คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
คณะโบราณคดี
มหาวิทยาลัยศิลปากร
Archeo.jpg
ชื่ออังกฤษ Faculty of Archaeology, Silpakorn University
ที่อยู่

คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร เลขที่ 31 ถนนหน้าพระลาน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200

ศูนย์สันสกฤตศึกษา เลขที่ 8 ซอยเส้นทางลัดสาย 2 ถนนพัฒนาการ แขวงทวีวัฒนา เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10170
วันก่อตั้ง 12 มิถุนายน พ.ศ. 2498 (62 ปี)
คณบดี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชวลิต ขาวเขียว
วารสาร วารสารดำรงวิชาการ
สีประจำคณะ ██ สีม่วงเม็ดมะปราง
สัญลักษณ์ พระพิฆเนศ
เว็บไซต์ www.archae.su.ac.th
เฟซบุ๊ก www.facebook.com/คณะโบราณคดี-มหาวิทยาลัยศิลปากร-249520425063208
    

คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร (อังกฤษ: Faculty of Archaeology, Silpakorn University) ตั้งขึ้นเป็นคณะที่ 3 ของมหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อ พ.ศ. 2498 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อผลิตนักโบราณคดีไปปฏิบัติงานดูแลรับผิดชอบการอนุรักษ์โบราณวัตถุและโบราณสถาน อันเป็นมรดกวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาติซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก ตลอดจนปฏิบัติงานสนามทางโบราณคดีให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ โดยมีศาสตราจารย์ หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ (ป่วน อินทุวงศ์)เป็นคณบดีคนแรก ต่อมาในปี พ.ศ. 2517 คณะโบราณคดีได้ปรับปรุงการศึกษาระดับปริญญาบัณฑิต โดยขยายขอบเขตการผลิตบัณฑิตในสาขาวิชาอื่น ๆ นอกเหนือจากการผลิตนักโบราณคดี เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน

คณาจารย์ของคณะโบราณคดีปฏิบัติงานวิจัยในทุกสาขาวิชาที่เปิดสอน ตลอดจนมีโครงการวิจัยร่วมกับผู้เชี่ยวชาญชาวต่างประเทศ มีการให้บริการวิชาการแก่สังคมเพื่อเผยแพร่ความรู้ อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมโบราณสถานของชาติในรูปแบบของการจัดการอบรม สัมมนา บรรยาย นิทรรศการต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสาขาวิชาที่เปิดสอน และจัดทัศนศึกษาทางศิลปวัฒนธรรมให้แก่บุคคลทั่วไป ตลอดจนสนับสนุนให้นักศึกษาจัดกิจกรรม หรือเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ที่มหาวิทยาลัยจัดขึ้นเป็นประจำ นอกจากนี้ยังจัดตั้งหน่วยงานเพื่อบริการวิชาการในสาขาที่เชี่ยวชาญ ได้แก่ ศูนย์สันสกฤตศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร และศูนย์ศึกษาศิลปกรรมโบราณในเอเชียอาคเนย์

ประวัติ[แก้]

คณะโบราณคดีได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2498 โดยมีจุดมุ่งหมายหลักให้เป็นคณะวิชาที่ผลิตครูอาจารย์และนักโบราณคดี รวมทั้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับงานโบราณคดีเพื่อปฏิบัติหน้าที่ในกองโบราณคดีของกรมศิลปากร หรืองานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโบราณคดี หลักสูตรและการเรียนการสอนในคณะโบราณคดีระยะแรกนั้นเป็นหลักสูตรอนุปริญญา 3 ปี โดยเป็นหลักสูตรที่เน้นด้านการผลิตนักวิชาการสาขาโบราณคดีเท่านั้น

ในแรกเริ่ม คณะโบราณคดีมีจุดมุ่งหมายหลัก เพื่อสนับสนุนให้ผู้สนใจ และมีสติปัญญาก้าวหน้าขึ้นไปเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านโบราณคดี รวมทั้งการผลิตบัณฑิตเพื่อเข้ารับราชการในกองโบราณคดี กรมศิลปากร นักโบราณคดีและครูอาจารย์ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับงานโบราณคดี เนื่องจากเล็งเห็นว่าในประเทศไทยเป็นประเทศที่มีโบราณวัตถุสถานอยู่เป็นจำนวนมาก โบราณวัตถุสถานเหล่านี้ย่อมเป็นเครื่องชี้ให้เห็นถึงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของชาติ เป็นเครื่องผูกพันและช่วยกระตุ้นเตือนให้คนในชาติรู้สึกภาคภูมิใจ รักชาติมุ่งมานะที่จะรักษาเอกราชของชาติให้ดำรงคงอยู่ตลอดกาล การศึกษาโบราณคดี เท่ากับเป็นการช่วยรักษาวัฒนธรรมอันสูงส่งของชาติไว้มิให้สูญหาย จึงควรมีบุคลากรที่สามารถศึกษา เพื่อสร้างความเข้าใจและรักษาโบราณวัตถุโบราณสถานของชาติไว้ หลักสูตรและการเรียนการสอนในคณะโบราณคดีระยะแรก ๆ จึงเป็นการเน้นผลิตนักวิชาการสาขาโบราณคดีเท่านั้น

พ.ศ. 2496 มหาวิทยาลัยศิลปากรได้เปิดเตรียมคณะโบราณคดีขึ้นอีกแผนกหนึ่ง ในโรงเรียนศิลปศึกษา (เตรียมมหาวิทยาลัยศิลปากร) ปัจจุบันคือวิทยาลัยช่างศิลป ในครั้งนั้นโรงเรียนศิลปศึกษา แบ่งเป็น 3 แผนกคือ จิตรกรรม โบราณคดี และช่างสิบหมู่ เตรียมคณะโบราณคดีมีหลักสูตร 3 ปี ผู้ที่เรียนจบชั้นปีที่ 2 ถ้าสอบได้คะแนนถึงตามที่มหาวิทยาลัยกำหนดไว้ ก็จะมีสิทธิที่จะเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยศิลปากร สำหรับผู้ที่สอบได้คะแนนไม่ถึงหรือต้องการประกอบอาชีพ ไม่ต้องการที่จะเรียนต่อ ในมหาวิทยาลัยก็เรียนต่อจนจบชั้นปีที่ 3 ก็จะได้รับประกาศนียบัตรเทียบเท่าชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 ปัจจุบัน (ม.8 เดิม)

สถานที่เรียนเมื่อครั้งเป็นโรงเรียนศิลปศึกษานั้น ใช้อาคารเก่าของกระทรวงคมนาคม ซึ่งเดิมตั้งอยู่ที่โรงละครแห่งชาติปัจจุบัน นักเรียนเตรียมโบราณคดีรุ่นแรกมีทั้งหมด 4 คน หญิง 1 คน ชาย 3 คน มีอาจารย์ที่สอนคือ ศาสตราจารย์ชิน อยู่ดี อาจารย์เขียน ยิ้มศิริ อาจารย์จิรา จงกล ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล รายพระนามและรายนามอาจารย์ที่กล่าวมานี้คงเป็นที่รู้จักของนักศึกษาโบราณคดีเป็นอย่างดี สำหรับวิชาสามัญต่าง ๆ ได้แก่ภาษาอังกฤษ ฯลฯ เรียนรวมกันทั้ง ๓ แผนก คือ จิตรกรรม โบราณคดี และช่างสิบหมู่

พ.ศ. 2498 มหาวิทยาลัยศิลปากรได้เปิดคณะโบราณคดี ขึ้นเป็นคณะวิชาที่ 3 ของมหาวิทยาลัยศิลปากร สถานที่เรียนของคณะโบราณคดีในขณะนั้นยังอยู่ที่โรงเรียนศิลปศึกษา บางครั้งได้อาศัยพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเป็นที่ทำการชั่วคราวด้วย เมื่อตั้งคณะโบราณคดีขึ้นเมื่อพ.ศ. 2498 นั้น คณะโบราณคดียังไม่มีอาจารย์ประจำ อาจารย์ที่สอนส่วนใหญ่เป็นข้าราชการจากกรมศิลปากร นอกจากนี้ยังมีอาจารย์พิเศษจากมหาวิทยาลัยอื่น ๆ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาจารย์จากคณะต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัยศิลปากร และจากกระทรวงศึกษาธิการ เป็นต้น

พ.ศ. 2503 คณะโบราณคดีได้ย้ายมาอยู่บริเวณเดียวกับมหาวิทยาลัยศิลปากรปัจจุบัน

พ.ศ. 2507 ย้ายมาอยู่ตำหนักพรรณราย บริเวณวังท่าพระ ซึ่งปัจจุบันเป็นหอศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

พ.ศ. 2521 ย้ายมาอยู่ที่ตึกคณะโบราณคดีได้ในปัจจุบัน และในปี พ.ศ. 2520 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงเข้าศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาจารึกภาษาตะวันออก ดำเนินการสอนโดยภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อปีการศึกษา 2520 และทรงสำเร็จการศึกษาเมื่อปีการศึกษา 2521

อาคารเรียน[แก้]

ตึกคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ

นักศึกษาคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ทำการศึกษาที่มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ ตลอดหลักสูตรทั้ง 4 ปี โดยมีอาคารที่มักใช้เรียนทั้งหมด 3 อาคารเรียน ส่วนการขุดค้นหรือการศึกษานอกสถานที่จะเป็นกรณีพิเศษของนักศึกษาในวิชาเอกโบราณคดี มานุษยวิทยาและประวัติศาสตร์ศิลปะ โดย 3 อาคารเรียนที่ใช้มีดังนี้

  1. ตึกคณะโบราณคดี วังท่าพระ – เป็นอาคารเรียนหลักของคณะโบราณคดี โครงสร้างอาคารเป็นตึกเรียนสูง 5 ชั้น โดยนักศึกษาทุกวิชาเอกจะทำการศึกษาที่อาคารนี้ หน้าตึกจะมีสนามบาสเกตบอล ใช้เพื่อการทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การชนช้าง หรือการเชียร์โต้ของแต่ละคณะในวังท่าพระ รวมถึงใช้เป็นที่จอดรถในกรณีที่ที่จอดรถไม่เพียงพอ
  2. หอประชุมและศูนย์เรียนรวม วังท่าพระ – ในส่วนของหอประชุมใช้เพื่อสำหรับการเรียนการสอนในวิชาศึกษาทั่วไปหรือวิชาที่มีนักศึกษาลงเป็นจำนวนมาก รองรับนักศึกษาได้ราว ๆ 300 คน และอาคารศูนย์รวมนั้นแท้จริงเป็นอาคารของคณะมัณฑนศิลป์ แต่ได้มีการแบ่งชั้นใต้ดิน ชั้น 1 และชั้น 2 เพื่อเป็นศูนย์เรียนรวมของนักศึกษา เพื่อรองรับความแออัด
  3. ศูนย์สันสกฤตศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร – ตั้งอยู่ที่คลองทวีวัฒนา มีจุดประสงค์เพื่อเป็นหน่วยงานเสริมแก่คณะโบราณคดี ภาควิชาภาษาตะวันออก ในด้านการให้ความรู้ทางด้านวิชาการ โดยนักศึกษาวิชาเอกภาษาไทย จะได้ทำการศึกษาที่ศูนย์สันสกฤตศึกษาเป็นครั้งคราว

นอกจาก 3 อาคารนี้แล้ว คณะโบราณคดี ยังมีตึกคณะอีกแห่งอยู่ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี เนื่องจากในตอนนั้นทางมหาวิทยาลัยมีความเห็นให้ย้ายคณะโบราณคดีมาศึกษาที่วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี แต่ไม่ได้รับการสนับสนุนและเห็นชอบจากอาจารย์คณะโบราณคดีรวมถึงนักศึกษาส่วนใหญ่ ทำให้ล้มเลิกไป จึงมีการใช้ตึกคณะโบราณคดีที่วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรีในโอกาสต่าง ๆ แทน ส่วนคณะโบราณคดีก็ให้ทำการเรียนการสอนที่วังท่าพระตามเดิม

เพลงประจำคณะ[แก้]

เพลงของคณะโบราณคดีนั้นถูกแต่งไว้มากกว่า 20 เพลง เพื่อใช้ในกิจกรรมสันทนาการต่าง ๆ เช่น การชนช้างหรือการเข้าค่ายคณะ เป็นต้น แต่เพลงที่ได้รับการยอมรับและถือเป็นเพลงประจำคณะคือเพลง แววมยุรา ซึ่งถูกแต่งโดยพิเศษ สังข์สุวรรณ ศิษย์เก่าคณะโบราณคดี เพลงแววมยุราถูกแต่งขึ้นในช่วงที่เรียกว่าเป็นช่วงวิกฤตของคณะก็ว่าได้ เนื่องจากในช่วงปี พ.ศ. 2513 มีแนวโน้มจากผู้บริหารมหาวิทยาลัยศิลปากรว่าต้องการให้คณะโบราณคดีถูกยุบไปรวมกับคณะอักษรศาสตร์ ซึ่งก็ถูกหลายฝ่ายค้านไว้ โดยเฉพาะนักศึกษาคณะโบราณคดีที่ได้ออกมาคัดค้านอย่างชัดเจน จึงเป็นที่มาของเพลงแววมยุราที่ในเพลงมีการแสดงความน้อยเนื้อต่ำใจ ที่คณะโบราณคดีถูกมองข้ามและไม่ได้รับการเหลียวแลหรือเห็นค่าพิเศษ สังข์สุวรรณยังได้เปรียบเปรยดอกแววมยุราซึ่งเป็นดอกของผักตบชวา ที่แม้ผักตบชวาจะล่องลอยไปตามน้ำอย่างไร้ค่าแต่เมื่อผลิดอกสีม่วงและอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ทุกคนก็จะเห็นค่าของมัน เฉกเช่นเดียวกับชาวคณะโบราณคดีที่ในตอนนั้นไม่ได้รับความเห็นค่า แต่หากสามัคคีและช่วยกันผ่านวิกฤตไปด้วยกันก็จะเป็นดอกแววมยุราที่งดงาม และดอกแววมยุรายังมีสีม่วงเฉกเช่นเดียวกับสีคณะโบราณคดีอีกด้วย

นอกจากนี้เพลง สวัสดีศิลปากร ยังเป็นหนึ่งในเพลงที่ถูกแต่งโดยคณะโบราณคดี ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์อุทกภัยในประเทศไทย พ.ศ. 2538 จึงได้มีการแต่งเพลงนี้เพื่อใช้ในการหาเงินบริจาคให้ผู้ประสบภัย ภายหลังก็ได้มีการใช้เพลงนี้ในทุกกิจกรรมและใช้ร้องกันในทุกคณะของมหาวิทยาลัยศิลปากร

ภาควิชาและหมวดวิชา[แก้]

คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากรประกอบด้วยภาควิชาดังต่อไปนี้

  • ภาควิชาโบราณคดี (วิชาเอก/วิชาโทโบราณคดี วิชาโทพิพิธภัณฑสถานศึกษา)
  • ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ (วิชาเอก/วิชาโทประวัติศาสตร์ศิลปะ)
  • ภาควิชามานุษยวิทยา (วิชาเอก/วิชาโทมานุษยวิทยา)
  • ภาควิชาภาษาตะวันออก (วิชาเอก/วิชาโทภาษาไทย วิชาโทภาษาเขมร วิชาโทภาษาฮินดี วิชาโทภาษาบาลี วิชาโทภาษาสันสกฤต)
  • ภาควิชาภาษาตะวันตก (วิชาเอก/วิชาโทภาษาอังกฤษ วิชาเอก/วิชาโทภาษาฝรั่งเศส)
  • หมวดวิชาประวัติศาสตร์ (วิชาเอก/วิชาโทประวัติศาสตร์ท้องถิ่น วิชาโทประวัติศาสตร์)

หลักสูตร[แก้]

ปริญญาตรี
ปริญญาโท
ปริญญาเอก

หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต (ศศ.บ.)

  • สาขาวิชาโบราณคดี
  • สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ
  • สาขาวิชามานุษยวิทยา
  • สาขาวิชาภาษาไทย
  • สาขาวิชาภาษาอังกฤษ
  • สาขาวิชาภาษาฝรั่งเศส
  • สาขาวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น

หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (ศศ.ม.)

  • สาขาวิชาโบราณคดี
  • สาขาวิชาจารึกศึกษา
  • สาขาวิชาสันสกฤตศึกษา
  • สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ
  • สาขาวิชาการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรม

หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (ปร.ด.)

  • สาขาวิชาโบราณคดี
  • สาขาวิชาจารึกศึกษา
  • สาขาวิชาสันสกฤตศึกษา
  • สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ

ทำเนียบคณบดี[แก้]

รายนามคณบดีคณะโบราณคดี
ลำดับ คณบดี วาระการดำรงตำแหน่ง
1
ศาสตราจารย์ หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ (ป่วน อินทุวงศ์) พ.ศ. 2498 – พ.ศ. 2504
2
ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล รักษาราชการแทนคณบดี 1 กันยายน พ.ศ. 2504 – 1 เมษายน พ.ศ. 2508[1]
2 เมษายน พ.ศ. 2508 – 18 มีนาคม พ.ศ. 2516[2]
19 มีนาคม พ.ศ. 2516 – 25 มิถุนายน พ.ศ. 2518 (ลาออก)[3]
3
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ร้อยเอกเสนีย์ วิลาวรรณ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2518 – 3 มีนาคม พ.ศ. 2521[4]
4
รองศาสตราจารย์ไขศรี ศรีอรุณ 4 มีนาคม พ.ศ. 2521 – 3 มีนาคม พ.ศ. 2525[5]
5
อาจารย์พุฒ วีรประเสริฐ 4 มีนาคม พ.ศ. 2525 – 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2527 (ลาออก)[6]
17 ตุลาคม พ.ศ. 2529 – 30 กันยายน พ.ศ. 2533[7]
6
อาจารย์จำลอง สารพัดนึก 1 มิถุนายน พ.ศ. 2527 – 16 ตุลาคม พ.ศ. 2529[8]
7
อาจารย์วีรพันธุ์ มาไลยพันธุ์ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2533 – 30 กันยายน พ.ศ. 2535 (ลาออก)[9]
8
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชาติชาย ร่มสนธิ์ รักษาราชการแทนคณบดี 1 – 6 ตุลาคม พ.ศ. 2535[10]
9
อาจารย์ผาสุข อินทราวุธ
(รองศาสตราจารย์ ดร.ผาสุข อินทราวุธ)
7 ตุลาคม พ.ศ. 2535 – 6 ตุลาคม พ.ศ. 2539[11]
7 ตุลาคม พ.ศ. 2543 – 6 ตุลาคม พ.ศ. 2547[12]
10
ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิบูล ศุภกิจวิเลขการ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2539 – 6 ตุลาคม พ.ศ. 2543[13]
11
รองศาสตราจารย์สุรพล นาถะพินธุ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2547 – 6 ตุลาคม พ.ศ. 2551[14]
รักษาการคณบดี 7 ตุลาคม พ.ศ. 2551 – 16 ธันวาคม พ.ศ. 2551[15]
12
รองศาสตราจารย์สายันต์ ไพรชาญจิตร์ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2551 – 30 กันยายน พ.ศ. 2553[16]
รักษาราชการแทน 1 ตุลาคม พ.ศ. 2553 – 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554[17]
13
ผู้ช่วยศาสตราจารย์เพ็ญพรรณ เจริญพร 1 มีนาคม พ.ศ. 2554 – 30 เมษายน พ.ศ. 2556[18]
14
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชวลิต ขาวเขียว รักษาราชการแทน 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 – 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556[19]
14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 – ปัจจุบัน[20]
  • หมายเหตุ ตำแหน่งทางวิชาการในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งในขณะนั้น

เกร็ด[แก้]

  • สีประจำคณะ คือ ██ สีม่วงเม็ดมะปราง ตามโครงการอนุรักษ์และส่งเสริมโทนสีของไทย เพื่อเป็นกิจกรรมหนึ่งเนื่องในโอกาสครบรอบ 70 ปี มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งไม่ได้อนุมัติประกาศใช้อย่างเป็นทางการ
  • การสอบเข้ามหาวิทยาลัยปีการศึกษา 2548 คณะโบราณคดี วิชาเอกภาษาไทย เป็นสาขาวิชาที่มีผู้เลือกสมัครมากเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย
  • สาขาวิชาภาษาฝรั่งเศส คณะโบราณคดี เป็นสาขาวิชาที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นคณะที่มีความเด่นและเข้มแข็งทางวิชาการด้านภาษาฝรั่งเศสเป็นอันดับ 2 ของประเทศไทยรองจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยการจัดอันดับของสมาคมฝรั่งเศส
  • ปี พ.ศ. 2549 ได้รับการจัดอันดับให้เป็นคณะที่มีศักยภาพการเรียนการสอนเป็นอันดับ 9 ของกลุ่มคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ จากอันดับสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทยโดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
  • การสอบเข้ามหาวิทยาลัยปีการศึกษา 2552 คณะโบราณคดี วิชาเอกมานุษยวิทยา เป็นสาขาวิชาที่มีผู้เลือกสมัครมากเป็นอันดับ 8 ของประเทศไทย
  • สาขาวิชาภาษาอังกฤษและสาขาวิชาภาษาฝรั่งเศส ไม่ได้สอนภาษาโบราณหรือโบราณคดีภาคภาษาต่างประเทศแต่อย่างใด แต่เป็นการสอนให้ใช้ภาษาได้อย่างเชี่ยวชาญเพื่อการนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน เหมือนคณะมนุษยศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ หรือคณะอักษรศาสตร์ของมหาวิทยาลัยอื่นทุกประการ

อ้างอิง[แก้]

  1. คำสั่ง มศก. ที่ 21/2501 ลงวันที่ 5 กันยายน 2501
  2. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 8 เมษายน 2508
  3. คำสั่ง มศก. ที่ 80/2516 ลงวันที่ 5 เมษายน 2516
  4. คำสั่ง มศก. ที่ 207/2518 ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2518
  5. คำสั่ง มศก.ที่ 126/2521 ลงวันที่ 30 มีนาคม 2521
  6. คำสั่ง มศก. ที่ 141/2525 ลงวันที่ 4 มีนาคม 2525
  7. คำสั่ง มศก. ที่ 766/2529 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2529
  8. คำสั่ง มศก.ที่ 701/2527 ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2527
  9. คำสั่ง มศก.ที่ 767/2533 ลงวันที่ 5 กันยายน 2533
  10. คำสั่ง มศก.ที่ 906/2535 ลงวันที่ 28 กันยายน 2535
  11. คำสั่ง มศก.ที่ 941/2535 ลงวันที่ 8 ตุลาคม 2535
  12. คำสั่ง มศก. ที่ 891/2543 ลงวันที่ 30 สิงหาคม 2543
  13. คำสั่ง มศก.ที่ 949/2539 ลงวันที่ 6 กันยายน 2539
  14. คำสั่ง มศก.ที่ 937/2547 ลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2547
  15. คำสั่ง มศก.ที่ 1635/2551 ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2551
  16. คำสั่ง มศก.ที่ 1635/2551 ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2551
  17. คำสั่ง มศก. ที่ 1333/2553 ลงวันที่ 20 กันยายน 2553
  18. คำสั่ง มศก. ที่ 239/2554 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554
  19. คำสั่ง มศก. ที่ 619/2556 ลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2556
  20. คำสั่ง มศก. ที่ 1882/2556 ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2556

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]