องเพียง 2 ด้าน ต่างจากวัดสระเกศที่มีพัฒนาการทางรูปแบบ คือ เจาะช่องทั้ง 4 ด้าน ทำให้มีลักษณะคล้ายเรือนสี่เหลี่ยมและมีส่วนยอดคล้ายปล้องไฉนของเจดีย์ ซึ่งน่าจะพัฒนาขึ้นพร้อมกับซุ้มสีมาที่มีเรือนและมียอดเป็นเรือนยอด เช่น ซุ้มสีพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม วัดอรุณราชวราราม เป็นต้น แต่ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 ซุ้มสีมามักนิยมเป็นทรงเรือนที่ได้รับอิทธิพลจากตะวันตกและจากจีนแล้ว ดังนั้นซุ้มสีมาพระอุโบสถวัดสระเกศจึงน่าจะเป็นงานก่อสร้างตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 เว้นการประดับกระเบื้องเคลือบซึ่งอาจเป็นการบูรณะเพิ่มเติมสมัยรัชกาลที่ 3 โดยซุ้มสีมาวัดสระเกศนี้มีชื่อเสียงมาก สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงสรรเสริญไว้ไว่า "ซุ้มพัทธสีมาวัดสระเกศวิจิตรสวยงามมาก ควรถือเป็นแบบอย่างได้"[5]

พระวิหารพระอัฏฐารส

[แก้]
พระวิหารพระอัฏฐารส

ตามประวัติกล่าวว่า พระวิหารพระอัฏฐารสมีการบูรณะปฏิสังขรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 3 พร้อมกับการบูรณะปฏิสังขรณ์ทั้งพระอาราม โดยโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระวิหารครอบองค์พระอัฏฐารส แสดงว่าแต่เดิมพระอัฏฐารสประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง พระวิหารจึงมีขนาดสูงใหญ่ตามขนาดของพระอัฏฐารส ลักษณะของพระวิหารพระอัฏฐารสเป็นอาคารที่มีหลังคาแบบไทยประเพณี แต่มีลักษณะบางประการทื่เป็นรูปแบบที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 คือ มีระเบียงรอบอาคาร มีเสาพาไลรับน้ำหนักชายคาโดยรอบ เสาเป็นเสาขนาดใหญ่ทรงสี่เหลี่ยมทึบตัน ไม่ประดับบัวหัวเสา ไม่มีคันทวย ภายในมีเสาร่วมใน เป็นเสาทรงสี่เหลี่ยมทึบตันขนาดใหญ่เช่นกัน ส่วนหลังคาเป็นแบบไทยประเพณีคือ เป็นหลังคาเครื่องไม้มุงหลังคาประดับ ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ นาคสะดุ้ง หน้าบันเป็นลักษณะแบบใหม่ที่นิยมสร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 คือ เป็นงานปูนปั้นลงรักปิดทองประดับกระจกลายพรรณพฤกษา จำพวกลายดอกก้านแย่ง ที่นิยมเรียกว่า ลายเครือเถาเคล้าก้าน โดยลักษณะหน้าบันแบบนี้ยังพบเจอในหน้าบันอาคารของวัดอื่นๆที่สร้างหรือบูรณะในสมัยรัชกาลที่ 3 อื่นๆ เช่นกัน เช่น พระอุโบสถและพระวิหารพระพุทธไสยาสน์ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ภายในพระวิหารพระอัฏฐารสแบ่งออกเป็น 2 ห้อง ห้องทางด้านทิศเหนือประดิษฐานพระอัฏฐารส ห้องทางด้านทิศใต้เดิมจะไว้ประดิษฐานพระศรีศาสดาเนื่องจากเป็นพระพุทธรูปสำคัญที่เคยอยู่เมืองพิษณุโลกเหมือนกันแต่ขนาดของห้องมีขนาดเล็กไม่สามารถประดิษฐานพระศรีศาสดาได้ จึงให้อัญเชิญพระศรีศาดาไปประดิษฐานในพระอุโบสถวัดสุทัศน์เทพวราราม และต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 จึงอัญเชิญไปประดิษฐานพระวิหารวัดบวรนิเวศวิหารตามลำดับ โดยในปัจจุบันห้องวิหารด้านทิศใต้นี้เป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อดุสิต[6]

พระอัฏฐารสศรีสุคตทศพลญาณบพิตร

[แก้]
พระอัฏฐารสศรีสุคตทศพลญาณบพิตร

พระอัฏฐารสศรีสุคตทศพลญาณบพิตร หรือเรียกกันทั่วไปว่าพระอัฏฐารส เป็นพระพุทธรูปหล่อสำริดลงรักปิดทอง ประทับยืนปางประธานอภัย (ห้ามญาติ) ตามประวัติสันนิษฐานว่าพระพุทธรูปองค์นี้เคยประดิษฐานที่วัดวิหารทอง จังหวัดพิษณุโลก พระพุทธรูปมีลักษณะทางพุทธศิลป์ใกล้เคียงกับศิลปะอยุธยา คือ พระพักตร์ค่อนข้างเป็นสี่เหลี่ยม พระโอษฐ์กว้าง ที่สำคัญคือ การทำขอบสบงเป็นผ้าจีบหน้านาง ซึ่งมักปรากฏในงานศิลปะอยุธยาแต่ไม่นิยมในศิลปะสุโขทัย แต่ยังมีลักษณะบางประการที่เป็นแบบของพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัย คือ การทำนิ้วพระหัตถ์ยาวไม่เสมอกัน ดังนั้นพระอัฏฐารสอาจสร้างขึ้นในสมัยพระบรมไตรโลกนาถเมื่อครั้งเสด็จขึ้นมาปกครองเมื่อพิษณุโลกในช่วงพุทธศตวรรษที่ 21[7] พระอัฏฐารสจึงเป็นการผสมผสานระหว่างศิลปะอยุธยาและศิลปะสุโขทัยเข้าไว้ด้วยกัน และยังมีตำนานการเดินทางของพระอัฏฐารสศรีสุคตทศพลญาณบพิตรกล่าวว่า พระอัฏฐารสได้วางลงบนเรือแล้วล่องแม่น้ำเจ้าพระยาลงมาจนทำให้ตัวเรือที่ประดิษฐานจมลงไปทำให้ผู้คนมองเห็นเป็นอัศจรรย์ว่าเป็นพระพุทธรูปลอยน้ำมีผู้คนมามุงดูเป็นจำนวนมากเมื่อพระอัฏฐารสมาถึงท่าน้ำเพื่อนำขึ้นฝั่งมีผู้คนมามุงดูจำนวนมหาศาลประมาณ 300,000 คน ทำให้ท่าน้ำแห่งนี้มีชื่อว่า "ท่าน้ำสามแสน" ซึ่งต่อมาได้เรียกเพี้ยนเป็น "สามเสน" จนถึงทุกวันนี้[8]

หลวงพ่อดุสิต

[แก้]
หลวงพ่อดุสิต

หลวงพ่อดุสิตมีประวัติกล่าวว่าเคยเป็นพระประธานในพระอุโบสถวัดดุสิต เมื่อครั้งรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวังดุสิตขึ้น ได้ทรงสถาปนาวัดเบญจมบพิตรขึ้นใหม่แทนวัดเดิมคือวัดดุสิต แล้วโปรดเกล้าฯให้อัญเชิญพระประธานวัดดุสิตมาประดิษฐานในห้องด้านทิศใต้ด้านหลังในพระวิหารพระอัฏฐารส ลักษณะทางพุทธศิลป์ของหลวงพ่อดุสิต เป็นพระพุทธรูปหล่อสำริด ปางมารวิชัย ประทับนั่งขัดสมาธิราบ จัดเป็นพระพุทธรูปสมัยอยุธยา แบบอู่ทองรุ่นที่ 3 คือมีลักษณะของศิลปะสุโขทัยผสมอยู่ มีพระพักตร์เขร่งขรึมเล็กน้อย เส้นขอบพระเนตรกับพระขนงป้ายเป็นแผ่น พระพักตร์ทรงรียาว พระโอษฐ์ตรง ขมวดพระเกษาเล็ก พระรัศมีเป็นเปลวสูง โดยลักษณะที่ไม่ใช่ศิลปะแบบสุโขทัยคือ มีชายสังฆาฏิเป็นแผ่นใหญ่และปลายตัดตรง ซึ่งมักปรากฏในพระพุทธรูปแบบอู่ทองรุ่น 1 และอู่ทองรุ่นสอง หรือพระพุทธรูปสมัยอยุธยาบางองค์ ซึ่งพระพุทธรูปในศิลปะสุโขทัย สังฆาฏิจะเป็นแผ่นเล็กและปลายแยกเป็นเขี้ยวตะขาบ[9]

พระบรมบรรพต

[แก้]
พระบรมบรรพต
เจดีย์ประธานบนยอดพระบรมบรรพต

พระบรมบรรพต รู้จักกันทั่วไปในชื่อ ภูเขาทอง สถาปนาขึ้นโดยรัชกาลที่ 3 ที่ทรงมีพระราชดำริที่จะสร้างพระปรางค์ใหญ่ในกรุงเทพฯ ให้เหมือนกับเจดีย์ภูเขาทองที่อยุธยา ทรงโปรดให้พระยาศรีพิพัฒน์รัตนโกษาเป็นแม่กองในการก่อสร้าง ในเอกสารเรียกว่า พระปรางค์ใหญ่ มีส่วนฐานเป็นแบบไม้สิบสอง คือ การย่อมุมไม้สิบสอง ฐานก่อขึ้นไปได้ถึงชั้นทักษิณที่ 2 แต่เกิดการทรุดตัวลงของศิลาเพราะรับน้ำหนักมา อิฐที่ก่อหุ้มข้างนอกแตกร้าวไปทั้งองค์ ได้มีการแก้ไขการทรุดตัวแต่ก็ไม่สามารถแก้ไขได้ จึงยุติการสร้างและทิ้งค้างไว้เท่านั้น จนมาถึงในสมัยรัชกาลที่ 4 ใน พ.ศ.2408 พระองค์โปรดให้แก้ไขพระปรางค์ที่สร้างขึ้นครั้งรัชกาลที่ 3 โดยทำเป็นภูเขา บนยอดเขาก่อเป็นเจดีย์ทรงระฆัง และพระราชทานนามภูเขาว่า พระบรมบรรพต โดยการก่อสร้างมาแล้วเสร็จในสมัยรัชกาลที่ 5 พระองค์ทรงพระกรุณโปรดเกล้าฯ ให้นำพระทันตธาตุจำลองมาตั้งในพระคูหาของพระเจดีย์ยอดพระบรมบรรพต ต่อมารัฐบาลอังกฤษซึ่งปกครองอินเดียในขณะนั้นได้ทูลเกล้าฯ ถวายพระบรมธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ขุดพบที่เมืองกบิลพัสดุ์ จึงโปรดเกล้าฯ สร้างเจดีย์น้อยในซุ้มพระเจดีย์บนยอดพระบรมบรรพต ดังปรากฏอยู่จนทุกวันนี้[10]

รูปแบบของพระบรมบรรพตมีเจดีย์ทรงระฆังบนฐานที่เป็นภูเขาสูง โดยเจดีย์ทรงระฆังด้านบนเป็นเจดีย์ทรงระฆังแบบอยุธยาที่ถ่ายแบบมาจากเจดีย์ประธานวัดพระศรีสรรเพชญ์ อันเป็นรูปแบบเจดีย์ที่เป็นพระราชนิยมในรัชกาลที่ 4 เช่นเดียวกับวัดอื่นๆ ที่รัชกาลที่ 4 ทรงสถาปนาหรือบูรณะ เช่น วัดบวรนิเวศวิหาร วัดโสมนัส วัดมกุฏกษัตริยาราม พระสมุทรเจดีย์ โดยมีลักษณะ คือ มีชั้นล่างเป็นฐานเขียง ถัดขึ้นไปเป็นฐานบัวคว่ำบัวหงาย ต่อด้วยชั้นมาลัยเถา 3 ชั้น อันเป็นเอกลักษณ์ของเจดีย์ทรงระฆังในสมัยอยุธยา ถัดไปเป็นบัวปากระฆัง องค์ระฆัง ส่วนยอดประกอบด้วย บัลลังก์ในผังสี่เหลี่ยม ก้านฉัตร มีเสาหารล้อมก้านฉัตร ถัดขึ้นไปเป็นปล้องไฉน ปลี เม็ดน้ำค้างตามลำดับ[10] ทั้งองค์เจดีย์ประดับกระเบื้องโมเสกสีทอง โดยในยุคปัจจุบันในช่วงวันลอยกระทงของทุกปี จะมีงานสำคัญของบรมบรรพต คือ งานพิธีห่มผ้าแดงบรมบรรพตภูเขาทอง ซึ่งมักจัดต่อเนื่องกันยาว 10 วัน

เจดีย์บริวาร

[แก้]
เจดีย์บริวาร

เจดีย์บริวารตั้งอยู่บริเวณรอบนอกระเบียงคดนอกพระอุโบสถเป็นเจดีย์ทรงเครื่องย่อมุมไม้ 12 จำนวน 12 องค์ แต่ละองค์มีส่วนประกอบ คือ ชั้นล่างสุดเป็นฐานเขียง 1 ฐาน ถัดขึ้นไปเป็นชุดฐานสิงห์ 3 ฐาน ต่อด้วยบัวทรงคลุ่มที่รองรับองค์ระฆัง องค์ระฆังซึ่งประดับบัวคอเสื้อ และบัลลังก์ โดยตั้งแต่ส่วนฐานเขียงจนถึงชั้นบัลลังก์อยู่ในผังย่อมุมไม้ 12 ส่วนยอดประกอบไปด้วยส่วนบัวคลุ่มเถา 9 ชั้น ถัดขึ้นไปเป็น ปลี ลูกแก้ว ปลียอด และเม็ดน้ำค้างตามลำดับ โดยเจดีย์บริวารวัดสระเกศนี้มีลักษณะเช่นเดียวกับเจดีย์ทรงเครื่องที่พบในวัดสมัยรัชกาลที่ 1 และรัชกาลที่ 3 ซึ่งเป็นรูปแบบที่นิยมมากและพบเกือบทุกวัดที่สร้างใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยคตินิยมที่สร้างเจดีย์บริวารหรือเจดีย์รายล้อมรอบอาคารหรือรอบระเบียงคด มักพบในสมัยรัชกาลที่ 3 เช่น รอบระเบียงคด วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม, รอบวิหารพระพุทธไสยาสน์ วัดราชโอรสาราม, รอบพระวิหาร วัดเทพธิดาราม, รอบพระอุโบสถ วัดราชคฤห์ เป็นต้น โดยมักตีความว่าน่าจะหมายถึงพระอดีตพุทธเจ้า[11]

พระพุทธรูปสำคัญภายในวัด

[แก้]

แร้งวัดสระเกศ

[แก้]
เมรุปูนวัดสระเกศ
รูปปั้นแร้งวัดสระเกศเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์โรคห่าระบาดเมื่อต้นกรุงรัตนโกสินทร์

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พ.ศ. 2363 เกิดโรคห่า (อหิวาตกโรค) ระบาดอย่างหนัก ในกรุงเทพมหานคร ขณะนั้น ยังไม่มีวิธีรักษา และรู้จักการป้องกัน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยจึงทรงใช้วิธีให้กำลังใจ โปรดฯ ให้ตั้งพิธีขับไล่โรคนี้ขึ้น เรียกว่า "พิธีอาพาธพินาศ" โดยจัดขึ้นที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท มีการยิงปืนใหญ่รอบพระนครตลอดคืน อัญเชิญพระแก้วมรกต และพระบรมสารีริกธาตุออกแห่ มีพระราชาคณะโปรยพระพุทธมนต์ตลอดทาง ทรงทำบุญเลี้ยงพระ โปรดให้ปล่อยปลาปล่อยสัตว์ และประกาศไม่ให้ประชาชนฆ่าสัตว์ตัดชีวิต อยู่กันแต่ในบ้าน กระนั้นก็ยังมีคนตายเพราะอหิวาตกโรคประมาณ 3 หมื่นคน ศพกองอยู่ตามวัดเป็นภูเขาเลากา เพราะฝังและเผาไม่ทัน บ้างก็แอบเอาศพทิ้งลงในแม่น้ำลำคลองในเวลากลางคืน จึงมีศพลอยเกลื่อนกลาดไปหมด ประชาชนต่างอพยพหนีออกไปจากเมืองด้วยความกลัว พระสงฆ์ทิ้งวัด งานของราชการ และธุรกิจทั้งหลายต้องหยุดชะงัก เพราะผู้คนถ้าไม่หนีไปก็มีภาระในการดูแลคนป่วย และจัดการกับศพของญาติมิตร ในเวลานั้น วัดสระเกศ เป็นศูนย์รวมของแร้งจำนวนนับพัน

โรคห่าเวียนมาในทุกฤดูแล้งและหายไปในฤดูฝนเช่นนี้ทุกปี จะในปี พ.ศ. 2392 อหิวาต์ก็ระบาดหนักอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้ เกิดขึ้นที่ปีนังก่อน แล้วแพร่ระบาดมาจนถึงกรุงเทพฯ เรียกกันว่า "ห่าลงปีระกา" ในระยะเวลาช่วง 1 เดือน ที่เริ่มระบาดมีผู้เสียชีวิตถึง 15,000 - 20,000 คน และตลอดฤดู ตายถึง 40,000 คน เจ้าฟ้ามงกุฏฯ คือ รัชกาลที่ 4 ซึ่งขณะนั้นดำรงเพศบรรพชิต เป็นพระราชาคณะ ได้ทรงบัญชาให้วัดสามวัด คือ วัดสระเกศ วัดบางลำพู (วัดสังเวชวิศยาราม) และวัดตีนเลน (วัดเชิงเลน หรือวัดบพิตรพิมุข) เป็นสถานที่สำหรับเผาศพ มีศพที่นำมาเผาสูงสุด ถึงวันละ 696 ศพ แต่กระนั้น ศพที่เผาไม่ทัน ก็ถูกกองสุมกันอยู่ตามวัด โดยเฉพาะวัดสระเกศ มีศพส่งไปไว้มากที่สุด ทำให้ฝูงแร้งแห่งไปลงทึ้งกินซากศพ ตามลานวัด บนต้นไม้ บนกำแพง และหลังคากุฏิเต็มไปด้วยแร้ง แม้เจ้าหน้าที่จะถือไม้คอยไล่ก็ไม่อาจกั้นฝูงแร้ง ที่จ้องเข้ามารุมทึ้งซากศพอย่างหิวกระจายได้ และจิกกินซากศพ จนเห็นกระดูกขาวโพลน พฤติกรรมของ "แร้งวัดสระเกศ" ที่น่าสยดสยองจึงเป็นที่กล่าวขวัญกันไปทั่ว

ลำดับเจ้าอาวาส

[แก้]

ลำดับเจ้าอาวาส และผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เท่าที่พบข้อมูล[12] ดังนี้

ลำดับที่รายนามเริ่มวาระสิ้นสุดวาระ หมายเหตุ
1สมเด็จพระพนรัตน (อาจ)ราวสมัยรัชกาลที่ 1พ.ศ. 2362 เจ้าอาวาส, ย้ายไปเป็นอธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร
2สมเด็จพระพนรัตน (ด่อน)พ.ศ. 2362พ.ศ. 2365 เจ้าอาวาส, ย้ายไปเป็นอธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร
3สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สน)พ.ศ. 2365ราวสมัยรัชกาลที่ 4 เจ้าอาวาส
4พระบวรวิชา (เขียน)ราวสมัยรัชกาลที่ 4ราวสมัยรัชกาลที่ 4 พระราชาคณะฝ่ายวิปัสสนาธุระ

ครองพระอารามพร้อมกับ พระราชาคณะฝ่ายคันถธุระ

พระธรรมทานาจารย์ (พึ่ง)
5พระวินยานุกูลเถระ (ศรี)ราวสมัยรัชกาลที่ 5ราวสมัยรัชกาลที่ 5 พระราชาคณะฝ่ายวิปัสสนาธุระ

ครองพระอารามพร้อมกับ พระราชาคณะฝ่ายคันถธุระ

พระธรรมทานาจารย์ (ภู่)
6พระธรรมทานาจารย์ (จุ่น)ราวสมัยรัชกาลที่ 5ราวสมัยรัชกาลที่ 5 พระราชาคณะฝ่ายคันถธุระ

ครองพระอารามพร้อมกับ พระราชาคณะฝ่ายวิปัสสนาธุระ

พระวินยานุกูลเถระ (ยา)
7พระวินยานุกูลเถระ (เม่น พฺรหฺมสโร)ราวสมัยรัชกาลที่ 5พ.ศ. 2456 พระราชาคณะฝ่ายวิปัสสนาธุระ ครองพระอารามพร้อมกับ พระราชาคณะฝ่ายคันถธุระ, พระวินยานุกูลเถระต่อมาเป็นพระธรรมกิตติ เจ้าอาวาสวัดสังเวชวิศยารามวรวิหาร
พระธรรมทานาจารย์ (หรุ่น) ไม่พบข้อมูล
8พระธรรมปิฎก (น่วม จนฺทสุวณฺโณ)พ.ศ. 2456พ.ศ. 2467 เจ้าอาวาส, มรณภาพ
9สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อยู่ ญาโณทโย)พ.ศ. 2467พ.ศ. 2508 เจ้าอาวาส, สิ้นพระชนม์
10พระธรรมเจดีย์ (เทียบ ธมฺมธโร)พ.ศ. 2508พ.ศ. 2508 ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส
พ.ศ. 2509 พ.ศ. 2513 เจ้าอาวาส, มรณภาพ
11สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ)พ.ศ. 2513พ.ศ. 2514 ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส
พ.ศ. 2514 พ.ศ. 2556 เจ้าอาวาส, มรณภาพ
12พระพรหมสุธี (เสนาะ ปญฺญาวชิโร)พ.ศ. 2556พ.ศ. 2556 ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส
พ.ศ. 2556 พ.ศ. 2558 เจ้าอาวาส, ปลดจากตำแหน่ง
13พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ)พ.ศ. 2558พ.ศ. 2558 ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส
พ.ศ. 2558 พ.ศ. 2561 เจ้าอาวาส ครั้งที่ 1, ปลดจากตำแหน่ง
ว่างพระเทพรัตนมุนี (สุรชัย สุรชโย)พ.ศ. 2561พ.ศ. 2565 ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส
14พระธรรมโพธิมงคล (สมควร ปิยสีโล)พ.ศ. 2565พ.ศ. 2567 เจ้าอาวาส, ย้ายไปเป็นเจ้าอาวาสวัดนิมมานรดี
15 พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) พ.ศ. 2567 - เจ้าอาวาส ครั้งที่ 2, ปัจจุบัน

อ้างอิง

[แก้]
  1. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศกระทรวงธรรมการ แผนกกรมสังฆการี เรื่อง จัดระเบียบพระอารามหลวง เก็บถาวร 2011-11-09 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, เล่ม ๓๒, ตอน ๐ ก, ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๘, หน้า ๒๘๙
  2. "พระราชทานนามพระประธานวัดสระเกศฯ 'พระพุทธมงคลชินสีห์วชิรมุนี'". เดลินิวส์. 23 เมษายน 2022. สืบค้นเมื่อ 12 มกราคม 2026.
  3. "ผู้แทนพระองค์ ไปในพิธียกฉัตร ขึ้นประดิษฐานเหนือพระพุทธมงคลชินสีห์วชิรมุนี วัดสระเกศ". ผู้จัดการออนไลน์. 12 มกราคม 2026. สืบค้นเมื่อ 12 มกราคม 2026.
  4. ศักดิ์ชัย สายสิงห์, คู่มือนำชม ๓๓ พระอารามหลวงแห่งกรุงรัตนโกสินทร์, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์เมืองโบราณ, 2566), 394.
  5. ศักดิ์ชัย สายสิงห์, คู่มือนำชม ๓๓ พระอารามหลวงแห่งกรุงรัตนโกสินทร์, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์เมืองโบราณ, 2566), 393-394.
  6. ศักดิ์ชัย สายสิงห์, คู่มือนำชม ๓๓ พระอารามหลวงแห่งกรุงรัตนโกสินทร์, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์เมืองโบราณ, 2566), 398-399.
  7. ศักดิ์ชัย สายสิงห์, คู่มือนำชม ๓๓ พระอารามหลวงแห่งกรุงรัตนโกสินทร์, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์เมืองโบราณ, 2566), 400.
  8. "เทปรายการ ศักดิ์สิทธิ์คงกระพัน ออกอากาศเมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563".
  9. ศักดิ์ชัย สายสิงห์, คู่มือนำชม ๓๓ พระอารามหลวงแห่งกรุงรัตนโกสินทร์, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์เมืองโบราณ, 2566), 400-401.
  10. 1 2 ศักดิ์ชัย สายสิงห์, คู่มือนำชม ๓๓ พระอารามหลวงแห่งกรุงรัตนโกสินทร์, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์เมืองโบราณ, 2566), 401-404.
  11. ศักดิ์ชัย สายสิงห์, คู่มือนำชม ๓๓ พระอารามหลวงแห่งกรุงรัตนโกสินทร์, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์เมืองโบราณ, 2566), 397.
  12. "ประวัติ วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร - แขวงบ้านบาตร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร พระเครื่อง พระแท้ webpra เว็บ-พระ.คอม". www.web-pra.com.

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]

13°45′13″N 100°30′30″E / 13.753475°N 100.50838°E / 13.753475; 100.50838