ประเทศไทย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

(เปลี่ยนทางมาจาก ราชอาณาจักรไทย)
ราชอาณาจักรไทย
ธงชาติไทย ตราแผ่นดินของไทย
ธงชาติ ตราแผ่นดิน
คำขวัญไม่มี
เพลงชาติเพลงชาติไทย
ที่ตั้งของไทย
เมืองหลวง
(และเมืองใหญ่สุด)
กรุงเทพมหานคร
13°44′N 100°30′E
ภาษาราชการ ภาษาไทย
รัฐบาล ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข[1] หรือ
ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ[2][3] และ
ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา
 -  พระมหากษัตริย์
(ประมุขแห่งรัฐ)
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
 -  นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
สถาปนาเป็น
 -  กรุงสุโขทัย พ.ศ. 1781พ.ศ. 1911 
 -  กรุงศรีอยุธยา พ.ศ. 1893พ.ศ. 2310 
 -  กรุงธนบุรี พ.ศ. 23106 เมษายน พ.ศ. 2325 
 -  กรุงรัตนโกสินทร์ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 – ปัจจุบัน 
เนื้อที่
 -  ทั้งหมด 513,120 [2] กม.² (ลำดับที่ 51)
 -  พื้นน้ำ (%) 0.4%
ประชากร
 -  2551 ประมาณ 63,389,730[4] (อันดับที่ 20)
 -  2543 สำรวจ 60,606,947[5] 
 -  ความหนาแน่น 122/กม.² (อันดับที่ 85)
GDP (PPP) 2551 ประมาณ
 -  รวม $608.0 พันล้าน[6] (อันดับที่ 24)
 -  ต่อประชากร $9,727[6] (อันดับที่ 83)
GDP (ราคาปัจจุบัน) 2550 ประมาณ
 -  รวม $273.248 พันล้าน[6] (อันดับที่ 34)
 -  ต่อประชากร $4,405[6] (อันดับที่ 92)
จีนี (2545) 42 
HDI (2550) 0.786 (ปานกลาง) (อันดับที่ 81)
สกุลเงิน บาท (฿) (THB)
เขตเวลา (UTC+7)
รหัสอินเทอร์เน็ต .th
รหัสโทรศัพท์ +66

ประเทศไทย หรือมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า ราชอาณาจักรไทย เป็นรัฐที่ตั้งอยู่บนคาบสมุทรอินโดจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีพรมแดนทางทิศตะวันออกติดกับประเทศลาวและประเทศกัมพูชา ทิศใต้ติดกับอ่าวไทยและประเทศมาเลเซีย ทิศตะวันตกติดกับทะเลอันดามันและประเทศพม่า และทิศเหนือติดกับประเทศพม่าและประเทศลาว มีแม่น้ำโขงกั้นเป็นบางช่วง โดยมีศูนย์กลางการบริหารราชการแผ่นดินอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นทั้งเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ

ในด้านภูมิศาสตร์และประชากรศาสตร์ ประเทศไทยมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 51 ของโลก มีเนื้อที่ 513,000 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรมากเป็นอันดับ 20 ของโลก โดยมีประมาณ 63 ล้านคน ประกอบด้วยเชื้อสายไทยกว่าร้อยละ 80 ชาวจีนอีกร้อยละ 10 ชาวมาเลย์อีกร้อยละ 3 และที่เหลือเป็นชนเขาเผ่าต่าง ๆ[7]

ในด้านวัฒนธรรม ประเทศไทยมีภาษาราชการคือภาษาไทย ขณะที่ท้องถิ่นต่าง ๆ มีภาษาถิ่นเป็นของตนเองหลากหลายภาษา อาทิ ภาษาถิ่นพายัพในภาคเหนือ ภาษาถิ่นอีสานในภาคอีสาน และภาษาถิ่นปักษ์ใต้ในภาคใต้ พลเมืองส่วนใหญ่ของประเทศนับถือพุทธศาสนานิกายเถรวาทกว่าร้อยละ 95[8] โดยวัฒนธรรมหลักของไทยได้รับอิทธิพลมาจากประเทศอินเดีย จีน และประเทศทางตะวันตกประสมประสานกับวัฒนธรรมท้องถิ่นที่มีความน่าประทับใจ เช่น การให้ความเคารพผู้สูงอายุ และที่สำคัญคือความเป็นมิตรและการรับรองแขกผู้มาเยือนจนได้รับสมญานามว่าเป็น "สยามเมืองยิ้ม"

ในด้านการปกครองของประเทศไทยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน ได้บัญญัติว่าประเทศไทยมีการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข[1] ซึ่งในทางนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์เรียกระบอบการปกครองดังกล่าวว่าระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ[9] (constitutional monarchy)[2][3] ควบคู่ไปกับประชาธิปไตยแบบรัฐสภา

พระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบันคือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยทรงเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี และพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์ในฐานะประมุขแห่งรัฐที่นานที่สุดในโลกด้วย

ประเทศไทยนับได้ว่าเป็นประเทศเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ไม่เคยตกเป็นอาณานิคมของประเทศตะวันตกเลย

เนื้อหา

ประวัติศาสตร์

ดูบทความหลักที่ ประวัติศาสตร์ไทย

ประเทศไทยมีประวัติศาสตร์ยาวนาน นับแต่การล่มสลายของราชอาณาจักรขอม-จักรวรรดินครวัต นครธม เมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 13[10] และมีความสัมพันธ์กับอาณาจักรโบราณหลายแห่ง เช่น อาณาจักรทวารวดี ศรีวิชัย ละโว้ เขมร ฯลฯ[ต้องการแหล่งอ้างอิง]

ประวัติศาสตร์ไทยเริ่มเป็นรูปเป็นร่างใน พ.ศ. 1781 ตรงกับสมัยอาณาจักรสุโขทัย และสมัยอาณาจักรล้านนาแห่งภาคเหนือ[ต้องการแหล่งอ้างอิง] กระทั่งอาณาจักรสุโขทัยเริ่มเสื่อมอำนาจลงในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 19 ความรุ่งเรืองจึงปรากฏในอาณาจักรทางใต้คือกรุงศรีอยุธยาแทน จนเมื่อกรุงศรีอยุธยารุ่งเรืองถึงขีดสุด กรุงสุโขทัยจึงค่อยล่มสลายไปและกลายเป็นเมืองหนึ่งของกรุงศรีอยุธยาเท่านั้น ครั้นเมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาเป็นครั้งที่สองใน พ.ศ. 2310 สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจึงทรงย้ายราชธานีมาอยู่ที่กรุงธนบุรี อย่างไรก็ดี ในช่วงดังกล่าวมาทั้งหมดนี้ ประเทศไทยมิได้มีอาณาเขตอันตายตัวและชัดเจน

ภายหลังการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เมื่อพ.ศ. 2325 อาณาจักรสยามเริ่มมีความเป็นปึกแผ่น โดยได้มีการผนวกดินแดนบางส่วนของอาณาจักรล้านช้างเข้าเป็นส่วนหนึ่ง ครั้นในรัชกาลที่ 5 จึงได้มีการผนวกเอาเมืองเชียงใหม่ หรืออาณาจักรล้านนา อันเป็นการผนวกดินแดนครั้งใหญ่ครั้งสุดท้าย[ต้องการแหล่งอ้างอิง]

วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตยแต่ก็ต้องรออีกถึงสี่สิบเอ็ดปีจึงจะได้นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2516 ภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา อย่างไรก็ดี หลังจากนั้นมีเหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตยอีกสองครั้งคือ เหตุการณ์ 6 ตุลา และ เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ล่าสุดได้เกิดรัฐประหารขึ้นอีกครั้งในเดือนกันยายน พ.ศ. 2549 ซึ่งเป็นการยึดอำนาจจากรัฐบาลรักษาการ หลังจากได้มีการยุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2549

ชื่อประเทศไทย

คำว่า ไทย มีความหมายในภาษาไทยว่า อิสรภาพ เสรีภาพ เดิมประเทศไทยเคยใช้ชื่อว่า สยาม แต่ได้เปลี่ยนมาเป็นชื่อปัจจุบัน เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2482[11] ตามประกาศรัฐนิยม ฉบับที่ 1 ของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ให้ใช้ชื่อ ประเทศ ประชาชน และสัญชาติว่า "ไทย" โดยในช่วงต่อมาได้เปลี่ยนกลับเป็นสยามเมื่อปี พ.ศ. 2488 ในช่วงเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี แต่ในที่สุดได้เปลี่ยนกลับมาชื่อไทยอีกครั้งในปี พ.ศ. 2491 ซึ่งเป็นช่วงที่จอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรีในสมัยต่อมา ช่วงแรกเปลี่ยนเฉพาะชื่อภาษาไทยเท่านั้น ชื่อในภาษาฝรั่งเศส[12] และภาษาอังกฤษคงยังเป็น "Siam" อยู่จนกระทั่งเดือนเมษายน พ.ศ. 2491 จึงได้เปลี่ยนชื่อภาษาฝรั่งเศสเป็น "Thaïlande" และภาษาอังกฤษเป็น "Thailand" อย่างในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ชื่อ สยาม ยังเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศ

การปกครอง

เดิมประเทศไทยมีการปกครองแบบระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ตั้งแต่สมัยอาณาจักรอยุธยาเป็นต้นมา[ต้องการแหล่งอ้างอิง] แต่สมบูรณาญาสิทธิราชย์แบบเด็ดขาดนั้นเริ่มตั้งแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงรวมศูนย์อำนาจไว้ที่พระองค์เอง จนกระทั่งวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 คณะราษฎรได้กระทำการปฏิวัติในสมัยรัชกาลที่ 7 และเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยแบ่งแยกอำนาจอธิปไตยเป็นสามส่วนคือ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ โดยพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขแห่งรัฐ ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ[13]

ปัจจุบัน ประเทศไทยดำรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 18 แห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งกำหนดรูปแบบองค์กรบริหารอำนาจทั้งสามส่วนดังนี้

  • อำนาจนิติบัญญัติ มีรัฐสภา ซึ่งมีสมาชิกมาจากการเลือกตั้งส่วนหนึ่ง และมาจากการสรรหาอีกส่วนหนึ่ง เป็นองค์กรบริหารอำนาจ
  • อำนาจบริหาร มีนายกรัฐมนตรี ซึ่งมาจากการแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ ตามคำกราบบังคมทูลของประธานรัฐสภาและคณะรัฐมนตรีซึ่งพระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งตามคำกราบบังคมทูลของนายกรัฐมนตรี เป็นองค์กรบริหารอำนาจ
  • อำนาจตุลาการ มีศาล ซึ่งประกอบด้วยศาลยุติธรรม ศาลรัฐธรรมนูญ และศาลปกครอง ซึ่งมาจากการคัดสรร เป็นองค์กรบริหารอำนาจ

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาควบคู่ไปกับราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ หรือระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในทางนิตินัย ประมุขแห่งรัฐได้แก่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ประมุขแห่งอำนาจอธิปไตยทั้งสาม ได้แก่ อำนาจนิติบัญญัติมีนายชัย ชิดชอบในฐานะประธานรัฐสภาเป็นประมุข อำนาจบริหารมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะในฐานะนายกรัฐมนตรีเป็นประมุข และอำนาจตุลาการมีนายวิรัช ลิ้มวิชัยในฐานะประธานศาลฎีกา นายชัช ชลวรในฐานะประธานศาลรัฐธรรมนูญ และนายอักขราทร จุฬารัตนในฐานะประธานศาลปกครองสูงสุด เป็นประมุขในส่วนของตน

เขตการปกครอง

แผนที่ประเทศไทยแสดงเขตรัฐกิจของจังหวัดต่างๆ
กรุงเทพมหานครริมแม่น้ำเจ้าพระยา

ประเทศไทยแบ่งเขตการบริหารออกเป็น การบริหารราชการส่วนภูมิภาค ได้แก่จังหวัด 75 จังหวัด โดยที่ไม่นับกรุงเทพมหานครว่าเป็นจังหวัด[4] และการปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล โดย "สุขาภิบาล" นั้นถูกยกฐานะไปเป็นเทศบาลทั้งหมดในปี พ.ศ. 2542[14]

ส่วนกรุงเทพมหานครและเมืองพัทยาเป็นเขตการปกครองแบบพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดปทุมธานี จังหวัดสมุทรสาครและจังหวัดนครปฐม ถูกเรียกเป็นเขตที่เรียกว่า "กรุงเทพมหานครและปริมณฑล"

เมืองใหญ่ / จังหวัดใหญ่

นอกจากกรุงเทพมหานครแล้ว มีหลายเมืองที่มีประชากรอยู่เป็นจำนวนมาก ตารางด้านล่างแสดงเทศบาลและจังหวัดที่มีประชากรอาศัยอยู่มากที่สุด[15]

เรียงตามจำนวนประชากรเฉพาะในเขตเทศบาล

อันดับ เมือง / เทศบาล จำนวนประชากร จังหวัด
1 กรุงเทพมหานคร 5,716,248 -
2 นนทบุรี 265,796 นนทบุรี
3 ปากเกร็ด 169,782 นนทบุรี
4 หาดใหญ่ 157,354 สงขลา
5 เชียงใหม่ 148,930 เชียงใหม่
6 นครราชสีมา 146,201 นครราชสีมา
7 อุดรธานี 141,908 อุดรธานี
8 สุราษฎร์ธานี 126,070 สุราษฎร์ธานี
9 ขอนแก่น 120,167 ขอนแก่น
10 นครศรีธรรมราช 108,022 นครศรีธรรมราช

เรียงตามจำนวนประชากรทั้งหมดในจังหวัด

อันดับ จังหวัด จำนวนประชากร ภาค
1 นครราชสีมา 2,552,894 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
2 อุบลราชธานี 1,785,709 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
3 ขอนแก่น 1,752,414 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
4 เชียงใหม่ 1,664,399 ภาคเหนือ
5 บุรีรัมย์ 1,536,070 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
6 อุดรธานี 1,530,686 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
7 นครศรีธรรมราช 1,506,997 ภาคใต้
8 ศรีสะเกษ 1,443,011 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
9 สุรินทร์ 1,372,672 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
10 สงขลา 1,324,915 ภาคใต้

ภูมิอากาศและภูมิประเทศ

ภูมิประเทศ

สภาพทางภูมิศาสตร์ของประเทศไทย

ประเทศไทยมีสภาพทางภูมิศาสตร์ที่หลากหลาย ภาคเหนือประกอบด้วยเทือกเขาจำนวนมาก จุดที่สูงที่สุด คือ ดอยอินทนนท์ (2,576 เมตร) ในจังหวัดเชียงใหม่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นที่ราบสูงโคราชติดกับแม่น้ำโขงทางด้านตะวันออก ภาคกลางเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งสายน้ำไหลลงสู่อ่าวไทย ภาคใต้มีจุดที่แคบลง ณ คอคอดกระ แล้วขยายใหญ่เป็นคาบสมุทรมลายู

ประเทศไทยมีขนาดประมาณ 514,000 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นอันดับที่ 51 ของโลก และมีจำนวนประชากรอยู่ในอันดับที่ 20 ของโลก เมื่อเปรียบเทียบพื้นที่ของประเทศไทย กับประเทศอื่นจะได้ดังนี้

ภูมิอากาศ

ภูมิอากาศของไทยเป็นแบบเขตร้อน หรือทุ่งหญ้าเมืองร้อน ทำให้อากาศของไทยเป็นแบบมรสุมเมืองร้อนเกือบตลอดทั้งปี[16] อากาศร้อนที่สุดในเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมเป็นฤดูร้อน โดยจะมีฝนตกและเมฆมากจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคมเป็นฤดูฝน ส่วนในเดือนพฤศจิกายนถึงกลางเดือนมีนาคม อากาศแห้งและหนาวเย็นจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือเป็นฤดูหนาว ยกเว้นภาคใต้ซึ่งมีสภาพอากาศแบบป่าดงดิบ ซึ่งมีอากาศร้อนชื้นตลอดทั้งปีจึงมีแค่สองฤดูคือ ฤดูร้อนกับฤดูฝน โดยมีปริมาณฝนไม่ต่ำกว่า 62.2 มิลลิเมตร[17]


เศรษฐกิจ

ประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ของโลก ประเทศไทยเคยมีอัตราการเจริญเติบโตสูงที่สุดในโลกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528 จนถึงปี พ.ศ. 2539 (คิดเป็น 9.4% ต่อปี) ในปี พ.ศ. 2540 เศรษฐกิจไทยหดตัวลงถึง 1.9% และนำไปสู่วิกฤตซึ่งเผยให้เห็นถึงความอ่อนแอทางเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีชวลิต ยงใจยุทธได้ประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ทำให้เงินบาทซึ่งเคยแข็งค่าถึง 25 บาทต่อดอลล่าร์สหรัฐ ในปี พ.ศ. 2521 จนถึงปี พ.ศ. 2540 อ่อนตัวลงเหลือ 56 บาทต่อดอลล่าร์สหรัฐในปี พ.ศ. 2541 และเศรษฐกิจหดตัวลงกว่า 10.8% ในปีนั้น

หลังจากนั้น เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวอีกครั้งในปี พ.ศ. 2542 ซึ่งขยายตัวกว่า 4.2% และ 4.4% ในปีต่อมา เนื่องจากสภาพการส่งออกที่สร้างรายได้ให้กับประเทศอย่างมหาศาล หลังจากนั้น ในปี พ.ศ. 2545-พ.ศ. 2547 เศรษฐกิจไทยได้ขยายตัวกว่า 5-7% ต่อปี และ 4-5% ต่อปีในอีกสามปีต่อมา และเนื่องจากสภาพค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐซึ่งอ่อนตัวลง และค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลล่าร์สหรัฐอยู่ที่ 33 บาทต่อดอลล่าร์สหรัฐ ในปี พ.ศ. 2551

เศรษฐกิจหลัก

เกษตรกรรม อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การบริการ และ ทรัพยากรธรรมชาติ ถือเป็นเศรษฐกิจหลักที่ทำรายได้ให้กับคนในประเทศ โดยภาพรวมทางเศรษฐกิจอ้างอิงเมื่อ พ.ศ. 2546 มี GDP 5,930.4 พันล้านบาท ส่งออกมูลค่า 78.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่นำเข้า 74.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ[18]

ข้าวเป็นเศรษฐกิจหลักที่สำคัญอย่างหนึ่งของประเทศ

ในด้านเกษตรกรรม ข้าว ถือเป็นผลผลิตที่สำคัญที่สุด เป็นผู้ผลิตและส่งออกข้าว เป็นอันดับหนึ่งของโลก ด้วยสัดส่วนการส่งออกคิดเป็นร้อยละ 36 ของโลก[19] พืชผลทางการเกษตรอื่น ๆ ได้แก่ ยางพารา ผักและผลไม้ต่าง ๆ รวมไปถึงมีการเพาะเลี้ยงปศุสัตว์ เช่น วัว สุกร เป็ด ไก่ สัตว์น้ำทั้งปลาน้ำจืด ปลาน้ำเค็มในกระชัง นากุ้ง เลี้ยงหอย รวมถึงการประมงทางทะเล ปี 2549 ไทยมีการส่งออกกุ้งไปสหรัฐฯ 177,717.29 ตัน มูลค่า 45,434.57 ล้านบาท [20]

อุตสาหกรรมที่สำคัญ ได้แก่ อุตสาหกรรมแปรรูปทางการเกษตร สิ่งทอ อิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์[ต้องการแหล่งอ้างอิง] ส่วนทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญเช่น ดีบุก ก๊าซธรรมชาติ[ต้องการแหล่งอ้างอิง] จากข้อมูลปี พ.ศ. 2547 มีการผลิตสิ่งทอมูลค่า 211.4 พันล้านบาท แผงวงจรรวม 196.4 พันล้านบาท อาหารทะเลกระป๋อง 36.5 พันล้านบาท สับปะรดกระป๋อง 11.1 พันล้านบาท รถยนต์ส่วนบุคคล 2.99 แสนคัน รถบรรทุก รถกระบะ และอื่นๆ รวม 6.28 แสนคัน จักรยานยนต์ 2.28 ล้านคัน ดีบุก 694 ตัน ก๊าซธรรมชาติ 789 พันล้านลูกบาศก์ฟุต น้ำมันดิบ 31.1 ล้านบาร์เรล[21]

เกาะพีพี สถานท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ

ส่วนด้านการท่องเที่ยว การบริการและโรงแรม ในปี พ.ศ. 2547 มีนักท่องเที่ยวรวม 11.65 ล้านคน 56.52% มาจากเอเชียตะวันออกและอาเซียน (โดยเฉพาะมาเลเซียคิดเป็น 11.97% ญี่ปุ่น 10.33%) ยุโรป 24.29% ทวีปอเมริกาเหนือและใต้รวมกัน 7.02%[22] สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญได้แก่ กรุงเทพมหานคร พัทยา ภาคใต้ฝั่งทะเลอันดามัน จังหวัดเชียงใหม่[23][24]

การคมนาคม

ดูบทความหลักที่ การคมนาคมในประเทศไทย

การคมนาคมในประเทศไทย ส่วนใหญ่ประกอบด้วย การเดินทางโดยรถยนต์ และ จักรยานยนต์ ทางหลวงสายหลักในประเทศไทย ได้แก่ ถนนพหลโยธิน (ทางหลวงหมายเลข 1) ถนนมิตรภาพ (ทางหลวงหมายเลข 2) ถนนสุขุมวิท (ทางหลวงหมายเลข 3) และถนนเพชรเกษม (ทางหลวงหมายเลข 4) [ต้องการแหล่งอ้างอิง] และยังมีทางหลวงพิเศษ ใน 2 เส้นทางคือ มอเตอร์เวย์กรุงเทพฯ-ชลบุรี (ทางหลวงหมายเลข 7) และถนนกาญจนาภิเษก (วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร - ทางหลวงหมายเลข 9) [ต้องการแหล่งอ้างอิง] นอกจากนี้ระบบขนส่งมวลชนจะมีการบริการตามเมืองใหญ่ต่าง ๆ ได้แก่ระบบรถเมล์ และรถไฟ รวมถึงระบบที่เริ่มมีการใช้งาน รถไฟลอยฟ้า และรถไฟใต้ดิน และในหลายพื้นที่จะมีการบริการรถสองแถว รวมถึงรถรับจ้างต่าง ๆ ได้แก่ แท็กซี่ เมลเครื่อง มอเตอร์ไซค์รับจ้าง และ รถตุ๊กตุ๊ก ในบางพื้นที่ ที่อยู่ริมน้ำจะมีเรือรับจ้าง และแพข้ามฟาก บริการ

ถนนบางนา-บางปะกง ทางหลวงแผ่นดินสายรองประธานสายสำคัญของประเทศไทยแห่งหนึ่ง

สำหรับการคมนาคมทางอากาศนั้น ปัจจุบันประเทศไทยได้เปิดใช้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นท่าอากาศยานที่มีหอบังคับการบินที่สูงที่สุดในโลก ด้วยความสูง 132.2 เมตร[25] ซึ่งรองรับผู้โดยสารได้ 45 ล้านคนต่อปี[ต้องการแหล่งอ้างอิง] โดยเปิดอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2549 ทดแทนท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง ที่เปิดใช้งานมานานถึง 92 ปี[ต้องการแหล่งอ้างอิง]

ส่วนการคมนาคมทางน้ำ ประเทศไทยมีท่าเรือหลัก ๆ คือ ท่าเรือกรุงเทพ (คลองเตย) และท่าเรือแหลมฉบัง[ต้องการแหล่งอ้างอิง]

การสื่อสาร

  • ระบบโทรศัพท์ในประเทศไทยมีโทรศัพท์พื้นฐาน 7.035 ล้านหมายเลข (2548) และโทรศัพท์มือถือ 27.4 ล้านหมายเลข (2548)[7]
  • สถานีวิทยุ: คลื่นเอฟเอ็ม 334 สถานี , คลื่นเอเอ็ม 204 สถานี และ คลื่นสั้น 6 สถานี (2542) โดยมีจำนวนผู้ใช้วิทยุ 13.96 ล้านคน (2540)[7]
  • สถานีโทรทัศน์ มี 6 ช่องสถานี มีสถานีเครือข่ายทั้งหมด 111 สถานี และจำนวนผู้ใช้โทรทัศน์ 15.19 ล้านคน (2540)[7]
  • ดาวเทียมสื่อสาร 4 ดวง (2548)[7]
อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย 
ในประเทศไทยมีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตมากกว่า 13 ล้านคน (2550) จากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต 20 บริษัท (2552)[26] โดยมีโฮสติงมากกว่า 1.16 ล้าน (2551)[7] โดเมนระดับบนสุดใช้ในรหัสชื่อ .th โดยมีระดับรองลงมาได้แก่ .ac, .co, .go, .in และ .or

สังคม

ชนชาติ

ดูเพิ่มที่ ชาวไทย

ในประเทศไทย ถือได้ว่า มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ มีทั้ง ชาวไทย ชาวไทยเชื้อสายลาว ชาวไทยเชื้อสายมอญ ชาวไทยเชื้อสายเขมร รวมไปถึงกลุ่มชาวไทยเชื้อสายจีน ชาวไทยเชื้อสายมลายู ชาวชวา (แขกแพ) ชาวจาม(แขกจาม) ชาวเวียด ไปจนถึงชาวพม่า และชาวไทยภูเขาเผ่าต่างๆ เช่น ชาวกะเหรี่ยง ชาวลีซอ ชาวอ่าข่า ชาวอีก้อ ชาวม้ง ชาวเย้า รวมไปจนถึงชาวส่วย ชาวกูบ ชาวกวย ชาวจะราย ชาวระแดว์ ชาวข่า ชาวขมุ ซึ่งมีในปัจจุบันก็มีความสำคัญมาก ต่อวิถีชีวิต และวัฒนธรรมไทยในปัจจุบัน[ต้องการแหล่งอ้างอิง]

ประชากรชาวไทย 75% ชาวไทยเชื้อสายจีน 14% และอื่นๆ 11% [7]

ศาสนา

ประมาณร้อยละ 95 ของประชากรไทยนับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท ซึ่งเป็นศาสนาประจำชาติโดยพฤตินัย[ต้องการแหล่งอ้างอิง] แม้ว่ายังจะไม่มีการบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยก็ตาม[ต้องการแหล่งอ้างอิง] ศาสนาอิสลามประมาณร้อยละ 4 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวไทยทางภาคใต้ตอนล่าง ศาสนาคริสต์และศาสนาอื่นประมาณร้อยละ 1[ต้องการแหล่งอ้างอิง]

การศึกษา

ในทางกฎหมาย รัฐบาลจะต้องจัดการศึกษาให้ขั้นพื้นฐานแบบให้เปล่าเป็นเวลาสิบสองปี[ต้องการแหล่งอ้างอิง] แต่การศึกษาขั้นบังคับของประเทศไทยในปัจจุบันคือเก้าปี[ต้องการแหล่งอ้างอิง] บุคคลทั่วไปจะเริ่มจากระดับชั้นอนุบาล เป็นการเตรียมความพร้อมก่อนการเรียนตามหลักสูตรพื้นฐาน ต่อเนื่องด้วยระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น หลังจากจบการศึกษาระดับมัธยมต้น สามารถเลือกได้ระหว่างศึกษาต่อสายสามัญ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเพื่อศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย หรือเลือกศึกษาต่อสายวิชาชีพ หรือเลือกศึกษาต่อในสถาบันทางทหารหรือตำรวจ

โรงเรียนและมหาวิทยาลัยในประเทศไทย แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักได้แก่ โรงเรียนรัฐบาล และโรงเรียนเอกชน และ มหาวิทยาลัยรัฐบาล และมหาวิทยาลัยเอกชน โดยโรงเรียนรัฐบาลและมหาวิทยาลัยรัฐบาล จะเสียค่าเล่าเรียนน้อยกว่า โรงเรียนเอกชนและมหาวิทยาลัยเอกชน[ต้องการแหล่งอ้างอิง]

ภาษา

ดูบทความหลักที่ ภาษาในประเทศไทย

ประเทศไทยมีภาษาไทยเป็นภาษาราชการ และเป็นภาษาหลักที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารทั่วประเทศ โดยใช้อักษรไทยเป็นรูปแบบมาตรฐานในการเขียนประดิษฐ์ขึ้นอย่างเป็นทางการในสมัยสุโขทัยโดยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช นอกเหนือจากภาษาไทยกลางแล้ว ภาษาไทยสำเนียงอื่นยังมีการใช้งานในแต่ละภูมิภาคเช่น ภาษาไทยถิ่นเหนือในภาคเหนือ ภาษาไทยถิ่นใต้ในภาคใต้ และภาษาไทยถิ่นอีสานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

นอกเหนือจากภาษาไทยแล้ว ในประเทศไทยยังมีการใช้งานภาษาของชนกลุ่มน้อยเช่น ภาษาจีนโดยเฉพาะสำเนียงแต้จิ๋ว ภาษาลาวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งบางครั้งนิยามว่าภาษาลาวสำเนียงไทย ภาษามลายูปัตตานีทางภาคใต้ นอกจากนี้ก็มีภาษาอื่นเช่น ภาษากวย ภาษากะเหรี่ยงสะกอ ภาษาผู้ไท ภาษามอญ ภาษากะยาตะวันออก ภาษาพวน ภาษาไทลื้อ ภาษาไทใหญ่

ภาษาอังกฤษและอักษรอังกฤษมีสอนในระดับโรงเรียนและมหาวิทยาลัย

ศิลปะและวัฒนธรรม

พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพย์อาสน์ พระราชวังบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ดูเพิ่มที่ ศิลปะไทย

ศิลปะไทยมีลักษณะเฉพาะตัวค่อนข้างสูง โดยมีความกลมกลืนและคล้ายคลึงกับศิลปวัฒนธรรมเพื่อนบ้านอยู่บ้าง แต่ด้วยการสืบทอดและการสร้างสรรค์ใหม่ ทำให้ศิลปะไทยมีเอกลักษณ์สูง[ต้องการแหล่งอ้างอิง]

  • จิตรกรรม งานจิตรกรรมไทยนับว่าเป็นงานศิลปะชั้นสูง ได้รับการสืบทอดมาช้านาน มักปรากฏในงานจิตรกรรมฝาผนัง ตามวัดวาอาราม รวมทั้งในสมุดข่อยโบราณ งานจิตรกรรมไทยยังเกี่ยวข้องกับงานศิลปะแขนงอื่นๆ เช่น งานลงรักปิดทอง ภาพวาดพระบฏ เป็นต้น
  • ประติมากรรม เดิมนั้นช่างไทยทำงานประติมากรรมเฉพาะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น พระพุทธรูป เทวรูป โดยมีสกุลช่างต่างๆ นับตั้งแต่ก่อนสมัยสุโขทัย เรียกว่า สกุลช่างเชียงแสน สกุลช่างสุโขทัย อยุธยา และกระทั่งรัตนโกสินทร์ โดยใช้ทองสำริดเป็นวัสดุหลักในงานประติมากรรม เนื่องจากสามารถแกะแบบด้วยขี้ผึ้งและตกแต่งได้ แล้วจึงนำไปหล่อโลหะ เมื่อเทียบกับประติมากรรมศิลาในยุคก่อนนั้น งานสำริดนับว่าอ่อนช้อยงดงามกว่ามาก
  • สถาปัตยกรรม สถาปัตยกรรมไทยมีปรากฏให้เห็นในชั้นหลัง เนื่องจากงานสถาปัตยกรรมส่วนใหญ่ชำรุดทรุดโทรมได้ง่าย โดยเฉพาะงานไม้ ไม่ปรากฏร่องรอยสมัยโบราณเลย สถาปัตยกรรมไทยมีให้เห็นอยู่ในรูปของบ้านเรือนไทย โบสถ์ วัด และปราสาทราชวัง ซึ่งล้วนแต่สร้างขึ้นให้เหมาะสมกับสภาพอากาศและการใช้สอยจริง

กีฬา

กีฬาที่นิยมมากที่สุดในประเทศไทยได้แก่ ฟุตบอล[ต้องการแหล่งอ้างอิง] กีฬาอื่นที่นิยมเล่นได้แก่ บาสเกตบอล มวย และแบดมินตัน[ต้องการแหล่งอ้างอิง] โดยในประเทศไทยมีการจัดฟุตบอลอาชีพ โดยแบ่งแยกตามทีมประจำจังหวัด สำหรับกีฬาไทย ได้แก่ มวยไทย และ ตะกร้อ แม้จะมีความนิยมไม่เท่ากีฬาทั่วไป แต่ยังมีการเล่นโดยทั่วไปรวมถึงการเปิดสอนในโรงเรียน[ต้องการแหล่งอ้างอิง]

ประเทศไทยได้เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาในระดับโลกหลายอย่าง เช่น โอลิมปิกฤดูร้อน โอลิมปิกฤดูหนาว เอเชียนเกมส์ ซีเกมส์[ต้องการแหล่งอ้างอิง] ซึ่งประเทศไทยเองได้รับสิทธิเป็นตัวแทนจัดการแข่งขันเอเชียนเกมส์ 4 ครั้ง และซีเกมส์ ทั้งหมด 6 ครั้ง[ต้องการแหล่งอ้างอิง] โดยซีเกมส์จัดครั้งแรกที่ประเทศไทย สำหรับการแข่งขันในระดับโลกเช่นฟุตบอลในประเทศไทย ไทยได้เป็นเจ้าภาพ เอเชียนคัพ และ ฟุตบอลโลกหญิงเยาวชน ด้วย[ต้องการแหล่งอ้างอิง]

ส่วนด้านนักกีฬาไทยนั้น นักกีฬาที่ได้รับเหรียญทองในกีฬาโอลิมปิก ได้แก่ ประภาวดี เจริญรัตนธารากูล, ปวีณา ทองสุก, มนัส บุญจำนงค์, วิจารณ์ พลฤทธิ์, สมรักษ์ คำสิงห์ และ อุดมพร พลศักดิ์ นอกจากนี้นักกีฬาไทยที่มีชื่อเสียงในระดับโลกได้แก่

วันสำคัญ

วันสำคัญในประเทศไทยจะมีจำนวนมากโดยเฉพาะวันที่ไม่ใช่วันหยุดราชการ ซึ่งจะตั้งขึ้นหลังจากมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น โดยวันชาติของประเทศไทยในปัจจุบัน ใช้วันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช[27] ซึ่งตรงกับวันที่ 5 ธันวาคม

อ้างอิง

  1. ^ 1.0 1.1 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 2
  2. ^ 2.0 2.1 https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/geos/th.html#Govt
  3. ^ 3.0 3.1 Background Note: Thailand U.S. Department of State
  4. ^ 4.0 4.1 ข้อมูลทางการปกครอง ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2551
  5. ^ Population and Housing Census 2000, National Statistical Office
  6. ^ 6.0 6.1 6.2 6.3 "Thailand". International Monetary Fund
  7. ^ 7.0 7.1 7.2 7.3 7.4 7.5 7.6 รายละเอียดประเทศไทยจากเว็บซีไอเอ
  8. ^ Population by religion, sex, area and region, National Statistic Office of Thailand.
  9. ^ ศัพท์บัญญัติโดยราชบัณฑิตยสถาน
  10. ^ 4th edition "ANKOR an introduction to the temples" Dawn Rooney ISBN: 962-217-683-6
  11. ^ Thailand (Siam) History, CSMngt-Thai.
  12. ^ ในสมัยก่อนนั้น (ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 17 ในยุโรป) ภาษาสากลในการติดต่อระหว่างประเทศ (lingua franca) คือ ภาษาฝรั่งเศส เอกสารระหว่างประเทศจะใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นหลัก รวมถึงหนังสือเดินทางไทยรุ่นแรกๆ ด้วย
  13. ^ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 หมวด 1 มาตรา 3
  14. ^ พระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงฐานะของสุขาภิบาลเป็นเทศบาล พ.ศ. 2542
  15. ^ จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2550
  16. ^ วรทัศน์ วัชรวสี (2533). ประชาชาติอาเซียน. สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์. กรุงเทพมหานคร. หน้า 150
  17. ^ วรทัศน์ วัชรวสี (2533). ประชาชาติอาเซียน. สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์. กรุงเทพมหานคร. หน้า 150-151
  18. ^ ดัชนีเศรษฐกิจประเทศไทย จากเว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทย
  19. ^ Thailand backs away from rice cartel plan." The International Herald Tribune 7 May 2008: 12. 2 Feb. 2009 [1]
  20. ^ http://www.thairath.co.th/news.php?section=agriculture&content=52868
  21. ^ ผลผลิตของประเทศไทย จากเว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทย
  22. ^ ข้อมูลการท่องเที่ยว จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ข้อมูลเป็นไฟล์เอกเซล)
  23. ^ Thailand and the World Bank, World Bank on Thailand country overview.
  24. ^ The Guardian, Country profile: Thailand, 25 April 2009.
  25. ^ ถาม-ตอบ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เว็บไซต์บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)
  26. ^ จำนวนผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต เนคเทค
  27. ^ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ให้ถือวันพระราชสมภพเป็นวันเฉลิมฉลองของชาติไทย วันที่ 21 พฤษภาคม 2503 (อ้างจาก เกษียร เตชะพีระ, "20 พฤษภาฯ วันสิ้น(วัน)ชาติ", มติชน, 5 ก.ย. 2546 ปีที่ 26 ฉบับที่ 9310)

แหล่งข้อมูลอื่น

คุณสามารถหาข้อมูลภาษาอังกฤษเกี่ยวกับ ประเทศไทย ได้โดยค้นหาจากโครงการพี่น้องของวิกิพีเดีย:
หาความหมาย จากวิกิพจนานุกรม
หนังสือ จากวิกิตำรา
คำคม จากวิกิคำคม
ข้อมูลต้นฉบับ จากวิกิซอร์ซ
ภาพและสื่อ จากคอมมอนส์
เนื้อหาข่าว จากวิกิข่าว
แหล่งเรียนรู้ จากวิกิวิทยาลัย


บทความเกี่ยวกับ ประเทศไทย
ประวัติศาสตร์
เศรษฐกิจ
ประวัติศาสตร์ไทยราชวงศ์จักรีบุคคลสำคัญตราประจำชาติไทยจังหวัดในประเทศไทย
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเงินบาทสินค้าไทยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิรถไฟลอยฟ้ารถไฟฟ้าใต้ดินสนามบินไทย
สังคมไทย ชาวไทยภาษาวันสำคัญสถาบันอุดมศึกษาพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์การละเล่นเด็กไทยรายชื่อวัดไทยฟุตบอลในประเทศไทยสถานีโทรทัศน์ไทยหนังสือพิมพ์ไทย
วรรณคดีจิตรกรรมไทยประติมากรรมไทยเครื่องดนตรีไทยนักร้องนักดนตรีค่ายเพลงไทยที่สุดในประเทศไทย
จัดการ: แม่แบบ  พูดคุย  แก้ไข

เครื่องมือส่วนตัว
ภาษาอื่น