โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์
ละติน: Benchamaracharungsarit School
Benchamaracharungsarit School Logo.png
BRR moring.jpg
โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ในปี พ.ศ. 2556
เลขที่ 222 ถนนชุมพล ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา 24000
ข้อมูล
ชื่ออื่นบ.ฉ. / BRR
ประเภทโรงเรียนรัฐบาล
โรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ
คำขวัญสุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี
ความพร้อมเพรียงแห่งหมู่คณะนำมาซึ่งความสุข
สถาปนา20 มิถุนายน พ.ศ. 2435 (130 ปี)
ผู้ก่อตั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ผู้อำนวยการโรงเรียนนายชัชชัย พุทธสุวรรณ์
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 - 6
ภาษาภาษาไทย
อังกฤษ IEP, แผนอังกฤษ - จีน
ภาษาจีน แผนอังกฤษ - จีน
วิทยาเขตเบญจมราชรังสฤษฎิ์ ศูนย์บางเตย
ขนาดวิทยาเขต34 ไร่ 82 ตารางวา
สี         น้ำเงิน-เหลือง
เพลงมาร์ชเบญจมราชรังสฤษฎิ์
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 6 สพฐ.
ศิษย์เก่าสมาคมศิษย์เก่าเบญจมราชรังสฤษฎิ์ ฉะเชิงเทรา
เว็บไซต์www.brr.ac.th

โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ (อังกฤษ: Benchamaracharungsarit School) (อักษรย่อ : บ.ฉ. / BRR) เป็นโรงเรียนรัฐบาลสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งอยู่เลขที่ 222 ถนนชุมพล ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์เป็นโรงเรียนสหศึกษาระดับมัธยมศึกษา ซึ่งได้ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2435 เป็นโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ

เดิมโรงเรียนนี้เคยเป็นโรงเรียนประจำมณฑลปราจีนบุรี[1] และใช้ชื่อว่า โรงเรียนเบญจมราชูทิศ[1]

ประวัติโรงเรียน[แก้]

โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา เริ่มก่อตั้งครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2435 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว[2]

เส้นเวลาโดยสรุป[แก้]

  • ก่อตั้ง โรงเรียนสายชล ณ รังสี เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พุทธศักราช 2435
  • เปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนอณัตยาคม เมื่อปีพุทธศักราช 2446
  • เปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนปิตุลาธิราชรังสฤษฎิ์ เมื่อปีพุทธศักราช 2450
  • เปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนเบญจมราชูทิศ เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พุทธศักราช 2456[1]
  • แยกนักเรียนหญิง แล้วตั้งโรงเรียนใหม่โดยใช้ชื่อว่า โรงเรียนดัดดรุณี เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2458 จนถึงปัจจุบัน
  • แยกนักเรียนบางส่วน แล้วตั้งโรงเรียนใหม่โดยใช้ชื่อว่า โรงเรียนฉะเชิงเทรารังสฤษฎิ์ เมื่อปีพุทธศักราช 2463
  • ยุบ โรงเรียนฉะเชิงเทรารังสฤษฎิ์ และเปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนเบญจมฉะเชิงเทรา เมื่อปีพุทธศักราช 2478
  • เปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนประจำจังหวัดฉะเชิงเทรา “เบญจมราชรังสฤษฎิ์” เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน พุทธศักราช 2482 ต่อมาได้มีประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การเปลี่ยนชื่อโรงเรียนรัฐบาลเพื่อความเหมาะสม ลงวันที่ 1 มิถุนายน พุทธศักราช 2494
  • เปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนประจำจังหวัดฉะเชิงเทรา “เบญจมราชรังสฤษฎิ์” จังหวัดฉะเชิงเทรา ตามหนังสือของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ 16542/2494 ลงวันที่ 20 มิถุนายน พุทธศักราช 2494 ในสมัยนายเลียง ไชยกาล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
  • เปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ เมื่อปีพุทธศักราช 2501 สืบมาจนปัจจุบันนี้

พ.ศ. 2435–2449: วัดสายชล ณ รังษี (แหลมบน)[แก้]

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโรงเรียนหลวงขึ้นในกรุงเทพฯ หลายแห่ง ให้ตั้งโรงเรียนสำหรับราษฎรเป็นแห่งแรกที่วัดมหรรณพาราม เมื่อ พ.ศ. 2427 และจัดตั้งโรงเรียนกระจายไปตามหัวเมืองต่าง ๆ

ต่อมาประกาศตั้งกรมศึกษาธิการขึ้น เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2430 เพื่อให้ดูแลจัดการการศึกษาโดยเฉพาะ และเมื่อมีโรงเรียนเพิ่มมากยิ่งขึ้น จึงฐานะกรมศึกษาธิการเป็นกระทรวงธรรมการ เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2435 และทรงมีพระราชปรารภว่ายังสามารถให้การศึกษาแก่ราษฎรได้อย่างทั่วถึง จึงโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศตั้ง “โรงเรียนมูลสามัญศึกษา” ขึ้นเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2435 ครูผู้สอนในสมัยนั้น ได้แก่พระภิกษุที่อยู่ในวัดและจัดสอนตามหลักสูตรสามัญ แบ่งออกเป็น 2 ชั้น คือ โรงเรียนมูลสามัญชั้นต่ำ โรงเรียนมูลสามัญชั้นสูง

โดยส่วนหนึ่งในประกาศระบุว่า “บรรดาโรงเรียนซึ่งตั้งในพระอารามแลวัดต่าง ๆ ประกาศนี้ ถ้าสอนตามแบบเรียนหลวงแล้ว ให้นับเป็นโรงเรียนหลวงทั้งสิ้น”[3] จากประกาศฉบับนี้มีผลทำการตั้งโรงเรียนขึ้นตามวัดต่างๆ ทั่วราชอาณาจักร รวมทั้งจังหวัดฉะเชิงเทราด้วย จึงนับว่าการประกาศตั้งโรงเรียนมูลสามัญศึกษาเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2435 หมายรวมถึงที่วัดสายชล ณ รังษี (แหลมบน) จึงได้รับการยกฐานะขึ้นเป็ฯโรงเรียนมูลสามัญศึกษาโรงเรียนหนึ่งของเมืองฉะเชิงเทรา โดยใช้ชื่อโรงเรียนตามชื่อวัด ใช้ศาลาการเปรียญของวัดเป็นสถานศึกษาเล่าเรียนเปิดสอนทั้งชั้นมูลและชั้นประถม โรงเรียนวัดสายชล ณ รังษี (แหลมบน) จึงเป็นโรงเรียนหลวงของเมืองฉะเชิงเทรา ซึ่งขณะนั้นเจ้าคณะจังหวัด คือ ครูญาณรังษีมุนีวงษ์ (พระครูมี) ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาส ต่อมามีประชาชนส่งบุตรหลานมาเรียนมากขึ้น จึงใช้โรงทึมที่หลวงอาณัติจีนประชาสร้างขึ้นเพื่อบำเพ็ญกุศลศพของพระวิสูตรจีนชาติแล้วถวายให้วัดเมื่อ พ.ศ. 2438

ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงปฏิรูปการปกครองพร้อมกันไปด้วย โดยจัดแบ่งหัวเมืองออกเป็นมณฑล (มณฑลเทศาภิบาล) และได้จัดตั้งมณฑลปราจีนขึ้นในปี พ.ศ. 2437 ต่อมามีพระราชปรารภว่า “เมืองฉะเชิงเทรามีราชการมากกว่าเมืองอื่นๆ ทั้งยังมีทางรถไฟ และเป็นเมืองท่ามกลางมณฑล สมควรย้ายที่ว่าการมณฑลมาตั้งที่เมืองฉะเชิงเทราจะเป็นการสะดวกแก่การปกครองและการบังคับบัญชา” จึงโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายที่ว่าการมณฑลมาตั้งทีเมืองฉะเชิงเทราตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2445

จากนั้นทรงมีพระราชประสงค์ที่จะจัดการการศึกษาให้เป็นแบบแผนเดียวกันทั่วทั้งประเทศ จึงทรงมอบให้กระทรวงธรรมการดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชประสงค์ โดยให้มีการศึกษาตาม “โครงการจัดการการศึกษาตามแบบอย่างอังกฤษ พ.ศ. 2441” กล่าวคือแบ่งการศึกษาเป็น 4 ระดับ ได้แก่ ชั้นมูล ชั้นประถม ชั้นมัธยม และอุดมศึกษา และจัดให้การศึกษาในโรงเรียนเพื่อให้เป็นแบบอย่างเฉพาะในเมืองที่เป็นที่ตั้งมณฑลขึ้นก่อน กระทรวงธรรมการจึงได้ส่ง ขุนวิธานดรุณกิจ ออกมาจัดการการศึกษาในมณฑลปราจีนบุรี ฉะเชิงเทราเป็นคนแรก โดยมีท่านเจ้าคุณทักษิณคณิศร แม่กองการศึกษาและแม่กองสอบไล่มาเป็นประธานร่วมด้วย เมื่อร่วมกันพิจารณากันว่าเห็นพ้องกันว่า “โรงเรียนวัดสายชล ณ รังษี (แหลมบน)” มีความเหมาะสมที่จะเป็นตัวอย่างมากกว่าโรงเรียนวัดอื่น ๆ ในละแวกเดียวกัน จึงแจ้งให้กระทรวงธรรมการทราบ และได้รับเลือกและยกฐานะขึ้นเป็นโรงเรียนรัฐบาลตัวอย่างประจำมณฑลปราจีน เมื่อปี พ.ศ. 2446[4] แบ่งนักเรียนตามประเภทความรู้ได้ 2 ระดับ คือชั้นมูลและชั้นประถม จากนั้นกระทรวงธรรมการส่งครูมาให้ 2 คน คือ ครูมั่ง พระปัญญา และครูต่ำ (ไม่ทราบนามสกุล) จึงได้แยกนักเรียนชั้นประถมลงมาที่โรงทึม และตั้งชื่อใหม่เป็น “โรงเรียนอณัตยาคม” โดยชื่อสกุลของพระวิสูตรจีนชาติ เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่เจ้าสกุลสืบนับว่า โรงเรียนวัดสายชล ณ รังษี (แหลมบน) เป็นโรงเรียนที่เป็นรากฐานอันสำคัญในด้านการศึกษาของเมืองฉะเชิงเทรา

หลังจากเปิดทำการสอนได้ 2 ปี โรงเรียนอาณัตยาคม กลายเป็นสนามสอบไล่ตามคำสั่งของท่านเจ้าคุณทักษิณคณิศร เจ้าอาวาสวัดบางยี่เรือใต้ คลองบางกอกใหญ่ ธนบุรี ซึ่งเป็นเจ้าคณะมณฑลปราจีนบุรีด้วย ได้มีคำสั่งให้ครูโรงเรียนต่างในจังหวัดฉะเชิงเทรา มาสมทบสอบไล่ที่โรงเรียนอาณัตยาคม และท่านเจ้าคุณทักษิณคณิศรได้พาข้าหลวงและพนักงานสอบไล่มาทำการสอบเมื่อเดือนพฤษภาคมพ.ศ. 2488 โดยมีหลวงบำนาญวรญาณเป็นหัวหน้าคณะสอบ โรงเรียนที่มาสอบไล่ ประกอบไปด้วย

  1. โรงเรียนเทพพิทยาคม วัดเทพนิมิตร
  2. โรงเรียนอุคมพิทยา วัดสมาน
  3. โรงเรียนดรุณพิทยาคาร วัดแหลมล่าง
  4. โรงเรียนอณัตยาคม วัดสายชล ณ รังษี

แม้จะเปิดทำการสอน แต่อยู่ได้ไม่นานนักก็จำเป็นต้องย้ายด้วยอุปสรรคทางด้านการคมนาคม

พ.ศ. 2450–2480: เบญจมราชูทิศ[แก้]

ในปี พ.ศ. 2449 ได้มีการสร้างทางรถไฟจากกรุงเทพมาถึงจังหวัดฉะเชิงเทรา ทำให้มีการวางผังเมืองใหม่ให้สอดรับกับการพัฒนาที่จะตามมา ทำให้กระทรวงธรรมการได้มีคำสั่งย้ายโรงเรียนประจำมณฑลปราจีน มาตั้งที่วัดปิตุลาธิราชรังสฤษฎิ์ (วัดเมือง) ในปี พ.ศ. 2450 โดยใช้ศาลาการเปรียญเป็นสถานที่เรียน รวมถึงย้ายครูที่กระทรวงได้ส่งมาประจำก่อนหน้านี้มาประจำที่วัดปิตุลาธิราชรังสฤษฎิ์ด้วย ซึ่งนักเรียนบางส่วนได้ย้ายตามมาเรียนยังที่ตั้งแห่งใหม่ แต่บางส่วนยังคงเรียนอยู่ที่ตั้งเดิม จนมีนักเรียนมากขึ้น หลวงพ่อแก้วหรือพระอธิการแก้วซึ่งดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสขณะนั้นได้ให้ใช้เงินของท่านสร้างเรือนไม้ทรงปั้นหยา 2 ชั้น เพื่อเป็นที่สำหรับเรียนเพิ่มเติม ชั้นบนเป็นของนักเรียนมัธยม ชั้นล่างเป็นของนักเรียนประถม 2 และ 3 ส่วนศาลาการเปรียญเป็นที่เรียนของชั้นมูลและชั้นประถม 1 โรงเรียนได้รับการตั้งชื่อตามวัดคือโรงเรียนปิตุลาธิราชรังสฤษฎิ์ มีครูใหญ่คนแรกที่กระทรวงธรรมการส่งมาชื่อว่าแปลก

ต่อมา พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนมรุพงษ์ศิริพัฒน์ ดำรงตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลมณฑล มีความคิดที่จะหาพื้นที่สำหรับจัดตั้งโรงเรียนที่กว้างขวางและมั่นคงให้เหมาะกับการเรียนการสอนของประชาชน จึงได้มอบหมายให้ขุนวิธานดรุณกิจ เป็นผู้หาเงินสร้างโรงเรียนใหม่ ด้วยการรับบริจาคและเรี่ยไรจากข้าราชการ พ่อค้าและประชาชน จนกระทั่งเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2453 รวบรวมเงินได้ 1,433.66 บาท ก็ยังไม่พอต่อการก่อสร้าง พอดีกับขุนวิธานดรุณกิจ ได้ย้ายไปรับราชการที่อื่น จึงได้มอบหมายให้ขุนบรรหารวรอรรถ มาดำรงตำแหน่งแทน จนถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2455 รวบรวมเงินได้เพิ่มอีก 2,205.43 บาท รวมกับเงินก้อนแรกเป็นจำนวน 3,639.09 บาท ก็ยังไม่พอเพียงแก่การสร้างอาคารเรียน กรมขุนมรุพงษ์ศิริพัฒน์ สมุหเทศาภิบาลมณฑลในขณะนั้นจึงได้โปรดอนุญาตประทานเงินที่เหลือจากการทำสังเค็ด (ของที่ถวายแก่พระสงฆ์เมื่อเวลาปลงศพ) เพื่ออุทิศพระราชกุศลถวายพระบาทสมเด็จพระปิยมหาราช เป็นเงิน 2,930.32 บาท กับเงินของพระอธิการแก้ว เจ้าอาวาสวัดปิตุลาธิราชรังสฤษฎิ์ (เวลามรณภาพแล้ว) ซึ่งเป็นเงินสงฆ์อีก 2,888.82 บาท และได้ประทานกระแสรับสั่งว่ายินดีจะสละทรัพย์ส่วนพระองค์เข้าร่วมสมทบกับเงินที่เหลืออยู่เพื่อให้การก่อสร้างสำเร็จ

ธรรมการมณฑล (ขุนบรรหารวรอรรถ) จึงได้เริ่มประกวดราคาการก่อสร้างในวงเงิน 9,458.23 บาท ซึ่งมีผู้เสนอราคา 9,000 บาท จึงได้เซ็นสัญญาและเริ่มก่อสร้างโรงเรียนแห่งใหม่ขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2455 ในพื้นที่ที่ได้จัดหาไว้ (ปัจจุบันคือพื้นที่ของสระว่ายน้ำของโรงเรียน) โดยก่อสร้างเป็นเรือนไม้ชั้นเดียวใต้ถุนเตี้ย ระหว่างก่อสร้างเกิดพายุหนักทำให้โครงสร้างถล่มลงมาทั้งหลัง การก่อสร้างจึงล่าช้า และแล้วเสร็จในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2456 เสด็จในกรม (กรมขุนมรุพงษ์ฯ) จึงได้แจ้งไปทางกระทรวงธรรมการเพื่อนำความกราบขึ้นบังคมทูลพระราชกรุณาขอพระราชทานนามโรงเรียนหลังนี้ และในวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2456 กระทรวงธรรมการแจ้งกลับมาว่า ได้นำความกราบขึ้งบังคมทูลแล้ว พระองค์ทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามโรงเรียนว่า “เบญจมราชูทิศ”[5]

ต่อมา ขุนบรรหารวรอรรถ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลักดันให้เกิดโรงเรียน เบญจมราชูทิศ ขึ้นมาต้องย้ายไปรับราชการตำแหน่งข้าหลวงตรวจการศึกษาภาคตะวันออกในช่วงต้นปี พ.ศ. 2460 ธรรมการจังหวัด คือ หลวงอำนวยศิลปศาสตร์ จึงได้ขึ้นมารับตำแหน่งธรรมการมณฑล ซึ่งท่านเป็นผู้สนใจงานในด้านการศึกษาเช่นกัน จึงได้พัฒนาการศึกษาในจังหวัดฉะเชิงเทราจนเจริญขึ้นตามลำดับ เป็นเหตุให้โรงเรียนเบญจมราชูทิศที่มีอยู่เดิมไม่เพียงพอ ถึงแม้จะมีโรงเรียนปิตุลาธิราชรังสฤษฎิ์อยู่เดิมแล้วเช่นกัน ธรรมการมณฑลจึงมีความคิดที่จะสร้างโรงเรียนเพิ่มขึ้นอีกแห่งเพื่อไม่ให้นักเรียนเกิดอุปสรรค์จากการเรียนเนื่องจากพื้นที่ไม่เพียงพอ จึงนำความขึ้นทูล หม่อมเจ้าธำรงสิริ ศรีธวัช (สมุหเทศาภิบาล) และได้รับความเห็นชอบ และประมูลการรับเหมาก่อสร้างโรงเรียนแห่งใหม่ได้ในราคา 20,000 บาท ดำเนินการก่อสร้างในด้านตะวันออกของโรงเรียนเบญจมราชูทิศ เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2462 (บริเวณสนามฟุตบอลของโรงเรียนในปัจจุบัน) และเปิดอาคารเรียนในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2463 เป็นอาคารเป็นเรือนไม้ชั้นเดียวมีมุขกลางใต้ถุนสูงโปร่ง มีบันไดขึ้นลงสองข้างมุข หม่อมเจ้าธำรงสิริ ศรีธวัช จึงแจ้งไปยังกระทรวงธรรมการเพื่อนำความกราบขึ้นบังคมทูลขอพระทานนามโรงเรียน ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า “ฉะเชิงเทรารังสฤษฎิ์”[4] และได้ฉลองการเปิดโรงเรียนใหม่ โดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต เสด็จมาชักแพรเปิดป้าย

ในปี พ.ศ. 2478 หลวงอาจวิชาสรร ดำรงตำแหน่งครูใหญ่ และข้าหลวงตรวจการศึกษาธิการ ได้ปรึกษากับนายสุบิน พิมพยะจันทร์ ธรรมการจังหวัด ว่าโรงเรียนทั้งสอง คือ โรงเรียนเบญจมราชูทิศและโรงเรียนฉะเชิงเทรารังสฤษฎิ์ ก่อตั้งมานานพอสมควร ตัวอาคารมีการชำรุดทรุดโทรม ประกอบกับนักเรียนที่มากขึ้นทั้งสองโรงเรียน สมควรจที่จะยุบรวมโรงเรียนทั้งสองและสร้างใหม่ในที่ดินของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และรวมชื่อโรงเรียนทั้งสองหลังเป็นตั้งใหม่เป็น “เบญจมฉะเชิงเทรา” โดยใช้ชื่อเก่าจากโรงเรียนทั้งสองมารวมกัน

อาคารหลังเก่าและหอนาฬิกากฤษณ์กังวาน

พ.ศ. 2480–ปัจจุบัน: เบญจมราชรังสฤษฎิ์[แก้]

ในวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2479 หลวงอาจวิชาสรร ได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งเลขานุการกรมการศาสนา จึงได้มีการแต่งตั้งนายศิริพล (ย้อย) วรสินธุ์ มาดำรงตำแหน่งครูใหญ่แทน จึงได้สานงานต่อกับที่ได้ปรึกษากับนายสุบิน พิมพยะจันทร์ ธรรมการจังหวัด ได้รื้อโรงเรียนทั้งสองหลังลงมาเมื่อ พ.ศ. 2480 เพื่อนำวัสดุต่าง ๆ ไปก่อสร้างร่วมกับตัวโรงเรียนหลังใหม่

ระหว่างนั้นที่ตัวโรงเรียนไม่มีอาคารเรียน โรงเรียนประกอบไปด้วยครูจำนวน 13 คน นักเรียนจำนวน 310 คน โรงเรียนได้รับความเมตตาจาก ร้อยเอกหลวงกำจัดไพริน ผู้บังคับกองพันทหารช่างที่ 2 (ค่ายศรีโสธร) ให้ใช้เรือนนอนทหารจำนวน 1 หลัง เป็นสถานที่สำหรับการเรียนการสอนตลอดปีการศึกษา พ.ศ. 2481 โดยตัวอาคารเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง และสามารถย้ายกลับมาเรียนในอาคารเรียนหลังใหม่ได้ในช่วงเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2481 จากนั้นนายสุบิน พิมพยะจันทร์ ธรรมการจังหวัดได้ทำสัญญากับนายสุวรรณ แสงส่งเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2481 เพื่อกั้นฝาผนังอาคารชั้นล่างด้วยเงินการจรอีก 1,895.00 บาท รวมถึงทาสีอาคารทั้งอาคาร โดยว่าจ้างนายเค็งคุน แซ่อุ๊ย ด้วยเงินการจรอีก 2,650.00 บาท จนกระทั่งตัวอาคารนั้นเสร็จสมบูรณ์ โรงเรียนประกอบไปด้วยอาคารเรียนที่มี 2 ชั้น จำนวน 20 ห้อง มีห้องประชุมอยู่กลางอาคาร

โดยในวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2482 หลวงสินธุสงครามชัย (สินธุ์ กมลนาวิน) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมการได้มาเป็นประธานพิธีชักแพรเปิดป้ายนามโรงเรียน โดยใช้ชื่อเต็มว่า โรงเรียนประจำจังหวัดฉะเชิงเทรา “เบญจมราชรังสฤษฎิ์” จากนั้นในวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2494 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนประจำจังหวัดฉะเชิงเทรา “เบญจมราชรังสฤษฎิ์” จังหวัดฉะเชิงเทรา[6][7]

ในปี พ.ศ. 2496 โรงเรียนเป็นส่วนหนึ่งในเครือข่ายปรับปรุงขององค์การส่งเสริมการศึกษาจังหวัดฉะเชิงเทรา ประกอบไปด้วยวิชาเลือกสำหรับแยกเรียน 4 แผนก ประกอบไปด้วย แผนกวิสามัญ (แผนกหนังสือ) แผนกช่าง แผนกพาณิชย์ และแผนกเกษตร โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศซึ่งประจำองค์การสหประชาชาติ ชื่อว่า ดร.ออสเซี่ยน ฟล้อค (Dr. Ossian Flock) คอยให้คำแนะนำและให้คำปรึกษาตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการดังกล่าว โดยมีชื่อเรียกในยุคนั้นว่า โรงเรียนมัธยมวิสามัญแบบประสม (Comprehensive High School)[8] เป็นโรงเรียนแรกของประเทศไทยที่ได้รับการปรับปรุงทางด้านการศึกษา

จากนั้นในปี พ.ศ. 2501 ได้เปิดให้มีการเรียนการสอนในระดับเตรียมอุดมศึกษา แผนกวิทยาศาสตร์ในรูปแบบสหศึกษา กระทรวงศึกษาธิการจึงได้เปลี่ยนชื่อโรงเรียนจากเดิม เป็น "โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์" และใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน

ในปี พ.ศ. 2511 โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ได้เข้าร่วมโครงการโรงเรียนมัธยมแบบประสม[8] (ค.ม.ส.) รุ่นที่ 2 เป็นโรงเรียนที่ 7 ของโครงการที่ใช้หลักสูตร ค.ม.ศ. ในระดับ มศ.ต้น และในปี พ.ศ. 2515 เริ่มใช้งานหลักสูตร ค.ม.ส. ในระดับ มศ.ปลาย แผนกทั่วไป รวมถึงเริ่มต้นรับนักเรียนในรูปแบบสหศึกษาตั้งแต่ระดับชั้น มศ.1 เป็นต้นมา

ต่อมาในปี พ.ศ. 2518 โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ได้เริ่มใช้งาน หลักสูตรมัธยมศึกษาตอลปลาย พ.ศ. 2518 ในชั้น ม.ศ.4 ปี พ.ศ. 2521 เริ่มใช้งาน หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น พ.ศ. 2521 ปี พ.ศ. 2524 เริ่มใช้หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย พ.ศ. 2524 ในชั้น ม.4 และปรับเปลี่ยนหลักสูตรตามที่กระทรวงศึกษาธิการได้ใช้งานจนถึงปัจจุบัน[2]

ตราสัญลักษณ์โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์

สัญลักษณ์ประจำโรงเรียน[แก้]

ตราสัญลักษณ์[แก้]

ตราสัญลักษณ์ประจำโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ ประกอบไปด้วย ตราพระเกี้ยวเปล่งรัศมีด้านบน ด้านล่างเป็นวงกลมภายในมีอักษรย่อ บ.ฉ. 5 ด้านล่างมีแพรแถบข้อความชื่อโรงเรียน มีความหมายดังนี้[9]

  • ตระพระเกี้ยวเปล่งรัศมี เป็นตราประจำพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ก่อตั้งและพระราชทานนามโรงเรียน
  • หมาลเลข 5 หมายถึงเลขประจำรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
  • อักษรย่อ บ.ฉ. ย่อมาจาก เบญจมราชูทิศ ฉะเชิงเทรารังสฤษฎิ์ ซึ่งเป็นชื่อพระราชทานของโรงเรียนก่อนจะยุบรวมกัน
  • แพรแถบด้านล่าง มีข้อความว่า โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์

อักษรย่อ[แก้]

แต่เดิมโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ ใช้อักษรย่อว่า ฉ.ช.1 เนื่องจากเป็นโรงเรียนประจำจังหวัด ตามในประกาศของกระทรวงศึกษาธิการเกี่ยวกับเครื่องแบบนักเรียนเมื่อปี พ.ศ. 2486[10] ก่อนจะปรับมาใช้ บ.ฉ. ซึ่งย่อมาจากเบญจมราชรังสฤษฎิ์ ฉะเชิงเทรา[11] และใช้มาจนถึงปัจจุบัน

เครื่องแบบนักเรียน[แก้]

โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ ประกอบไปด้วยเครื่องแบบหลัก 2 รูปแบบด้วยกันคือ ชุดนักเรียน และชุดพลศึกษา โดยแบ่งเป็น 2 ระดับชั้น คือ ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย

มัธยมศึกษาตอนต้น[แก้]

นักเรียนระดับชั้น ม.ต้นในชุดพลศึกษา กำลังเล่นฟุตบอลในสนามฟุตบอลโดยมีอาคาร 2 อยู่เบื้องหลัง

ชุดนักเรียน ปัก ชื่อ – นามสกุล ที่หน้าอกด้านซ้ายด้วยไหมสีน้ำเงิน เหนือชื่อ - นามสกุลปักจุดบอกระดับชั้น 1 - 3 บ่งบอกถึง ม.1 - 3 ตามลำดับ หน้าอกด้านขวาปักอักษรย่อ บ.ฉ. ด้านบน และปักรหัสประจำตัวนักเรียนด้านล่างด้วยไหมสีน้ำเงินเช่นกัน โดยนักเรียนชายใช้เสื้อเชิ้ตคอตั้งแขนสั้นสีขาว กางเกงสีกากีแบบนักเรียนขาสั้น[12] นักเรียนหญิงใช้เสื้อแขนสั้นสีขาวคอปกกะลาสีแบบนักเรียน กระโปรงมีจีบสีกากี

ชุดพลศึกษา เป็นชุดวอร์มเฉพาะของโรงเรียน ประกอบด้วยเสื้อสีเหลือง ปัก ชื่อ - นามสกุล ที่หน้าอกด้านซ้ายด้วยไหมสีน้ำเงิน เหนือชื่อ - นามสกุล ปักจุดบอกระดับชั้น 1 - 3 บ่งบอกถึง ม.1 - 3 ตามลำดับ และกางเกงวอร์มขายาวสีน้ำเงิน ทั้งนักเรียนชายและนักเรียนหญิง

มัธยมศึกษาตอนปลาย[แก้]

ชุดนักเรียน ปัก ชื่อ – นามสกุล ที่หน้าอกด้านซ้ายด้วยไหมสีน้ำเงิน ปกเสื้อด้านซ้ายปักจุดบอกระดับชั้น 1 - 3 บ่งบอกถึง ม.4 - 6 ตามลำดับ หน้าอกด้านขวาปักตราพระเกี้ยวสัญลักษณ์โรงเรียนด้านบน ด้านล่างปักอักษรย่อ บ.ฉ. ด้วยไหมสีน้ำเงินเช่นกัน โดยนักเรียนชายใช้เสื้อเชิ้ตคอตั้งแขนสั้นสีขาว กางเกงสีกากีแบบนักเรียนขาสั้น[12] นักเรียนหญิงใช้เสื้อสีขาวคอปกแบบนักเรียน กระโปรงมีจีบสีกากี และเก็บชายเสื้อไว้ในกระโปรง

ชุดพลศึกษา เป็นชุดวอร์มเฉพาะของโรงเรียน ประกอบด้วยเสื้อสีน้ำเงน ปัก ชื่อ - นามสกุล ที่หน้าอกด้านซ้ายด้วยไหมสีเหลือง เหนือชื่อ - นามสกุล ปักจุดบอกระดับชั้น 1 - 3 บ่งบอกถึง ม.4 - 6 ตามลำดับ และกางเกงวอร์มขายาวสีน้ำเงิน ทั้งนักเรียนชายและนักเรียนหญิง

สำหรับนักเรียนที่ทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการนักเรียน จะประดับเข็มสัญลักษณ์ประจำโรงเรียน

หลักสูตรที่เปิดสอน[แก้]

ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น[แก้]

  • อาคาร 3 และส่วนหย่อมหน้าอาคาร
    ห้องเรียนพิเศษ[13]
    • ห้องเรียนพิเศษด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม (Enrichment Program of Science Mathematics Technology and Environment ; SMTE) ระดับชั้นละ 3 ห้อง (108 คน)[14]
    • ห้องเรียนพิเศษด้านภาษาอังกฤษแบบเข้มข้น (Intensive English Program ; IEP) ระดับชั้นละ 1 ห้อง (36 คน)[14]
  • ห้องเรียนปกติ[15]
    • แผนการเรียนวิทย์ – คณิต (เสริมพื้นฐานสอบเตรียมทหาร) ระดับชั้นละ 1 ห้อง (40 คน)
    • แผนการเรียนวิทย์ – คณิต (เสริมพื้นฐานวิศวะ – สถาปัตย์) ระดับชั้นละ 1 ห้อง (40 คน)
    • แผนการเรียนวิทย์ – คณิต (เสริมพื้นฐานแพทย์ – พยาบาล) ระดับชั้นละ 1 ห้อง (40 คน)
    • แผนการเรียนวิทย์ – คณิต (ทั่วไป) ระดับชั้นละ 3 ห้อง (120 คน)
    • แผนการเรียนอังกฤษ – จีน (เสริมพื้นฐานทักษะภาษาสู่สากล) ระดับชั้นละ 1 ห้อง (40 คน)
    • แผนการเรียนทั่วไป (ศิลปะ – กีฬา) ศูนย์บางเตย ระดับชั้นละ 1 ห้อง (40 คน)
    • แผนการเรียนทั่วไป (เกษตร/งานช่าง) ศูนย์บางเตย ระดับชั้นละ 1 ห้อง (40 คน)

ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย[แก้]

  • อาคารเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นของโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ ศูนย์บางเตย
    ห้องเรียนพิเศษ[13]
    • ห้องเรียนพิเศษด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม (Enrichment Program of Science Mathematics Technology and Environment ; SMTE) ระดับชั้นละ 2 ห้อง (60 คน)[16]
    • ห้องเรียนพิเศษด้านภาษาอังกฤษแบบเข้มข้น (Intensive English Program ; IEP) ระดับชั้นละ 1 ห้อง (36 คน)[16]
  • ห้องเรียนปกติ[15]
    • แผนการเรียนวิทย์ – คณิต (เสริมพื้นฐานสอบเตรียมทหาร) ระดับชั้นละ 1 ห้อง (40 คน)
    • แผนการเรียนวิทย์ – คณิต (เสริมพื้นฐานวิศวะ – สถาปัตย์) ระดับชั้นละ 1 ห้อง (40 คน)
    • แผนการเรียนวิทย์ – คณิต (เสริมพื้นฐานแพทย์ – พยาบาล) ระดับชั้นละ 1 ห้อง (40 คน)
    • แผนการเรียนวิทย์ – คณิต (เสริมทักษะดิจิทัล – หุ่นยนต์) ระดับชั้นละ 1 ห้อง (40 คน)
    • แผนการเรียนวิทย์ – คณิต (เสริมพื้นฐานโลจิสติกส์) ระดับชั้นละ 1 ห้อง (40 คน)
    • แผนการเรียนวิทย์ – คณิต (ทั่วไป) ระดับชั้นละ 6 ห้อง (240 คน)
    • แผนการเรียนศิลป์ – คำนวณ (ภาษา – คณิต) ระดับชั้นละ 1 ห้อง (40 คน)
    • แผนการเรียนอังกฤษ – จีน (เตรียมทักษะภาษาสู่สากล) ระดับชั้นละ 1 ห้อง (40 คน)
    • แผนการเรียนอังกฤษ – ไทย – สังคม ระดับชั้นละ 1 ห้อง (40 คน)

ชีวิตในโรงเรียน[แก้]

หอนาฬิกากฤษณ์กังวานที่อยู่คู่โรงเรียนมาช้านาน และเสาธงชาติที่ลดธงครึ่งเสา

โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ ประกอบด้วยการเรียนการสอนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.1 - ม.3) และมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.4 - ม.6) โดยแบ่งเป็นห้องเรียนพิเศษ และห้องเรียนปกติทั้งสองระดับชั้น

ในการมาเรียนในแต่ละวัน จะใช้ระบบเช็คการมาเข้าเรียนด้วยการสแกนลายนิ้วมือ[17] และมีการเปิดเพลง เบญจมราชรังสฤษฎิ์ (เพลงกฤษณ์กังวาน) ระยะเวลาประมาณ 5 นาที[18] พร้อมเสียงบอกระยะเวลาที่เหลือก่อนจะจบเพลง เพื่อเป็นสัญญาณในการเตรียมรวมแถวเพื่อทำกิจกรรมหน้าเสาธง เริ่มใช้งานมาตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. 2537 เป็นต้นมา[18]

ปัจจุบันระเบียบเกี่ยวกับทรงผม โรงเรียนอนุญาตให้นักเรียนสามารถไว้ผมยาวได้ตามความเหมาะสม โดยนักเรียนหญิงที่ไว้ผมยาวจะต้องใช้โบว์ในการผูกรวบผม

ด้านวิชาการ[แก้]

โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์มีนักเรียนได้รับรางวัลจากการแข่งขันทางวิชาการ จากโอลิมปิกวิชาการ ทั้งในระดับประเทศ[19] และในระดับนานาชาติ ทั้งเหรียญทอง[20]เหรียญเงิน และเหรียญทองแดง[21][22] นอกจากนี้โรงเรียนยังได้รับคัดเลือกให้เป็นศูนย์ สอวน. วิชาดาราศาสตร์[23] ซึ่งเป็น 1 ใน 12 แห่งทั่วประเทศ และศูนย์โรงเรียนขยายผล สอวน. กลุ่ม 7 ภาคตะวันออก ศูนย์ สอวน. มหาวิทยาลัยบูรพา ในวิชาฟิสิกส์[24] ร่วมกับโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ชลบุรี

กิจกรรมภายในโรงเรียน[แก้]

ชมรมและกิจกรรมชุมนุม[แก้]

ลูกเสือกองเกียรติยศ โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ลูกเสือกองร้อยพิเศษเบญจมราชรังสฤษฎิ์ มีคำขวัญว่า "เกียรติ วินัย หน้าที่ สามัคคี กล้าหาญ มั่นคง ตรงต่อเวลา" เป็นกิจกรรมเพื่อพัฒนาตนเองให้มีความพร้อมในการเป็นผู้นำในการปฏิบัติงานด้านลูกเสือ มีอักษรย่อว่า BRR SCout[25] โดยผู้เข้ารับการฝึกจะได้รับการฝึกทักษะในด้านต่าง ๆ ตามหลักสูตรทางลูกเสือซึ่งจะได้รับเครื่องหมายวิชาพิเศษ โดยจะมีเครื่องหมายแสดงคุณวุฒิทางลูกเสือแสดงถึงความสามารถตามลำดับ อีกทั้งยังมีหน้าที่ปฏิบัติงานจิตอาสาต่าง ๆ ของโรงเรียน[26] และเป็นวิทยากรในการฝึกอบรมลูกเสือ โดยลูกเสือกองร้อยพิเศษเบญจมราชรังสฤษฎิ์ ได้แข่งขันชนะการประกวดระเบียบแถวลูกเสือ เนตรนารี ระดับจังหวัด ได้รับคัดเลือกไปร่วมแข่งขันระดับประเทศ[27] ในการเดินสวนสนามในพิธีทบทวนคำปฏิญาณและสวนสนามของลูกเสือ เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติทุกปี[27]

วงโยธวาทิตโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์กำลังฝึกซ้อม

ด้านดนตรี[แก้]

วงดนตรีโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ ฉะเชิงเทรา (BRR Band) มีความโด่ดเด่นในการแสดงศักยภาพทางด้านดนตรีของนักเรียน โดยได้ร่วมแสดงในกิจกรรมทั้งระดับจังหวัด ในงานนมัสการหลวงพ่อโสธร และงานประจำปี จังหวัดฉะเชิงเทราทุก ๆ ปี และได้ร่วมการแข่งขันทั้งในระดับประเทศ[28] และระดับนานาชาติจนได้รับรางวัล อาทิ ชนะเลิศ DRUM BATTLE ในการแข่งขัน 2019 Marching In Okayama[29] ชนะเลิศการแข่งขัน DRUM BATTLE การประกวดวงโยธวาทิตนักเรียน ประจำปี 2563 ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี[28]

สถานที่ภายในโรงเรียน[แก้]

โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ มีเนื้อที่ทั้งหมด 33 ไร่ 3 งาน 93 ตารางวา ประกอบด้วยกลุ่มอาคารเรียน ลานกิจกรรม สนามกีฬา และสวนหย่อมสำหรับพักผ่อนหย่อนใจ มีอาณาเขตติดต่อกับถนนชุมพล ถนนมหาจักรพรรดิ์ และถนนนรกิจ[30]

สถานที่สำคัญ[แก้]

  • พระบรมราชาอนุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประดิษฐานอยู่บริเวณด้านหน้าอาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ฝั่งตะวันออก[31][32]สร้างขึ้นในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2538 และประกอบพิธีเปิดโดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2547[a]
  • หอพระประวัติศาสตร์ 129 ปี อยู่บริเวณด้านหน้าอาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ฝั่งตะวันตก เป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อโสธร 2 องค์ และพระพุทธเบญจมราชรังสฤษฎิ์ 1 องค์[33] สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสโรงเรียนครบรอบ 129 ปีเมื่อปี พ.ศ. 2564 โดยสมาคมศิษย์เก่าเบญจมราชรังสฤษฎิ์ แต่เดิมหอพระหลังเก่ามีเพียงแค่พระพุทธเบญจมราชรังสฤษฎิ์
  • หอนาฬิกากฤษณ์กังวาน สร้างขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2522 โดยคณะศิษย์เก่าฯ[b] เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่ครูกฤษณ์ มุสิกุล ที่ได้อุทิศกายใจให้กับโรงเรียนตลอดอายุราชการกว่า 40 ปี ระหว่างปี พ.ศ. 2478 - 2517[c] โดยตัวหอนาฬิกาติดตั้งคู่กับเสาธงเพื่อส่งสัญญาณเปลี่ยนคาบเรียนของนักเรียน จะดังทุก ๆ 50 นาทีจนถึงเวลาเลิกเรียน[18]

อาคารเรียน[แก้]

ปัจจุบันโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ มีอาคารหลักภายในโรงเรียนจำนวนทั้งสิ้น 10 อาคาร ประกอบไปด้วย

  • อาคาร 1 มีความสูง 3 ชั้น
    • ชั้น 1 เป็นที่ตั้งของห้องพักครูกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม และชั้นนี้ยังเป็นที่ตั้งของห้องสมุดของกลุ่มสาระการเรียนรู้นี้
    • ชั้น 2 เป็นห้องเรียนวิทย์-คณิตและห้องพระพุทธศาสนา
    • ชั้น 3 เป็นห้องเรียนวิทย์-คณิต
  • อาคาร 2 หรืออีกชื่อหนึ่งว่า อาคารเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา มีความสูง 7 ชั้น
    • อาคาร 2 และร่มหูกวางเมื่อปี 2556 ปัจจุบันต้นไม่ถูกรื้อถอนและแทนที่ด้วยหลังคา
      ชั้น 1 โรงอาหาร
    • ชั้น 2 ห้องสมุด ซึ่งแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ห้องสมุดที่รวบรวมหนังสือ ห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ และห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก
    • ชั้น 3 เป็นชั้นที่มีการเรียนการสอนวิชาเคมี มีห้องพักครูและห้องปฏิบัติการเคมี
    • ชั้น 4 เป็นชั้นที่มีการสอนวิชาชีววิทยา มีห้องพักครูสาขาวิชาชีววิทยา
    • ชั้น 5 เป็นชั้นที่มีการสอนวิชาฟิสิกส์ มีห้องพักครูสาขาวิชาฟิสิกส์
    • ชั้น 6 เป็นชั้นที่มีการสอนวิชาวิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น มีห้องพักครูผู้สอนวิทยาศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น
    • ชั้น 7 เป็นที่ตั้งของห้องเรียนสีเขียว ห้องเรียนรวม เป็นชั้นที่มีการสอนวิชาดาราศาสตร์
    • ดาดฟ้า มีหอดูดาวเป็นทรงกลมโดมติดตั้งอยู่[34]
  • อาคาร 3 มีความสูง 2 ชั้น
  • สวนหย่อมหน้าอาคาร 4
    อาคาร 4 มีความสูง 4 ชั้น เป็นอาคารสำหรับกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ โดยชั้น 2 ของอาคารเป็นที่ตั้งของห้องพักครู ห้อง Sound Lab ห้อง Multimedia และห้องสมุดของกลุ่มสาระการเรียนรู้นี้
  • อาคาร 5 มีความสูง 4 ชั้น
    • ชั้น 1 เป็นที่ตั้งของห้องพักครูกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ซึ่งรวมทั้งห้องปฏิบัติการทางคณิตศาสตร์และห้องสมุดของกลุ่มสาระการเรียนรู้ รวมทั้งห้องปฏิบัติการทางคณิตศาสตร์ ซึ่งด้านข้างของอาคารเป็นที่ตั้งของร้านถ่ายเอกสาร
    • ชั้น 2 เป็นที่ตั้งของห้องพักครูกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี สาระการเรียนรู้ย่อยคอมพิวเตอร์ รวมทั้งห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์
  • อาคาร 6 หรืออีกชื่อหนึ่งว่า อาคารอนุสรณ์ อาจารย์สุบิน พิมพยะจันทร์ มีความสูง 2 ชั้น เป็นอาคารสำหรับกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี จำนวน 2 สาระการเรียนรู้ย่อย
    • ชั้น 1 เป็นที่ตั้งของกลุ่มสาระการเรียนรู้ย่อยเกษตรกรรม ร้านสหกรณ์โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ ธนาคารโรงเรียน และห้องพยาบาล
    • ชั้น 2 เป็นที่ตั้งของกลุ่มสาระการเรียนรู้ย่อยอุตสาหกรรมศิลป์ ห้องประชุมคุณปู่สุบิน - คุณย่าส้มเช้า พิมพยะจันทร์ และห้องเรียนประจำชั้นของนักเรียน ม.6
  • อาคาร 7 หลังแนวต้นไม้ซึ่งปลูกอยู่ริมสนามฟุตบอล
    อาคาร 7 มีความสูง 3 ชั้น
    • ชั้น 1 เป็นที่ตั้งของห้องพักครูกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย และห้องดนตรีสากล
    • ชั้น 2 เป็นที่ตั้งของห้องปฏิบัติการกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย และห้องพักครูกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปศึกษา รวมทั้งห้องนาฏศิลป์
    • ชั้น 3 เป็นห้องปฏิบัติการดนตรี
  • อาคาร 8 มีความสูง 4 ชั้น โดยชั้น 1 เป็นห้องธรรมังคลาจารย์ ชั้น 2 3 และ 4 เป็นห้องเรียนสำหรับนักเรียนห้องพิเศษคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม และห้องพักครูกลุ่มห้องพิเศษเหล่านี้
  • อาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ มีความสูง 2 ชั้น
    • ชั้น 1 เป็นที่ตั้งของห้องแนะแนว ห้องวิชาการ ห้องธุรการ ห้องประชาสัมพันธ์ ห้องปกครอง และห้องพักรองผู้อำนวยการ
    • ชั้น 2 เป็นที่ตั้งของห้องพักผู้อำนวยการ ห้องประชุม และห้องเกียรติยศ ซึ่งรวบรวมผลงานและชื่อเสียงของนักเรียนโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
  • อาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
    อาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีความสูง 3 ชั้น
    • ชั้น 1 เป็นที่ตั้งของสนามปิงปอง ห้องสภานักเรียน และร้านถ่ายเอกสาร
    • ชั้น 2 เป็นที่ตั้งของห้องโสตทัศนศึกษา และงานเทคโนโลยีทางการศึกษา
    • ชั้น 3 เป็นห้องประชุมใหญ่
  • กลุ่มอาคารฝึกวิชาชีพ ประกอบไปด้วย
    • เรือนเพาะชำ
    • โรงฝึกงาน

ลานกิจกรรมและกีฬา[แก้]

โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ มีพื้นที่กิจกรรมและสนามกีฬาที่หลากหลาย อาทิ

  • อาคารพลศึกษา อาจารย์สุบิน พิมพยะจันทร์
    สนามฟุตบอลกลางแจ้งขนาดมาตรฐาน
  • สระว่ายน้ำเบญจมราชรังสฤษฎิ์ สระว่ายน้ำขนาดมาตรฐาน ใช้สำหรับการเรียนวิชาพลศึกษา และจัดการแข่งขันต่าง ๆ
  • โรงยิมเนเซียม บริเวณหน้าสระว่ายน้ำ เป็นสนามวอลเลย์บอลและลานกิจกรรมในร่ม
  • โรงยิมเนเซียมและลานกีฬาในร่ม บริเวณด้านข้างและใต้อาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประกอบไปด้วยสนามบาสเกตบอล สนามแบดมินตัน สนามปิงปอง และกลุ่มอาคารพลศึกษา ประกอบไปด้วย
    • อาคารพลศึกษา อาจารย์สุบิน พิมพยะจันทร์ เป็นที่ตั้งของสนามบาสเกตบอล
    • อาคารอำพล เหรียญสุวรรณ เป็นที่ตั้งของโรงยิมนาสติก
  • ลานกิจกรรมกลางแจ้ง

สวนพักผ่อนหย่อนใจ[แก้]

พื้นที่พักผ่อนหย่อนใจภายในโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ มีกระจายอยู่ทั่วไปโดยรอบบริเวณโรงเรียน โดยพื้นที่หลักประกอบไปด้วย

  • สวนบริเวณข้างสนามฟุตบอล ประกอบไปด้วยศาลาพักผ่อนและสวนหย่อม
  • สวนลูกเสือกองเกียรติยศ บริเวณข้างอาคาร 7 ติดประตู 1 (ทางออก)
  • สวนบริเวณหน้าอาคาร 4 ประกอบไปด้วยสวนหย่อม และศาลาพักผ่อน

บรรยากาศสถานที่ในโรงเรียน[แก้]

เกร็ด[แก้]

  • ประตูทางเข้าโรงเรียนฝั่งถนนชุมพลมีชื่อว่า ประตูฤทธิประศาสน์ มีที่มาจาก นายชูสง่า ฤทธิประศาสน์ ศิษย์เก่าของโรงเรียนซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครอง ได้บริจาคเงินเพื่อสร้างประตูโรงเรียนเมื่อปี พ.ศ. 2516 จึงได้นำนามสกุลมาตั้งเพื่อเป็นอนุสรณ์ถึง[35][36]

ผู้อำนวยการโรงเรียน[แก้]

โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ ประกอบด้วยครูใหญ่และผู้อำนวยการรายนามดังนี้[37]

ลำดับที่ รายนาม วาระการดำรงตำแหน่ง
1 นายแปลก ไม่พบหลักฐาน
2 ขุนกิตติวิทย์ (ฮะเซี้ยง ตีระวณิช) 18 มีนาคม 2455
3 ขุนพูลคุณสมบัติ (สวาสดิ์ คัยนันทน์) 15 สิงหาคม 2462
4 ขุนอภิรามจรรยา (ลำดวน สมิตัย) 16 กุมภาพันธ์ 2466
5 นายประเสริฐ (เซ่งฮั้ว ปาณฑุรังคานนท์) 18 มีนาคม 2470
6 นายสุบิน พิมพะยะจันทร์ 28 กุมภาพันธ์ 2473
7 หลวงอาจวิชาสรร (ทอง ชัยปาณี) 1 พฤษภาคม 2477
8 นายศิริพล (ย้อย) วรสินธุ์ 23 ตุลาคม 2479
9 นายชอบ จุลศรีไกวัล (รักษาการแทน) 22 พฤศจิกายน 2488
10 นายสุรินทร์ สอนสิริ 19 เมษายน 2489
11 นายมงคลชัย เหมริด 1 กันยายน 2490
12 นายเทพ เวชพงศ์ 12 สิงหาคม 2493
13 นายไพบูลย์ รัตนมังคละ 10 กุมภาพันธ์ 2496
14 นายชวน สุวรรณรอ 1 มิถุนายน 2499
15 นายชื้น เรืองเวช 1 พฤษภาคม 2507
16 นายอุเทน เจริญกูล 1 ตุลาคม 2509
17 นายเสนาะ จันทร์สุริยา 1 พฤศจิกายน 2517
18 นายกมล ธิโสภา 24 กรกฎาคม 2519
19 นายถนอม ทัฬหพงศ์ 7 มิถุนายน 2520
20 นายจงกล เมธาจารย์ 27 ตุลาคม 2520
21 นายพัลลภ พัฒนโสภณ 12 พฤศจิกายน 2522
22 นายสมศักดิ์ ศรีสุวรรณ 12 พฤศจิกายน 2527
23 นายเผดิม สุวรรณโพธิ์ 7 ธันวาคม 2530
24 นายอร่าม รังสินธุ์ 19 ตุลาคม 2533 – 2541
25 นายบุญส่ง ชิตตระกูล 9 มกราคม 2541 – 9 ธันวาคม 2542
26 นายสมบูรณ์ ธุวสินธุ์ 20 มกราคม 2543 – 2547
27 นายอำนาจ เดชสุภา 1 ตุลาคม 2547 – 2557
28 นายชาติชาย ฟักสุวรรณ 22 มิถุนายน 2558 – 2559
29 ดร.วีระชัย ตนานนท์ชัย 9 มีนาคม 2560 – 2561
30 นายศักดิ์เดช จุมณี 18 มีนาคม 2563 – 2564
31 นายชัชชัย พุทธสุวรรณ์ ปัจจุบัน

เบญจมราชรังสฤษฎิ์ ศูนย์บางเตย[แก้]

โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ ศูนย์บางเตย

เบญจมราชรังสฤษฎิ์ ศูนย์บางเตย ตั้งอยู่ที่ ตำบลบางเตย อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา

ความเป็นมา[แก้]

เดิมเบญจมราชรังสฤษฎิ์ ศูนย์บางเตย คือโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ 4 ก่อตั้งเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2536 บนที่ดินของวัดราษฎร์บำรุงวนาราม (วัดเกาะ) เนื้อที่ประมาณ 34 ไร่ 82 ตารางวา ซึ่งเจ้าอาวาสได้อนุญาตให้ใช้เพื่อเป็นสถานศึกษาของเด็กในพื้นที่ตำบลบางเตย และตำบลใกล้เคียง เพื่อแบ่งเบาค่าใช้จ่ายในการส่งเด็กในพื้นที่เข้าไปเรียนในตัวเมือง ซึ่งห่างจากพื้นที่ประมาณ 13 กิโลเมตร[38]

ต่อมาโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษ 4 ได้ถูกยุบเลิกตามมติที่ประชุมของกรรมการเขตพื้นที่การศึกษามัธยม เขต 6 ครั้งที่ 3/2556 ลงวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2556 เนื่องจากไม่มีนักเรียนเพียงพอที่จะจัดการเรียนการสอนได้[39] จึงโอนการดูแลทุกอย่างไปอยู่กับโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ โดยคณะกรรมการสภานักเรียน ปีการศึกษา 2555 - 2556 และศิษย์เก่าสภานักเรียน ได้ดำเนินการเข้าปรับปรุงพื้นที่และเตรียมความพร้อมพื้นที่[40] เพื่อเปิดการเรียนการสอนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556 ในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ระดับชั้นละ 2 ห้องเรียน และพัฒนาพื้นที่สำหรับใช้ดำเนินกิจกรรมนอกห้องเรียน อาทิ ค่ายลูกเสือและเนตรนารี ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง โดยได้ดำเนินกาารับมอบพื้นที่ ทรัพย์สิน และเอกสารสำคัญอย่างเป็นทางการในวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2557[41]

อาคารสถานที่[แก้]

อาคารสถานที่ของโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ ศูนย์บางเตย มีเนื้อที่ประมาณ 34 ไร่ 82 ตารางวา[38] ประกอบด้วยอาคารเดิมจากโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ 4 ที่ได้รับมอบมาอยู่ในการดูแล และอาคารสถานที่ที่ได้รับการปรับปรุงและสร้างขึ้นมาใหม่ ประกอบไปด้วย

  • อาคารสถานที่ในโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ ศูนย์บางเตย
    อาคาร 1 เป็นอาคารเรียน 2 ชั้น
    • ชั้น 1 เป็นเวทีและลานกิจกรรม
    • ชั้น 2 เป็นห้องเรียน
  • อาคาร 2 เป็นอาคารเรียน 1 ชั้น
    • ชั้น 1 เป็นห้องเรียน
  • อาคารโลหิตกุลอนุสรณ์ เป็นอาคารหลังแรกของโรงเรียนในขณะที่ยังใช้ชื่อว่าโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ 4
  • หอพระ เป็นการอัญเชิญหอพระหลังเก่าจากโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ มาก่อสร้างขึ้นใหม่หน้าอาคาร 1
  • อาคารอเนกประสงค์ เป็นอาคารมีหลังคาขนาดใหญ่ ใช้สำหรับทำกิจกรรมต่าง ๆ รวมถึงลานกีฬาในร่ม
  • สนามฟุตบอล
  • ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง
  • ศูนย์ฝึกอบรมลูกเสือ เนตรนารี และยุวกาชาด "เบญจมธรรมวาที"

ศูนย์ฝึกอบรมลูกเสือ เบญจมธรรมวาที[แก้]

ศูนย์ฝึกอบรมลูกเสือ เนตรนารี และยุวกาชาด "เบญจมธรรมวาที" เป็นพื้นที่ค่ายฝึกลูกเสือภายในพื้นที่ของโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ ศูนย์บางเตย ซึ่งมีพื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง เหมาะกับการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในกิจการลูกเสือ โดยเปิดฝึกอบรมให้ทั้งนักเรียนของของโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์เอง และสถานศึกษาอื่น ๆ[42][43]

สมาคม[แก้]

สมาคมศิษย์เก่าเบญจมราชรังสฤษฎิ์ ฉะเชิงเทรา
Benchamaracharungsarit Chachoengsao Alumni Association
Benchamaracharungsarit Chachoengsao Alumni Association logo.png
รูปลักษณ์เครื่องหมายของสมาคม
ชื่อย่อสบฉ. / BCA.
ก่อตั้ง16 สิงหาคม พ.ศ. 2503 (62 ปี)
ประเภทสมาคมศิษย์เก่า
สํานักงานใหญ่222/42 ถนนชุมพล ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา 24000
นายกสมาคม
ประโยชน์ โสรัจจกิจ

สมาคมศิษย์เก่าเบญจมราชรังสฤษฎิ์ ฉะเชิงเทรา[แก้]

สมาคมศิษย์เก่าเบญจมราชรังสฤษฎิ์ ฉะเชิงเทรา เป็นสมาคมที่จัดตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2503 ซึ่งเกิดจากการปรึกษาหารือกันของศิษย์เก่าในขณะนั้นที่ต้องการรวมตัวกันให้เป็นปึกแผ่น โดยได้ปรึกษากันตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2502 เป็นต้นมา แต่ก็ยังไม่เป็นรูปร่างสักที จนกระทั่งครูกฤษณ์ มุสิกุล ได้ยื่นขอจดทะเบียนเป็นสมาคมต่อทางราชการเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2503 โดยมีนายจุมพล พรหมเจริญ (ครูผิน) เป็นผู้ร่างข้อบังคับต่าง ๆ ของสมาคมขึ้นมา โดยมีอาจารย์สุบิน พิมพยะจันทร์ เป็นนายกสมาคมคนแรกในการจดทะเบียน[44]

จากนั้นได้มีการชุมนุมศิษย์เก่าขึ้นในปี พ.ศ. 2504 และได้มีการประชุมสมาคมใหญ่สามัญประจำปี พ.ศ. 2503 โดยคณะกรรมการชุดแรกได้ลาออก เพื่อให้ที่ประชุมได้ลงคะแนนเลือกตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ โดยมีมติเลือก พลตรี ศิริ สิริโยธิน เป็นนายกสมาคมศิษย์เก่า และอาจารย์สุบิน พิมพยะจันทร์ เป็นนายกกิตติมศักดิ์ชุดแรกจากการเลือกตั้ง[44]

สมาชิกของสมาคมศิษย์เก่า[แก้]

สำหรัสมาชิกของสมาคมตามข้อบังคับนั้น ประกอบไปด้วยผู้ที่เคยศึกษาในโรงเรียนซึ่งเป็นชื่อของโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ในอดีตที่เคยมีการเรียนการสอนมา มีสถานะเป็นสมาชิกสามัญ ประกอบไปด้วย[44]

  1. โรงเรียนอณัตยาคม (วัดสายชล ณ รังษี) วัดปิตุลาธิราชรังสฤษฎิ์
  2. โรงเรียนเบญจมราชูทิศ
  3. โรงเรียนประจำมลฑลปราจีนบุรี "ฉะเชิงเทรารังสฤษฎิ์"
  4. นักเรียนฝึกหัดครูประกาศนียบัตรมณฑล
  5. นักเรียนฝึกหัดครูมูล
  6. นักเรียนฝึกหัดครูประกาศนียบัตรจังหวัด ซึ่งมีสถานศึกษาอยู่ในโรงเรียนประจำมณฑลปราจีนบุรี "ฉะเชิงเทรารังสฤษฎิ์" มาแต่แรก
  7. โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์

นอกจากนี้ยังรวมไปถึงคนที่เคยเป็นครู อาจารย์ ผู้บริหาร หรือบุคลากรที่ปฏิบัติงานตาม 7 ข้อที่กล่าวไปข้างต้น[44]

สมาคมผู้ปกครองและครูเบญจมราชรังสฤษฎิ์[แก้]

สมาคมผู้ปกครองและครู
เบญจมราชรังสฤษฎิ์
Parents & Teacher Benchamaratcharungsarit Association
ชื่อย่อส.ป.ค.บ. / P.T.B.A.
ประเภทสมาคม
สํานักงานใหญ่222/42 ถนนชุมพล ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา 24000

สมาคมผู้ปกครองและครูเบญจมราชรังสฤษฎิ์ เป็นสมาคมที่จัดตั้งขึ้นเพื่อใช้ในการประสานงานระหว่างครูและผู้ปกครองในการดูแลนักเรียนที่เข้าศึกษาในโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ ทั้งในส่วนของการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และการแก้ไขปัญหาระหว่างครูและผู้ปกครอง การดูแลสวัสดิภาพและความช่วยเหลือต่าง ๆ ทุนการศึกษาแก่นักเรียนที่เรียนดีแต่ไม่มีคุณทรัพย์ การต่อต้านยาเสพติดทั้งในและนอกสถานศึกษา และกิจการอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการสังคมสงเคราะห์ตามที่กรรมการเห็นชอบ[45]

สมาชิกของสมาคมผู้ปกครองและครู[แก้]

สำหรับสมาชิกของสมาคมตามข้อบังคับนั้น มี 2 รูปแบบ[46][47] คือ

  1. สมาชิกกิตติมศักดิ์ ที่สร้างคุณประโยชน์หรือสนับสนุนสมาคมและได้รับการรับรองจากคณะกรรมการบริหาร
  2. สมาชิกสามัญ จะต้องมีคุณสมบัติประกอบไปด้วย จะต้องบรรลุนิติภาวะ มีความประพฤติดี เป็นผู้ปกครอง บิดา มารดา ครูของนักเรียนโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ หรือเคยเป็น เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์

การจัดสร้างพระพุทธโสธร[แก้]

หอพระประวัติศาสตร์ 129 ปี เบญจมฯ

เนื่องจากโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ เป็นโรงเรียนประจำจังหวัดฉะเชิงเทรา ทำให้มีความผูกพันธ์กับหลวงพ่อโสธร (พระพุทธโสธร) ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองประจำจังหวัดเช่นกัน จึงได้มีการจัดทำวัตถุมงคลซึ่งเป็นพระพุทธโสธรในวาระโอกาสต่าง ๆ ของโรงเรียน ดำเนินการโดยสมาคมศิษย์เก่าเบญจมราชรังสฤษฎิ์ ฉะเชิงเทรา และสมาคมผู้ปกครองและครูเบญจมราชรังสฤษฎิ์ เพื่อเป็นอนุสรณ์ที่ระลึกในโอกาสนั้น ๆ และเพื่อนำปัจจัยดังกล่าวมาทนุบำรุงการศึกษาของโรงเรียน อาทิ

  • หลวงพ่อโสธร รุ่น 100 ปี โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ ปี พ.ศ. 2535 โดย สมาคมศิษย์เก่าเบญจมราชรังสฤษฎิ์ ฉะเชิงเทรา[48] จัดสร้างขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นอนุสรณ์ในวาระครบรอบ 100 ปี หรือ 1 ศตวรรษของโรงเรียน และเป็นเงินทุนในการก่อสร้างอาคารเรียน 1 อาคาร[48]
  • หลวงพ่อโสธร รุ่น 111 ปี โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฏิ์ ปี พ.ศ. 2546 โดย สมาคมศิษย์เก่าเบญจมราชรังสฤษฎิ์ ฉะเชิงเทรา[49] จัดสร้างขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่มีต่อการศึกษาและโรงเรียน เป็นอนุสรณ์เนื่องในวาระครบรอบ 111 ปีของโรงเรียน และช่วยเหลือสนับสนุนโรงเรียน[49]
  • หลวงพ่อโสธร รุ่น "12 นักษัตร" สร้างขึ้นในวาระครบรอบ 121 ปี โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ ปี พ.ศ. 2557[50] โดย สมาคมศิษย์เก่าเบญจมราชรังสฤษฎิ์ ฉะเชิงเทรา[51]
  • หลวงพ่อโสธร รุ่น ประวัติศาสตร์ 129 ปี เบญจมราชรังสฤษฎิ์ ปี พ.ศ. 2564 โดย สมาคมผู้ปกครองและครูเบญจมราชรังสฤษฎิ์[52] จัดสร้างเพื่อนำเงินไปปรับปรุงอาคารเรียน ภูมิทัศน์[53] และสร้างหอพระประวัติศาสตร์​ 129​ ปี​ เบญจม​ฯ[33]

เพลง[แก้]

โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์มีเพลงมาร์ชประจำโรงเรียนคือ มาร์ชเบญจมราชรังสฤษฎิ์ และเพลงที่ใช้สำหรับการรวมแถวเคารพธงชาติ คือ เบญจมราชรังสฤษฎิ์ (เพลงกฤษณ์กังวาน) นอกจากนี้ยังมีบทเพลงที่แต่งขึ้น เพื่อใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ประกอบไปด้วย[54]

ลำดับชื่อเพลงเนื้อเพลงทำนองขับร้องยาว
1."มาร์ชเบญจมราชรังสฤษฎิ์" (มาร์ชเบญจมฯ)ผอ.พัลลภ พัฒนโสภณผอ.พัลลภ พัฒนโสภณขับร้องหมู่1:55
2."เบญจมราชรังสฤษฎิ์" (กฤษณ์กังวาน)อโศก สุขศิริพรฤทธิ์
วงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์
ใหญ่ นภายน
วงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์
ศรีสุดา - อโศก
วงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์
2:53
3."คอยเพื่อน"ผอ.เผดิม สุวรรณโพธิ์ครูสุเทพ สนธิศรีครูทักษิณ แสนอิสระ 
4."เบญจมกลองยาว" (2536)ครูณรงค์ นันทิวิจตร  2:44
5."เบญจมฯ ออปบิท" วงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์วงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์1:21
6."เบญจมฯ ซะอย่าง"   1:23
7."วัดสายชลจนรังสฤษฎิ์"ผอ.เผดิม สุวรรณโพธิ์ผอ.เผดิม สุวรรณโพธิ์เรืองศิลป์ จิระวัฒน์3:37
8."เบญจมาศ"ผอ.เผดิม สุวรรณโพธิ์ผอ.เผดิม สุวรรณโพธิ์ครูวิษณุ พุ่มประดิษฐ์2:44
9."สุขในบ้านเบญจมฯ" วงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์วงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์2:26
10."มั่นในสัญญา" (2536)ครูณรงค์ นันทวิจิตรครูณรงค์ นันทวิจิตรครูเกศสิรี ประเทือง3:15
11."รับขวัญ"ผอ.เผดิม สุวรรณโพธิ์ผอ.เผดิม สุวรรณโพธิ์ครูเกศสิรี ประเทือง3:22
12."รอเพื่อน"ผอ.เผดิม สุวรรณโพธิ์ครูสุเทพ สนธิศรีครูทักษิณ แสนอิสระ2:38
13."ทำไมรักกันไม่ได้" (2536)ผอ.เผดิม สุวรรณโพธิ์ผอ.เผดิม สุวรรณโพธิ์ครูวินัย แถบทอง2:45
14."คืนสู่เหย้า"วงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์วงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์วงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์3:59
15."วัยเรียนวัยรัก" (2536)ผอ.เผดิม สุวรรณโพธิ์ครูสุเทพ สนธิศรีครูสุกัลยา ธุปพงษ์2:29
16."บิดาแห่งเบญจมฯ"คัดไว้ และยอดนิยมคัดไว้ และยอดนิยมเสียงประสาน2:20

โรงเรียนในเครือเบญจมราชรังสฤษฎิ์[แก้]

โรงเรียนในจังหวัดฉะเชิงเทราที่ใช้ชื่อเบญจมราชรังสฤษฎิ์เช่นเดียวกัน ตามนโยบายของอธิบดีกรมสามัญศึกษาในสมัยนั้น คือ นายโกวิท วรพิพัฒน์[55][56] ประกอบไปด้วย

โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ 2[แก้]

โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ 2 ตั้งอยู่เลขที่ 111 หมู่ 12 ตำบลบางตีนเป็ด อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา[57]

โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ 3 ชนะสงสารวิทยา[แก้]

โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ 3 ชนะสงสารวิทยา ตั้งอยู่เลขที่ 64/8 หมู่ 7 ตำบลคลองนครเนื่องเขต อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา[58]

โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ 4[แก้]

โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ 4 ตั้งอยู่ที่ ตำบลบางเตย อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา ปัจจุบันคือ เบญจมราชรังสฤษฎิ์ ศูนย์บางเตย[41]

โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ 5[แก้]

โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ 5 ตั้งอยู่เลขที่ 19/1 หมู่ 2 ตำบลบางขวัญ อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา[59]

หมายเหตุ[แก้]

  1. ข้อมูลจากแผ่นจารึกด้านหลังพระบรมราชานุสาวรีย์
  2. ข้อมูลการสร้างจากป้ายจารึกบริเวณฐานของหอนาฬิกา
  3. ข้อมูลการสร้างจากป้ายจารึกบริเวณฐานของหอนาฬิกา

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 "เกี่ยวกับชื่อโรงเรียน - Benchamarachuthit Chanthaburi School, Thailand". www.bj.ac.th.{{cite web}}: CS1 maint: url-status (ลิงก์)
  2. 2.0 2.1 "BRR WEBSITE - History of BEN : อดีตที่ไม่มีวันลืม". www.brr.ac.th.{{cite web}}: CS1 maint: url-status (ลิงก์)
  3. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 9 ร.ศ. 111 (พ.ศ. 2435) หน้า 93-95 ตอนหนึ่ง
  4. 4.0 4.1 Phamornsuwan, Wilawan; Sriwongchay, Namthip; Wichianpradist, Ornchulee; Kirdsiri, Kreangkrai; Tangpoonsupsiri, Tippawan; Chitsutthiyan, Supot; Janyaem, Kittikhun; Buranaut, Isarachai (2020). "องค์ประกอบของเมืองเก่า และการประกาศขอบเขตพื้นที่เมืองเก่าฉะเชิงเทรา". NAJUA: Architecture, Design and Built Environment. 35 (2): C23–C41. ISSN 2697-4665.
  5. "ฝากเรื่องราวไว้กับน้อง ๆ (๑๖๒) : พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (๓๔)". ftp.vajiravudh.ac.th.
  6. ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การเปลี่ยนชื่อโรงเรียนรัฐบาลเพื่อความเหมาะสม ลงวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2494
  7. หนังสือของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ 16542/2494 ลงวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2494
  8. 8.0 8.1 วศินสรากร, วรวิทย์ (1985). "โรงเรียนมัธยมแบบประสม". สารานุกรมศึกษาศาสตร์ (Encylopedia of Education) (ภาษาอังกฤษ). 1 (0).
  9. "พิธีเจิมตราพระเกี้ยวสีทอง เตรียมติดตั้งบนอาคารสมเด็จพระเทพฯ รร.เบญจมฯ". komkhaotuathai.com. 2022-03-16.
  10. ราชกิจจานุเบกษา. ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ (ฉบับที่ 4) ออกตามความในพระราชบัญญัติเครื่องแบบนักเรียน พุทธศักราช 2482. ตอนที่ 28 เล่ม 60, วันที่ 25 พฤษภาคม 2486, หน้า 878
  11. Guru, Wordy (2020-11-10). "บ.ฉ. ย่อมาจาก โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา | อักษรย่อ". www.xn--12c0ecxsex2q.com.
  12. 12.0 12.1 "ม.4 เบญจมราชรังสฤษฎิ์ แตกต่างกับ ม.4เซนต์หลุยส์ อย่างไง | Dek-D.com". Dek-D.com > Board (ภาษาอังกฤษ).
  13. 13.0 13.1 "BRR Website - Discussion Forum: ประกาศรับสมัครนักเรียนห้องเรียนพิเศษ 2564". www.brr.ac.th.{{cite web}}: CS1 maint: url-status (ลิงก์)
  14. 14.0 14.1 ประกาศโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ เรื่อง การรับนักเรียนเข้าเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ประเภทห้องเรียนพิเศษ ปีการศึกษา ๒๕๖๔ http://www.brr.ac.th/forum/viewthread.php?thread_id=1363&getfile=848
  15. 15.0 15.1 "BRR Website - Discussion Forum: ประกาศรับสมัครนักเรียนห้องเรียนปกติและความสามาถรพิเศษ 2564". www.brr.ac.th.
  16. 16.0 16.1 ประกาศโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ เรื่อง การรับนักเรียนเข้าเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ ประเภทห้องเรียนพิเศษ ปีการศึกษา ๒๕๖๔ http://www.brr.ac.th/forum/viewthread.php?thread_id=1363&getfile=849
  17. "BRR Website - News: เก็บข้อมูลลายนิ้วมือนักเรียนใหม่-และถ่ายรูปติดบัตร". www.brr.ac.th.
  18. 18.0 18.1 18.2 "BRR Website - Articles: วินัยสร้างได้ง่ายๆ..ถ้าไม่สับสน". www.brr.ac.th.
  19. "BRR Website - News: รับรางวัลจากการแข่งขันเคมีโอลิมปิก ระดับชาติ ครั้งที่ 17". www.brr.ac.th.
  20. Siriwongthawan, Ketkaew. "ผลการแข่งขันวิทยาศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ครั้งที่ 18 (18th IJSO)".
  21. matichon (2018-03-30). "เด็กไทยเจ๋ง! คว้า 1 ทอง 5 เงิน 6 ทองแดง แข่งคณิตโอลิมปิกมัธยมที่เวียดนาม". มติชนออนไลน์.
  22. "เด็กไทยสุดเจ๋ง คว้า 14 รางวัล 24 เหรียญ "คณิตศาสตร์โอลิมปิก" ที่กรุงฮานอย". www.thairath.co.th. 2019-04-06.
  23. "ดาราศาสตร์ - มูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา".{{cite web}}: CS1 maint: url-status (ลิงก์)
  24. "ขยายผลสู่โรงเรียน - มูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา".{{cite web}}: CS1 maint: url-status (ลิงก์)
  25. "(1) ลูกเสือกองร้อยพิเศษเบญจมราชรังสฤษฎิ์ [ฉะเชิงเทรา เขต 1] - Thai-school.net". www.thai-school.net.
  26. matichon (2018-11-25). "เหล่าลูกเสือ-เนตรนารี น้อมรำลึก 'วันสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า'". มติชนออนไลน์.
  27. 27.0 27.1 การสวนสนามเนื่องในพิธีทบทวนคำปฏิญาณและเดินสวนสนาม ณ สนามศุภชลาศัย ลูกเสือกองร้อยพิเศษเบญจมราชรังสฤษฎิ์ "สารานุกรมลูกเสือ 100 ปี ลูกเสือไทย - ดาวน์โหลดหนังสือ | 1-50 หน้า | PubHTML5". pubhtml5.com. หน้า 25
  28. 28.0 28.1 "ชื่นชมวง'BrrBand'สร้างชื่อ กวาดรางวัลระดับนานาชาติ". dailynews. 2020-02-02.
  29. "'เด็กฉะเชิงเทรา...มือตี' เจ๋งจนมีดีกรี 'รางวัลอินเตอร์'". dailynews. 2018-12-02.
  30. แผนผังโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ ฉะเชิงเทรา (www.brr.ac.th)
  31. "BRR Website - News: วันปิยมหาราช ประจำปี 2564". www.brr.ac.th.
  32. matichon (2018-11-25). "เหล่าลูกเสือ-เนตรนารี น้อมรำลึก 'วันสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า'". มติชนออนไลน์.
  33. 33.0 33.1 "BRR Website - News: พิธีอัญเชิญองค์พระประดิษฐาน ณ หอพระประวัติศาสตร์ 129 ปี". www.brr.ac.th.
  34. "BRR Website - News: หอดูดาวสร้างเสร็จแล้ว". www.brr.ac.th.
  35. บันทึกความทรงจำ - ประตูฤทธิประศาสน์ | Facebook | By บันทึกความทรงจำ, สืบค้นเมื่อ 2022-07-09
  36. "เบญจมฯเกียรติยศ ผู้ที่เป็นที่มาของชื่อประตูโรงเรียน - สมาคมศิษย์เก่าเบญจมราชรังสฤษฎิ์ | Facebook". www.facebook.com.{{cite web}}: CS1 maint: url-status (ลิงก์)
  37. "BRR Website - Photo Albums: ทำเนียบผู้บริหาร". www.brr.ac.th.
  38. 38.0 38.1 "ประวัติโรงเรียนโดยสังเขป". web.archive.org. 2005-01-16. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2005-01-16. สืบค้นเมื่อ 2022-07-29.{{cite web}}: CS1 maint: bot: original URL status unknown (ลิงก์)
  39. "BRR Website - News: แถลงข่าวยุบรวมเบญจมฯ4 เข้ากับเบญจมฯ". www.brr.ac.th.
  40. "BRR Website - News: จิตอาสาร่วมพัฒนาศูนย์เบญจมฯบางเตย". www.brr.ac.th.
  41. 41.0 41.1 "BRR Website - บันทึกเรื่องเบญจมฯศูนย์บางเตย". www.brr.ac.th.
  42. "20160725 ลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่โรงเรียนศรีวรการเข้าร่วมกิจกรรม "เข้าค่ายลูกเสือต้านภัยยาเสพติด"'s photos". Sriworakarn School.
  43. "ข่าวสารการศึกษาเครือข่ายโรงเรียน e-Networkสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา". 110.78.114.132.
  44. 44.0 44.1 44.2 44.3 สมาคมศิษย์เก่าเบญจมราชรังสฤษฎิ์ (2562). ข้อบังคับสมาคมศิษย์เก่าเบญจมราชรังสฤษฎิ์ ฉะเชิงเทรา.
  45. "วัตถุประสงค์". สมาคมผู้ปกครองและครูเบญจมราชรังสฤษฎิ์. 2017-04-23.
  46. ราชกิจจานุเบกษา. ประกาศนายทะเบียนสมาคม ประจำจังหวัดฉะเชิงเทรา เรื่อง จดทะเบียนแก้ไขข้อบังคับของสมาคม. เล่ม 123 ตอนที่ 54 ง, วันที่ 1 มิถุนายน 2549. หน้า 152-161
  47. "สมาคมผู้ปกครองและครูเบญจมราชรังสฤษฎิ์". สมาคมผู้ปกครองและครูเบญจมราชรังสฤษฎิ์.
  48. 48.0 48.1 "หลวงพ่อโสธร 100 ปีโรงเรียนเบญจมฯ ของดีเมืองแปดริ้ว - ร้าน ABBY28 | Taradpra.com". www.taradpra.com.
  49. 49.0 49.1 "พระยอดธง หลวงพ่อโสธร รุ่น 111 ปี โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฏิ์ เนื้อเงิน ปี 2546 (1 ใน 3000 องค์)". www.longlivethekingshop.com.
  50. "ขอเชิญสั่งจอง พระพุทธโสธร รุ่น ๑๒ นักษัตร ที่ระลึกในวาระ 121 ปี โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ ฉะเชิงเทรา". pokae.tarad.com.
  51. "BRR Website - News: สมาคม ศก. บ.ฉ. แถลงข่าวสร้างพระพุทธโสธร รุ่น เบญจมฯ121 ปี". www.brr.ac.th.
  52. "ศิษย์หลวงพ่อทบ พระเครื่อง". sitluangporthob.com.
  53. "กระดานข่าว www.g-pra.com : แสดงรายละเอียดในกระทู้". www2.g-pra.com.
  54. "BRR Website - Downloads". www.brr.ac.th.
  55. "โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ ๒". www.ben2.ac.th.
  56. "ประวัติความเป็นมาของโรงเรียน". โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ 3 ชนะสงสารวิทยา (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน).
  57. "โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ ๒". www.ben2.ac.th.
  58. "ประวัติความเป็นมาของโรงเรียน" (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน).
  59. "โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์5". www.bch5.com.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]