มะเร็งท่อน้ำดี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
มะเร็งท่อน้ำดี
(Cholangiocarcinoma)
Digestive system showing bile duct.png
ภาพระบบทางเดินอาหารแสดงให้เห็นตำแหน่งของท่อน้ำดี
การจำแนก และแหล่งข้อมูลอื่น
ICD-10 C22.1
ICD-9 155.1, 156.1
ICD-O: M8160/3
DiseasesDB 2505
MedlinePlus 000291
eMedicine med/343 radio/153
MeSH D018281

มะเร็งท่อน้ำดี หรือ โคแลงจิโอคาร์ซิโนมา (อังกฤษ: cholangiocarcinoma) เป็นมะเร็งชนิดหนึ่งที่เกิดกับท่อน้ำดีซึ่งเป็นอวัยวะที่นำน้ำดีจากตับมายังลำไส้เล็ก มะเร็งอื่นๆ ในทางเดินน้ำดีมีเช่นมะเร็งตับอ่อน มะเร็งถุงน้ำดี มะเร็งของกระเปาะของวาเตอร์เป็นต้น มะเร็งท่อน้ำดีถือเป็นมะเร็งชนิดต่อมอย่างหนึ่งที่ค่อนข้างพบน้อยโดยมีอุบัติการณ์ต่อปีประมาณ 1-2 รายต่อ 100,000 คนในโลกตะวันตก[1] แต่อุบัติการณ์ของมะเร็งท่อน้ำดีในไทยกลับมีสูงมากที่สุดในโลก[2] และในช่วงหลายสิบปีมานี้อัตราอุบัติการณ์ของมะเร็งท่อนำดีทั่วโลกกำลังเพิ่มขึ้น[3]

อาการเด่นของมะเร็งท่อน้ำดีคือการมีผลการตรวจการทำงานของตับผิดปกติ ปวดท้อง ดีซ่าน น้ำหนักลด และอาจมีอาการคันทั่วไป มีไข้ สีของอุจจาระและปัสสาวะเปลี่ยนไป โรคนี้วินิจฉัยโดยอาศัยผลตรวจเลือด ผลตรวจภาพรังสี ผลการส่องกล้อง และบางครั้งอาจต้องอาศัยการผ่าตัดเปิดสำรวจ มะเร็งท่อน้ำดีมักปรากฏอาการในระยะท้ายๆ ของโรคซึ่งทำให้เป็นการจำกัดทางเลือกในการรักษา ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งท่อน้ำดี เช่น โรคท่อน้ำดีอักเสบแข็งปฐมภูมิ ความผิดปกติแต่กำเนิดของตับ การติดเชื้อพยาธิในตับอย่างเช่น พยาธิใบไม้ในตับ Opisthorchis viverrini หรือ Clonorchis sinensis การสัมผัสสารทึบรังสีบางชนิดเช่น Thorotrast เป็นต้น อย่างไรก็ดี ผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีส่วนใหญ่ไม่ปรากฏปัจจัยเสี่ยงชัดเจน

มะเร็งท่อน้ำดีเป็นโรคที่สามารถมีอันตรายถึงตายได้อย่างรวดเร็วและไม่มีทางรักษาหากไม่สามารถตัดเนื้อมะเร็งออกให้หมดได้ ยังไม่มีการรักษาใดๆ ที่มีโอกาสรักษาโรคให้หายได้นอกจากการผ่าตัด ในขณะที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่กว่าจะได้รับการวินิจฉัยก็เป็นระยะที่โรคลุกลามไปมากและไม่สามารถผ่าตัดได้แล้ว ผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีมักได้รับการดูแลรักษาด้วยการให้เคมีบำบัดหรือรังสีรักษาเป็นการรักษาแบบประคับประคอง การรักษาด้วยวิธีเหล่านี้ยังใช้ร่วมกับการผ่าตัดหลังการผ่าตัดสำเร็จด้วย งานวิจัยทางการแพทย์บางสายพยายามใช้วิธีการใหม่ๆ ในการรักษามะเร็งท่อน้ำดี วิธีการเหล่านี้เช่น การรักษาด้วยยาแบบ targeted therapy (เช่น ยา erlotinib) หรือ photodynamic therapy รวมทั้งมีการวิจัยหาทางวินิจฉัยโรคโดยใช้การตรวจวัดระดับของผลผลิตจากเซลล์สโตรมัลของมะเร็ง

การแบ่งระยะ[แก้]

แม้จะมีระบบการแบ่งระยะของมะเร็งท่อน้ำดีอยู่ไม่ต่ำกว่า 3 แบบ ก็ตาม (Bismuth, Blumgart, American Joint Committee on Cancer) แต่ไม่มีระบบใดที่แสดงให้เห็นว่ามีประโยชน์ช่วยทำนายอัตราการรอดชีวิตได้[4] ส่วนที่สำคัญที่สุดของการกำหนดระยะคือเพื่อให้ทราบว่าเนื้องอกนั้นยังสามารถผ่าตัดเอาออกได้หรือลุกลามไปมากจนไม่สามารถผ่าตัดได้ บ่อยครั้งที่การประเมินนี้จะทำได้ก็จนกว่าลงมือผ่าตัดแล้วเท่านั้น[5]

แนวทางทั่วไปในการประเมินว่าสามารถผ่าตัดออกได้หรือไม่ ได้แก่[6][7]

  • การไม่มีการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังต่อมน้ำเหลืองหรือตับ
  • การไม่มีการลุกลามของมะเร็งไปยังหลอดเลือดดำพอร์ทัลของตับ
  • การไม่มีการลุกลามของมะเร็งไปยังอวัยวะข้างเคียงโดยตรง
  • การไม่มีการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังอวัยวะที่อยู่ไกล

อาการและอาการแสดง[แก้]

อาการตัวเหลืองตาเหลือง (ดีซ่าน)

สิ่งตรวจพบที่พบบ่อยที่สุดของมะเร็งท่อน้ำดีคือการมีผลการตรวจการทำงานของตับผิดปกติ ดีซ่าน (เกิดขึ้นเมื่อท่อน้ำดีถูกอุดตันโดยเนื้องอก) ปวดท้อง (30-50%) คันตามตัว (66%) น้ำหนักลด (30-50%) ไข้ (สูงสุด 20%) หรือสีอุจจาระหรือปัสสาวะเปลี่ยน[8][9] นอกจากนี้ผู้ป่วยบางส่วนยังมาพบแพทย์ด้วยปัญหาก้อนในตับ (14%) คลำถุงน้ำดีได้ (6.7%) ถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลันแบบไม่มีนิ่วในถุงน้ำดี (7%) มีไข้ไม่ทราบสาเหตุ และพบโดยบังเอิญในขณะที่ผ่าตัดช่องท้องด้วยสาเหตุอื่น[10] อาการค่อนข้างจะขึ้นอยู่กับตำแหน่งของเนื้องอก โดยผู้ป่วยที่มีเนื้องอกอยู่นอกตับมักจะมีอาการดีซ่าน ส่วนผู้ป่วยที่มีเนื้องอกอยู่ในตับมักมีอาการปวดโดยไม่มีดีซ่าน[11]

ผลการตรวจการทำงานของตับในผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีมักพบว่ามีลักษณะของการอุดตันท่อน้ำดีโดยมีระดับบิลิรูบินหรือเอนไซม์ตับอย่างอัลคาไลน์ฟอสฟาเทสและแกมมา-กลูตามิลทรานสเฟอเรสสูงขึ้น โดยมีระดับเอนไซม์ตับทรานซามิเนส (Transaminase) ค่อนข้างปกติเมื่อเทียบกัน ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการเหล่านี้เป็นการแสดงว่าการอุดตันของน้ำท่อน้ำดีจะเป็นสาเหตุของดีซ่านมากกว่าจะเป็นจากการอักเสบหรือการติดเชื้อของตับ[5] นอกจากนี้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังมีระดับ CA19-9 สูงขึ้นอีกด้วย

ปัจจัยเสี่ยง[แก้]

อุบัติการณ์ของมะเร็งท่อน้ำดีในประเทศไทยช่วงปี ค.ศ. 1990-2001 เทียบกับความชุกของโรคติดเชื้อพยาธิ Opisthorcis viverrini

แม้ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่มีปัจจัยเสี่ยงชัดเจนแต่ก็ได้มีการศึกษาพบว่ามีปัจจัยเสี่ยงบางอย่างที่สัมพันธ์กับมะเร็งท่อน้ำดี ในโลกตะวันตกปัจจัยเสี่ยงที่พบมากที่สุดคือการเป็นโรคท่อน้ำดีอักเสบแข็งปฐมภูมิ (primary sclerosing cholangitis - PSC) ซึ่งเป็นโรคท่อน้ำดีอักเสบชนิดหนึ่งที่ทำให้มีการหนาแข็งของท่อน้ำดี โรคนี้มีความสัมพันธ์กับโรคลำไส้ใหญ่อักเสบแบบมีแผล (ulcerative colitis) อีกทีหนึ่ง[12] การศึกษาวิจัยทางระบาดวิทยาแสดงให้เห็นว่าอัตราเสี่ยงตลอดชีวิตของผู้ป่วย PSC ที่จะเป็นมะเร็งท่อน้ำดีอยู่ที่ 10-15%[13] ในขณะที่งานวิจัยชุดที่ได้จากการชันสูตรศพพบว่ามีอัตราสูงถึง 30%[14] ส่วนกลไกที่ทำให้ผู้ป่วย PSC เป็นมะเร็งท่อน้ำดีมากขึ้นนั้นยังไม่ได้รับการอธิบายแน่ชัด

โรคติดเชื้อปรสิตบางชนิดก็เป็นปัจจัยเสี่ยงเช่นกัน เช่นการติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับ Opisthorchis viverrini (พบในประเทศไทย ลาว และมาเลเซีย) หรือ Clonorchis sinensis (พบในญี่ปุ่น เกาหลี และเวียดนาม) ซึ่งพบว่ามีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งท่อน้ำดี[15][16][17] ผู้ป่วยโรคตับเรื้อรัง (chronic liver disease) ไม่ว่าจะจากการเป็นโรคตับอักเสบจากไวรัส (เช่น ไวรัสตับอักเสบบีหรือซี) [18][19][20] โรคตับจากแอลกอฮอล์ หรือตับแข็งจากสาเหตุอื่นๆ ต่างเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งท่อน้ำดี[21][22] งานวิจัยหนึ่งพบว่าการติดเชื้อเอชไอวีก็อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งท่อน้ำดีเช่นกัน แม้ว่าจะยังไม่ชัดเจนว่าเป็นจากการติดเชื้อเอชไอวีเองหรือปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้อง (เช่น การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี) ก็ตาม[21]

ความผิดปกติแต่กำเนิดของตับอย่างเช่นโรคแครอไล (Caroli disease) หรือ ถุงน้ำของท่อร่วมน้ำดี (choledochal cyst) มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มความเสี่ยงตลอดชีวิตของการเป็นมะเร็งท่อน้ำดีประมาณ 15%[23][24] โรคพันธุกรรมที่พบน้อยอย่างกลุ่มอาการลินช์ชนิดที่ 2 (Lynch syndrome II) และโรคติ่งเนื้อในท่อน้ำดี (biliary papillomatosis) ก็มีความสัมพันธ์กับมะเร็งท่อน้ำดี[25][26] ส่วนการมีนิ่วในถุงน้ำดีนั้นยังไม่ชัดเจนว่าเป็นความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งท่อน้ำดีหรือไม่ อย่างไรก็ดี โรคนิ่วในตับซึ่งพบน้อยในตะวันตกแต่พบได้บ่อยกว่าในบางส่วนของเอเชียกลับมีความสัมพันธ์กับมะเร็งท่อน้ำดีอย่างมาก[27][28][29] รวมทั้งการรับประทานอาหารหมักดอง เช่น ปลาร้า ปลาเจ่า ปลาจ่อม รวมทั้งปลาส้ม จะมีสาร N-Nitrosocompound และไนโตรซามีน (nitrosamine) ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดมะเร็งท่อน้ำดีได้[30] การสัมผัสสารทึบรังสีบางชนิดเช่น thorotrast ซึ่งเป็น thorium dioxide ในรูปแบบหนึ่งนั้นก็มีความสัมพันธ์กับการเป็นมะเร็งท่อน้ำดีที่เวลา 30-40 ปีหลังสัมผัส จึงทำให้ถูกห้ามใช้ในสหรัฐอเมริกาไปแล้วตั้งแต่ทศวรรษปี 1950[31][32]

พยาธิสรีรวิทยา[แก้]

มะเร็งท่อน้ำดีอาจเกิดกับท่อน้ำดีตรงส่วนใดก็ได้ ทั้งในและนอกตับ เนื้องอกที่เกิดในท่อน้ำดีในตับจะถูกเรียกเป็นชนิด "ในตับ" (intrahepatic) ส่วนที่เกิดกับท่อน้ำดีนอกตับเรียก "นอกตับ" (extrahepatic) และเนื้องอกที่เกิดกับตำแหน่งที่ท่อน้ำดีออกจากตับพอดีเรียกเพอริไฮลาร์ (perihilar) มะเร็งท่อน้ำดีที่เกิดขึ้นที่ตำแหน่งที่ท่อตับข้างซ้ายและข้างขวามารวมกันเป็นท่อน้ำดีร่วมนั้นอาจเรียกว่าเนื้องอกคลาตสกิน (Klatskin tumor) [33]

แม้จะเป็นที่ทราบกันดีว่ามะเร็งท่อน้ำดีเป็นอะดีโนคาร์ซิโนมาของเซลล์เยื่อบุผิวทางเดินน้ำดี แต่ก็ยังไม่เป็นที่ทราบชัดเจนว่าเซลล์ต้นกำเนิดคือเซลล์ใด แม้หลักฐานใหม่ๆ ชี้ว่าอาจมีเซลล์ต้นกำเนิดเป็นสเต็มเซลล์หลายสรรพคุณในตับ (pluripotent hepatic stem cell) ก็ตาม[34][35][36] เชื่อกันว่ามะเร็งท่อน้ำดีเกิดขึ้นได้จากการเกิดมะเร็งหลายระยะ ตั้งแต่มีการเจริญเกิน (hyperplasia) ในช่วงแรก กลายเป็นเมตาเพลเชีย (metaplasia) และเป็นการเจริญผิดปรกติ (dysplasia) และเกิดเป็นมะเร็งขึ้นในที่สุด ซึ่งเป็นกระบวนการที่ใกล้เคียงกับที่เกิดในการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่[37] และเชื่อว่าการอักเสบเรื้อรังของท่อน้ำดี การอุดตันท่อน้ำดี และการมีน้ำดีคั่ง อาจมีส่วนในการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้[37][38][39]

ทางมิญชวิทยาพบว่าเซลล์มะเร็งท่อน้ำดีมีความแตกต่างทางการเปลี่ยนสภาพของเซลล์ (cell differentiation) ตั้งแต่ดี (well) ไปจนถึงแย่ (undifferentiated) ส่วนใหญ่ถูกล้อมรอบด้วยการตอบสนองแบบมีเนื้อเยื่อพังผืด (fibrotic tissue) และเนื้อเยื่อเดสโมพลาสติก (desmoplastic tissue) หากมีเนื้อเยื่อพังผืดมากอาจทำให้แยกเซลล์มะเร็งท่อน้ำดีที่มีการเปลี่ยนสภาพของเซลล์ดีออกจากเซลล์เนื้อเยื่อบุผิวที่ถูกกระตุ้น (reactive epithelium) ไม่ได้ ยังไม่มีสารย้อมทางอิมมูโนฮิสโตเคมิสทรี (immunohistochemistry) ตัวใดที่สามารถแยกเนื้อเยื่อท่อน้ำดีที่เป็นเนื้อร้ายออกจากเนื้อไม่ร้ายได้ แม้จะมีการย้อมสารไซโตเคราติน (cytokeratin) คาร์ซิโนเอมบริโอนิกแอนติเจน และมิวซินที่อาจช่วยในการวินิจฉัยได้บ้างก็ตาม[40] เนื้องอกส่วนใหญ่ (>90%) เป็นมะเร็งชนิดต่อม[41]

การวินิจฉัย[แก้]

การตรวจเลือด[แก้]

ยังไม่มีการตรวจเลือดใดๆ ที่จำเพาะต่อการวินิจฉัยมะเร็งท่อน้ำดี แม้ระดับของคาร์ซิโนเอมบริโอนิกแอนติเจนและ ซีเอ 19-9 (CA19-9) อาจเพิ่มสูงได้แต่ก็ไม่ได้มีความไวหรือความจำเพาะมากพอที่จะใช้เป็นการตรวจคัดกรองได้ อย่างไรก็ดีการตรวจเหล่านี้อาจเป็นประโยชน์เมื่อใช้ร่วมกับการตรวจภาพรังสีเพื่อสนับสนุนว่ารอยโรคที่เห็นนั้นเป็นมะเร็งท่อน้ำดีหรือไม่[42]

การตรวจภาพรังสีช่องท้อง[แก้]

ภาพจากการถ่ายภาพรังสีส่วนตัดอาศัยคอมพิวเตอร์แสดงให้เห็นมะเร็งท่อน้ำดี

การตรวจอัลตราซาวนด์ของตับและแขนงทางเดินน้ำดีมักถูกใช้เป็นตัวเลือกแรกๆ ในการตรวจภาพรังสีสำหรับผู้ป่วยที่สงสัยว่ามีการอุดตันของทางเดินน้ำดี[43][44] โดยสามารถตรวจพบการอุดตันและการขยายของท่อน้ำดีได้ บางครั้งก็สามารถได้ข้อมูลที่เพียงพอจะวินิจฉัยมะเร็งท่อน้ำดีได้ด้วย[45] ซีที (CT) สแกนก็อาจมีส่วนสำคัญในการช่วยวินิจฉัยมะเร็งท่อน้ำดีด้วยได้[46][47][48]

การตรวจภาพของแขนงทางเดินน้ำดี[แก้]

ภาพจาก ERCP ของผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดี แสดงให้เห็นการตีบแคบของท่อน้ำดีร่วมและการขยายของส่วนต้นของท่อน้ำดี

แม้การถ่ายภาพรังสีของช่องท้องจะมีประโยชน์ในการช่วยการวินิจฉัยมะเร็งท่อน้ำดี แต่บ่อยครั้งการดูภาพของท่อน้ำดีโดยตรงก็มีความจำเป็น การสร้างภาพท่อน้ำดีและตับอ่อนด้วยการใช้กล้องส่องย้อน (endoscopic retrodrade cholangiopancreatography, ERCP) ซึ่งเป็นการตรวจโดยการใช้กล้องส่องทางเดินอาหารทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบทางเดินอาหารหรือศัลยแพทย์ที่ได้รับการฝึกฝนพิเศษ เป็นการตรวจที่ใช้กันทั่วไปเพื่อจุดประสงค์นี้ แม้ ERCP จะเป็นการตรวจที่ค่อนข้างรุกล้ำผู้ป่วยและมีความเสี่ยงอยู่ในระดับหนึ่ง แต่ผลดีที่มีคือทำให้สามารถตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจทางพยาธิวิทยาได้ สามารถวางท่อคงรูป (stent) ไว้เพื่อใช้ในวิธีการอื่นๆ เพื่อลดการอุดตันทางเดินน้ำดีได้[5] นอกจากนี้ยังสามารถทำการตรวจอัลตราซาวนด์ผ่านการส่องกล้อง (endoscopic ultrasound) ไปพร้อมกันด้วยได้เพื่อเพิ่มความแม่นยำของการตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจทางพยาธิวิทยาและให้ข้อมูลเกี่ยวกับการแพร่กระจายมายังต่อมน้ำเหลืองและการประเมินว่าจะสามารถรักษาด้วยการผ่าตัดได้หรือไม่ด้วย[49] นอกจากการใช้ ERCP แล้วยังมีการใช้การสร้างภาพท่อน้ำดีด้วยการเจาะผ่านผิวหนังและตับ (percutaneous transhepatic cholangiography, PTC) ได้ การสร้างภาพทางเดินน้ำดีและตับอ่อนด้วยเรโซแนนซ์แม่เหล็ก (magnetic resonance cholangiopancreatography, MRCP) ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ไม่ทำให้การรุกล้ำผู้ป่วยซึ่งใช้แทน ERCP ได้[50][51][52] ผู้เชี่ยวชาญบางท่านเสนอว่าควรใช้ MRCP แทน ERCP ในการวินิจฉัยมะเร็งท่อน้ำดี เนื่องจากสามารถแสดงให้เห็นขอบเขตของเนื้องอกได้แม่นยำกว่าและลดความเสี่ยงที่เกิดจากการใช้ ERCP ด้วย[53][54][55]

การผ่าตัด[แก้]

บางครั้งอาจจำเป็นต้องมีการผ่าตัดสำรวจช่องท้อง (surgical exploration) เพื่อให้สามารถได้ชิ้นเนื้อที่เหมาะสมกับการส่งตรวจทางพยาธิวิทยาและเพื่อให้สามารถประเมินระยะของผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีได้เหมาะสม การผ่าตัดด้วยการส่องกล้อง (laparoscopy) สามารถใช้เพื่อการประเมินระยะได้ และอาจสามารถลดความจำเป็นของการผ่าตัดที่รุกล้ำผู้ป่วยมากกว่าอย่างการผ่าตัดเปิดช่องท้อง (laparotomy) ได้ในผู้ป่วยบางราย[56][57] นอกจากนี้การผ่าตัดยังเป็นวิธีการรักษาให้หายเพียงทางเดียวของมะเร็งท่อน้ำดี แต่ก็ทำได้กับเฉพาะโรคระยะแรกเริ่มเท่านั้น

พยาธิวิทยา[แก้]

ทางมิญชวิทยาพบว่ามะเร็งท่อน้ำดีมักแบ่งเป็นชนิดที่มีการเปลี่ยนสภาพของเซลล์ดี (well) และปานกลาง (moderate) การตรวจทาง immunohistochemistry มีประโยชน์ในการช่วยวินิจฉัย และช่วยในการแยกว่าเนื้องอกนั้นกำเนิดจากท่อน้ำดีหรือแพร่กระจายมาจากอวัยวะอื่นในระบบทางเดินอาหาร[58] การขูดเซลล์ตรวจ (cytological scraping) มักไม่ช่วยในการวินิจฉัย[59]

การรักษา[แก้]

หากไม่สามารถผ่าตัดเอาเนื้องอกออกได้ทั้งหมดมะเร็งท่อน้ำดีก็ถือเป็นมะเร็งที่ไม่มีทางรักษาให้หายได้ และในหลายๆ ครั้ง การที่จะประเมินว่าสามารถผ่าตัดเอาเนื้องอกออกได้ทั้งหมดหรือไม่ก็ต้องประเมินระหว่างการผ่าตัด[60] ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากต้องได้รับการผ่าตัดสำรวจช่องท้อง เว้นเสียว่าจะมีข้อบ่งชี้ชัดเจนแล้วว่าเนื้องอกนั้นอยู่ในระยะที่ไม่สามารถรักษาได้โดยการผ่าตัด[5]

การรักษาร่วมด้วยเคมีบำบัดและรังสีรักษา[แก้]

ถ้าสามารถผ่าตัดเอาเนื้องอกออกได้ ผู้ป่วยอาจต้องได้รับการรักษาด้วยเคมีบำบัดร่วม (adjuvant chemotherapy) หรือรังสีรักษาร่วม (adjuvant radiation therapy) หลังการผ่าตัดเพื่อเพิ่มโอกาสการรักษาหายขาด หากขอบชิ้นเนื้อไม่มีเซลล์มะเร็ง (negative tissue margins) หรือสามารถตัดชิ้นมะเร็งออกได้ทั้งหมดแล้วการรักษาร่วมเหล่านี้อาจให้ประโยชน์หรือไม่นั้นยังไม่ได้ข้อสรุป มีการศึกษาวิจัยที่ให้ผลทั้งว่าการรักษาร่วมในกรณีเช่นนี้มีประโยชน์[61][62]และไม่มีประโยชน์[11][63][64] และจนถึงเดือนมีนาคม ค.ศ. 2007 ก็ยังไม่มีการศึกษาวิจัยแบบการวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมของเรื่องนี้ออกมา ส่วนบทบาทของการใช้การรักษาทั้งเคมีบำบัดและรังสีรักษาร่วม (combined chemoradiotherapy) ในสถานการณ์เช่นนี้นั้นยังไม่เป็นที่แน่ชัด อย่างไรก็ดี หากผลขอบชิ้นเนื้อพบมีเซลล์มะเร็ง (positive margin) จะเป็นการบ่งชี้ว่ายังไม่สามารถเอาก้อนเนื้องอกออกได้หมดด้วยการผ่าตัด ดังนั้นการรักษาร่วมด้วยการฉายรังสี (และอาจรวมถึงเคมีบำบัด) ในกรณีเช่นนี้จึงได้รับการยอมรับโดยทั่วไปตามข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน[65]

การรักษาโรคในระยะลุกลาม[แก้]

ผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีจำนวนมากได้รับการวินิจฉัยโรคเมื่อโรคลุกลามไปมากถึงระยะที่ไม่สามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัดแล้ว[66]ซึ่งผู้ป่วยเหล่านี้มักได้รับการรักษาด้วยเคมีบำบัดแบบบรรเทาอาการ (palliative chemotherapy) โดยอาจใช้ร่วมกับรังสีรักษา มีการวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมที่รับรองการรักษาด้วยเคมีบำบัดแล้วว่าสามารถเพิ่มคุณภาพชีวิตและยืดอายุขัยของผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีระยะที่ไม่สามารถรักษาด้วยการผ่าตัดได้[67] แต่ยังไม่มีสูตรการรักษาใดๆ ที่ได้รับการยอมรับเป็นมาตรฐานสากล ทำให้ปัจจุบันยังมีคำแนะนำให้มีการทดลองหาวิธีใหม่ๆ ในการรักษาต่อไปอีก[65] ยาเคมีบำบัดที่ใช้รักษามะเร็งท่อน้ำดีมีเช่น 5-fluorouracil ร่วมกับ leucovorin[68] gemcitabine เดี่ยวๆ[69] หรือ gemcitabine ร่วมกับ cisplatin[70] irinotecan[71] หรือ capecitabine[72] การศึกษาวิจัยนำร่องบางชิ้นชี้ว่าผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีระยะลุกลามอาจได้รับประโยชน์จากยากลุ่ม tyrosine kinase inhibitor อย่าง erlotinib[73]

การรักษาด้วย Photodynamic therapy เป็นการรักษาเชิงทดลองอย่างหนึ่งซึ่งฉีดสารไวแสง (light-sensitizing agent) เข้าไปในร่างกายผู้ป่วย จากนั้นจึงส่งคลื่นแสงเข้าไปยังเนื้องอกโดยตรงผ่านกล้องส่อง การรักษาวิธีนี้มีผลแสดงในการวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมขนาดเล็กสองชิ้นว่าได้ผล แต่ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าการรักษาด้วยวิธีนี้จะมีบทบาทอย่างไรในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดี[74][75]

พยากรณ์โรค[แก้]

การรักษาด้วยการผ่าตัดเอาก้อนเนื้อออกยังคงเป็นวิธีการรักษาเพียงวิธีเดียวของมะเร็งท่อน้ำดีที่มีโอกาสหาย สำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัดเนื่องจากตรวจพบว่ามีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณไกลนั้นอัตรารอดชีวิตที่ 5 ปี (5-year survival rate) อยู่ที่ 0%,[76] และโดยทั่วไปอยู่ที่ 5%[77] ค่ามัธยฐานการรอดชีวิตโดยภาพรวม (overall median duration of survival) สำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัด ไม่ได้รับการรักษา สุขภาพอื่นๆ ปกติ และมีเนื้องอกอยู่ในตับผ่านทางท่อน้ำดีในตับและหลอดเลือดดำพอร์ทัลตับ (hepatic portal vein) อยู่ที่น้อยกว่า 6 เดือน[78]

สำหรับผู้ป่วยที่สามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัด โอกาสของการรักษาหายขาดได้นั้นแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับตำแหน่งของเนื้องอกและอยู่ที่ว่าสามารถผ่าเอาเนื้องอกนั้นออกได้ทั้งหมดหรือบางส่วน

มะเร็งท่อน้ำดีส่วนปลาย (distal cholangiocarcinoma) ซึ่งเจริญขึ้นจากท่อน้ำดีร่วมนั้นส่วนใหญ่สามารถรักษาได้ด้วยวิธีการผ่าตัดแบบ Whipple (Whipple procedure) โดยมีอัตราการรอดชีวิตระยะยาว (long-term survival rate) อยู่ที่ระหว่าง 15-25% รายงานชุดหนึ่งกล่าวว่าอัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปีของผู้ป่วยที่ไม่มีการแพร่กระจายของโรคไปยังต่อมน้ำเหลืองนั้นอยู่ที่ 54%[79]

มะเร็งท่อน้ำดีในตับ (intrahepatic cholangiocarcinoma) ซึ่งเจริญขึ้นมาจากท่อน้ำดีส่วนที่อยู่ในเนื้อตับนั้นส่วนใหญ่รักษาด้วยการตัดเอาเนื้อตับออกบางส่วน มีรายงานหลายชุดกล่าวว่าโอกาสการรอดชีวิตหลังรับการรักษาด้วยการผ่าตัดอยู่ที่ 22-66% โดยผลการรักษาอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับว่ามีการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังต่อมน้ำเหลืองหรือไม่และการผ่าตัดนั้นสามารถเอาเนื้อมะเร็งออกได้หมดหรือไม่[80]

มะเร็งท่อน้ำดีที่อยู่บริเวณขั้วตับ (perihilar cholangiocarcinoma) ซึ่งเจริญขึ้นมาจากบริเวณตำแหน่งที่ท่อน้ำดีออกมาจากตับนั้นมีโอกาสรักษาได้ด้วยการผ่าตัดน้อยกว่า ในกรณีที่สามารถผ่าตัดได้ส่วนใหญ่ก็ต้องผ่าตัดกินบริเวณกว้าง (aggressive) โดยมักต้องผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออก และอาจต้องผ่าตัดเอาบางส่วนของตับออกด้วย ผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีบริเวณขั้วตับที่สามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัดนั้นมีรายงานอัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปีอยู่ที่ระหว่าง 20-50%[81]

พยากรณ์โรคอาจแย่ลงไปอีกสำหรับผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีที่เป็นโรคท่อน้ำดีอักเสบแข็งปฐมภูมิอยู่ก่อน ซึ่งน่าจะมีเหตุผลมาจากการที่กว่าจะรู้ว่าเป็นโรคก็เป็นระยะที่โรคลุกลามไปมากแล้ว[14][82] หลักฐานบางชิ้นชี้ว่าผลการรักษาอาจดีกว่าหากได้รับการรักษาผ่าตัดแบบกินบริเวณกว้าง (aggressive) ร่วมกับ adjuvant therapy[83]

ระบาดวิทยา[แก้]

มะเร็งท่อน้ำดีเป็นมะเร็งชนิดต่อมของทางเดินน้ำดี[84]เช่นเดียวกันกับมะเร็งตับอ่อน (ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยกว่า 20 เท่า) [85] มะเร็งถุงน้ำดี (เกิดขึ้นบ่อยกว่า 2 เท่า) และมะเร็งของกระเปาะของวาเตอร์ (ampulla of Vater) วิธีการรักษาและงานวิจัยทางคลินิกที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งตับอ่อนซึ่งมีจำนวนมากกว่างานที่เกี่ยวกับมะเร็งท่อน้ำดีจึงมักถูกใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการดูแลผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดี แม้ชีววิทยาของทั้งสองโรคจะแตกต่างกันถึงขั้นที่ว่ามะเร็งตับอ่อนอาจรักษาได้ด้วยเคมีบำบัดจนโรคอยู่ในระยะสงบถาวร (permanent remission) แต่กับมะเร็งท่อน้ำดีนั้นถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีรายงานถึงการรอดชีวิตระยะยาวหลังรับการรักษาด้วยเคมีบำบัดหรือรังสีรักษาในผู้ป่วยที่ผ่าตัดได้

อัตราการตายปรับมาตรฐานตามช่วงอายุ (age-standardized mortality rate) ของมะเร็งท่อน้ำดีในตับและนอกตับแยกเพศชายหญิงในประเทศต่างๆ[86]'
ประเทศ ในตับ (ชาย/หญิง) นอกตับ (ชาย/หญิง)
สหรัฐอเมริกา 0.60 / 0.43 0.70 / 0.87
ญี่ปุ่น 0.23 / 0.10 5.87 / 5.20
ออสเตรเลีย 0.70 / 0.53 0.90 / 1.23
อังกฤษ/เวลส์ 0.83 / 0.63 0.43 / 0.60
สก็อตแลนด์ 1.17 / 1.00 0.60 / 0.73
ฝรั่งเศส 0.27 / 0.20 1.20 / 1.37
อิตาลี 0.13 / 0.13 2.10 / 2.60

มะเร็งท่อน้ำดีเป็นมะเร็งที่ถือว่าพบน้อย โดยมีผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยใหม่ในสหรัฐอเมริกาประมาณ 2,000 -3,000 ราย คิดเป็นอุบัติการณ์รายปีประมาณ 1-2 ราย ต่อ 100,000 ประชากร[1] รายงานชุดผลการชันสูตรศพระบุว่ามีอุบัติการณ์อยู่ที่ประมาณ 0.01-0.46%[87][88] ส่วนในเอเชียมีความชุกของมะเร็งท่อน้ำดีมากกว่าซึ่งน่าจะเป็นผลจากการมีการระบาดของโรคติดเชื้อพยาธิเรื้อรังมากกว่า อุบัติการณ์ของมะเร็งท่อน้ำดีเพิ่มตามอายุ ค่อนข้างจะพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง (อาจเป็นผลจากการที่โรคท่อน้ำดีอักเสบแข็งปฐมภูมิพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง) [41] ความชุกของมะเร็งท่อน้ำดีในผู้ป่วยที่โรคท่อน้ำดีอักเสบแข็งปฐมภูมิอาจสูงถึง 30% ตามรายงานการชันสูตรศพ[14]

งานวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่ากำลังมีการเพิ่มขึ้นของอุบัติการณ์ของมะเร็งท่อน้ำดีในตับในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา โดยพบการเพิ่มขึ้นนี้ในอเมริกาเหนือ ยุโรป เอเชีย และออสเตรเลีย[89] สาเหตุที่ทำให้มีการเพิ่มขึ้นของอุบัติการณ์นี้ยังไม่แน่ชัดโดยอาจเป็นจากการพัฒนาของกระบวนการการวินิจฉัยก็เป็นได้ แต่ในขณะเดียวกันความชุกของปัจจัยที่อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งท่อน้ำดีเช่นการติดเชื้อเอชไอวีนั้นก็มีการเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาที่ว่านี้เช่นกัน[21]

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีอุบัติการณ์ของมะเร็งท่อน้ำดีสูงที่สุดในโลก คืออยู่ที่ 84.6 ต่อ 100000 ประชากรชาย และ 36.8 ต่อ 100000 ประชากรหญิง [2] ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ข้อมูล ร.พ. ศรีนครินทร์ จังหวัดขอนแก่นรายงานว่าพบมะเร็งท่อน้ำดีในตับเป็นอันดับ 1 ของมะเร็งที่กำเนิดขึ้นในตับ มีอุบัติการณ์ 300 รายต่อปี[90]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 Landis S, Murray T, Bolden S, Wingo P (1998). "Cancer statistics, 1998". CA Cancer J Clin 48 (1): 6–29. doi:10.3322/canjclin.48.1.6. PMID 9449931. 
  2. 2.0 2.1 Vatanasapt, V; Sriamporn, S; Vatanasapt, P (2002). "Cancer control in Thailand". Japanese journal of clinical oncology. 32 Suppl: S82–91. PMID 11959881. 
  3. Patel T (2002). "Worldwide trends in mortality from biliary tract malignancies". BMC Cancer 2: 10. doi:10.1186/1471-2407-2-10. PMID 11991810. 
  4. Zervos E, Osborne D, Goldin S, Villadolid D, Thometz D, Durkin A, Carey L, Rosemurgy A (2005). "Stage does not predict survival after resection of hilar cholangiocarcinomas promoting an aggressive operative approach". Am J Surg 190 (5): 810–5. doi:10.1016/j.amjsurg.2005.07.025. PMID 16226963. 
  5. 5.0 5.1 5.2 5.3 Mark Feldman, Lawrence S. Friedman, Lawrence J. Brandt, ed. (July 21, 2006). Sleisenger and Fordtran's Gastrointestinal and Liver Disease (8th ed.). Saunders, an imprint of Elsevier. pp. 1493–1496. ISBN 978-1416002451. 
  6. Tsao J, Nimura Y, Kamiya J, Hayakawa N, Kondo S, Nagino M, Miyachi M, Kanai M, Uesaka K, Oda K, Rossi R, Braasch J, Dugan J (2000). "Management of hilar cholangiocarcinoma: comparison of an American and a Japanese experience". Ann Surg 232 (2): 166–74. doi:10.1097/00000658-200008000-00003. PMID 10903592. 
  7. Rajagopalan V, Daines W, Grossbard M, Kozuch P (2004). "Gallbladder and biliary tract carcinoma: A comprehensive update, Part 1". Oncology (Williston Park) 18 (7): 889–96. PMID 15255172. 
  8. Nagorney D, Donohue J, Farnell M, Schleck C, Ilstrup D (1993). "Outcomes after curative resections of cholangiocarcinoma". Arch Surg 128 (8): 871–7; discussion 877–9. PMID 8393652. 
  9. Bile duct cancer: cause and treatment
  10. ชมรมศัลยแพทย์มะเร็ง (ประเทศไทย), ชมรมศัลยแพทย์ตับ ตับอ่อน และทางเดินน้ำดี. แนวทางการรักษาและตรวจติดตามมะเร็งท่อน้ำดี. [1]
  11. 11.0 11.1 Nakeeb A, Pitt H, Sohn T, Coleman J, Abrams R, Piantadosi S, Hruban R, Lillemoe K, Yeo C, Cameron J (1996). "Cholangiocarcinoma. A spectrum of intrahepatic, perihilar, and distal tumors". Ann Surg 224 (4): 463–73; discussion 473–5. doi:10.1097/00000658-199610000-00005. PMID 8857851. 
  12. Chapman R. "Risk factors for biliary tract carcinogenesis". Ann Oncol. 10 Suppl 4: 308–11. PMID 10436847. 
  13. งานวิจัยทางระบาดวิทยาที่ศึกษาเรื่องอุบัติการณ์ของการเกิดมะเร็งท่อน้ำดีในผู้ป่วยท่อน้ำดีอักเสบแข็งปฐมภูมิเช่นตัวอย่างดังนี้
    • Bergquist A, Ekbom A, Olsson R, Kornfeldt D, Lööf L, Danielsson A, Hultcrantz R, Lindgren S, Prytz H, Sandberg-Gertzén H, Almer S, Granath F, Broomé U (2002). "Hepatic and extrahepatic malignancies in primary sclerosing cholangitis". J Hepatol 36 (3): 321–7. doi:10.1016/S0168-8278 (01) 00288-4 Check |doi= value (help). PMID 11867174. 
    • Bergquist A, Glaumann H, Persson B, Broomé U (1998). "Risk factors and clinical presentation of hepatobiliary carcinoma in patients with primary sclerosing cholangitis: a case-control study". Hepatology 27 (2): 311–6. doi:10.1002/hep.510270201. PMID 9462625. 
    • Burak K, Angulo P, Pasha T, Egan K, Petz J, Lindor K (2004). "Incidence and risk factors for cholangiocarcinoma in primary sclerosing cholangitis". Am J Gastroenterol 99 (3): 523–6. doi:10.1111/j.1572-0241.2004.04067.x. PMID 15056096. 
  14. 14.0 14.1 14.2 Rosen C, Nagorney D, Wiesner R, Coffey R, LaRusso N (1991). "Cholangiocarcinoma complicating primary sclerosing cholangitis". Ann Surg 213 (1): 21–5. doi:10.1097/00000658-199101000-00004. PMID 1845927. 
  15. Watanapa P (1996). "Cholangiocarcinoma in patients with opisthorchiasis". Br J Surg 83 (8): 1062–64. doi:10.1002/bjs.1800830809. PMID 8869303. 
  16. Watanapa P, Watanapa W (2002). "Liver fluke-associated cholangiocarcinoma". Br J Surg 89 (8): 962–70. doi:10.1046/j.1365-2168.2002.02143.x. PMID 12153620. 
  17. Shin H, Lee C, Park H, Seol S, Chung J, Choi H, Ahn Y, Shigemastu T (1996). "Hepatitis B and C virus, Clonorchis sinensis for the risk of liver cancer: a case-control study in Pusan, Korea". Int J Epidemiol 25 (5): 933–40. doi:10.1093/ije/25.5.933. PMID 8921477. 
  18. Kobayashi M, Ikeda K, Saitoh S, Suzuki F, Tsubota A, Suzuki Y, Arase Y, Murashima N, Chayama K, Kumada H (2000). "Incidence of primary cholangiocellular carcinoma of the liver in Japanese patients with hepatitis C virus-related cirrhosis". Cancer 88 (11): 2471–7. doi:10.1002/1097-0142 (20000601) 88:11<2471::AID-CNCR7>3.0.CO;2-T Check |doi= value (help). PMID 10861422. 
  19. Yamamoto S, Kubo S, Hai S, Uenishi T, Yamamoto T, Shuto T, Takemura S, Tanaka H, Yamazaki O, Hirohashi K, Tanaka T (2004). "Hepatitis C virus infection as a likely etiology of intrahepatic cholangiocarcinoma". Cancer Sci 95 (7): 592–5. doi:10.1111/j.1349-7006.2004.tb02492.x. PMID 15245596. 
  20. Lu H, Ye M, Thung S, Dash S, Gerber M (2000). "Detection of hepatitis C virus RNA sequences in cholangiocarcinomas in Chinese and American patients". Chin Med J (Engl) 113 (12): 1138–41. PMID 11776153. 
  21. 21.0 21.1 21.2 Shaib Y, El-Serag H, Davila J, Morgan R, McGlynn K (2005). "Risk factors of intrahepatic cholangiocarcinoma in the United States: a case-control study". Gastroenterology 128 (3): 620–6. doi:10.1053/j.gastro.2004.12.048. PMID 15765398. 
  22. Sorensen H, Friis S, Olsen J, Thulstrup A, Mellemkjaer L, Linet M, Trichopoulos D, Vilstrup H, Olsen J (1998). "Risk of liver and other types of cancer in patients with cirrhosis: a nationwide cohort study in Denmark". Hepatology 28 (4): 921–5. doi:10.1002/hep.510280404. PMID 9755226. 
  23. Lipsett P, Pitt H, Colombani P, Boitnott J, Cameron J (1994). "Choledochal cyst disease. A changing pattern of presentation". Ann Surg 220 (5): 644–52. doi:10.1097/00000658-199411000-00007. PMID 7979612. 
  24. Dayton M, Longmire W, Tompkins R (1983). "Caroli's Disease: a premalignant condition?". Am J Surg 145 (1): 41–8. doi:10.1016/0002-9610 (83) 90164-2 Check |doi= value (help). PMID 6295196. 
  25. Mecklin J, Järvinen H, Virolainen M (1992). "The association between cholangiocarcinoma and hereditary nonpolyposis colorectal carcinoma". Cancer 69 (5): 1112–4. PMID 1310886. 
  26. Lee S, Kim M, Lee S, Jang S, Song M, Kim K, Kim H, Seo D, Song D, Yu E, Lee S, Min Y (2004). "Clinicopathologic review of 58 patients with biliary papillomatosis". Cancer 100 (4): 783–93. doi:10.1002/cncr.20031. PMID 14770435. 
  27. Lee C, Wu C, Chen G (2002). "What is the impact of coexistence of hepatolithiasis on cholangiocarcinoma?". J Gastroenterol Hepatol 17 (9): 1015–20. doi:10.1046/j.1440-1746.2002.02779.x. PMID 12167124. 
  28. Su C, Shyr Y, Lui W, P'Eng F (1997). "Hepatolithiasis associated with cholangiocarcinoma". Br J Surg 84 (7): 969–73. doi:10.1002/bjs.1800840717. PMID 9240138. 
  29. Donato F, Gelatti U, Tagger A, Favret M, Ribero M, Callea F, Martelli C, Savio A, Trevisi P, Nardi G (2001). "Intrahepatic cholangiocarcinoma and hepatitis C and B virus infection, alcohol intake, and hepatolithiasis: a case-control study in Italy". Cancer Causes Control 12 (10): 959–64. doi:10.1023/A:1013747228572. PMID 11808716. 
  30. Haswell-Elkins, MR; Satarug, S; Elkins, DB (1992). "Opisthorchis viverrini infection in northeast Thailand and its relationship to cholangiocarcinoma". Journal of gastroenterology and hepatology 7 (5): 538–48. PMID 1327263. 
  31. Sahani D, Prasad S, Tannabe K, Hahn P, Mueller P, Saini S (2003). "Thorotrast-induced cholangiocarcinoma: case report". Abdom Imaging 28 (1): 72–4. doi:10.1007/s00261-001-0148-y. PMID 12483389. 
  32. Zhu A, Lauwers G, Tanabe K (2004). "Cholangiocarcinoma in association with Thorotrast exposure". J Hepatobiliary Pancreat Surg 11 (6): 430–3. doi:10.1007/s00534-004-0924-5. PMID 15619021. 
  33. KLATSKIN G (1965). "Adenocarcinoma Of The Hepatic Duct At Its Bifurcation Within The Porta Hepatis. An Unusual Tumor With Distinctive Clinical And Pathological Features". Am J Med 38: 241–56. doi:10.1016/0002-9343 (65) 90178-6 Check |doi= value (help). PMID 14256720. 
  34. Roskams T (2006). "Liver stem cells and their implication in hepatocellular and cholangiocarcinoma". Oncogene 25 (27): 3818–22. doi:10.1038/sj.onc.1209558. PMID 16799623. 
  35. Liu C, Wang J, Ou Q (2004). "Possible stem cell origin of human cholangiocarcinoma". World J Gastroenterol 10 (22): 3374–6. PMID 15484322. 
  36. Sell S, Dunsford H (1989). "Evidence for the stem cell origin of hepatocellular carcinoma and cholangiocarcinoma". Am J Pathol 134 (6): 1347–63. PMID 2474256. 
  37. 37.0 37.1 Sirica A (2005). "Cholangiocarcinoma: molecular targeting strategies for chemoprevention and therapy". Hepatology 41 (1): 5–15. doi:10.1002/hep.20537. PMID 15690474. 
  38. Holzinger F, Z'graggen K, Büchler M. "Mechanisms of biliary carcinogenesis: a pathogenetic multi-stage cascade towards cholangiocarcinoma". Ann Oncol. 10 Suppl 4: 122–6. PMID 10436802. 
  39. Gores G (2003). "Cholangiocarcinoma: current concepts and insights". Hepatology 37 (5): 961–9. doi:10.1053/jhep.2003.50200. PMID 12717374. 
  40. de Groen P, Gores G, LaRusso N, Gunderson L, Nagorney D (1999). "Biliary tract cancers". N Engl J Med 341 (18): 1368–78. doi:10.1056/NEJM199910283411807. PMID 10536130. 
  41. 41.0 41.1 Henson D, Albores-Saavedra J, Corle D (1992). "Carcinoma of the extrahepatic bile ducts. Histologic types, stage of disease, grade, and survival rates". Cancer 70 (6): 1498–501. doi:10.1002/1097-0142 (19920915) 70:6<1498::AID-CNCR2820700609>3.0.CO;2-C Check |doi= value (help). PMID 1516001. 
  42. งานวิจัยหาประสิทธิภาพของการใช่ตัวชี้วัดในเลือดเพื่อตรวจหามะเร็งท่อน้ำดี (เช่น CEA และ CA19-9) ในผู้ป่วยที่เป็นและไม่เป็นโรคท่อน้ำดีอักเสบแข็งปฐมภูมิเช่นตัวอย่างดังนี้
    • Nehls O, Gregor M, Klump B (2004). "Serum and bile markers for cholangiocarcinoma". Semin Liver Dis 24 (2): 139–54. doi:10.1055/s-2004-828891. PMID 15192787. 
    • Siqueira E, Schoen R, Silverman W, Martin J, Rabinovitz M, Weissfeld J, Abu-Elmaagd K, Madariaga J, Slivka A, Martini J (2002). "Detecting cholangiocarcinoma in patients with primary sclerosing cholangitis". Gastrointest Endosc 56 (1): 40–7. doi:10.1067/mge.2002.125105. PMID 12085033. 
    • Levy C, Lymp J, Angulo P, Gores G, Larusso N, Lindor K (2005). "The value of serum CA 19-9 in predicting cholangiocarcinomas in patients with primary sclerosing cholangitis". Dig Dis Sci 50 (9): 1734–40. doi:10.1007/s10620-005-2927-8. PMID 16133981. 
    • Patel A, Harnois D, Klee G, LaRusso N, Gores G (2000). "The utility of CA 19-9 in the diagnoses of cholangiocarcinoma in patients without primary sclerosing cholangitis". Am J Gastroenterol 95 (1): 204–7. doi:10.1111/j.1572-0241.2000.01685.x. PMID 10638584. 
  43. Saini S (1997). "Imaging of the hepatobiliary tract". N Engl J Med 336 (26): 1889–94. doi:10.1056/NEJM199706263362607. PMID 9197218. 
  44. Sharma M, Ahuja V. "Aetiological spectrum of obstructive jaundice and diagnostic ability of ultrasonography: a clinician's perspective". Trop Gastroenterol 20 (4): 167–9. PMID 10769604. 
  45. Bloom C, Langer B, Wilson S. "Role of US in the detection, characterization, and staging of cholangiocarcinoma". Radiographics 19 (5): 1199–218. PMID 10489176. 
  46. Valls C, Gumà A, Puig I, Sanchez A, Andía E, Serrano T, Figueras J (2000). "Intrahepatic peripheral cholangiocarcinoma: CT evaluation". Abdom Imaging 25 (5): 490–6. doi:10.1007/s002610000079. PMID 10931983. 
  47. Tillich M, Mischinger H, Preisegger K, Rabl H, Szolar D (1998). "Multiphasic helical CT in diagnosis and staging of hilar cholangiocarcinoma". AJR Am J Roentgenol 171 (3): 651–8. PMID 9725291. 
  48. Zhang Y, Uchida M, Abe T, Nishimura H, Hayabuchi N, Nakashima Y (1999). "Intrahepatic peripheral cholangiocarcinoma: comparison of dynamic CT and dynamic MRI". J Comput Assist Tomogr 23 (5): 670–7. doi:10.1097/00004728-199909000-00004. PMID 10524843. 
  49. Sugiyama M, Hagi H, Atomi Y, Saito M (1997). "Diagnosis of portal venous invasion by pancreatobiliary carcinoma: value of endoscopic ultrasonography". Abdom Imaging 22 (4): 434–8. doi:10.1007/s002619900227. PMID 9157867. 
  50. Schwartz L, Coakley F, Sun Y, Blumgart L, Fong Y, Panicek D (1998). "Neoplastic pancreaticobiliary duct obstruction: evaluation with breath-hold MR cholangiopancreatography". AJR Am J Roentgenol 170 (6): 1491–5. PMID 9609160. 
  51. Zidi S, Prat F, Le Guen O, Rondeau Y, Pelletier G (2000). "Performance characteristics of magnetic resonance cholangiography in the staging of malignant hilar strictures". Gut 46 (1): 103–6. doi:10.1136/gut.46.1.103. PMID 10601064. 
  52. Lee M, Park K, Shin Y, Yoon H, Sung K, Kim M, Lee S, Kang E (2003). "Preoperative evaluation of hilar cholangiocarcinoma with contrast-enhanced three-dimensional fast imaging with steady-state precession magnetic resonance angiography: comparison with intraarterial digital subtraction angiography". World J Surg 27 (3): 278–83. doi:10.1007/s00268-002-6701-1. PMID 12607051. 
  53. Yeh T, Jan Y, Tseng J, Chiu C, Chen T, Hwang T, Chen M (2000). "Malignant perihilar biliary obstruction: magnetic resonance cholangiopancreatographic findings". Am J Gastroenterol 95 (2): 432–40. doi:10.1111/j.1572-0241.2000.01763.x. PMID 10685746. 
  54. Freeman M, Sielaff T (2003). "A modern approach to malignant hilar biliary obstruction". Rev Gastroenterol Disord 3 (4): 187–201. PMID 14668691. 
  55. Szklaruk J, Tamm E, Charnsangavej C (2002). "Preoperative imaging of biliary tract cancers". Surg Oncol Clin N Am 11 (4): 865–76. doi:10.1016/S1055-3207 (02) 00032-7 Check |doi= value (help). PMID 12607576. 
  56. Weber S, DeMatteo R, Fong Y, Blumgart L, Jarnagin W (2002). "Staging laparoscopy in patients with extrahepatic biliary carcinoma. Analysis of 100 patients". Ann Surg 235 (3): 392–9. doi:10.1097/00000658-200203000-00011. PMID 11882761. 
  57. Callery M, Strasberg S, Doherty G, Soper N, Norton J (1997). "Staging laparoscopy with laparoscopic ultrasonography: optimizing resectability in hepatobiliary and pancreatic malignancy". J Am Coll Surg 185 (1): 33–9. PMID 9208958. 
  58. Länger F, von Wasielewski R, Kreipe HH (2006). "[The importance of immunohistochemistry for the diagnosis of cholangiocarcinomas]". Pathologe (ใน German) 27 (4): 244–50. doi:10.1007/s00292-006-0836-z. PMID 16758167. 
  59. Darwin PE, Kennedy A. Cholangiocarcinoma. eMedicine.com. URL: http://www.emedicine.com/med/topic343.htm. Accessed on: May 5, 2007.
  60. Su C, Tsay S, Wu C, Shyr Y, King K, Lee C, Lui W, Liu T, P'eng F (1996). "Factors influencing postoperative morbidity, mortality, and survival after resection for hilar cholangiocarcinoma". Ann Surg 223 (4): 384–94. doi:10.1097/00000658-199604000-00007. PMID 8633917. 
  61. Todoroki T, Ohara K, Kawamoto T, Koike N, Yoshida S, Kashiwagi H, Otsuka M, Fukao K (2000). "Benefits of adjuvant radiotherapy after radical resection of locally advanced main hepatic duct carcinoma". Int J Radiat Oncol Biol Phys 46 (3): 581–7. PMID 10701737. 
  62. Alden M, Mohiuddin M (1994). "The impact of radiation dose in combined external beam and intraluminal Ir-192 brachytherapy for bile duct cancer". Int J Radiat Oncol Biol Phys 28 (4): 945–51. PMID 8138448. 
  63. Gonz?lez Gonz?lez D, Gouma D, Rauws E, van Gulik T, Bosma A, Koedooder C. "Role of radiotherapy, in particular intraluminal brachytherapy, in the treatment of proximal bile duct carcinoma". Ann Oncol. 10 Suppl 4: 215–20. PMID 10436826. 
  64. Pitt H, Nakeeb A, Abrams R, Coleman J, Piantadosi S, Yeo C, Lillemore K, Cameron J (1995). "Perihilar cholangiocarcinoma. Postoperative radiotherapy does not improve survival". Ann Surg 221 (6): 788–97; discussion 797–8. doi:10.1097/00000658-199506000-00017. PMID 7794082. 
  65. 65.0 65.1 National Comprehensive Cancer Network (NCCN) guidelines on evaluation and treatment of hepatobiliary malignanciesPDF (216 KB). Accessed March 13, 2007.
  66. Vauthey J, Blumgart L (1994). "Recent advances in the management of cholangiocarcinomas". Semin. Liver Dis. 14 (2): 109–14. doi:10.1055/s-2007-1007302. PMID 8047893. 
  67. Glimelius B, Hoffman K, Sjödén P, Jacobsson G, Sellström H, Enander L, Linné T, Svensson C (1996). "Chemotherapy improves survival and quality of life in advanced pancreatic and biliary cancer". Ann Oncol 7 (6): 593–600. PMID 8879373. 
  68. Choi C, Choi I, Seo J, Kim B, Kim J, Kim C, Um S, Kim J, Kim Y (2000). "Effects of 5-fluorouracil and leucovorin in the treatment of pancreatic-biliary tract adenocarcinomas". Am J Clin Oncol 23 (4): 425–8. doi:10.1097/00000421-200008000-00023. PMID 10955877. 
  69. Park J, Oh S, Kim S, Kwon H, Kim J, Jin-Kim H, Kim Y (2005). "Single-agent gemcitabine in the treatment of advanced biliary tract cancers: a phase II study". Jpn J Clin Oncol 35 (2): 68–73. doi:10.1093/jjco/hyi021. PMID 15709089. 
  70. Giuliani F, Gebbia V, Maiello E, Borsellino N, Bajardi E, Colucci G. "Gemcitabine and cisplatin for inoperable and/or metastatic biliary tree carcinomas: a multicenter phase II study of the Gruppo Oncologico dell'Italia Meridionale (GOIM)". Ann Oncol. 17 Suppl 7: vii73–vii77. PMID 16760299. 
  71. Bhargava P, Jani C, Savarese D, O'Donnell J, Stuart K, Rocha Lima C (2003). "Gemcitabine and irinotecan in locally advanced or metastatic biliary cancer: preliminary report". Oncology (Williston Park) 17 (9 Suppl 8): 23–6. PMID 14569844. 
  72. Knox J, Hedley D, Oza A, Feld R, Siu L, Chen E, Nematollahi M, Pond G, Zhang J, Moore M (2005). "Combining gemcitabine and capecitabine in patients with advanced biliary cancer: a phase II trial". J Clin Oncol 23 (10): 2332–8. doi:10.1200/JCO.2005.51.008. PMID 15800324. 
  73. Philip P, Mahoney M, Allmer C, Thomas J, Pitot H, Kim G, Donehower R, Fitch T, Picus J, Erlichman C (2006). "Phase II study of erlotinib in patients with advanced biliary cancer". J Clin Oncol 24 (19): 3069–74. doi:10.1200/JCO.2005.05.3579. PMID 16809731. 
  74. Ortner M, Caca K, Berr F, Liebetruth J, Mansmann U, Huster D, Voderholzer W, Schachschal G, Mössner J, Lochs H (2003). "Successful photodynamic therapy for nonresectable cholangiocarcinoma: a randomized prospective study". Gastroenterology 125 (5): 1355–63. doi:10.1016/j.gastro.2003.07.015. PMID 14598251. 
  75. Zoepf T, Jakobs R, Arnold J, Apel D, Riemann J (2005). "Palliation of nonresectable bile duct cancer: improved survival after photodynamic therapy". Am J Gastroenterol 100 (11): 2426–30. doi:10.1111/j.1572-0241.2005.00318.x. PMID 16279895. 
  76. Yamamoto M, Takasaki K, Yoshikawa T (1999). ""Lymph Node Metastasis in Intrahepatic Cholangiocarcinoma". Japanese Journal of Clinical Oncology 29 (3): 147–150. doi:10.1093/jjco/29.3.147. PMID 10225697. 
  77. Farley D, Weaver A, Nagorney D (1995). ""Natural history" of unresected cholangiocarcinoma: patient outcome after noncurative intervention". Mayo Clin Proc 70 (5): 425–9. doi:10.4065/70.5.425. PMID 7537346. 
  78. Grove MK, Hermann RE, Vogt DP, Broughan TA (1991). ""Role of radiation after operative palliation in cancer of the proximal bile ducts"". Am J Surg 161: 454–458. doi:10.1016/0002-9610 (91) 91111-U Check |doi= value (help). 
  79. งานวิจัยเพื่อหาผลการรักษาด้วยการผ่าตัดของมะเร็งท่อน้ำดีส่วนปลายเช่นตัวอย่างดังนี้
    • Nakeeb A, Pitt H, Sohn T, Coleman J, Abrams R, Piantadosi S, Hruban R, Lillemoe K, Yeo C, Cameron J (1996). "Cholangiocarcinoma. A spectrum of intrahepatic, perihilar, and distal tumors". Ann Surg 224 (4): 463–73; discussion 473–5. doi:10.1097/00000658-199610000-00005. PMID 8857851. 
    • Nagorney D, Donohue J, Farnell M, Schleck C, Ilstrup D (1993). "Outcomes after curative resections of cholangiocarcinoma". Arch Surg 128 (8): 871–7; discussion 877–9. PMID 8393652. 
    • Jang J, Kim S, Park D, Ahn Y, Yoon Y, Choi M, Suh K, Lee K, Park Y (2005). "Actual long-term outcome of extrahepatic bile duct cancer after surgical resection". Ann Surg 241 (1): 77–84. PMID 15621994. 
    • Bortolasi L, Burgart L, Tsiotos G, Luque-De León E, Sarr M (2000). "Adenocarcinoma of the distal bile duct. A clinicopathologic outcome analysis after curative resection". Dig Surg 17 (1): 36–41. doi:10.1159/000018798. PMID 10720830. 
    • Fong Y, Blumgart L, Lin E, Fortner J, Brennan M (1996). "Outcome of treatment for distal bile duct cancer". Br J Surg 83 (12): 1712–5. doi:10.1002/bjs.1800831217. PMID 9038548. 
  80. งานวิจัยเพื่อหาผลการรักษามะเร็งท่อน้ำดีในตับเช่นตัวอย่างดังนี้
    • Nakeeb A, Pitt H, Sohn T, Coleman J, Abrams R, Piantadosi S, Hruban R, Lillemoe K, Yeo C, Cameron J (1996). "Cholangiocarcinoma. A spectrum of intrahepatic, perihilar, and distal tumors". Ann Surg 224 (4): 463–73; discussion 473–5. doi:10.1097/00000658-199610000-00005. PMID 8857851. 
    • Lieser M, Barry M, Rowland C, Ilstrup D, Nagorney D (1998). "Surgical management of intrahepatic cholangiocarcinoma: a 31-year experience". J Hepatobiliary Pancreat Surg 5 (1): 41–7. doi:10.1007/PL00009949. PMID 9683753. 
    • Valverde A, Bonhomme N, Farges O, Sauvanet A, Flejou J, Belghiti J (1999). "Resection of intrahepatic cholangiocarcinoma: a Western experience". J Hepatobiliary Pancreat Surg 6 (2): 122–7. doi:10.1007/s005340050094. PMID 10398898. 
    • Nakagohri T, Asano T, Kinoshita H, Kenmochi T, Urashima T, Miura F, Ochiai T (2003). "Aggressive surgical resection for hilar-invasive and peripheral intrahepatic cholangiocarcinoma". World J Surg 27 (3): 289–93. doi:10.1007/s00268-002-6696-7. PMID 12607053. 
    • Weber S, Jarnagin W, Klimstra D, DeMatteo R, Fong Y, Blumgart L (2001). "Intrahepatic cholangiocarcinoma: resectability, recurrence pattern, and outcomes". J Am Coll Surg 193 (4): 384–91. doi:10.1016/S1072-7515 (01) 01016-X Check |doi= value (help). PMID 11584966. 
  81. งานวิจัยเพื่อประมาณการรอดชีวิตหลังการผ่าตัดมะเร็งท่อน้ำดีบริเวณขั้วตับเช่นตัวอย่างดังนี้
    • Burke E, Jarnagin W, Hochwald S, Pisters P, Fong Y, Blumgart L (1998). "Hilar Cholangiocarcinoma: patterns of spread, the importance of hepatic resection for curative operation, and a presurgical clinical staging system". Ann Surg 228 (3): 385–94. doi:10.1097/00000658-199809000-00011. PMID 9742921. 
    • Tsao J, Nimura Y, Kamiya J, Hayakawa N, Kondo S, Nagino M, Miyachi M, Kanai M, Uesaka K, Oda K, Rossi R, Braasch J, Dugan J (2000). "Management of hilar cholangiocarcinoma: comparison of an American and a Japanese experience". Ann Surg 232 (2): 166–74. doi:10.1097/00000658-200008000-00003. PMID 10903592. 
    • Chamberlain R, Blumgart L (2000). "Hilar cholangiocarcinoma: a review and commentary". Ann Surg Oncol 7 (1): 55–66. doi:10.1007/s10434-000-0055-4. PMID 10674450. 
    • Washburn W, Lewis W, Jenkins R (1995). "Aggressive surgical resection for cholangiocarcinoma". Arch Surg 130 (3): 270–6. PMID 7534059. 
    • Nagino M, Nimura Y, Kamiya J, Kanai M, Uesaka K, Hayakawa N, Yamamoto H, Kondo S, Nishio H. "Segmental liver resections for hilar cholangiocarcinoma". Hepatogastroenterology 45 (19): 7–13. PMID 9496478. 
    • Rea D, Munoz-Juarez M, Farnell M, Donohue J, Que F, Crownhart B, Larson D, Nagorney D (2004). "Major hepatic resection for hilar cholangiocarcinoma: analysis of 46 patients". Arch Surg 139 (5): 514–23; discussion 523–5. doi:10.1001/archsurg.139.5.514. PMID 15136352. 
    • Launois B, Reding R, Lebeau G, Buard J (2000). "Surgery for hilar cholangiocarcinoma: French experience in a collective survey of 552 extrahepatic bile duct cancers". J Hepatobiliary Pancreat Surg 7 (2): 128–34. doi:10.1007/s005340050166. PMID 10982604. 
  82. Kaya M, de Groen P, Angulo P, Nagorney D, Gunderson L, Gores G, Haddock M, Lindor K (2001). "Treatment of cholangiocarcinoma complicating primary sclerosing cholangitis: the Mayo Clinic experience". Am J Gastroenterol 96 (4): 1164–9. doi:10.1111/j.1572-0241.2001.03696.x. PMID 11316165. 
  83. Nakeeb A, Tran K, Black M, Erickson B, Ritch P, Quebbeman E, Wilson S, Demeure M, Rilling W, Dua K, Pitt H (2002). "Improved survival in resected biliary malignancies". Surgery 132 (4): 555–63; discission 563–4. doi:10.1067/msy.2002.127555. PMID 12407338. 
  84. http://training.seer.cancer.gov/ss_module13_biliary_tract/unit01_sec01_intro.html Introduction
  85. http://seer.cancer.gov/csr/1975_2005/results_single/sect_01_table.01.pdf
  86. Khan S, Taylor-Robinson S, Toledano M, Beck A, Elliott P, Thomas H (2002). "Changing international trends in mortality rates for liver, biliary and pancreatic tumours". J Hepatol 37 (6): 806–13. doi:10.1016/S0168-8278 (02) 00297-0 Check |doi= value (help). PMID 12445422. 
  87. Vauthey J, Blumgart L (1994). "Recent advances in the management of cholangiocarcinomas". Semin Liver Dis 14 (2): 109–14. doi:10.1055/s-2007-1007302. PMID 8047893. 
  88. Cancer Statistics Home Page - National Cancer Institute
  89. งานวิจัยที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกันซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นของอุบัติการณ์ของมะเร็งท่อน้ำดีทั่วโลกเช่นตัวอย่างดังนี้
    • Patel T (2002). "Worldwide trends in mortality from biliary tract malignancies". BMC Cancer 2: 10. doi:10.1186/1471-2407-2-10. PMID 11991810. 
    • Patel T (2001). "Increasing incidence and mortality of primary intrahepatic cholangiocarcinoma in the United States". Hepatology 33 (6): 1353–7. doi:10.1053/jhep.2001.25087. PMID 11391522. 
    • Shaib Y, Davila J, McGlynn K, El-Serag H (2004). "Rising incidence of intrahepatic cholangiocarcinoma in the United States: a true increase?". J Hepatol 40 (3): 472–7. doi:10.1016/j.jhep.2003.11.030. PMID 15123362. 
    • West J, Wood H, Logan R, Quinn M, Aithal G (2006). "Trends in the incidence of primary liver and biliary tract cancers in England and Wales 1971–2001". Br J Cancer 94 (11): 1751–8. doi:10.1038/sj.bjc.6603127. PMID 16736026. 
    • Khan S, Taylor-Robinson S, Toledano M, Beck A, Elliott P, Thomas H (2002). "Changing international trends in mortality rates for liver, biliary and pancreatic tumours". J Hepatol 37 (6): 806–13. doi:10.1016/S0168-8278 (02) 00297-0 Check |doi= value (help). PMID 12445422. 
    • Welzel T, McGlynn K, Hsing A, O'Brien T, Pfeiffer R (2006). "Impact of classification of hilar cholangiocarcinomas (Klatskin tumors) on the incidence of intra- and extrahepatic cholangiocarcinoma in the United States". J Natl Cancer Inst 98 (12): 873–5. PMID 16788161. 
  90. Uttaravichien, T; Bhudhisawasdi, V; Pairojkul, C; Pugkhem, A (1999). "Intrahepatic cholangiocarcinoma in Thailand". Journal of hepato-biliary-pancreatic surgery 6 (2): 128–35. doi:10.1007/s005340050095. PMID 10398899. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]