ธนาคารออมสิน
ตราธนาคารออมสิน | |
ที่ทำการธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่ | |
ชื่อทางการค้า | GSB |
|---|---|
ชื่อท้องถิ่น | Government Savings Bank |
| ชื่อเดิม | แบงค์ลีฟอเทีย (ก่อน พ.ศ. 2456) |
| ประเภท | รัฐวิสาหกิจ |
| อุตสาหกรรม | สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ |
| ก่อนหน้า | คลังออมสิน |
| ก่อตั้ง | 1 เมษายน พ.ศ. 2456 |
| ผู้ก่อตั้ง | พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว |
| สำนักงานใหญ่ | |
| จำนวนที่ตั้ง |
|
| พื้นที่ให้บริการ | ประเทศไทย |
| บุคลากรหลัก |
|
รายได้จากการดำเนินงาน | 26,919 ล้านบาท |
| สินทรัพย์ | 2.62 ล้านล้านบาท (พ.ศ. 2560) |
พนักงาน | 15,366 คน |
| บริษัทแม่ | กระทรวงการคลัง |
| เว็บไซต์ | เว็บไซต์ทางการ |
| เชิงอรรถ / อ้างอิง ธนาคารได้ของบประมาณในปี พ.ศ. 2569 รวมทั้งสิ้น 1,517,677,900 บาท[a] | |
ธนาคารออมสิน เป็นรัฐวิสาหกิจและสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐในประเทศไทย สังกัดกระทรวงการคลัง มีบทบาทเป็นธนาคารเพื่อประชาชนรายย่อย มุ่งเน้นการให้สินเชื่อเพื่อการพัฒนาชนบทและสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย โดดเด่นด้วยการให้บริการบัญชีเงินฝากเผื่อเรียก (คล้ายบัญชีออมทรัพย์ทั่วไป) ที่เปิดบัญชีได้ด้วยเงินขั้นต่ำเพียง 1 บาท
ธนาคารมีผลิตภัณฑ์สินเชื่อและเงินฝากที่หลากหลาย รองรับความต้องการของลูกค้าในทุกช่วงวัย รวมถึงการให้บริการทางการเงินตามหลักศาสนาอิสลาม อีกทั้งยังดำเนินโครงการเพื่อสังคม เช่น โครงการธนาคารเพื่อประชาชน และการปล่อยสินเชื่อระยะสั้นแก่ผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่โปร่งใสและมีการคิดดอกเบี้ยตามจริง นอกจากนี้ยังเป็นช่องทางหมุนเวียนเงินกู้จากโครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ตลอดจนลงทุนในโครงการพัฒนาประเทศของหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจอื่น ๆ
ปัจจุบัน ธนาคารออมสินมีสาขาจำนวน 1,026 แห่งทั่วประเทศ และในสิ้น พ.ศ. 2565 ธนาคารออมสินเป็นรัฐวิสาหกิจที่นำส่งรายได้แผ่นดินสะสมสูงสุดเป็นลำดับที่ 4 ของประเทศ[2]
ประวัติ
[แก้]
"...แท้จริงเรื่องคลังออมสินนี้ เราได้คิดมานานแล้ว แต่หากยังมีข้อขัดข้องบางอย่างซึ่งในเวลานั้นจะยังจัดไม่ได้ จึ่งได้พึ่งมาสำเร็จ และได้ออกพระราชบัญญัติในต้นศกนี้ ที่เราต้องกล่าวเช่นนี้เพราะจะให้เห็นว่า การที่จะทำอะไรให้เป็นประโยชน์แก่บ้านเมือง ซึ่งเป็นการสำคัญและยากนั้น ไม่ใช่พอนึกจะทำก็ทำได้ง่ายๆ จำที่เราจะต้องคิดหน้าคิดหลังให้รอบคอบ มุ่งให้ได้ประโยชน์แก่บ้านเมืองจริง ป้องกันทางเสื่อมเสียพลั้งพลาดต่างๆ ให้ดีที่สุดที่จะเป็นไปได้..."
พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานเนื่องในพระราชพิธีฉัตรมงคลของโรงเรียนมหาดเล็กหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2456
เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงทดลองตั้งธนาคารรับฝากเงิน ณ พระตำหนักจิตรลดา (เดิม) ซึ่งต่อมาคือวังปารุสกวัน ด้วยพระราชประสงค์ให้มหาดเล็ก และข้าราชบริพารของพระองค์ ได้เรียนรู้วิธีการดำเนินงานของธนาคาร และปลูกฝังนิสัยรักการออม พระราชทานชื่อธนาคารนี้ว่า “ลีฟอเทีย” อันมีที่มาจากผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการธนาคาร 3 ท่าน ได้แก่
- “ลี” แปลว่า โต หรือใหญ่ ได้แก่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ขณะนั้นดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ
- “ฟอ” มาจากคำว่า เฟื้อ เป็นนามเดิมของเจ้าพระยารามราฆพ (หม่อมหลวงเฟื้อ พึ่งบุญ) ผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ
- “เทีย” มาจากคำว่า เทียบ เป็นนามเดิมของพระยาคทาธรบดีสีหราชบาลเมือง (เทียบ อัศวรักษ์) ผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการ
การทดลองตั้งธนาคารลีฟอเทีย เป็นเหตุให้ทรงมีโอกาสศึกษานิสัยการออมของคนไทย ที่ยังมีข้อติดขัดบกพร่องอยู่หลายประการ ก่อให้เกิดพระบรมราชกุศโลบายจะให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการออม นับเป็นปฐมบทของคลังออมสินในเวลาต่อมา
ครั้นเมื่อเสด็จดำรงสิริราชสมบัติแล้ว ทรงพระราชปรารภถึงการรักษาทรัพย์สมบัติ ซึ่งประชาชนอุตสาหะประกอบการทำมาค้าขาย มีกำไรออมไว้เป็นทุนรอนได้แล้ว แต่การรักษาให้ปราศจากอันตรายยังเป็นการลำบาก เพราะไร้ที่ฝากฝังอันมั่นคง ส่วนการที่ประชาชนออมสินไว้เพื่อประโยชน์ยืนยาวข้างหน้า ไม่จับจ่ายเพื่อความเพลินใจชั่วขณะนั้น เป็นสิ่งควรอุดหนุนอย่างยิ่ง
ทรงพระราชดำริว่า การรักษาสินซึ่งออมไว้เช่นนี้ มีทางที่จะทรงพระมหากรุณาพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ได้ ด้วยการตั้ง คลังออมสิน เพื่อประโยชน์ในการรับรักษาเงินที่ประชาชนจะนำมาฝากเป็นรายย่อย และรับภาระจัดให้เงินนั้นเกิดผลแก่ผู้ฝากตามสมควร จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตรา “พระราชบัญญัติคลังออมสิน พุทธศักราช 2456” ขึ้น โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2456 เป็นต้นไป ดังนั้น ธนาคารออมสินในยุคต่อมาจึงกำหนดให้วันที่ 1 เมษายนของทุกปี เป็นวันสถาปนาธนาคารออมสิน เรียกว่า วันออมสิน
ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริจะขยายกิจการคลังออมสินให้กว้างขวางขึ้น จึงโอนกิจการคลังออมสิน จากกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ไปสังกัดกรมไปรษณีย์โทรเลข (ปัจจุบันเป็น สำนักงาน กสทช. แต่ก่อนจะแปรสภาพ ส่วนหนึ่งได้กลายเป็นวิวัฒนาการให้กับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)) กระทรวงพาณิชย์และคมนาคม (ปัจจุบันแยกเป็นคือกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงคมนาคม) มีสถานะเป็นแผนกคลังออมสินในกองบัญชี เมื่อปี พ.ศ. 2472 เป็นผลให้ราษฎรสามารถฝากและถอนเงิน ณ ที่ทำการไปรษณีย์ได้ เช่นเดียวกับบริการออมสิน ของกรมไปรษณีย์ประเทศญี่ปุ่น และกรมไปรษณีย์ประเทศเยอรมนี
กระทั่งปี พ.ศ. 2489 รัฐบาลในสมัยที่ ศ.ดร.ปรีดี พนมยงค์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ออกพระราชบัญญัติธนาคารออมสิน พ.ศ. 2489 ส่งผลให้คลังออมสินยกระดับเป็น ธนาคารออมสิน เพื่อทำหน้าที่การธนาคาร และเป็นสถาบันการออมทรัพย์ที่สมบูรณ์แบบ เช่นเดียวกับธนาคารนานาประเทศ โดยมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2490
คณะกรรมการ
[แก้]วันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลัง เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการธนาคารออมสิน ดังนี้
- นายพรชัย ฐีระเวช ประธานกรรมการ (ผู้แทนกระทรวงการคลัง)
- นายพลจักร นิ่มวัฒนา กรรมการ (ผู้แทนกระทรวงการคลัง)
- นายนรพรรษ เพ็ชรตระกูล กรรมการ (ผู้แทนกระทรวงการคลัง)
- นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ กรรมการ
- รองศาสตราจารย์ ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย กรรมการ
- นางสาวศศิธร พลัตถเดช กรรมการ
- นายอนุรักษ์ นิยมเวช กรรมการ
- นายวิษณุ ตัณฑวิรุฬห์ กรรมการ
- นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ กรรมการ
ตราสัญลักษณ์
[แก้]ตราสัญลักษณ์ของธนาคารออมสิน เป็นรูปวงกลม ภายในแบ่งออกเป็นสามส่วน แต่ละส่วนประกอบด้วย วชิราวุธ เบญจปฎลเศวตฉัตร (ฉัตรห้าชั้น) และต้นไทร อันมีความหมายดังต่อไปนี้
- วชิราวุธ เป็นเครื่องหมายประจำพระองค์ พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธฯ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงพระราชทานกำเนิดคลังออมสินขึ้นในประเทศไทย
- เบญจปฎลเศวตฉัตร เป็นเครื่องหมายประจำพระองค์ พลเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ผู้ทรงวางรากฐาน และทำนุบำรุงกิจการธนาคารออมสิน ให้มีความเจริญก้าวหน้า
- ต้นไทร หมายถึงความร่มเย็น ความมั่นคง และความเจริญงอกงามตลอดกาล
สลากออมสิน
[แก้]สลากออมสิน เป็นรูปแบบหนึ่งของการออมทรัพย์ที่มีลักษณะพิเศษ ผลตอบแทนที่ผู้ฝากได้รับนอกจากดอกเบี้ยแล้วยังสามารถทวีเงินออมโดยผู้ฝากมีสิทธิถูกรางวัลตามที่ธนาคารกำหนด โดยทั้งดอกเบี้ยและเงินรางวัลที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งธนาคารมักจะโฆษณาด้วยข้อความที่ว่า สลากออมสินไม่กินทุน
สลากออมสินนี้เป็นสลากที่เสนอขายแก่ประชาชนทั่วไปได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายนอกเหนือจากสลากกินแบ่งรัฐบาล สลากที่ออกโดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) และสลากที่ออกโดยธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ซึ่งยังไม่มีธนาคารเอกชนรายใดได้รับอนุญาตให้ดำเนินการในลักษณะนี้ได้
เนื่องในโอกาสวันที่ 1 เมษายน 2567 ครบรอบวันสถานปนา 111 ปี ธนาคารออมสิน จึงได้ออกแคมเปญ สลากออมสินพิเศษ 1 ปี งวดประจำวันที่ 16 พฤษภาคม 2567 โดยรางวัลที่หนึ่งเป็นรางวัลใหญ่ จำนวน 111 ล้านบาท เงื่อไขการลุ้นรางวัล ผู้ฝากต้องฝากเงินเข้าสลากออมสิน ระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2567 ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2567 จำนวน 100 บาทขึ้นไป[3]
วันออมสิน
[แก้]วันออมสิน ตรงกับวันที่ 1 เมษายนของทุกปี กำหนดขึ้นเพื่อระลึกถึงการตั้งธนาคารออมสิน โดยจัดกิจกรรมเป็นประจำทุกปีเพื่อเป็นการรักนิสัยการออมเงินสำหรับเด็ก เยาวชนและประชาชนโดยทั่วไป โดยธนาคารออมสินทั่วประเทศได้จัดให้มีการรับฝากเงิน และมอบของที่ระลึก เป็นประจำทุกปี
กีฬาธนาคารโรงเรียน ธนาคารออมสิน
[แก้]ธนาคารออมสินจัดแข่งขันกีฬาธนาคารโรงเรียน เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนและนักศึกษาได้พัฒนาทักษะด้านกีฬา ควบคู่กับการส่งเสริมการออมในระดับเยาวชน และสามารถต่อยอดไปสู่การแข่งขันในระดับประเทศ
| ครั้งที่ | ชื่อ | ชนิด | กีฬา |
|---|---|---|---|
"กรุงเทพมหานคร" |
|||
"เชียงใหม่" |
|||
"นครราชสีมา" |
กรีฑา, เซปักตะกร้อ, เปตอง, เทเบิลเทนนิส, เทนนิส, แบดมินตัน | ||
"นครสวรรค์" |
กรีฑา, เซปักตะกร้อ, เปตอง, เทเบิลเทนนิส, เทนนิส, แบดมินตัน | ||
"ขอนแก่น" |
|||
อ้างอิง
[แก้]- ↑ เป็นงบประมาณทั้งหมดของธนาคารออมสิน ในหมวด 3 รายละเอียดดูที่ พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569