การรถไฟแห่งประเทศไทย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก ขบวนรถด่วน)
การรถไฟแห่งประเทศไทย
Logo
System map
SE Asia passenger trains interactive map
สถานที่ตั้งประเทศไทย
วันที่ให้บริการกรมรถไฟ, กรมรถไฟหลวง, กรมรถไฟแผ่นดิน
(พ.ศ. 2433–พ.ศ. 2494)
การรถไฟแห่งประเทศไทย
(พ.ศ. 2494–ปัจจุบัน) [1]
ความกว้างราง1,000 mm (3 ft 3 38 in) มีเตอร์เกจ
รางเดิม1,435 mm (4 ft 8 12 in) สแตนดาร์ดเกจ
ความยาว4,070 km (2,530 mi)
สำนักงานใหญ่1 ถนนรองเมือง, แขวงรองเมือง, เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330
เว็บไซต์railway.co.th/Home/Index

การรถไฟแห่งประเทศไทย (ชื่อย่อ: รฟท.; อังกฤษ: State Railway of Thailand ; SRT) เป็นรัฐวิสาหกิจในกระทรวงคมนาคม ทำหน้าที่ดูแลกิจการด้านรถไฟของประเทศไทย ก่อตั้งเมื่อวันที่ ๐๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๔ [2] มีทางรถไฟอยู่ภายใต้ขอบเขตดำเนินการทั้งหมด ๔,๐๗๐ กิโลเมตร แต่เดิมมีสถานะเป็นส่วนราชการระดับกรม อยู่ในสังกัดกระทรวงคมนาคม ก่อตั้งเมื่อเดือน ตุลาคม พ.ศ.๒๔๓๓

กำเนิดกรมรถไฟ[แก้]

รถไฟ” เป็นระบบขนส่งมวลชนสมัยใหม่ซึ่งคนอังกฤษเป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้นขึ้น และมีใช้ในอังกฤษก่อนที่ใดๆ ในโลก การที่อังกฤษจะนำระบบคมนาคมแบบใหม่เข้ามาใช้ในเมืองขึ้นของตนจึงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่กลับเป็นความน่าตื่นเต้นสำหรับคนไทยซึ่งไม่เคยมีรถไฟและไม่เคยเห็นรถไฟมาก่อน แค่จะได้นั่งรถไฟก็ยังต้องดิ้นรนเดินทางไปขึ้นถึงในอังกฤษ

คนไทยเห็นรถไฟจากอังกฤษครั้งแรก ในปี ค.ศ. ๑๘๕๕ (พ.ศ.๒๓๙๘) ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ แต่เป็นเพียงรถไฟ “ของเล่น” เท่านั้น ซึ่งสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย สมเด็จพระราชินีนาถแห่งสหราชอาณาจักรได้ทรงจัดส่งรถไฟจำลองเข้ามาถวาย โดยให้ราชทูตชื่อ นายแฮร์รี่ ปาร์คส์ (Harry Parkes) เข้ามาแลกเปลี่ยนสนธิสัญญากับฝ่ายไทย ในวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ค.ศ.๑๘๕๕ ดังข้อความตามหลักฐานของทางการไทยตอนหนึ่งว่า

“ในปีเถาะ เดือน ๔ นั้น มิสเตอร์ฮารีปักซึ่งเป็นทูตเข้ามาทำสัญญาด้วย เซอร์ยอน เบาริง แต่ก่อนนั้น นำหนังสือออกไปประทับตราแผ่นดินอังกฤษแล้ว กลับเข้ามาเปลี่ยนหนังสือสัญญาซึ่งประทับตรากรุงเทพพระมหานคร มีพระราชสาส์นและเครื่องราชบรรณาการเข้ามาเป็นอันมาก มิสเตอร์ฮารีปักเข้ามาด้วยเรือกลไกชื่อ ออกแกลน ถึงกรุงเทพพระนครทอดอยู่ที่หน้าป้อมป้องปัจจามิตร ป้อมปิดปัจจนึก ณ วันอังคาร เดือน ๔ แรม ๓ ค่ำ ได้ยิงปืนสลุตธงแผ่นดิน ๒๑ นัด ทั้ง ๒ ฝ่าย ครั้น ณ วันจันทร์ เดือน ๔ แรม ๑๐ ค่ำ มิสเตอร์ฮารีปักกับขุนนางอังกฤษ ๑๗ นาย เข้าเฝ้าออกใหญ่ถวายพระราชสาส์น ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ถวายเครื่องราชบรรณาการอย่างรถไฟ ๑ อย่าง กำปั่นไฟ ๑ กระจกฉากรูปควีนเป็นกษัตริย์ฉาก ๑ กระจกฉากรูปควีนวิคตอเรียเมื่อมีบุตร ๘ คน กับเครื่องเขียนหนังสือสำรับ ๑ และของต่างๆ เป็นอันมาก เจ้าพนักงานในตำแหน่งทั้งปวงมารับไปต่อมือฮารีปักเองเนืองๆ เจ้าพนักงานกรมท่า จึงได้บัญชีไว้บ้าง ของถวายในพระบวรราชวังก็มีเป็นอันมาก ท่านก็ให้เจ้าพนักงานมารับไปเหมือนกัน”[3]

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ การล่าอาณานิคมของอังกฤษและฝรั่งเศสได้แผ่ขยายมาถึงบริเวณแหลมอินโดจีน พระองค์ทรงตระหนักถึงความสำคัญของการคมนาคมโดยเส้นทางรถไฟ เพราะการใช้แต่ทางเกวียนและแม่น้ำลำคลองเป็นพื้นนั้น ไม่เพียงพอแก่การบำรุงรักษาพระราชอาณาเขต ราษฎรที่อยู่ห่างไกลจากเมืองหลวงมีจิตใจโน้มเอียงไปทางประเทศใกล้เคียง จึงเห็นว่าควรสร้างทางรถไฟขึ้นในประเทศเพื่อติดต่อกับมณฑลที่ติดต่อกับชายแดนอื่นก่อน เพื่อความสะดวกแก่การปกครอง ตรวจตราป้องกันการรุกราน เป็นการเปิดภูมิประเทศให้ประชาชนพลเมืองเข้าบุกเบิกพื้นที่รกร้างว่างเปล่าให้เป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ และจะเป็นเส้นทางให้สามารถขนส่งผู้โดยสารและสินค้าไปมาถึงกันได้ง่ายยิ่งขึ้น ดังนั้น ในปี พ.ศ. ๒๔๓๐ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เซอร์แอนดรู คลาก และบริษัทปันชาร์ด แมกทักการ์ด โลเธอร์ ดำเนินการสำรวจเพื่อสร้างทางรถไฟสายกรุงเทพมหานคร - นครราชสีมา และมีทางแยกตั้งแต่เมืองลพบุรี - เชียงใหม่ ๑ สาย จากเมืองอุตรดิตถ์ - ตำบลท่าเดื่อริมฝั่งแม่น้ำโขงอีก ๑ สาย และจากเมืองเชียงใหม่ไปยังเชียงราย - เชียงแสนหลวงอีก ๑ สาย โดยทำการสำรวจให้แล้วเสร็จเป็นตอน ๆ รวม ๘ ตอน ในราคาค่าจ้างโดยเฉลี่ยไม่เกินไมล์ละ ๑๐๐ ปอนด์ หรือประมาณ ๒๔,๕๐๐ บาทต่อกิโลเมตร ทั้งสองฝ่ายลงนามในสัญญา เมื่อวันที่ ๑๖ มีนาคม พ.ศ.๒๔๓๐[4]

และในเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๓ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนากรมรถไฟขึ้นเป็นครั้งแรกในสังกัดกระทรวงโยธาธิการ [5] แรกเริ่มที่ก่อตั้งกรมรถไฟนั้น ทางราชการได้แบ่งส่วนราชการกรมรถไฟ ในกระทรวงโยธาธิการ ตามประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๖ ตอน ๒๔ ลงวันที่ ๑๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๔๒ หรือ ร.ศ.๑๑๘ ไว้ดังต่อไปนี้[6]

ตำแหน่งข้าราชการกระทรวงโยธาธิการ รัตนโกสินทร ศก ๑๑๘
  • กรมรถไฟ
    • กองกลาง
    • กองแบบอย่าง
    • เซกชั่นบางกอก
    • เซกชั่นปากเพรียว
    • เซกชั่นหินลับ
    • เซกชั่นหมวกเหล็ก
    • เซกชั่นจันทึก
    • เซกชั่นคลองไผ่
    • เซกชั่นสีคิ้ว
    • เซกชั่นโคราช
    • เซกชั่นท่าเรือ
    • เซกชั่นลพบุรี

พร้อมทั้งได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้ธงมีตราเครื่องหมายสำหรับกรมรถไฟ ตามประกาศกระทรวงโยธาธิการ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๖ ตอน ๕๐ ลงวันที่ ๑๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๔๒ หรือ ร.ศ.๑๑๘ มีรายละเอียดดังต่อไปนี้ [7]

ธงช้างทรงเครื่องยืนแท่นตามพระราชบัญญัติธง ร.ศ.๑๑๘ มาตรา ๕ ที่มุมมีตรารูปล้อรถมีปีกมีพระมหาพิไชยมงกุฎอยู่เบื้องบน

และทรงพระราชทานพระบรมราชานุมัติให้กระทรวงโยธาธิการว่าจ้าง มิสเตอร์ จี. มูเร แคมป์เบลล์ สร้างทางรถไฟหลวงจากกรุงเทพ ถึงนครราชสีมา เป็นสายแรก เป็นทางขนาดกว้าง ๑.๔๓๕ เมตร และได้เสด็จพระราชดำเนินประกอบพระราชพิธีกระทำพระฤกษ์ เริ่มการ สร้างทางรถไฟ ณ บริเวณย่านสถานีกรุงเทพ เมื่อวันที่ ๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๓๔ (ปัจจุบัน การรถไฟฯ ได้สร้างอนุสรณ์ปฐมฤกษ์รถไฟหลวงเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานรำลึกเหตุการณ์สำคัญในอดีต และเพื่อน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณ เมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๔ โดยมีสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร เสด็จมาทรงเป็นองค์ประธานในพิธีเปิด) จากนั้นในวันที่ ๒๖ มีนาคม พ.ศ.๒๔๓๙ พระองค์ได้เสด็จฯ ทรงเปิดการเดินรถไฟเส้นทางรถไฟสายแรกของสยาม คือสายกรุงเทพ-นครราชสีมา กรมรถไฟจึงถือเอาวันที่ ๒๖ มีนาคมของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสถาปนากิจการรถไฟจนถึงปัจจุบัน

ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บุคคลสำคัญที่ผลักดันให้กิจการรถไฟของไทยเติบใหญ่อย่างมั่นคงในเวลาต่อมา คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน ซึ่งทรงสำเร็จการศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ที่วิทยาลัยตรีนิตี้ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ได้รับฉายาว่าพระบิดาแห่งการรถไฟไทย โดยปี พ.ศ. ๒๔๕๓ ได้รักษาการตำแหน่งเจ้ากรมรถไฟสายเหนือ ต่อมาได้พระบรมราชโองการโปรกเกล้าให้รวมกรมรถไฟสายเหนือกับสายใต้เข้าด้วยกันเป็นกรมรถไฟหลวงเมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๐ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน ทรงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกรมรถไฟหลวงพระองค์แรกซึ่งเป็นคนไทย แลดูเหมือนจะเป็นพระราชประสงค์จำนงหมายไว้แต่เดิมมากกว่าเป็นการบังเอิญจากสงคราม เพราะต่อมาในเดือนพฤจิกายนปีเดียวกัน ก็ได้มีพระราชหัตถเลขาเป็นส่วนพระองค์แสดงความในพระราชหฤทัยที่ทรงมีอยู่ (พระราชหัตถเลขาลงวันที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๖๐) ทรงกล่าวว่า

“รู้สึกว่า ราชการกรมรถไฟ เป็นราชการสำคัญและมีงานที่ต้องทำมาก เพราะเต็มไปด้วยความยุ่งยาก และฉันรู้สึกว่าเป็นเคราะห์ดีอย่างยิ่งที่ฉันได้เลือกให้ตัวเธอเป็นผู้บัญชาการรถไฟ และอาจพูดได้โดยไม่แกล้งยอเลยว่า ถ้าเป็นผู้อื่นเป็นผู้บัญชาการ การงานอาจยุ่งเหยิงมากจนถึงแก่เสียทีได้ทีเดียว เมื่อความจริงเป็นอยู่เช่นนี้ ฉันจึงได้มารู้สึกว่า

๑) การงานกรมรถไฟไม่ใช่เป็นของที่จะวานให้เธอทำเป็นชั่วคราวเสียแล้ว จะต้องคิดอ่านเป็นงานแรมปี....

๒) ฉันเห็นว่า เธอควรจะต้องให้เวลาและกำลังส่วนตัวสำหรับกิจการรถไฟนี้มากกว่าอย่างอื่น....

จึงขอบอกตามตรง และเธอต้องอย่าเสียใจว่าในขณะนี้ เธอมีหน้าที่ราชการหลายอย่างเกินไป จนทำให้ฉันนึกวิตกว่า ถึงแม้เธอจะเต็มใจรับทำอยู่ทั้งหมดก็ดี แต่กำลังกายของเธอจะไม่ทนไปได้ จริงอยู่ฉันได้ยินเธอกล่าวอยู่เสมอว่า “ยอมถวายชีวิต” แต่ฉันขอบอกอย่างดื้อๆ เพราะฉันรักเธอว่า ฉันไม่ต้องการชีวิตของเธอ ฉันต้องการใช้กำลังความสามารถของเธอมากกว่า”

เปลี่ยนนามกระทรวงโยธาธิการใหม่ เป็นกระทรวงคมนาคม[แก้]

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ประกาศพระบรมราชโองการ ประกาศจัดราชการและให้เปลี่ยนนามกระทรวงโยธาธิการใหม่ เป็นกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม ร.ศ.๑๓๐ พ.ศ.๒๔๕๕ ( ๑ เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ขณะนั้น)

  • มีการแบ่งส่วนราชการ กระทรวงคมนาคม ดังนี้
    • ๑.กรมรถไฟ (ยังไม่ใช้ชื่อกรมรถไฟหลวง)
    • ๒.กรมไปรษณีย์โทรเลข
    • ๓.กรมทาง

ประกาศเปลี่ยนนามแห่งกรมรถไฟ[แก้]

เมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๔๖๗ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ พระองค์ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนนามจาก “กรมรถไฟ” เป็น “กรมรถไฟหลวงแห่งกรุงสยาม” ส่วนตัวย่อให้ใช้ ร.ฟ.ล. (Royal State Railways of Siam R.S.R.)[8]

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน พระบิดาแห่งการรถไฟไทย[แก้]

โดยพระปรีชาสามารถกอร์ปด้วยพระวิริยภาพอันแรงกล้าของพระองค์เจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ซึ่งพระองค์ท่านเป็นพระองค์แรกที่ได้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกรมรถไฟหลวง พระองค์ได้ทรงจัดการไม่แต่ให้การคมนาคมโดยทางรถไฟติดต่อเชื่อมถึงกันได้โดยสะดวกแต่ภายในพระราชอาณาจักรเท่านั้น ยังทรงเป็นผู้นำชื่อเสียงและเกียรติคุณของกรมรถไฟแห่งราชอาณาจักรไทยไปอุโฆษในต่างประเทศ จนได้รับความยกย่องในสมรรถภาพและประสิทธิภาพว่า เป็นกรมรถไฟไทยที่ไม่ค้องใช้วิศวกรชาวต่างประเทศ เป็นเหตุให้ประชาชาติในนานาประเทศสนใจในการเดินทางท่องเที่ยว หรือเพื่อธุรกิจอย่างอื่นเข้ามาในราชอาณาจักรไทยกันมากหลาย และไม่เฉพาะแก่การรถไฟเท่านั้นที่พระองค์ได้ทรงกอบเกื้อ หรือปลุกปล้ำทะนุบำรุงให้รุ่งเรืองวัฒนามาแต่สมัยนั้นจนกาลบัดนี้ ถึงในด้านอื่นๆ เกี่ยวกับการคมนาคมของประเทศทุกสาขา พระองค์ก็ได้ทรงฟื้นฟูให้ก้าวหน้าทันสมัยด้วยเหมือนกัน แนวนโยบายเกี่ยวกับการรถไฟหลวงที่ผู้บัญชาการกรมรถไฟพระองค์แรกได้ทรงวางไว้ กรมรถไฟก็ได้ถือเป็นหลักปฏิบัติและดำเนินการตามตลอดมาจนถึงกาลปัจจุบันนี้

นับแต่แรกที่ทรงปฏิบัติราชการในกรมรถไฟ พระองค์ทรงฝึกให้ข้าราชการไทย โดยการแนะนำสั่งสอนด้วยพระองค์เอง และโดยจัดให้มีนักเรียนสอบชิงทุนของกรมรถไฟหลวงออกไปศึกษาวิชาการรถไฟและการพาณิชย์ ณ ต่างประเทศ เพื่อเข้ามาสวมตำแหน่งสำคัญๆ แทนชาวต่างประเทศดั่งที่เคยจำเป็นต้องจ้างมาใช้แต่ก่อน ได้ทรงเริ่มนโยบายนี้เมื่อต้นปี พ.ศ.๒๔๖๑ และรุ่นสุดท้าย ได้ส่งไปในปี พ.ศ.๒๔๖๖ รวมเป็นนักเรียน ๕๑ คน นโยบายนี้ได้รับผลอันสมบูรณ์ราวต้นปี พ.ศ.๒๔๗๕ นอกจากนั้นยังทรงรับโอนนักศึกษาไทยที่ศึกษาอยู่ ณ ต่างประเทศแล้วมาเป็นนักเรียนใช้ทุนของกรมรถไฟหลวงก็อีกหลายนาย ทรงเป็นผู้ก่อกำเนิดชักนำให้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ผู้น้อยในกรมรถไฟมีความรู้สึกฉันมิตรซึ่งกันและกัน ร่วมมือฏิบัติราชการโดยมิให้เป็นไปเยี่ยงนายกับบ่าว ความร่วมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวของข้าราชการกรมรถไฟนับแต่สมัยพระองค์ทรงบังคับบัญชา เป็นผลความเจริญแก่กรมรถไฟมาจนทุกวันนี้

การรวมกระทรวงคมนาคมและกระทรวงพาณิชย์ [แก้]

ต่อมาได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ประกาศรวมหน้าที่ราชการกระทรวงคมนาคมและกระทรวงพาณิชย์ตั้งเป็นกระทรวงคมนาคมและพาณิชยการ เมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ.๒๔๖๘ และได้ประกาศเปลี่ยนนามใหม่เป็น กระทรวงพาณิชย์และคมนาคม เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ.๒๔๖๘ กรมรถไฟหลวงแห่งกรุงสยาม จึงอยู่ในสังกัดกระทรวงพาณิชย์และคมนาคม ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ยุคหลังการปฏิวัติสยาม พ.ศ. ๒๔๗๕[แก้]

ในปีพ.ศ.๒๔๗๖ หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง กรมรถไฟได้ถูกปรับปรุงให้มาสังกัดกระทรวงเศรษฐการ ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พุทธศักราช ๒๔๗๖ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๐ หน้า ๗๗๐ ลงวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๔๗๖ มีการแบ่งส่วนราชการ กระทรวงเศรษฐการ ดังนี้ [9]

  • มาตรา ๒๐ หน้าที่ราชการในกระทรวงเศรษฐการ แยกเป็น
    • ๑) สำนักงานเลขานุการรัฐมนตรี
    • ๒) สำนักงานปลัดกระทรวง
    • ๓) กรมทะเบียนการค้า
    • ๔) กรมพาณิชย์
    • ๕) กรมวิทยาศาสตร์
    • ๖) กรมสหกรณ์
  • ราชการส่วนเกษตร
    • ๑) กรมการประมง
    • ๒) กรมเกษตร
    • ๓) กรมชลประทาน
    • ๔) กรมที่ดินและโลหกิจ
    • ๕) กรมป่าไม้
  • ราชการส่วนคมนาคม
    • ๑) กรมการขนส่ง
    • ๒) กรมเจ้าท่า
    • ๓) กรมไปรษณีย์โทรเลข
    • ๔) กรมรถไฟ

เปลี่ยนชื่อจากกรมรถไฟหลวงมาเป็นกรมรถไฟ[แก้]

รัฐบาลคณะราษฎรได้เปลี่ยนชื่อ กรมรถไฟหลวงแห่งกรุงสยาม เป็น กรมรถไฟ ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พุทธศักราช ๒๔๗๖ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๐ หน้า ๗๗๐ ลงวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๔๗๖[10]

การปรับปรุงการบริหารงาน[แก้]

หลังจากได้มีการปรับปรุงการบริหารราชการของกรมรถไฟแล้วเสร็จ รัฐบาลจึงได้ออกพระราชกฤษฎีกาจัดวางระเบียบราชการสำนักงานและกรมในกระทรวงเศรษฐการ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๕ หน้า ๑๔๒ ลงวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๔๘๑ [11]

มาตรา ๑๐ กรมรถไฟแบ่งส่วนราชการดั่งนี้

ราชการฝ่ายธุรการ

  • ๑. สำนักงานเลขานุการกรม แบ่งเป็น ๓ แผนก คือ
    • (๑) แผนกสารบรรณ (๒) แผนกประวัติ (๓) แผนกสถิติ
  • ๒. กองพัสดุ แบ่งเป็น ๘ แผนก คือ
    • (๑) แผนกสารบรรณและประวัติ (๒) แผนกบัญชี (๓) แผนกจัดหาพัสดุ (๔) แผนกโรงพิมพ์ (๕) แผนกคลังพัสดุกลาง (๖) แผนกคลังครุภัณฑ์ (๗) แผนกคลัง

พัสดุโรงงาน (๘) แผนกคลังพัสดุของคืน

  • ๓. กองแพทย์
  • ๔. สำนักงานอาณาบาล

ราชการฝ่ายการเดินรถ

  • ๑. กองเดินรถ แบ่งเป็น ๔ แผนก คือ
    • (๑) แผนกสารบรรณและประวัติ (๒) แผนกรถสินค้า (๓) แผนกรถโดยสาร (๔) แผนกกำหนดเวลาเดินรถ
  • ๒. กองสินค้าและที่ดิน แบ่งเป็น ๔ แผนก คือ
    • (๑) แผนกสินค้า (๒) แผนกเสาะแสวง (๓) แผนกที่ดิน (๔) แผนกขนส่ง
  • ๓. กองโดยสาร แบ่งเป็น ๒ แผนก คือ
    • (๑) แผนกโดยสาร (๒) แผนกโฆษณา
  • ๔. กองโรงแรมบ้านพักและรถเสบียง แบ่งเป็น ๓ แผนก คือ
    • (๑) แผนกบ้านพักและรถเสบียง (๒) แผนกโรงแรมราชธานี (๓) แผนกโรงแรมหัวหิน
  • ๕. กองศิลา แบ่งเป็น ๒ แผนก คือ
    • (๑) แผนกทำศิลา (๒) แผนกจำหน่ายศิลา
  • ๖. กองจัดการเดินรถภาคต่าง ๆ

ราชการฝ่ายการบัญชี

  • ๑. กองสารบัญชี แบ่งเป็น ๔ แผนก คือ
    • (๑) แผนกสารบรรณและประวัติ (๒) แผนกบัญชีก่อสร้าง (๓) แผนกบัญชีต่างประเทศ (๔) แผนกควบคุมงบประมาณ
  • ๒. กองรวบรวม แบ่งเป็น ๓ แผนก คือ
    • (๑) แผนกประมวล (๒) แผนกบัญชีพัสดุ (๓)แผนกตรวจรายจ่าย
  • ๓. กองคลังเงิน แบ่งเป็น ๓ แผนก คือ
    • (๑) แผนกตั๋วโดยสาร (๒) แผนกคลังเงิน (๓)แผนกจ่ายเงินท้องที่
  • ๔. กองตรวจบัญชี แบ่งเป็น ๔ แผนก คือ
    • (๑) แผนกตรวจบัญชีค่าระวาง (๒) แผนกตรวจบัญชีโดยสาร (๓)แผนกตรวจบัญชีรายได้ (๔) แผนกตรวจบัญชีท้องที่

ราชการฝ่ายการช่างกล

  • ๑. กองช่างกล แบ่งเป็น ๔ แผนก คือ
    • (๑) แผนกสารบรรณและประวัติ (๒) แผนกสถิติ (๓) แผนกแบบแผน (๔) แผนกเครื่องจักร
  • ๒. กองโรงงาน แบ่งเป็น ๕ แผนก คือ
    • (๑) แผนกสารบรรณและประวัติ (๒) แผนกโรงจักร (๓) แผนกซ่อมรถจักร (๔) แผนกซ่อมรถโดยสาร (๕) แผนกซ่อมรถบรรทุก
  • ๓. กองลากเลื่อน แบ่งเป็น ๒ แผนก คือ
    • (๑) แผนกรถจักร (๒) แผนกรถพ่วง
  • กองไฟฟ้า
    • (๑) แผนกเครื่องทำไฟ้ฟ้า (๒) แผนกไฟฟ้าจุด (๓) แผนกหม้อไฟฟ้า

ราชการฝ่ายการช่างโยธา

  • ๑. กองแบบแผน แบ่งเป็น ๔ แผนก คือ
    • (๑) แผนกสารบรรณและประวัติ (๒) แผนกออกแบบ (๓) แผนกสถาปัตยกรรม (๔) แผนกกรรมสิทธิ์ที่ดิน
  • ๒. กองบำรุงทางและสถานที่ แบ่งเป็น ๔ แผนก คือ
    • (๑) แผนกสารบรรณและประวัติ (๒) แผนกงานใหม่ (๓) แผนกโรงงานซ่อม (๔) แผนกไม้และฟืน
  • ๓. กองสื่อสาร แบ่งเป็น ๔ แผนก คือ
    • (๑) แผนกสารบรรณและประวัติ (๒) แผนกก่อสร้างเสาสาย (๓) แผนกโทรเลขโทรศัพท์ (๔) แผนกอาณัติสัญญาณ
  • ๔. กองก่อสร้าง

ในปีพ.ศ.๒๔๘๔ กรมรถไฟได้ถูกปรับปรุงให้กลับมาสังกัดกระทรวงคมนาคมตามเดิม ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวงทบวงกรม พุทธศักราช ๒๔๘๔ ออกประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๘ หน้า ๑๐๔๔ ลงวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๔๘๔ มีการแบ่งส่วนราชการ กระทรวงคมนาคม ดังนี้[12]

  • มาตรา ๑๗ หน้าที่ราชการในกระทรวงคมนาคม แยกเป็น
    • ๑) สำนักงานเลขานุการรัฐมนตรี
    • ๒) สำนักงานปลัดกระทรวง
    • ๓) กรมการขนส่ง (กองการบินพาณิชย์เดิม สังกัดกระทรวงเศรษฐการ)
    • ๔) กรมเจ้าท่า (โอนจากกระทรวงเศรษฐการ)
    • ๕) กรมไปรษณีย์โทรเลข (โอนจากกระทรวงเศรษฐการ)
    • ๖) กรมทาง (เดิมเป็นกองทางสังกัด กรมโยธาเทศบาล กระทรวงมหาดไทย)
    • ๗) กรมรถไฟ (โอนจากกระทรวงเศรษฐการ)

กรมรถไฟในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง[แก้]

ครั้นราชอาณาจักรไทยตกอยู่ในภาวะสงครามโลกครั้งที่สองตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๔๘๔ เป็นเหตุให้กิจการรถไฟได้รับความกระทบกระเทือนจากภัยสงคราม ต้องรับภาระในการขนส่งทหารและร่วมมือกับกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นเพื่อขนส่งทหารเข้าสู่ยุทธภูมิ โดยกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นมีหน่วยทหารขนส่งรถไฟ มีนายพลอิชิดาฯเป็นผู้บังคับหน่วย มีนายทหารขนส่งรถไฟส่งไปประจำทุกย่านสถานีรถไฟของไทย คอยควบคุมการขนส่งของหน่วยทหารญี่ปุ่น ดูแลให้มีการขนขึ้นลงให้ทันภายในกำหนดเวลาเดินรถของกรมรถไฟ ควบคุมการบรรทุกอาวุธหนักยานพาหนะ การผูกมัดรัดตรึงให้มั่นคง ตักเตือนระเบียบวินัยการเดินทางแก่ทหารในขบวนรถพิเศษนั้น ขบวนรถพิเศษญี่ปุ่นในระยะหลังได้ใช้ล้อเลื่อนโดยสารและรถสินค้าที่ทหารญี่ปุ่นนำมาจากมลายู อินโดจีนฝรั่งเศส และชะวา คละกันไปและใช้รถแซมเพื่อการผสมขอพ่วงเป็นขบวนรถเดินทางต่อไปได้ คงใช้รถจักรของกรมรถไฟไทย มีพนักงานขับรถ(พขร.) และช่างไฟ (ชฟ.๑,๒) เป็นผู้ขับ ส่วนใหญ่เดินในทางสายใต้ พอพ้นปาดังเบซาร์ก็เปลี่ยนเป็นรถจักรของทหารขนส่งรถไฟญี่ปุ่นนำขบวนรถนั้นต่อไปในมลายู บางครั้งความไม่เข้าใจกันระหว่างเจ้าหน้ากรมรถไฟของไทยและเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่น ก่อให้เกิดปัญหาในการเดินรถ ดังเช่นกรณีเจ้าหน้าที่รถไฟญี่ปุ่นที่ตามทหารญี่ปุ่นเข้ามาควบคุมการเดินรถและสับเปลี่ยนรถที่ย่านสถานีสำคัญๆของกรมรถไฟไทยไม่ปฏิบัติตามกฎข้อบังคับระเบียบการเดินรถของกรมรถไฟ จนมีเหตุทะเลาะวิวาทชกต่อยกันไม่เว้นแต่ละวันเพราะสื่อภาษากันไม่รู้เรื่อง จนต้องให้นักเรียนไทยที่จบจากญี่ปุ่นเข้ามารับราชการเป็นล่ามประจำสถานีรถไฟ หรือใช้ล่ามคนญี่ปุ่นที่พูดภาษาไทยแบบต้องเอียงหูฟัง หนักเข้าก็เกิดเหตุการณ์กรณีนายสถานีรถไฟสงขลาถูกทหารญี่ปุ่นรุมชกต่อยจนได้รับบาดเจ็บสาหัส และกรณีเมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๔๘๕ ทหารญี่ปุ่นได้รุมทุบตีนายฉัตร์ พนักงานขับรถจักร และนายพุฒ คนการโรงรถจักรหาดใหญ่ของกรมรถไฟ ขณะทำขบวนรถไฟจากสถานีสุไหงโกลกไปชุมทางหาดใหญ่ เมื่อรถจอดที่ชุมทางหาดใหญ่ ทหารญี่ปุ่นก็รุมทุบตีซ้ำอีกจนถึงเวลา ๑๗.๓๐ น.ก็ยังไม่ยอมหยุดทุบตี

ในช่วงปลายสงครามฯการโจมตีทิ้งระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรหนักหน่วงมากขึ้นเนื่องจากกองทัพญี่ปุ่นประสบความเพลี่ยงพล้ำในสมรภูมิ กล่าวคือ บรรดาอาคารบ้านพักข้าราชการ อาคารสถานี สะพาน ล้อเลื่อน โรงงานโรงรถจักร อาณัติสัญญาณประจำที่และทางรถไฟ ฯลฯ ได้รับความเสียหายจากภัยทางอากาศทั่วถึงกันทุกแห่ง คือ ทั้งในส่วนกลางและท้องถิ่นภูมิภาค คำนวนค่าเสียหายทั้งสิ้นตามราคาเดิม เมิ่อก่อนสงครามตกเป็นเงินประมาณ ๓๗,๓๓๓,๑๐๐ บาท หากคำนวนตามราคาปัจจุบันจะสูงขึ้นอีกประมาณ ๑๔ เท่า มีข้าราชการกรมรถไฟได้รับอันตรายจากภัยสงครามและประสบภัยทางอากาศ เป็นอันตรายถึงสิ้นชีวิต ๑๐๓ คน บาดเจ็บ ๙ คน และถึงความสิ้นเนื้อประดาตัว ๑,๓๗๐ คน

เครื่องแบบข้าราชการพลเรือนรัฐพาณิชย์ กรมรถไฟ[แก้]

  • สำนักนายกรัฐมนตรีได้ออกกฎ ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติเครื่องแบบข้าราชการฝ่ายพลเรือน พุทธศักราช ๒๔๗๘ กำหนดให้ข้าราชการพลเรือนรัฐพาณิย์ กรมรถไฟ มีเครื่องแบบเฉพาะต่างจากข้าราชการกระทรวง ทะบวง กรม อื่นๆ โดยได้ออกกฎฯรวมทั้งสิ้น ๕ ฉบับ อันได้แก่
    • กฎสำนักนายกรัฐมนตรี ออกตามความในมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติเครื่องแบบข้าราชการฝ่ายพลเรือน พุทธศักราช ๒๔๗๘ (ฉบับที่ ๙) พ.ศ.๒๔๘๒
    • กฎสำนักนายกรัฐมนตรี ออกตามความในมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติเครื่องแบบข้าราชการฝ่ายพลเรือน พุทธศักราช ๒๔๗๘ (ฉบับที่ ๒๖) พ.ศ.๒๔๘๕
    • กฎสำนักนายกรัฐมนตรี ออกตามความในมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติเครื่องแบบข้าราชการฝ่ายพลเรือน พุทธศักราช ๒๔๗๘ (ฉบับที่ ๓๘) พ.ศ.๒๔๙๑
    • กฎสำนักนายกรัฐมนตรี ออกตามความในมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติเครื่องแบบข้าราชการฝ่ายพลเรือน พุทธศักราช ๒๔๗๘ (ฉบับที่ ๔๒) พ.ศ.๒๔๙๓
    • กฎสำนักนายกรัฐมนตรี ออกตามความในมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติเครื่องแบบข้าราชการฝ่ายพลเรือน พุทธศักราช ๒๔๗๘ (ฉบับที่ ๔๔) พ.ศ.๒๔๙๔

กำเนิดการรถไฟแห่งประเทศไทย[แก้]

ในปีพุทธศักราช ๒๔๙๔ สมัยรัฐบาลที่มีจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา เลขที่ ๔๐ หมวด ก ฉบับพิเศษ ลงในวันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๙๔ และให้ประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ปีเดียวกัน ดังนั้น การรถไฟแห่งประเทศไทย จึงถูกจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจประเภทสาธารณูปโภค สังกัดกระทรวงคมนาคม และให้มีการโอนกิจการ ทรัพย์สิน หนี้สิน สิทธิ หน้าที่ต่างๆ รวมไปถึงข้าราชการพลเรือนรัฐพาณิชย์ ลูกจ้าง และสายงานทั้งหมด ของกรมรถไฟไปอยู่ในการดำเนินงานของ การรถไฟแห่งประเทศไทย โดยมีพลเอกจรูญ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ เป็นผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยคนแรก และเป็นอธิบดีกรมรถไฟคนสุดท้าย ซึ่งมีพิธีส่งมอบกิจการของกรมรถไฟให้การรถไฟแห่งประเทศไทยรับมาดำเนินการเมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๔๙๔ จัดขึ้น ณ วังสวนกุหลาบ โดยมี ฯพณฯจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี เป็นประธานและได้กล่าวมอบกิจการรถไฟให้กับคณะกรรมการรถไฟชุดแรก นายเล้ง ศรีสมวงศ์ ประธานกรรมการรถไฟ เป็นผู้กล่าวรับมอบ

กรรมการชุดแรก[แก้]

กรรมการชุดปัจจุบัน[แก้]

  • นาย จิรุตม์ วิศาลจิตร ดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการ
  • ดร.ชยธรรม์ พรหมศร ดำรงตำแหน่ง กรรมการ
  • นาย อำนวย ปรีมนวงศ์ ดำรงตำแหน่ง กรรมการ
  • นางสาว ไตรทิพย์ ศิวะกฤษณ์กุล ดำรงตำแหน่ง กรรมการ
  • นาย ธันวา เลาหศิริวงศ์ ดำรงตำแหน่ง กรรมการ
  • นาย พินิจ พัวพันธ์ ดำรงตำแหน่ง กรรมการ
  • นาง ศุกร์ศิริ บุญญเศรษฐ์ ดำรงตำแหน่ง กรรมการ

เครื่องหมายราชการของการรถไฟแห่งประเทศไทย[แก้]

การรถไฟแห่งประเทศไทย ขอพระบรมราชานุญาตใช้เครื่องหมายราชการของกรมรถไฟ (รูปล้อปีกภายใต้พระมหามงกุฎและมีรัศมีครอบ) ประกอบเป็นตราเครื่องหมายของการรถไฟฯ และทรงโปรดเกล้าฯพระราชทานพระบรมราชานุญาต เมื่อวันที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๙

เครื่องหมายราชการแห่งกรมรถไฟ ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายราชการ พุทธศักราช ๒๔๘๒ ซึ่งสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกประกาศ(ฉบับที่ ๑๒)กำหนดภาพเครื่องหมายราชการนี้ ตามพระราชบัญญัติฯดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว และออกประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตอนที่ ๑๕ เล่ม ๕๙ เมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๔๘๕ ซึ่งมีลักษณะดังนี้

"เป็นรูปล้อปีก เบื้องบนมีอุณณาโลมและมีพระมหามงกุฎมีรัศมี เบื้องล่างมีคำว่า "กรมรถไฟ"[13]

รายนามผู้บริหารจากอดีตถึงปัจจุบัน[แก้]

เส้นทางเดินรถ[แก้]

การรถไฟแห่งประเทศไทย
ท่านาแล้ง, ลาว
หนองคาย
อุบลราชธานี
อุดรธานี
ศรีสะเกษ
เชียงใหม่
ขอนแก่น
ลำพูน
สุรินทร์
อุโมงค์ขุนตาน
บุรีรัมย์
นครลำปาง
บ้านไผ่
ศิลาอาสน์
ชุมทางบัวใหญ่
อุตรดิตถ์
จัตุรัส
นครราชสีมา
สวรรคโลก
รถไฟกัมพูชา
พิษณุโลก
อรัญประเทศ
พิจิตร
ปราจีนบุรี
นครสวรรค์
ลพบุรี
สระบุรี
สุพรรณบุรี
อยุธยา
นครปฐม
ชุมทางบางซื่อ
ชุมทางบางซื่อ
ธนบุรี
กรุงเทพ (หัวลำโพง)
Bangkok Metro logo.svg
วงเวียนใหญ่
สะพานข้ามแม่น้ำแคว
มหาชัย
น้ำตก
นั่งเรือข้าม แม่น้ำท่าจีน
น้ำตกไทรโยคน้อย
บ้านแหลม
รถไฟเมียนมา
แม่กลอง
ราชบุรี
ชลบุรี
เพชรบุรี
หัวหิน
ท่าเรือแหลมฉบัง
ประจวบคีรีขันธ์
บางละมุง
บางสะพานใหญ่
พัทยา
ชุมพร
หลังสวน
ท่าเรือมาบตาพุด
ละแม
ท่าเรือสัตหีบ
ไชยา
คีรีรัฐนิคม
สุราษฎร์ธานี
ตรัง
กันตัง
นครศรีธรรมราช
พัทลุง
ชุมทางอู่ตะเภา (ปิดทำการ)
สงขลา
ชุมทางหาดใหญ่
ชุมทางหาดใหญ่
ปัตตานี
ชายแดน ไทย/มาเลเซีย
ยะลา
ปาดังเบซาร์, มาเลเซีย
สุไหงโก-ลก
รถไฟมาเลเซีย
ชายแดน ไทย/มาเลเซีย (ปิดทำการ)
 วุดแลนด์, สิงคโปร์ 
รันเตาปันจัง, มาเลเซีย
 เจมัส 
ปาเซมัส, มาเลเซีย
รถไฟมาเลเซีย
 ตุมปัต 

การรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นผู้ให้บริการรถไฟทางไกลทุกสาย มีสถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) เป็นสถานีปลายทางของทุกสาย มีสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง ลาดกระบัง เป็นที่ทำการรับส่งสินค้าหลัก ปัจจุบันการรถไฟฯ มีระยะทางที่เปิดการเดินรถแล้ว รวมทั้งสิ้น 4,507 กิโลเมตร แบ่งเป็นเส้นทางรถไฟทางเดี่ยว 4,097 กิโลเมตร เส้นทางรถไฟทางคู่ 303 กิโลเมตร ได้แก่ ช่วงกรุงเทพ - ลพบุรี ระยะทาง 133 กิโลเมตร ช่วงชุมทางสถานีตลิ่งชัน - สถานีนครปฐม ระยะทาง 44 กิโลเมตร ช่วงสถานีฉะเชิงเทรา - สถานีสัตหีบ ระยะทาง 69.8 กิโลเมตร และช่วงสถานีชุมทางศรีราชา - สถานีแหลมฉบัง ระยะทาง 13.4 กิโลเมตร และเส้นทางรถไฟทางสาม 107 กิโลเมตร ได้แก่ ช่วง รังสิต - ชุมทางบ้านภาชี ระยะทาง 60 กิโลเมตรและช่วงสถานีหัวหมาก - ชุมทางฉะเชิงเทรา ระยะทาง 45.82 กิโลเมตร

สายเหนือ[แก้]

ทางรถไฟสายเหนือ เดินรถคู่ไปกับทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือแล้วแยกกันที่สถานีรถไฟชุมทางบ้านภาชี โดยทางรถไฟสายเหนือผ่านจังหวัดลพบุรี, นครสวรรค์, พิจิตร พิษณุโลก, อำเภอเด่นชัย, ลำปาง, ลำพูน แล้วสุดทางรถไฟที่เชียงใหม่ ระยะทางจากกรุงเทพ 751 กิโลเมตร มีทางรถไฟแยกที่สถานีชุมทางบ้านดารา จังหวัดพิษณุโลกถึงสถานีสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย ระยะทาง 29 กิโลเมตร

สายตะวันออกเฉียงเหนือ[แก้]

ทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือ เดินรถคู่กับทางรถไฟสายเหนือแล้วแยกกันที่สถานีรถไฟชุมทางบ้านภาชี มุ่งสู่นครราชสีมา แยกเป็นสองสายที่สถานีรถไฟชุมทางถนนจิระ โดยสายหนึ่งผ่านขอนแก่น, อุดรธานี, หนองคาย ข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแล้วสุดทางรถไฟที่สถานีรถไฟท่านาแล้ง นครหลวงเวียงจันทน์ ประเทศลาว ระยะทางจากกรุงเทพ 627.25 กิโลเมตร อีกสายหนึ่งผ่านบุรีรัมย์, สุรินทร์, ศรีสะเกษ แล้วสุดทางรถไฟที่อุบลราชธานี ระยะทางจากกรุงเทพ 575 กิโลเมตร

ยังมีอีกเส้นทางหนึ่งเริ่มต้นจากสถานีรถไฟชุมทางแก่งคอยที่สระบุรี ผ่านอำเภอชัยบาดาลที่ลพบุรีและอำเภอจัตุรัสที่ชัยภูมิ ก่อนจะวิ่งเข้าสู่สายหลักที่ไปหนองคาย ที่สถานีรถไฟชุมทางบัวใหญ่ นครราชสีมา ระยะทาง 252.4 กิโลเมตร

สายใต้[แก้]

ข้อมูลเพิ่มเติม: รายชื่อสถานีรถไฟ สายใต้

ทางรถไฟสายใต้ เริ่มต้นจากสถานีกรุงเทพแล้วเมื่อถึงที่สถานีรถไฟชุมทางบางซื่อจะแยกไปทางตะวันตกสู่นครปฐม ก่อนจะแยกเป็นสามทาง โดยทางหนึ่งไปทางกาญจนบุรี (210 กิโลเมตร) ทางหนึ่งไปทางสุพรรณบุรี (157 กิโลเมตร) ทางรถไฟสายใต้หลักวิ่งต่อไป โดยผ่านราชบุรี, เพชรบุรี, หัวหิน, ประจวบคีรีขันธ์, ชุมพรจนถึงสุราษฎร์ธานี มีทางแยกคีรีรัฐนิคม จากนั้นวิ่งต่อไปถึง สถานีรถไฟชุมทางทุ่งสง ที่ นครศรีธรรมราช และยังมีทางแยกไปกันตังที่ตรังและชุมทางเขาชุมทองซึ่งอยู่ใกล้เคียงกัน สายใต้หลักวิ่งต่อไปจนถึงพัทลุง, ชุมทางหาดใหญ่ ที่สงขลามีทางแยกซึ่งสามารถเชื่อมต่อกับทางรถไฟของ ประเทศมาเลเซีย ที่ปาดังเบซาร์ ส่วนสายใต้หลักจะวิ่งต่อไปผ่านยะลา จนถึงสุไหงโก-ลก นราธิวาส

สายตะวันออก[แก้]

ทางรถไฟสายตะวันออก ถึง จังหวัดสระแก้ว ( สถานีรถไฟอรัญประเทศ อำเภออรัญประเทศ ) ระยะทาง 260 กิโลเมตร, สถานีคลองสิบเก้า-ชุมทางแก่งคอย ระยะทาง 81.4 กิโลเมตร และชุมทางเขาชีจรรย์-มาบตะพุต ระยะทาง 24.07 กิโลเมตร

สายแม่กลอง[แก้]

ทางรถไฟสายแม่กลอง ช่วง สถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ - สถานีรถไฟมหาชัย ระยะทาง 31 กิโลเมตร และช่วง สถานีรถไฟบ้านแหลม - สถานีรถไฟแม่กลอง ระยะทาง 34 กิโลเมตร

โครงการทางคู่[แก้]

นอกจากนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทยยังมีโครงการขยายเส้นทางให้เป็นทางคู่เพื่อให้สามารถทำความเร็วได้มากขึ้น ลดเวลาการเดินทาง เพิ่มความจุตู้สินค้าและตู้โดยสาร รวมทั้งลดการใช้พลังงาน เนื่องจากการขนส่งเที่ยวหนึ่ง สามารถจุผู้โดยสารและสินค้าได้มากกว่ารถยนต์ โครงการที่อยู่ระหว่างการดำเนินงานก่อสร้าง ได้แก่ ลพบุรี-ปากน้ำโพ ระยะทาง 118 กิโลเมตร นครปฐม-หัวหิน 165 กิโลเมตร มาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ 132 กิโลเมตร ชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น 185 กิโลเมตร ประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร 167 กิโลเมตร รวมระยะทาง 767 กิโลเมตร

รถไฟฟ้าขนส่งมวลชน[แก้]

การรถไฟแห่งประเทศไทย ยังเป็นผู้รับผิดชอบเส้นทางรถไฟฟ้าในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลอีก 7 โครงการ แบ่งเป็นรถไฟฟ้าชานเมือง 3 โครงการ และระบบรถไฟฟ้าความเร็วสูง 4 โครงการ โดยมีรายละเอียดดังนี้

ระบบรถไฟฟ้าชานเมือง
  • รถไฟฟ้าเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ : เป็นสัมปทานของ บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด แบ่งออกเป็น
    • ช่วงสุวรรณภูมิ - พญาไท ระยะทาง 28.6 กิโลเมตร : เปิดให้บริการ โดยยกเลิกการให้บริการรถไฟด่วนเป็นการชั่วคราวเพื่อทดแทนด้วยรถไฟความเร็วสูง
    • ช่วงพญาไท - ดอนเมือง ระยะทาง 21.8 กิโลเมตร : อยู่ในระหว่างเตรียมการก่อสร้าง
  • รถไฟฟ้าชานเมือง สายสีแดง แบ่งออกเป็น
    • สายสีแดงอ่อน
      • ช่วงศาลายา - ตลิ่งชัน และศิริราช - ตลิ่งชัน : อยู่ในระหว่างเตรียมการก่อสร้าง
      • ช่วงตลิ่งชัน - บางซื่อ : เปิดให้บริการในปี พ.ศ. 2564
      • ช่วงบางซื่อ - พญาไท : อยู่ในระหว่างเตรียมการก่อสร้าง
      • ช่วงพญาไท - หัวหมาก - ฉะเชิงเทรา และศาลายา - นครปฐม : อยู่ในระหว่างการศึกษาเส้นทาง
    • สายสีแดงเข้ม
      • ช่วงธรรมศาสตร์รังสิต - รังสิต : อยู่ในระหว่างเตรียมการก่อสร้าง
      • ช่วงรังสิต - บางซื่อ : เปิดให้บริการในปี พ.ศ. 2564
      • ช่วงบางซื่อ - หัวลำโพง : อยู่ในระหว่างเตรียมการก่อสร้าง
      • ช่วงหัวลำโพง - วงเวียนใหญ่ - มหาชัย กำลังปรับแบบช่วงหัวลำโพง - วงเวียนใหญ่ เป็นอุโมงลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยาและจัดทำรายงาน EIA ฉบับใหม่ [14]
      • มหาชัย - ปากท่อ และช่วงธรรมศาสตร์รังสิต - บ้านภาชี : อยู่ในระหว่างการศึกษาเส้นทาง
ระบบรถไฟฟ้าความเร็วสูง

อ้างอิง[แก้]

  1. "ประวัติการรถไฟแห่งประเทศไทย กระทรวงคมนาคม". คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2021-08-16. สืบค้นเมื่อ 2022-03-17.
  2. "พระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๔" (PDF). คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม (PDF) เมื่อ 1951-06-30. สืบค้นเมื่อ 2022-03-17.
  3. https://www.silpa-mag.com/history/article_8421
  4. "สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ / เล่มที่ ๔ / เรื่องที่ ๗ รถไฟ / ประวัติการรถไฟในประเทศไทย". คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2016-03-05. สืบค้นเมื่อ 2014-05-09.
  5. "รอยทางจาก "กรมรถไฟ" สู่... "แอร์พอร์ต เรล ลิงก์"". คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2014-04-14. สืบค้นเมื่อ 2014-05-09.
  6. http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2442/024/312.PDF
  7. http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2442/050/698.PDF
  8. https://ratchakitcha2.soc.go.th/pdfdownload?id=1070559
  9. http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2476/A/763.PDF
  10. http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2476/A/763.PDF
  11. https://ratchakitcha2.soc.go.th/pdfdownload?id=1106027
  12. https://ratchakitcha2.soc.go.th/pdfdownload?id=1112829
  13. https://ratchakitcha2.soc.go.th/pdfdownload?id=1115541
  14. "รอหน่อยนะ! คมนาคมยันเดินหน้ารถไฟฟ้าสายสีแดง"หัวลำโพง-มหาชัย"รอปรับแบบช่วงข้ามเจ้าพระยาเป็นอุโมงค์ทางลอด". ประชาชาติธุรกิจ. 2018-11-20.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

พิกัดภูมิศาสตร์: 13°44′48″N 100°30′53″E / 13.7466502°N 100.5146915°E / 13.7466502; 100.5146915