โรงเรียนอำมาตย์พานิชนุกูล

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
โรงเรียนอำมาตย์พานิชนุกูล จังหวัดกระบี่
สัญลักษณ์ โรงเรียนอำมาตย์พานิชนุกูล
"เรียนเด่น ประพฤติดี สามัคคี มีวินัย"
ปญฺญา นรานํ รตนํ
(ปัญญาคือแก้วประดับตน)
10 ถนนกระบี่ ตำบลปากน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ 81000
ข้อมูล
ชื่ออังกฤษ Ammartpanichnukul School
อักษรย่อ อ.ม.(UM)
ประเภท รัฐ
ขึ้นกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ
สถาปนา 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2452
เพลง มาร์ชอำมาตย์
เว็บไซต์

โรงเรียนอำมาตย์พานิชนุกูล จังหวัดกระบี่ เป็นสถานศึกษาขนาดใหญ่ตั้งอยู่เลขที่10 ถนนกระบี่ ตำบลปากน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม พุทธศักราช 2452 โดยพระยาอิศราธิชัย หรือ หมี ณ ถลาง ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่อยู่ในขณะนั้น ซึ่งสร้างขึ้นเขตวัดแก้วโกรวาราม โดยมีพ่อค้า ประชาชน ในจังหวัดกระบี่ร่วมกันออกกำลังทรัพย์ กำลังกายในการก่อสร้าง

ประวัติ[แก้]

โรงเรียนอำมาตย์พานิชนุกูลจัดสร้างขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช 2452 เนื่องจากขณะนั้นกระทรวงธรรมการ (กระทรวงศึกษาธิการ) ต้องการให้ทุกจังหวัดตั้งโรงเรียนหลวงขึ้น พระยาอิศราธิชัย หรือ หมี ณ ถลาง ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ในขณะนั้น จึงได้ริเริ่มสร้างโรงเรียนหลวงขึ้นในเขตวัดแก้วโกรวาราม โดยมีพ่อค้า คหบดีและข้าราชการ ร่วมแรงร่วมใจช่วยกันสร้างโรงเรียนแห่งนี้ขึ้น ให้ชื่อว่า “โรงเรียนอำมาตย์พานิชนุกูล” โรงเรียนอำมาตย์พานิชนุกูล เป็นอาคารไม้ชั้นเดียว ใต้ถุนสูงประมาณเมตรเศษ ทรงหลังคาแบบปั้นหยา มุงสังกะสี มี 4 ห้องเรียนตั้งอยู่ที่ตั้งศาลาการเปรียญปัจจุบันนี้

เปิดรับนักเรียน ชั้นประถมปีที่ 1-3 และมัธยมปีที่ 1-3 ตลอดมา เมื่อมีนักเรียนเพิ่มขึ้นก็สร้างอาคารชั่วคราวชั้นเดียวขึ้นอีกหลัง ในบริเวณใกล้ๆกัน เป็นสโมสรลูกเสือและห้องเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 กาลเวลาล่วงเลยไปตามลำดับ อาคารแห่งนี้ชำรุดทรุดโทรม คณะผู้บริหารการศึกษาของจังหวัดกระบี่ มีความเห็นร่วมกัน และดำเนินการสร้างอาคารเรียนขึ้นในที่ดินของโรงเรียนเดิม ซึ่งเป็นที่ตั้งโรงเรียนในปัจจุบันนี้ ที่ดินแห่งนี้เป็นที่ดินของโรงเรียนอำมาตย์พานิชนุกูล ซึ่งพระยาอิศราธิชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เป็นผู้สงวนไว้สำหรับสร้างโรงเรียนประจำจังหวัดโดยเฉพาะ

อาคารหลังนี้เป็นอาคารไม้ 2 ชั้น เสาคอนกรีต หลังคาทรงปั้นหยามุงกระเบื้อง ชั้นล่างปล่อยไว้โล่งๆ และต่อมากั้นเป็นฝาขัดแตะ

พุทธศักราช 2482 นักเรียนยังแยกกันอยู่ทั้ง 2 ฝ่าย คือ ม.1-3 เรียนอาคารเดิมที่วัดแก้ว ส่วน ม.4-6 เรียนอาคารใหม่ โดยมีนายเนิ่น เกษสุวรรณเป็นครูใหญ่ในขณะนั้น

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้น ประเทศไทยต้องยอมเป็นฝ่ายพันธมิตรกับฝ่ายอักษะ กองทัพญี่ปุ่นต้องมาตั้งฐานทัพในประเทศไทยและกระบี่คือจุดยุทธศาสตร์สำคัญฝั่งอันดามัน

ในเดือนธันวาคม พุทธศักราช 2484 ทหารญี่ปุ่นยึดโรงเรียนอำมาตย์พานิชนุกูลเป็นฐานทัพ โรงเรียนจึงต้องหยุดเรียนไปโดยไม่มีวันกำหนดเปิด ในขณะนั้นนายกล่อม สัจจะบุตรเป็นครูใหญ่ ปีพุทธศักราช 2485 นักเรียนม.1-3 ย้ายมาเรียนรวมกัน ที่อาคารหลังขาว 2 ชั้น และในช่วงนี้เปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนประจำจังหวัดกระบี่

ในวันที่ 25 มีนาคม พุทธศักราช 2489 เวลาประมาณ 21.00 น. เกิดเพลิงไหม้โรงเรียน ไฟไหม้อย่างรุนแรงและรวดเร็ว ไม่มีใครช่วยได้ ทะเบียนหลักฐาน อุปกรณ์การศึกษา รวมทั้งสิ่งมีค่าทางประวัติศาสตร์กลายเป็นเถ้าถ่าน วันรุ่งขึ้นเป็นวันประกาศผลสอบ นักเรียนเข้าแถวใต้ต้นกอใหญ่ หน้าซากอาคารเรียน ฟังครูประจำชั้นประกาศผลมีผู้สอบได้กับไม่ได้เท่านั้น ใครได้กี่เปอร์เซ็นนั้นไม่มีหลักฐาน

เมื่อโรงเรียนเปิดใหม่ปีการศึกษา2489 นักเรียนได้เลขประจำตัวใหม่ทุกคน นายกล่อมสัจจะบุตร ย้ายไปจังหวัดตรัง นายประพฤทธิ พิเศษศิลป์ เป็นครูใหญ่แทน ขออาศัยเรียนที่โรงเรียนเทศบาล (โรงเรียนอุตรกิจ) เป็นการชั่วคราว จนปีพุทธศักราช 2492 เมื่อจังหวัดกระบี่ได้รับงบประมาณสร้างอาคารใหม่ ทำการสร้างในที่ดินเดิมเมื่อสร้างเสร็จก็ย้ายกลับมาที่โรงเรียนประจำจังหวัดกระบี่อีกครั้ง และแล้วจังหวัดกระบี่ได้เปลี่ยนชื่อโรงเรียนเป็น “โรงเรียนกระบี่อำมาตย์พานิชนุกูล” และในที่สุดก็เปลี่ยนชื่อโรงเรียนตามศิลาจารึกว่า “โรงเรียนอำมาตย์พานิชนุกูล” จนถึงทุกวันนี้

บุคคลสำคัญที่ต้องจดจำและจารึกไว้ตลอดกาล คือ พระคุณเจ้า “พระสุตกวี” และเจ้าอาวาสวัดแก้วโกรวารามผู้อุปถัมภ์ค้ำชูโรงเรียนอำมาตย์พานิชนุกูล ตั้งแต่สมัยที่โรงเรียนตั้งอยู่ในวัดจนตราบเท่าปัจจุบัน ท่านพระยาอิศราธิชัย (หมี ณ ถลาง) นั้น ท่านเป็นผู้ให้กำเนิดโรงเรียนและกำหนดอนาคตของโรงเรียนไว้อย่างเหมาะสมถูกต้อง

ปัจจุบันโรงเรียนอำมาตย์พานิชนุกูลเป็นสถานศึกษาระดับมัธยมขนาดใหญ่ มีนักเรียนกว่า 3000 คน เพียบพร้อมไปด้วยสื่อการเรียนเทคโนโลยีที่ทันสมัย เป็นศูนย์กลางการศึกษาของจังหวัดกระบี่ เป็นโรงเรียนที่สามารถผลิตนักเรียนที่มีคุณภาพอีกโรงเรียนหนึ่ง

ด้านการเรียนการสอนของโรงเรียนอำมาตย์ได้มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนมีการส่งเสริมในการเข้าร่วมแข่งขันในด้านทักษะทางวิชาการ ความสามารถพิเศษของนักเรียน จนได้รับรางวัลมากมายอย่างต่อเนื่อง

ในวันที่ 8 กรกฎาคม 2552 ครบ 100ปี อำมาตย์พานิชนุกูล

สัญลักษณ์ประจำโรงเรียน[แก้]

  • เป็นรูปครึ่งวงกลมซ้อนกัน 2 วง หมายถึง เขาขนาบน้ำ หน้าเมืองกระบี่ และดาบมี โกร่ง 2 เล่ม ทั้งหมดเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัด
  • คติพจน์ ปญฺญา นรานํ รตนํ

ทำเนียบผู้บริหาร[แก้]

นายอวิรุทธ์ กิตติวรรุทธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนอำมาตย์พานิชนุกูล

นางสุดารัตน์ แก้วเก้า รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารวิชาการ

- รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารงบประมาณ

นายศรัล สังข์ขาว รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารบุคลากร

นายมนตรี พันธ์คำ รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารทั่วไป

อาคารและสถานที่ภายในโรงเรียน[แก้]

โรงเรียนอำมาตย์พานิชนุกูลประกอบไปด้วยอาคารเรียน 8 อาคารดังต่อไปนี้

  • อาคาร 1 เป็นที่ทำการของงานแนะแนว, ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์, ห้องเรียน และห้องพักครู
  • อาคาร 2 ประกอบไปด้วยห้องนักเรียนโครงการ 2 ภาษา, สำนักงานกิจการนักเรียน และห้องพักครู
  • อาคาร 3 ประกอบไปด้วยห้องเรียนกลุ่มสังคมศึกษา ได้แก่ ห้องสังคมศึกษา, ห้องอิสลาม, ห้องพระพุทธ, ห้องพยาบาล และห้องพักครู
  • อาคาร 4 เป็นอาคารเรียนทางด้านวิทยาศาสตร์ ห้องเรียนสีเขียว และห้องพักครู
  • อาคาร 5 ประกอบไปด้วยห้องสืบค้นทางอินเทอร์เน็ต, ห้อง TOT, ห้องสมุด, ห้องเรียน, หอประชุม 96 ปี, สถานีวิทยุเพื่อการศึกษา 95.25 MHz
  • อาคาร 6 ประกอบด้วยห้องปฏิบัติการดนตรีสากล, ห้องปฏิบัติการดนตรีไทย และเป็นที่ทำการของกลุ่มวิชาการงานอาชีพ
  • อาคาร 84 ปี ชั้นบนจัดเป็นหอประชุม ชั้นล่างจัดเป็นโรงอาหาร1
  • อาคาร 9 อำมาตย์ฯ 100 ปี เปิดใช้อาคารวันที่ 8 กรกฎาคม 2552 ฉลอง100 ปีอำมาตย์ฯ ประกอบไปด้วยห้องนาฏศิลป์ ห้องภาษาต่างๆ ได้แก่ ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ภาษาฝรั่งเศส,ภาษาเกาหลี, ห้อง Resource Center, โรงอาหาร2

ชีวิตในโรงเรียน[แก้]

นักเรียนมีคุณธรรม จริยธรรม มีคุณภาพและศักยภาพในการแข่งขัน ตระหนักในสิ่งแวดล้อม มีความสามารถด้านเทคโนโลยีและมีความเป็นไทยในโลกสากล

เกียรติยศ[แก้]

  1. โรงเรียนได้รับรางวัลโรงเรียนพระราชทาน ในปี พ.ศ. 2529
  2. โรงเรียนมัธยมศึกษาดีเด่น ในปี พ.ศ. 2529
  3. โรงเรียนจัดกิจกรรมจริยศึกษาดีเด่น ในปี พ.ศ. 2529
  4. ได้รับรางวัลโรงเรียนพระราชทานครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2537
  5. ได้รับรางวัลโรงเรียนพระราชทาน ประเภทชมเชย ในปี พ.ศ. 2545
  6. ได้รับรางวัลโรงเรียนพระราชทานประเภทสถานศึกษาขนาดใหญ่ ในปี พ.ศ. 2547

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]