เหตุการณ์ 6 ตุลา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เหตุการณ์ 6 ตุลา
6 oct.jpg
ร้อยตำรวจโท วัชรินทร์ เนียมวณิชกุล ยิงปืนเข้าไปในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขณะในปากยังคาบบุหรี่[1]
สถานที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และบริเวณท้องสนามหลวง
วันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 (UTC +7)
เป้าหมาย กลุ่มนักศึกษาและประชาชนผู้ประท้วง
ประเภท การยิง, การใช้กระบอง, การแขวนคอ[2], การเผาทั้งเป็น[3], การข่มขืน[2]
อาวุธ ปืนเล็กยาวเอ็ม16, ปืนเล็กสั้น, ปืนพก, เครื่องยิงลูกระเบิด,
ปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง[2]
ตาย 46 คน (ทางการ); กว่า 100 คน (ข้อมูลมูลนิธิป๋วย อึ๊งภากรณ์)[4]
เจ็บ 167 คน (ทางการ)
ผู้ก่อการ ตำรวจตระเวนชายแดน
(พลตำรวจเอก ชุมพล โลหะชาละ เป็นผู้บังคับบัญชา)
ลูกเสือชาวบ้าน
ขบวนการกระทิงแดง
ตำรวจนครบาล[2]

เหตุการณ์ 6 ตุลา เป็นเหตุการณ์จลาจล ตลอดจนการปราบปรามนักศึกษาและผู้ประท้วง ซึ่งเกิดขึ้นในและบริเวณหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และท้องสนามหลวง ขณะที่นักศึกษาจากหลายมหาวิทยาลัยร่วมกับประชาชนกำลังชุมนุมประท้วงการเดินทางกลับประเทศของจอมพลถนอม กิตติขจร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่สนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยสถิติอย่างเป็นทางการระบุว่า มีผู้เสียชีวิต 46 คน ซึ่งมีทั้งถูกยิงด้วยอาวุธปืน ถูกทุบตี หรือถูกทำให้พิการ[2]

หนึ่งวันก่อนเกิดเหตุการณ์ มีการตีพิมพ์ภาพถ่ายการแขวนคอจำลองโดยผู้ประท้วงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในสื่อ สำหรับหลายฝ่าย นักศึกษาในภาพถ่ายนั้นเหมือนกับกำลังแขวนคอหุ่นจำลองสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เป็นผลให้กำลังกึ่งทหารที่โกรธแค้นมาชุมนุมกันนอกมหาวิทยาลัยในเย็นนั้น

พลตำรวจโท ชุมพล โลหะชาละ รองอธิบดีกรมตำรวจ สั่งการโจมตีในรุ่งเช้าและอนุญาตให้ยิงเสรีในวิทยาเขต คณะผู้ยึดอำนาจการปกครอง นำโดย พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยึดอำนาจทันทีหลังสิ้นสุดเหตุการณ์ สมาชิกของคณะผู้ยึดอำนาจการปกครองนั้นมีความคิดสายกลางกว่ากลุ่มของพลตรีประมาณ และความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองกลุ่มยังเป็นที่เข้าใจไม่มากนัก[2] คณะผู้ยึดอำนาจการปกครองแต่งตั้งธานินทร์ กรัยวิเชียร ผู้ต่อต้านคอมมิวนิสต์ที่ยึดมั่นในหลักการ และผู้ที่พระมหากษัตริย์โปรด เป็นนายกรัฐมนตรี

เบื้องหลัง[แก้]

เหตุการณ์ 14 ตุลาและผลสืบเนื่อง[แก้]

ก่อน พ.ศ. 2516 ทหารครอบงำรัฐบาลมานานหลายทศวรรษ เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2516 เกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา ซึ่งเป็นการประท้วงใหญ่ของนักศึกษาและประชาชนเพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นผลให้ "สามทรราช" จอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร และพันเอกณรงค์ กิตติขจร ต้องหลบหนีออกนอกประเทศและทำให้ประเทศขาดผู้นำ องคมนตรี สัญญา ธรรมศักดิ์ ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2517 ผู้คบคิดรัฐประหารนำจอมพลถนอมเดินทางกลับประเทศไทย แต่เขาต้องออกนอกประเทศแทบจะทันที เพราะมติมหาชนคัดค้านการหวนกลับของการปกครองระบอบทหารในขณะนั้นอย่างหนักแน่น[5]

ช่วง พ.ศ. 2518 ถึง 2519 หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช และหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ผลัดกันดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พรรครัฐบาลขาดเสียงข้างมากในสภา รัฐบาลจึงขาดเสถียรภาพ ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำระหว่างประเทศและการเติบโตของการเคลื่อนไหวนักศึกษานำไปสู่การนัดหยุดงานประท้วงและการประท้วงของชาวนามากขึ้นอีก และสถานการณ์โลกในขณะนั้น สงครามเย็นก็กำลังดำเนินอยู่ ประเทศเพื่อนบ้าน คือ ลาว เวียดนาม และกัมพูชา ล้วนเปลี่ยนไปเป็นลัทธิคอมมิวนิสต์ จึงทำให้เกิดความหวาดกลัวลัทธิคอมมิวนิสต์

การยึดเวียดนามใต้ของคอมมิวนิสต์หลังไซ่ง่อนแตกในเดือนเมษายน พ.ศ. 2518 และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การยึดอำนาจของขบวนการปะเทดลาวอันเป็นคอมมิวนิสต์ในประเทศลาวในเดือนมิถุนายน ปีเดียวกัน มีผลใหญ่หลวงต่อมติมหาชนของไทย หลายฝ่ายเกรงว่าประเทศไทยจะเป็นเป้าหมายต่อไปของคอมมิวนิสต์ และรู้สึกว่า นักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายกำลังให้ความช่วยเหลือแก่ข้าศึก[6] ในเดือนสิงหาคม ตำรวจกรุงเทพมหานครอาละวาดผ่านมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นการฝึกซ้อมการสังหารหมู่ในภายหลัง[7] รัฐประหารเป็นไปไม่ได้ตราบเท่าที่หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ยังได้รับการหนุนหลังจากพลเอกบุญชัย บำรุงพงศ์ ผู้บัญชาการทหารบก ผู้อยู่ในอุปถัมภ์ของพลเอกกฤษณ์ สีวะรา ซึ่งเป็นวีรบุรุษที่ได้รับความนิยมจากบทบาทของเขาในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516

เดือนมกราคม พ.ศ. 2519 เป็นเดือนแห่งการเปลี่ยนแปลงรุนแรง การนัดหยุดงานและการชุมนุมขนาดใหญ่ซึ่งเป็นเหตุให้นายกรัฐมนตรีขาดเสียงข้างมากในสภา ชวนให้นายทหารที่เคยถือรัฐธรรมนูญนิยมหลายคนมองว่า รัฐประหารอาจมีความจำเป็นเพื่อฟื้นฟูเสถียรภาพ ราคาข้าวที่สูงขึ้นเป็นชนวนการนัดหยุดงานทั่วไป หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ยอมตำตามข้อเรียกร้องของสหภาพ และทำให้ฝ่ายขวาเดือดดาล การชุมนุมจำนวน 15,000 คน ซึ่งจัดโดยกลุ่มกึ่งทหาร ขบวนการนวพล และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พลตรีประมาณ เรียกร้องให้หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ส่งมอบอำนาจคืนแก่ทหาร[8] การชุมนุมดังกล่าวนำโดย พระกิตติวุฒโฑ พระภิกษุเจ้าของวาทะ "ฆ่าคอมมิวนิสต์ ไม่บาป" กลุ่มสมาชิกรัฐสภาเสรีนิยมจากพรรคประชาธิปัตย์แตกกับรัฐบาลผสมและเข้ากับฝ่ายค้านที่เป็นฝ่ายซ้าย[9] พลเอกบุญชัยคัดค้านความคิดรัฐบาลผสมเอียงซ้าย ซึ่งบีบให้หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่กำหนดมีขึ้นวันที่ 4 เมษายน[9] ซึ่งกระชั้นเกินไปแม้สำหรับนายทหารสายกลาง ตัวอย่างรัฐบาลผสมเอียงซ้ายของลาวที่พ่ายต่อคอมมิวนิสต์ยังสดใหม่ พลเรือเอกสงัด ผู้บัญชาการทหารสูงสุด จึงยื่นแผนรัฐประหาร[10]

ตรงข้ามกับพรรคพวกของพลเอกกฤษณ์/พลเรือเอกสงัด กลุ่มของพลตรีประมาณ รวมเอาผู้คบคิดซึ่งไม่เคยยอมรับการปกครองแบบรัฐสภาหรือผู้ปลดจอมพลถนอม อันได้แก่ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ฝ่ายขวา พรรคชาติไทย และนายทหารแห่งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) อย่างสมบูรณ์ แผนสมคบรัฐประหารทั้งสองจะมีการดำเนินเป็นเอกเทศต่อกันในช่วงอีกไม่กี่เดือนต่อมา อันเป็นการกำเนิดใหม่ของการแบ่งฝ่ายในกองทัพระหว่างพลเอกกฤษณ์กับจอมพลถนอมใน พ.ศ. 2516

พรรคชาติไทยของพลตรีประมาณใช้คำขวัญว่า "ขวาฆ่าซ้าย" เพื่อลงเลือกตั้งในเดือนเมษายน[11] มีฆาตกรรม 30 ครั้งที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งครั้งนี้[7] พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้รับการหนุนหลังจากทั้งพลเอกกฤษณ์และสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา คว้าที่นั่งในสภาได้ถึงร้อยละ 40 ทำให้หัวหน้าพรรค หม่อมราชวงศ์เสนีย์ กลับเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง[12] พรรคกิจสังคมของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์กลับเป็นฝ่ายค้าน ขณะที่พรรคฝ่ายซ้ายแทบไม่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาเลย[13] พลเอกกฤษณ์เสียชีวิตอย่างไม่คาดฝันด้วยอาการหัวใจล้มเมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2519 เพียงหนึ่งสัปดาห์หลังได้รับการเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในรัฐบาลหม่อมราชวงศ์เสนีย์[14] และผู้ที่รับตำแหน่งแทน คือ พลเอกทวิช เสนีวงศ์ ณ อยุธยา สมาชิกพรรคพวกของพลตรีประมาณ เนื่องจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจะเลือกผู้บัญชาการทหารบกคนใหม่เมื่อพลเอกบุญชัยเกษียณในอีกห้าเดือนข้างหน้า ตำแหน่งนี้จึงสำคัญมาก ในเดือนสิงหาคม พลเอกทวิชจัดการให้จอมพลประภาสเดินทางกลับประเทศไทยช่วงสั้น ๆ เพื่อทดสอบมติมหาชน[15] โดยอาศัยปฏิกิริยาดังกล่าว พลตรีประมาณตัดสินใจนำจอมพลถนอมกลับประเทศด้วยหวังจะจุดชนวนการเดินขบวนประท้วงซึ่งอาจใช้เป็นเหตุผลรัฐประหารได้[15] หม่อมราชวงศ์เสนีย์พยายามดักการคบคิดเพิ่มเติมโดยการถอดพลเอกทวิชจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สมัคร สุนทรเวช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้คบคิดรัฐประหาร วิจารณ์หม่อมราชวงศ์เสนีย์อย่างรุนแรงในการเคลื่อนไหวนี้โดยการระเบิดอารมณ์ขัดระเบียบการของรัฐสภา[16][17] การปลดสมัครมีขึ้นตามมาในวันที่ 23 กันยายน[16]

กลุ่มต่าง ๆ[แก้]

กลุ่มกองกำลังอาสาสมัครฝ่ายขวาหลายกลุ่มมีบทบาทสำคัญเป็นผู้ก่อการสังหารหมู่นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กลุ่มเหล่านี้ได้รับการติดอาวุธและฝึกโดยตำรวจตระเวนชายแดนเมื่อปลาย พ.ศ. 2517 เพื่อเตรียมการปราบปรามรุนแรง พอล แฮนด์ลีย์ ผู้ประพันธ์ เดอะคิงเนเวอร์สไมส์ อธิบายสถานการณ์นั้นว่าเป็น "ลัทธิศาลเตี้ยเกี่ยวกับเจ้า" (royal vigilantism)[18] ใจ อึ๊งภากรณ์ นักเขียนมาร์กซิสต์ เปรียบเทียบกลุ่มเหล่านี้กับกลุ่มกึ่งทหารฟาสซิสต์ในยุโรปช่วงทศวรรษ 1930[15]

ขบวนการนวพลก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2517 โดย วัฒนา เขียววิมล และใช้คำขวัญว่า "ชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์"[19] ชื่อนี้ยังหมายถึง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช[20] กลุ่มลับนี้มีสมาชิกราว 50,000 คนราวกลาง พ.ศ. 2518[7] กลุ่มนี้ได้รับความช่วยเหลือทางทหารอย่างลับ ๆ จากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรและดำเนินการฝึกซ้อมอย่างทหารขั้นก้าวหน้าแก่สมาชิกที่วิทยาลัยจิตตภาวัน โรงเรียนสอนศาสนาพุทธในจังหวัดชลบุรี ซึ่งก่อตั้งโดยพระภิกษุฝ่ายขวา พระกิตติวุฒโฑ[20] กล่าวกันว่า การฝึกนี้รวมการฝึกการลอบสังหารด้วย และการสังหารนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายจำนวนหนึ่งคาดว่าเป็นฝีมือของขบวนการนวพล[21] ธานินทร์ นายกรัฐมนตรีหลังรัฐประหาร เป็นสมาชิกอาวุโสของกลุ่มนี้ด้วย[10]

ขบวนการกระทิงแดงก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2517 โดย พันเอกพิเศษ สุตสาย หัสดิน นายทหารกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร[22] กลาง พ.ศ. 2518 กลุ่มนี้มีสมาชิก 25,000 คน ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาอาชีวะ ซึ่งเคยมีบทบาทสำคัญในการเดินขบวนประท้วงจอมพลถนอม แต่ขณะนี้แตกกับนักศึกษาฝ่ายซ้ายเพราะรับแนวคิดคอมมิวนิสต์มาอย่างชัดเจน[7] ขบวนการกระทิงแดงเป็นกองเยาวชนของขบวนการนวพล[23] สีแดงเป็นสีของธงชาติไทยเดิม และถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของความรักชาติในธงชาติปัจจุบัน คำขวัญของกลุ่มประกาศว่าเป็น "แนวร่วมต่อต้านจักรวรรดินิยมคอมมิวนิสต์"[23] คล้ายกับเอสเอในประเทศเยอรมนีช่วงทศวรรษ 1930 สมาชิกขบวนการกระทิงแดงปลุกปั่นการต่อสู้ระหว่างนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายกับสหภาพแรงงาน[5] ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2519 ขบวนการกระทิงแดงโยนระเบิดเข้าใส่การประท้วงฝ่ายซ้าย เป็นเหตุให้มีนักศึกษาเสียชีวิต 4 คน[14] ในเหตุการณ์ซึ่งได้รับการเผยแพร่กว้างขวางครั้งหนึ่ง พระมหากษัตริย์ทรงทดสอบยิงอาวุธของขบวนการกระทิงแดง[24]

ลูกเสือชาวบ้าน (หรือ กองอาสารักษาดินแดน) ก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2497 เพื่อจัดการรักษากฎหมายและความสงบเรียบร้อย ตลอดจนการสนองต่อเหตุฉุกเฉินหรือภัยพิบัติธรรมชาติ ได้รับการขยายใน พ.ศ. 2517 เมื่อกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรเข้าควบคุมลูกเสือชาวบ้าน[25] มีการขยายเข้าไปในเขตเมืองเพื่อตอบโต้การเคลื่อนไหวทางการเมืองฝ่ายซ้าย[26] พระบรมวงศานุวงศ์ (มักเป็นพระราชินี) เป็นผู้พระราชทานผ้าพันคอแก่ลูกเสือชาวบ้าน[26] ณ จุดหนึ่ง ผู้ใหญ่ถึง 1 ใน 5 เคยเป็นสมาชิกลูกเสือชาวบ้าน[15]

เมื่อผู้เดินขบวนฝ่ายซ้ายยึดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ องค์การหลักที่ประสานกิจกรรม คือ ศูนย์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยและสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงาน (Federation of Trade Unions)[23]

เหตุการณ์ใน พ.ศ. 2519[แก้]

ด้วยมุมมองที่ว่า นักศึกษาเป็นฝ่ายสืบรับอุดมการณ์สังคมนิยม ชนชั้นปกครองไทยจึงดำเนินการทางลับ เพื่อบ่อนทำลายขบวนการนิสิตนักศึกษา โดยสลายฝ่ายนักเรียนอาชีวศึกษาออกมา แล้วจัดตั้งเป็นกลุ่มพลังต่างๆ เช่น กระทิงแดง นวพล ค้างคาวไทย เป็นต้น[27] โดยมุ่งตั้งตนเป็นปรปักษ์ กับกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัย มีการยกกำลังเข้าทำร้ายนักศึกษาและสถานที่ ถึงภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์หลายครั้ง ในระยะเดียวกัน ยังมีการจัดตั้งกลุ่มพลังอื่น ๆ เช่น ชมรมแม่บ้าน นำโดยวิมล ศิริไพบูลย์ นามปากกา "ทมยันตี" นักเขียนนวนิยายซึ่งมีชื่อเสียง เหรือกลุ่มลูกเสือชาวบ้าน เป็นต้น โดยมีชมรมวิทยุเสรี เป็นสื่อกลางชี้นำกลุ่มพลังเหล่านี้ ซึ่งสถานีวิทยุยานเกราะ อันเป็นเครือข่ายของกองทัพบก เป็นแม่ข่าย และผู้จัดรายการคือ พลโท อุทาร สนิทวงศ์ ณ อยุธยา อาคม มกรานนท์ ทมยันตี สมัคร สุนทรเวช อุทิศ นาคสวัสดิ์ เป็นต้น

ราวกลางปี พ.ศ. 2519 มีข่าวว่า จอมพล ประภาส จารุเสถียร จะเดินทางโดยเครื่องบิน จากสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) เข้าสู่ประเทศไทย ฝ่ายนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จัดให้มีการชุมนุมต่อต้าน โดยจอมพลประภาสกลับเข้ามาจริง ในวันที่ 21 สิงหาคม โดยอ้างว่า ต้องการกลับประเทศ ในฐานะของคนแก่คนหนึ่งเท่านั้น ส่วนกลุ่มนักเรียนอาชีวศึกษา ก็ยกกำลังเข้าปะทะกับกลุ่มนักศึกษา ถึงที่ชุมนุมภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนมีผู้เสียชีวิต 2 คน บาดเจ็บอีก 60 คน ซึ่งวันต่อมา จอมพลประภาสเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช แล้วเดินทางกลับไปพำนักที่ไต้หวันตามเดิม[28] ต่อมาในวันที่ 19 กันยายน จอมพลถนอม กิตติขจร เดินทางกลับสู่ประเทศไทย โดยก่อนหน้านั้น เข้าอุปสมบทเป็นสามเณร ที่ประเทศสิงคโปร์ก่อน โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐอำนวยความสะดวก และจัดรถยนต์ไปส่งที่วัดบวรนิเวศวิหาร เพื่อเข้าอุปสมบทเป็นภิกษุทันที โดยอ้างเหตุผลในการกลับเข้าประเทศคือ ต้องการอุปสมบท เพื่ออุทิศบุญกุศลแก่บิดาของตน ซึ่งกำลังป่วยอย่างหนัก เป็นผลให้เกิดความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ ยิ่งกว่าคราวที่จอมพลประภาสกลับมาเสียอีก โดยนักศึกษารวมตัวกันประท้วงต่อต้านอย่างแข็งขันกว่าเดิม ส่วนฝ่ายรัฐบาลเห็นควรยับยั้งไว้ โดยมอบหมายให้ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ และดำรง ลัทธพิพัฒน์ เป็นผู้แทนไปเจรจา แต่ก็ไม่เป็นผล ทั้งนี้ หม่อมราชวงศ์เสนีย์ นายกรัฐมนตรี ให้ความเห็นส่วนตัวว่า ตามมาตรา 47 ของรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2517 รัฐบาลไม่อาจเนรเทศบุคคลสัญชาติไทย หรือไม่ให้กลับสู่ประเทศไทยได้[29]

ทว่าในระยะแรก การชุมนุมต่อต้านของฝ่ายนิสิตนักศึกษา ที่ลานโพ หน้าอาคารคณะศิลปศาสตร์ กลับมีประชาชนทั่วไปเข้าร่วมไม่มากนัก เมื่อเทียบกับเมื่อครั้งเหตุการณ์ 14 ตุลา แม้จะมีกิจกรรมแสดงละครล้อการเมือง เพื่อเรียกความสนใจให้แก่ผู้เข้าร่วมชุมนุมก็ตาม แต่เมื่อตกดึก ผู้ชุมนุมต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน โดยหนึ่งในกิจกรรมต่อต้านของฝ่ายนิสิตนักศึกษา คือการปิดโปสเตอร์แสดงจุดยืน และเชิญชวนให้เข้าร่วมการชุมนุม ทั่วกรุงเทพมหานคร และจังหวัดหัวเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ เป็นเหตุให้นักศึกษาและแนวร่วม ซึ่งออกปิดโปสเตอร์ดังกล่าว ถูกลอบทำร้ายบาดเจ็บอยู่หลายครั้ง จนกระทั่งเกิดคดีที่พนักงานการไฟฟ้า 2 คน ซึ่งร่วมปิดโปสเตอร์ประท้วง ที่จังหวัดนครปฐม แต่ถูกทำร้ายร่างกายจนเสียชีวิต แล้วนำศพไปแขวนคอไว้ หน้าประตูทางเข้าที่ดินจัดสรรแห่งหนึ่ง ในพื้นที่จังหวัดนครปฐม แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้[29]

การแสดงละครล้อกรณีฆ่าแขวนคอพนักงานการไฟฟ้านครปฐม เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2519

ช่วงบ่ายวันที่ 4 ตุลาคม ชมรมศิลปการแสดงของธรรมศาสตร์ จัดแสดงละครรำลึกถึงเหตุฆาตกรรมดังกล่าวที่ลานโพ ก่อนที่ในช่วงบ่ายจะเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ที่ท้องสนามหลวง ก่อนจะย้ายเข้าไปที่สนามฟุตบอลธรรมศาสตร์ในช่วงค่ำ[28] วันรุ่งขึ้น หนังสือพิมพ์กรุงเทพมหานครสองฉบับ ได้แก่ บางกอกโพสต์ และ ดาวสยาม ลงภาพการแสดงล้อการแขวนคอโดยผู้เดินขบวนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนื่องจากนักศึกษาที่แสดงเป็นเหยื่อมีใบหน้าคล้ายสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ผู้ประท้วงจึงถูกกล่าวหาว่าแขวนคอรูปจำลองพระบรมวงศานุวงศ์ บางครั้งมีการอ้างว่า ภาพถ่ายนี้ถกตกแต่งขึ้นให้นักศึกษาคนดังกล่าวดูเหมือนสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร แต่สำเนาทุกฉบับที่ยังเหลืออยู่เป็นภาพเดียวกัน[15] อันที่จริงการแสดงล้อการแขวนคอดังกล่าวประท้วงการฆ่าสมาชิกสหภาพแรงงานสองคนที่จังหวัดนครปฐม โดยตำรวจท้องที่ เมื่อวันที่ 25 กันยายน[30] จากนั้น สถานีวิทยุยานเกราะของกองทัพบก นำโดยพันโทอุทาร สนิทวงศ์และผู้ประกาศคนอื่น กล่าวหาว่า นักศึกษาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และประกาศให้ "ฆ่าพวกคอมมิวนิสต์"[30] แม้การแสดงล้อการแขวนคอดังกล่าวจะได้รับความสนใจเป็นอันมาก แต่ถึงไม่มีการแสดงล้อนี้เกิดขึ้น ผู้อยู่เบื้องหลังการสังหารหมู่ก็ยังสามารถหาข้ออ้างอื่นได้อีก[15] กระทั่งเย็นวันที่ 5 ตุลาคม มีกำลังกึ่งทหารนิยมเจ้า 4,000 คน อยู่บริเวณประตูมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์[30] ขณะที่มีนักศึกษาอยู่ภายในราว 2,000 คน[7] ค่ำวันเดียวกัน ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) นำวิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ และอภินันท์ บัวหภักดี ผู้แสดงเป็นศพผู้ถูกแขวนคอ มาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดยชี้แจงเหตุผล ในการเลือกทั้งสองเป็นผู้แสดงว่า เป็นผู้มีรูปร่างเล็ก เมื่อหิ้วแขนขึ้นบนต้นไม้ จะไม่ทำให้กิ่งไม้หักได้ง่าย เนื่องจากมีน้ำหนักเบา[28]

ด้าน หม่อมราชวงศ์เสนีย์ นายกรัฐมนตรี เรียกประชุมเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบเป็นการด่วน ที่บ้านพักย่านเอกมัย โดยที่ประชุมลงความเห็นว่า ควรจะมีประกาศอย่างเป็นทางการ ของสำนักนายกรัฐมนตรี ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และตัวนายกรัฐมนตรีเอง ควรจะออกแถลงการณ์ทางโทรทัศน์ เพื่อชี้แจงให้ประชาชนทราบทั่วกัน แต่เมื่อถึงเวลาดำเนินการจริง กลับมีเพียงไทยทีวีสีช่อง 9 ออกอากาศเพียงสถานีเดียวเท่านั้น ส่วนไทยทีวีสีช่อง 3, กองทัพบกช่อง 5 และกองทัพบกช่อง 7 ไม่สามารถติดต่อได้ เนื่องจากเป็นเวลาดึก[29]

เหตุการณ์ 6 ตุลา[แก้]

ประติมากรรมรำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลา ด้านหน้าหอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

ราวกลางดึกของคืนวันที่ 5 ตุลาคม ต่อเนื่องจนถึงเช้าวันที่ 6 ตุลาคม กลุ่มพลังของฝ่ายต่อต้านนักศึกษา เคลื่อนขบวนไปยังบริเวณท้องสนามหลวง ช่วงหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเริ่มมีการปะทะกันด้วยอาวุธปืนเบา ขณะที่นายกรัฐมนตรีกำลังประชุมกับเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ แต่การสรุปเหตุการณ์ของฝ่ายตำรวจมีความสับสน ทั้งยังมีการส่งตำรวจบางนายเข้าปะปนกับกลุ่มนักศึกษาด้วย โดยหม่อมราชวงศ์เสนีย์พยายามโทรศัพท์ติดต่อกับผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้แก่ ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ อธิการบดี และนงเยาว์ ชัยเสรี รองอธิการบดี รวมถึงรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐ ดร.นิพนธ์ ศศิธร แต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้[29]

ในการประชุมคณะรัฐมนตรีซึ่งจัดขึ้นเมื่อเช้าวันที่ 6 ตุลาคม พลตรีประมาณ อดิเรกสาร หัวหน้าพรรคชาติไทยและรองนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ถึงเวลาแล้วที่จะขจัดขบวนการนักศึกษาเป็นครั้งสุดท้าย[15] เมื่อเวลาประมาณ 5 นาฬิกา กำลังกึ่งทหารเริ่มต้นยิงเข้าไปในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์โดยใช้อาวุธทหาร ตำรวจตระเวนชายแดนปิดทางออกทั้งหมดเมื่อเวลาประมาณ 7 นาฬิกา รถบรรทุกของพุ่งเข้าชนประตูใหญ่และตำรวจเร่งรุดเข้าไปในมหาวิทยาลัยเมื่อเวลาประมาณ 11 นาฬิกา นักศึกษาหลายคนที่ติดอาวุธเปิดฉากยิง แต่พ่ายไปในเวลาอันสั้น แม้ว่านักศึกษาจะร้องขอให้หยุดยิง แต่พลตำรวจเอกชุมพล ผู้บัญชาการตำรวจ อนุญาตให้ยิงเสรีในมหาวิทยาลัย[31] นักศึกษาและประชาชนผู้ร่วมชุมนุมทั้งชายหญิงถูกบังคับให้ถอดเสื้อ นอนลงกับพื้น บังคับให้คลานไปตามพื้นสนามหญ้า ทั้งถูกเตะต่อย และรุมทำร้าย หลายคนถูกทุบตีจนเสียชีวิต มีการแขวนศพผู้ที่เสียชีวิตแล้ว ไว้กับต้นไม้ริมสนามหลวง แล้วเตะต่อย พร้อมทั้งถุยน้ำลายรดและตะโกนด่าสาบแช่ง มีการนำศพทั้งผู้ที่เสียชีวิตแล้วและบาดเจ็บสาหัสมาเผาสด ๆ ด้วยยางรถยนต์บริเวณหน้าอุทกทาน[29][32] ผู้ที่พยายามหลบหนีโดยกระโดดลงแม่น้ำเจ้าพระยาถูกยิงจากเรือของกองทัพเรือ[31] วิมลวรรณ รุ่งทองใบสุรีย์ นักศึกษาพยาบาลศาสตร์ ถูกยิงขณะพยายามว่ายน้ำเข้าสู่ที่ปลอดภัย[15] การโจมตีกินเวลาหลายชั่วโมง นิตยสารไทม์ อธิบายเหตุการณ์ดังกล่าวว่าเป็น "ฝันร้ายของการลงประชาทัณฑ์และการเผา"[32]

ผู้เดินขบวนราว 1,000 คนถูกจับเป็นนักโทษ และถูกทำให้เสียเกียรติโดยถูกถอดเสื้อผ้าลงที่เอว (แม้ว่าผู้หญิงจะอนุญาตให้สวมบราได้) ถูกบังคับลงไปคลานหรือถูกเตะ[32] มีการกล่าวหาว่านักศึกษาหญิงถูกข่มขืน ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่และเสียชีวิต โดยตำรวจและขบวนการกระทิงแดง ตัวเลขอย่างเป็นทางการบ่งว่า มีผู้เสียชีวิต 46 คน และบาดเจ็บ 167 คน[2] ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ขณะนั้น ให้ตัวเลขประมาณผู้เสียชีวิตอย่างไม่เป็นทางการกว่า 100 คน โดยอิงแหล่งข้อมูลนิรนามในสมาคมจงหัวแห่งประเทศไทย (Chinese Benevolent Association) ซึ่งกำจัดศพ[33] การสังหารหมู่ดำเนินไปถึงเที่ยง เมื่อพายุฝนขัดจังหวะ[2] ใจ อึ๊งภากรณ์เขียนว่า มันเป็น "ความทารุณของอนารยธรรมอย่างยิ่งต่อนักเคลื่อนไหวกรรมกร นักศึกษาและชาวนา"[15]

ช่วงเช้าวันเดียวกัน คณะรัฐมนตรีนัดประชุมเป็นการด่วนเพื่อประเมินสถานการณ์ โดยตามรายงานของ พลตำรวจโท ชุมพล โละหชาละ ระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเข้าไปภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถูกนักศึกษาทำร้ายจนถึงแก่ชีวิต แต่รายงานของ พลตำรวจเอก ศรีสุข มหินทรเทพ อธิบดีกรมตำรวจ กลับระบุว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมสถานการณ์ไว้เรียบร้อยแล้ว จึงเกิดความสับสนว่า ควรประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือไม่ โดยมีความเห็นออกเป็นสองฝ่ายคือ รัฐมนตรีฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาล ต้องการให้ประกาศ ส่วนรัฐมนตรีของพรรคชาติไทย และพรรคร่วมรัฐบาลอื่น ๆ เห็นว่าไม่ต้องประกาศ ทว่าในที่สุด ก็มิได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแต่อย่างใด ขณะเดียวกัน ทางฝ่าย พลเรือเอก สงัด ชลออยู่ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ก็นัดประชุมคณะนายทหารระดับสูงที่กองบัญชาการทหารสูงสุด สนามเสือป่า โดย พลเรือเอกสงัดติดต่อไปยังนายทหารประจำตัวของหม่อมราชวงศ์เสนีย์ เพื่อขอเชิญเข้าร่วมประชุมด้วย แต่ทางหม่อมราชวงศ์เสนีย์ยังไม่อาจเดินทางไปได้ เนื่องจากยังคงต้องกำกับดูแลสถานการณ์อยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล[29]

เวลาประมาณ 16.00 น. มีกลุ่มประชาชนเดินทางไปยังที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ ถนนพระอาทิตย์ เรียกร้องให้ปลดสมาชิกระดับสูง 3 คน ซึ่งเป็นรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลอยู่ด้วย ได้แก่ สุรินทร์ มาศดิตถ์ ดำรง ลัทธพิพัฒน์ และชวน หลีกภัย โดยนำเชือกไปด้วย เพื่อเตรียมจะแขวนคอบุคคลทั้งสาม เพราะเชื่อว่าเป็นบุคคลที่ฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ ต่อมาประชาชนกลุ่มนี้ รวมถึงกลุ่มลูกเสือชาวบ้าน และกลุ่มแม่บ้าน ก็เดินทางไปยังทำเนียบรัฐบาล แล้วปราศรัยโจมตีกลุ่มนักศึกษา และต่อมาก็พังประตูรั้วทำเนียบรัฐบาลด้วยรถบรรทุก 6 ล้อ เข้าไปยังหน้าตึกบัญชาการ เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลงมาพบ เมื่อหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ลงมาพบแล้ว ผู้ชุมนุมมีคำถามว่า รัฐบาลจะปลดบุคคลทั้งสามดังกล่าวได้หรือไม่ หม่อมราชวงศ์เสนีย์ตอบว่า บุคคลทั้งสามใกล้ชิดกับตน มานานกว่าสิบปี ไม่เคยมีพฤติการณ์แสดงออกว่าฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ แต่เพื่อความสงบของบ้านเมือง ตนจะขอให้ทั้งสามลาออกเอง จากนั้นมีผู้ตะโกนถามว่า หากบุคคลทั้งสามไม่ยอมลาออก จะทำอย่างไร หม่อมราชวงศ์เสนีย์ตอบว่า ถ้าเช่นนั้น ตนจะลาออกเอง ซึ่งการเจรจาช่วงนี้ ต่อมามีการตัดต่อเป็นว่า หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ไม่เคยทราบมาก่อน ว่าบุคคลทั้งสามเป็นคอมมิวนิสต์ และจะยอมลาออกจากนายกรัฐมนตรีเอง เพื่อความสงบของบ้านเมือง[29]

เมื่อเสร็จสิ้นการเจรจาที่ทำเนียบรัฐบาลแล้ว หม่อมราชวงศ์เสนีย์เดินทางไปพบกับคณะนายทหารที่สนามเสือป่า โดยพลเรือเอกสงัดชี้แจงต่อหม่อมราชวงศ์เสนีย์ว่า เพื่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ทหารกลุ่มตนมีความจำเป็นต้องทำการรัฐประหาร ในเวลา 18:00 น. มิฉะนั้น จะมีทหารอีกกลุ่มหนึ่ง กระทำแทนในเวลา 04:00 น. ขอให้เข้าใจด้วย ทั้งยังขอให้หม่อมราชวงศ์เสนีย์เป็นประธานที่ประชุมหรือเป็นที่ปรึกษา ซึ่งหม่อมราชวงศ์เสนีย์ปฏิเสธไปทั้งหมด โดยให้เหตุผลว่า ตนเดินคนละเส้นทางกับทหาร พลเรือเอกสงัดจึงขอให้หม่อมราชวงศ์เสนีย์ค้างคืนที่สนามเสือป่า กับฝ่ายทหารเป็นเวลาหนึ่งคืน โดยหม่อมราชวงศ์เสนีย์ตกลง ก่อนที่รุ่งเช้าจะขอตัวลากลับไป[29] พลเรือเอกสงัดได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมโดยหม่อมราชวงศ์เสนีย์ในวันที่ 25 กันยายน คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินเป็นกลุ่มนายทหารสายกลางซึ่งกระทำการเพื่อป้องกันมิให้กลุ่มขวาจัดของพลตรีประมาณยึดอำนาจ[15] ข้อเท็จจริงที่ว่าพลตำรวจเอกชุมพลเจตนาลงนามอนุญาตให้ยิงแสดงว่าเขาทราบว่าจะมีรัฐประหาร เพราะรัฐบาลพลเรือนจะสั่งดำเนินคดีต่อเขา[31]

หลังจากเหตุการณ์[แก้]

ความเจริญและความเสื่อมของลัทธิคลั่งเจ้า (Ultraroyalism)[แก้]

รัฐประหารครั้งนี้ได้รับการต้อนรับด้วยความโล่งใจอย่างกว้างขวางเพราะวิกฤตการณ์ซึ่งเกิดขึ้นจากการกลับประเทศของจอมพลถนอมได้สร้างความวิตกกังวลใหญ่หลวง[32] แฮนด์ลีย์เขียนว่า "มันเป็นรูปแบบของรัฐประหารที่ผ่านมาหลายครั้ง...เริ่มความรุนแรง ทิ้งให้ตำรวจแสดงให้เห็นว่าไม่สามารถสถาปนาระเบียบได้ จากนั้นปล่อยให้ทหารก้าวเข้ามา"[34] ความเดือดดาลอันเกิดจากภาพถ่ายการแสดงล้อการแขวนคอได้นำส่วนที่เกิดเอง แต่รูปแบบการฝึกและการเกณฑ์กำลังกึ่งทหารในช่วงปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าความรุนแรงต่อฝ่ายซ้ายมีการวางแผนล่วงหน้าเป็นอย่างดี[34] แฮนด์ลีย์ยังเขียนว่า สี่วันหลังการสังหารหมู่ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารพระราชทานรางวัลแก่บุคลากรกึ่งทหารที่เกี่ยวข้อง[34]

คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินแต่งตั้งธานินทร์ กรัยวิเชียร ที่พระมหากษัตริย์โปรด เป็นนายกรัฐมนตรี ธานินทร์เลือกคณะรัฐมนตรีด้วยตัวเองโดยไม่สนใจรายชื่อของคณะผู้ยึดอำนาจการปกครอง รวมทั้งสมัครเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย[35] พลเรือเอกสงัดคงเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและผู้บัญชาการทหารบกที่เพิ่งเกษียณ พลเอกบุญชัย ได้รับแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรี มีการล้อมจับผู้ต้องสงสัยฝ่ายซ้ายสามพันคน สื่อทั้งหมดถูกตรวจพิจารณา และสมาชิกในองค์การคอมมิวนิสต์ถูกลงโทษประหารชีวิต มีการกวาดล้างครอบคลุมมหาวิทยาลัย สื่อและบริการสาธารณะ[7] รัฐบาลสั่งห้ามเผยแพร่ภาพเหตุการณ์ทั้งหมด ตลอดจนเรื่องราวของเหตุการณ์โดยเด็ดขาด ตามคำสั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สมัคร สุนทรเวช รวมถึงคณะปฏิรูปฯ ยังมีคำสั่งห้ามจำหน่ายหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับ เป็นเวลา 3 วันหลังเหตุการณ์ และตรวจสอบเนื้อหาของสื่อมวลชนอีกหลายประการ ทั้งยกเลิกการสอนเรื่องการเมืองในโรงเรียนต่าง ๆ อีกด้วย[28] ประชาธิปไตยค่อย ๆ ได้รับการฟื้นฟูภายในโครงการ 12 ปี[36] รัฐบาลชุดนี้เป็นชุดที่นิยมเจ้าและต่อต้านฝ่ายซ้ายดุดันที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย แต่ก็ปราบปรามการฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างหนักด้วย ฝ่ายซ้ายเมืองราว 800 คนหลบหนีไปยังพื้นที่ชายแดนซึ่งคอมมิวนิสต์ควบคุมอยู่หลังรัฐประหาร[37] มีการโจมตีกองโจรเป็นระลอกตามมา ซึ่งเพิ่มถึงขีดสุดในต้น พ.ศ. 2520[37]

ไม่ช้า ลัทธิคลั่งชาติของธานินทร์ก็ได้บาดหมางกับแทบทุกภาคส่วนของสังคมไทย[38] ทั้งรัฐบาลยังถูกวิจารณ์ว่ามีแนวคิดขวาจัด ดำเนินแนวนโยบายรุนแรง ส่งผลให้มีนักศึกษาจำนวนมากต้องหลบหนีเข้าป่าไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งต่อมาก็ปะทะกับเจ้าหน้าที่รัฐหลายครั้งจนมีผู้เสีชีวิตเป็นอันมาก[39] อีกทั้งเสถียรภาพ ของรัฐบาลเองก็ไม่มั่นคง เพราะถูกครอบงำจากคณะนายทหาร จึงมีความหวาดหวั่นกันว่าจะมีการรัฐประหารซ้อนเกิดขึ้น จนเช้าวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2520 มีความพยายามก่อรัฐประหารโดยมีพลเอก ฉลาด หิรัญศิริ อดีตรองผู้บัญชาการทหารบก เป็นผู้นำ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นนายทหารอีกคณะหนึ่งที่จะรัฐประหารซ้อนคณะของพลเรือเอกสงัด แต่กระทำการไม่สำเร็จ พลเอกฉลาดถูกประหารชีวิต ฐานเป็นกบฏในราชอาณาจักร[40] รัฐบาลชุดนี้สิ้นสุดลงด้วยรัฐประหาร นำโดยพลเรือเอก สงัด ชลออยู่ โดยอ้างถึงความมั่นคงของรัฐ และความล่าช้าในการร่างรัฐธรรมนูญ[40]

พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเสื่อมลงหลังเวียดนามที่สหภาพโซเวียตหนุนหลังรุกรานกัมพูชาซึ่งเป็นพันธมิตรของจีนใน พ.ศ. 2522 ทำให้ความสัมพันธ์ไทย-จีนแน่นแฟ้นขึ้น และจีนตัดความช่วยเหลือแก่ผู้ก่อการกำเริบในไทย

เหตุการณ์ในฐานะประวัติศาสตร์[แก้]

ไม่มีผู้ก่อการคนใดถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและประเด็นดังกล่าวมีความละเอียดอย่างยิ่งในประเทศไทย สมาชิกคณะผู้ยึดอำนาจการปกครองได้รับการนิรโทษกรรม แต่ไม่มีการห้ามดำเนินคดีกับบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย[41] หนังสือเรียนประวัติศาสตร์สมัยใหม่ในประเทศไทยจำนวนมากข้ามเหตุการณ์นี้ไปทั้งหมด หรือรวมรายงานด้านเดียวของตำรวจในขณะนั้นซึ่งอ้างว่าผู้ประท้วงนักศึกษาก่อเหตุรุนแรง บางเล่มลดความสำคัญของการสังหารหมู่ลงเป็นเพียง "ความเข้าใจผิด" ระหว่างสองฝ่าย ขณะที่แม้แต่เล่มที่แม่นที่สุดก็ยังเป็นเหตุการณ์ฉบับที่ลดความรุนแรงลง

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จัดงานประจำขึ้นทุกปีเพื่อจัดแสดงหนังสือพิมพ์ที่แสดงความชั่วร้าย ร่วมกับรายงานของพยานและบันทึกประวัติศาสตร์ มีการสร้างประติมากรรมอนสรณ์ในมหาวิทยาลัยใน พ.ศ. 2539[42]

สมัครได้รับเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีใน พ.ศ. 2551 เมื่อมีการตั้งคำถามถึงบทบาทของเขา เขาว่า "มีผู้เสียชีวิตเพียงคนเดียว" และการเสียชีวิตนั้นเป็นอุบัติเหตุ[43] ในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ซึ่งออกอากาศวันที่ 9 และ 10 กุมภาพันธ์ ปีเดียวกัน เขาตอบคำถามเกี่ยวกับการสังหารหมู่โดยกล่าวว่า เขาเป็น "คนนอกในขณะนั้น" เขาอ้างถึง "ชายโชคร้ายคนหนึ่งถูกทุบตีและเผาที่สนามหลวง"[43] (เป็นการอ้างถึงศิลปิน มนัส เศียรสิงห์ ซึ่งร่างถูกลากออกมาจากกองศพและถูกตัดแขนขาต่อหน้าผู้เห็นเหตุการณ์ที่ยืนเชียร์)[43][44]

ผู้เสียชีวิตหรือสูญหาย[แก้]

มีผู้เสียชีวิต เป็นศพถูกเผา ระบุเพศไม่ได้ 4 คน, เป็นศพชายไทยไม่ทราบชื่อ 6 คน, ผูกคอตายขณะเป็นผู้ต้องหา 1 คนคือ วันชาติ ศรีจันทร์สุข คงเหลือเป็นศพที่ระบุชื่อได้ จำนวน 30 คน[45] ดังนี้

  • พงษ์พันธ์ เพรามธุรส: ถูกระเบิด
  • วิชิตชัย อมรกุล: ถูกของแข็งมีคมและถูกรัดคอ
  • อับดุลรอเฮง สาตา: ถูกกระสุนปืน
  • มนู วิทยาภรณ์: ถูกกระสุนปืน
  • สุรสิทธิ์ สุภาภา: ถูกกระสุนปืน
  • สัมพันธ์ เจริญสุข: ถูกกระสุนปืน
  • สุวิทย์ ทองประหลาด: ถูกกระสุนปืน
  • บุนนาค สมัครสมาน: ถูกกระสุนปืน
  • อภิสิทธิ์ ไทยนิยม: ถูกกระสุนปืน
  • อนุวัตร อ่างแก้ว: ถูกระเบิด
  • วีระพล โอภาสพิไล: ถูกกระสุนปืน
  • สุพจน์ พันธุ์กาฬสินธุ์: ถูกกระสุนปืน
  • ภรณี จุลละครินทร์: ถูกกระสุนปืน
  • ยุทธนา บูรศิริรักษ์: ถูกกระสุนปืน
  • ภูมิศักดิ์ ศิระศุภฤกษ์ชัย: ถูกกระสุนปืน
ญาติของผู้เสียชีวิตร่ำไห้เมื่อมารับศพ
  • วัชรี เพชรสุ่น: ถูกกระสุนปืน
  • ดนัยศักดิ์ เอี่ยมคง: ถูกกระสุนปืน
  • ไพบูลย์ เลาหจีรพันธ์: ถูกกระสุนปืน
  • ชัยพร อมรโรจนาวงศ์: ถูกกระสุนปืน
  • อัจฉริยะ ศรีสวาท: ถูกกระสุนปืน
  • สงวนพันธุ์ ซุ่นเซ้ง: จมน้ำ
  • วิมลวรรณ รุ่งทองใบสุรีย์: ถูกกระสุนปืน
  • สมชาย ปิยะสกุลศักดิ์: ถูกกระสุนปืน
  • วิสุทธิ์ พงษ์พานิช: ถูกกระสุนปืน
  • สุพล บุญทะพาน: ถูกกระสุนปืน
  • ศิริพงษ์ มัณตะเสถียร: ถูกกระสุนปืน
  • วสันต์ บุญรักษ์: ถูกกระสุนปืน
  • เนาวรัตน์ ศิริรังษี: ถูกกระสุนปืน
  • ปรีชา แซ่เซีย: ถูกของแข็ง อาวุธหลายชนิด และถูกรัดคอ
  • อรุณี ขำบุญเกิด: ถูกกระสุนปืน

อ้างอิง[แก้]

  1. คำถามคนตาย 6 ตุลา 19 ถาม สุธรรม แสงประทุม
  2. 2.0 2.1 2.2 2.3 2.4 2.5 2.6 2.7 Handley, Paul M. The King Never Smiles: A Biography of Thailand's Bhumibol Adulyadej. Yale University Press. ISBN 0-300-10682-3, p. 236.
  3. Michael Leifer: Dictionary of the Modern Politics of South-East Asia, article "Thammasat University Massacre 1976", Taylor & Francis, 1995, p. 163
  4. Puey Ungpakorn, 1977, "Violence and the Military Coup in Thailand" Bulletin of Concerned Asian Scholars, vol. 9, no. 3 (July–September), p8.
  5. 5.0 5.1 Handley, p. 226.
  6. "he said that this is a domino theory....Thailand will be number four domino." Interview with Samak Sundaravej (recovered 8:06 PM 2/22/2008)
  7. 7.0 7.1 7.2 7.3 7.4 7.5 "October 1976 Coup", GlobalSecurity.org.
  8. Handley, p. 229.
  9. 9.0 9.1 Neher, Clark D., Modern Thai politics: from village to nation (1979), p. 376.
  10. 10.0 10.1 Handley, p. 230.
  11. Handley, p. 219.
  12. Neher, p. 395.
  13. Neher, p. 382.
  14. 14.0 14.1 Handley, p. 231.
  15. 15.0 15.1 15.2 15.3 15.4 15.5 15.6 15.7 15.8 15.9 Ungpakorn, Ji Giles, "From the city, via the jungle, to defeat: the 6th Oct 1976 bloodbath and the C.P.T.", Radicalising Thailand: New Political Perspectives. (2003) Institute of Asian Studies, Chulalongkorn University.
  16. 16.0 16.1 "Samakography : Part 1," Bangkok Pundit.
  17. Walker, Andrew, "Samak Sundaravej", New Mandala
  18. Handley, p. 214.
  19. Leifer, Michael, Dictionary of the modern politics of South-East Asia (2001), p. 199.
  20. 20.0 20.1 Handley, p. 225.
  21. Handley, pp. 225-226.
  22. Glassman, Jim, Thailand at the Margins: Internationalization of the State and the Transformation of Labour (2004), p. 68.
  23. 23.0 23.1 23.2 Harris, Nigel "Thailand: The Army Resumes Command" Notes of the Month, International Socialism (1st series), No.93, November/December 1976, pp.8-9.
  24. Handley, p. 232.
  25. Handley, p. 223.
  26. 26.0 26.1 Handley, p. 224.
  27. เริงศักดิ์ กำธร. กินอยู่เรียบง่าย สบายแบบชาวบ้าน ชวน หลีกภัย ลูกแม่ค้าขายพุงปลา. กรุงเทพฯ : เฟื่องอักษร, 2545. 168 หน้า. ISBN 974-87151-6-7
  28. 28.0 28.1 28.2 28.3 ชาญวิทย์ เกษตรศิริ. กาลานุกรมสยามประเทศไทย 2485-2554. กรุงเทพฯ : โพสต์ พับลิชชิง, 2555. 356 หน้า. ISBN 978-974-228-070-3
  29. 29.0 29.1 29.2 29.3 29.4 29.5 29.6 29.7 ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช. ชีวลิขิต. กรุงเทพฯ : พรรคประชาธิปัตย์, 2548. 308 หน้า. ISBN 974-9353-50-1
  30. 30.0 30.1 30.2 Handley, p. 235.
  31. 31.0 31.1 31.2 Handley, p. 255.
  32. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีข้อความใดให้ไว้สำหรับอ้างอิงชื่อ Time
  33. Puey Ungphakorn, "Violence and the Military Coup in Thailand", Bulletin of Concern Asian Scholars, July–September 1977. This figure was accepted by the Washington Post. ("Deaths" [Obituary for Sudsai Hasadin], Washington Post, August 18, 2001).
  34. 34.0 34.1 34.2 Handley, p. 237.
  35. Handley, p. 259.
  36. Handley, p. 267.
  37. 37.0 37.1 Franklin B. Weinstein, "The Meaning of National Security in Southeast Asia,". Bulletin of Atomic Scientists, November 1978, pp. 20-28.
  38. Handley, p. 246
  39. ชวน หลีกภัย. เย็นลมป่า. กรุงเทพฯ : พรรคประชาธิปัตย์, 2549. 256 หน้า. ISBN 974-94345-0-1
  40. 40.0 40.1 นรนิติ เศรษฐบุตร ศ., 26 มีนาคม คอลัมน์ส่วนร่วมสังคมไทย: หน้า 8 เดลินิวส์ฉบับที่ 22,807 ประจำวันศุกร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2555
  41. Handley, p. 266.
  42. "6 October 1976 and the real cover-up", Jotman.com.
  43. 43.0 43.1 43.2 Interview with Samak Sundaravej (recovered 8:06 PM 2/22/2008)
  44. Bryce Beemer, Forgetting and Remembering "Hok Tulaa", the October 6 Massacre
  45. ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ เช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 จาก http://www.2519.net

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

วิกิซอร์ซมี ความรุนแรงและรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519

วิกิซอร์ซมี บันทึกของเทพชัย หย่อง กรณีเหตุการณ์ 6 ตุลา วิกิซอร์ซมี คำปราศรัยของชวน หลีกภัย กรณีเหตุการณ์ 6 ตุลา วิกิซอร์ซมี จดหมายพระสุรินทร์ (สุรินทร์ มาศดิตถ์)