สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี
พระอัครมเหสี
พระบรมราชินี
สถาปนา หลังจากสวรรคต
พระราชสวามี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
พระราชบุตร 9 พระองค์
ราชวงศ์ จักรี
พระราชบิดา ทอง ณ บางช้าง
พระราชมารดา สมเด็จพระรูปศิริโสภาคย์มหานาคนารี
พระราชสมภพ 9 มีนาคม พ.ศ. 2280
อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม
สวรรคต 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2369 (89 พรรษา)
พระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร
ศาสนา พุทธ

สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี (9 มีนาคม พ.ศ. 2280 - 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2369) พระนามเดิม นาค เป็นพระบรมราชินีพระองค์แรกของอาณาจักรรัตนโกสินทร์ เป็นพระอัครมเหสีในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2280 ในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ แห่งอาณาจักรอยุธยา เป็นพระธิดาของทอง ณ บางช้าง และสมเด็จพระรูปศิริโสภาคย์มหานาคนารี (พระนามเดิม สั้น หรือมาก) เป็นคหบดีเชื้อสายมอญ[1]

พระราชประวัติ

ก่อนเสียกรุงศรีอยุธยา

สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี มีพระนามเดิมว่า นาค เสด็จพระราชสมภพในตระกูลคหบดีเชื้อสายมอญ บิดามีนามว่า ทอง มารดามีนามว่า สั้น ทั้งสองเป็นญาติใกล้ชิดกัน บิดานั้นถึงแก่กรรมไปตั้งแต่สมัยอาณาจักรอยุธยา ส่วนมารดานั้นมีอายุยืนยาวจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช แห่งอาณาจักรรัตนโกสินทร์ ภายหลังบวชเป็นแม่ชีจนกระทั่งถึงแก่กรรมเมื่ออายุราว 90 ปี ภายหลังพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สถาปนาอัฐิขึ้นเป็นพระบรมวงศานุวงศ์ในราชวงศ์จักรี ถวายพระนามว่าสมเด็จพระรูปศิริโสภาคย์มหานาคนารี

สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี มีพระพี่น้องร่วมพระราชบิดา-พระราชมารดาทั้งสิ้น 10 คน โดยทุกคนล้วนได้รับพระราชทานยศเป็น "เจ้าคุณ"[2] ได้แก่

  • เจ้าคุณหญิงแวน (บางแห่งว่าแว่น[3])
  • เจ้าคุณหญิงทองอยู่ (เรียกกันว่าเจ้าคุณผู้ใหญ่) สมรสกับขุนทอง ราชินิกุลบางช้าง มีบุตร 2 คน คือ
    • เจ้าพระยาอรรคมหาเสนา (สังข์)
    • เจ้าจอมหงส์ ในรัชกาลที่ 1
  • เจ้าคุณชายชูโต เป็นต้นราชินิกุลชูโต, สวัสดิ์-ชูโต และแสง-ชูโต
  • สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี
  • เจ้าคุณชายแตง
  • เจ้าคุณหญิงชีโพ มีบุตรคนเดียว คือ
  • เจ้าคุณชายพู
  • เจ้าคุณหญิงเสม
  • เจ้าคุณพระราชพันธุ์นวล (เรียกกันว่าเจ้าคุณโต) สมรสกับเจ้าพระยาอรรคมหาเสนา (บุนนาค) เป็นต้นราชินิกุลบุนนาค
  • เจ้าคุณหญิงแก้ว สมรสกับพระยาสมุทรสงคราม (ศร) เป็นต้นลราชินิกุล ณ บางช้าง

นาคมีสิริโฉมงดงามสมเป็นกุลสตรี ครองตนเป็นโสดมา 23 ปี กระทั่งมีข้าหลวงเที่ยวไปตามหัวเมืองและตำบลใหญ่ ๆ ในชนบท เพื่อสืบหาหญิงงามเพื่อจะส่งชื่อไปถวายพระเจ้าแผ่นดินให้ทรงเลือก บิดาและมารดาของนาคจึงต้องรีบขวนขวายจัดหาคู่ครองให้เธอโดยเร็วเพื่อพ้นจากการถูกส่งไปเป็นพระสนม ประจวบกับหลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรี (ทองด้วง; ต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) ข้าราชการหนุ่มรูปงามจากราชบุรีนั่งเรือผ่านมาเห็นเธอกำลังปีนต้นไม้ที่ริมคลองเพื่อเก็บผลไม้แล้วพลัดตกลงมาจุกเสียดอยู่โคนต้น หลวงยกกระบัตรจึงให้หยุดเรือลงไปช่วย แต่อาการไม่ดีขึ้นจึงอุ้มเธอลงเรือไปส่งที่บ้าน อาการจึงเป็นปกติ

การถูกเนื้อต้องตัวกันในสมัยนั้นถือเป็นสิ่งไม่งามสำหรับกุลสตรี หลวงยกกระบัตรจึงให้พระอักษรสุนทรศาสตร์ (ทองดี; ต่อมาคือสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก) บิดามาสู่ขอเธอกับพระยาแม่กลอง ญาติผู้ใหญ่ของเธอ และได้จัดพิธีมงคลสมรสขึ้นราวพ.ศ. 2304 ซึ่งขณะนั้นหลวงยกกระบัตรอายุ 25 ปี และเธออายุ 24 ปี

หลังเสียกรุงศรีอยุธยาและในสมัยกรุงธนบุรี

สมเด็จพระบรมราชินีแห่ง
ราชวงศ์จักรี
Emblem of the House of Chakri.svg สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี
Emblem of the House of Chakri.svg สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี
พระนางเจ้ารำเพย.JPG สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี
Queen Saovabha Phongsri.jpg สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ
Prabai Sucharitakul.jpg สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี
Queen Rambhai Barni2.jpg สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี
Aankomst Koning Bhumibol en Koningin Sirikit te Den Haag, koningin Sirikit, Bestanddeelnr 911-6994.jpg สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์

เมื่อพ.ศ. 2310 พม่าตีกรุงศรีอยุธยาแตก หลวงยกกระบัตรจึงตัดสินใจอพยพครอบครัวเข้าไปอยู่ในป่าลึก ในระหว่างนี้แก้ว(ต่อมาคือสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์) พี่สาวของหลวงยกกระบัตรได้ให้กำเนิดธิดานามว่าบุญรอด(ต่อมาคือสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี) ครั้นพระยาวชิรปราการ(ต่อมาคือสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี)ได้รวบรวมกำลังขับไล่พม่าออกไปหมดแล้ว ได้ปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์ หลวงยกกระบัตรจึงได้อพยพครอบครัวกลับภูมิลำเนาเดิม ในช่วงนี้เองนาคได้ให้กำเนิดบุตรคนที่สี่ชื่อฉิม(ต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย) หลังจากนั้นหลวงยกกระบัตรกลับเข้ารับราชการอยู่กับสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระราชวรินทร์ เจ้ากรมพระตำรวจนอกขวา และเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก นาคจึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น ท่านผู้หญิง

ในสมัยกรุงธนบุรี ได้เกิดเหตุที่ทำให้ท่านผู้หญิงนาคและสามีเคืองใจกันคือสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกนั้นเป็นแม่ทัพไปตีเมืองเวียงจันทน์จนแตกพ่ายไป และได้รับคำแว่นเป็นภรรยาตามธรรมเนียม โดยได้เชิญเสด็จพระราชบุตรในพระเจ้าศิริบุญสาร (นักองค์บุญ) เจ้านันทเสน เจ้าอินทวงศ์ และเจ้าอนุวงศ์ ทั้งยังกวาดต้อนชาวลาวพร้อมทั้งทรัพย์สมบัติมีค่าต่าง ๆ กลับมายังธนบุรีด้วย มีบันทึกว่าสมเด็จเจ้าพระยาเสน่หาในตัวหญิงเชื้อสายลาวคนนี้มาก แต่เกรงท่านผู้หญิงนาคผู้เป็นภรรยาที่มีปากเสียงกับท่านด้วยเรื่องของหญิงบำเรอของท่านอยู่บ่อย ๆ ท่านจึงได้แต่ใช้สอยคำแว่นในฐานะบ่าวรับใช้ รอเวลาท่านผู้หญิงไปอาศัยอยู่ในพระราชวังหลวงกับธิดาที่เป็นพระสนมเอกในสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ท่านผู้หญิงนั้นรู้ทันสามีจึงสั่งบ่าวรับใช้ชื่อกลัด ซึ่งมีหน้าที่บีบนวดให้สามีทุกคืนว่า หากสามีสั่งหาคำแว่นให้มาเคาะบอกแก่เธอเสียก่อน แล้วค่อยไปตามคำแว่นมา และเธอเองก็ไม่เข้าไปค้างแรมในพระราชวังหลวงเป็นเวลาถึง 2 เดือน จนคืนหนึ่งสมเด็จเจ้าพระยาสั่งให้กลัดไปตามคำแว่นมา กลัดก็ทำตามที่ท่านผู้หญิงสั่งคือเคาะบอกเธอก่อนจึงไปตามคำแว่นมา ท่านผู้หญิงก็ถือดุ้นแสมไปยืนคอยดักอยู่ในที่มืดนอกชานเรือน พอคำแว่นเดินมาทางเรือนหลังใหญ่อันเป็นห้องของสมเด็จเจ้าพระยา ท่านผู้หญิงก็เอาดุ้นแสมตีลงไปกลางหัวคำแว่นจนเลือดไหลท่วมไปหมด คำแว่นจึงร้องขึ้นว่า "เจ้าคุณเจ้าขา ท่านผู้หญิงตีหัวดิฉัน" ฝ่ายท่านผู้หญิงเองเมื่อเห็นเลือดออกมากก็ตกใจวิ่งเข้าเรือนแล้วปิดประตูลั่นดาลไว้ สมเด็จเจ้าพระยาออกมาเห็นคำแว่นเจ็บก็โกรธยิ่งนัก ฉวยดาบออกจากเรือนจะมาฟันท่านผู้หญิงแต่ถีบประตูไม่ออก จึงเอาดาบฟันประตูเสียงดังอึกทึกครึกโครม เมื่อฉิม บุตรชายได้ยินเสียง จึงช่วยกันกับพี่เลี้ยงเข็นเอาครกตำข้าวมาต่อใต้หน้าต่างเรือนมารดาพลางร้องเรียกให้หนีลงมาและพาหลบหนีไปอยู่ในพระราชวังหลวง โดยอาศัยอยู่ในตำหนักเจ้าจอมฉิมใหญ่(พี่สาวที่เป็นพระสนมเอก) สมเด็จเจ้าพระยาจึงให้คำแว่นรับตำแหน่งดูแลบริวารและความเรียบร้อยในเรือนทั้งหมดแทนท่านผู้หญิง

พระมเหสีในรัชกาลที่ 1

เมื่อสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกได้ปราบดาภิเษกเป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ขึ้น ท่านผู้หญิงนาคก็ไม่เคยเข้ามาอาศัยอยู่ในพระบรมมหาราชวังเลย แต่อาศัยอยู่ที่พระราชวังเดิมกับสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าฉิม พระราชโอรส และจะมาเยี่ยมพระราชธิดาในพระบรมมหาราชวังแต่เพียงครั้งคราวเท่านั้น ซึ่งจะออกจากวังก่อนประตูปิดทุกครั้งไป ทั้งนี้เธอไม่ยอมใช้ราชาศัพท์กับสามีหรือพระราชโอรสกับพระราชธิดาแต่อย่างใด แต่เรียกสามีว่าเจ้าคุณ เรียกพระราชโอรสว่า พ่อ และเรียกพระราชธิดาว่า แม่ โดยเธอยินดีที่จะใช้ภาษาสามัญ ส่วนพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกก็มิได้สถาปนาเธอขึ้นเป็นพระบรมวงศานุวงศ์แต่อย่างใด ยังคงเป็น ท่านผู้หญิงนาค ตามเดิม ดังในธรรมเนียมราชตระกูลในกรุงสยามปรากฏว่า

"...ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก สมเด็จพระอมรินทรามาตย์เป็นท่านผู้หญิงเดิม มีพระราชโอรส พระราชธิดาเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมใหญ่ ถึง ๔ พระองค์ ก็ไม่เห็นท่านยกย่องตั้งแต่งอย่างไร แต่คนทั้งปวงเข้าใจว่าท่านเป็นพระมารดาของเจ้าฟ้า ก็นับถือท่านว่าเป็นพระมเหสี..."

สมเด็จพระบรมราชชนนีในรัชกาลที่ 2

ถึงปีมะเมีย พ.ศ. 2353 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงสถาปนาพระเกียรติยศสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงเป็นสมเด็จกรมพระอมรินทรามาตย์[4] เทียบกับกรมพระเทพามาตย์ตามโบราณราชประเพณีเก่าตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา[5]

ในช่วงปลายรัชกาลที่ 2 พระองค์ได้ทรงย้ายจากพระนิวาสสถานเดิมริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งธนบุรี เข้ามาอยู่ในพระบรมมหาราชวัง อันถือว่าเป็นการสิ้นสุดความเป็นสามัญชนชาวสวน ธิดาคหบดีเชื้อสายมอญโดยสิ้นเชิง แม้ว่าจะไม่ทรงยินดีแต่พระองค์ทรงมีพระชนมายุมากขึ้น จึงยากที่จะทรงต่อต้านและทัดทานได้

สวรรคต

สมเด็จกรมพระอมรินทรามาตย์ เสด็จสวรรคตเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2369 ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว สิริพระชนมายุได้ 89 พรรษา พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระโกศทองใหญ่ทรงพระบรมศพ อัญเชิญไปประดิษฐานไว้ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และโปรดให้สร้างพระเมรุมาศขนาดใหญ่ ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระอัยยิกาที่พระเมรุมาศท้องสนามหลวง และ นำพระบรมอัฐิไปประดิษฐาน ณ หอพระธาตุมณเฑียร ในพระบรมมหาราชวัง

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเฉลิมพระนามาภิไธยว่ากรมสมเด็จพระอมรินทรามาตย์ และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเฉลิมพระนามาภิไธยใหม่เป็น สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี [6]

พระราชกรณียกิจ

สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินีทรงสร้างวัดอัมพวันเจติยาราม จังหวัดสมุทรสงคราม ขึ้นในบริเวณนิวาสสถานเดิมของพระองค์เพื่ออุทิศถวายแด่พระชนนี (สมเด็จพระรูปศิริโสภาคย์มหานาคนารี) ไว้ที่องค์พระปรางค์ด้วย

พระราชบุตร

สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินีทรงอภิเษกสมรสกับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เมื่อครั้งยังเป็นหลวงยกบัตรเมืองราชบุรี ประมาณ พ.ศ. 2301 - พ.ศ. 2304 มีพระราชโอรสและพระราชธิดารวมทั้งสิ้น 9 พระองค์[7] ได้แก่

ลำดับ พระนาม ประสูติ สิ้นพระชนม์ พระชันษา พระโอรส-ธิดา
1. เจ้าฟ้าหญิง
(ไม่ปรากฏพระนาม)
ไม่มีข้อมูล สิ้นพระชนม์แต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา -
2. เจ้าฟ้าชาย
(ไม่ปรากฏพระนาม)
ไม่มีข้อมูล สิ้นพระชนม์แต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา -
3. เจ้าฟ้าหญิงฉิมใหญ่
(พระสนมในสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี)
ไม่มีข้อมูล 29 กันยายน พ.ศ. 2322 ไม่มีข้อมูล หม่อมเหม็น
(พระนามเดิม สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมขุนกษัตรานุชิต)
4. เจ้าฟ้าชายฉิม
(พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย)
24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2310 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2367 57 พรรษา 73 พระองค์
(พระราชสันตติวงศ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย)
5. เจ้าฟ้าหญิงแจ่ม
(กรมหลวงศรีสุนทรเทพ)
พ.ศ. 2313 7 สิงหาคม พ.ศ. 2351 38 พรรษา -
6. เจ้าฟ้าหญิง
(ไม่ปรากฏพระนาม)
ไม่มีข้อมูล สิ้นพระชนม์แต่ครั้งกรุงธนบุรี -
7. เจ้าฟ้าชายจุ้ย
(สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์)
29 มีนาคม พ.ศ. 2315 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2360 45 พรรษา 40 พระองค์
(ราชสกุลวงศ์ในสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์)
8. เจ้าฟ้าหญิง
(ไม่ปรากฏพระนาม)
ไม่มีข้อมูล สิ้นพระชนม์แต่ครั้งกรุงธนบุรี -
9. เจ้าฟ้าหญิงประไพวดี
(กรมหลวงเทพยวดี)
14 มกราคม พ.ศ. 2320 23 สิงหาคม พ.ศ. 2366 46 พรรษา -

พระอิสริยยศ

  • นาค (9 มีนาคม พ.ศ. 2280 - รัชกาลที่ 2)
  • สมเด็จกรมพระอมรินทรามาตย์ (รัชกาลที่ 2 - รัชกาลที่ 4)
  • กรมสมเด็จพระอมรินทรามาตย์ (รัชกาลที่ 4 - รัชกาลที่ 6)
  • สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี (รัชกาลที่ 6 - ปัจจุบัน)

อ้างอิง

เชิงอรรถ
  1. คึกฤทธิ์ ปราโมช, ม.ร.ว.. โครงกระดูกในตู้. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์สยามรัฐ, พิมพ์ครั้งที่ 8 พ.ศ. 2547. 109 หน้า. หน้า หน้าที่. ISBN 974-690-131-1
  2. ธำรงศักดิ์ อายุวัฒนะ. ราชสกุลจักรีวงศ์ และราชสกุลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช. กรุงเทพ : สำนักพิมพ์บรรณกิจ, พิมพ์ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2544. 490 หน้า. หน้า หน้าที่. ISBN 974-222-648-2
  3. 3.0 3.1 จุลลดา ภักดีภูมินทร์ (หม่อมหลวงศรีฟ้า ลดาวัลย์ มหาวรรณ). เวียงวัง เล่ม ๑. กรุงเทพ : สำนักพิมพ์เพื่อนดี บริษัท อักษรโสภณ จำกัด, พิมพ์ครั้งที่ 2 มีนาคม 2551. 300 หน้า. หน้า หน้าที่ 60. ISBN 978-974-253-061-7
  4. พระราชพงษาวดาร กรุงรัตนโกสินทร รัชกาลที่ ๒:๑๙-เรื่องสถาปนากรมสมเด็จพระพันปีหลวง
  5. ราชสกุลวงศ์, หน้า 209
  6. ราชสกุลวงศ์, หน้า 11 (เชิงอรรถ)
  7. ราชสกุลวงศ์, หน้า 9-11
บรรณานุกรม
  • สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร. ราชสกุลวงศ์. กรุงเทพฯ : สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, 2554. 296 หน้า. หน้า 68. ISBN 978-974-417-594-6
  • จุลลดา ภักดีภูมินทร์ (หม่อมหลวงศรีฟ้า ลดาวัลย์ มหาวรรณ). เวียงวัง เล่ม ๑. กรุงเทพ : สำนักพิมพ์เพื่อนดี บริษัท อักษรโสภณ จำกัด, พิมพ์ครั้งที่ 2 มีนาคม 2551. 300 หน้า. หน้า หน้าที่ 256. ISBN 978-974-253-061-7

แหล่งข้อมูลอื่น

ก่อนหน้า สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี ถัดไป
กรมหลวงบาทบริจา
(กรุงธนบุรี)
2leftarrow.png Queen's Standard of Thailand.svg
พระอัครมเหสีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์
(6 เมษายน พ.ศ. 2325 - 7 กันยายน พ.ศ. 2352)
2rightarrow.png สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี