นี่คือบทความคุณภาพ คลิกเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติม

สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี

พระราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรมราชินี
ฐานันดรศักดิ์ พระอัครมเหสี
ราชวงศ์ ราชวงศ์จักรี
ข้อมูลส่วนพระองค์
พระราชสมภพ 21 กันยายน พ.ศ. 2310
อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม
สวรรคต 18 ตุลาคม พ.ศ. 2379 (69 ปี)
พระราชบิดา เงิน แซ่ตัน
พระราชมารดา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าแก้ว กรมพระศรีสุดารักษ์
พระราชสวามี พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
พระราชบุตร สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าราชกุมาร
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี (พระยศเดิม:สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้าบุญรอด; พระราชสมภพ: 21 กันยายน พ.ศ. 2310 — สวรรคต: 18 ตุลาคม พ.ศ. 2379) หรือคนทั้งหลาย เรียกว่า สมเด็จพระพันวษา เป็นพระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าแก้ว กรมพระศรีสุดารักษ์ (พระเชษฐภคินีพระองค์เล็กในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) กับเจ้าขรัวเงิน แซ่ตัน ต่อมาได้รับราชการฝ่ายในเป็นพระอัครมเหสีในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และเป็นสมเด็จพระบรมราชชนนีในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

ภายหลังการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระราชสวามี พระองค์เสด็จออกไปประทับ ณ พระราชวังเดิม พร้อมด้วยสมเด็จเจ้าฟ้าชายจุฑามณี พระราชโอรสพระองค์เล็ก พระองค์สวรรคตในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระบรมอัฐิเป็น กรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์

พระราชประวัติ[แก้]

ขณะทรงพระเยาว์[แก้]

สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี มีพระนามเดิมว่า "บุญรอด" ประสูติในเวลาเช้าของวันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2310[1] ณ ตำบลอัมพวา เมืองราชบุรี (ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดสมุทรสงคราม) เป็นพระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าแก้ว กรมพระศรีสุดารักษ์ พระเชษฐภคินีในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก กับบิดาคือเจ้าขรัวเงิน แซ่ตัน เศรษฐีเชื้อสายจีนย่านถนนตาล ในกรุงศรีอยุธยา[2] เมื่อแรกเริ่มเจ้าคุณชีโพกนิษฐาในสมเด็จพระอมรินทราบรมราชินีได้ให้การอุปถัมภ์อำรุง คุณบุญรอดจึงนับถือเจ้าคุณชีโพเป็นพระมารดาเลี้ยงเสมอมา[2]

พระองค์มีพระเชษฐา พระเชษภคินี และพระอนุชา รวม 6 พระองค์ ได้แก่

  1. สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าตัน กรมหลวงเทพหริรักษ์ (ต้นราชสกุลเทพหัสดิน)
  2. สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฉิม กรมขุนอนัคฆนารี
  3. สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าขุนเณร (สิ้นพระพระชนม์เมื่อพระชันษา 7 ปี)
  4. สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี (พระนามเดิม เจ้าฟ้าบุญรอด)
  5. สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุ้ย กรมหลวงพิทักษ์มนตรี (ต้นราชสกุลมนตรีกุล)
  6. สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเกศ กรมขุนอิศรานุรักษ์ (ต้นราชสกุลอิศรางกูร)

ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้เสด็จเข้าไปปรนนิบัติราชการในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์พร้อมพระภัสดาและพระบุตรได้ตามเสด็จเข้ามาตั้งนิวาสสถานและโรงแพที่ตำบลกุฎีจีน ปัจจุบันคือพระวิหารและหอไตรวัดกัลยาณมิตร ส่วนแพอยู่ในคลองบางกอกใหญ่ตรงวัดโมฬีโลกข้างใต้[2]

รับราชการฝ่ายใน[แก้]

เมื่อเกิดการผลัดแผ่นดินขึ้น สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ คุณบุญรอดก็ได้เลื่อนขึ้นเป็นเจ้าทรงพระนาม สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้าบุญรอด ทรงประทับอยู่พระตำหนักแดงในพระบรมมหาราชวัง ทั้งนี้ทรงสนิทสนมกับสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงศรีสุนทรเทพ และสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงเทพยวดี พระขนิษฐาในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย[3]

ครั้นเมื่อสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ทรงพระประชวร เหล่าพระประยูรญาติทั้งหลายจึงได้เข้าเยี่ยมพระอาการ การนี้สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร (ต่อมาคือ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย) ทรงมีจิตปฏิพัทธ์ หลังจากนั้นเป็นต้นมาสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ได้เสด็จมาหาเจ้าฟ้าบุญรอดบ่อยครั้ง จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ขึ้นเมื่อเจ้าฟ้าบุญรอดทรงพระครรภ์ได้ 4 เดือน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงกริ้วนัก สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรจึงทรงขอความช่วยเหลือจากเจ้าจอมแว่น ซึ่งใช้ความเป็นสนมเอกคลายพระกริ้วของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกลง[4] แม้จะไม่ทรงลงพระอาญากระนั้นทรงห้ามไม่ให้เข้าเฝ้าและมิให้ค้าขายด้วยสำเภาเป็นการตัดรายได้กรมหลวงอิศรสุนทร เพราะขัดเคืองพระทัยและทรงห่วงว่ากรมหลวงเทพหริรักษ์ พระเชษฐาของเจ้าฟ้าบุญรอดจะน้อยพระทัย อีกทั้งเกรงว่าจะทำให้วังหน้าและวังหลังจะดูถูกฝ่ายวังหลวงได้ จึงมีรับสั่งให้แยกจากกันโดยให้เจ้าฟ้าบุญรอดไปประทับอยู่ที่วังของกรมหลวงเทพหริรักษ์ พระเชษฐา[3]

เมื่อเวลาผ่านไปได้ 3 เดือน สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรจึงได้เสด็จไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ให้พาพระองค์เข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัว เพื่อขอรับพระราชทานอภัยโทษ จนทรงให้เข้าเฝ้าและค้าขายสำเภาได้ตามเดิม จากนั้นจึงได้เสด็จเข้าเฝ้ากรมหลวงเทพหริรักษ์เพื่อขอรับเจ้าฟ้าบุญรอดกลับ แต่กรมหลวงเทพหริรักษ์ไม่ไว้พระทัยที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรทรงมีเหล่าสนมนางในและบาทบริจาริกามากมายอยู่แล้ว จึงทรงให้เจ้าฟ้าฉิมปฏิญาณว่า "จะมิให้บุตรและภริยาทั้งปวงเป็นใหญ่กว่าฤๅเสมอเท่าเจ้าฟ้าบุญรอด" จึงทรงยอมมอบเจ้าฟ้าบุญรอดให้[3] ในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 2 ระบุว่า "เมื่อในรัชกาลที่ ๑ นั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้าบุญรอด พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ เป็นพระอรรคชายา"[5]

แต่กระนั้นเมื่อพระราชสวามีเสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ พระนางมิได้รับการสถาปนาพระอิสริยยศให้สูงขึ้นแต่อย่างใดในรัชกาล แต่คนทั้งปวงก็เข้าใจว่าเป็นพระมเหสี ดังปรากฏความว่า "...[ในแผ่นดินสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย] ท่านได้เจ้าฟ้าหญิง ซึ่งเปนพระธิดาของสมเด็จพระเจ้าพี่นางในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เปนพระชายา ...ครั้นเมื่อท่านเปนเจ้าแผ่นดินขึ้น ก็มิได้แต่งตั้งยศศักดิ์อันใดอีก แต่คนทั้งปวงเข้าใจว่าท่านเป็นพระมเหสี เรียกว่า สมเด็จพระพันพรรษาฯ นี้คำเดียวกับพันปี เปนคำให้พร..."[6]

แต่เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงต้องพระทัยสมเด็จเจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี พระขนิษฐาต่างพระมารดา เป็นเหตุทำให้เจ้าฟ้าบุญรอดทรงน้อยพระทัย ไม่เข้าเฝ้าและไม่ถวายเครื่องเสวยที่โปรดปรานขึ้นถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยอีกเลย[7] แม้ว่าพระราชสวามีจะเสด็จไปหาที่พระตำหนักบ่อยครั้ง แต่ก็ทรงแข็งพระทัยไม่ยินยอมให้พบจนกระทั่งวันที่พระราชสวามีเสด็จสวรรคต[3]

ปลายพระชนม์ชีพ[แก้]

สมเด็จพระบรมราชินีแห่ง
ราชวงศ์จักรี
Emblem of the House of Chakri.svg สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี
Emblem of the House of Chakri.svg สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี
Queen Debsirindra.jpg สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี
Queen Saovabha Phongsri.jpg สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ
Prabai Sucharitakul.jpg สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี
Queen Rambhai Barni2.jpg สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี
Anefo 911-6994 Aankomst Koning.jpg สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
    

หลังการสวรรคตของพระราชสวามี พระองค์ทรงนำพระแสงดาบอาญาสิทธิ์ไปมอบให้แด่กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ พร้อมกับตรัสว่า "พระเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตแล้ว น้องยังเล็กนัก ปกครองบ้านเมืองไม่ได้ เจ้าจงรับราชการปกครองไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน ให้เป็นสุขเถิด"[3][8] เนื่องจากในขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เจ้าฟ้าพระองค์ใหญ่ในรัชกาลก่อนยังทรงพระเยาว์นัก ไม่สามารถปกครองบ้านเมืองได้ ราชสมบัติจึงควรกับกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ด้วยวัยวุฒิ แล้วพระองค์จึงกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเสด็จออกไปประทับ ณ พระราชวังเดิม กับสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจุฑามณี พระราชโอรส และทรงใช้ชีวิตในปลายพระชนม์ชีพอย่างสงบด้วยการเข้าหาพระพุทธศาสนา

พระองค์เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2379 ด้วยพระโรคชรา สิริพระชนมายุได้ 69 พรรษา ดังปรากฏในพระราชพงศาวดาร รัชกาลที่ 3 ความว่า "วันที่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๓๘๐ เวลาเช้า ๔ โมง สมเด็จพระพันวัสสาประชวรพระโรคชราสวรรคตในวันนั้น"[9] ส่วนในหนังสือ จดหมายเหตุโหร ฉบับพระยาประมูลธนรักษ์ บันทึกไว้ว่า "ปีวอก จ.ศ. ๑๑๙๘ วันอังคาร ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๑๑ พันวษานิพพาน เพลาเช้า ๒ โมงเศษ พระชนมายุได้ ๖๙ พรรษา"[10]

พระบรมศพประดิษฐานที่พระราชวังเดิม จนกระทั่งพระเมรุมาศ ณ ท้องสนามหลวงสร้างแล้วเสร็จในวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2380 จึงได้เชิญพระบรมศพข้ามฟากมาขึ้นที่ท่าวัดพระเชตุพนและเชิญพระบรมศพขึ้นพระยานุมาศเพื่อนำพระบรมศพไปประดิษฐานบนพระมหาพิชัยราชรถ แห่ไปยังพระเมรุมาศแล้วเชิญขึ้นพระเบญจา ครั้นถึงวันที่ 16 เมษายน พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการทั้งใหญ่น้อย ถวายพระเพลิงในวันต่อมา ได้แจงพระรูปลอยพระอังคารเก็บพระอัฐิไว้ในโกศทองคำ ทำการสมโภชอีกวันหนึ่งรวมเป็นสี่วันสี่คืน ครั้นรุ่งขึ้นจึงแห่พระอัฐิลงเรือเอกชัยที่ท่าพระมาสู่พระราชวังเดิม[11]

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นสืบราชสันตติวงศ์เป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชจักรีวงศ์ พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เฉลิมพระปรมาภิไธยพระบรมอัฐิเป็น สมเด็จกรมพระศรีสุริเยนทรามาตย์ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ออกพระนามว่า สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี ตามที่ทรงเป็นพระอัครมเหสีในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยและเป็นพระบรมราชชนนีในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระราชกรณียกิจ[แก้]

ในปี พ.ศ. 2324 ขณะที่สมเด็จเจ้าฟ้าบุญรอด มีพระชันษาได้ 14 ปี สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้ส่งพระองค์ไปเป็นราชทูตยังเมืองกวางตุ้ง พร้อมด้วยเจ้าพระยาศรีธรรมาธิราช และพระมหานุภาพ ทั้งนี้ได้สันนิษฐานว่าเจ้าฟ้าบุญรอดคงสามารถเจรจาด้วยภาษาจีนได้ดี เนื่องด้วยเจ้าขรัวเงินผู้บิดามีเชื้อสายจีน ในการทูตดังกล่าวนี้ได้รับการพระราชทานเลี้ยงอย่างดีจากจักรพรรดิเฉียนหลง ทั้งยังได้จัดซื้ออาวุธ และอุปกรณ์การก่อสร้างกลับมายังกรุงสยามในปี พ.ศ. 2325[8]

สมเด็จเจ้าฟ้าบุญรอดทรงรับหน้าที่กิจการด้านเครื่องต้นรับใช้พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยสืบต่อจากสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ พระมารดา[12] ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ได้กล่าวถึงพระเกียรติคุณของพระองค์ความว่า "...พระองค์เป็นอัจฉริยะนารีรัตน์ พิเศษพระองค์หนึ่ง ทรงชำนิชำนาญในกิจการของสตรีที่อย่างดีมีปากศิลปวิธีการชั่งทำกับเข้าของกินเป็นเลิศอย่างเอก..."[13]

ชีวิตส่วนพระองค์[แก้]

พระองค์มีเชื้อสายจีนจากบิดาคือเจ้าขรัวเงิน และมีการสันนิษฐานว่าพระองค์จึงน่าจะสามารถใช้ภาษาจีนได้เป็นอย่างดี[8] แม้จะทรงมีเชื้อสายจีนแต่พระองค์มีฉวีค่อนข้างคล้ำ พระองค์มักถูกเปรียบเปรยว่าทรงเป็น "จินตะหรา" จากวรรณคดีเรื่องอิเหนาพระราชนิพนธ์ของพระราชสวามี ด้วยนางจินตะหรามีพระฉวี "ดำแดงแน่งน้อยนวลระหง"[14]

ทั้งนี้พระองค์มีฝีมือในกิจการเครื่องต้น ทรงประกอบอาหารคาวหวานได้อย่างประณีตและมีรสโอชา ทรงใส่พระทัยในรายละเอียดของอาหารเป็นอย่างดี ดังปรากฏความว่า[13]

"...มีความเล่าสืบกันมาเปนต้นว่า เข้าเหนียวสีโสกนั้น ใช้เข้าที่กำลังเปนน้ำนมแก่อยู่ ทรงแจกให้พวกข้าหลวงคนละถ้วยนม ผ่าเปลือกออกจนกว่าจะพอตั้งเครื่องเพราะจะตำฤๅ แกะเมล็ด เข้าก็จะหัก แลก็เปนสีโสกอยู่ในตัวด้วย ขนมจีนนั้น พวกข้าหลวงหมอบตำเครื่องอยู่ พระองค์ท่านก็ทรงประทับอยู่บนพระแท่น นาน ๆ จึงทรงหยอดกะทิครั้งหนึ่ง แล้วก็ตำไปอีก จนกว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยบรรทมตื่น จึงจะปรุงพริกที่จะตำน้ำพริกนั้น ใช้พริกสวนนอก ทรงหักดมดูทุกเมล็ด เมล็ดไหนต่อมกลิ่นหอม จึงจะทรงใช้ ฯลฯ"

พระองค์ทรงถือธรรมเนียมโบราณอยู่หลายประการ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงจำไว้ และรวบรวมในหนังสือ ชุมนุมพระบรมราชาธิบาย อาทิ "...ต้นข้าวเหนียว ต้นข้าวเจ้า สารพัดต้นข้าว ไม่ให้ปลูกลงในดินหรือในท้องร่องหรือในสระแลในที่น้ำขังทั้งปวงที่อยู่ในกำแพงบ้าน จะปลูกได้แต่ในอ่างในถังที่เป็นของยกได้ไม่ห้าม" และ "ถ้ามีการมงคลสองอย่างคือ โกนจุก ๑ ลงท่า ๑ อย่าให้มีเทศนา ให้มีแต่สวดมนต์แลเลี้ยงพระสงฆ์ตามธรรมเนียมการโกนจุกลงท่า โดยมีศรัทธาจะทำการฉลองพระต่อไปจะใคร่มีเทศนาเป็นการบุญก็ได้ไม่ห้ามขาด แต่ขอให้ไว้ระยะเริ่มงานเป็นการบุญต่างหาก อย่าให้เอามาปะปนระคนกับการโกนจุกลงท่า" เป็นต้น[15]

พระราชโอรส[แก้]

สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี ประสูติพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จำนวน 5 พระองค์ คือ[16]

ลำดับ พระนาม พระบรมราชสมภพ/
พระบวรราชสมภพ
สวรรคต พระชนมพรรษา พระราชโอรสธิดา
1. เจ้าฟ้าชาย พ.ศ. 2344 พ.ศ. 2344 สิ้นพระชนม์วันประสูติ -
2. เจ้าฟ้าชายมงกุฎ
(พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว)
18 ตุลาคม พ.ศ. 2347 1 ตุลาคม พ.ศ. 2411 65 พรรษา 82 พระองค์
(พระราชสันตติวงศ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว)
3. เจ้าฟ้า ไม่มีข้อมูล สิ้นพระชนม์วันประสูติ (ตกพระโลหิต) -
4. เจ้าฟ้า ไม่มีข้อมูล สิ้นพระชนม์วันประสูติ (ตกพระโลหิต) -
5. เจ้าฟ้าชายจุฑามณี
(พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว)
4 กันยายน พ.ศ. 2351 7 มกราคม พ.ศ. 2408 58 พรรษา 58 พระองค์
(พระราชสันตติวงศ์ในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว)

พระอิสริยยศ[แก้]

  • บุญรอด
  • สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้าบุญรอด
  • กรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์
  • สมเด็จกรมพระศรีสุริเยนทรามาตย์
  • สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี

พระราชานุสรณ์[แก้]

  • พลับพลาสมเด็จพระศรีสุริเยนทราฯ

พลับพลาสมเด็จพระศรีสุริเยนทราฯ ตั้งอยู่ที่วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร เดิมเป็นที่ประทับของสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี ปลูกอยู่ในสวนพระราชวังเดิม กล่าวกันว่า เป็นพลับพลาที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ขณะทรงผนวชอยู่) ประทับเฝ้าเยี่ยมพระราชมารดา หลังจากสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีสวรรคตแล้วโปรดให้รื้อมาปลูกที่ริมคูด้านหน้าออกถนนพระสุเมรุ หน้าพระตำหนัก วัดบวรนิเวศวิหาร เพื่อเป็นอาสนศาลา ต่อมาจึงย้ายมาปลูกใหม่ในบริเวณตำหนักจันทร์ [17]

  • สะพานสมเด็จพระศรีสุริเยนทร์

สะพานสมเด็จพระศรีสุริเยนทร์ ตั้งอยู่ ณ อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นสะพานข้ามแม่น้ำแม่กลองเชื่อมระหว่าง หมู่ที่ 2 ตำบลสวนหลวง อำเภออัมพวา กับเขตเทศบาลตำบลอัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม กรมศิลปากรได้พิจารณาเสนอชื่อสะพานตามพระนามสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี เนื่องจากพระองค์เสด็จพระราชสมภพ ณ อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม และเพื่อให้สอดคล้องกับชื่อ สะพานสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าและสะพานสมเด็จพระอมรินทร์ ซึ่งได้ตั้งชื่อเป็นพระนามย่อเช่นเดียวกัน [18]

พงศาวลี[แก้]

อ้างอิง[แก้]

เชิงอรรถ
  1. ราชสกุลวงศ์, หน้า 6
  2. 2.0 2.1 2.2 พระบรมราชินีและเจ้าจอมมารดาแห่งราชสำนักสยาม, หน้า 56-57
  3. 3.0 3.1 3.2 3.3 3.4 "ตอนที่ 27 รักที่ลับเร้นของกรมพระศรีสุริเยนทรามาตย์". เดลินิวส์. 7 ตุลาคม 2556. สืบค้นเมื่อ 28 พฤศจิกายน 2556. 
  4. ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย. หอมติดกระดาน. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ:มติชน. 2553, หน้า 6
  5. พระบรมราชินีและเจ้าจอมมารดาแห่งราชสำนักสยาม, หน้า 60
  6. ดู พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. ธรรมเนียมราชตระกูลในกรุงสยาม. พ.ศ. 2421 อ้างใน ดารณี ศรีหทัย. สมเด็จรีเยนต์. กรุงเทพฯ:มติชน. 2554, หน้า 66
  7. ลาวัลย์ โชตามระ. พระมเหสีเทวี. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์, 2532, หน้า 40
  8. 8.0 8.1 8.2 "เจ้าฟ้าหญิงบุญรอด". ไทยรัฐ. 11 ธันวาคม 2554. สืบค้นเมื่อ 27 พฤศจิกายน 2556. 
  9. พระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ รัชชกาลที่ ๓:๑๐๗-สมเด็จพระพันวัสสาสวรรคต
  10. พระบรมราชินีและเจ้าจอมมารดาแห่งราชสำนักสยาม, หน้า 63
  11. พระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ รัชชกาลที่ ๓:๑๑๑-งานพระบรมศพสมเด็จพระพันวัสสา
  12. สุนทรี อาสะไวย์. (7 พฤษภาคม 2554). "กำเนิดและพัฒนาการของอาหารชาววัง ก่อน พ.ศ. 2475". ศิลปวัฒนธรรม. 32:7, หน้า 84
  13. 13.0 13.1 สุนทรี อาสะไวย์. (7 พฤษภาคม 2554). "กำเนิดและพัฒนาการของอาหารชาววัง ก่อน พ.ศ. 2475". ศิลปวัฒนธรรม. 32:7, หน้า 91
  14. จุลลดา ภักดีภูมินทร์. "พระราชชายานารี ในรัชกาลที่ 2". เลาะวัง 4. กรุงเทพฯ:โชคชัยเทเวศร์, 2536, หน้า 211-212
  15. พระบรมราชินีและเจ้าจอมมารดาแห่งราชสำนักสยาม, หน้า 62
  16. ราชสกุลวงศ์, หน้า 27
  17. "พระตำหนักเพ็ชร". วัดบวรนิเวศวิหาร. สืบค้นเมื่อ 30 พฤศจิกายน 2556. 
  18. "การขอพระราชทานชื่อสะพานข้ามแม่น้ำแม่กลอง". บิสนิวส์. 6 กันยายน 2538. สืบค้นเมื่อ 27 พฤศจิกายน 2556. 
บรรณานุกรม
  • กิตติพงษ์ วิโรจน์ธรรมากูร. ย้อนรอยราชสกุลวงศ์ วังหลวง. ดอกหญ้า, 2549, ISBN 974-941-205-2
  • จุลลดา ภักดีภูมินทร์ (หม่อมหลวงศรีฟ้า ลดาวัลย์ มหาวรรณ). เวียงวัง เล่ม ๑. กรุงเทพ : เพื่อนดี, พิมพ์ครั้งที่ 2 มีนาคม 2551. 300 หน้า. หน้า 256. ISBN 978-974-253-061-7
  • เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) (18 กุมภาพันธ์ 2481). "พระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ รัชชกาลที่ ๓". ห้องสมุดดิจิทัลวชิรญาณ. สืบค้นเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2560.  [ที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพท่านผู้หญิงวงษานุประพัทธ์ (ตาด สนิทวงศ์ ณอยุธยา)]
  • พิมาน แจ่มจรัส. รักในราชสำนัก. สร้างสรรค์บุ๊คส์, 2544, ISBN 974-341-064-3
  • ส.พลายน้อย. พระบรมราชินีและเจ้าจอมมารดาแห่งราชสำนักสยาม. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ:ฐานบุ๊คส์. 2554
  • สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร. ราชสกุลวงศ์. กรุงเทพฯ : สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, 2554. 296 หน้า. หน้า 68. ISBN 978-974-417-594-6
ก่อนหน้า สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี ถัดไป


สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี 2leftarrow.png Queen's Standard of Thailand.svg
พระอัครมเหสีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์
(7 กันยายน พ.ศ. 2352 - 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2367)
2rightarrow.png สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี