ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย
SME BANK
SMEbank.png
ที่ทำการ
310 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400
ภาพรวม
วันก่อตั้ง พ.ศ. 2545
สืบทอดจาก บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม
งบประมาณ 494.7717 ล้านบาท (พ.ศ. 2559)[1]
ผู้บริหาร สมชาย หาญหิรัญ, ประธานกรรมการธนาคาร
ลวรรณ แสงสนิท, ประธานกรรมการบริหาร
มงคล ลีลาธรรม, กรรมการผู้จัดการ
วรมิตร ครุฑโต, รองกรรมการผู้จัดการ
อินทิรา โภคปุณยารักษ์, รองกรรมการผู้จัดการ
คงเดชา ชัยรัตน์, รองกรรมการผู้จัดการ
ในกำกับดูแลของ กระทรวงการคลัง
เว็บไซต์
www.smebank.co.th

ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว. หรือเอสเอ็มอีแบงก์) เป็นธนาคารที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2545 เพื่อประกอบธุรกิจอันเป็นการพัฒนา ส่งเสริม ช่วยเหลือ และสนับสนุนการจัดตั้ง การดำเนินงาน การขยาย หรือการปรับปรุงวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดยการให้สินเชื่อค้ำประกัน ร่วมลงทุน สนับสนุนบริการทางการเงิน ให้คำปรึกษาแนะนำหรือให้บริการที่จำเป็นแก่ผู้ประกอบการไทย

ธพว. มีปัญหาการทุจริตอื้อฉาวมาโดยตลอด และไม่ค่อยมีบทบาทในการปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอี มีการแต่งบัญชีเท็จ รายงานข้อมูลเท็จต่อกระทรวงการคลัง มีปัญหาการจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงปล่อยกู้เฉลี่ยต่อรายสูงถึง 3 ล้านบาท (มากกว่าธนาคารพาณิชย์กว่า 10 เท่า ในสินเชื่อประเภทเอสเอ็มอี)[2] ซึ่ง ธพว. ปล่อยกู้รายใหญ่เฉลี่ย 800-900 ล้านบาท[3] ตลอดจนการดำเนินงานที่ไม่โปร่งใส ขาดจริยธรรม ขาดระบบการตรวจสอบและเอาผิด ฯลฯ [4] เกิดความเสียหายต่อรัฐ ทำให้เงินภาษีของประชาชนสูญเปล่าเป็นจำนวนมาก

นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แนะให้ยุบรวมกับธนาคารกรุงไทย [5] สอดรับกับแนวคิดของม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ว่า เอสเอ็มอีแบงก์ไม่ควรมีอยู่ เพราะมีหนี้เสียมากเกินไป [6] ส่วนธนาคารโลก แนะให้รวมกับธนาคารออมสิน [7] ยิ่งไปกว่านั้น นายไพศาล พืชมงคล กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ) อดีต สว. และอดีตสมาชิก สนช. [8] [9] เห็นว่า มีผู้วางแผนหลอก คสช. เพื่อกลบอุจจาระหนีความผิดโดยวิธีเสนอให้เอาไปรวมกับธนาคารออมสิน ซึ่งธนาคารออมสินไม่ยอมรับธนาคารเช่น ธพว. จึงขอให้ พลเอกประยุทธ์ ช่วยปกป้องรักษาธนาคารออมสินไว้ด้วย [10]

การดำเนินงาน[แก้]

ธพว. มีฐานะเป็นนิติบุคคลโดยมีผู้ถือหุ้นทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมกัน (จาก พ.ร.บ. ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2545 มาตรา 8 ให้กำหนดทุนเรือนหุ้นของธนาคารไว้หนึ่งหมื่นล้านบาท แบ่งออกเป็นหนึ่งร้อยล้านหุ้น มูลค่าหุ้นละหนึ่งร้อยบาท โดยให้ธนาคารขายหุ้นให้แก่กระทรวงการคลัง สถาบันการเงิน หรือบุคคลอื่น ทั้งนี้ ตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของธนาคาร

ธพว. มีจำนวนสาขาทั่วประเทศไทย 83 สาขา[11] มีกำไรในปี พ.ศ. 2553 รวมสุทธิ 128.48 ล้านบาท แต่พบภายหลังว่า ธพว. ตกแต่งบัญชีผลกำไรเท็จ ทั้งนี้ ธพว. มีผลประกอบการขาดทุนในปี พ.ศ. 2553 รวมสุทธิ 1,612.56 ล้านบาท[12]

จากการประเมินสภาวะการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจ ธพว. เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีสภาวะวิกฤต มีผลการดำเนินงานผันผวนตามสภาพตลาด และเป็น 1 ใน 4 รัฐวิสาหกิจของไทยที่มีผลการประเมินอยู่ในเกณฑ์วิกฤต ในปี พ.ศ. 2553[13]

ข้อมูล ณ 31 ธันวาคม 2555 ธพว. มีผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิ 4,039.31 ล้านบาท รวมเป็นยอดขาดทุนสะสมเท่ากับ 9,755 ล้านบาท มีอัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงที่ 1% [14] จากที่ ธปท. กำหนดไว้ว่าต้องไม่ต่ำกว่า 8.5% โดยยอดหนี้เอ็นพีแอลคิดเป็น 40.68% [15]

ข้อมูล ณ 5 กุมภาพันธ์ 2556 ยอดหนี้เอ็นพีแอลคิดเป็น 50% [16]

ข้อมูล ณ 30 กันยายน 2556 ธพว. อยู่ระหว่างฟื้นฟูกิจการ [17]

ข้อมูล ณ 24 ตุลาคม 2556 ธพว. เกิดปัญหาสภาพคล่องจนมีความจำเป็นต้องกู้เงินระยะ 1 วัน จาก ธปท. แล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกจำนวน 400 ล้านบาท และครั้งที่ 2 จำนวน 600 ล้านบาท ผู้ฝากเงินถอนเงินออกอย่างต่อเนื่องเพราะไม่มั่นใจในฐานะการดำเนินงานของธนาคาร[18]

ข้อมูล ณ 25 สิงหาคม 2557 พบว่าอาจมีหนี้เสียสูงเกิน 50% และที่ผ่านมาหนี้เสียไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง โดยหนี้เสียจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง[19]

การทุจริตและประพฤติมิชอบ[แก้]

ธพว. มีประวัติการคอรัปชั่นเป็นจำนวนมาก เช่น ผู้ทำธุรกิจต้องจ่ายใต้โต๊ะกับการจัดซื้อจัดจ้างสูงถึง 20% ผู้กู้ต้องจ่ายใต้โต๊ะเพื่อให้ธนาคารอนุมัติเงินกู้ เป็นต้น การกระทำที่ต่ำทรามของพนักงานบางกลุ่มทำให้ในช่วงที่ผ่านมามีการฟ้องร้องเป็นคดีจำนวนมาก[20] ข้อมูล ณ วันที่ 20 ม.ค. 58 ธนาคารได้ดำเนินการฟ้องร้องคนที่เกี่ยวข้องหรือมีส่วนร่วมในการทำความเสียหาย โดยมีคดีที่อยู่ระหว่างการบังคับคดี 4 เรื่อง อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล 6 เรื่อง และจะยังมีการฟ้องเพิ่มอีก และธนาคารยังได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกับคนที่อยู่ในข่ายกระทำผิด มีเรื่องที่อยู่ระหว่างดำเนินการ 19 กรณี แบ่งเป็นด้านสินเชื่อ 6 เรื่อง ด้านร่วมลงทุน 2 เรื่อง ด้านการดำเนินงานที่ขัดนโยบาย 4 เรื่องและด้านอื่น ๆ เกี่ยวกับการผิดระเบียบธนาคารอีก 7 เรื่อง[21][22][23][24] ที่ผ่านมาที่นี่เหมือนเป็นแดนสนธยา ฝันร้ายไม่ยอมตื่น [25]

ในระหว่างปี 2547-2549 ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ ได้ปล่อยสินเชื่อโดยทุจริตและส่งผลให้เกิดความเสียหายรวม 2,592 ล้านบาท ซึ่งพบว่า มีการให้กู้เงินโดยจำนองที่ดินเปล่ายังไม่พัฒนาโดยประเมินราคาสูงกว่าราชการ 10 เท่า ใช้เอกสารปลอมในการทำสัญญาและเบิกจ่ายเงินกู้ หรือกรณีลูกหนี้ประกอบการที่เดียวกัน มีกรรมการชุดเดียวกัน มาขอกู้เงินธนาคารโดยลูกหนี้ทุกรายเป็นคู่สัญญาระหว่างกันและกู้ไปแล้วไม่ได้มีการดำเนินการ [26] และช่วงเวลาเดียวกันได้เกิดการทุจริตธุรกรรม Floating Rate Certificate of Deposit (FRCD) [27] ซึ่งมีการสอบสวนในเวลาต่อมา

ในปี 2550 กระทรวงการคลังได้สอบสวนกรณีการทุจริตปล่อยสินเชื่อของธนาคารจำนวน 27 โครงการ มูลค่าความเสียหายมากกว่า 16,000 ล้านบาท [28] [29]

ในปี 2551 มีการสอบสวนการทุจริตในการปล่อยสินเชื่อ วงเงิน 2,500 ล้านบาท จำนวน 80 เรื่อง [30] [31]

ในปี 2552 มีการสอบสวนการทุจริตธุรกรรม FRCD โดยนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ได้ลงนามแต่งตั้ง คณะอนุกรรมการไต่สวนอดีตผู้บริหารของเอสเอ็มอีแบงก์ 4 ราย โดยมีนายภักดี โพธิศิริ เป็นประธาน และมีตัวแทนจากธนาคารแห่งประเทศไทยเข้าร่วมด้วย ทั้งนี้ คณะกรรมการของเอสเอ็มอีแบงก์ได้ดำเนินการทางวินัยและอาญากับผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด [32]

ในปี 2553 ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ ตกแต่งบัญชีและแจ้งผลกำไรเป็นเท็จ โดยธนาคารมิได้ตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญให้ครบถ้วนตามเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รวมทั้งสิ้น 1,741.04 ล้านบาท ทำให้รายการเงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้ในงบการเงินเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2553 สูงเกินไปในจำนวนที่เท่ากันคือ 1,741.04 ล้านบาท และหากธนาคารตั้งสำรองเงินอย่างครบถ้วน จะทำให้ผลการดำเนินงานสิ้นปี 2553 ขาดทุนทั้งสิ้น 1,612.56 ล้านบาท โดยมิได้มีกำไรสุทธิ 128.48 ล้านบาทตามที่แจ้ง [33]

ในปี 2554 รายงานการตรวจสอบธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ ของ ธปท. ณ วันที่ 31 มีนาคม 2554 พบว่า ลูกหนี้บางรายถูกปรับโครงสร้างหนี้ไปถึง 11 ครั้ง โดยไม่มีลายมือชื่อของลูกหนี้ ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ได้เข้าตรวจสอบและพบว่าได้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นจริง ถือว่าเป็นการประพฤติมิชอบ [34] ส่วนการตรวจสอบ ณ เดือนตุลาคม 2554 ธปท. พบว่าสินเชื่อธุรกิจโรงแรมมีการปล่อยเกินเพดานควบคุมความเสี่ยง [35]

ในปี 2555 กระทรวงการคลังตรวจพบการปล่อยสินเชื่อที่ผิดวัตถุประสงค์เป็นสินเชื่อรายใหญ่จำนวนมาก มีวงเงินต่อรายมากกว่า 20 ล้านบาท โดยใช้หลักประกันเป็นสินทรัพย์ที่เสื่อมมูลค่า และพบการทุจริตในรูปแบบการรับซื้อเช็คในการปล่อยสินเชื่อดังกล่าวรวมมูลค่ามากกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งกรณีนี้มีความเป็นไปได้ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) จะเข้าทำการตรวจสอบ [36]

กระทรวงการคลังยังพบกรณีการร้องเรียนการเรียกรับค่าหัวคิว 10% ก่อนการปล่อยสินเชื่อ [37] และนอกจากนี้ธนาคารได้ถูกร้องเรียนไปยังดีเอสไอ เรื่องการจัดซื้อจัดจ้างเกี่ยวกับการปรับปรุงสำนักงานสาขา เพราะไม่มีการเปิดประมูลทำให้ถูกมองว่าร่วมกันสมคบคิด (ฮั้ว) การว่าจ้าง โดยดีเอสไอจะตรวจสอบ ซึ่งกรณีที่มีมูลความผิดจริงจะต้องถูกดำเนินคดี [38]

ในปีเดียวกัน คณะกรรมการธนาคารได้สอบสวนกรรมการผู้จัดการเรื่องการทุจริต 9 กรณี ประกอบด้วย
1. การอำนวยสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำในโครงการชะลอเลิกจ้างแรงงาน เกินวงเงินของโครงการ
2. การอำนวยสินเชื่อผิดหลักเกณฑ์ให้กับลูกค้ากลุ่มเดียวกันเกิน 500 ล้านบาท
3. การอำนวยสินเชื่อให้กับลูกค้าที่มีลักษณะซื้อที่ดินราคาถูกมาเป็นหลักประกัน
4. การอนมัติทำแพ็กกิ้งเครดิตโดยผิดหลักเกณฑ์ ทำให้ลูกค้าได้รับสินเชื่อซ้ำซ้อน
5. การประชุมเวียนเพื่อพิจารณาอนุมัติสินเชื่อให้กับลูกค้ารายใหญ่โดยไม่โปร่งใส
6. การรายงานเท็จต่อคณะกรรมการธนาคาร และกระทรวงการคลัง เรื่องจำนวนลูกค้าที่ได้รับการอนุมัติสินเชื่อภายใน 45 วัน
7. การประวิงเวลาปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเรื่องการออกหลักเกณฑ์สินเชื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม
8. การแก้ไขคำสั่งเพื่อให้ผู้บริหารและพนักงานเบิกค่าที่พัก ได้เกินกว่าที่จ่ายจริง
9. การปลอมแปลงและปกปิด ข้อมูลที่แสดงสถานะที่แท้จริงของธนาคาร และนำไปรายงานต่อคณะกรรมการธนาคาร และกระทรวงการคลัง [39] รวมถึงมีรายงานว่าเกิดการทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างทำระบบคอร์แบงกิ้งของธนาคาร มูลค่า 300 ล้านบาท ซึ่งตามกฎหมายธนาคารไม่สามารถรับฝากเงินได้ แต่ระบบที่ติดตั้งกลับมีระบบรับฝากเงิน ซึ่งส่งผลให้ธนาคารต้องจ่ายเงินแพงกว่าที่จำเป็น [40] [41]

ผลการสอบสวนพบว่ากรรมการผู้จัดการมีความผิดจริง[42] ทำให้กรรมการธนาคารมีมติเลิกจ้างและให้มีผลทันที ณ วันที่ 14 สิงหาคม 2555 โดยไม่บอกกล่าวและไม่ต้องจ่ายสินไหมทดแทน [43]

นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ประธานคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีการปล่อยสินเชื่อและการบริหารจัดการของเอสเอ็มอีแบงก์ แจ้งว่า อดีตกรรมการผู้จัดการปฏิบัติหน้าที่หละหลวมและบกพร่อง คือ ปล่อยให้มีการวิเคราะห์สินเชื่อโดยหละหลวม โดยพบว่าข้อมูลที่นำมาใช้วิเคราะห์สินเชื่อจำนวนมากขาดความน่าเชื่อถือ โดยไม่มีการติดตามดูแลลูกหนี้เท่าที่ควรหลังจากให้สินเชื่อ ละเลยไม่ต่ออายุตั๋วสัญญาใช้เงินที่ลูกหนี้ทำข้อตกลงกับธนาคารเป็นจำนวนหลายพันล้านบาท ทำให้ธนาคารเสียสิทธิ์ในการดำเนินคดีกับลูกหนี้ที่ไม่ชำระหนี้ การแก้ไขเอ็นพีแอลขาดมาตรฐาน มีการปล่อยปละละเลยในเรื่องที่มีความสำคัญทุกเรื่อง [44]

คณะกรรมการชุดกระทรวงการคลังพบว่า เอสเอ็มอีแบงก์บันทึกข้อมูลเอ็นพีแอลต่ำกว่าความเป็นจริง นอกจากนี้พบว่าลูกหนี้จำนวนมากยังไม่ได้มาเซ็นสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ แต่ธนาคารกลับจัดชั้นเป็นลูกหนี้ดี [45]

สตง. ตรวจสอบงบการเงิน ณ วันที่ 30 ก.ย. 2555 และแจ้งว่าไม่สามารถได้ความเชื่อมั่นว่าจะพบเรื่องที่มีนัยสำคัญทั้งหมดซึ่งอาจพบจากการตรวจสอบ จึงไม่อาจแสดงความเห็นต่อข้อมูลทางการเงินระหว่างที่สอบทาน [46]

การบันทึกข้อมูลเอ็นพีแอลของเอสเอ็มอีแบงก์ย้อนหลัง 5 ปี [47] [48]

ปี 2551 = 49.53 %

ปี 2552 = 37.16 %

ปี 2553 = 20.31 %

ปี 2554 = 15.73 %

ปี 2555 = 40.68 %

ในปี 2556 นายภิญโญ ตั้นวิเศษ ประธานกรรมการกำกับและติดตามการพัฒนาคุณภาพสินเชื่อและแก้ปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ตรวจพบการซ่อนตัวเลขหนี้ [49] พบการปล่อยสินเชื่อรายใหญ่เฉลี่ยสูงถึง 800-900 ล้านบาทต่อราย [50] เกินอำนาจของเอสเอ็มอีแบงก์ที่สามารถปล่อยสินเชื่อได้ไม่เกิน 500 ล้านบาทต่อราย [51] และในปี 2556 ได้มีความเห็น [52] [53] เรื่อง การควบรวมกิจการของเอสเอ็มอีแบงก์กับธนาคารออมสิน และรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง) กล่าวว่า

"เอสเอ็มอีแบงก์มีปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไขหลายเรื่อง โดยเฉพาะหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่มีจำนวนมาก และความไม่โปร่งใสในการอนุมัติสินเชื่อ แต่การควบรวมกัน (กับธนาคารออมสิน) แล้วมีเอ็นพีแอลติดไปอยู่กับธนาคารออมสินด้วย ก็ไม่ถูกต้อง เพราะปัจจุบันธนาคารออมสินมีความมั่นคงและแข็งแกร่งมาก ดังนั้นเอสเอ็มอีแบงก์ต้องเร่งแก้ปัญหาของตัวเองก่อน" [54]

ข้อมูลจากภายในกล่าวว่าเป็นหนี้ฝากราว 10% และมีวาระจรเข้าบอร์ด [55] [56] นอกจากนี้พบว่า มีการทุจริตโดยธนาคารสั่งจ่ายดอกเบี้ยเงินฝากให้สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) มากกว่าลูกค้าอื่นและออกเช็คสั่งจ่ายดอกเบี้ยบางส่วนให้บุคคลภายนอกโดย สกย. ไม่ได้รับเงิน ซึ่งอาจเป็นการยักยอกทรัพย์ [57] [58] โดยประธานกรรมการ (นายนริศ ชัยสูตร) ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องแจ้งตำรวจ [59] [60] [61]

นอกจากนี้ยังพบว่าธนาคารอนุมัติสินเชื่อให้กับกลุ่มธุรกิจ ซึ่งมีบุคคลคนเดียวกันเป็นผู้มีอำนาจลงนาม และมีการเวียนขอสินเชื่อโดยใช้ใบอินวอยซ์เดิมเป็นหลักประกัน ส่งผลให้เกิดความเสียหายราว 150 ล้านบาท [62] และการไม่ดำเนินคดีกับลูกหนี้จนคดีขาดอายุความ ทำให้อำนาจการต่อรองหรือการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับลูกหนี้ลดลง เกิดความเสียหายราว 24.8 ล้านบาท [63] และพบเรื่องการจัดเช่าเครื่องคอมพิวเตอร์ของเอสเอ็มอีแบงก์ ส่อเจตนาล็อกสเปก [64] [65]

ข้อมูลวันที่ 14 ก.พ. 2556 เอสเอ็มอีแบงก์มี BIS ติดลบ 0.95% ต้องใช้เงินเพิ่มทุนอย่างน้อย 6 พันล้านบาท [66] และเอสเอ็มอีแบงก์ยังทำสินเชื่อแฟคเตอร์ริ่งให้แก่โรงสีในโครงการจำนำข้าว โดยใช้ใบประทวนมากกว่า 5,000 ล้านบาท โดยเข้าข่ายผิดวัตถุประสงค์การปล่อยสินเชื่อของธนาคาร[67]

ในปี 2557 ศาลฎีกาสั่งจำคุกอดีตกรรมการผู้จัดการ (ข้อมูลจากสำนักข่าวอิศรา) [68]

นายมนูญรัตน์ เลิศโกมลสุข ถูกเลิกจ้าง เพราะไม่รักษาผลประโยชน์ธนาคาร ขาดธรรมมาภิบาล รายงานเท็จ โดยจะมีการตรวจสอบการทุจริตย้อนหลังด้วย [69] นายมนูญรัตน์กล่าวว่าเขาไม่เป็นกังวลในเรื่องการฟ้องข้อหาทุจริต [70] ซึ่งนายมนูญรัตน์ปรับขึ้นเงินเดือนพนักงาน 33 คนโดยไม่มีอำนาจ จ่ายค่าคอมพิวเตอร์ 9 ล้านบาทโดยไม่ใช้สิทธิ์หักลบกลบหนี้ [71] และเกิดเหตุการณ์เอสเอ็มอีแบงก์ยื่นฟ้อง โสฬส สาครวิศว ที่ศาลแรงงานกลาง [72]

จากนั้น นางสาลินี วังตาล ได้เข้ามาเป็นประธานบอร์ดหลังจาก คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยึดอำนาจ ซึ่งนางสาลินีได้ตอบผู้สื่อข่าวถึงกรณีแนวคิดที่จะปิดกิจการเอสเอ็มอีแบงก์ ว่า “บอร์ดได้รับมอบหมายให้มาฟื้นฟูกิจการแบงก์ ไม่ได้ให้มาปิดแบงก์” [73]

ในวันที่ 24 ธันวาคม 2557 บอร์ด ธพว. ได้ไล่ นายสมชัย ตันติธนวัฒน์ นายสุทิน เหมือนพิทักษ์ และนายศุภกิจ แป้นเจริญ ออกจากงาน เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการฮั้วประมูลจัดซื้อจัดจ้างตกแต่งสาขา [74] [75] บอร์ด ธพว. สำรวจข้อมูลและเร่งฟ้องกรณีสินเชื่อผิดปกติและการทำ Joint Venture ตั้งแต่ปี 2546 ที่มูลเหตุเชื่อว่ามีพนักงานกับคนภายนอกร่วมมือกันให้เกิดความเสียหาย และจะเร่งดำเนินการเอาผิดผู้เกี่ยวข้อง และตั้งคณะทำงานสอบข้อเท็จจริงพนักงานที่อยู่ในข่ายทำให้ธนาคารเสียหายหรือเสียประโยชน์ที่ควรได้ คณะฯประกอบด้วยอดีตผู้ตรวจสอบของ ธปท. เป็นต้น และเชิญผู้แทนจากกรมพระธรรมนูญ และสำนักงานอัยการมาเป็นที่ปรึกษาในการสอบสวนและลงโทษผู้กระทำความผิดอย่างเด็ดขาด [76] [77] [78] โดยกระทรวงการคลังมีนโยบายตรวจสอบการทุจริตให้ถึงที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น ยังให้อำนาจ ธปท. ตรวจสอบและกล่าวโทษได้ โดยสามารถส่งเรื่องต่อให้ ปปช. และ ปปง. ได้ทันที [79]

วันที่ 10 เม.ย. 2558 ธนาคารมีเรื่องสอบสวน 19 เรื่อง ดำเนินการเสร็จ 10 เรื่อง โดยในเดือนมีนาคมมีข้อยุติ 1 เรื่อง เป็นเรื่องเกี่ยวกับการทำผิดวินัยร้ายแรงของผู้อำนวยการ 1 คน และผู้จัดการส่วน 1 คน และธนาคารมีการสอบสวนเพิ่ม 4 เรื่อง และธนาคารชนะคดีที่ฟ้องร้องกับบุคคลภายนอกกรณี Core Banking ซึ่งธนาคารจะได้เงินคืนเป็นจำนวน 46 ล้านบาท และชนะคดีแรงงานที่พบการทุจริตของพนักงาน 1 คดี ซึ่งศาลสั่งให้มีการชำระเงินให้ธนาคาร 19 ล้านบาท[80]

วันที่ 18 พฤษภาคม 2559 ศาลแรงงานกลางได้มีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งลงโทษไล่ออก และให้ ธพว. รับนายสมชัย ตันติธนวัฒน์ นายสุทิน เหมือนพิทักษ์ และนายศุภกิจ แป้นเจริญ กลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิม เนื่องจาก การลงโทษไล่ออกไม่ชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับของ ธพว. ตามคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 70/2558, 71/2558 และ 124/2558

กรณีป้ายเฉลิมพระเกียรติ[แก้]

การจัดซื้อจัดจ้างอุปกรณ์สำนักงานมีราคาที่เกินจริง ซึ่งกระทำบังอาจ เรื่องป้ายเฉลิมพระเกียรติที่สั่งทำถึง 5 ล้านบาท แต่ราคาในตลาดอยู่ที่ 5 แสนบาท [81] [82]

อ้างอิง[แก้]

  1. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 เล่ม 132 ตอนที่ 91ก วันที่ 25 กันยายน 2558
  2. [1]
  3. [2]
  4. ฐานะเอสเอ็มอีแบงก์'หนี้เสีย'พุ่ง260ล้าน
  5. [3]
  6. [4]
  7. [5]
  8. ครม.แต่งตั้งที่ปรึกษา-ผู้ช่วย.รมต.
  9. [6]
  10. [7]
  11. รายงานผลการดำเนินงานของสถาบันการเงินเฉพาะกิจประจำปี 2553
  12. เตรียมเชือด “โสฬส” MD เอสเอ็มอีแบงก์ หมกเม็ดบัญชีขาดทุนกว่าพันล้านบาท
  13. ข้อมูลสำคัญของรัฐวิสาหกิจไทย (State Enterprise Key Indicators : SEKI) ฉบับที่ 2
  14. สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง STATE ENTERPRISE REVIEW
  15. [8]
  16. [9]
  17. [10]
  18. 2 ธนาคารรัฐขาดสภาพคล่อง คลังจ่อดึงออมสินช่วยประคอง ธปท.จี้แบงก์รับผิดชอบสังคม
  19. [11]
  20. [12]
  21. [13]
  22. [14]
  23. [15]
  24. [16]
  25. [17]
  26. B-4-1-2551-10_สัญญาเอฟอาร์ซีดีเอสเอ็มอีแบงค์ฉาว-ฐานเศรษฐกิจ
  27. เจาะลึกตราสารอนุพันธ์ "FRCD" ทำเอสเอ็มอีแบงก์ถูกปรับอ่วม 3,000 ล้าน
  28. [18]
  29. [19]
  30. คลังยันไม่ควบรวมเอสเอ็มอีแบงก์แม้ไม่อนุมัติเพิ่มทุน
  31. [20]
  32. ‘’ภักดี‘’นำทีมสอบ4อดีตผู้บริหารธพว. ดึงมือดีอัยการ-ธปท.หารือ22ม.ค.นี้
  33. คลังเล็งเชือดบิ๊กแบงก์ SME เล่นงานหนักแต่งบัญชีเท็จ!
  34. งานเข้าบิ๊กเอสเอ็มอีแบงก์ “วิรุฬ” จ่อเรียกสอบบริหารงานขาดทุน-หนี้เน่าพุ่ง
  35. เปิดรายงาน ธปท. “เอสเอ็มอีแบงก์” สอบตก เอ็นพีแอลพุ่ง – ปล่อยสินเชื่อบกพร่อง คลังต้องเพิ่มทุน 3-5 พันล้าน
  36. คลังพบทุจริตใน SMEแบงก์ ปี52-54 นับหมื่นล้าน ปล่อยลูกค้ารายใหญ่กว่า 100 ราย เสียหายรวมกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท จ่อดึงดีเอสไอ-ปปช. ตรวจสอบแบบเจาะลึก
  37. อ้างแล้ว
  38. “บอร์ดเอสเอ็มอีแบงก์” ไม่แคร์อดีตเอ็มดี ดับเครื่องฟ้องศาล
  39. บอร์ดเอสเอ็มอีแบงก์ไล่บี้เอาผิด"โสฬส"
  40. [21]
  41. [22]
  42. บอร์ดเอสเอ็มอีแบงก์นัดชี้ชะตาฟัน “MD โสฬส”
  43. บอร์ดเอสเอ็มอีแบงก์สั่งปลดฟ้าผ่า'โสฬส'
  44. [23]
  45. [24]
  46. [25]
  47. [26]
  48. [27]
  49. [28]
  50. หนี้เสียขนาดกลางและย่อมรายละ800-900ล้าน?
  51. [29]
  52. [30]
  53. [31]
  54. ′กิตติรัตน์′รอดูแผนฟื้นฟูอีกรอบ ชี้ปัญหาหนี้พอก ทุจริตเพียบ
  55. การเงิน - การลงทุน
  56. [32]
  57. [33]
  58. [34]
  59. [35]
  60. แฉพบธพว.ปล่อยกู้-รับฝากผิดปกติ
  61. [36]
  62. [37]
  63. [38]
  64. [39]
  65. สตง.ข้องใจ'เอสเอ็มอีแบงก์'จัดเช่าคอมพ์ส่อล็อกสเปก
  66. [40]
  67. [41]
  68. ศาลฎีกาสั่งจำคุกอดีตบิ๊ก“เอสเอ็มอีแบงก์”จงใจไม่แจ้งทรัพย์สิน ป.ป.ช.
  69. [42]
  70. [43]
  71. [44]
  72. [45]
  73. [46]
  74. เอสเอ็มอีแบงก้ลงดาบฟัน3ผู้บริหารเอี่ยวทุจริต
  75. เอสเอ็มอีแบงก์เลิกจ้าง 3 บิ๊กผู้บริหาร ฐานเอี่ยวทุจริต ฮั้วประมูลตกแต่งสาขา
  76. เอสเอ็มอีแบงก์ไล่ออกผู้บริหารระดับสูง3ราย หลังพบทุจริตจัดซื้อจัดจ้าง
  77. SMEแบงก์ไล่3ผู้บริหารเอี่ยวทุจริต
  78. "บอร์ดเอสเอ็มอีแบงก์" ลงดาบตะเพิดผู้บริหาร
  79. เอสเอ็มอีแบงก์สะสางคดีทุจริต
  80. [47]
  81. บอร์ดเก่าเอสเอ็มอีแบงก์เตรียมแฉโกง 20 กรณี เสียหายกว่า1.8พันล้าน
  82. ชงบอร์ดใหม่เคลียร์ทุจริตเอสเอ็มอีแบงก์

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]