เจ้าจอมมารดาชุ่ม ในรัชกาลที่ 4

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
สำหรับความหมายอื่น ดูที่ เจ้าจอมมารดาชุ่ม (แก้ความกำกวม)
เจ้าจอมมารดาชุ่ม
เจ้าจอมมารดาชุ่ม โรจนดิศ.jpg
เกิดพ.ศ. 2387
กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย
เสียชีวิต13 กรกฎาคม พ.ศ. 2466 (80 ปี)
กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย
คู่สมรสพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
บุตรสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
บิดามารดาพระยาอัพภันตริกามาตย์ (ดิศ โรจนดิศ)
คล้าย โรจนดิศ

เจ้าจอมมารดาชุ่ม (สกุลเดิม โรจนดิศ, พ.ศ. 2387 - พ.ศ. 2466) เป็นพระสนมเอกในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นเจ้าจอมมารดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

ประวัติ[แก้]

เจ้าจอมมารดาชุ่ม เกิดเมื่อ พ.ศ. 2387 เป็นธิดาของพระยาอัพภันตริกามาตย์ (ดิศ โรจนดิศ)[1] และขรัวยายคล้าย เป็นน้องสาวของเจ้าจอมมารดาเที่ยงและเจ้าจอมช้อย ในรัชกาลที่ 4[2] และเป็นพี่สาวต่างมารดาของเจ้าจอมมารดาทับทิมและเจ้าจอมมารดาแส ในรัชกาลที่ 5 ถวายตัวเป็นเจ้าจอมในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระเจ้าลูกยาเธอหนึ่งพระองค์ คือ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร (พ.ศ. 2405-2486)

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เจ้าจอมมารดาชุ่มได้รับพระมหากรุณาธิคุณ จนได้เป็นเหตุให้มีการแก้ไขธรรมเนียมการออกนามเจ้าจอมมารดาในรัชกาลที่ล่วงไปแล้ว ปรากฏเรื่องราวอยู่ในหนังสือ "ความทรงจำ" ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กล่าวคือ ในปี พ.ศ. 2437 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ขณะดำรงพระยศเป็นกรมหมื่นดำรงราชานุภาพ ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ประชวรด้วยโรคไข้ส่า ซึ่งขณะนั้นเกิดเป็นโรคระบาดขึ้นในกรุงเทพฯ วันหนึ่งกรมหมื่นดำรงราชานุภาพทรงพลัดตกเตียงขณะจะทรงประทับนอนพักผ่อนในห้องสมุดส่วนพระองค์วังสะพานดำรงสถิตย์ เนื่องจากผู้กางเตียงถวายกางเตียงไม่เต็มที่ แต่ข่าวลือถึงพระกรรณพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวว่าอาการประชวรของกรมหมื่นดำรงราชานุภาพหนักจนถึงดิ้นรนพลัดตกเตียง ก็ตกพระราชหฤทัย ทรงมีลายพระราชหัตถเลขาถึงเจ้าจอมมารดาชุ่มเพื่อทรงไต่ถามพระอาการของกรมหมื่นดำรงราชานุภาพ เมื่อผนึกซองพระราชหัตถเลขาแล้วจะทรงสลักหลังซองว่า "ถึงชุ่มเจ้าจอมมารดา" ตามธรรมเนียมการออกนามเจ้าจอมมารดารัชกาลในที่ล่วงไปแล้ว ณ เวลานั้น (การออกชื่อตัวแล้วต่อท้ายด้วยคำว่าเจ้าจอมมารดา หมายความว่าเจ้าจอมมารดาผู้นั้นเป็นหม้าย) ทรงนึกสงสาร จึงเขียนว่า "ถึงเจ้าจอมมารดาชุ่ม" แล้วเลยมีพระราชดำรัสสั่งพระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนพิทยลาภพฤฒิธาดา เสนาบดีกระทรวงวังในขณะนั้น ให้เปลี่ยนระเบียบเรียกเจ้าจอมมารดารัชกาลในที่ล่วงไปแล้ว ให้ใช้คำ เจ้าจอมมารดา นำชื่อ แต่ให้เติมลำดับรัชกาลเข้าข้างหลังเช่นว่า เจ้าจอมมารดาชุ่มรัชกาลที่ 4 ดังนี้ และใช้เป็นธรรมเนียมสืบมาจนถึงปัจจุบัน[3]

เจ้าจอมมารดาชุ่ม ป่วยเป็นโรคบิดมีไข้เจือด้วยโรคชรา มีอาการอ่อนเพลียลงโดยลำดับจนถึงแก่อสัญกรรม ณ วังวรดิศ เมื่อวันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2466 เวลา 14.35 น. สิริอายุได้ 80 ปี วันต่อมา เวลา 11.00 น. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช เสด็จแทนพระองค์ในการพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ เจ้าพนักงานเชิญศพลงลองใน ตั้งบนแท่น 2 ชั้นในท้องพระโรง ประกอบโกศไม้สิบสอง แวดล้อมด้วยฉัตรเบญจา 6 สมเด็จกรมพระยาภาณุพันธวงศ์ฯ ทรงทอดผ้าไตรบังสุกุล พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมมีกำหนด 15 วัน[4] ได้รับการพระราชทานเพลิงศพ เมื่อ พ.ศ. 2469 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงพระนิพนธ์หนังสือเรื่อง "ตำนานพุทธเจดีย์สยาม" (ภายหลังได้เปลี่ยนชื่อหนังสือเป็น "ตำนานพระพุทธเจดีย์" ในการพิมพ์ครั้งต่อๆ มา) และจัดพิมพ์เพื่ออุทิศพระกุศลสนองคุณพระมารดาในงานพระราชทานเพลิงศพครั้งนั้น[5]

เครื่องราชอิสริยาภรณ์[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. ข้อมูลโดยสังเขปหม่อมราชวงศ์ศุภดิศ ดิศกุล - ราชสกุลสายพระยาอัพภันตริกามาตย์ (ดิศ โรจนดิศ)
  2. ข้อมูลโดยสังเขปหม่อมราชวงศ์ศุภดิศ ดิศกุล - ต้นสกุลของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ
  3. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. (2489). ความทรงจำ พระนิพนธ์สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพที่ทรงค้างไว้ห้าตอน. พระนคร: ม.ป.ท. หน้า 162-164.
  4. "ข่าวอสัญญกรรม" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. 40 (0 ง): 1273–1274. 22 กรกฎาคม 2466. สืบค้นเมื่อ 8 มีนาคม 2562.
  5. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระดำรงราชานุภาพ. "ตำนานพุทธเจดีย์สยาม พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์ พิมพ์ในงารพระราชทานเพลิงศพ เจ้าจอมมารดาชุ่ม รัชกาลที่ ๔ ท จ ว, รัตน ม ป ร, ว ป ร. ๓ เมื่อปีขาล พ.ศ. ๒๔๖๙". vajirayana.org. สืบค้นเมื่อ 2018-12-18.
  6. ราชกิจจานุเบกษา, วันที่ ๙ พฤศจิกายน รัตนโกสินทร ศก ๑๓๐, เล่ม ๒๘, ๑๒ พฤศจิกายน ร.ศ. ๑๓๐, หน้า ๑๗๙๗
  7. ราชกิจจานุเบกษา,พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ ฝ่ายใน, เล่ม ๒๑, ตอน ๓๒, ๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๗, หน้า ๕๗๐