หลวงกัมปนาทแสนยากร (กำปั่น อุตระวณิชย์)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
พลเอก
หลวงกัมปนาทแสนยากร
(กำปั่น อุตระวณิชย์)
องคมนตรี
ดำรงตำแหน่ง
5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2503 – 7 ตุลาคม พ.ศ. 2517
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
ดำรงตำแหน่ง
1 มกราคม พ.ศ. 2501 – 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501
นายกรัฐมนตรี จอมพลถนอม กิตติขจร
ดำรงตำแหน่ง
23 กันยายน พ.ศ. 2500 – 1 มกราคม พ.ศ. 2501
นายกรัฐมนตรี พจน์ สารสิน
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 11 มกราคม พ.ศ. 2442
เสียชีวิต 11 สิงหาคม พ.ศ. 2518
คู่สมรส ชุ่ม กัมปนาทแสนยากร
รับใช้กองทัพบกไทย
กรมตำรวจ
ประจำการ2466 - 2503
ชั้นยศRTA OF-9 (General).svg พลเอก
RTP OF-7 (Police Major General).svg พลตำรวจตรี

พลเอก หลวงกัมปนาทแสนยากร (กำปั่น อุตระวณิชย์) เป็นอดีตองคมนตรี ในรัชกาลที่ 9 และเป็นอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาลของนายพจน์ สารสิน และในรัฐบาลของจอมพลถนอม กิตติขจร

ประวัติ[แก้]

หลวงกัมปนาทแสนยากร ชื่อเดิม กำปั่น อุตระวณิชย์ เกิดเมื่อวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2442 ที่อำเภอคลองสาน จังหวัดธนบุรี (ในขณะนั้น) เป็นบุตรของนายโต กับนางเชย อุตระวณิชย์

หลวงกัมปนาทแสนยากร เข้าศึกษาโรงเรียนนายร้อยทหารบก เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2458

หลวงกัมปนาทแสนยากร สมรสกับนางชุ่ม (สกุลเดิม เกษสมัย) มีบุตร 6 คน คือ

  • พลตำรวจตรี บันเทิง กัมปนาทแสนยากร
  • นายแพทย์ไชยยันตร์ กัมปนาทแสนยากร
  • พันเอก ประชุม กัมปนาทแสนยากร
  • นางสมศรี กันธมาลา
  • นางสมทรง มุตตามระ
  • นายบันลือ กัมปนาทแสนยากร

นอกจากนั้นหลวงกัมปนาทแสนยากร ยังมีบุตรที่เกิดจากภริยาคนอื่นอีก จำนวน 8 คน

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานน้ำหลวงอาบศพและเครื่องเกียรติยศประกอบศพ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2518 พระราชทานโกศไม้สิบสองประกอบศพ ฉัตรเครื่องสูงทองแผ่ลวดตั้งประดับ แตรงอน แตรฝรั่ง กลองชนะ ประโคมเวลาพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมกำหนด 7 คืน และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินินาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานเพลิงศพ เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2518

การทำงาน[แก้]

หลวงกัมปนาทแสนยากร เข้ารับราชการเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2466 ในตำแหน่งนายร้อยตรีประจำกรมทหารราบที่ 6 เคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองพลที่ 4 ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ในปี พ.ศ. 2491 จนถึงวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2495 จึงได้พ้นจากตำแหน่งและไปสำรองราชการกองทัพบก โดยมี พันเอก ขุนเสนาทิพ รองผู้บัญชาการโรงเรียนร้อยพระจุลจอมเกล้ารับตำแหน่งแทน[1]และเคยเป็นผู้ว่าราชการภาค 5 [2]

หลวงกัมปนาทแสนยากร เคยเป็นราชองครักษ์เวร ในปี พ.ศ. 2482 และเป็นราชองครักษ์พิเศษ ในปี พ.ศ. 2495

ในระหว่างรับราชการทหาร เคยเข้าร่วมในราชการสนามกรณีสงครามมหาเอเชียบูรพา ตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2485 ถึงวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2488

ต่อมาในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2496 หลวงกัมปนาทแสนยากรซึ่งขณะนั้นสำรองราชการสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม[3] ได้โอนย้ายมารับราชการที่กระทรวงมหาดไทย[4] เป็นข้าราชการตำรวจพร้อมกับรับพระราชทานยศ พลตำรวจตรี เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2496 [5]

งานการเมือง[แก้]

หลวงกัมปนาทแสนยากร ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 ในปี พ.ศ. 2494[6] และปี พ.ศ. 2495 ต่อมาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาลของนายพจน์ สารสิน ในปี พ.ศ. 2500[7][8] จนกระทั่งมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป ธันวาคม พ.ศ. 2500 จึงมีรัฐบาลใหม่เข้ามาทำหน้าที่แทน ภายใต้การนำของพลโท ถนอม กิตติขจร (ยศในขณะนั้น) ซึ่งหลวงกัมปนาทแสนยากร ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยอีกสมัย

องคมนตรี[แก้]

หลวงกัมปนาทแสนยากร ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นองคมนตรี ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในปี พ.ศ. 2503[9] จนถึงปี พ.ศ. 2517

เครื่องราชอิสริยาภรณ์[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ให้นายทหารรับราชการ
  2. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งผู้ว่าราชการภาค
  3. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ให้นายทหารรับราชการ
  4. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ให้นายทหารพ้นจากตำแหน่งหน้าที่
  5. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานยศตำรวจ
  6. ประกาศ แต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ ๒
  7. พระบรมราชโองการ ประกาศ ตั้งและแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี (จำนวน ๒๙ ราย)
  8. คณะรัฐมนตรีคณะที่ 27 จากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
  9. พระบรมราชโองการ ประกาศ เรื่อง คณะองคมนตรี (จำนวน ๙ ราย)
  10. ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์, เล่ม ๘๑, ตอน ๔๒ ง ฉบับพิเศษ, ๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๗, หน้า ๕