โรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
โรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช
 ปญฺา โลกสฺมิ ปชฺ โชโต"   (ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก)
เรียนดี ฝีมือเยี่ยม เปี่ยมคุณธรรม นำสังคม
660 ถนนราชดำเนิน ตำบลคลัง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช 80000
ข้อมูล
ชื่ออังกฤษ Kanlayaneesithammarat School
อักษรย่อ ก.ณ. / K.N.
ประเภท โรงเรียนรัฐบาล สังกัด สพฐ.

- โรงเรียนประจำจังหวัดของรัฐ
- โรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ

ขึ้นกับ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 12
สถาปนา พ.ศ. 2461
ผู้ก่อตั้ง พระครูศรีสุธรรมรัต (ห้องกิ้ม วุฑฺฒึงกโร)
รหัส 1003800102
เพลง มาร์ชกัลยาณีฯ/ ตรึงใจเตือน
เว็บไซต์

โรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช เป็นโรงเรียนประจำจังหวัดนครศรีธรรมราชประเภทโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษเปิดสอนทั้งในระดับ มัธยมศึกษาตอนต้น และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ เปิดสอนครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2461 ณ วัดศรีทวี โดยมีพระครูศรีสุธรรมรัต เจ้าอธิการวัดเป็นผู้อุปการะ ต่อมาได้ยกระดับเป็น โรงเรียนสตรีประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช และย้ายมายังที่ปัจจุบันเมื่อ พ.ศ. 2478 มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและเปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช ในปัจจุบัน โรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราชยืนหยัดอยู่อย่างสง่างามคู่นครศรีธรรมราชมามากว่า 95 ปี สร้างสรรค์คุณประโยชน์อันยิ่งใหญ่ต่อเยาวชน สังคม ประเทศชาติ มาจนถึงปัจจุบัน

ประวัติโรงเรียน[แก้]

ภาพมุมสูงทำให้เห็นอาคารอึ่งค่ายท่ายในอดีต

เดิมโรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราชแห่งนี้เป็นโรงเรียนหญิงล้วนซึ่งอยู่คู่กับโรงเรียนเบญจมราชูทิศ นครศรีธรรมราช (ซึ่งเป็นโรงเรียนชายล้วน) เป็นเวลามาช้านาน ประจำ มณฑลนครศรีธรรมราช หลังจากนั้นได้ปรับเปลี่ยนเป็นโรงเรียนสหศึกษา

จากอดีตถึงปัจจุบัน ตั้งแต่ พ.ศ. 2461 ถึงปัจจุบัน โรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช ยืนหยัดอยู่คู่กับจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นเวลายาวนานมากกว่า 95 ปี เป็นเวลาแห่งความองอาจ สง่างาม และการบำเพ็ญกรณีย์ที่ก่อให้เกิดประโยชน์อันยิ่งใหญ่ต่อการสร้างสรรค์ และพัฒนาประเทศชาติ

หากจะแบ่งช่วงของประวัติศาสตร์และความเจริญก้าวหน้าของโรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช สามารถแบ่งได้เป็น 3 ยุคคือ

ยุคบุกเบิก[แก้]

ก่อนจะมาเป็นโรงเรียนสตรีประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช และ โรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช ในปัจจุบันโรงเรียนได้เริ่มก่อตั้ง และมีวิวัฒนาการมาตามลำดับดังนี้

พ.ศ. 2461 แผนกสตรีของโรงเรียนประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้เปิดสอนอยู่ที่วัดท่ามอญ (วัดศรีทวี) ตำบลท่าวัง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีพระครูศรีสุธรรมรัต (ห้องกิ้ม วุฑฺฒึงกโร) เจ้าอธิการวัดเป็นผู้อุปการะหรือเรียกอีกนัยหนึ่งว่าเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียน เปิดสอนตั้งแต่ชั้นมูลชั้นประถมปีที่1 ถึง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ดังที่ปรากฏข้อมูลในประวัติวัดศรีทวีว่า "พระครูศรีสุธรรมรัต หรือ พระครูเหมเจติยานุรักษ์ (ห้องกิ้ม วุฑฺฒึงกโร) ในสมัยของท่านนี้ ท่านได้พัฒนาสร้างความเจริญให้กับวัดท่ามอญ เช่น อุโบสถ กุฎีที่พักสงฆ์ และที่สำคัญได้สร้างโรงเรียนวัดท่ามอญเพื่อให้เด็กผู้หญิงได้ศึกษาเล่าเรียนเช่นเดียวกับเด็กผู้ชาย ซึ่งเด็กผู้ชายได้เรียนที่วัดท่าโพธิ์ และโรงเรียนวัดท่ามอญในครั้งนั้นเป็นที่มาของโรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราชในปัจจุบันนี้ โรงเรียนวัดท่าโพธิ์ในครั้งนั้นเป็นที่มาขอโรงเรียนเบญจมราชูทิศในปัจจุบันนี้ "

พ.ศ. 2468 เริ่มเปิดสอนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และได้ขยายถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในปีต่อๆมา ในระดับนี้รับเฉพาะนักเรียนหญิง

พ.ศ. 2473 มีใบบอก (หนังสือราชการ) ที่219/1550 ลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2473 จากรองอำมาตย์เอกขุนดำรงเทวฤทธิ์ ถึงมหาอำมาตย์ตรีพระยาศรีธรรมราช ชาติเดโชชัย มไหศุริยาธิบดี พิริยพาหะ สมุหเทศภิบาล สำเร็จราชการมณฑลนครศรีธรรมราช เรื่องการแยกโรงเรียนรัฐบาลประจำจังหวัดออกเป็น 3 โรงเรียน และมีครูใหญ่ 3 คน สาระสำคัญของใบบอกนี้มีว่า โรงเรียนรัฐบาลประจำจังหวัด นครศรีธรรมราชตามทำเนียบในขณะนั้น มีอยู่ 3 แผนก คือ แผนกชาย แผนกสตรี และแผนกช่างถม แต่มีครูใหญ่เพียงคนเดียว ทำให้การควบคุมดูแลไม่ทั่วถึง มีความบกพร่องเกิดขึ้นในทางราชการ ดังนั้น จึงขอเสนอเพื่อแยกโรงเรียนรัฐบาลประจำจังหวัดออกเป็น 3 โรงเรียนคือ

1. โรงเรียนรัฐบาลประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช (เบญจมราชูทิศ) ให้รองอำมาตย์ตรีมี จันทร์เมือง เป็นครูใหญ่

2. โรงเรียนสตรีประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช ให้นายคลิ้ง ขุนทรานนท์ เป็นครูใหญ่

3. โรงเรียนประถมวิสามัญประจำจังหวัดนครศรีธรรมราชให้นายกลั่น จันทรังษี เป็นครูใหญ่

ในวันที่ 29 พฤษภาคม 2473 คำเสนอขอแยกโรงเรียนนี้ ได้รับอนุมัติจากธรรมการมณฑลนครศรีธรรมราช (อำมาตย์โทพระยาวิฑูรย์ดรุณกร) เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2473 (ตามตราสิงห์ยืนแท่นที่ 64/382 ลงวันที่ 29 พฤษภาคม 2473) ส่งผลให้แผนกสตรีของโรงเรียนประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้แยกเป็น “โรงเรียนสตรีประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช” นับแต่นั้นมา โดยมีนาย คลิ้ง ขุนทรานนท์ เป็นครูใหญ่

พ.ศ. 2478 โรงเรียนได้แยกชั้นเรียน คือชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6ให้ย้ายมาเรียนยังเลขที่ 660 ถนนราชดำเนิน ตำบลคลัง อำเภอเมือง ตรงข้ามสนามหน้าเมือง ใกล้กับบริเวณจวนผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงเรียนในปัจจุบัน โดยใช้เรือนไม้ 3 หลังเรียกว่า "พลับพลา" เป็นสถานที่เรียน (พลับพลานี้คือ ที่พักของผู้ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อคราวเสด็จประพาสหัวเมืองปักษ์ใต

ยุคก่อร่างสร้างตัว[แก้]

พ.ศ. 2480 เริ่มก่อสร้างอาคารเรียนหลังแรก พระยาสุราษฎร์ธานี ข้าหลวงประจำจังหวัด ขุนบูรณวาท ธรรมการจังหวัดและหลวงอถรรปกรณ์โกศล อัยการจังหวัด ได้ขอความอนุเคราะห์จากคหบดีเจ้าของเหมืองแร่ที่อำเภอร่อนพิบูลย์ ชื่อนายอึ่งค่ายท่าย แซ่อึ่ง บริจาคเงินเพื่อสร้างอาคารเรียนให้โรงเรียนสตรีประจำจังหวัด ซึ่งท่านได้บริจาคเป็นจำนวน 30,000 บาท สมทบกับเงินงบประมาณของกระทรวงธรรมการ 12,000 บาท รวมค่าก่อสร้าง 42,000 บาท การก่อสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2482 อาคารเรียนหลังนี้ชื่อว่า "อาคารอึ่งค่ายท่าย" เป็นอาคารเรียนหลังแรกของโรงเรียนที่ภูมิฐานสง่างาม มาตราบจนปัจจุบัน

พ.ศ. 2490 โรงเรียนได้ขยายชั้นเรียนเปิดรับนักเรียนชั้นเตรียมอักษรศาสตร์ ปีที่ 1 และ ปีที่ 2 ในปีถัดมา สมัยนั้น เรียกว่า ม.7 และ ม.8

อาคารอึ่งค่ายท่ายในปัจจุบัน

พ.ศ. 2495 กระทรวงศึกษาธิการได้อนุมัติให้เปลี่ยนชื่อจาก“โรงเรียนสตรีประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช” เป็น “โรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช” เปิดสอนตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-8

พ.ศ. 2503 ได้สร้างอาคารเรียนหลังที่ 2 พ.ศ. 2505 เริ่มรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (ม.ศ.1) ตามหลักศุตรพุทธศักราช 2503

ยุคก้าวไกล[แก้]

พ.ศ. 2511 ได้รับพิจารณาให้เป็นโรงเรียนในโครงการปรับปรุงโรงเรียนมัธยมในชนบท (คมช.)

พ.ศ. 2519 รับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (ม.1) รับแบบ สหศึกษา และได้ที่ดินอันเป็นที่ตั้งของ โรงเรียนเบญจมราชูทิศ นครศรีธรรมราชเดิม เป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียน จึงแยกออกเป็น 2 บริเวณ เรียกว่า กณ.1 และ กณ.2

หลังจากนั้นโรงเรียนก็ได้รับงบประมาณปรับปรุง สร้างอาคารเรียนหลายอาคารเพิ่มขึ้น

อัตลักษณ์ประจำโรงเรียน[แก้]

สัญลักษณ์ประจำโรงเรียน[แก้]

  • สัญลักษณ์ของโรงเรียน :นางฟ้าชูคบเพลิงโชติช่วงอยู่เหนืออักษรแพรชื่อโรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช

หมายถึงความงดงามโชติช่วงของสถานศึกษา อันมีแสงของคบเพลิงเป็นแสงนำทางไปสู่ความสำเร็จ

  • อุดมการณ์ประจำโรงเรียน : เรียนดี ฝีมือเยี่ยม เปี่ยมคุณธรรม นำสังคม
  • คติพจน์ : "ปญฺญา โลกสฺมิ ปชฺ โชโต" ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก
  • ต้นไม้ประจำโรงเรียน : ต้นจัน
  • เพลงประจำโรงเรียน : เพลงตรึงใจเตือน,เพลงมาร์ชกัลยาณีฯ
  • สีประจำโรงเรียน : ขาว - น้ำเงิน

██ สีขาว หมายถึง ความบริสุทธิ์ หมดจด เหนือความชั่วร้ายทั่งปวง

██ สีน้ำเงิน หมายถึง ความกล้าหาญในการทำความดีเยี่ยงวีรบุรุษ วีรสตรี ทั้งหลาย

เพลงประจำโรงเรียน[แก้]

เพลงประจำโรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เพลงร่มจันกัลยาณีฯ มีทั้งหมด 12 เพลง ดังนี้

1. สระกวีศรีปราชญ์ เนื้อร้อง-ทำนอง: สุธีร์ เจริญสุข ขับร้อง: ทิพวัลย์ ปิ่นภิบาล

2. พระสูง เนื้อร้อง-ทำนอง: สุธีร์ เจริญสุข ขับร้อง: ชินกร ไกรลาศ

3. กัลยาณีขวัญใจ เนื้อร้อง-ทำนอง: สุธีร์ เจริญสุข ขับร้อง: รวงทอง ทองลั่นทม

4. ตรึงใจเตือน เนื้อร้อง-ทำนอง: กวี สัตโกวิทย์ ขับร้อง: โฉมฉาย อรุณฉาน

5. มิ่งขวัญกัลยาณี เนื้อร้อง-ทำนอง: สุธีร์ เจริญสุข ขับร้อง: จงกลณี ศักดิ์วงศ์ และ อโศก สุขศิริพรฤทธิ์

6. ลาแล้วกัลยาณีฯ เนื้อร้อง-ทำนอง: สุธีร์ เจริญสุข ขับร้อง: ทิพรัฐ กลับวงศา

7. มาร์ชกัลยาณี เนื้อร้อง-ทำนอง: สุธีร์ เจริญสุข ขับร้อง: ร้องหมู่สุนทราภรณ์

8. อุดมการณ์กัลยาณี เนื้อร้อง-ทำนอง: สุธีร์ เจริญสุข ขับร้อง: ศรีสุดา รัชตะวรรณ

9. เฮฮากัลยาณี เนื้อร้อง-ทำนอง: สุธีร์ เจริญสุข ขับร้อง: ร้องหมู่สุนทราภรณ์

10. ตะลุงกัลยาณี เนื้อร้อง-ทำนอง: สุธีร์ เจริญสุข ขับร้อง: ศรีสุดา รัชตะวรรณ และ เสถียร ปานคง

11. รักกัลยาณี เนื้อร้อง-ทำนอง: สุธีร์ เจริญสุข ขับร้อง: ร้องหมู่สุนทราภรณ์

12. คิดถึงกัลยาณี เนื้อร้อง-ทำนอง: สุธีร์ เจริญสุข ขับร้อง: โสมรัศมิ์ เกาวนันท์ และ วิษณุ มหามิตร

ขนาดโรงเรียน[แก้]

โรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราชตั้งอยู่ ณ 660 ถ.ราชดำเนิน ต.คลัง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช

  • ทิศตะวันตกอยู่ตรงข้ามกับสนามหน้าเมือง
  • ทิศตะวันออกติดกับถนนศรีปราชญ์
  • ทิศเหนืออยู่ตรงข้ามกับ โรงเรียนอนุบาลนครศรีธรรมราช ณ นคร อุทิศ
  • ทิศใต้ ติดกับศาลาประดู่หก

โรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช แบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง

  • ฝั่งก.ณ.1 มีเนื้อที่ 10 ไร่ 2 งาน 28 ตารางวา
  • ฝั่งก.ณ.2 มีเนื้อที่ ประมาณ 5 ไร่เศษ

ข้อมูลบุคลากรในโรงเรียน

  • คณะครู-อาจารย์ 205 คน
  • นักเรียน ชั้น ม.1-ม.6 จำนวน 3,410 คน
  • จำนวนห้องเรียน 65 ห้อง แยกเป็น

-ห้องเรียนปกติ

-ห้องเรียนโครงการพิเศษ 14 ห้องเรียน

ช่วงชั้นที่ 3 ห้องเรียนพิเศษโครงการหลักสูตรภาคภาษาอังกฤษ (English Programme : EP) ระดับละ 2 ห้องเรียน

ช่วงชั้นที่ 4 ห้องเรียนพิเศษโครงการหลักสูตรภาคภาษาอังกฤษแบบเข้ม (IEP) ระดับละ 1 ห้องเรียน

ช่วงชั้นที่ 3 ห้องเรียนพิเศษโครงการพัฒนาความสามารถพิเศษด้านวิทยาศาสตร์ – คณิตศาสตร์ (Science Math Gifted Programs : SMGP) ระดับละ 2 ห้องเรียน

ช่วงชั้นที่ 4 ห้องเรียนพิเศษโครงการนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษ ด้านวิทยาศาสตร์ – คณิตศาสตร์ ระดับละ 1 ห้องเรียน

ทำเนียบผู้บริหาร[แก้]

นับแต่ปี พ.ศ. 2466 เป็นต้นมา โรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช มีผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารมาแล้ว ดังนี้

ลำดับ ตำแหน่ง รายนามผู้บริหาร วาระการดำรงตำแหน่ง
1. ครูใหญ่ นายเลื่อน ทองธวัช พ.ศ. 2466
2. ครูใหญ่ นายมี จันทร์เมือง (พ.ศ. 2467 - พ.ศ. 2473)
3. ครูใหญ่ นายคลิ้ง ขุนทรานนท์ พ.ศ. 2473
4. ครูใหญ่ นางสาวอัมพร เผื่อนพงษ์ (พ.ศ. 2474 - พ.ศ. 2476)
5. ครูใหญ่ นางสาวซ่วนจู้ อุ่ยสกุล (พ.ศ. 2476 - พ.ศ. 2477)
6. อาจารย์ใหญ่ นางภูเก็ต อาจอนามัย (พ.ศ. 2477 - พ.ศ. 2483)
7. อาจารย์ใหญ่ นางนวลละออ ลีละพันธ์ (พ.ศ. 2483 - พ.ศ. 2512)
8. อาจารย์ใหญ่ นางสุวนีย์ ตันตยาภรณ์ (พ.ศ. 2513 - พ.ศ. 2518)
9. ผู้อำนวยการ นางสาวเสาวลักษณ์ ศรีวัชรินทร์ (พ.ศ. 2518 - พ.ศ. 2526)
10. ผู้อำนวยการ นางกรองทอง ด้วงสงค์ (พ.ศ. 2526 - พ.ศ. 2535)
11. ผู้อำนวยการ นางอรุณ นนทแก้ว (พ.ศ. 2535 - พ.ศ. 2536)
12. ผู้อำนวยการ นายสวงค์ ชูกลิ่น (พ.ศ. 2536 - พ.ศ. 2541)
13. ผู้อำนวยการ นายวิญญู ใจอารีย์ (พ.ศ. 2541 - พ.ศ. 2543)
14. ผู้อำนวยการ นายอนันต์ สุนทรานุรักษ์ (พ.ศ. 2543 - พ.ศ. 2547)
15. ผู้อำนวยการ นายอุส่าห์ ศิวาโมกข์ (พ.ศ. 2547 - พ.ศ. 2552)
16. ผู้อำนวยการ นายสุพจน์ อภิศักดิ์มนตรี (พ.ศ. 2552 - พ.ศ. 2557)
17. ผู้อำนวยการ นายประดับ แก้วนาม (พ.ศ. 2558 - ปัจจุบัน)

โบราณสถานสำคัญประจำโรงเรียน[แก้]

อนุสรณ์สถานศรีปราชญ์[แก้]

อนุสรณ์สถานศรีปราชญ์ ตั้งอยู่ภายในโรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช ฝั่งก.ณ.1 ประกอบด้วยสระล้างดาบศรีปราชญ์และอนุสาวรีย์ศรีปราชญ์

สระล้างดาบศรีปราชญ์ถือกันตามตำนานว่าเป็นอนุสรณ์การตายของศรีปราชญ์ ผู้เป็นกวีเอกในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยา แต่ถูกเนรเทศมาอยู่ ณ เมืองนครศรีธรรมราช ต่อมาเกิดมีความขัดเคืองใจแก่เจ้านครศรีธรรมราช จึงถูกสั่งประหาร หลังจากประหารศรีปราชญ์แล้วเพชฌฆาตได้นำดาบมาล้างที่สระแห่งนี้ เล่ากันว่าแต่เดิมสระล้างดาบมีขนาดใหญ่มากคือตั้งแต่บริเวณหลังจวนผู้ว่าราชการจังหวัดปัจจุบัน จนถึงหลังโรงเรียนอนุบาลนครศรีธรรมราช แต่ต่อมาเกิดความตื้นเขิน และบางส่วนทางเทศบาลจำเป็นต้องถมเพื่อตัดถนน จึงเหลือให้เห็นเพียงสระที่อยู่ในเขตโรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราชเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ขุนอาเทศคดี ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของเมืองนครได้แย้งว่า สระดังที่กล่าวนั้นหาใช้สระล้างดาบศรีปราชญ์ไม่ หากเป็นสระที่ขุดขึ้นใหม่ในพ.ศ. 2448 เพื่อให้เจ้านายฝ่ายในที่ยังทรงพระเยาว์ได้พายเรือเล่น ทั้งยังได้ยืนยันว่า สระล้างดาบศรีปราชญ์แท้จริงนั้น อยู่บริเวณหลังศาลาประดู่หก แต่ในปี พ.ศ. 2476 ถูกถมเพื่อสร้างที่ทำการและที่พักข้าหลวงภาค 8ซึ่งในปัจจุบันเป็นที่ตั้งบ้านพักประมงจังหวัด และศูนย์จักรกลขององค์การบริหารส่วนจังหวัด

ด้วยความที่สระล้างดาบศรีปราชญ์บริเวณโรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช เป็นเพียงสถานที่เดียวในจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่บ่งบอกถึงเหตุการณ์การประหารชีวิตศรีปราชญ์ในครั้งนั้น ประกอบกับการที่ชาวกัลยาณีศรีธรรมราชและชาวเมืองนครศรีธรรมราช ให้ความเคารพสักการะศรีปราชญ์ ว่าเป็นบรมครูแห่งกานท์กลอนคนหนึ่งของประเทศ จึงทำให้ทุกองค์กรในโรงเรียน และจังหวัด เห็นพ้องต้องกันว่าสมควรสร้างอนุสาวรีย์ศรีปราชญ์ จึงร่วมกันประสานงานเพื่อจัดสร้างอนุสาวรีย์ศรีปราชญ์โดยกรมศิลปากรเป็นผู้ออกแบบรูปหล่อโลหะ และ ทำพิธีทางศาสนา พราหมณ์และพุทธ โดยประดิษฐานอนุสาวรีย์ ณ ทิศหรดีแห่งสระล้างดาบศรีปราชญ์ ซึ่งอนุสรณ์ศรีปราชญ์ ได้ดำเนินการแล้วเสร็จในสมัยผู้อำนวยการอนันต์ สุนทรานุรักษ์

ในวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดอนุสาวรีย์ศรีปราชญ์ ยังความปลาบปลื้มแก่ชาวกัลยาณีศรีธรรมราชและชาวนครศรีธรรมราชเป็นล้นพ้น

พระวิหารสูง หรือ หอพระสูง[แก้]

หอพระวิหารสูง หรือชาวกัลยาณีศรีธรรมราชเรียกกันว่า”พระสูง” นั้นประดิษฐานอยู่ในโรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช ฝั่งก.ณ.2

เป็นปูชนียสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของเมืองนครศรีธรรมราช ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองโบราณนครศรีธรรมราชด้านทิศเหนือในบริเวณสนามหน้าเมือง ใกล้สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ถนนราชดำเนิน เรียกชื่อตามลักษณะของการก่อสร้างของพระวิหารซึ่งสร้างบนเนินดินที่สูงกว่าพื้นปกติถึง 2.10 เมตร ไม่ปรากฏหลักฐานแสดงประวัติอย่างแท้จริง แต่สามารถสันนิษฐานจากลักษณะของสถาปัตยกรรม และจิตรกรรมฝาผนังว่าสร้างในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ภายในพระวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นแกนดินเหนียว สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยพุทธศตวรรษที่ 23–24 หรือในสมัยอยุธยาตอนปลาย

ยังไม่ปรากฏหลักฐานทางเอกสารแน่ชัดเกี่ยวกับประวัติการสร้างหอพระสูงแห่งนี้ แต่มีเรื่องเล่าของชาวบ้านที่บอกเล่าต่อ ๆ กันมาว่า เนินดินขนาดใหญ่เป็นที่ประดิษฐานหอพระสูงนั้น ชาวบ้านได้ช่วยกันขุดดินจากบริเวณคลองหน้าเมืองมาถมเป็นเนินขนาดใหญ่เพื่อใช้ตั้งปืนใหญ่ในการสกัดกั้นทัพพม่า ในคราวที่ได้มีการยกทัพใหญ่ลงมาตีหัวเมืองหน้าด่านต่าง ๆ ทางภาคใต้ ตั้งแต่มะริด ถลาง ไชยา จนถึงนครศรีธรรมราช บริเวณสนามหน้าเมืองน่าจะเป็นสนามรบและตั้งทัพตามกลยุทธ์ในการจัดทัพออกศึก เพื่อต่อสู้ประจัญบาน ต่อมาบริเวณแห่งนี้กลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ได้มีการก่อสร้างพระพุทธรูปเพื่อเป็นที่เคารพสักการบูชา และได้สร้างวิหารครอบองค์พระพุทธรูปในเวลาต่อมา

รูปแบบสถาปัตยกรรม เป็นอาคารทรงไทยรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ก่ออิฐถือปูนขนาดกว้าง ๕.๙๐ เมตร ยาว ๑๓.๒๐ เมตร สูง ๓.๕๐ เมตร หันหน้าไปทางทิศตะวันออก หลังคาเป็นเครื่องไม้มุง กระเบื้องดินเผาผนังด้านข้างเยื้องมาทางด้านหน้าทั้งสองด้านเจาะเป็นกรอบหน้าต่าง ทำช่องรับแสงในกรอบเป็นรูปกากบาท ฐานชั้นล่างก่อด้วยอิฐเป็นตะพัก ๔ ชั้น ด้านหน้าทางขึ้นเป็นบันไดต่อจากเนินเข้าไปยังพระวิหาร

รูปแบบประติมากรรม ได้แก่ องค์พระพุทธรูปประธาน ปางมารวิชัย แกนพระพุทธรูปทำด้วยดินเหนียวโบกปูนปั้น องค์พระภายนอกขนาดหน้าตักกว้าง ๒.๔๐ เมตร สูง ๒.๘๐ เมตร ลักษณะอวบอ้วน พระพักตร์เป็นรูปสี่เหลี่ยม พระขนงโก่ง พระนาสิกงุ้ม พระโอษฐ์เป็นรูปคันศร พระศอเป็นริ้ว พระกรรณห้อยต่ำอยู่ใต้พระศก พระเกศาเกล้าเป็นมวย เม็ดพระศกเป็นขมวดปนเล็ก ยอดพระเกตุมาลาอาจหักหายไปครองผ้าสังฆาฏิเฉียงจากพระอังสาซ้ายมาจรดพระนาภี ศาสตราจารย์หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ทรงวินิจฉัยว่าควรจัดอยู่ในสมัยพุทธศตวรรษที่ ๒๓ - ๒๔ สมัยอยุธยาตอนปลาย หรือรัตนโกสินทร์ตอนต้น

ทางด้านหลังขอหอพระสูงพบพุทธรูปหินทรายแดง ปางมารวิชัย เศียรหักหายไป ส่วนฐานมีจารึกภาษาขอม รูปแบบจิตรกรรมฝาผนัง เขียนเป็นรูปดอกไม้ห้อยลง กลีบดอกเขียนด้วยสีน้ำตาลจำนวน ๘ กลีบ ด้านดอกเขียนสีน้ำเงินหรือสีคราม ส่วนก้านเกสรเป็นลายไทย ดูอ่อนช้อยสวยงาม ส่วนใต้ฐานพระพุทธรูปเป็นลายจีน เข้าใจว่าคงเขียนขึ้นภายหลัง รูปแบบของจิตรกรรมฝาผนังคล้ายงานเขียนในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นที่มีอิทธิพลจีนเข้ามาปะปนผสมกับลวดลายไทย

อาคารของโรงเรียน[แก้]

โรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช แบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง

“ ฝั่งกัลยาณี 1 ” มีเนื้อที่ 10 ไร่ 2 งาน 28 ตารางวา มีอาคารดังนี้

อาคาร 1 หรือเรียกว่า อาคารอึ่งค่ายท่าย เป็นอาคาร 2 ชั้น อาคาร 2 (อาคาร EP) เป็นอาคารพิเศษ 4 ชั้น สีส้ม ซึ่งติดตั้งเครื่องปรับอากาศทั้งอาคาร อาคาร 3 อาคาร 7 ชั้น อาคาร 4 หรือเรียกกันว่า อาคารกวีศรีปราชญ์ เป็นอาคาร 2 ชั้น อาคาร 5เป็นอาคาร 4 ชั้น ที่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศทั้งอาคาร อาคาร 6 (อาคารวิทย์) เป็นอาคาร 3 ชั้น อาคาร 7 (อาคาร SMGP) เป็นอาคาร 7 ชั้น

“ ฝั่งกัลยาณี 2” มีเนื้อที่ ประมาณ 5 ไร่เศษ มีอาคารดังนี้

  • โรงฝึกงานเกษตร
  • โรงฝีกงานคหกรรม และ ห้องดนตรีสากล วงโยธวาฑิต
  • โรงฝึกงานอุตสาหกรรม และ ห้องดนตรีไทย
  • โรงฝึกวิชาพลศึกษา (โรงยิมส์) และ ห้องพักครูกลุ่มสาระการเรียนรู้พลศึกษา
  • เรือนเพาะชำ
  • อาคารสมาคมฯ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (นาฏศิลป์)

รวมอาคารเรียนทั้งหมด 7 หลัง โรงฝึกงาน 4 หลัง

หลักสูตรที่เปิดสอน[แก้]

ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น[แก้]

  • หลักสูตรภาคปกติ
  • หลักสูตรภาคภาษาอังกฤษ (English Programme : EP)
  • หลักสูตรโครงการพัฒนาความสามารถพิเศษด้านวิทยาศาสตร์ – คณิตศาสตร์ (Science Math Gifted Programs : SMGP)

ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย[แก้]

  • แผนการเรียนวิทยาศาสตร์ - คณิตศาสตร์
  • แผนการเรียนศิลป์ - คณิตศาสตร์ (ภาษาอังกฤษ - คณิตศาสตร์)
  • แผนการเรียนศิลป์ - ภาษาไทย-สังคมศึกษา
  • แผนการเรียนศิลป์ - ภาษาฝรั่งเศส
  • แผนการเรียนศิลป์ - ภาษาญี่ปุ่น
  • แผนการเรียนศิลป์ - ภาษาจีน
  • ห้องเรียนพิเศษโครงการนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษ ด้านวิทยาศาสตร์ – คณิตศาสตร์
  • ห้องเรียนพิเศษโครงการหลักสูตรภาคภาษาอังกฤษแบบเข้ม (IEP)

กิจกรรมประจำโรงเรียน[แก้]

  • พิธีสักการะพระพุทธรูปประจำโรงเรียน พิธีบูชาพระวิหารสูง พิธีเคารพยุวกษัตริย์ พิธีสดุดีครูกวีศรีปราชญ์ และพิธีรำลึกคุณคหบดีอึ่งค่ายท่าย
  • งานคืนสู่เหย้าชาวกัลยาณีฯ เรียกว่า"งานคืนสู่ร่มจัน กัลยาณีฯ" โดยสมาคมศิษย์เก่ากัลยาณีศรีธรรมราช และ ศิษย์เก่าทุกรุ่น
  • งานศิลปหัตถกรรมนักเรียน

และมีอีกหลายกิจกรรมซึ่งบูรณการเข้ากับ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้

ศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียง[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]