ประเทศอิสราเอล

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

(เปลี่ยนทางมาจาก อิสราเอล)


ฮีบรู: מדינת ישראל
Medīnat Yisrā'el
เมดีนัต ยิสราเอล
อาหรับ: دولة إسرائيل
Dawlat Isrā'īl
เดาลัต อิสรออีล
รัฐอิสราเอล
ธงชาติอิสราเอล Coat of armsของอิสราเอล
ธงชาติ Coat of arms
คำขวัญไม่มี
เพลงชาติHatikvah ("ความหวัง")
ที่ตั้งของอิสราเอล
เมืองหลวง เยรูซาเลม (เป็นข้อโต้แย้ง)
31°47′N 35°13′E / 31.783°N 35.217°E / 31.783; 35.217
เมืองใหญ่สุด เยรูซาเลม
ภาษาราชการ ภาษาฮีบรูและภาษาอาหรับ
รัฐบาล ประชาธิปไตยระบบรัฐสภา
 -  ประธานาธิบดี เอฮุด โอลเมิร์ต
 -  นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนตานยาฮู
เอกราช จาก สหราชอาณาจักร 
 -  ประกาศ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2491
(ปฏิทินยิว: 05 อิยาร์ 5708) 
เนื้อที่
 -  ทั้งหมด 22,1451 กม.² (ลำดับที่ 151)
 -  พื้นน้ำ (%) ~2
ประชากร
 -  ธ.ค. 2549 ประมาณ 7,100,000 2 (อันดับที่ 99)
 -  2538 สำรวจ 5,548,523 
 -  ความหนาแน่น 324/กม.² (อันดับที่ 34)
GDP (PPP) 2548 ประมาณ
 -  รวม 163.45 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (อันดับที่ 53)
 -  ต่อประชากร 23,416 ดอลลาร์สหรัฐ (อันดับที่ 28)
HDI (2549) 0.927 (สูง) (อันดับที่ 23)
สกุลเงิน เชเกลอิสราเอลใหม่ (₪) (ILS)
เขตเวลา IST (UTC+2)
 -  ฤดูร้อน (DST)  (UTC+3)
รหัสอินเทอร์เน็ต .il
รหัสโทรศัพท์ +972
1รวมในที่สูงโกลัน
2รวมชาวอิสราเอลที่อาศัยในเขตเวสต์แบงก์

รัฐอิสราเอล (State of Israel) เป็นประเทศใน ทวีปยุโรป และ ตะวันออกกลาง ปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา และเป็น "รัฐยิว" ตามนโยบายแห่งชาติ ประชากรของอิสราเอลส่วนใหญ่เป็นชาวยิว โดยมีชนกลุ่มน้อยขนาดใหญ่ที่ไม่ใช่ชาวยิว ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบด้วยชาวอาหรับที่นับถือศาสนาอิสลามหรือศาสนาคริสต์

อิสราเอลมีพรมแดน (ตามเข็มนาฬิกา) ติดกับประเทศเลบานอน ซีเรีย จอร์แดน และอียิปต์ อิสราเอลมีชายฝั่งบนทะเลเมดิเตอร์เรเนียน อ่าวไอลัต/อะกาบา (อะกอบะหฺ) (Gulf of Eilat / Aqaba) และทะเลเดดซี

เนื้อหา

[แก้] ประวัติศาสตร์

กำเนิดของชาวฮิบรูเริ่มขึ้นเมื่อ 4,000 ปีก่อน โดยบรรพบุรุษของอับราฮัม (อิบรอฮิม) ได้พาครอบครัวของตนอพยพออกมาจากนครอูร์ (ur) ในดินแดนเมโสโปเตเมียของอาณาจักรสุเมเรีย ด้วยเกิดความขัดแย้งเรื่องความเชื่อกับกษัตริย์นิมรูค (numruk) ผู้ปกครองนครอูร์ ซึ่งอับราฮัมเชื่อว่าพระเจ้าทรงมีเพียงพระองค์เดียว ขัดกับชาวนครอูร์ที่นับถือพระเจ้าหลายองค์ และส่วนใหญ่นับถือบูชาเทพเจว็ด

เมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้น อับราฮัมจึงตัดสินใจเดินทางออกนอกนครอูร์ พร้อมด้วยผู้ที่ศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียวกันไปยังดินแดนซาม (saam) หรือดินแดนปาเลสไตน์ (paslestine) และได้ตั้งถิ่นฐานกันที่นั่น

อับราฮัมมีลูกด้วยกันสองคน คนแรกคือ อิสมาเอล (yismael) ที่เกิดกับหญิงทาสชื่อว่า นางฮาการ์ (hagar) คนที่สองคือ อิสอัค (ishak) เกิดกับซาราห์ (sarah) ภรรยาของท่าน ซึ่งอับราฮัมได้วิงวอนต่อพระเจ้าที่มีชื่อเรียกว่ายะโฮวา(Jehovah) ขอให้ทรงเพิ่มพูนลูกหลานของท่านให้มากมายดั่งเม็ดทรายในทะเล และดวงดาวในท้องฟ้า

และในกาลถัดมา ได้ปรากฏว่า เชื้อสายของอิสมาเอลที่อพยพไปทางใต้หรือแหลมอาระเบีย ได้กลายเป็นต้นตระกูลของชาวอาหรับทั้งหมด ส่วนเชื้อสายของอิสอัคนั้น เป็นต้นตระกูลของชาวอิสราเอล โดยอิสอัคมีลูกด้วยกันสองคนคือ เอซาว(esau) และยาโคบ (jacob)หรืออิสราเอล

ยาโคบมีลูกด้วยกันสิบสองคนคือ รูเบน ซามาอูล เลวี ยูดาห์ ซับลุน อิสสาคาร์ ดาน อาเชอร์ กาด นัฟตาลี โยเซฟ และเบนจามิน โดยเรียกบุตรสิบสองคนนี้ว่า อิสราเอลไลย์ (israeliah)

ต่อมาได้เกิดภัยแล้งขึ้น ยาโคบ หรืออิสราเอล และครอบครัว ต้องทำมาหากินด้วยความยากลำบาก โดยในขณะนั้นโยเซฟได้บอกว่าตัวเอง เป็นที่รักของพระเจ้าของชาวอิสราเอล ทุกคนในครอบครัวจะรอดได้เพราะตัวเขา อีกทั้งบิดายังรักเขามากกว่าพี่น้องคนใด ทำให้พี่น้องคนอื่นเกิดความอิจฉาริษยา จึงได้วางแผนกันกำจัด โดยการโยนลงบ่อกลางทะเลทราย และนำเศษเสื้อผ้าของเขาไปบอกแก่บิดาว่า โยเซฟได้เสียชีวิตไปเสียแล้ว ก่อให้เกิดความโศกเศร้าแก่ยาโคบ หรืออิสราเอลเป็นอย่างมาก

แต่โชคดีที่กองคาราวานจากปาเลสไตน์ที่จะไปยังอียิปต์มาตักน้ำ และได้ช่วยเหลือโยเซฟให้ขึ้นมาจากบ่อน้ำ แต่ด้วยหัวหน้าพ่อค้าเห็นว่าโยเซฟมีรูปโฉมงาม จึงได้นำเขาไปขายให้กับข้าหลวงชาวอียิปต์ และข้าหลวงผู้นั้นได้รับเขาไว้มาดูแลอย่างดี โดยไม่ได้ให้เขาอยู่ในฐานะทาสเหมือนคนอื่น

ครั้นโยเซฟเติบใหญ่ กลายเป็นชายหนุ่มรูปงาม ภรรยาของข้าหลวงได้หลงใหลในรูปโฉมของเขา และล่อลวงเขาด้วยความใคร่อยู่หลายต่อหลายครั้ง แต่โยเซฟไม่มีความคิดที่เนรคุณข้าหลวงที่เลี้ยงดูตัวเอง จึงไม่ได้สนใจการหว่านเสน่ห์ของภรรยาข้าหลวงแต่อย่างใด ทำให้นางเกิดความคับแค้น และวางแผนให้เขาได้รับโทษ ฐานที่ทำให้นางขายหน้า โดยการล่อหลอกให้เขาเข้ามาในห้องของนางตามลำพัง และตะโกนร้องเรียกทหารยามว่า โยเซฟได้เข้ามาปลุกปล้ำตน เขาจึงถูกข้าหลวงทำโทษ โดยการถูกส่งไปจองจำในคุก

ต่อมาได้เกิดภัยแล้งขึ้นในอียิปต์ ประจวบกับที่ฟาโรห์ทรงสุบินประหลาดจึงประกาศหาคนที่จะมาไขความฝันของพระองค์ให้ ซึ่งในขณะนั้นโยเซฟได้เคยกล่าวอ้างให้ผู้คนในคุกฟังว่า ตนเองสามารถทำนายฝันได้ เขาจึงถูกพาตัวมาเข้าเฝ้าฟาโรห์ และทำนายถึงพระสุบินของพระองค์

พระเจ้าทรงให้โยเซฟมีความเข้าใจ ถึงสิ่งที่ฟาโรห์ทรงพระสุบิน และมีสติปัญญาในการแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้น(ปฐก 41:14-32) ทำให้ฟาโรห์ทรงแต่งตั้งเขาให้เป็นผู้ดูแลทั่วราชอาณาจักร แต่งตั้งเป็นใหญ่มีอำนาจรองจากฟาโรห์ (ปฐก 41:40-44)และเขาได้นำพี่น้องทั้งหมดที่ต้องประสบกับภัยแล้งในคานาอันเข้ามาอยู่อาศัยในแผ่นดินอียิปต์

ครั้นพอสิ้นโยเซฟไป ฟาโรห์องค์ต่อมาได้เกิดความไม่ไว้ใจต่อชาวฮีบรู ด้วยเกรงว่าพวกเขาจะเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ จึงได้แยกฮีบรูให้ไปอยู่อีกอาณาเขตหนึ่งห่างจากพวกตน และลดฐานะให้เป็นทาส แล้วเกณฑ์แรงงานไปใช้ในการก่อสร้างพีระมิด อีกทั้งปริมาณประชากรของชาวฮีบรูได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ฟาโรห์ต้องมีคำสั่งให้ประหารชีวิตเด็กเกิดใหม่เป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่ามีทารกเพศชายคนหนึ่งรอดตายจากคำสั่งประหารนั้นมาได้ เพราะมารดาได้นำเด็กใส่ตระกร้าลอยน้ำ เจ้าหญิงอียิปต์องค์หนึ่งทรงพบเข้า และนำเขาไปอุปการะ ประทานชื่อว่า "โมเสส" (Moses) พระนางตรัสว่า"เพราะเราได้ฉุดเขาขึ้นมาจากน้ำ" (อพย 2:10)

โมเสสเติบโตขึ้น เป็นผู้มีสติปัญญาดี และได้รับการศึกษาสูงเยี่ยงเจ้าชายองค์หนึ่ง เขามีจิตเมตตา และสงสารทาสชาวฮีบรูที่ถูกเกณฑ์แรงงานมาสร้างพีระมิดให้ฟาโรห์ และถูกผู้คุมทำทารุณกรรมต่างๆ จนพลั้งเผลอสังหารผู้คุมคนหนึ่ง เพื่อต้องการช่วยเหลือทาสที่กำลังถูกทารุณ

กาลนั้นเขาได้ละทิ้งตำแหน่งและฐานันดรของตัวเอง มาอยู่กับพวกทาสชาวฮีบรู และพาพวกเขาหลบหนีจากอียิปต์ไปสู่ประเทศปาเลสไตน์ ดินแดนแห่งนี้พวกฮิบรูถือว่าเป็นดินแดนแห่งพันธสัญญาของพระเจ้า ที่ทรงประทานให้แก่พวกเขา

ดินแดนที่เรียกว่า "ปาเลสไตน์" (Palestine) ที่ชาวฮิบรูได้อพยพเข้าไปอาศัยอยู่เมื่อครั้งนั้น มีเนื้อที่ประมาณ 25,000 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่บนชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทิศเหนือจรดประเทศซีเรีย ทิศใต้จรดประเทศอียิปต์ ทิศตะวันออกจรดแม่น้ำจอร์แดน ทิศตะวันตกจรดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

โมเสสได้รับการยกย่องนับถือจากประชาชนชาวฮีบรูที่หลบหนีมาจากอียิปต์ ตลอดจนพวกอิสราเอลไลท์ที่อาศัยอยู่ในปาเลสไตน์ก่อนหน้านี้ และได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้า โมเสสครั้นเมื่อเยาว์วัยท่านอยู่ในอุปการะของฟาโรห์แต่เมื่อได้อายุมากขึ้นท่านได้รู้จักตัวเองว่าตัวเองเป็นชาวฮิบรูแต่ไม่ค่อยถนัดมากนักที่จะพูดภาษาฮีบรูเพราะท่านใช้ภาษาคอปติกในการสนทนาในชีวิตประจำวันในวังของฟาโรห์มาตั้งแต่แบเบาะหลังจากที่พ่อแม่โมเสสใส่ตะกร้าต้นกกลอยนำไนล์เพื่อให้พ้นจากการฆ่าของชาวอียิปต์เมื่อปุโรหิตฟาโรห์ทำนายว่าลูกที่เกิดใหม่ที่เป็นเด็กชายของชาวฮีบรูจะทำลายอำนาจของฟาโรห์แต่ตะกร้าได้ลอยไปถึงวังของฟาโรห์ทำให้ภรรยาของฟาโรห์ตกใจที่เปิดมาเป็นเด็กชายและเกิดสงสารจึงขอเลี้ยงไว้โดยหารู้ไม่ว่าเป็นชาวฮิบรูคนี้เองที่จะทำให้บัลลงค์ฟาโรห์ต้องสั่นสะท้าน พอโมเสสเริ่มรู้ว่าตัวเองเป็นชาวฮิบรูจึงรู้สึกสงสารพรรคพวกญาติพี่น้องตระกูลเดียวกันที่อยู่ในฐานะทาสรับใช้ชาวอียิปต์และถูกเฆี่ยนตีเป็นประจำครั้งหนึ่งโมเสสได้ตบชายชาวอียิปต์ถึงตายในขณะที่ชายคนดั่งกล่าวกำลังทำร้ายชาวฮีบรูทำให้เขาต้องหนี้ออกไปหลี้ภัยอยู่กับชาวมัดยันหรือมีเดียนึ่งเป็นสายตระกูลหนึ่งของอิสมาแอลที่มีโจชัวเป็นหัวหน้าเผ่าและได้แต่งงานกับลูกสาวโจชัวไปและเมื่อท่านได้รับรู้ว่าท่านเป็นศาสดาท่านได้รับคำสั่งให้ประกาศแก่ฟาโรห์และนำชาวฮีบรูออกจากอียิปต์ไปยังคานาอันและท่านนำชาวฮิบรูและชาวมัดยันออกไปพร้อมกันทำให้ชาวฮีบรูและมัดยันอยู่ร่วมกันจนแยกแยะไม่ออกว่าไหนฮีบรูไหนมัดยันแต่ท่านถูกทดสอบจากพระเจ้าในแหลมไซนายเป็นเวลา40ปีและได้รับคัมภีร์ที่นั่นเมื่อครั้นไปพบพระเจ้าสาเหตุที่ท่านโมเสสต้องใช้อารอนพี่ชายของท่านเป็นล่ามภาษาเพราะ1ท่านไม่สามารถพูดภาษาฮิบรูได้ และมีบ้างผู้รู้กล่าวว่าเนื่องจากท่านพูดไม่ชัดเพราะลิ้นโดนถ่านไฟเมื่อครั้งยังเด้กที่ฟาโรห์จะทดสอบความฉลาดว่าเด็กคนนี้จะใช้เด็กที่จะทำให้บัลลังค์ฟาโรห์ต้องสันคลองหรือไม่โดยเอานมและถ่านไฟมาล่อไว้ปรากฏว่าท่านโมเสสเลือกจะหยิบนมแต่ทูตสวรรค์ได้ปัดมือท่านทำให้ไปจับถ่านไฟและไส่ปากจนลิ้นพิการพูดไม่ชัด

ณ ดินแดนแห่งนี้ โมเสส ได้วางรากฐานที่สำคัญให้แก่สังคมฮิบรู คือ

1) ด้านกฎหมาย จัดทำกฎหมายและกำหนดระเบียบการปกครองพวกอิสราเอลไลท์ขึ้น กฎหมายและระเบียบการปกครองดังกล่าว มีสารที่สำคัญคือ ให้ถือว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ปกครองสูงสุดของชาวอิสราเอลไลท์ พระเจ้าทรงมอบหน้าที่ให้ผู้แทนของพระองค์ (ซึ่งได้มาโดยการเลือกตั้ง) เรียกว่า "ยัดซ์" (Judge) แปลว่า "ผู้วินิจฉัย" ทำหน้าที่เป็นตุลาการพิพากษาคดี แผ่นดินทั้งหมดเป็นสมบัติของพระเจ้า ห้ามซื้อขาย ผู้ใดฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับข้อห้ามทางศาสนาจะต้องได้รับโทษอย่างหนัก ผู้กระทำผิดทางอาญาเช่นไร จะต้องได้รับโทษตอบแทนในทำนองเดียวกัน (ตาต่อตาฟันต่อฟัน)

2) ด้านศาสนา กำหนดให้มีพระเจ้าสูงสุดเพียงองค์เดียวคือ "ยาเวห์" หรือ "ยะโฮวา" (Yaveh,Yahoveh) พระเจ้าทรงประทานกฎแห่งความประพฤติ (ศีล) แก่ประชาชน 10 ประการ เรียกว่า "บัญญัติ 10 ประการ" (Ten Commanments)

พวกฮีบรูมีความสามัคคีและมีกำลังเข้มเข็งขึ้น จึงได้ทำการรวบรวมดินแดนโดยรอบ อันได้แก่ ดินแดนของพวกคานัน และพวกอาราเอลไลท์ แต่ก็ถูกรุกรานจากพวกพวกฟิลิเตีย (Philistine) ซึ่งอพยพจากเกาะครีต (Crete) และเข้ามาตั้งภูมิลำเนาอยู่แถบชายทะเล ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของปาเลสไตน์ และพวกอามอไรท์กับฮิตไตท์จากทางเหนือ ทำให้เกิดความจำเป็นที่จะต้องมีกษัตริย์ปกครอง

พวกอิสราเอลไลท์ได้พร้อมใจกันเลือกหัวหน้ากลุ่มที่เข้มแข็งขึ้นมาผู้หนึ่งชื่อ "ซาอูล" (Saul) ขึ้นเป็นกษัตริย์องค์แรก เมื่อประมาณ 1050 ปี ก่อนคริสตกาล

ในกาลต่อมา กษัตริย์ซาอูลสิ้นพระชนม์จากการรบกับชนฟิลิสเตีย และหลังจากพระเจ้าซอลสิ้นพระชนม์แล้ว พวกอิสราเอลไลท์ได้เลือกอดีตข้าราชสำนักของพระเจ้าซาอูลผู้มีความสามารถในการสงครามไม่แพ้กันขึ้นเป็นกษัตริย์ ทรงมีพระนามว่ากษัตริย์ดาวิด (David)

พระเจ้าดาวิดทรงครองราชย์ อยู่ระหว่าง 1705-993 ปี ก่อนคริสตกาล สมัยของพระองค์นับได้ว่า เป็นสมัยแห่งความรุ่งโรจน์ของพวกอิสราเอลไลท์ ทรงตีได้นครเยรูซาเล็มของพวกเคนันไนท์ และสถาปนาอาณาจักรยูดาห์ (Judah) ขึ้น ณ บริเวณเนินสูงยูเดีย และสมัยนี้เองที่พวกฮิบรูหรืออิสราเอลไลท์ ได้เรียกตัวเองว่า "ยูดาย" หรือ "ยิว" (Jew)

ครั้นสิ้นรัชสมัยกษัตริย์ดาวิด กษัตริย์โซโลมอน โอรสกษัตริย์ดาวิดทรงทำให้เยรูซาเลมมั่งคั่งและรุ่งโรจน์ถึงขีดสุด ทรงสร้างวัดและโบสถ์วิหารงดงามขึ้นในอาณาจักรยูดาห์ ทรงทำนุบำรุงศาสนาประจำชาติของยิวให้เจริญก้าวหน้าขึ้นเป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ปลายรัชกาลกษัตริย์โซโลมอนทรงปล่อยให้ลัทธิศาสนาฟินิเชียนและอียิปต์ ซึ่งบูชารูปเคารพและนับถือเทพเจ้าหลายองค์เข้ามา ทำให้ประชาชนทางเหนือพากันรับนับถือเทพเจ้าของลัทธิศาสนาอื่นมากขึ้น

พระเจ้าโซโลมอนสิ้นพระชนม์ เมื่อ ปี 930 ก่อนคริสต์ศักราช ทำให้อานาจักรของโซโลมอนแตกออกป็นสองส่วนคือ อาณาจักรอิสราเอล (the kingdom of israel) โดยมีกรุงสะมาเรียเป็นเมืองหลวง และอาณาจักรยูดาห์ (the kingdom of judah) โดยมีเยรูซาเล็มเป็นศูนย์กลาง

350 ปีต่อมา อาณาจักรทั้งสองต้องล่มสลายไป โดยอาณาจักรที่ล่มสลายไปแห่งแรกคือ อาณาจักรอิสราเอล ถูกยึดครองโดยพวกอัสซีเรีย (assyrian) ในปี 721 ก่อนคริสต์ศักราช ซึ่งนำโดยกษัตริย์ซาร์กอนที่ 2 และกวาดต้อนชาวยิวไปยังอัสซีเรีย แต่กษัตริย์ซาร์กอน ไม่ได้บุกยึดอาณาจักรยูดาห์ เพราะอาณาจักรยูดาห์ได้ทำการจ่ายภาษี และส่งเครื่องบรรณาการมาแทน

ต่อมา ปี 587 ก่อนคริสต์ศักราช อาณาจักรยูดาห์ต้องล่มสลายตามไป โดยเนบูคัดเนสซาร์แห่งอาณาจักรแคลเดียมีชัยต่ออัสซีเรีย จึงตัดสินใจบุกอาณาจักยูดาห์ต่อ เขาได้ทำลายวิหารยะโฮวาห์ และกวาดต้อนชาวอาณาจักรยูดาห์ไปยังบาบิโลน และให้อิสระแก่ยิวในการประกอบกิจทางศาสนา และจัดให้อยู่เป็นนิคมยิว (the jewish dispora) จึงทำให้ยิวสามารถรักษาสภาพเป็นยิวและภาษาของตัวเองได้

ต่อมาปี 538 ก่อนคริสต์ศักราช กษัตริย์ไซรัส (king cyrus) แห่งเปอร์เซียมีชัยต่ออัลคาเดียน จึงได้ปลดปล่อยชาวยิว 50,000คน กลับเยรูซาเล็ม ทำให้ยิวมีอาณาจักรของตัวเองอีกครั้ง แต่ก็เป็นเพียงแค่ระยะเวลาสั้นๆ ด้วยในปี 332 ก่อนคริสต์ศักราช ชาวยิวได้ตกไปอยู่ภายใต้การปกครองของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช (Alexander the Great) ที่มีชัยต่อเปอร์เซียในการเข้าบุกยึดดินแดน

จนกระทั่งปี 129 ก่อนคริสต์ศักราช ชาวยิวได้มีอิสระกลับคืนมาอีกครั้ง แต่ในปี 63 คริสต์ศักราช ชาวยิวก็กลับเข้าไปอยู่ภายใต้การปกครองของโรมันแทนกรีก ทำให้ชาวยิวลำบากมากขึ้น เพราะกรีกได้นำเอารูปปั้นเทพเจ้าต่างๆ มาวางไว้ในวิหารยะโฮวาห์ สร้างความไม่พอใจแก่ชาวยิวที่นับถือพระเจ้าเพียงพระองค์เดียว ทำให้ชาวยิวถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏ และถูกปราบปรามด้วยการประหารมากมาย

ต่อมา ปี ค.ศ 313-636 ชาวยิวตกอยู่ภายใต้การปกครองของพวกไบแซนไทน์ (byzantine) ที่นับถือคริสต์ ไบแซนไทน์ได้สร้างโบถส์คริสต์หลายแห่งแถวโบถส์ยิวและกาลิลี จนกระทั่งได้จำกัดชาวยิวให้เข้าไปในเยรูซาเล็มได้บางวันเท่านั้น ทำให้ยิวคิดก่อการกบฏ โดยยิวได้พยายามติดต่อพวกเปอร์และเป็นสายลับให้แก่เปอร์ จนกระทั่งเปอร์มีชัยเหนือไบแซนไทน์ในปี ค.ศ. 614 แต่เป็นเพียงแค่ 3 ปีเท่านั้นที่ยิวมีอิสระ

หลังจากนั้นยิวตกอยู่ภายใต้ไบแซนไทน์อีกครั้ง จึงทำให้ยิวถูกเนรเทศเกือบทั้งหมดและบางส่วนถูกฆ่า ยิวได้อพยพไปยังแอฟริกา ยุโรป เปอร์เซีย และแหลมอาระเบีย ต่อมาปี ค.ศ 632 ยิวตกอยู่ภายใต้อาณาจักอิสลาม ที่ได้ให้อิสระแก่ยิวในการนับถือศาสนาในฐานะพลเมือง ยิวบางส่วนได้เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลามแทน แต่ก็มีจำนวนมากที่ยังคงเป็นยิว และอยู่ร่วมกับมุสลิมได้อย่างสงบสุข

[แก้] การเมือง

- อิสราเอลปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุขซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยสมาชิกสภา Knesset มีวาระครั้งละ 7 ปี ประธานาธิบดีคนปัจจุบันได้แก่นาย Shimon Peres ซึ่งได้รับการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2550 คณะรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งมีวาระครั้งละ 4 ปี รัฐบาลชุดปัจจุบันมาจากการเลือกตั้งครั้งล่าสุด เมื่อ 28 มีนาคม 2549 นำโดยนายกรัฐมนตรี Ehud Olmert จากพรรค Kadima ประกอบด้วยรัฐมนตรีจากพรรคร่วมรัฐบาล จำนวน 5 พรรค คือ

1) Kadima 9 ตำแหน่ง

2) Labour 6 ตำแหน่ง

3) Shas 4 ตำแหน่ง

4) Gil 2 ตำแหน่ง

5) Yisrael Beiteinu ซึ่งเป็นพรรคนิยมขวา 2 ตำแหน่ง (ตั้งแต่ตุลาคม 2549 )

และไม่สังกัดพรรค 1 ตำแหน่ง รวมทั้งสิ้น 25 คน

- สมาชิกสภา Knesset ซึ่งทำหน้าที่สภาผู้แทนราษฎรและสถาบันทางนิติบัญญัติ ประกอบด้วยสมาชิก 120 คน มีวาระครั้งละ 4 ปี ประกอบด้วยผู้แทนจากพรรคสำคัญ ๆ ดังนี้

1) Kadima ซึ่งเป็นพรรคสายกลาง 29 ที่นั่ง

2) Labour ซึ่งเป็นพรรคนิยมซ้าย 19 ที่นั่ง

3) Shas ซึ่งเป็นพรรคอนุรักษ์นิยม (Ultra-orthodox) 12 ที่นั่ง

4) Likud ซึ่งเป็นพรรคนิยมขวาสายกลาง 12 ที่นั่ง

5) Yisrael Beiteinu ซึ่งเป็นพรรคนิยมขวา 11 ที่นั่ง

6) Yisrael Beiteinu ซึ่งเป็นพรรคนิยมขวา 11 ที่นั่ง

7) National Union ซึ่งเป็นพรรคนิยมขวา 9 ที่นั่ง

8) Gil ซึ่งเป็นพรรคของผู้เกษียณอายุ 7 ที่นั่ง

- รัฐบาลอิสราเอลให้ความสำคัญสูงสุดต่อนโยบายความมั่นคงภายในประเทศ และการป้องกันภัยคุกคามต่อชีวิตและทรัพย์สินเฉพาะของชาวอิสราเอล ความล้มเหลวของการเจรจาสันติภาพก่อให้เกิดการลุกฮือด้วยกำลังของชาวปาเลสไตน์ (Intifada) ในปี 2543 ได้นำไปสู่วงจรความขัดแย้งที่รุนแรงระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ นอกจากนี้ การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ของอิสราเอลเมื่อเดือนพฤษภาคม 2549 และการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ของปาเลสไตน์ โดยกลุ่มฮามาสเมื่อเดือนมีนาคม 2549 ซึ่งประกาศไม่ยอมรับการมีอยู่ของรัฐอิสราเอล ส่งผลให้ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์เพิ่มความตึงเครียดขึ้น

- อนึ่ง เมื่อเดือนมิถุนายน 2550 กลุ่มฮามาสสามารถยึดครองฐานที่ตั้งของฝ่ายฟาตาห์ทั้งหมดในกาซาโดยการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ส่งผลให้ประธานาธิบดี Mahmoud Abbas ตะวันตก และอิสราเอล ยอมไม่ได้จึงประกาศกฎอัยการศึก และประกาศถอดถอนนายกรัฐมนตรี Ismail Haniyaa ผู้นำฝ่ายฮามาส และถอดถอนรัฐมนตรีฝ่ายฮามาสทั้งหมด โดยแต่งตั้งนาย Salam Fayyad อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังปาเลสไตน์ เป็นนายกรัฐมนตรีแทน และแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีปาเลสไตน์ชุดใหม่ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มฟาตาห์ทั้งหมด โดยมีฐานที่ตั้งในเขตเวสต์แบงค์ เรียกได้ว่าอิสราเอลได้ล้มล้างระบอบประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นชาวปาเลสไตน์ลงทั้งหมด

- อิสราเอล สหรัฐอเมริกา EU รัสเซีย (กลุ่ม Quartet) OIC และ อียิปต์ ได้ผลักดันแต่งตั้งรัฐบาลปาเลสไตน์ภายใต้กลุ่มฟาตาห์ โดยอิสราเอลได้เริ่มเจรจาสันติอีกครั้งกับประธานาธิบดี Abbas และได้โอนเงินภาษีปาเลสไตน์ที่อิสราเอลยึดไว้คืนให้ 118 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากทั้งหมด 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และปล่อยตัวนักโทษปาเลสไตน์ (ฝ่ายฟาตาห์) 255 คน จากทั้งหมด 11,000 คน รวมทั้ง อภัยโทษให้ผู้ต้องหาปาเลสไตน์หัวรุนแรง ซึ่งประธานาธิบดี Abbas ได้สั่งการให้กลุ่มติดอาวุธฟาตาห์เกือบทั้งหมด 300 คน วางอาวุธ เพื่อเป็นการตอบแทน

- อย่างไรก็ตาม อิสราเอลยังคงมีความระมัดระวังในการเจรจากับกลุ่มฟาตาห์ โดยอิสราเอลยังคงเรียกร้องให้กลุ่มฟาตาห์เจรจาให้กลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์อื่นๆ ยอมรับเงื่อนไข 3 ประการของกลุ่ม Quartet ได้แก่

(1) การยุติความรุนแรง

(2) การยอมรับการมีอยู่ของรัฐอิสราเอลและรัฐปาเลสไตน์ และยอมรับรัฐบาลที่มาจากการแต่งตั้ง (ฟาตาห์)

(3) การยอมปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อตกลงสันติภาพต่างๆ กับอิสราเอลในอดีต

- อิสราเอลยังคงไม่ส่งมอบพื้นที่ยึดครองในเวสต์แบงค์ หรือรื้อถอนจุดตรวจค้นระหว่างอิสราเอล-เวสต์แบงค์ หรือการยุติการก่อสร้างที่อยู่อาศัยชาวอิสราเอลในพื้นที่ปาเลสไตน์ ที่กระทำมาโดยตลอด 60 ปี ตามที่รัฐบาลปาเลสไตน์และสมาชิกสหประชาชาติส่วนใหญ่ต้องการ

- ทั้งนี้ โดยที่การจัดตั้งรัฐบาลของอิสราเอลที่ผ่านมาล้วนเป็นแบบรัฐบาลผสม ทำให้การดำเนินนโยบายของรัฐบาลอิสราเอลมีความอ่อนไหวสูงต่อข้อเรียกร้องของพรรคร่วมรัฐบาลและกลุ่มกดดันทางการเมืองภายในประเทศ

[แก้] การแบ่งเขตการปกครอง

ประเทศอิสราเอลแบ่งเป็น 6 เขต (เมโฮซอต [mehozot]; เอกพจน์ เมฮอซ [mehoz]) และ 13 เขตย่อย (นาฟอต [nafot]; เอกพจน์ นาฟา [nafa])

เมืองเอก: เยรูซาเลม

เมืองเอก: นาซาเรท (Nazareth)

    • เซฟัต (Zefat)
    • คินเนเรต (Kinneret)
    • ยิซเรเอล (Yizre'el)
    • อัคโค (Akko)
    • โกลัน (Golan)
  • เขตไฮฟา (Haifa District หรือ Mehoz Hefa เมฮอซเฮฟา)

เมืองเอก: ไฮฟา

    • ไฮฟา (Haifa)
    • ฮาเดรา (Hadera)
  • เขตกลาง (Center District หรือ Mehoz HaMerkaz เมฮอซฮาเมอร์คาซ)

เมืองเอก: รามลา

    • ชารอน (Sharon)
    • เปตาห์ติกวา (Petah Tiqwa)
    • รามลา (Ramla)
    • เรโฮวอต (Rehovot)
  • เขตเทลอาวีฟ (Tel Aviv District หรือ Mehoz Tel-Aviv เมฮอซเทล-อาวีฟ)

เมืองเอก: เทลอาวีฟ

  • เขตใต้ (Southern District หรือ Mehoz HaDarom เมฮอซฮาดารอม)

เมืองเอก: เบเออร์เชวา

    • อัชเกลอน (Ashqelon)
    • เบเออร์เชวา (Be'er Sheva)

[แก้] ภูมิศาสตร์

แบบเมดิเตอร์เรเนียน ร้อนแห้งในฤดูร้อน เย็นปานกลาง และมีฝนตกเล็กน้อยในฤดูหนาว อุณหภูมิเฉลี่ย ระหว่าง 8 - 36 องศา ฝนตกประมาณปีละ 64 วัน ปริมาณ 539 มิลลิเมตร

[แก้] เศรษฐกิจ

ระบบเศรษฐกิจอิสราเอลมีลักษณะผสมผสานระหว่างการที่รัฐเข้าไปมีบทบาทควบคุมกิจการที่มีกำลังการผลิตและการจ้างงานสูง ขณะที่ภาคเอกชนก็สามารถมีกิจการได้โดยเสรี โดยทั่วไปแล้ว เศรษฐกิจของอิสราเอลจะอยู่ใต้อิทธิพลของความจำเป็นด้านความมั่นคง

ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ ต้นไม้ ธาตุทองแดง โปแตช ก๊าซธรรมชาติ หินฟอสเฟต โบรมีน

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 1.9 (ปี 2549)

อัตราผู้ว่างงาน ร้อยละ 8.5 (ปี 2549)

สินค้าส่งออกที่สำคัญ เครื่องจักรและอุปกรณ์ software เพชรเจียระไน ผลิตภัณฑ์เกษตร เสื้อผ้า

สินค้านำเข้าที่สำคัญ วัตถุดิบ อาวุธยุทโธปกรณ์ เชื้อเพลิง เพชร เมล็ดข้าว สินค้าอุปโภคบริโภค

ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เยอรมนี เบลเยี่ยม สวิตเซอร์แลนด์ จีน ฮ่องกง - ตลาดส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา เบลเยี่ยม ฮ่องกง สหราชอาณาจักร - ตลาดนำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา เบลเยี่ยม เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร

[แก้] ประชากร

มีจำนวนประมาณ 6 ล้านคน ร้อยละ 90 อาศัยอยู่ในเขตเมืองที่ทันสมัย แต่ก็มีบางส่วนที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองเก่า ส่วนประชากรอีกร้อยละ 6 อยู่ในชนบทโดยเป็นสมาชิกสหกรณ์ 2 ลักษณะคือ คิบบุตซ์ และโมชาฟ ชาวอิสราเอลมีหลายชาติพันธ์ ทั้งชาวยิว และชนอาหรับพื้นเมือง รวมทั้งชาวยิวที่อพยพมาจากยุโรป แอฟริกา เอเชีย และประเทศตะวันออกกลางอื่น ๆ ประชากรส่วนใหญ่ อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ ๆ อาทิ เทลอาวีฟ เยรูซาเล็ม และไฮฟา ที่เหลือกระจัดกระจายตามพื้นที่การเกษตรทั่วประเทศชาวอิสราเอล ร้อยละ 82 นับถือศาสนายูดาย (Judaism) ที่เหลือนับถือศาสนาอิสลาม (14 %) คริสต์ (2%) อายุเฉลี่ย 79.46 ปี ชาย 77.33 ปี หญิง 81.7 ปี อัตราการเขียนออกอ่านได้ ร้อยละ 95.4

[แก้] วัฒนธรรม

อิสราเอลมีวัฒนธรรมทั้งเก่า และใหม่ผสมผสานกัน กล่าวคือ วัฒนธรรมโบราณของยิวที่เก่าแก่กว่า 4000 ปี และวัฒนธรรมใหม่ที่เกิดจากการหลั่งไหลของชาวยิวจากทั่วโลกที่กลับเข้าไปตั้งถิ่นฐานในอิสราเอลภายหลังการก่อตั้งรัฐอิสราเอล เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2491 ชาวอิสราเอลร้อยละ 90 อาศัยอยู่ในเขตเมืองที่ทันสมัย แต่ก็มีบางส่วนที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองเก่า ส่วนประชากรอีกร้อยละ 6 อยู่ในชนบทโดยเป็นสมาชิกสหกรณ์ 2 ลักษณะคือ คิบบุตซ์ และโมชาฟ


[แก้] ศาสนา

ส่วนใหญ่นับถือศาสนายูดาย 80.1% ศาสนาอิสลาม 14.6% ศาสนาคริสต์ 2.1% ศาสนาบาไฮ และอื่น ๆ อีก 3.2%

[แก้] เชื้อชาติ

ยุโรป 32.1% อิสราเอล 20.8% อาหรับ 19.9% แอฟริกา 14.6% เอเชีย 12.6%

[แก้] อ้างอิง

ภาษาอื่น