สงครามโลกครั้งที่สอง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

สงครามโลกครั้งที่สอง
Infobox image for WWII.png
ภาพเรียงจากซ้ายไปขวา บนลงล่าง: ตำรวจเยอรมันเดินแถวระหว่างอันชลูสส์; สภาพของชาวยิวในค่ายมรณะ; ยุทธการสตาลินกราด; ทหารโซเวียตโบกธงเหนือรัฐสภาไรซ์สทัก; ทหารญี่ปุ่นในจีน; ระเบิดปรมาณูซึ่งถูกทิ้งเหนือเมืองฮิโระชิมะ
วันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 1939 - 2 กันยายน ค.ศ. 1945
ดูเพิ่ม...
สถานที่ ยุโรป เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีน ตะวันออกกลาง แอฟริกา ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มหาสมุทรแอตแลนติกและมหาสมุทรแปซิฟิก
ผลลัพธ์ ฝ่ายสัมพันธมิตรชนะสงคราม; การก่อตั้งสหประชาชาติ; สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตก้าวขึ้นมาเป็นประเทศมหาอำนาจ; การก่อตั้งองค์การนาโตและสนธิสัญญาวอร์ซอ; การแบ่งเขตอิทธิพลในทวีปยุโรปนำไปสู่สงครามเย็น ดูเพิ่ม...
ผู้ร่วมสงคราม
ฝ่ายสัมพันธมิตร ฝ่ายอักษะ
ผู้บัญชาการ
ผู้นำฝ่ายสัมพันธมิตร ผู้นำฝ่ายอักษะ
ความสูญเสีย
ทหารเสียชีวิต:
มากกว่า 16,000,000 นาย
พลเรือนเสียชีวิต:
มากกว่า 45,000,000 คน
เสียชีวิตทั้งหมด:
มากกว่า 61,000,000 คน
ดูเพิ่ม...
ทหารเสียชีวิต:
มากกว่า 8,000,000 นาย
พลเรือนเสียชีวิต:
มากกว่า 4,000,000 คน
เสียชีวิตทั้งหมด:
มากกว่า 12,000,000 คน
ดูเพิ่ม...

สงครามโลกครั้งที่สอง (อังกฤษ: World War II หรือ Second World War[note 1]) เป็นความขัดแย้งทางทหารในระดับโลก ซึ่งครอบคลุมประเทศส่วนใหญ่ในโลก รวมทั้งประเทศมหาอำนาจทั้งหมดในสมัยนั้น โดยสามารถแบ่งความขัดแย้งได้เป็นสองภูมิภาค และดำเนินไปจนกระทั่งสิ้นสุดในปี ค.ศ. 1945 คาดว่ามีผู้เสียชีวิตในสงครามครั้งนี้มากกว่า 70 ล้านคน นับเป็นสงครามที่ก่อให้เกิดความสูญเสียชีวิตมนุษย์มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ[1]

ผู้เข้าร่วมสงครามแบ่งเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งคือฝ่ายสัมพันธมิตรเดิมประกอบด้วย อังกฤษ ฝรั่งเศสและสหภาพโซเวียต ส่วนฝ่ายตรงข้ามเรียกว่าฝ่ายอักษะ นำโดย เยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่น ซึ่งมีการระดมกำลังทหารทั้งหมดมากกว่า 100 ล้านนาย นับเป็นสงครามขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา และเป็น "สงครามเบ็ดเสร็จ" ซึ่งได้นำทรัพยากรทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมและวิทยาศาสตร์ไปใช้ในการสงครามโดยไม่เลือกว่าเป็นของพลเรือนหรือทหาร จนได้มีประมาณกันว่าสงครามโลกครั้งนี้มีค่าใช้จ่ายเป็นมูลค่าราวหนึ่งล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามค่าเงินในปี ค.ศ. 1944[2][3][4] ซึ่งยังผลให้เป็นสงครามที่ใช้เงินทุนและชีวิตมากที่สุดด้วยเช่นกัน[5]

สงครามครั้งนี้ฝ่ายสัมพันธมิตรได้รับชัยชนะ แต่ว่าชาติตะวันตกในทวีปยุโรปก็อ่อนกำลังลงอย่างมาก ส่งผลให้สหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียต กลายเป็นประเทศมหาอำนาจและนำไปสู่สงครามเย็นที่ดำเนินต่อมาอีก 46 ปี สหประชาชาติได้รับการสถาปนาขึ้น ด้วยความหวังว่าจะสามารถป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งเช่นที่เกิดขึ้นนี้ได้อีก ภายหลังสงครามมีการเคลื่อนไหวในทวีปเอเชียและแอฟริกาเพื่อเรียกร้องเอกราชจากการตกเป็นอาณานิคมของประเทศในยุโรป ขณะเดียวกัน ยุโรปตะวันตกได้พยายามมุ่งหน้าสู่การบูรณภาพ[6]

เนื้อหา

[แก้] ภูมิหลัง

หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง จักรวรรดิเยอรมันซึ่งเป็นฝ่ายแพ้สงคราม ได้ถูกบังคับให้ลงนามในสนธิสัญญาแวร์ซาย[7][note 2] เป็นผลให้จักรวรรดิเยอรมันล่มสลายและกลายมาเป็น "สาธารณรัฐไวมาร์" เยอรมนีสูญเสียดินแดนกว่า 13% สูญเสียอาณานิคมทั้งหมดของตน โดยถูกผนวกเข้ากับประเทศอื่น และยังต้องจำกัดขนาดกขององทัพ อีกทั้งภาระในการชำระค่าปฏิกรรมสงครามเป็นจำนวนมหาศาล[8] ส่วนในรัสเซียนั้น ได้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้น จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู่คอมมิวนิสต์ ในนามของสหภาพโซเวียต ซึ่งต่อมาไม่นาน ก็อยู่ภายใต้การปกครองของโจเซฟ สตาลิน[9] ในประเทศอิตาลี เบนิโต มุสโสลินีได้ยึดอำนาจปกครองประเทศแล้วตั้งตนเป็นผู้เผด็จการฟาสซิสต์[10] พร้อมให้คำสัญญาต่อประชาชนว่าจะสร้างจักรวรรดิโรมันใหม่[11]

ด้านประเทศจีน รัฐบาลพรรคก๊กมินตั๋งได้เริ่มแผนการรวมชาติขึ้นต่อต้านเหล่าขุนศึกอิสระ จนนำไปสู่การรวมชาติเพียงในนามในช่วงกลางคริสต์ทศวรรษ 1920 แต่หลังจากนั้นไม่นาน รัฐบาลจีนกลับต้องเข้าไปพัวพันกับสงครามกลางเมืองเพื่อต่อต้านพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งเป็นพันธมิตรเก่า[12] ขณะที่ในปี ค.ศ. 1931 จักรวรรดิญี่ปุ่นซึ่งมีความต้องการจะมีอิทธิพลเหนือประเทศจีนมาเป็นเวลานานแล้ว[13] กำลังเพิ่มกำลังทหารในจีนอย่างขนานใหญ่ เพื่อเป็นแผนการขั้นแรกในการเข้าปกครองทั้งทวีปเอเชีย โดยใช้กรณีมุกเดนเป็นข้ออ้างในการรุกรานแมนจูเรีย และผนวกดินแดนสองมณฑลของจีน[14] หลังจากนั้นทั้งสองชาติเกิดการกระทบกระทั่งขนาดย่อยขึ้นอีกหลายครั้ง จนกระทั่งนำไปสู่การพักรบตางกู ในปี ค.ศ. 1933[15] แต่ถึงกระนั้น กองกำลังอาสาจีนก็ยังคงต่อต้านกองทัพญี่ปุ่นต่อไปในอีกหลายพื้นที่ในแมนจูเรียและมองโกเลียใน[16]

เดือนมกราคม ค.ศ. 1933 อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ หัวหน้าพรรคสังคมนิยมชาตินิยมกรรมกรเยอรมัน ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำประเทศเยอรมนีและเริ่มเสริมสร้างกำลังทางทหารของประเทศอีกครั้ง[17] สร้างความกังวลให้แก่ฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นประเทศที่ได้รับความสูญเสียจากสงครามครั้งที่แล้วเป็นอย่างมาก เช่นเดียวกับประเทศอิตาลี ที่วิตกกังวลว่าแผนการขยายดินแดนของเยอรมนีนั้น จะกระทบต่อแผนการเดียวกันของฝ่ายตน[18] ฝรั่งเศสจึงยอมให้อิตาลียึดครองเอธิโอเปีย ซึ่งอิตาลีมีความต้องการที่จะสร้างเป็นอาณานิคมของตน เพื่อรักษาสภาพความเป็นพันธมิตรระหว่างทั้งสองชาติ เหตุการณ์เริ่มเลวร้ายยิ่งขึ้นเมื่อถึงช่วงต้นปี ค.ศ. 1935 ซาร์แลนด์ได้ถูกยุบรวมเข้ากับเยอรมนีโดยชอบธรรม และฮิตเลอร์ได้ฉีกสนธิสัญญาแวร์ซายโดยการฟื้นฟูกองทัพและเริ่มมีการเกณฑ์ทหารอย่างรวดเร็ว[19] ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร และอิตาลีจึงพยายามก่อตั้ง "แนวสเตรซา" ขึ้น เพื่อจำกัดการกระทำของฝ่ายเยอรมนี[20] ด้านสหภาพโซเวียตก็วิตกต่อแผนการขยายดินแดนสู่ยุโรปตะวันออกของเยอรมนีเช่นกัน จึงลงเอยกันที่การทำสัญญาช่วยเหลือซึ่งกันและกันทั้งสองฝ่ายกับฝรั่งเศส[21]

ทหารญี่ปุ่นรุกรานจีนในกรณีมุกเดน

การทำสนธิสัญญาเป็นพันธมิตรดังกล่าวมานี้ไม่มีค่าอะไรมากนัก สนธิสัญญาฝรั่งเศส-โซเวียตในการให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันนั้นไม่มีผลบังคับใช้ เนื่องจากจำเป็นจะต้องผ่านการพิจารณาของสันนิบาตชาติก่อนจึงจะมีผลบังคับใช้ได้[22][23] และในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1935 สหราชอาณาจักรได้ทำสนธิสัญญาการเดินเรือแยกต่างหากกับเยอรมนี โดยผ่อนปรนต่อข้อบังคับต่าง ๆ ที่มีผลบังคับเยอรมนีมาก่อนหน้านี้ ส่วนชาติที่โดดเดี่ยวอย่างสหรัฐอเมริกาก็เป็นกังวลกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในยุโรปและเอเชีย จึงได้ผ่านรัฐบัญญัติว่าด้วยความเป็นกลาง ในเดือนสิงหาคม[24] ในเดือนตุลาคม อิตาลีได้เข้ารุกรานเอธิโอเปีย[25] จึงถูกโดดเดี่ยวทางการเมืองในเวทีสันนิบาตชาติ โดยเยอรมนีเป็นมหาอำนาจเพียงชาติเดียวที่ให้การสนับสนุนการรุกรานของอิตาลี พร้อมกับที่อิตาลียกเลิกข้อคัดค้านต่อเยอรมนีในการยึดครองออสเตรียเป็นรัฐบริวาร[26]

เดือนมีนาคม ค.ศ. 1936 ฮิตเลอร์ได้ส่งกองทัพเข้ายึดครองไรน์แลนด์ อันเป็นการฝ่าฝืนสนธิสัญญาแวร์ซายส์และสนธิสัญญาโลคาร์โนโดยตรง แต่ก็ได้รับการตอบสนองน้อยมากจากกลุ่มประเทศยุโรปอื่น ๆ[27] เมื่อสงครามกลางเมืองสเปนปะทุขึ้นในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน ทั้งฮิตเลอร์และมุสโสลินีได้ให้ความสนับสนุนแก่จอมพลฟรันซิสโก ฟรังโก ผู้นำฝ่ายชาตินิยมสเปน เพื่อต่อต้านรัฐบาลสาธารณรัฐสเปนที่สอง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียต[28] ทั้งสองฝ่ายต่างใช้สงครามครั้งนี้เป็นสนามทดสอบอาวุธและยุทธวิธีในการทำสงครามที่คิดค้นขึ้นใหม่ด้วย[15][29] จนกระทั่งฝ่ายชาตินิยมสเปนได้รับชัยชนะเมื่อต้นปี ค.ศ. 1939[30] 

จากความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น จึงเกิดความพยายามเสริมสร้างความแข็งแกร่งหรือการรวมกลุ่มระหว่างประเทศขึ้น เยอรมนีได้ร่วมมือกับอิตาลีก่อตั้งแกนโรม-เบอร์ลินขึ้นในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1936[31] และทำสนธิสัญญาต่อต้านองค์การคอมมิวนิสต์สากลกับญี่ปุ่นในเดือนถัดมา[15] โดยต่างฝ่ายต่างมีความเห็นตรงกันว่าคอมมิวนิสต์และสหภาพโซเวียตเป็นภัยคุกคามต่อตนเอง ซึ่งอิตาลีก็ได้เข้าร่วมด้วยในปีต่อมา[32] ส่วนในประเทศจีน กองกำลังของพรรคก๊กมินตั๋งกับพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ทำการตกลงหยุดยิง เพื่อร่วมกันสร้างแนวร่วมครั้งที่สองขึ้นเพื่อต่อต้านจักรวรรดิญี่ปุ่น[33][34]

[แก้] ทัศนะโดยทั่วไป

ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ได้เกิดสงครามครั้งใหญ่ขึ้นถึงสองครั้ง โดยสงครามโลกครั้งแรกเป็นสงครามที่เกิดขึ้นเฉพาะในทวีปยุโรปเป็นสำคัญเท่านั้น แต่ในสงครามโลกครั้งที่สองนับได้ว่าเป็นสงครามที่ลุกลามไปทั่วโลกอย่างแท้จริง สงครามโลกทั้งสองครั้งจึงพบว่ามีความแตกต่างกันอยู่หลายประการทีเดียว[35]

เครื่องบินทิ้งระเบิดอเมริกันทิ้งระเบิดเหนือกรุงเบอร์ลิน

สงครามโลกครั้งที่สองนั้นกลายเป็นว่าเป็นการรบระหว่างสองแนวคิดพื้นฐานที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ฝ่ายหนึ่ง คือ ฝ่ายที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงโลกใหม่ (ฝ่ายอักษะ) และอีกฝ่ายที่พยายามจะรักษาแนวทางเดิมของโลกเอาไว้ (ฝ่ายสัมพันธมิตร)[36] หรืออาจแบ่งออกได้เป็นสองกลุ่มตามอาณานิคมและทรัพยากรธรรมชาติในครอบครองของตน ได้แก่ "กลุ่มประเทศมี" (Have Countries) กับ "กลุ่มประเทศไม่มี" (Have not Countries) ซึ่งเป็นผลมาจากสนธิสัญญาแวร์ซายส์ ซึ่งนับเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่สงครามโลกในภายหลัง[37] อย่างไรก็ตาม พันธมิตรทางทหารทั้งสองฝ่ายก็มิได้ให้ความร่วมมือกันอย่างแน่นแฟ้น เพราะทั้งสองฝ่ายเป็นเพียงการร่วมมือกันของกลุ่มประเทศคู่สงครามโดยมีจุดประสงค์เพื่อทำลายอีกฝ่ายลงอย่างราบคาบเพียงอย่างเดียวเท่านั้น[38]

สงครามโลกครั้งที่สองก่อให้เกิดความร่วมมืออย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในหลายประเทศ เพราะว่าในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เป็นการระดมคนจำนวนมากเข้ามาประหัตประหารกัน หรือที่เรียกกันว่า "สงครามของคนหมู่มาก" (War of the Masses)[39] แต่ในสงครามโลกครั้งที่สอง ประชาชนทุกคนล้วนเกี่ยวข้องกับสงครามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงอาจกล่าวได้ว่า สงครามโลกครั้งที่สองนั้นเป็น "สงครามของประชาชนทุกคน"[39]

การรบในสงครามโลกครั้งที่สองนั้นมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทั้งยุทธศาสตร์ ยุทโธปกรณ์และยุทธวิธี จนกระทั่งมีนักประวัติศาสตร์ผู้หนึ่งกล่าวไว้ว่า สงครามโลกครั้งที่สอง "เป็นการรบที่กระทำอย่างกระทันหันโดยปราศจากการวางแผนอย่างยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์"[40] เพราะว่าสงครามโลกครั้งที่สองไม่อาจกำหนดได้อย่างชัดเจนว่าที่ใดคือจุดแตกหักของสงคราม อาวุธใดโดดเด่นที่สุดในสงครามและข้อสรุปทางประวัติศาสตร์อื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมาก[40]

หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองยุติลง ทวีปยุโรปไม่เหลือพลังอำนาจที่จะดำเนินตามนโยบายของตนในภูมิภาคอื่น ๆ ของโลกได้อีกต่อไป ดังที่ฝ่ายสัมพันธมิตรกลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบเหนือฝ่ายอักษะภายหลังการเข้าสู่สงครามสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตแล้ว[41] ดังนั้น สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตจึงได้ก้าวขึ้นเป็นสองประเทศมหาอำนาจใหม่ของโลกในเวลาต่อมา

[แก้] การนับเวลา

สงครามโลกครั้งที่สองไม่สามารถกำหนดจุดเริ่มต้นอย่างชี้ชัดแน่นอนได้ เพราะเป็นการไม่ยุติธรรมต่อประเทศใดประเทศหนึ่ง นักประวัติศาสตร์จึงเลือกหลายช่วงเวลาว่าเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งนี้แตกต่างกันไปตามแนวคิดของตน ซึ่งได้แก่ เหตุการณ์ญี่ปุ่นรุกรานแมนจูเรีย ในปี ค.ศ. 1931[42][43] อิตาลีรุกรานเอธิโอเปีย ในปี ค.ศ. 1935[44][45][46] สงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่สอง ในปี ค.ศ. 1937[47][48] เยอรมนีรุกรานโปแลนด์ ในปี ค.ศ. 1939 ซึ่งนักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของสงคราม[49][50][51] ญี่ปุ่นโจมตีที่เพิร์ลฮาร์เบอร์ ในปี ค.ศ. 1941 และเยอรมนีรุกรานสหภาพโซเวียต ในปี ค.ศ. 1941[51] และยังมีนักเขียนบางท่านที่ให้ความเห็นว่า สงครามโลกครั้งที่สองเป็นสงครามครั้งเดียวกันกับสงครามโลกครั้งที่หนึ่งด้วยซ้ำไป[52] (โดยมีการใช้คำว่า "สงครามกลางเมืองยุโรป" หรือ "สงครามสามสิบปีครั้งที่สอง"[53][54]) ส่วนการถือเอาตามตำรา มักจะใช้ว่า 1 กันยายน ค.ศ. 1939-2 กันยายน ค.ศ. 1945

นอกเหนือจากนั้น สงครามโลกครั้งที่สองยังมีกำหนดเวลาสิ้นสุดแตกต่างกันเช่นกัน บ้างก็นับที่การประกาศสัญญาสงบศึกเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ค.ศ. 1945 มากกว่าการยอมจำนนอย่างเป็นทางการเมือ่วันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1945; บางประเทศในทวีปยุโรปยึดเอาวันแห่งชัยชนะในทวีปยุโรป (8 พฤษภาคม ค.ศ. 1945) เป็นสำคัญ แต่ว่า สนธิสัญญาสันติภาพกับประเทศญี่ปุ่นก็ยังไม่ได้มีการลงนามจนกระทั่งปี ค.ศ. 1951[55]

[แก้] เส้นทางของสงคราม

[แก้] สงครามปะทุ

กองทัพญี่ปุ่นในการรบที่เมืองอู่ฮั่น
เครื่องบินทิ้งระเบิดเยอรมันทิ้งระเบิดเหนือกรุงวอร์ซอ

กลางปี ค.ศ. 1937 ตามข้อตกลงหยุดยิงที่สะพานมาร์โค โปโล ญี่ปุ่นเริ่มการรุกรานจีนอย่างเต็มตัว โดยเป็นจุดลงเอยของการทัพซึ่งมีเป้าหมายในการรุกรานจีนทั้งหมด[56] สหภาพโซเวียตได้รีบให้ความช่วยเหลือแก่จีน และเป็นการยุติความร่วมมือกับเยอรมนีที่มีอยู่ก่อนหน้า กองทัพญี่ปุ่นได้ผลักดันกองทัพจีนให้ล่าถอย โดยเริ่มจากที่เมืองเซี่ยงไฮ้ และสามารถยึดนานกิงได้ในเดือนธันวาคม ถึงเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1938 กองทัพจีนสามารถยับยั้งการรุกคืบของกองทัพญี่ปุ่นได้จากเหตุอุทกภัยที่แม่น้ำฮวงโห ในช่วงเวลานี้พวกเขาก็ได้เตรียมการป้องกันที่เมืองอู่ฮั่น แต่ก็ยังถูกตีแตกในเดือนตุลาคม[57] ระหว่างนั้น กองทัพญี่ปุ่นและกองทัพโซเวียตได้มีการปะทะกันอย่างประปรายที่ทะเลสาบคาซาน ในช่วงเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1939 ซึ่งต่อมาได้บานปลายขึ้นจนเป็นสงครามตามแนวชายแดนอย่างร้ายแรง[58] ซึ่งยุติลงด้วยสัญญาหยุดยิงเมื่อวันที่ 15 กันยายน โดยไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงดินแดนใด ๆ[59] แต่หลังจากนั้น ญี่ปุ่นและสหภาพโซเวียตก็ไม่มีการปะทะกันอีกเลย

ด้านทวีปยุโรป บทบาทของเยอรมนีและอิตาลีเริ่มมีความก้าวร้าวมากขึ้น ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1938 เยอรมนีผนวกออสเตรีย โดยที่ได้รับปฏิกิริยาชาติตะวันตกอื่น ๆ เพียงเล็กน้อยเท่านั้น[60] ด้วยความฮึกเหิม ฮิตเลอร์จึงได้เริ่มการอ้างสิทธิครอบครองซูเดเตนแลนด์ ฝรั่งเศสและอังกฤษยินยอมให้เยอรมนียึดครองซูเดนเตแลนด์ โดยขัดต่อความต้องการของรัฐบาลเชโกสโลวาเกีย เพื่อแลกกับการหยุดแสวงหาดินแดนเพิ่มเติม[61] ทว่าหลังจากนั้น เยอรมนีและอิตาลีได้บังคับให้เชโกสโลวาเกียยกดินแดนให้กับฮังการีและโปแลนด์[62] และในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1939 เยอรมนีก็ได้ครอบครองเชโกสโลวาเกียอย่างสมบูรณ์ โดยแบ่งออกเป็นรัฐในอารักขาโบฮีเมียและโมราเวีย และรัฐหุ่นเชิดนิยมเยอรมนี สาธารณรัฐสโลวัก[63]

ด้วยความตื่นตัวจากเหตุที่ฮิตเลอร์มีความต้องการยึดครองนครเสรีดานซิก ฝรั่งเศสและอังกฤษจึงรับประกันความเป็นเอกราชของโปแลนด์หากถูกเยอรมนีโจมตี และเมื่ออิตาลีสามารถครอบครองอัลแบเนียได้ในเดือนเมษายน ฝรั่งเศสและอังกฤษก็ให้คำมั่นเช่นเดียวกันนี้แก่โรมาเนียและกรีซด้วย[64] ส่วนทางด้านเยอรมนีและอิตาลีก็ร่วมมือกันเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการในสนธิสัญญาเหล็ก[65]

เดิมทีสหภาพโซเวียตได้พยายามเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับอังกฤษและฝรั่งเศส ในความพยายามที่จะจำกัดวงของเยอรมนี[66] แต่ทั้งสองชาติก็บอกปฏิเสธ ด้วยความแคลงใจในเจตนาและความสามารถของสหภาพโซเวียต[67] สหภาพโซเวียตเกรงว่าสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสไม่ปรารถนาที่จะให้ความร่วมมือทางการทหารแก่ตน[68] และวิตกว่าอาจจะเกิดสงครามระหว่างเยอรมนีกับสหภาพโซเวียต โดยที่ฝ่ายสัมพันธมิตรอาจเอนเอียงเข้ากับฮิตเลอร์[69] เป็นการทำให้สหภาพโซเวียตต้องทำสนธิสัญญาไม่รุกรานระหว่างนาซี-โซเวียต[70] รวมไปถึงข้อตกลงลับระหว่างทั้งสองที่จะแบ่งกันครอบครองยุโรปตะวันออก โดยยกโปแลนด์และลิทัวเนียให้อยู่ในเขตอิทธิพลของเยอรมนี และยกโปแลนด์ตะวันออก ฟินแลนด์ เอสโตเนีย ลัตเวียและแคว้นเบสซาราเบียของโรมาเนียให้อยู่ในเขตอิทธิพลของสหภาพโซเวียต[71]

นายทหารเยอรมนีและโซเวียตหารือกันระหว่างการรบในโปแลนด์

เมื่อวันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 1939 เยอรมนีและสโลวาเกียเริ่มการรุกรานโปแลนด์ ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร และบรรดาประเทศในเครือจักรภพ จึงประกาศสงครามกับเยอรมนี แต่ก็ได้ให้ความช่วยเหลือโปแลนด์เพียงแค่การส่งกองทหารฝรั่งเศสขนาดเล็กเข้าไปปฏิบัติการในซาร์แลนด์เท่านั้น[72] และเมื่อวันที่ 17 กันยายน หลังจากทำสัญญาสงบศึกชั่วคราวกับญี่ปุ่นแล้ว สหภาพโซเวียตจึงเริ่มการรุกรานโปแลนด์ของตนเอง[73] ถึงต้นเดือนตุลาคม โปแลนด์จึงถูกแบ่งเป็นเขตยึดครองของเยอรมนี สหภาพโซเวียต ลิทัวเนียและสโลวาเกีย[74] อย่างไรก็ตาม โปแลนด์ไม่เคยยอมจำนนอย่างเป็นทางการและยังคงทำการรบต่อนอกประเทศของตน[75]

ในระหว่างที่กำลังเกิดการรบในโปแลนด์อยู่นั้น กองทัพญี่ปุ่นก็เปิดฉากการโจมตีเมืองฉางซาเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นเมืองสำคัญทางยุทธศาสตร์ของจีน แต่ก็ถูกตีพ่ายในตอนต้นเดือนตุลาคม[76]

หลังจากการรบในโปแลนด์ สหภาพโซเวียตได้บีบบังคับรัฐบอลติกเพื่อยินยอมให้สหภาพโซเวียตส่งกองทัพเข้าไปประจำการภายใต้เงื่อนไขของสนธิสัญญาความร่วมมือระหว่างกัน[77][78][79] แต่ฟินแลนด์ปฏิเสธความต้องการดินแดน และถูกสหภาพโซเวียตรุกรานในสงครามฤดูหนาว เมื่อเดือนพฤศจิกายน[80] และจบลงด้วยสนธิสัญญาสันติภาพมอสโก ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1940[81] ฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักรได้มองว่าสหภาพโซเวียตพยายามจะเข้าสู่สงครามโลกโดยอยู่ฝ่ายเดียวกับเยอรมนี และได้ขับสหภาพโซเวียตออกจากสันนิบาตชาติ[82][79] และในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1940 สหภาพโซเวียตรุกรานและยึดครองรัฐบอลติก[78]

ในยุโรปตะวันตก อังกฤษได้จัดวางกำลังทหารของตนบนยุโรปภาคพื้นทวีป แต่ก็ไม่มีการโจมตีโดยตรงระหว่างฝ่ายอักษะกับฝ่ายสัมพันธมิตรอีกจนกระทั่งเดือนเมษายน ค.ศ. 1940[83] สหภาพโซเวียตและเยอรมนีได้บรรลุสนธิสัญญาทางการค้า ซึ่งสหภาพโซเวียตได้รับเครื่องประกอบทางทหารและทางอุตสาหกรรมเพื่อแลกกับการส่งวัตถุดิบให้กับเยอรมนี เพื่อชดเชยจากการถูกปิดล้อมเมืองท่าโดยอังกฤษ[84] ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1940 เยอรมนีรุกรานเดนมาร์กและนอร์เวย์ เพื่อรักษาความปลอดภัยในการขนส่งเหล็กและโลหะจากสวีเดน ซึ่งฝ่ายสัมพันธมิตรพยายามที่จะขัดขวาง[85] เดนมาร์กได้ยอมจำนนอย่างรวดเร็ว และถึงแม้ว่านอร์เวย์จะได้รับความช่วยเหลือจากฝ่ายสัมพันธมิตรแล้วก็ตาม แต่ว่าเยอรมนีก็สามารถพิชิตชัยได้ในเวลาเพียงสองเดือน[86] ความไม่พอใจต่อผลของการทัพนอร์เวย์ของชาวอังกฤษได้นำไปสู่การเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีจากเนวิลล์ เชมเบอร์แลน เป็นวินสตัน เชอร์ชิลล์ เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม[87]

[แก้] ฝ่ายอักษะเคลื่อนทัพ

ทหารเยอรมันในกรุงปารีส หลังฝรั่งเศสยอมจำนน

ในวันเดียวกัน เยอรมนีโจมตีฝรั่งเศสและกลุ่มประเทศต่ำ[88] เนเธอร์แลนด์และเบลเยี่ยมพ่ายแพ้ด้วยผลจากการใช้ยุทธวิธีการโจมตีสายฟ้าแลบหลายครั้งติดต่อกันในเวลาไม่กี่สัปดาห์[89] ฝรั่งเศสได้เสริมสร้างแนวป้องกันแมกิโนต์ของตน แต่ฝ่ายเยอรมนีใช้อุบายการตีผ่านแนวเทือกเขาอาร์เดนเนส ซึ่งมีป่าปกคลุมหนาแน่น ซึ่งนักวางแผนชาวฝรั่งเศสคาดการณ์ผิดว่าแนวป้องกันตามธรรมชาติของตนจะสามารถต้านทานการบุกของกองกำลังยานเกราะได้[90] เมื่อถึงปลายเดือนพฤษภาคม ทหารอังกฤษถูกบังคับให้ต้องล่าถอยออกจากฝรั่งเศส และละทิ้งยุทโธปกรณ์หนักเป็นจำนวนมาก ในวันที่ 10 มิถุนายน อิตาลีรุกรานฝรั่งเศส และประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร[91] สิบสองวันหลังจากการยอมจำนนของฝรั่งเศส ฝรั่งเศสจึงถูกแบ่งเป็นเขตยึดครองของเยอรมนีและอิตาลี[92] และรัฐซึ่งไม่อยู่ภายใต้การยึดครองภายใต้ระบอบวิชี[93] ตอนต้นของเดือนกรกฎาคม กองทัพเรืออังกฤษก็ทำลายกองทัพเรือฝรั่งเศสในแอลจีเรีย เพื่อป้องกันมิให้กองทัพเยอรมนีนำไปใช้ในกรณีที่เป็นไปได้[94]

เครื่องบินทิ้งระเบิดเยอรมัน ระหว่างยุทธการแห่งบริเตน แต่กองทัพอากาศเยอรมันไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้ การรบในยุโรปตะวันตกจึงถูกยับยั้ง

เมื่อฝรั่งเศสหลุดจากสงคราม ฝ่ายอักษะก็มีกำลังยิ่งขึ้น กองทัพอากาศเยอรมนีเริ่มการรบในยุทธการแห่งบริเตน เพื่อครองแสงยานุภาพเหนือน่านฟ้าและเตรียมการรบภาคพื้นดินบนเกาะอังกฤษ[95] แต่การทัพดังกล่าวประสบความล้มเหลว และแผนการรุกรานภาคพื้นดินได้ถูกยกเลิกในเดือนกันยายน ส่วนกองทัพเรือเยอรมันประสบความสำเร็จในยุทธการแอตแลนติกจากการจมเรือรบราชนาวีอังกฤษด้วยเรืออู อันเป็นผลมาจากการยึดครองเมืองท่าฝรั่งเศส[96] อิตาลีก็เริ่มการปฏิบัติการทางทะเลของตนในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ด้วยการปิดล้อมเมืองมอลต้า ในเดือนมิถุนายน และสามารถพิชิตโซมาลิแลนด์ ในเดือนสิงหาคม และเปิดฉากการรบในการรุกรานอียิปต์ในตอนต้นเดือนกันยายน ส่วนทางด้านญี่ปุ่นก็เพิ่มการปิดล้อมจีนด้วยการโจมตีฐานทัพหลายแห่ง ทางตอนเหนือของอินโดจีนฝรั่งเศส ซึ่งถูกโดดเดี่ยว[97]

ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว ฝ่ายสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นกลางได้ออกมาตรการในการช่วยเหลือจีนและพันธมิตรตะวันตก ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1939 สหรัฐอเมริกาก็ขายอาวุธและยานพาหนะจำนวนมากให้แก่ฝ่ายสัมพันธมิตร[98] ระหว่างปี ค.ศ. 1940 ภายหลังจากการยึดครองกรุงปารีสของเยอรมนี สหรัฐอเมริกาได้เพิ่มเติมขนาดกองทัพเรือของตนขนานใหญ่ และหลังจากการรุกล้ำเข้าไปยังอินโดจีนฝรั่งเศสของญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกาก็สนับสนุนการห้ามขนส่งเหล็ก เหล็กกล้า และชิ้นส่วนของเครื่องจักรแก่ญี่ปุ่น[99] และในเดือนกันยายน สหรัฐอเมริกาก็ตกลงขายเรือประจัญบานเพื่อแลกกับฐานทัพเรือโพ้นทะเลกับอังกฤษ[100] อย่างไรก็ตาม สาธารณชนชาวอเมริกันส่วนใหญ่ก็ยังคงต่อต้านการเข้าแทรกแซงความขัดแย้งทางทหารโดยตรง จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1941[101]

ในตอนปลายเดือนกันยายน สนธิสัญญาสามฝ่าย ระหว่างเยอรมนี อิตาลีและญี่ปุ่น ได้เป็นรวมตัวกันก่อตั้งฝ่ายอักษะอย่างเป็นทางการ[102] ด้วยการเตือนของสหรัฐอเมริกา สนธิสัญญาดังกล่าวได้กำหนดเงื่อนไขซึ่งทุกประเทศ ยกเว้นสหภาพโซเวียต ซึ่งยังไม่อยู่ในภาวะสงครามและโจมตีรัฐสมาชิกฝ่ายอักษะรัฐใดรัฐหนึ่งจะนำไปสู่สภาวะสงครามกับรัฐสมาชิกทั้งหมด[103] สหภาพโซเวียตแสดงโดยนัยว่ามีตนความสนใจจะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายอักษะ โดยในเดือนพฤศจิกายน สหภาพโซเวียตก็ได้ส่งข้อเสนอทางเศรษฐกิจที่เยอรมนีประทับใจมาก[104] ขณะที่เยอรมนียังคงปิดเงียบในตอนแรกแล้วจึงตอบตกลงในตอนหลัง[105] สหรัฐอเมริกาเพิกเฉยต่อสนธิสัญญาดังกล่าว และยังคงสนับสนุนสหราชอาณาจักรและจีนต่อไป โดยนโยบายให้กู้-ยืม ซึ่งรับหน้าที่ในการจัดหาทรัพยากรสงครามและอื่น ๆ[106] และสร้างพื้นที่ปลอดภัยแบบหยาบ ๆ ซึ่งกินมีพื้นที่ครึ่งหนึ่งของมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาจะคอยคุ้มกันกองเรือสินค้าของอังกฤษ[107] ทำให้เยอรมนีและสหรัฐอเมริกาเผชิญหน้ากันในการทำสงครามทางทะเลในมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือและตอนกลาง ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1941 ถึงแม้ว่าในสถานะอย่างเป็นทางการ สหรัฐอเมริกาจะยังคงดำรงตนเป็นกลางอยู่ก็ตาม[108]

ฝ่ายอักษะได้ขยายตัวในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1940 เมื่อฮังการี สโลวาเกีย และโรมาเนีย เข้าร่วมกับฝ่ายอักษะ[109] ซึงในเวลาต่อมา ประเทศเหล่านี้จะมีส่วนร่วมรุกรานสหภาพโซเวียตในภายหลัง แต่โรมาเนียถูกพิจารณาว่ามีบทบาทมากที่สุด เนื่องจากต้องการทวงดินแดนที่สหภาพโซเวียตยึดครอง และยังเป็นความปรารถนาส่วนตัวของอิออน อันโตเนสคูที่ต้องการปราบปรามคอมมิวนิสต์[110]

ในเดือนตุลาคม อิตาลีรุกรานกรีซ แต่ภายในไม่กี่วันก็ถูกขับไล่และถูกตีจนต้องถอยร่นเข้าไปในอัลแบเนีย ซึ่งก็ถูกรุกจนมุม[111] ในเดือนธันวาคม ค.ศ. ในทวีปแอฟริกา กองทัพกลุ่มประเทศเครือจักรภพอังกฤษก็ได้โจมตีโต้กลับกองกำลังอิตาลีในปฏิบัติการเข็มทิศและดินแดนแอฟริกาตะวันออกของอิตาลี[112] ในตอนต้นของปี ค.ศ. 1941 เมื่อกองทัพอิตาลีนั้นถูกผลักดันกลับไปยังลิเบียโดยกองทัพกลุ่มประเทศเครือจักรภพ เชอร์ชิลล์ก็ได้ออกคำสั่งให้ส่งกองกำลังจากแอฟริกาเข้าไปเสริมกำลังในกรีซ[113] กองทัพเรืออิตาลีก็ประสบกับความปราชัยครั้งสำคัญ เมื่อราชนาวีอังกฤษสามารถทำลายเรือประจัญบานของอิตาลีไปถึงสามลำในยุทธนาวีตารันโต และเรือรบอีกหลายลำระหว่างยุทธนาวีแหลมมะตะปัน[114]

ไม่นานนัก เยอรมนีก็ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลืออิตาลี ฮิตเลอร์ได้ส่งกองทัพเยอรมันเข้าสู่ลิเบีย ในเดือนกุมภาพันธ์ และภายในปลายเดือนมีนาคม กองทัพฝ่ายอักษะก็ทำการรุกหนักกับกองทัพของกลุ่มเครือจักรภพที่ลดจำนวนลงไป[115] และภายในหนึ่งเดือน กองทัพเครือจักรภพก็ถูกตีถอยร่นกลับสู่อียิปต์ เว้นแต่เพียงเมืองท่าโทบรุคซึ่งถูกปิดล้อมเอาไว้เท่านั้น[116] กองทัพเครือจักรภพพยายามจะขับไล่กองทัพอักษะออกไปในเดือนพฤษภาคม และอีกครั้งในเดือนมิถุนายน แต่ก็ประสบความล้มเหลวทั้งสองครั้ง[117] ตอนต้นของเดือนเมษายน หลังจากบัลแกเรียเข้าร่วมกับฝ่ายอักษะ กองทัพเยอรมันก็เข้าแทรกแซงในคาบสมุทรบอลข่าน โดยโจมตีกรีซและยูโกสลาเวียภายหลังการรัฐประหาร ซึ่งก็ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว จนในท้ายที่สุด กองทัพสัมพันธมิตรก็ต้องอพยพหลังจากความพ่ายแพ้ในยุทธการเกาะครีต เมื่อถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม[118]

พลร่มเยอรมันระหว่างการรุกรานเกาะครีต

แต่ในขณะเดียวกัน ฝ่ายสัมพันธมิตรก็ประสบความสำเร็จในช่วงเวลานี้เช่นเดียวกัน ในตะวันออกกลาง กองทัพเครือจักรภพก็ได้รับชัยชนะในการปราบปรามรัฐประหารในอิรัก ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยกองทัพอากาศเยอรมันจากฐานทัพในซีเรียในอาณัติฝรั่งเศส[119] จากนั้น ด้วยความช่วยเหลือของขบวนการฝรั่งเศสเสรี ฝ่ายสัมพันธมิตรก็ประสบความสำเร็จในการทัพซีเรียและเลบานอน เพื่อจัดการกับทหารอักษะในพื้นที่[120]

ในมหาสมุทรแอตแลนติก ประชาชนอังกฤษมีขวัญและกำลังใจเพิ่มขึ้นจากการที่ราชนาวีอังกฤษสามารถจมเรือธงเยอรมันบิสมาร์กลงสู่ก้นทะเลได้สำเร็จ[121] และที่สำคัญสุด กองทัพอากาศอังกฤษสามารถต้านทานการโจมตีของลุควาฟเฟได้ในยุทธการแห่งบริเตน และเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม ค.ศ. 1941 ฮิตเลอร์ต้องยกเลิกการทิ้งระเบิดเหนือเกาะอังกฤษไป[122]

ในทวีปเอเซีย หลังจากการรุกของทั้งสองฝ่าย สงครามระหว่างจีนและญี่ปุ่นได้อยู่ในสภาวะที่เสมอกันในปี ค.ศ. 1940 ในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน คอมมิวนิสต์จีนก็ได้โจมตีจีนตอนกลางในการรุกทหารร้อยกรม และในการแก้แค้น ญี่ปุ่นก็มีมาตรการรุนแรงออกมาเพื่อลดกำลังคนและปัจจัยการผลิตของกองกำลังคอมมิวนิสต์จีน[123] และความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์จีนและกองทัพชาตินิยมจีน ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายสิ้นสุดลงอย่างสิ้นเชิงในเดือนมกราคม 1941 อันทำให้ปฏิบัติการทางทหารที่กระทำร่วมกันยุติลงด้วย[124]

ด้วยสถานการณ์ในยุโรปและเอเชียนั้นค่อนข้างมั่นคงแล้ว เยอรมนี ญี่ปุ่นและสหภาพโซเวียตก็ได้ตระเตรียมการ ด้านทางสหภาพโซเวียตก็ประสบกับความตึงเครียดที่เพิ่มมากขึ้นจากเยอรมนี และความพยายามของญี่ปุ่นที่จะหาผลประโยชน์จากสงครามในทวีปยุโรป โดยการยึดเอาอาณานิคมอันอุดมสมบูรณ์ของยุโรปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่ญี่ปุ่นและสหภาพโซเวียตก็ได้ตกลงทำสนธิสัญญาความเป็นกลางโซเวียต-ญี่ปุ่น ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1941[125] ตรงกันข้ามกับเยอรมนีซึ่งตั้งใจอย่างไม่ลดละที่จะวางแผนทำสงครามในสหภาพโซเวียต และระดมพลประชิดชายแดนสหภาพโซเวียต[126]

[แก้] สงครามลุกลามทั่วโลก

ทหารเยอรมันขณะทำการรบในสหภาพโซเวียต
ถนนสายหลักของเคียฟภายหลังจากถูกระดมยิงปืนใหญ่กองทัพเยอรมันอย่างหนัก

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ค.ศ. 1941 เยอรมนีรวมไปถึงกลุ่มประเทศฝ่ายอักษะในทวีปยุโรปและฟินแลนด์ ได้โจมตีสหภาพโซเวียตในปฏิบัติการบาร์บารอสซา ซึ่งเป็นการโจมตีที่เหนือความคาดหมาย[127] โดยมีเป้าหมายไปยังรัฐบอลติก มอสโก และยูเครน และเป้าหมายสูงสุดใกล้กับแนวเอ-เอ ซึ่งเป็นแนวที่เชื่อมต่อระหว่างทะเลสาบแคสเปียนกับทะเลขาว ส่วนวัตถุประสงค์ของฮิตเลอร์ คือ การทำลายอำนาจทางการทหารของสหภาพโซเวียต การกวาดล้างระบอบคอมมิวนิสต์ และสร้าง "พื้นที่อยู่อาศัย"[128] โดยการใช้กำลังแย่งชิงดินแดนมาจากชนพื้นเมืองเดิม[129] และเป็นการรับประกันการสร้างหนทางซึ่งนำไปสู่การยึดครองทรัพยากรที่จำเป็นต่อทำลายคู่แข่งของเยอรมนีที่ยังเหลืออยู่[130] ถึงแม้ว่าฝ่ายกองทัพแดงจะมีการเตรียมการป้องกันทางยุทธศาสตร์ไว้แล้วก็ตาม[131] แต่ปฏิบัติการบาร์บารอสซาเป็นการบีบบังคับให้กองบัญชาการทหารสูงสุดของโซเวียตต้องปรับใช้แผนการป้องกันทางยุทธศาสตร์

ระหว่างช่วงฤดูร้อน กองทัพฝ่ายอักษะได้รับชัยชนะมาตลอด สามารถยึดครองดินแดนอันกว้างใหญ่ และสร้างความเสียหายทั้งทางด้านทรัพยากรและกำลังพลให้แก่สหภาพโซเวียตเป็นอย่างมาก แต่ทว่าในช่วงกลางเดือนสิงหาคม กองบัญชาการกองทัพเยอรมันตัดสินใจที่จะพักการรบของกองทัพกลุ่มกลางเอาไว้ โดยแบ่งกองกำลังยานเกราะบางส่วนไปสมทบกับกองทัพที่กำลังมุ่งหน้าไปยังยูเครนตอนกลางและเลนินกราด[132] ยุทธการเคียฟประสบความสำเร็จอย่างงดงาม และสามารถปิดล้อมและทำลายกองทัพโซเวียตได้ถึงสี่กองทัพ และมุ่งหน้าต่อไปยังคาบสมุทรไครเมียและเขตอุตสาหกรรมยูเครนตะวันออก

ในช่วงปฏิบัติการบาร์บารอสซา กองทัพกว่าสามในสี่ของฝ่ายอักษะ และกองทัพอากาศส่วนใหญ่ได้ถูกเคลื่อนย้ายจากฝรั่งเศสและทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไปยังแนวรบด้านตะวันออก[133][134] สหราชอาณาจักรได้รีบทำการพิจารณายุทธศาสตร์หลักใหม่ทันที[135] ในเดือนกรกฎาคม สหราชอาณาจักรและสหภาพโซเวียตก็ได้รวมตัวกันจัดตั้งพันธมิตรทางทหารในข้อตกลงอังกฤษ-โซเวียต[136] และในช่วงเวลาสั้นๆ ระหว่าง การรุกรานอิหร่านของอังกฤษ-โซเวียตเพื่อรักษาฉนวนเปอร์เซียและแหล่งน้ำมันในอิหร่าน[137] ในเดือนสิงหาคม สหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาได้ร่วมมือกันตั้งกฎบัตรแอตแลนติก[138]

ต้นเดือนตุลาคม หลังจากที่กองทัพฝ่ายอักษะได้รับชัยชนะในยูเครนและแถบทะเลบอลติก โดยมีเพียงเลนินกราดและซาเวสโตปอลทื่ยังคงรบต้านทานอยู่เท่านั้น[139][140] ยุทธการแห่งมอสโกก็เริ่มขึ้น หลังจากผ่านการรบอย่างหนักเป็นเวลาสองเดือน กองทัพฝ่ายอักษะเกือบจะเข้าพิชิตกรุงมอสโกแล้ว กองทัพของฝ่ายอักษะที่อ่อนเปลี้ย[note 3] ถูกบีบบังคับให้ยุติการบุกของตน[141] [142] และถึงแม้ว่าเยอรมนีจะได้ดินแดนมาจำนวนมหาศาล แต่ว่าประสบความล้มเหลวในการบรรลุวัตถุประสงค์ทางยุทธศาสตร์ นครสองแห่งที่สำคัญของโซเวียตยังไม่แตก และความสามารถของกองทัพแดงยังคงสามารถต้านทานการบุกของฝ่ายอักษะได้ และยังคงเหลือขีดความสามารถทางทหารอยู่มาก โดยหลังจากนี้ ระยะแห่งการโจมตีสายฟ้าแลบในทวีปยุโรปได้ยุติลงอย่างสมบูรณ์[143]

เมื่อถึงต้นเดือนธันวาคม สหภาพโซเวียตได้รับกองหนุนที่ระดมมาจากพรมแดนด้านตะวันออกซึ่งติดกับเขตแมนจูกัวของญี่ปุ่น[144][145] ทำให้กองทัพโซเวียตมีปริมาณกำลังพลที่เทียบได้กับกองทัพฝ่ายอักษะ[146] ซึ่งเมื่อประกอบกับการยืนยันจากข้อมูลข่าวกรองแล้วว่า กองทัพโซเวียตในภาคพื้นตะวันออกไกลมีปริมาณเพียงพอที่จะสามารถต้านทานกองทัพควันตงของญี่ปุ่นได้[147] ในวันที่ 5 ธันวาคม กองทัพโซเวียตก็ทำการโจมตีกลับครั้งใหญ่ ตามแนวรบที่ยาวต่อเนื่องกันกว่า 1,000 กิโลเมตร และสามารถผลักดันกองทัพอักษะได้เป็นระยะทางถึง 100-250 กิโลเมตร[148]

ญีปุ่นซึ่งได้มีอำนาจควบคุมทางทหารเหนืออินโดจีนฝรั่งเศสมาตั้งแต่ปีต่อแล้ว ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นการเพิ่มแรงกดดันต่อจีนโดยการปิดเส้นทางส่งเสบียง และยังทำให้ญี่ปุ่นอยู่ในตำแหน่งที่ดีขึ้นในกรณีที่เกิดสงครามกับอำนาจตะวันตก[149] ญี่ปุ่นหวังว่าตนจะได้รับประโยชน์ในช่วงที่เยอรมนียังได้รับชัยชนะในทวีปยุโรป และมีข้อเรียกร้องหลายประการ รวมไปถึงปริมาณทรัพยากรน้ำมันอย่างสม่ำเสมอจากหมู่เกาะอินเดียตะวันออกของดัตช์ แต่ว่าการเจรจากับถูกยกเลิกในเดือนมิถุนายน[150] ในเดือนกรกฎาคม ญี่ปุ่นได้กลายมาเป็นมหาอำนาจทางการทหารในคาบสมุทรอินโดจีน เพราะนอกจากจะสามารถบังคับให้ดัตช์ยอมจำนนได้แล้ว ยังสามารถโจมตีประเทศจีนได้อีกด้วย และเมื่อสงครามจำเป็น ญี่ปุ่นก็ได้พัฒนาสถานภาพทางยุทธศาสตร์เพื่อแข่งขันกับสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร[151] รัฐบาลของสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักรและประเทศตะวันตกจึงตอบโต้ด้วยการทำให้เศรษฐกิจของญี่ปุ่นหยุดชะงัก สหรัฐอเมริกา (ญี่ปุ่นต้องอาศัยนำเข้าน้ำมันจากสหรัฐอเมริกากว่า 80%[152]) ได้ตอบโต้ด้วยการห้ามขนส่งน้ำมันไปยังญี่ปุ่นอย่างสมบูรณ์[153] ญี่ปุ่นถูกบีบบังคับให้เลือกว่าจะล้มเลิกความทะเยอทะยานในการยึดครองทวีปเอเชียและหันกลับไปดำเนินการรบในจีนต่อไป หรือเข้ายึดแหล่งทรัพยากรที่ต้องการด้วยกำลังทหาร กองทัพญี่ปุ่นไม่พิจารณาถึงทางเลือกแรก และนายทหารระดับสูงจำนวนมากพิจารณาว่าการห้ามขนส่งน้ำมันไปยังญี่ปุ่นเป็นการประกาศสงครามโดยนัย[154] แผนของกองบัญชาการกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น นั่นคือ การยึดครองอาณานิคมตะวันตกในทวีปเอเชียอย่างรวดเร็วเพื่อที่จะสร้างแนวป้องกันขนาดใหญ่ซึ่งลากยาวผ่านมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลาง เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำสงครามป้องกันประเทศ ขณะแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรในเอเชียอาคเนย์อย่างเป็นอิสระ และเพื่อการป้องกันการเข้าแทรกแซงของภายนอก ญี่ปุ่นจึงพยายามวางแผนที่จะทำลายกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาเป็นอันดับแรก[155]

ทหารญี่ปุ่นขณะทำการรบในกัวลาลัมเปอร์

ในวันที่ 7 ธันวาคม ญี่ปุ่นได้โจมตีดินแดนของอังกฤษ เนเธอร์แลนด์และสหรัฐอเมริกา และในเวลาเดียวกันนั้นญี่ปุ่นโจมตีเอเชียอาคเนย์และมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลาง รวมไปถึงโจมตีฐานทัพเรือสหรัฐอเมริกาที่อ่าวเพิร์ล[156] และยกพลขึ้นบกในไทยและมาลายา

จากการโจมตีครั้งนี้ ทำให้สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย จีนและฝ่ายสัมพันธมิตรตะวันตกประกาศสงครามกับญี่ปุ่นทันที ส่วนทางด้านเยอรมนี อิตาลีและกลุ่มประเทศตามสนธิสัญญาสามฝ่ายก็ได้ตอบสนองโดยการประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกาเช่นกัน ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1942 สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร สหภาพโซเวียตและจีน ร่วมด้วยยี่สิบสองรัฐบาลซึ่งเป็นประเทศเล็กหรือเป็นรัฐบาลพลัดถิ่น ได้ร่วมกันก่อตั้งองค์การสหประชาชาติ รวมไปถึงการรับรองกฏบัตรแอตแลนติก[157] เป็นการสร้างพันธมิตรเพื่อต่อต้านอำนาจของฝ่ายอักษะ แต่สหภาพโซเวียตมิได้ยึดมั่นตามการเปิดเผยใด ๆ และการคงความเป็นกลางกับญี่ปุ่น[158][note 4] และดำเนินการตัดสินใจตามหลักการพิจารณาของตนเพียงฝ่ายเดียว[138]

เมื่อถึงปลายเดือนเมษายน ค.ศ. 1942 ญี่ปุ่นเกือบจะสามารถครอบครองพม่า ฟิลิปปินส์ มาลายา หมู่เกาะอินเดียตะวันออกของดัตช์และสิงคโปร์ทั้งหมดไว้ได้[159] โดยมีความสูญเสียเพียงเล็กน้อย และได้รับชัยชนะในยุทธนาวีหลายครั้งในทะเลจีนใต้ ทะเลจาวาและมหาสมุทรอินเดีย[160] ต่อมา ได้เคลื่อนมาทิ้งระเบิดที่ฐานทัพเรือดาร์วิน และได้รับชัยชนะในการรบทางทะลในทะเลจีนใต้ ทะเลชวาและมหาสมุทรอินเดีย[161] แต่ความสำเร็จที่แท้จริงเพียงอย่างเดียวของฝ่ายสัมพันธมิตรเกิดขึ้นในยุทธการชิงชาครั้งที่สองในตอนต้นของเดือนมกราคม ค.ศ. 1942 เท่านั้น[162]

ทางด้านเยอรมนีก็สามารถทำการรุกต่อได้เช่นเดียวกัน เนื่องจากทหารเรือสหรัฐอเมริกาไม่ค่อยมีประสบการณ์จากการบังคับเรือดำน้ำ กองทัพเรือเยอรมันสามารถทำลายทรัพยากรฝ่ายสัมพันธมิตรใกล้ชายฝั่งด้านตะวันออกของสหรัฐอเมริกาได้[163] ถึงแม้ว่าจะประสบความสูญเสียเป็นจำนวนมาก แต่กองทัพฝ่ายอักษะก็สามารถหยุดยั้งการรุกครั้งใหญ่ของโซเวียตได้ทางตอนกลางและตอนใต้ และยังคงถือครองดินแดนเพิ่มเติมที่ได้รับเข้ามาเมื่อปีที่แล้วอยู่เป็นจำนวนมาก[164] ส่วนในแอฟริกาเหนือ ฝ่ายอักษะได้ทำการบุกอีกครั้งในเดือนมกราคม ค.ศ. 1942 เป็นการผลักดันให้กองทัพสหราชอาณาจักรและเครือจักรภพกลับไปยังแนวกาซาลาในตอนต้นเดือนกุมภาพันธ์[165] ส่วนในแนวรบด้านตะวันออก การตีโต้ของกองทัพโซเวียตได้ยุติลงเมื่อเดือนมีนาคม[166] ตามด้วยการยุติการรบชั่วคราวของเยอรมนี ซึ่งใช้เวลาเพื่อวางแผนในการโจมตีในครั้งหน้าต่อไป[167][168]

[แก้] จุดเปลี่ยนของสงคราม

เครื่องบินดำทิ้งระเบิดอเมริกันระหว่างยุทธนาวีมิดเวย์

ต้นเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1942 ญี่ปุ่นได้เริ่มวางแผนยึดพอร์ตมอร์สบีในปฏิบัติการโม โดยการโจมตีแบบสะเทินน้ำสะเทินบก เพื่อเป็นการตัดเส้นทางการติดต่อสื่อสารระหว่างสหรัฐอเมริกากับออสเตรเลีย อย่างไรก็ตาม ฝ่ายสัมพันธมิตรสามารถเข้าขัดขวางและโจมตีทัพเรือญี่ปุ่นได้ในยุทธนาวีทะเลคอรอล และสามารถขัดขวางการโจมตีดังกล่าวได้[169] ส่วนแผนการขั้นต่อไปของญี่ปุ่น อันเกิดจากการกระตุ้นหลังกรุงโตเกียวถูกทิ้งระเบิด คือ การยึดครองหมู่เกาะมิดเวย์ เพื่อเป็นการปิดช่องโหว่ในแนวป้องกันทั่วมหาสมุทรแปซิฟิกของญี่ปุ่น และเป็นฐานปฏิบัติการสำหรับแผนขั้นต่อไป รวมไปถึงการทำลายเรือบรรทุกเครื่องบินอเมริกันที่ยังคงเหลืออยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก เพื่อทำตามแผนการ ญี่ปุ่นได้ส่งกองทัพไปยึดครองหมู่เกาะอลูเตียน[170] ในต้นเดือนมิถุนายน ญี่ปุ่นก็ได้งัดเอาแผนของตัวเองออกมาปฏิบัติ แต่ก็ถูกสกัดกั้น เนื่องจากกองทัพสหรัฐอเมริกาสามารถถอดรหัสลับกองทัพเรือญี่ปุ่นได้เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม กองทัพเรือสหรัฐอเมริกาจึงได้เตรียมตัวรับมือกับการบุกของญีปุ่น และจัดวางกำลังพล รวมไปถึงใช้ความรู้ดังกล่าวจนได้รับชัยชนะเด็ดขาดในยุทธนาวีมิดเวย์เหนือกองทัพเรือญี่ปุ่น[171]

เนื่องจากญี่ปุ่นทรัพยากรในการรุกรานอย่างมากที่มิดเวย์ ญี่ปุ่นจึงเปลี่ยนเป้าหมายไปทำการรบที่การทัพโคโคดาบนดินแดนปาปัว ในความพยายามอีกครั้งหนึ่งในการยึดพอร์ตมอร์สบี[172] สำหรับฝ่ายอเมริกัน ก็ได้วางแผนที่จะโจมตีตอบโต้ครั้งต่อไปในบริเวณหมู่เกาะโซโลมอน โดยเริ่มต้นจากเกาะกัวดาคาแนล อันเป็นก้าวแรกของการเข้ายึดราบูล ซึ่งเป็นฐานทัพเรือหลักของกองทัพญี่ปุ่นในเอเชียอาคเนย์[173] แผนการทั้งสองเริ่มต้นขึ้นในเดือนกรกฎาคม แต่ในกลางเดือนกันยายน ญี่ปุ่นเป็นฝ่ายได้เปรียบในยุทธการกัวดาคาแนล และกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรในเกาะนิวกินีนั้นได้รับคำสั่งให้ถอนกำลังออกจากพื้นที่เขตพอร์ตมอร์สบีไปทางตอนเหนือของเกาะ[174] กัวดาคาแนลได้กลายเป็นจุดยุทธศาตร์สำคัญสำหรับทั้งสองฝ่าย ทำให้เกิดการทุ่มทรัพยากรคนและเรือรบมาเป็นจำนวนมากเพื่อทำการรบ จนกระทั่งในตอนต้นของปี ค.ศ. 1943 กองทัพญี่ปุ่นก็พ่ายแพ้บนเกาะกัวดาคาแนลและถอยทัพกลับ[175]

ในประเทศพม่า กองทัพเครือจักรภพได้รบในสองปฏิบัติการ หนึ่งคือการรุกเข้าไปในแคว้นอาระกันระหว่างการทัพพม่า ในปลายปี ค.ศ. 1942 แต่ก็ประสบความหายนะอย่างร้ายแรง และจำเป็นต้องถอยทัพกลับเข้าสู่อินเดีย ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1943[176] และปฏิบัติการที่สอง ก็คือ การส่งกองกำลังนอกแบบเข้าทางด้านหลังแนวรบของญี่ปุ่นในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเมื่อปลายเดือนเมษายน ก็ได้รับผลที่ไม่แน่นอนเท่าใดนัก[177]

ทหารโซเวียตสู้รบอย่างโหดร้ายในยุทธการสตาลินกราด

ขณะที่เหตุการณ์ในแนวรบด้านตะวันออก กองทัพเยอรมันและพันธมิตรฝ่ายอักษะ ยังคงเอาชนะกองทัพโซเวียตที่ยุทธการคาบสมุทรเคิร์ชและยุทธการคาร์คอฟครั้งที่สอง[178] ซึ่งหลังจากนั้นก็ได้เปิดฉากรุกหนักในฤดูร้อนในกรณีสีน้ำเงินในแถบสหภาพโซเวียตตอนใต้ ระหว่างเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1942 เพื่อยึดครองแหล่งขุดเจาะน้ำมันทุกแห่งในแถบคอเคซัส กองทัพโซเวียตได้ตัดสินใจที่จะตั้งรับที่สตาลินกราด ซึ่งอยู่ในเส้นทางเดินทัพของฝ่ายอักษะพอดี ตอนกลางเดือนพฤศจิกายน กองทัพอักษะเกือบจะพิชิตสตาลินกราดในการรบในเมืองอันขมขื่นได้แล้ว แต่กองทัพโซเวียตก็ทำการโจมตีโต้ในฤดูหนาวเป็นครั้งที่สอง โดยเริ่มจากการล้อมกองทัพเยอรมันในเมืองสตาลินกราด[179] ตามด้วยการโจมตีสันเขารีจเฮฟ ใกล้กรุงมอสโก แม้ว่าในภายหลังจะปราชัยย่อยยับก็ตาม[180]

ในตอนต้นของเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1943 กองทัพเยอรมันประสบกับความสูญเสียมหาศาล กองทัพเยอรมันในสตาลินกราดถูกบีบบังคับให้ยอมจำนน[181] จึงทำให้แนวรบด้านตะวันออกผลักดันไปยังจุดก่อนการรุกในฤดูร้อน กลางเดือนกุมภาพันธ์ 1943 ภายหลังจากการโจมตีโต้กลับของโซเวียตหยุดชะงัก กองทัพเยอรมันได้โจมตีที่ยุทธการคาร์คอฟครั้งที่สาม โดยสร้างเป็นแนวรบที่ยื่นเข้าไปในดินแดนของโซเวียตรอบเมืองเคิร์สก์[182]

รถถังครูเซเดอร์ของอังกฤษขณะดำเนินการรุดหน้าในการทัพแอฟริกาเหนือ

ทางด้านทิศตะวันตก ด้วยความวิตกกังวลว่าญี่ปุ่นอาจใช้เกาะมาดากัสการ์ ซึ่งเป็นฐานทัพของวิชี่ฝรั่งเศส กองทัพอังกฤษจึงสั่งดำเนินการโจมตีเกาะมาดากัสการ์ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1942[183] และทางด้านการทัพแอฟริกาเหนือ การโจมตีครั้งล่าสุดของฝ่ายอักษะที่ยุทธการกาซาลา ได้ผลักดันให้กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรให้กลับเข้าสู่อียิปต์ จนกระทั่งการบุกต้องหยุดชะงักที่เอล อาลาเมน[184] ระหว่างการรบในช่วงนี้ บนยุโรปภาคพื้นทวีป หน่วยคอมมานโดของฝ่ายสัมพันธมิตรได้ลอบโจมตีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ และจบลงด้วยการปล้นป้อมดิเอปเป อันเป็นความหายนะ[185] ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความไม่สามารถของฝ่ายพันธมิตรตะวันตกในการออกปฏิบัติการรุกรานยุโรปภาคพื้นทวีปโดยปราศจากการเตรียมการ ยุทโธปกรณ์และความมั่นคงทางปฏิบัติการมากกว่านี้[186]

ในเดือนสิงหาคม กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรสามารถผลักดันแนวรบฝ่ายอักษะให้ถอยไปในยุทธการเอล อาลาเมนครั้งที่สอง และด้วยการสิ้นเปลืองทรัพยากรอย่างสูงลิบ ก็สามารถขนทรัพยากรที่ต้องการไปให้เมืองมอลต้าที่ถูกปิดล้อมเอาไว้ได้ในปฏิบัติการฐานเสาหิน[187] จากนั้น ไม่กี่เดือนหลังจากยุทธการเอล อาลาเมนครั้งที่สองในอียิปต์ ทางด้านอังกฤษและประเทศเครือจักรภพก็เริ่มเคลื่อนทัพไปทางทิศตะวันตกสู่ประเทศลิเบีย[188] ไม่นานหลังจากที่การรุกรานแอฟริกาเหนือของฝรั่งเศสของสหรัฐอเมริกา-สหราชอาณาจักร ซึ่งก็ได้ชัยชนะ และเป็นผลให้ดินแดนดังกล่าวเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตร[189] ฮิตเลอร์ได้ตอบสนองต่อการเอาใจออกห่างของอาณานิคมฝรั่งเศสโดยการออกคำสั่งยึดครองวิชีฝรั่งเศส[189] ถึงแม้ว่าวิชีฝร่งเศสจะไม่ละเมิดเงื่อนไขในข้อตกลงหยุดยิง แต่กระทรวงทหารเรือของวิชีฝรั่งเศสได้จัดการจมกองทัพเรือของตนเพื่อมิให้ตกอยู่ในมือของฝ่ายเยอรมนี[190] เมื่อถูกบีบจากกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตร ทำให้กองทัพฝ่ายอักษะต้องถอยร่นไปตั้งรับในตูนิเซีย ซึ่งนำไปสู่ชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตร เมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1943[191]

[แก้] ฝ่ายสัมพันธมิตรตั้งหลักได้

กองทัพสหรัฐอเมริกาพยายามขับไล่กองทัพญี่ปุ่นออกจากหมู่เกาะโซโลมอน
ทหารอังกฤษขณะทำการรบในอินเดีย

ภายหลังจากการทัพเกาะกัวดาร์คาแนล ฝ่ายสัมพันธมิตรก็เริ่มปฏิบัติการทางทหารมากมายต่อกองทัพญี่ปุ่นในมหาสมุทรแปซิฟิก ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1943 กองทัพอเมริกันถูกส่งออกไปโจมตีกองทัพญี่ปุ่นจากหมู่เกาะอลูเตียน[192] และเริ่มต้นปฏิบัติการหลักในการโดดเดี่ยวเมืองราบูล โดยการยึดครองเกาะรอบ เพื่อตัดขาดกำลังสนับสนุน และการฝ่าช่องโหว่ในแนวป้องกันในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลาง[193] เมื่อสิ้นเดือนมีนาคม ค.ศ. 1944 กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรก็สามารถประสบความสำเร็จทั้งในสองปฏิบัตการ และยังสามารถทำลายฐานทัพเรือหลักของกองทัพเรือญี่ปุ่นได้ในบริเวณหมู่เกาะแคโรไลน์ เมื่อถึงเดือนเมษายน กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรก็ได้เริ่มปฏิบัติการที่จะยึดครองเกาะนิวกินีตะวันตก[194]

รถถังโซเวียตระหว่างยุทธการเคิร์สก์

ทางด้านสหภาพโซเวียต ฝ่ายเยอรมนีและสหภาพโซเวียตได้เตรียมการในแผนการสำหรับการรุกครั้งใหญ่ในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน ค.ศ. 1943 ในแถบรัสเซียตอนกลาง เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1943 กองทัพเยอรมันจึงได้เริ่มทำการโจมตีในแนวรบเคิร์สก์ส่วนที่ยื่นออกมา แต่ฮิตเลอร์กลับต้องยกเลิกแผนการนี้แม้ว่าจะผ่านไปเพียงสัปดาห์เดียว เนื่องจากสูญเสียต่อการวางระบบป้องกันแบบขั้นบันไดและการป้องกันเมืองที่แข็งแกร่ง[195][196][197] ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของพฤติการณ์ดังกล่าวของฮิตเลอร์ แม้ว่าปฏิบัติการดังกล่าวจะยังไม่บรรลุผลทางยุทธศาสตร์หรือยุทธวิธีเลยก็ตาม[198] ผลจากการตัดสินใจดังกล่าว เป็นการกระตุ้นให้พันธมิตรตะวันตกรุกรานเกาะซิซิลี เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ประกอบกับความล้มเหลวของอิตาลีที่ผ่านมา ส่งผลให้มุสโสลินีถูกจับกุมและถูกขับออกจากตำแหน่งหลังจากนั้น[199] เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม ค.ศ. 1943 สหภาพโซเวียตก็ได้โจมตีโต้กลับของตน และได้ดับความหวังของกองทัพเยอรมันที่จะได้รับชัยชนะหรือแม้กระทั่งรักษาสภาพเสมอกันไว้ได้อีกในทางตะวันออก ทหารเยอรมันพยายามที่จะสร้างแนวป้องกันอย่างมั่นคงในแนวป้องกันซึ่งถูกสร้างขึ้นอย่างเร่งด่วน แนวแพนเธอร์-โวทาน อย่างไรก็ตาม กองทัพโซเวียตสามารถตีฝ่าได้ที่สโมเลนก์และการรุกดไนเปอร์ตอนใต้[200]

ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1943 พันธมิตรตะวันตกเริ่มต้นการโจมตีแผ่นดินใหญ่อิตาลี ตามด้วยการสงบศึกระหว่างอิตาลีกับกองทัพสัมพันธมิตร[201] เยอรมนีมีปฏิกิริยาตอบสนองโดยการส่งกองทัพเข้าไปดำเนินการปลดอาวุธกองกำลังอิตาลี และควบคุมอำนาจทางทหารในพื้นที่อิตาลีทั้งหมด[202] จากนั้นก็ได้สร้างแนวป้องกันขึ้นมาหลายชั้นด้วยกัน[203] เมื่อวันที่ 12 กันยายน กองกำลังพิเศษเยอรมันสามารถช่วยเหลือตัวมุสโสลินี และสร้างสาธารณรัฐสังคมนิยมอิตาลีขึ้นมาเป็นรัฐบริวารในการปกครองของเยอรมนี[204] ทางด้านกองทัพสัมพันธมิตรก็ได้ทะลวงผ่านแนวป้องกันเยอรมันได้จนมาถึงแนวป้องกันหลักของเยอรมนี เมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน[205]

ทางด้านการรบทางทะเลในมหาสมุทรแอตแลนติก กองทัพเรือเยอรมันประสบความสูญเสียอย่างหนักในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1943 จนถูกเรียกว่า "พฤษภาอนธการ" ความสูญเสียกองเรือดำน้ำของฝ่ายเยอรมนีเป็นจำนวนมาก ทำให้การดักทำลายกองทัพเรือฝ่ายสัมพันธมิตรต้องหยุดชะงัก[206] ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1943 แฟรงกลิน รูสเวลล์และวินสตัน เชอร์ชิลล์ ได้เดินทางไปพบกับเจียง ไค-เช็ค ระหว่างการประชุมกรุงไคโร[207] และอีกครั้งกับโจเซฟ สตาลินระหว่างการประชุมกรุงเตหะราน[208] และผลจากการประชุมทั้งสองครั้งได้ข้อตกลงที่ว่า ฝ่ายพันธมิตรตะวันตกจะรุกรานทวีปยุโรปภายในปี ค.ศ. 1944 และสหภาพโซเวียตจะประกาศสงครามกับญี่ปุ่นภายในเวลาสามเดือนหลังจากเยอรมนียอมแพ้เรียบร้อยแล้ว[208]

ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1944 กองทัพสัมพันธมิตรได้โจมตีหลายครั้งที่ยุทธการมอนเต คาสสิโน และพยายามตีโอบด้วยการยกพลขึ้นบกที่อันซิโอ[209] เมื่อถึงปลายเดือนมกราคม กองทัพโซเวียตก็สามารถขับไล่กองทัพเยอรมันจากการปิดล้อมเลนินกราด[210] ส่วนปฏิบัติการรุกในเวลาต่อมาของโซเวียตก็ผลักดันแนวรบไปจนถึงพรมแดนเอสโตเนียก่อนสงคราม ซึ่งกองทัพกลุ่มเหนือของเยอรมนีได้รับความช่วยเหลือจากชาวเอสโตเนีย ด้วยความหวังที่จะสร้างเอกราชของชาติขึ้นมาใหม่[211][212] ซึ่งความล่าช้านี้ได้ส่งผลกระทบต่อปฏิบัติการในแถบทะเลบอลติกของโซเวียตเช่นกัน[213]

ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1944 กองทัพโซเวียตปลดปล่อยคาบสมุทรไครเมีย โดยสามารถขับไล่กองทัพอักษะออกจากยูเครนขนานใหญ่ และเริ่มทำการรุกเข้าไปยังโรมาเนีย ซึ่งถูกขับไล่โดยกองทัพอักษะ[214] พร้อมกับที่การรุกอิตาลีของฝ่ายสัมพันธมิตรประสบความสำเร็จ และบังคับให้กองทัพเยอรมันต้องล่าถอยไป และในวันที่ 4 มิถุนายน โรมก็ตกอยู่ในมือของฝ่ายสัมพันธมิตร[215]

ทางภาคพื้นทวีปเอเชีย ญี่ป่นได้ออกการโจมตีครั้งใหญ่สองครั้ง ครั้งแรก เริ่มในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1944 ได้แก่ การโจมตีตำแหน่งของอังกฤษในรัฐอัสลัม ประเทศอินเดีย[216] และในไม่นานก็สามารถล้อมตำแหน่งของกองทัพเครือจักรภพได้ที่เมืองอิมพัลและเมืองโคฮีมา[217] อย่างไรก็ตาม ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1944 กองทัพอังกฤษได้ตอบโต้กองทัพญี่ปุ่นถอยกลับไปยังพม่า[217] และกองทัพจีนซึ่งเข้าโจมตีพม่าตอนเหนือเมื่อปลายปี ค.ศ. 1943 ได้โอบล้อมกองทัพญี่ปุ่นอีกแห่งหนึ่งที่เมืองมยิตตยินา[218] ส่วนการโจมตีครั้งที่สองเกิดขึ้นในประเทศจีน โดยมีเป้าหมายที่จะทำลายกองกำลังต่อสู้หลักของจีน ให้ความปลอดภัยแก่รางรถไฟระหว่างดินแดนในยึดครองของญี่ปุ่น และตีฐานบินของฝ่ายสัมพันธมิตรกลับคืน[219] ส่วนในเดือนมิถุนายน กองทัพญี่ปุ่นสามารถพิชิตมณฑลเหอหนานและเข้าโจมตีฉางชาอีกครั้งในมณฑลหูหนาน[220]

[แก้] ฝ่ายสัมพันธมิตรรุกคืบ

การยกพลขึ้นบกที่หาดโอมาฮ่าในแคว้นนอร์มองดีระหว่างปฏิบัติการโอเวอร์ลอร์ด

6 มิถุนายน ค.ศ. 1944 ฝ่ายพันธมิตรตะวันตกได้ยกพลขึ้นบกที่หาดนอร์มังดีในปฏิบัติการโอเวอร์ลอร์ด และหลังจากการมอบหมายหน้าที่ให้กับกองทัพสัมพันธมิตรหลายกองพลในอิตาลีแล้ว จึงเริ่มการรุกเข้าสู่ฝรั่งเศสตอนใต้ในเดือนสิงหาคม[221] จนสามารถปลดปล่อยกรุงปารีสได้ในวันที่ 25 สิงหาคม [222] ความพยายามที่จะรุกเข้าสู่เยอรมนีตอนเหนือนำโดยปฏิบัติการพลร่มครั้งใหญ่ในฮอลแลนด์ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ[223] อย่างไรก็ตาม ฝ่ายสัมพันธมิตรยังคงดำเนินการรุกต่อไปในอิตาลีจนกระทั่งกองทัพเยอรมันถูกตีถอยร่นไปยังแนวป้องกันสุดท้าย

ต่อมาจนถึงสิ้นปี กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรได้ผลักดันให้กองทัพเยอรมันในยุโรปตะวันตกถอยร่นไปจึนถึงแม่น้ำไรน์

ส่วนทางด้านแนวรบด้านตะวันออก เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน กองทัพโซเวียตได้กระหน่ำโจมตีเป็นชุดอย่างหนักต่อเยอรมนี โดยเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน ไล่ตั้งแต่ปฏิบัติการบากราติออนในเบลารุส ซึ่งสามารถทำลายกองทัพกลุ่มกลางของเยอรมนีลงเกือบทั้งหมด[note 5] ตามด้วยปฏิบัติการในการขับไล่ทหารเยอรมันออกจากยูเครนตะวันตกและโปแลนด์ตะวันออก ซึ่งจากความสำเร็จดังกล่าว ทำให้ขบวนการกู้ชาติโปแลนด์ได้เริ่มต้นก่อการจลาจล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรุงวอร์ซอ และการจลาจลในสโลวาเกียทางตอนใต้ แต่ทั้งการก่อจลาจลทั้งสองครั้งไม่ได้รับการสนับสนุนจากกองกำลังโซเวียตเลย และถูกปราบปรามลงโดยกองทัพเยอรมัน[224] ส่วนการโจมตีโรมาเนียได้ทำลายกองทัพเยอรมันไปเป็นจำนวนมาก และทำให้เกิดการรัฐประการในโรมาเนียและบัลแกเรีย ส่งผลให้ประเทศทั้งสองเข้ากับฝ่ายสัมพันธมิตรแทน[225]


ในเดือนกันยายน 1944 กองทัพแดงได้เคลื่อนทัพไปยังยูโกสลาเวีย ทำให้กองทัพกลุ่มอีและกองทัพกลุ่มเอฟต้องถอยร่นอย่างต่อเนื่องในกรีซ อัลเบเนียและยูโกสลาเวียต้องถอนกำลังออกไป เพื่อป้องกันตนเองจากการถูกตัดออกจากกองกำลังส่วนอื่น ๆ[226] เมื่อถึงจุดนี้ พลพรรคชาวยูโกสลาฟวิก ภายใต้การนำของจอมพลโจซิบ โบรซ ติโต ซึ่งได้ครอบครองดินแดนจำนวนมากในยูโกสลาเวียและโจมตีกองทัพเยอรมันต่อไปทางทิศใต้ ในเซอร์เบีย กองทัพแดงได้มีส่วนช่วยเหลือพลพรรคในการปลดปล่อยกรุงเบลเกรด เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ไม่กี่วันหลังจากนั้น กองทัพแดงได้โจมตีฮังการีครั้งใหญ่ในการรุกบูดาเปสต์ ซึ่งกินเวลานานก่อนที่กรุงบูดาเปสต์จะแตกในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1945[227]

เนื่องจากชัยชนะหลายครั้งของโซเวียตในคาบสมุทรบอลข่าน ทำให้ฟินแลนด์ ซึ่งปฏิเสธการยึดครองของสหภาพโซเวียตระหว่างการรบในสงครามต่อเนื่อง ได้นำไปสู่การลงนามในสนธิสัญญาสงบศึกด้วยเงื่อนไขที่เสียเปรียบ[228][229] และทำให้ฟินแลนด์เปลี่ยนมาอยู่กับฝ่ายสัมพันธมิตรแทน

ถึงต้นเดือนกรกฎาคม กองทัพเครือจักรภพ ซึ่งตั้งมั่นอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สามารถคลายวงล้อมของกองทัพญี่ป่นที่รัฐอัสลัมลงได้ และสามารถผลักดันให้กองทัพญี่ปุ่นถอยไปได้จนถึงแม่น้ำชินด์วินด์[230] ขณะที่กองทัพจีนสามารถยึดเมืองมยิตคยินาในประเทศพม่าได้ ส่วนทางด้านประเทศจีน กองทัพญี่ปุ่นเริ่มได้รับชัยชนะอย่างมาก จากการยึดเมืองฉางชาไว้ได้ในที่สุดในตอนกลางเดือนมิถุนายน และยึดเมืองเหิงหยางได้เมื่อต้นเดือนสิงหาคม[231] จากนั้นจึงได้เคลื่อนทัพต่อไปยังมณฑลกวางสี สามารถเอาชนะกองกำลังจีนได้ที่กุ้ยหลินและหลิวโจว เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน [232] และประสบความสำเร็จในการเชื่อมต่อกองทัพญี่ปุ่นในจีนและในคาบสมุทรอินโดจีนในกลางเดือนธันวาคม[233]

ด้านมหาสมุทรแปซิฟิก กองทัพอเมริกันยังคงกดดันแนวป้องกันของญี่ปุ่นตามหมู่เกาะต่าง ๆ ต่อไป ราวกลางเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1944 กองทัพอเมริกันได้เริ่มต้นการโจมตีหมู่เกาะมาเรียน่าและปาเลา และได้รับชัยชนะเด็ดขาดต่อราชนาวีจักรวรรดิญี่ปุ่นในยุทธนาวีทะเลฟิลิปปินส์ได้ภายในเวลาไม่กี่วัน และผลขอความปราชัยนี้นำไปสู่การลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นของพลเอกโตโจ และทำให้สหรัฐอเมริกามีฐานทัพอากาศซึ่งสามารถรองรับเครื่องบินทิ้งระเบิดหนักเพื่อโจมตีแผ่นดินใหญ่ญีปุ่นได้ ตอนปลายเดือนตุลาคม กองทัพอเมริกันยกพลขึ้นบกที่เกาะเลเต และหลังจากนั้นไม่นาน กองทัพเรือของสัมพันธมิตรก็ได้รับชัยชนะครั้งใหญ่ต่อกองทัพญี่ปุ่นอีกครั้งในยุทธนาวีอ่าวเลเต ซึ่งนับว่าเป็นยุทธนาวีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์[234]

[แก้] ฝ่ายอักษะล่มสลาย ฝ่ายสัมพันธมิตรได้ชัย

ทหารอเมริกันพบกับทหารโซเวียตทางตะวันออกของแม่น้ำเอลเบ

วันที่ 16 ธันวาคม ค.ศ. 1944 กองทัพเยอรมันได้พยายามอย่างเข้าตาจนเพื่อความสำเร็จโดยการเรียกระดมกองหนุนเยอรมัน และโจมตีโต้ครั้งใหญ่ที่ป่าอาร์เดนเนส เพื่อที่จะแบ่งแยกฝ่ายพันธมิตรตะวันตก โอบล้อมกองกำลังฝ่ายพันธมิตรตะวันตกขนาดใหญ่และยึดครองเมืองท่าเสบียงที่สำคัญที่อันท์เวิร์พ เพื่อที่จะรักษาความสงบทางการเมือง[235] ซึ่งมีทหารเยอรมันกว่าหนึ่งล้านนายเข้าร่วมรบ[235] ซึ่งกินเวลาจนถึงเดือนมกราคม ค.ศ. 1945 โดยไม่บรรลุวัตถุประสงค์ทางยุทธศาสตร์แต่อย่างใดเลย ส่วนในแนวรบด้านตะวันออก กองทัพโซเวียตโจมตีถึงฮังการี และกองทัพเยอรมันจำเป็นต้องทิ้งกรีซและยูโกสลาเวีย[236] ขณะที่ในอิตาลี กองทัพสัมพันธมิตรยังคงไม่สามารถโจมตีผ่านแนวป้องกันของเยอรมันได้ และกลางเดือนมกราคม ค.ศ. 1945 สหภาพโซเวียตโจมตีโปแลนด์ สามารถผลักดันกองทัพเยอรมันจากแม่น้ำวิซตูล่าถึงแม่น้ำโอเดอร์ในเยอรมนี และยึดครองปรัสเซียตะวันออก [237]

เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ผู้นำของสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และสหภาพโซเวียตได้เข้าร่วมการประชุมที่ยอลต้า ซึ่งได้ข้อสรุปถึงการแบ่งปันดินแดนของเยอรมนีภายหลังสงคราม [238] และกำหนดเวลาที่สหภาพโซเวียตจะเข้าร่วมสงครามกับญี่ปุ่น[239]

ในเดือนกุมภาพันธ์ กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรตะวันตกได้เข้าสู่แผ่นดินของเยอรมนีและเข้าประชิดแม่น้ำไรน์ ขณะที่กองทัพโซเวียตโจมตีโพเมอราเนียตะวันออก ถึงเดือนมีนาคม กองทัพสัมพันธมิตรตะวันตกได้ข้ามแม่น้ำไรน์ทั้งทางเหนือและทางใต้ของแคว้นไรน์-รูร์ และสามารถล้อมกองทัพเยอรมันขนาดใหญ่ไว้[240] ส่วนด้านกองทัพโซเวียตสามารถรุกเข้าถึงกรุงเวียนนา ในที่สุดกองทัพสัมพันธมิตรตะวันดกก็สามารถตีฝ่าแนวป้องกันของเยอรมันได้ในอิตาลี และกวาดมาจากเยอรมนีตะวันตกในตอนต้นของเดือนเมษายน ค.ศ. 1945 ขณะที่ปลายเดือนเดียวกัน กองทัพโซเวียตเข้าถล่มกรุงเบอร์ลิน กองทัพฝ่ายพันธมิตรตะวันตกและกองทัพโซเวียตได้มาบรรจบกันที่แม่น้ำเอลเบ เมื่อวันที่ 25 เมษายน

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 12 เมษายน ประธานาธิบดีแฟรงกลิน รูสเวลล์ถึงแก่อสัญกรรม ผู้ที่มารับตำแหน่งต่อก็คือ แฮร์รี เอส. ทรูแมน ขณะที่เบนิโต มุสโสลินีถูกสังหารโดยขบวนการกู้ชาติอิตาลีในวันที่ 28 เมษายน[241] และอีกสองวันให้หลังฮิตเลอร์ก็ยิงตัวตาย และสืบทอดอำนาจต่อให้กับพลเรือเอก คาร์ล เดอนิตช์[242]

หลังจากนั้น กองทัพเยอรมันในอิตาลีได้ยอมแพ้ในวันที่ 29 เมษายน ส่วนเยอรมนีได้ยอมแพ้ในยุโรปตะวันตกเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม[243] แต่ทว่ากองทัพเยอรมันยังคงรบกับกองทัพโซเวียตในแนวรบด้านตะวันออกต่อไปจนกระทั่งวันที่ 8 พฤษภาคม ส่วนกองทัพเยอรมันที่เหลือเพียงเล็กน้อยได้ทำการสู้รบต้านทานกับกองทัพโซเวียตในกรุงปรากต่อไป จนกระทั่งยอมจำนนเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม

ทหารโซเวียตโบกธงค้อนเคียวเหนืออาคารรัฐสภาไรช์สทักของเยอรมนี ภายหลังจากที่อาคารถูกยึด

ทางด้านมหาสมุทรแปซิฟิก กองทัพสหรัฐอเมริกาได้รุกเข้าสู่ฟิลิปปินส์ หลังจากได้ชัยในเกาะเลเตเมื่อปลายปี ค.ศ. 1944 จากนั้นก็ยกพลขึ้นบกที่ลูซอน ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1945 และที่เกาะมินดาเนา ในเดือนมีนาคม[244] ขณะที่กองทัพผสมอังกฤษและจีนสามารถเอาชนะกองทัพญี่ปุ่นได้ในพม่าตอนเหนือ ตั้งแต่เดือนตุลาคมจนถึงเดือนมีนาคม จากนั้นก็รุกถึงกรุงย่างกุ้ง เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม [245]

กองทัพอเมริกันยังคงมุ่งหน้าเข้าสู่ญี่ปุ่น สามารถยึดเกาะอิโวะจิมะได้ในเดือนมีนาคม และเกาะโอกินาวาในเดือนมิถุนายน[246] ในขณะที่เครื่องบินทิ้งระเบิดของกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกาได้ทำลายเมืองต่าง ๆ ของญี่ป่น และเรือดำน้ำอเมริกันก็เข้าปิดล้อมเกาะญี่ปุ่น ตัดขาดการนำเข้าจากภายนอก[247]

วันที่ 11 กรกฎาคม เหล่าผู้นำของฝ่ายสัมพันธมิตรได้เข้าประชุมกันที่เมืองพอตสดัม ประเทศเยอรมนี ได้ข้อสรุปว่าที่ประชุมให้การรับรองเกี่ยวกับข้อตกลงต่าง ๆ กับเยอรมนีก่อนหน้านี้[248] และย้ำถึงความจำเป็นของญี่ปุ่นที่จะต้องยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไข โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำกล่าวที่ว่า "อีกทางเลือกหนึ่งของญี่ปุ่นก็คือหายนะเหลือแสน" ("the alternative for Japan is prompt and utter destruction") [249] ภายหลังจากการประชุมนี้ สหราชอาณาจักรได้มีการเลือกตั้งทั่วไป ค.ศ. 1945 และคลีเมนต์ แอตลีย์ได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักรแทน วินสตัน เชอร์ชิลล์ นายกรัฐมนตรีคนเดิม[250]

เมื่อญี่ปุ่นได้ปฏิเสธข้อเสนอที่พอตสดัม สหรัฐอเมริกาจึงตัดสินใจทิ้งระเบิดปรมาณูทั้งสองลูกบนแผ่นดินญี่ปุ่น ที่เมืองฮิโรชิมา และเมืองนางาซากิ ในตอนต้นเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1945 ในช่วงระหว่างการทิ้งระเบิดปรมาณูทั้งสองลูก ด้านสหภาพโซเวียตก็ประกาศสงครามกับญี่ปุ่น และโจมตีแมนจูเรียของญี่ปุ่น ตามข้อตกลงยอลตา ญี่ปุ่นได้ตัดสินใจยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไข ในวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1945 หลังจากนั้นในวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1945 ญี่ปุ่นได้เซ็นสัญญาในเอกสารยอมจำนนอย่างเป็นทางการ และเป็นจุดจบของสงครามด้วยเช่นกัน[243]

[แก้] หลังสงคราม

วินสตัน เชอร์ชิลล์โบกมือให้แก่ฝูงชนชาวอังกฤษ เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 1945

หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศฝ่ายสัมพันธมิตรได้ก่อตั้งองค์การสหประชาชาติขึ้น ด้วยความพยายามที่จะรักษาสันติภาพทั่วโลก[251] โดยมีผลอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ. 1945[252]

ผลจากสงครามโลกครั้งที่สองมิได้เปลี่ยนแปลงพรมแดนของประเทศใดประเทศหนึ่งมากนัก ไม่มีชาติใดสิ้นสภาพหรือเกิดรัฐขึ้นมาใหม่ในระยะแรก ผู้ชนะสงครามได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพลเรือนแทนการเปลี่ยนแปลงพรมแดน ซึ่งก็ได้ทำให้เกิดโศกนาฎกรรมแก่ชาวเยอรมันในสหภาพโซเวียตและชาวญี่ปุ่นในสหรัฐอเมริกา[253]

ต่อมา สันติภาพที่เพิ่งจะได้มาก็ได้ก่อให้เกิดความยุ่งยาก[254] มีหลายปัญหาที่ยังไม่ได้สะสาง และความต้องการของนานาประเทศต่างขัดแย้งกันเอง ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างสัมพันธมิตรตะวันตกและสหภาพโซเวียตได้เสื่อมลงตั้งแต่ก่อนที่สงครามโลกครั้งที่สองจะจบลงแล้ว[255][256] และชาติมหาอำนาจแต่ละฝ่ายต่างก็เริ่มการขยายอิทธิพลของตนเองอย่างรวดเร็ว [257] ทวีปยุโรปได้ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ด้วยอิทธิพลของฝ่ายสัมพันธมิตรตะวันตกและสหภาพโซเวียต ซึ่งเป็นที่รู้จักกันว่า "ม่านเหล็ก" ซึ่งได้ลากผ่านประเทศเยอรมนีและประเทศออสเตรีย[258] สหภาพโซเวียตได้สร้างค่ายตะวันออกขึ้น โดยการผนวกดินแดนหลายประเทศซึ่งถูกยึดครองอยู่ในลักษณะของสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต ซึ่งเดิมเป็นผลมาจากสนธิสัญญาโมโลตอฟ-ริบเบนทรอป อย่างเช่น โปแลนด์ตะวันออก[259] รัฐบอลติกทั้งสาม[260][261] ฟินแลนด์ตะวันออก[262] และโรมาเนียตะวันออกเฉียงเหนือ[263][264] ส่วนรัฐอื่นที่สหภาพโซเวียตยึดครองในระหว่างสงครามก็ถูกเปลี่ยนเป็นรัฐบริวารของสหภาพโซเวียต อย่างเช่น สาธารณรัฐประชาชนโปแลนด์ สาธารณรัฐประชาชนฮังการี[265] สาธารณรัฐสังคมนิยมสโลวัก[266] สาธารณรัฐประชาชนโรมาเนีย สาธารณรัฐประชาชนอัลเบเนีย[267] และเยอรมนีตะวันออกภายใต้การยึดครองของสหภาพโซเวียต[268] ในทวีปเอเชีย สหรัฐอเมริกาได้เข้ายึดครองญี่ปุ่น และดำเนินการปกครองหมู่เกาะต่าง ๆ ของญี่ปุ่นในมหาสมุทรแปซิฟิกด้านตะวันตก ขณะที่สหภาพโซเวียตก็เข้ายึดครองหมู่เกาะซาฮาลินและหมู่เกาะคูริล ส่วนเกาหลีภายใต้การปกครองของญี่ปุ่นนั้น ก็ถูกแบ่งแยกและถูกยึดครองโดยสองขั้วอำนาจ จากความตึงเครียดที่เพิ่มมากขึ้นระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต ทำให้สหรัฐอเมริกาได้ก่อตั้งพันธมิตรนาโต้ และทางสหภาพโซเวียตก็ได้ก่อตั้งสนธิสัญญาวอร์ซอขึ้น ทั้งสององค์การทางทหารนี้อาจถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามเย็น[269][256]

ผู้แทนรัฐบาลญี่ปุ่นเดินทางมาเซ็นสัญญายอมจำนนต่อผู้แทนสหรัฐอเมริกาบนเรือมิสซูรี่ เมื่อวันที่ 2 กันยายน 1945

ในพื้นที่หลายส่วนของโลก ความขัดแย้งต่าง ๆ ยังคงดำเนินต่อไปเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองปิดฉากลง ในประเทศจีน พรรคชาตินิยมก๊กมินตั๋งและพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้กลับมาทำสงครามกลางเมืองอีกครั้ง ซึ่งพรรคคอมมิวนิสต์ผู้ชนะ ได้ก่อตั้งประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนบนจีนแผ่นดินใหญ่ ส่วนพรรคชาตินิยมผู้พ่ายแพ้ก็ได้ล่าถอยไปยังเกาะไต้หวัน ซึ่งยังอยู่ภายใต้การปกครองของตนเอง ในประเทศกรีซก็ได้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นเช่นกันระหว่างฝ่ายนิยมกษัตริย์ ซึ่งได้ความช่วยเหลือจากอังกฤษและสหรัฐอเมริกา และฝ่ายพรรคคอมมิวนิสต์ โดยฝ่ายนิยมกษัตริย์เป็นฝ่ายได้ชัย หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวนั้นไม่นาน ก็เกิดสงครามเกาหลีขึ้น[270] ระหว่างเกาหลีเหนือซึ่งได้รับการหนุนหลังโดยจีนและสหภาพโซเวียต กับเกาหลีใต้ภายใต้ความช่วยเหลือของสหประชาชาติ[271] ซึ่งทึ่สุดแล้วจบลงด้วยการเสมอกันและสัญญาหยุดยิงและการแบ่งเขตแดนที่แนวเส้นขนานที่ 38 องศาเหนือ

หลายประเทศซึ่งถูกชาติตะวันตกยึดครองเป็นอาณานิคม ได้ประกาศเอกราชและแยกตัวออกมาเป็นจำนวนมาก[272] เนื่องจากความสูญเสียทรัพยากรของชาติตะวันตก ทำให้อิทธิพลจากภายนอกอ่อนแอลง โดยการแยกตัวดังกล่าวได้เกิดขึ้นอย่างสันติในหลายประเทศ ยกเว้นในเวียดนาม มาดากัสการ์ อินโดนีเซีย และอัลจีเรีย[273] ในอีกหลายพื้นที่ในโลก ทำให้เกิดเป็นประเทศใหม่ขึ้นมามากมาย ด้วยเหตุผลทางมนุษยธรรมและศาสนา การประกาศเอกราชที่โดดเด่นมาก คือ ปาเลสไตน์ในอาณัติอังกฤษ อันนำไปสู่การก่อตั้งอิสราเอลและปาเลสไตน์ และในอินเดียก็เกิดการแตกออกเป็นสองประเทศ คือ อินเดียและปากีสถาน[274]

ส่วนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองมีความแตกต่างกันในหลากหลายภูมิภาคของโลก และพบว่าในหลายประเทศมีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในทางบวก เช่น เยอรมนีตะวันตก ซึ่งเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจนอยู่ในสถานะก่อนสงครามได้ในคริสต์ทศวรรษ 1950[275] อิตาลี ซึ่งออกจากสงครามด้วยสภาพเศรษฐกิจตกต่ำ[276] แต่ในคริสต์ทศวรรษ 1950 เศรษฐกิจของอิตาลีก็มีอัตราการเติบโตสูงและมีเสถียรภาพ[277] สหราชอาณาจักรออกจากสงครามด้วยเศรษฐกิจตกต่ำเช่นกัน[278] แต่สภาพทางเศรษฐกิจของอังกฤษยังคงถดถอยอีกเป็นเวลากว่าทศวรรษ[279] ฝรั่งเศสก็มีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจค่อนข้างรวดเร็วเช่นกัน และมีอัตราการเจริญเติบโตสูงและมีการดำเนินตามสมัยนิยม[280] สหภาพโซเวียตก็มีอัตราการผลิตเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วภายหลังสงคราม[281] และญี่ปุ่น ซึ่งมีอัตราการเติบโจทางเศรษฐกิจสูงมาก จนกระทั่งก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1980[282] จีน ซึ่งเป็นประเทศล้มละลายจากผลของสงครามกลางเมือง[283] แต่ในปี ค.ศ. 1953 เศรษฐกิจก็มีแนวโน้มที่จะฟื้นตัว และมีอัตราการผลิตกลับมาเป็นปกติเหมือนก่อนสงคราม[283] โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สหรัฐอเมริกาที่มีผลผลิตทางอุตสาหกรรมคิดเป็นครึ่งหนึ่งของโลก แต่ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1970 เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาก็ถดถอยอย่างหนัก[284]

[แก้] ผลกระทบของสงคราม

[แก้] ความสูญเสียและอาชญากรรมสงคราม

แผ่นภูมิแท่งแสดงจำนวนผู้เสียชีวิตของพลเรือนและทหารของฝ่ายสัมพันธมิตรและฝ่ายอักษะ

ได้มีการประมาณว่ามีผู้เสียชีวิตจากสงครามโลกครั้งที่สองไว้อย่างหลากหลาย แต่ส่วนใหญ่ได้เสนอว่าคิดเป็นจำนวนมากกว่า 60 ล้านคน ประกอบไปด้วยทหารอย่างน้อย 22 ล้านคน และพลเรือนอย่างน้อย 40 ล้านคน[285][286][287] สาเหตุเสียชีวิตของพลเรือนส่วนใหญ่นั้นมาจากโรคระบาด การอดอาหาร การฆ่าฟัน และการทำลายพืชพันธุ์ ด้านสหภาพโซเวียตสูญเสียประชากรราว 27 ล้านคนระหว่างช่วงสงคราม คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของความสูญเสียทั้งหมดระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง[288] จากความสูญเสีย 85% เป็นของฝ่ายสัมพันธมิตร และ 15% เป็นของฝ่ายอักษะ มีการประมาณว่ามีพลเรือนราว 12 ล้านคนเสียชีวิตในค่ายมรณะ[289] 1.5 ล้านคนจากการทิ้งระเบิด และสาเหตุอื่นๆ ในยุโรปอีก 7 ล้านคน รวมไปถึงอีก 7.5 ล้านคนในจีน[290] โดยเหตุการณ์ที่โด่งดัง ได้แก่ การสังหารหมู่ที่นานกิง[291] โดยสาเหตุที่ตัวเลขความสูญเสียมีความแตกต่างกันมากนั้นมีสาเหตุมาจากว่าการตายส่วนใหญ่ไม่ได้มีการจดบันทึกเอาไว้

จำนวนการเสียชีวิตจำนวนมากเป็นผลมาจากการล้างชาติพันธุ์ที่เกิดขึ้นในดินแดนภายใต้การยึดครองของฝ่ายอักษะ และอาชญากรรมสงครามอื่น ๆ ซึ่งถูกกระทำโดยชาวเยอรมันและชาวญี่ปุ่น โดยเหตุการณ์ที่เป็นที่รู้จักกันดีของอาชญากรรมสงครามชาวเยอรมัน ได้แก่ การล้างชาติพันธุ์โดยนาซี ซึ่งเป็นการล้างชาติอย่างเป็นระบบในเขตยึดครองของเยอรมนีและพันธมิตร โดยนอกจากชาวยิวแล้ว ยังมีกลุ่มชาติพันธุ์หรือกลุ่มความคิดอื่น ๆ ถูกสังหารอีกเป็นจำนวนกว่า 5 ล้านคน[292] และด้านทหารญี่ปุ่นก็ได้สังหารพลเรือนราว 3 - 10 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีน ระหว่างสงครามโลกครั้งทีสอง[293]

นอกจากนั้น เรื่องของการใช้อาวุธชีวภาพและอาวุธเคมียังได้ถูกนำมาตัดสินด้วย ทหารอิตาลีได้ใช้แก๊สมัสตาร์ดในการรุกรานเอธิโอเปีย[294] ส่วนญี่ปุ่นได้ใช้อาวุธดังกล่าวในสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่สอง[295][296] และในสงครามชายแดนโซเวียต-ญี่ปุ่น[297] โดยทั้งเยอรมนีและญี่ปุ่นได้มีการทดลองอาวุธกับพลเรือนและเชลยสงครามจำนวนมาก[298][299]

ขณะที่การตัดสินคดีความอาชญากรรมสงครามของฝ่ายอักษะถูกชำระความในศาลชำระความระหว่างประเทศแห่งแรก[300] แต่ว่าอาชญากรรมของฝ่ายสัมพันธมิตรกลับตรงกันข้าม[301] ตัวอย่างอาชญากรรมสงคราม เช่น การถ่ายเทพลเรือนในสหภาพโซเวียต[302] ค่ายใช้แรงงานของโซเวียต[303] การกักกันชาวญี่ปุ่น-อเมริกันในสหรัฐอเมริกา ปฏิบัติการคีลฮาล[304] คำสั่งแผนกบริหารที่ 9066 การสังหารพลเรือนอย่างโหดร้ายของทหารโซเวียตในโปแลนด์ และการทิ้งระเบิดใส่โตเกียว หรือที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ได้แก่ เมืองเดรสเดน[305]

นอกจากนั้น ยังมีความสูญเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ถึงแม้ว่าบางประการที่เป็นผลทางอ้อมของสงคราม อย่างเช่น ทุพภิกขภัยในแคว้นเบงกอล ค.ศ. 1943 เป็นต้น

[แก้] ค่ายกักกันและการใช้แรงงานทาส

นักโทษผู้ทรมานในค่ายกักกันเมาน์ธิวเซน-กูเซน ประเทศออสเตรีย ในปี ค.ศ. 1945

การล้างชาติพันธุ์โดยนาซีได้สังหารชาวยิวในทวีปยุโรปเป็นจำนวนอย่างน้อย 6 ล้านคน รวมไปถึงเชื้อชาติอื่นๆ อีกที่ถูกพวกนาซีลงความเห็นว่าเป็นพวกที่ "ไม่คู่ควร" หรือ "ต่ำกว่ามนุษย์" (รวมไปถึงผู้ที่ทุพพลภาพ ผู้ที่มีอาการป่วยทางจิต เชลยสงครามโซเวียต พวกรักร่วมเพศ สมาคมฟรีเมสัน ผู้นับถือลัทธิพยานพระเยโฮวาห์และชาวยิปซี) โดยเป็นส่วนหนึ่งของถอนรากถอนโคนอย่างจงใจ และได้รับการดำเนินการโดยรัฐบาลฟาสซิสต์นาซี นำโดยอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ มีกรรมกรและคนงานราว 12 ล้านคน ซึ่งโดยส่วนมากมาจากยุโรปตะวันออก ได้ถูกว่าจ้างให้มาทำงานให้เศรษฐกิจสงครามของนาซีเยอรมนี[306]

นอกเหนือจากค่ายกักกันของนาซีแล้ว ยังมีค่ายกูลัก หรือค่ายแรงงานของสหภาพโซเวียต ซึ่งได้นำไปสู่ความตายของพลเรือนจำนวนมากในดินแดนยึดครองของฝ่ายนาซีเยอรมนีและสหภาพโซเวียต ได้แก่ โปแลนด์ ลิธัวเนีย แลตเวียและเอสโตรเนีย รวมไปถึงเชลยสงครามของเยอรมัน และยังมีชาวโซเวียตบางส่วนที่คาดว่าเป็นผู้สนับสนุนของฝ่ายนาซี[307] จากหลักฐานพบว่าเชลยสงครามของโซเวียตกว่า 60% ของทั้งหมดได้เสียชีวิตระหว่างสงคราม[308] ริชาร์ด โอเวรีได้บันทึกตัวเลขเชลยศึกชาวโซเวียตไว้ 5.7 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้ 57% เสียชีวิต คิดเป็น 3.6 ล้านคน[309] เชลยศึกโซเวียตที่รอดชีวิตและหลบหนีเข้าสู่มาตุภูมิจะถูกตราหน้าว่าเป็นคนทรยศ (ดูเพิ่ม: คำสั่งหมายเลข 270)[310]

ศพคนตายกองทับซ้อนกันในค่าย 731 ซึ่งเป็นหน่วยวิจัยพัฒนาอาวุธชีวภาพของญี่ปุ่น

ค่ายเชลยสงครามของญี่ปุ่นเองก็มีผู้เสีบชีวิตเป็นจำนวนมาก และยังมีการตั้งเป็นค่ายแรงงาน ภายหลังจากการตัดสินของศาลทหารพิเศษนานาชาติแห่งภาคพื้นตะวันออกไกล (เดิมชื่อ ศาลพิเศษโตเกียว) ได้ลงมติว่าอัตราการเสียชีวิตของเชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตรคิดเป็น 27.1% (ในจำนวนนี้เป็นทหารสหรัฐอเมริกา 37%)[311] คิดเป็นเจ็ดเท่าของอัตราเดียวกันของค่ายแรงงานของนาซีเยอรมนีและอิตาลี[312] แต่จำนวนดังกล่าวนั้นมีสูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เชลยศึกชาวจีน ซึ่งจากคำสั่งที่ได้รับการอนุมัติเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ค.ศ. 1937 โดยจักรพรรดิฮิโรฮิโต ได้ระบุว่า ชาวจีนไม่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของกฎหมายระหว่างประเทศ[313] หลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง ทหารสหราชอาณาจักรได้รับการปล่อยตัว 37,853 นาย ทหารเนเธอร์แลนด์ 28,500 นาย ทหารสหรัฐอเมริกา 14,473 นาย แต่พบว่าทหารจีนถูกพบว่าได้รับการปล่อยตัวเพียง 56 นาย[314]

อ้างอิงจากการศึกษาร่วมกันของนักประวัติศาสตร์ ได้สรุปว่า มีชาวจีนมากกว่า 10 ล้านคนถูกเกณฑ์โดยกองทัพญี่ปุ่น และถูกใช้แรงงานอย่างทาส เพื่อวงไพบูลย์ร่วมแห่งมหาเอเชียบูรพา ทั้งในแมนจูกัวและทางภาคเหนือของประเทศจีน[315] ห้องสมุดรัฐสภาแห่งสหรัฐอเมริกาได้ประมาณว่าในเกาะชวาว่าชาวอินโดนีเซียกว่า 4 ถึง 10 ล้านคนต้องถูกบังคับให้ทำงานแก่กองทัพญี่ปุ่นระหว่างสงคราม ชาวอินโดนีเซียบนเกาะชวากว่า 270,000 คนได้ถูกส่งไปทำงานในดินแดนที่ญี่ปุ่นยึดครองอยู่ในเอเชียอาคเนย์ ซึ่งมีเพียง 52,000 คนเท่านั้นที่สามารถกลับคืนสู่ถิ่นเดิมได้[316]

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1942 ประธานาธิบดีรูสเวลล์ได้ลงนามในแผนการหมายเลข 9066 ซึ่งได้ทำการกักตัวชาวญี่ปุ่น ชาวอิตาลี ชาวเยอรมัน และผู้อพยพบางส่วนจากหมู่เกาะฮาวาย ซึ่งหลบหนีหลังจากการโจมตีที่ฐานทัพเรือเพริ์ล ฮาเบอร์ในช่วงเวลาระหว่างสงครามเป็นจำนวนมาก ชาวญี่ปุ่น-อเมริกันถูกกักตัวโดยรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและแคนาดาเป็นจำนวนกว่า 150,000 คน รวมไปถึงชาวเยอรมันและชาวอิตาลีซึ่งอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกาเกือบ 11,000 คน

ขณะเดียวกัน ก็การใช้แรงงานโดยฝ่ายสัมพันธมิตรเช่นกัน ส่วนใหญ่แล้วจะเกิดขึ้นในดินแดนตะวันออก อย่างเช่น ในโปแลนด์[317] แต่ยังมีผู้ใช้แรงงานอีกกว่าล้านคนในตะวันตก ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1945 หลักฐานของฝรั่งเศสได้ระบุว่ามีเชลยสงครามชาวเยอรมันกว่า 2,000 คน ตายหรือพิการทุกเดือนในการอบัติเหตุการเก็บกวาดทุ่นระเบิด[318]

[แก้] แนวหลังและอุตสาหกรรม

กราฟเปรียบเทียบอัตราผลิตภัณฑ์มวลรวมของฝ่ายอักษะเมื่อเทียบกับฝ่ายสัมพันธมิตรระหว่างปี 1938-1945

ในทวีปยุโรป ตอนช่วงเวลาเริ่มต้นของสงคราม ฝ่ายสัมพันธมิตรนั้นมีความได้เปรียบทั้งทางด้านจำนวนประชากรและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ในปี 1938 ฝ่ายสัมพันธมิตรมีประชากรมากกว่าฝ่ายอักษะ 30% และอัตราผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศมากกว่าฝ่ายอักษะ 30% ซึ่งทำให้ฝ่ายสัมพันธมิตรได้เปรียบทางยุทธศาสตร์มากกว่า 5:1 ในด้านจำนวนประชากรและอัตราผลิตภัณฑ์มวลรวมคิดเป็น 2:1[319]

ในทวีปเอเชีย จีนนั้นมีประชากรเป็นหกเท่าของญี่ปุ่น และมีอัตราผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศมากกว่าญี่ปุ่นไป 89% แต่ถ้าหากรวมเอาอาณานิคมของญี่ปุ่นเข้าไปด้วย ความแตกต่างของจำนวนประชากรจะลดลงเหลือเพียงสามเท่าและความก้าวหน้าของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศลดลงเหลือ 38%[319]

ถึงแม้ว่าความแตกต่างระหว่างทั้งสองฝ่ายจะมีมาก แต่ว่าฝ่ายอักษะก็สามารถตัดกำลังฝ่ายสัมพันธมิตรได้ด้วยการโจมตีสายฟ้าแลบหลายครั้ง จนลดลงต่ำสุดในปี 1940 แต่ว่าหลังจากที่สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตเข้าสู่สงคราม ฝ่ายสัมพันธมิตรก็มีความได้เปรียบอย่างมากจนสิ้นสงคราม[320]

ช่วงท้ายสงคราม ฝ่ายสัมพันธมิตรสามารถช่วงชิงความได้เปรียบทางเศรษฐกิจได้ด้วยการเข้ายึดแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ และปัจจัยอื่น ๆ ได้แก่ การที่เยอรมนีและญี่ปุ่นไม่เต็มใจที่จะต้องเกณฑ์สตรีเพื่อใช้แรงงาน[321][322] และการเปลี่ยนแปลงไปสู่เศรษฐกิจสงครามในตอนปลาย[323] เยอรมนีและญี่ปุ่นนั้นแท้จริงแล้วไม่ได้เตรียมการอย่างเหมาะสมสำหรับการรบแบบยืดเยื้อและไม่มีขีดความสามารถใด ๆ เลยที่จะทำเช่นนั้น[324][325] เพื่อที่จะเพิ่มการผลิต เยอรมนีและญี่ปุ่นจำเป็นต้องอาศัยแรงงานจากประเทศที่ตนเองสามารถยึดครองได้มาใช้แรงงานนับล้าน[326] โดยพบว่าเยอรมนีได้มีการใช้แรงงานทาสกว่า 12 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากยุโรปตะวันออก[327] และญี่ปุ่นได้มีการใช้แรงงานทาสเอเชียตะวันออกไกลกว่า 18 ล้านคน[328]

[แก้] ดินแดนที่ถูกยึดครองระหว่างสงคราม

ภาพทหารกองโจรของโซเวียตในแนวรบด้านตะวันออก

ในทวีปยุโรป การยึดครองถูกแบ่งออกเป็นสองประเภทที่แตกต่างกัน บริเวณยุโรปตะวันตก ยุโรปเหนือและยุโรปกลาง เยอรมนีได้ออกนโยบายทางเศรษฐกิจซึ่งได้ผลตอบแทนกว่า 69.5 ล้านล้านไรซ์มาร์กจนกระทั่งสิ้นสุดสงคราม ซึ่งยังไม่รวมถึงผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ยุทโธปกรณ์ทางทหาร วัตถุดิบและสินค้าอื่น ๆ ซึ่งเรียกกันว่า การปล้นของนาซี[329] รายได้ของนาซีเยอรมนีในดินแดนยึดครองนั้นคิดเป็นกว่า 40% ของรายได้จากภาษีในแผ่นดินเยอรมนี และเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 40% ของรายได้ทั้งหมดของเยอรมนีในช่วงระหว่างสงคราม[330]

ส่วนในทางยุโรปตะวันออก ซึ่งคนทั้งหลายต่างก็หวังต่อผลประโยชน์จากนโยบายแสวงหาพื้นที่อยู่อาศัยไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากแนวรบซึ่งไม่มีความแน่นอน และผลจากนโยบายเผาให้ราบของโซเวียต ซึ่งเป็นการปฏิเสธมิให้ทรัพยากรทั้งหลายตกอยู่ในเงื้อมมือของชาวเยอรมัน[331] ไม่เหมือนกับทางยุโรปตะวันตก นโยบายเชื้อชาติของพรรคนาซีนั้นได้ก่อให้เกิดความเลวร้ายต่าง ๆ กับ "ชนชั้นต่ำกว่ามนุษย์" ในแนวรบด้านตะวันออก จึงเต็มไปด้วยการฆาตกรรมและการสังหารหมู่[332] และถึงแม้ว่าจะมีขบวนการกู้ขาติเกิดขึ้นมากมายในประเทศที่ถูกยึดครอง แต่ก็ยังไม่สามารถก่อให้เกิดผลกระทบโดยรวมต่อการขยายตัวของนาซีเยอรมนีได้ จนกระทั่งถึงปลายปี ค.ศ. 1943[333][334]

ในทวีปเอเชีย ญี่ปุ่นได้พยายามจะสร้างวงไพบูลย์มหาเอเชียบูรพาขึ้น และมีจุดประสงค์ที่จะครองความเป็นใหญ่ โดยอ้างการปลดปล่อยชาติที่ต้องตกเป็นอาณานิคมของชาติมหาอำนาจในทวีปยุโรป[335] ถึงแม้ว่ากองทัพญี่ปุ่นนั้นจะได้รับการต้อนรับจากนักต่อสู้เพื่อเอกราชในหลายดินแดน แต่ว่าเนื่องจากการกระทำที่โหดร้ายได้เปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อญี่ปุ่นไปเสียภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์[336] ระหว่างการยึดครองของญี่ปุ่นในช่วงแรกนั้นได้รับน้ำมันกว่า 4 ล้านแกลลอนจากการล่าถอยของฝ่ายสัมพันธมิตร และในปี ค.ศ. 1943 ญี่ปุ่นได้ผลผลิตจากหมู่เกาะอินเดียตะวันออกของดัตช์กว่า 50 ล้านแกลลอน กว่า 76% ของอัตราการผลิตของญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 1940[336]

[แก้] การพัฒนาเทคโนโลยีและรูปแบบการทำสงคราม

ระหว่างสงคราม อากาศยานยังคงดำรงบทบาทของตนทั้งในการลาดตระเวนสำรวจ เครื่องบินขับไล่ เครื่องบินทิ้งระเบิด และการสนับสนุนภาคพื้นดินมาจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ถึงแม้ว่าอากาศยานทั้งหลายจะได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นอย่างมากแล้ว บทบาทที่สำคัญของอากาศยานอีกสองประการนอกเหนือจากที่ได้กล่าวมาแล้ว ได้แก่ การขนส่งทางอากาศ เป็นความสามารถที่จะเคลื่อนย้ายเสบียง เครื่องยุทธภัณฑ์และหน่วยทหารได้อย่างรวดเร็วตามลำดับความสำคัญ ถึงแม้ว่าจะยังมีปริมาณที่รองรับได้ต่ำอยู่ก็ตาม[337] และการทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ ซึ่งเป็นการทิ้งระเบิดถล่มเป้าหมายพลเรือนด้วยความหวังที่จะทำลายอุตสาหกรรมและขวัญกำลังใจของข้าศึก[338] อาวุธต่อต้านอากาศยานเองก็มีการพัฒนาขึ้นเช่นกัน รวมไปถึงอุปกรณ์ป้องกันภัยที่สำคัญ เช่น เรดาร์ และปืนใหญ่ต่อต้านอากาศยานที่ได้รับการพัฒนาเป็นอย่างสูง อย่างเช่น ปืนใหญ่ 88 มม. ของเยอรมนี อากาศยานเจตก็ปรากฏให้เห็นเป็นครั้งแรกในการออกปฏิบัติการจำนวนหนึ่งระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง และถึงแม้ว่าอากาศยานเจตจะถูกนำเข้าสู่สงครามในตอนปลาย และปรากฏให้เห็นเพียงจำนวนน้อย หมายความว่าพวกมันไม่มีผลกระทบต่อสงครามโดยตรงด้วยตัวเอง และจำนวนน้อยถูกพบเห็นในการบริการขนส่งขนาดใหญ่หลังจากสงคราม[339]

ส่วนในทะเล ในขณะที่การพัฒนาเกิดขึ้นในการทำสงครามทางทะเลในเกือบทุกรูปแบบ แต่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในการพัฒนาเรือบรรทุกเครื่องบินและเรือดำน้ำ ถึงแม้ว่าในตอนต้นของสงคราม การทำสงครามการบินประสบความสำเร็จเพียงเล็กน้อยก็ตาม[340] แต่ปฏิบัติการในตารันโต อ่าวเพิร์ล ทะเลจีนใต้และทะเลคอรัล ได้ทำให้เรือบรรทุกเครื่องบินก้าวขึ้นมากมีบทบาทสำคัญแทนที่เรือประจัญบาน[341][342] ในมหาสมุทรแอตแลนติก เรือบรรทุกเครื่องบินถูกพิสูจน์แล้วว่ามีบทบาทสำคัญอย่างมากในระบบกองเรือคุ้มกันฝ่ายสัมพันธมิตร ทำให้ประสิทธิภาพรัศมีในการป้องกันเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก และมีส่วนช่วยในการอุดช่องว่างแอตแลนติกตอนกลาง[343] นอกเหนือจากประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นแล้ว เรือบรรทุกเครื่องบินยังประหยัดกว่าเรือประจัญบานเนื่องจากเครื่องบินมีราคาต่ำ[344] และลำเรือไม่จำเป็นจะต้องหุ้มเกราะหนา[345] เรือดำน่ำ ซึ่งถูกพิสูจน์ว่าเป็นอาวุธอันทรงประสิทธิภาพระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง[346] ได้มีการคาดการณ์ล่วงหน้าโดยทุกฝ่ายว่าจะมีบทบาทสำคัญในสงครามโลกครั้งที่สอง ฝ่ายอังกฤษมุ่งเน้นไปยังอุปกรณ์และยุทธวิธีในการต่อต้านเรือดำน้ำ อย่างเช่น โซนาร์ และระบบกองเรือคุ้มกัน ในขณะที่เยอรมนีมุ่งเน้นไปยังการพัฒนาความสามารถในการรุก ด้วยการออกแบบเรือดำน้ำไทป์ 7 และยุทธวิธีฝูงหมาป่า[347] และการพัฒนาเทคโนโลยีของฝ่ายสัมพันธมิตรอย่างช้า ๆ ก็ได้พิสูจน์ถึงชัยชนะ

ส่วนรูปแบบการรบภาคพื้นดินได้เปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากแนวรบอยู่กับที่ซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เปลี่ยนมาเป็นการรบที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ โดยการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นแนวคิดมาจากรูปแบบการทำสงครามระหว่างเหล่าทัพ ซึ่งเป็นการประสานงานกันระหว่างคุณสมบัติของกองกำลังทหารที่หลากหลาย รถถัง ซึ่งถูกใช้สนับสนุนทหารราบในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ได้พัฒนาจนกลายมาเป็นอาวุธพื้นฐานของกองกำลังทั้งหมดในสงครามโลกครั้งที่สอง[348] ในช่วงปลายคริสต์ทศวรรษ 1930 การออกแบบรถถังได้มีการพัฒนาขึ้นเป็นอย่างมากในทุกด้าน เมื่อเทียบกับเมื่อครั้งสมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง[349] และยังได้มีการพัฒนาความเร็ว เกราะและกำลังยิงที่เพิ่มมากขึ้น ยังได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดระหว่างสงคราม กองทัพส่วนใหญ่พิจารณาว่ารถถังเป็นอาวุธที่ดีที่สุดในการต่อต้านรถถังด้วยกัน จึงได้พัฒนารถถังที่มีจุดประสงค์พิเศษขึ้นเพื่อบรรลุผลนั้น[350] แต่แนวคิดดังกล่าวได้รับการพิสูจน์ว่าผิดในการปฏิบัติของรถถังค่อนข้างเบาในช่วงแรกในการต่อกรกับรถถัง และหลักนิยมของเยอรมันในการหลีกเลี่ยงการรบแบบรถถังต่อรถถัง และอีกปัจจัยนหนึ่ง จากการใช้กองกำลังผสมของเยอรมนี อันเป็นปัจจัยหลักของยุทธวิธีการโจมตีสายฟ้าแลบซึ่งประสบความสำเร็จทั้งในโปแลนด์และฝรั่งเศส[348] และปรากฏหลายวิธีในการทำลายรถถัง รวมทั้งปืนใหญ่ทางอ้อม ปืนต่อต้านรถถัง ทุ่นระเบิด อาวุธพิสัยใกล้ต่อต้านรถถังสำหรับทหารราบ และการใช้รถถังได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์[350] แม้กระทั่งในหลายกองทัพจะได้มีการเปลี่ยนไปใช้เครื่องจักรอย่างกว้างขวาง แต่ทหารราบก็ยังคงเป็นกระดูกสันหลังสำหรับกองกำลังทั้งหมด[351] และตลอดช่วงเวลาของสงคราม ยุทธภัณฑ์ของทหารราบส่วนใหญ่มีความคล้ายคลึงกับที่เคยใช้ประโยชน์ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง[352] อย่างไรก็ตาม สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศแรกที่มีการใช้ไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติเป็นประเทศแรก ซึ่งก็คือ เอ็ม-1 กาแรนด์ นอกจากนี้ การพัฒนาบางประการยังเกี่ยวกับปืนกลพกพาได้ ตัวอย่างที่โดดเด่นเช่น เอ็มจี 42 ของเยอรมนี และปืนกลมืออีกหลายประเภท ซึ่งมีความเหมาะสมสำหรับการรบในเมืองและในป่า[352] ปืนเล็กยาวจู่โจม ซึ่งเป็นพัฒนาการในตอนปลายของสงคราม เป็นการรวมข้อดีของปืนไรเฟิลและปืนกลมือเข้าไว้ด้วยกัน และได้กลายมาเป็นอาวุธพื้นฐานสำหรับทหารราบในกองกำลังติดอาวุธทั้งหมดภายหลังสงคราม

ในแง่ของการติดต่อสื่อสาร ผู้เข้าร่วมสงครามส่วนใหญ่พยายามที่จะแก้ไขปัญหาของความซับซ้อนและการรักษาความปลอดภัย โดยการใช้ประโยชน์จากคู่มือลงรหัสขนาดใหญ่สำหรับวิทยาการเข้ารหัส ประกอบกับการสร้างเครื่องรหัสขึ้นมาหลายแบบ ซึ่งที่เป็นรู้จักกันกว้างขวางที่สุด ได้แก่ เครื่องอินิกมาของเยอรมนี[353] ข่าวกรองทางสัญญาณ ซึ่งเป็นกระบวนการตอบโต้เครื่องถอดรหัส ซึ่งตัวอย่างที่โดดเด่น ได้แก่ อัลตราของอังกฤษ และการถอดรหัสกองทัพเรือญี่ปุ่นของฝ่ายสัมพันธมิตร ส่วนอีกทิศทางหนึ่งที่สำคัญของข่าวกรองทางทหาร ได้แก่ การใช้ปฏิบัติการการหลอกลวง ซึ่งฝ่ายสัมพันธมิตรได้ประสบความสำเร็จในหลายโอกาสจนได้ผลดี อย่างเช่น ปฏิบัติการเนื้อสับและปฏิบัติการบอดีการ์ด ซึ่งได้เบี่ยงเบนความสนใจของฝ่ายเยอรมันและกองกำลังให้ห่างจากการยกพลขึ้นบกที่เกาะซิซิลีและนอร์มองดีได้ตามลำดับ

นอกจากนี้ ในการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมยังได้แก่ คอมพิวเตอร์ซึ่งสามารถโปรแกรมได้เป็นครั้งแรก (แซด 3 คอมพิวเตอร์โคลอสซัสและอีนิแอก) ขีปนาวุธนำวิถี และจรวดสมัยใหม่ การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ อันเป็นผลมาจากโครงการแมนฮัตตัน การสร้างท่าเรือประดิษฐ์ และการสร้างท่อน้ำมันลอดผ่านช่องแคบอังกฤษ

[แก้] ดูเพิ่ม

[แก้] เชิงอรรถ

  1. ^ คำว่าสงครามโลกครั้งที่สองในภาษาอังกฤษนั้น ในเอกสารประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการของสหราชอาณาจักรและชาติตะวันตกใช้คำว่า "Second World War" ส่วนในสหรัฐอเมริกาใช้คำว่า "World War II" (ย่อว่า "WWII" หรือ "WW2") ซึ่งเอกสารประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการของประเทศส่วนใหญ่มักจะใช้ในภาษาอังกฤษว่า "Second World War" (เช่น Zweiter Weltkrieg ในภาษาเยอรมัน; Segunda Guerra mundial ในภาษาสเปน; Seconde Guerre mondiale ในภาษาฝรั่งเศส) แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งสองคำนี้โดยทั่วไปแล้วสามารถใช้แทนกันได้; แม้ในประวัติศาสตร์การทหารอย่างเป็นทางการ คำว่า "Second World War" ถูกสร้างขึ้นโดยเลขาธิการแห่งรัฐของสหรัฐอเมริกา แฟรงก์ บี. เคลล็อก; ส่วนคำว่า "World War II" มีการใช้เป็นครั้งแรกในนิตยสารไทมส์ เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ค.ศ. 1939 (War Machines) ซึ่งเป็นผู้เรียก "World War I" ขึ้นในอีกสามเดือนต่อมา
  2. ^ หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง จักรวรรดิอังกฤษมีพื้นที่ 13,290,634 ตารางไมล์ มีประชากร 489,773,541 คน (คิดเป็น 25% ของประชากรโลก) ฝรั่งเศสมีพื้นที่ 4,830,000 ตารางไมล์ มีพลเมือง 106,000,000 คน เนเธอร์แลนด์มีพื้นที่ 735,000 ตารางไมล์ มีพลเมือง 50,000,000 คน ส่วนเยอรมนีผู้แพ้สงคราม มีพื้นที่ลดเหลือเพียง 1,000,000 ตารางไมล์ มีพลเมืองเหลือ 12,000,000 คน; แหล่งที่มา: น.อ. ปรีชา ศรีวาลัย, สงครามโลกครั้งที่ ๑-๒ และสงครามเกาหลี, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, หน้า 93
  3. ^ ตามที่ D.Glantz ได้กล่าวไว้ว่า, The Soviet‐German War 1941–45 "เมื่อถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน [กองทัพบกเยอรมัน] ได้สูญเสียกำลังพลกว่า 20% ของกองกำลังดั้งเดิม (686,000 นาย) และกว่า 2/3 ของพาหนะยานยนต์ครึ่งล้านคัน 65% ของจำนวนรถถัง โดยกองบัญชาการสูงสุดของเยอรมนีได้จัดกำลังพล 136 กองพลของตนให้เป็น 83 กองพลเต็มอัตราศึก"
  4. ^ ตามการเขียนของ Ernest May (The United States, the Soviet Union and the Far Eastern War. The Pacific Historical Review. V. 24. No. 2. (1955) p.156) เชอร์ชิลล์ชี้ว่า: "การประกาศสงครามของรัสเซียต่อญีป่นจะเป็นการสร้างความได้เปรียบให้กับฝ่ายเราเป็นอย่างมาก โดยมีเงื่อนไขเท่านั้นว่า พวกรัสเซียจะต้องรู้สึกมั่นใจว่าแนวรบด้านตะวันตกของพวกเขาจะไม่เสียไป"
  5. ^ ปฏิบัติการครั้งนี้ "เป็นความพ่ายแพ้อย่างฉิบหายที่สุดแห่งกองทัพเยอรมันทั้งหมดในสงครามโลกครั้งที่สอง", The operation "was the most calamitous defeat of all the German armed forces in World War II". แหล่งที่มา: Zaloga, Bagration 1944: The destruction of Army Group Centre, 7.

[แก้] อ้างอิง

  1. ^ Jim Dunnigan. Dirty Little Secrets of World War II: Military Information No One Told You About the Greatest, Most Terrible War in History, William Morrow & Company, 1994. ISBN 0-688-12235-3
  2. ^ Mayer, E. (2000) "World War II" course lecture notes on Emayzine.com (Victorville, California: Victor Valley College)
  3. ^ Coleman, P. (1999) "Cost of the War," World War II Resource Guide (Gardena, California: The American War Library)
  4. ^ น.อ. ปรีชา ศรีวาลัย, สงครามโลกครั้งที่ ๑-๒ และสงครามเกาหลี, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, หน้า 184
  5. ^ Keegan, John (1989), The Second World War, Glenfield, Auckland 10, New Zealand: Hutchinson .
  6. ^ "World War II". The Columbia Encyclopedia (6th). (2007). เรียกข้อมูลวันที่ 2008-03-10. 
  7. ^ Hakim, Joy (1995). A History of Us: War, Peace and all that Jazz. New York: Oxford University Press. ISBN 0-19-509514-6. 
  8. ^ Kantowicz, Edward R., The rage of nations, Wm. B. Eerdmans Publishing, 1999, ISBN 0-8028-4455-3, page 149
  9. ^ Davies, Norman (2008), No Simple Victory: World War II in Europe, 1939-1945, Penguin Group, ISBN 0-14-311409-3. p. 134-140
  10. ^ น.อ. ปรีชา ศรีวาลัย, สงครามโลกครั้งที่ ๑-๒ และสงครามเกาหลี, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, หน้า 73
  11. ^ Shaw, Anthony. World War II Day by Day, pg. 35
  12. ^ Preston, Peter, Pacific Asia in the global system: an introduction, Wiley-Blackwell, 1998, ISBN 0-631-20238-2, pages 104–105
  13. ^ Myers, Ramon; Peattie, Mark. The Japanese Colonial Empire, 1895-1945, pg. 458
  14. ^ Ralph Steadman, Winston Smith (June 1, 2004). All Riot on the Western Front. Last Gasp. p. 28. ISBN 0867196165. http://books.google.ca/books?id=Fy1EcXEs9L4C&pg=PA28. 
  15. ^ 15.0 15.1 15.2 ธนู แก้วโอภาส, เหตุการณ์สำคัญในศตวรรษที่ 20, ฝ่ายโรงพิมพ์ บริษัท ตภาตา พับลิเคชั่น จำกัด, 2549, หน้า 137
  16. ^ The Volunteer Armies of Northeast China (Magazine article History Today, Vol. 43). Anthony Coogan (July 1993). สืบค้นวันที่ 2009-11-14 “Although some Chinese troops in the Northeast managed to retreat south, others were trapped by the advancing Japanese Army and were faced with the choice of resistance in defiance of orders, or surrender. A few commanders submitted, receiving high office in the puppet government, but others took up arms against the invader. The forces they commanded were the first of the volunteer armies”
  17. ^ สุปราณี มุขวิธิต, ประวัติศาสตร์ยุโรป (1815-ปัจจุบัน) เล่ม 1, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, หน้า 388
  18. ^ Brody, J. Kenneth. The Avoidable War: Pierre Laval and the Politics of Reality, 1935-1936, pg. 4
  19. ^ Zalampas, Michael (January 10, 1989) (Google Books). Adolf Hitler and the Third Reich in American magazines, 1923-1939. Bowling Green University Popular Press. p. 62. ISBN 0879724625. http://books.google.ca/books?id=WrcA0sAqwgsC&pg=PA62. เรียกดูวันที่ 2009-11-14. 
  20. ^ ธนู แก้วโอภาส, เหตุการณ์สำคัญในศตวรรษที่ 20, ฝ่ายโรงพิมพ์ บริษัท ตภาตา พับลิเคชั่น จำกัด, 2549, หน้า 131
  21. ^ ธนู แก้วโอภาส, เหตุการณ์สำคัญในศตวรรษที่ 20, ฝ่ายโรงพิมพ์ บริษัท ตภาตา พับลิเคชั่น จำกัด, 2549, หน้า 133
  22. ^ เจฟเฟอรี เรคคอร์ด. Appeasement Reconsidered: Investigating the Mythology of the 1930s, น. 50
  23. ^ ไมเคิล แมนเดลบอม. The Fate of Nations: The Search for National Security in the Nineteenth and Twentieth Centuries, น. 96
  24. ^ เดวิด เอฟ. ชมิทซ์. Henry L. Stimson: The First Wise Man, น. 124
  25. ^ น.อ. ปรีชา ศรีวาลัย, สงครามโลกครั้งที่ ๑-๒ และสงครามเกาหลี, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, หน้า 74
  26. ^ อลิสัน คิตสัน. Germany 1858-1990: Hope, Terror, and Revival, น. 231
  27. ^ แอนโทนี พี. อดัมทไวท์. The Making of the Second World War, น. 52
  28. ^ สุปราณี มุขวิธิต, ประวัติศาสตร์ยุโรป (1815-ปัจจุบัน) เล่ม 1, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, หน้า 393
  29. ^ เฮเลน เกรแฮม. The Spanish Civil War: A Very Short Introduction, น. 110
  30. ^ ธนู แก้วโอภาส, เหตุการณ์สำคัญในศตวรรษที่ 20, ฝ่ายโรงพิมพ์ บริษัท ตถาตา พับลิเคชั่น จำกัด, 2549, หน้า 151
  31. ^ น.อ. ปรีชา ศรีวาลัย, สงครามโลกครั้งที่ ๑-๒ และสงครามเกาหลี, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, หน้า 75
  32. ^ Robert Melvin Spector. World Without Civilization: Mass Murder and the Holocaust, History, and Analysis, pg. 257
  33. ^ โดนัลด์ เอฟ. บัสกี. Communism in History and Theory: Asia, Africa, and the Americas, น. 10
  34. ^ ธนู แก้วโอภาส, เหตุการณ์สำคัญในศตวรรษที่ 20, ฝ่ายโรงพิมพ์ บริษัท ตภาตา พับลิเคชั่น จำกัด, 2549, หน้า 139
  35. ^ น.อ. ปรีชา ศรีวาลัย, สงครามโลกครั้งที่ ๑-๒ และสงครามเกาหลี, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์ หน้า 79
  36. ^ น.อ. ปรีชา ศรีวาลัย, สงครามโลกครั้งที่ ๑-๒ และสงครามเกาหลี, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์ หน้า 86-87
  37. ^ สุปราณี มุขวิชิต, ประวัติศาสตร์ยุโรป (1815-ปัจจุบัน) เล่ม 1, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, หน้า 385
  38. ^ น.อ. ปรีชา ศรีวาลัย, สงครามโลกครั้งที่ ๑-๒ และสงครามเกาหลี, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์ หน้า 81
  39. ^ 39.0 39.1 น.อ. ปรีชา ศรีวาลัย, สงครามโลกครั้งที่ ๑-๒ และสงครามเกาหลี, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, หน้า 91
  40. ^ 40.0 40.1 น.อ. ปรีชา ศรีวาลัย, สงครามโลกครั้งที่ ๑-๒ และสงครามเกาหลี, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์ หน้า 83
  41. ^ น.อ. ปรีชา ศรีวาลัย, สงครามโลกครั้งที่ ๑-๒ และสงครามเกาหลี, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, อารัมภบท
  42. ^ James Bradley, Ron Powers. Flags of Our Fathers, pg. 58
  43. ^ Tucker, Spencer; Roberts, Priscilla Mary. Encyclopedia of World War II: A Political, Social, and Military History, pg. 771; note, however, that Tucker's own view is that 191 is most convenient; p. 9.
  44. ^ Ben-Horin, Eliahu (1943). The Middle East: Crossroads of History, p. 169
  45. ^ Taylor, Alan (1979). How Wars Begin, p. 124
  46. ^ Yisreelit, Hevrah Mizrahit (1965). Asian and African Studies, p. 191
  47. ^ Chickering, Roger; Förster, Stig; Greiner, Bernd. A World at Total War: Global Conflict and the Politics of Destruction, 1937-1945, pg. 64
  48. ^ Fiscus, James W. Critical Perspectives on World War II, pg. 44
  49. ^ Kantowicz, Edward R. The Rage of Nations, pg. 346
  50. ^ Greer, Gordon B. What Price Security?, pg. 28
  51. ^ 51.0 51.1 น.อ. ปรีชา ศรีวาลัย, สงครามโลกครั้งที่ ๑-๒ และสงครามเกาหลี, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, หน้า 80
  52. ^ เจริญ ไชยชนะ, สงครามโลกครั้งที่ ๒, สำนักพิมพ์เสริมวิทย์บรรณาธิการ, หน้า 2
  53. ^ Canfora, Luciano; Jones, Simon (2006). Democracy in Europe: A History of an Ideology, p. 155
  54. ^ Prin, Gwyn (2002). The Heart of War: On Power, Conflict and Obligation in the Twenty-First Century, p. 11
  55. ^ Shiraishi, Masaya, Japanese relations with Vietnam, 1951-1987, SEAP Publications, 1990, ISBN 0-87727-122-4, page 4
  56. ^ Fairbank, John King , Albert Feuerwerker, Denis Crispin Twitchett, The Cambridge history of China, Cambridge University Press, 1986, ISBN 0521243386, page 547–551
  57. ^ Twitchett, Denis; Fairbank, John K. The Cambridge history of China, pg. 566
  58. ^ Coox, Alvin D. Nomonhan: Japan Against Russia, 1939, pg. 189
  59. ^ Amnon Sella. Khalkhin-Gol: The Forgotten War Journal of Contemporary History, Vol. 18, No. 4, Military History (Oct., 1983), pp. 651-687
  60. ^ Collier, Martin; Pedley, Philip. Germany 1919-45, pg. 144
  61. ^ Kershaw 2001, p. 121–2
  62. ^ Kershaw 2001, p. 157
  63. ^ Davies, Norman (2008), No Simple Victory: World War II in Europe, 1939-1945, Penguin Group, ISBN 0-14-311409-3, p. 143-144
  64. ^ Lowe, C. J.; Marzari, F. Italian Foreign Policy 1870-1940, pg. 330
  65. ^ "Pact of Steel", in Dear and Foot, ed., Oxford Companion to World War II, Oxford University Press, 2002, ISBN 0198604467, p. 674.
  66. ^ Michael Jabara Carley (1993). End of the 'Low, Dishonest Decade': Failure of the Anglo-Franco-Soviet Alliance in 1939. Europe-Asia Studies 45 (2), 303-341.
  67. ^ Sharp, Alan; Stone, Glyn. Anglo-French Relations in the Twentieth Century, pg 195-197
  68. ^ Rudolf Schlesinger. The Foreign Policy of Soviet Russia. Soviet Studies, Vol. 1, No. 2, (Oct., 1949) , pp. 140-150. พิมพ์ที่: Taylor & Francis, Ltd.
  69. ^ E. H. Carr., From Munich to Moscow. I., Soviet Studies, Vol. 1, No. 1, (Jun., 1949), pp. 3-17. Published by: Taylor & Francis, Ltd.
  70. ^ Zachary Shore. What Hitler Knew: The Battle for Information in Nazi Foreign Policy. Published by Oxford University Press US, 2005 ISBN 0-19-518261-8, 978-0-19-518261-3, p. 108
  71. ^ "Nazi-Soviet Pact", in Dear and Foot, ed., Oxford Companion to World War II, Oxford University Press, 2002, ISBN 0-19-860446-7, pp. 608–9
  72. ^ May, Ernest R. Strange Victory: Hitler's Conquest of France, pg. 93
  73. ^ Zaloga, Steven J. Poland 1939: The Birth of Blitzkrieg, pg. 80
  74. ^ Igor Baka: Slovensko vo vojne proti Poľsku v roku 1939 (Slovakia during the war against Poland in 1939), Vojenská história, 2005, No 3
  75. ^ Hempel, Andrew, Poland in World War II: An Illustrated Military History, Hippocrene Books, 2003, ISBN 078181004, pages 24–25
  76. ^ Jowett, Philip S. The Japanese Army, 1931-45, pg. 14
  77. ^ David J. Smith. The Baltic States: Estonia, Latvia and Lithuania, p. 24, ISBN 0-415-28580-1
  78. ^ 78.0 78.1 Bilinsky, Yaroslav. Endgame in NATO's Enlargement: The Baltic States and Ukraine, Greenwood Publishing Group, 1999, ISBN 0-275-96363-2, p. 9.
  79. ^ 79.0 79.1 Murray, Williamson & Allan Reed Millett (2001), A War to Be Won: Fighting the Second World War, Harvard University Press, ISBN 0-674-00680-1, p. 55-56
  80. ^ D. W. Spring. 'The Soviet Decision for War against Finland, 30 November 1939'. Soviet Studies, Vol. 38, No. 2 (Apr., 1986), pp. 207–226)
  81. ^ Hanhimäki, Jussi M. Containing Coexistence: America, Russia, and the "Finnish Solution", หน้า 13
  82. ^ Hsiung, James Chieh; Levine, Steven I. China's Bitter Victory: The War with Japan, 1937-1945, pg. 16
  83. ^ Weinberg, Gerhard L. (1995), A World at Arms: A Global History of World War II, Cambridge University Press, ISBN 0-521-55879-4, p. 95 & 121
  84. ^ Shirer, William L., The Rise and Fall of the Third Reich: A History of Nazi Germany, Simon and Schuster, 1990 ISBN 0-671-72868-7, pp. 668–9
  85. ^ Murray, Williamson & Allan Reed Millett (2001), A War to Be Won: Fighting the Second World War, Harvard University Press, ISBN 0-674-00680-1, p. 57-63
  86. ^ Commager, Henry Steele. The Story of the Second World War, pg. 30
  87. ^ Reynolds, David. From World War to Cold War: Churchill, Roosevelt, and the International History of the 1940s, pgs. 76, 77
  88. ^ Crawford, Keith, Stuart J. Foster, War, nation, memory: international perspectives on World War II in school history textbooks, IAP, 2007, ISBN 1-59311-852-X, page 68
  89. ^ Nolan, Cathal J., The Greenwood Encyclopedia of International Relations: A-E, Greenwood Publishing Group, 2002, ISBN 0-313-30741-5, page 170
  90. ^ Regan, Geoffrey, The Brassey's book of military blunders, Brassey's, 2000, ISBN 1-57488-252-X, page 152
  91. ^ Kennedy, David M. Freedom from Fear: The American People in Depression and War, 1929-1945, pg. 439
  92. ^ Deist, William, et al., Germany and the Second World War — Volume 2: Germany's Initial Conquests in Europe, Oxford University Press, 2001, 0198228880, p. 311.
  93. ^ Militärgeschichtliches Forschungsamt. Germany and the Second World War - Volume 2: Germany's Initial Conquests in Europe, pg. 311
  94. ^ Brown, David. The Road to Oran: Anglo-French Naval Relations, September 1939-July 1940, pg. xxx
  95. ^ Kelly, Nigel; Rees, Rosemary; Shuter, Jane. Twentieth Century World, pg. 38
  96. ^ Goldstein, Margaret J. World War II, pg. 35
  97. ^ Mercado, Stephen C. The Shadow Warriors of Nakano: A History of the Imperial Japanese Army's Elite Intelligence School, pg. 109
  98. ^ Brown, Robert J. Manipulating the Ether: The Power of Broadcast Radio in Thirties America, pg. 91
  99. ^ Morison, Samuel Eliot. History of United States Naval Operations in World War II, pg. 60
  100. ^ Maingot, Anthony P.The United States and the Caribbean: Challenges of an Asymetrical Relationship, pg. 52
  101. ^ Hadley Cantril, America Faces the War: A Study in Public Opinion, The Public Opinion Quarterly 4:3 (Sept. 1940), p. 390.
  102. ^ Weinberg, Gerhard L. (1995), A World at Arms: A Global History of World War II, Cambridge University Press, ISBN 0-521-55879-4 p. 182
  103. ^ Bilhartz, Terry D.; Elliott, Alan C.Currents in American History: A Brief History of the United States, pg. 179
  104. ^ Weinberg, Gerhard L. A World at Arms: A Global History of World War II, pg. 200
  105. ^ Weinberg, Gerhard L. A World at Arms: A Global History of World War II, pg. 201
  106. ^ Murray, Williamson; Millett, Allan Reed. A War to Be Won: Fighting the Second World War, pg. 165
  107. ^ Knell, Hermann. To Destroy a City: Strategic Bombing and Its Human Consequences in World War II, pg. 205
  108. ^ Murray, Williamson & Allan Reed Millett (2001), A War to Be Won: Fighting the Second World War, Harvard University Press, ISBN 0-674-00680-1, p. 233-245
  109. ^ "Tripartite Pact", in Dear and Foot, ed., Oxford Companion to World War II, p. 877.
  110. ^ Dennis Deletant, "Romania", in Dear and Foot, ed., Oxford Companion to World War II, pp. 745–46.
  111. ^ Clogg, Richard. A Concise History of Greece, pg. 118
  112. ^ Jowett, Philip S., Stephen Andrew, The Italian Army 1940-45 (2): Africa 1940-43, Osprey Publishing, 2001, ISBN 1-85532-865-8, pages 9–10
  113. ^ Brown, David, The Royal Navy and the Mediterranean, Routledge, 2002, ISBN 0-7146-5205-9, pages 64–65
  114. ^ Jackson, Ashley. The British Empire and the Second World War, pg. 106
  115. ^ Laurier, Jim , "Tobruk 1941: Rommel's opening move", Osprey Publishing, 2001, ISBN 1-84176-092-7, pages 7–8
  116. ^ Murray, Williamson & Allan Reed Millett (2001), A War to Be Won: Fighting the Second World War, Harvard University Press, ISBN 0-674-00680-1, p. 263-267
  117. ^ Macksey, Kenneth, Rommel: battles and campaigns, Da Capo Press, 1997, ISBN 0-306-80786-6, pages 61–63
  118. ^ Weinberg, Gerhard L. A World at Arms: A Global History of World War II, pg. 229
  119. ^ Watson, William E. Tricolor and Crescent: France and the Islamic World, pg. 80
  120. ^ Jackson, Ashley. The British Empire and the Second World War, pg. 154
  121. ^ Stewart, Vance. Three Against One: Churchill, Roosevelt, Stalin Vs Adolph Hitler, pg. 159
  122. ^ The London Blitz, 1940. Eyewitness to History (2001). สืบค้นวันที่ 2008-03-11
  123. ^ Joes, Anthony James. Resisting Rebellion: The History And Politics of Counterinsurgency, pg. 224
  124. ^ Fairbank, John King. China: A New History, pg. 320
  125. ^ Garver, John W. Chinese-Soviet Relations, 1937-1945: The Diplomacy of Chinese Nationalism, pg. 114
  126. ^ Weinberg, Gerhard L. A World at Arms: A Global History of World War II, pg. 195
  127. ^ Amnon Sella. "Barbarossa": Surprise Attack and Communication. Journal of Contemporary History, Vol. 13, No. 3, (Jul., 1978), pp. 555-583.
  128. ^ Kershaw, Ian. Fateful Choices, pp.66–69.
  129. ^ Jonathan Steinberg. The Third Reich Reflected: German Civil Administration in the Occupied Soviet Union, 1941-4 The English Historical Review, Vol. 110, No. 437 (Jun., 1995), pp. 620-651
  130. ^ Milan Hauner. Did Hitler Want a World Dominion? Journal of Contemporary History, Vol. 13, No. 1 (Jan., 1978), pp. 15-32
  131. ^ Cynthia A. Roberts. Planning for War: The Red Army and the Catastrophe of 1941. Europe-Asia Studies, Vol. 47, No. 8 (Dec., 1995), pp. 1293-1326
  132. ^ Alan F. Wilt. Hitler's Late Summer Pause in 1941. Military Affairs, Vol. 45, No. 4 (Dec., 1981), pp.187-191.
  133. ^ David M. Glantz The Soviet‐German War 1941–45Myths and Realities: A Survey Essay.
  134. ^ Hitler Can Be Beaten. The New York Times: Aug 5, 1941
  135. ^ Brian P. Farrell. Yes, Prime Minister: Barbarossa, Whipcord, and the Basis of British Grand Strategy, Autumn 1941. The Journal of Military History, Vol. 57, No. 4 (Oct., 1993), pp. 599-625
  136. ^ Pravda, Alex; Duncan, Peter J. S. Soviet-British Relations Since the 1970s, pg. 29
  137. ^ Heptulla, Najma. The Logic of Political Survival, pg. 131
  138. ^ 138.0 138.1 Louis, William Roger. More Adventures with Britannia: Personalities, Politics and Culture in Britain, pg. 223
  139. ^ Gerald R. Kleinfeld. Hitler's Strike for Tikhvin. Military Affairs, Vol. 47, No. 3 (Oct., 1983), pp. 122-128
  140. ^ Shukman, Harold. Stalin's Generals, p.113
  141. ^ Burroughs, William James. Climate: Into the 21st Century, pg. 115
  142. ^ Klaus Reinhardt ; Karl B. Keenan. Moscow-The Turning Point: The Failure of Hitler's Strategy in the Winter of 1941-42. Berg, 1992. ISBN 0-85496-695-1. P.227.
  143. ^ A. S. Milward. The End of the Blitzkrieg. The Economic History Review, New Series, Vol. 16, No. 3 (1964), pp. 499-518.
  144. ^ Louis Rotundo. The Creation of Soviet Reserves and the 1941 Campaign. Military Affairs, Vol. 50, No. 1 (Jan., 1986), pp. 21-28.
  145. ^ Whymant, Robert. Stalin's Spy: Richard Sorge and the Tokyo Espionage Ring, pg. 314
  146. ^ Glantz, David M. (2001), The Soviet‐German War 1941–45 Myths and Realities: A Survey Essay p. 9
  147. ^ Raymond L. Garthoff. The Soviet Manchurian Campaign, August 1945. Military Affairs, Vol. 33, No. 2 (Oct., 1969), p. 312.
  148. ^ Welch, David. Modern European History, 1871-2000: A Documentary Reader, pg. 102
  149. ^ AFLMA Year in Review, p. 33
  150. ^ AFLMA Year in Review, pg. 32
  151. ^ AFLMA Year in Review, pg. 33
  152. ^ Irvine H. Anderson, Jr. De Facto Embargo on Oil to Japan: A Bureaucratic Reflex. The Pacific Historical Review, Vol. 44, No. 2 (May, 1975), p. 201.
  153. ^ Northrup, Cynthia Clark. The American economy: a historical encyclopedia, pg. 214
  154. ^ Lightbody, Bradley. The Second World War: Ambitions to Nemesis, pg. 125
  155. ^ Morgan, Patrick M. Strategic Military Surprise: Incentives and Opportunities, pg. 51
  156. ^ Thurman,M. J.; Sherman, Christine. War Crimes: Japan's World War II Atrocities, pg. 68
  157. ^ Mingst, Karen A.;Karns, Margaret P. United Nations in the Twenty-First Century, pg. 22
  158. ^ Dunn, Dennis J. Caught Between Roosevelt & Stalin: America's Ambassadors to Moscow, pg. 157
  159. ^ Klam, Julie. The Rise of Japan and Pearl Harbor, Black Rabbit Books, 2002, p. 27.
  160. ^ Hill, J. R.; Ranft, Bryan. The Oxford Illustrated History of the Royal Navy, pg. 362
  161. ^ Hill, J. R.; Ranft, Bryan. The Oxford Illustrated History of the Royal Navy, pg. 362
  162. ^ Hsiung, James Chieh; Levine, Steven I. China's Bitter Victory: The War with Japan, 1937-1945, pg. 158
  163. ^ Gooch, John. Decisive Campaigns of the Second World War, pg.52
  164. ^ Glantz, David M. (2001), The Soviet‐German War 1941–45 Myths and Realities: A Survey Essay, p. 31
  165. ^ Molinari, Andrea. Desert Raiders: Axis and Allied Special Forces 1940-43, pg. 91
  166. ^ Welch, David. Modern European History, 1871-2000: A Documentary Reader, pg. 102
  167. ^ Mitcham, Samuel W.; Mitcham, Samuel W. Jr. Rommel's Desert War: The Life and Death of the Afrika Korps, pg. 31
  168. ^ Glantz, David M. From the Don to the Dnepr: Soviet Offensive Operations, December 1942-August 1943, pg. 215
  169. ^ Maddox, Robert James. The United States and World War II, pgs. 111-112
  170. ^ Salecker, Gene Eric. Fortress Against the Sun: The B-17 Flying Fortress in the Pacific, pg. 186
  171. ^ Ropp, Theodore. War in the Modern World, pg. 368
  172. ^ Weinberg, Gerhard L. A World at Arms: A Global History of World War II, pg. 339
  173. ^ Gilbert, Adrian. The Encyclopedia of Warfare: From Earliest Times to the Present Day, pg. 259
  174. ^ Swain, Bruce. A Chronology of Australian Armed Forces at War 1939-45, pg. 197
  175. ^ Hane, Mikiso. Modern Japan: A Historical Survey, pg. 340
  176. ^ Marston, Daniel. The Pacific War Companion: From Pearl Harbor to Hiroshima, pg. 111
  177. ^ Brayley, Martin. The British Army, 1939-45, pg. 9
  178. ^ Read, Anthony. The Devil's Disciples: Hitler's Inner Circle, pg. 764
  179. ^ Badsey, Stephen. The Hutchinson Atlas of World War II Battle Plans: Before and After, pgs. 235-236
  180. ^ Black, Jeremy. World War Two: A Military History, pg. 119
  181. ^ Gilbert, Sir Martin, The Second World War: A Complete History, Macmillan, 2004 ISBN 0-8050-7623-9, pages 397–400
  182. ^ Shukman, Harold. Stalin's Generals, pg. 142
  183. ^ Paxton, Robert O. Vichy France: Old Guard and New Order, 1940-1944, pg. 313
  184. ^ Rich, Norman. Hitler's War Aims: Ideology, the Nazi State, and the Course of Expansion, pg. 178
  185. ^ Penrose, Jane. The D-Day Companion, pg. 129
  186. ^ Robin Neillands. The Dieppe Raid: The Story of the Disastrous 1942 Expedition. (Indiana University Press, 2006).
  187. ^ Thomas, David Arthur. A Companion to the Royal Navy, pg. 265
  188. ^ Thomas, Nigel. German Army 1939-1945 (2) : North Africa & Balkans, pg. 8
  189. ^ 189.0 189.1 Ross, Steven T. American War Plans, 1941-1945: The Test of Battle, pg. 38
  190. ^ Bonner, Kit; Bonner, Carolyn. Warship Boneyards, pg. 24
  191. ^ Collier, Paul. The Second World War (4) : The Mediterranean 1940-1945, pg. 11
  192. ^ Thompson, John Herd; Randall, Stephen J. Canada and the United States: Ambivalent Allies, pg. 164
  193. ^ Freedom from Fear: The American People in Depression and War, 1929-1945, pg. 610
  194. ^ Rottman, Gordon L. World War II Pacific Island Guide: A Geo-Military Study, pg. 228
  195. ^ Glantz, David M. From the Don to the Dnepr: Soviet Offensive Operations, December 1942-August 1943, pgs. 216-217
  196. ^ David M. Glantz. CSI Report No. 11. Soviet Defensive Tactics at Kursk, July 1943.1
  197. ^ David M. Glantz. Soviet military deception in the Second World War; Routledge, 1989ISBN071463347X, 9780714633473, 644 pages, pp. 149–159
  198. ^ Kershaw, Ian. Hitler, 1936–1945: Nemesis, W. W. Norton & Company, 2001, ISBN 0-393-32252-1,p. 592.
  199. ^ O'Reilly, Charles T. Forgotten Battles: Italy's War of Liberation, 1943–1945, p. 32.
  200. ^ Glantz, David M. (2001), บhttp://www.strom.clemson.edu/publications/sg-war41-45.pdf The Soviet‐German War 1941–45 Myths and Realities: A Survey Essay]
  201. ^ McGowen, Tom. Assault From The Sea: Amphibious Invasions in the Twentieth Century, pgs. 43-44
  202. ^ Lamb, Richard. War in Italy, 1943-1945: A Brutal Story, pgs. 154-155
  203. ^ Hart, Stephen; Hart, Russell. The German Soldier in World War II, pg. 151
  204. ^ Blinkhorn, Martin. Mussolini and Fascist Italy, pg. 52
  205. ^ Read, Anthony; Fisher, David. The Fall of Berlin, pg. 129
  206. ^ Read, Anthony. The Devil's Disciples: Hitler's Inner Circle, pg. 804
  207. ^ Iriye,, Akira, Power and culture: the Japanese-American war, 1941-1945,Harvard University Press, 1981, ISBN 0-674-69582-8, page 154
  208. ^ 208.0 208.1 Polley, Martin, A-Z of modern Europe since 1789, Taylor & Francis, 2000, ISBN 0-415-18598-X, page 148
  209. ^ Weinberg, Gerhard L. (1995), A World at Arms: A Global History of World War II, Cambridge University Press, ISBN 0-521-55879-4, p. 660-661
  210. ^ Glantz, David M., The siege of Leningrad, 1941-1944: 900 days of terror, Zenith Imprint, 2001, ISBN 0-7603-0941-8, pages 166–169
  211. ^ Estonian State Commission on Examination of Policies of Repression (2005). The White Book: Losses inflicted on the Estonian nation by occupation regimes. 1940 – 1991. Estonian Encyclopedia Publishers. http://www.just.ee/orb.aw/class=file/action=preview/id=12709/TheWhiteBook.pdf. 
  212. ^ Mart Laar. "Sinimäed 1944: II maailmasõja lahingud Kirde-Eestis". Tallinn: Varrak, 2006
  213. ^ David M. Glantz (2002). The Battle for Leningrad: 1941–1944. Lawrence: University Press of Kansas
  214. ^ Chubarov, Alexander. Russia's Bitter Path to Modernity: A History of the Soviet and Post-Soviet Eras, p. 122.
  215. ^ Havighurst, Alfred F. Britain in Transition: The Twentieth Century, pg. 344
  216. ^ Lightbody, Bradley. The Second World War: Ambitions to Nemesis, pg. 224
  217. ^ 217.0 217.1 Zeiler, Thomas W. Unconditional Defeat: Japan, America, and the End of World War II, pg. 60
  218. ^ Craven, Wesley Frank; Cate, James Lea. The Army Air Forces in World War II, Volume Five - The Pacific, Matterhorn to Nagasaki, pg. 207
  219. ^ Hsiung, James Chieh; Levine, Steven I. China's Bitter Victory: The War with Japan, 1937-1945, pg. 163
  220. ^ Coble, Parks M. Chinese Capitalists in Japan's New Order: The Occupied Lower Yangzi, 1937-1945, pg. 85
  221. ^ Zaloga, Steven J. US Armored Units in the North African and Italian Campaigns 19422-45, pg. 81
  222. ^ Badsey, Stephen. Normandy 1944: Allied Landings and Breakout, pg. 91
  223. ^ "Market-Garden", in Dear and Foot, ed., Oxford Companion to World War II, Osprey Publishing, 1990, ISBN 0-85045-921-4,p. 877.
  224. ^ Berend, Tibor Iván. Central and Eastern Europe, 1944-1993: Detour from the Periphery to the Periphery, pg. 8
  225. ^ Wiktor, Christian L. Multilateral Treaty Calendar - 1648-1995, pg. 426
  226. ^ Hastings, Max, Paul Henry Collier. The Second World War: a world in flames, Osprey Publishing, 2004, ISBN 1-84176-830-8, pages 223–224
  227. ^ Wiest, Andrew A.; Barbier, M. K. Strategy and Tactics Infantry Warfare pgs. 65, 66
  228. ^ Wiktor, Christian L. Multilateral Treaty Calendar - 1648-1995, pg. 426
  229. ^ Steven H. Newton (1995). Retreat from Leningrad : Army Group North, 1944/1945. Atglen, Philadelphia: Schiffer Books. 
  230. ^ Marston, Daniel. The Pacific War Companion: From Pearl Harbor to Hiroshima, pg. 120
  231. ^ Jowett, Philip S. The Japanese Army, 1931-45, pg. 8
  232. ^ Howard, Joshua H. Workers at War: Labor in China's Arsenals, 1937-1953, pg. 140
  233. ^ Drea, Edward J. In the Service of the Emperor: Essays on the Imperial Japanese Army, pg. 54
  234. ^ Cook, Chris; Bewes, Diccon. What Happened Where: A Guide to Places and Events in Twentieth-Century History, pg. 305
  235. ^ 235.0 235.1 Parker, Danny S., Battle of the Bulge: Hitler's Ardennes Offensive, 1944-1945, Da Capo Press, 2004, ISBN 0-306-81391-2, pages xiii-xiv, 6–8, 68–70 & 329–330
  236. ^ Weinberg, Gerhard L. A World at Arms: A Global History of World War II, pp.758 & 820.
  237. ^ Glantz, David M. The Soviet-German War 1941-1945: Myths and Realities: A Survey Essay pg. 85
  238. ^ Solsten, Eric. Dwight Germany: A Country Study , pgs. 76-77
  239. ^ United States Dept. of State. The China White Paper, August 1949, pg. 113
  240. ^ Buchanan, Tom, Europe's troubled peace, 1945-2000, Wiley-Blackwell, 2006, ISBN 0-631-22163-8, page 21
  241. ^ O'Reilly, Charles T. Forgotten Battles: Italy's War of Liberation, 1943-1945, pg. 244
  242. ^ Kershaw, Ian. Hitler, 1936-1945: Nemesis, pg. 823
  243. ^ 243.0 243.1 Donnelly, Mark. Britain in the Second World War, pg. xiv
  244. ^ Chant, Christopher. The Encyclopedia of Codenames of World War II, pg. 118
  245. ^ Drea, Edward J. In the Service of the Emperor: Essays on the Imperial Japanese Army, pg. 57
  246. ^ Jowett, Philip S. The Japanese Army, 1931-45, pg. 6
  247. ^ Poirier, Michel Thomas (1999-10-20). Results of the German and American Submarine Campaigns of World War II. U.S. Navy. สืบค้นวันที่ 2008-04-13
  248. ^ Williams, Andrew J. Liberalism and War: The Victors and the Vanquished, pg. 90
  249. ^ Miscamble, Wilson D. From Roosevelt to Truman: Potsdam, Hiroshima, and the Cold War, pg. 201
  250. ^ Miscamble, Wilson D., From Roosevelt to Truman: Potsdam, Hiroshima, and the Cold War, Cambridge University Press, 2007, ISBN 0-521-86244-2, pages 203–204
  251. ^ Yoder, Amos. The Evolution of the United Nations System, pg. 39
  252. ^ History of UN (อังกฤษ)
  253. ^ น.อ. ปรีชา ศรีวาลัย, สงครามโลกครั้งที่ ๑-๒ และสงครามเกาหลี, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, หน้า 162
  254. ^ น.อ. ปรีชา ศรีวาลัย, สงครามโลกครั้งที่ ๑-๒ และสงครามเกาหลี, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, หน้า 159
  255. ^ Kantowicz, Edward R. Coming Apart, Coming Together, pg. 6
  256. ^ 256.0 256.1 ประทุมพร วัชรเสถียร, ยุโรปตะวันออก ความสัมพันธ์กับสหภาพโซเวียต, สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช จำกัด, หน้า 20
  257. ^ A Constructed Peace: The Making of the European Settlement, 1945-1963, pg. 33
  258. ^ น.อ. ปรีชา ศรีวาลัย, สงครามโลกครั้งที่ ๑-๒ และสงครามเกาหลี, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, หน้า 160
  259. ^ Roberts, Geoffrey (2006). Stalin's Wars: From World War to Cold War, 1939–1953. Yale University Press. pp. 43. ISBN 0-300-11204-1.
  260. ^ Wettig, Gerhard (2008). Stalin and the Cold War in Europe. Rowman & Littlefield. pp. 20–21. ISBN 0-7425-5542-9.
  261. ^ Senn, Alfred Erich, Lithuania 1940 : revolution from above, Amsterdam, New York, Rodopi, 2007 ISBN 978-90-420-2225-6
  262. ^ Kennedy-Pipe, Caroline, Stalin's Cold War, New York : Manchester University Press, 1995, ISBN 0-7190-4201-1
  263. ^ Roberts, Geoffrey (2006). Stalin's Wars: From World War to Cold War, 1939–1953. Yale University Press. pp. 55. ISBN 0-300-11204-1.
  264. ^ Shirer, William L. (1990), The Rise and Fall of the Third Reich: A History of Nazi Germany, Simon and Schuster, 794, ISBN 0-671-72868-7
  265. ^ Granville, Johanna, The First Domino: International Decision Making during the Hungarian Crisis of 1956, Texas A&M University Press, 2004. ISBN 1-58544-298-4
  266. ^ Grenville, John Ashley Soames (2005). A History of the World from the 20th to the 21st Century. Routledge. pp. 370–71. ISBN 0-415-28954-8.
  267. ^ Cook, Bernard A. (2001). Europe Since 1945: An Encyclopedia. Taylor & Francis. pp. 17. ISBN 0-8153-4057-5
  268. ^ Wettig, Gerhard (2008). Stalin and the Cold War in Europe. Rowman & Littlefield. pp. 96–100. ISBN 0-7425-5542-9.
  269. ^ Leffler, Melvyn P.; Painter, David S. Origins of the Cold War: An International History, pg. 318
  270. ^ Stokesbury, James L (1990). A Short History of the Korean War. New York: Harper Perennial. ISBN 0-688-09513-5.
  271. ^ Fehrenbach, T. R., This Kind of War: The Classic Korean War History, Brasseys, 2001, ISBN 1-57488-334-8, page 305
  272. ^ Betts, Raymond F., Decolonization, Routledge, 2004, ISBN 041531820, pages 21–24
  273. ^ Conteh-Morgan, Earl. Collective Political Violence: An Introduction to the Theories and Cases of Violent Conflicts, Routledge, 2004, ISBN 0-415-94744-8, p. 30
  274. ^ Conteh-Morgan, Earl. Collective Political Violence: An Introduction to the Theories and Cases of Violent Conflicts, pg. 30
  275. ^ Dornbusch, Rudiger; Nölling, Wilhelm P.; Layard, Richard G. Postwar Economic Reconstruction and Lessons for the East Today, pg. 29
  276. ^ Bull, Martin J.; Newell, James. Italian Politics: Adjustment Under Duress, Polity, 2005, ISBN 0-7456-1299-7, p. 20.
  277. ^ Bull, Martin J.; Newell, James. Italian Politics: Adjustment Under Duress, pg. 21
  278. ^ Dornbusch, Rudiger; Nölling, Wilhelm P.; Layard, Richard G. Postwar Economic Reconstruction and Lessons for the East Today, p. 117
  279. ^ Emadi-Coffin, Barbara. Rethinking International Organization: Deregulation and Global Governance, pg. 64
  280. ^ Harrop, Martin. Power and Policy in Liberal Democracies, pg. 23
  281. ^ Smith, Alan. Russia And the World Economy: Problems of Integration, pg. 32
  282. ^ Harrop, Martin. Power and Policy in Liberal Democracies, pg. 49
  283. ^ 283.0 283.1 Harper, Damian. China, Lonely Planet, 2007, ISBN 1-74059-915-2, page 51.
  284. ^ Kunkel, John. America's Trade Policy Towards Japan: Demanding Results, Routledge, 2003, ISBN 0-415-29832-6, p. 33.
  285. ^ World War II: Combatants and Casualties (1937 — 1945). สืบค้นวันที่ 2007-04-20
  286. ^ Source List and Detailed Death Tolls for the Twentieth Century Hemoclysm. สืบค้นวันที่ 2007-04-20
  287. ^ World War II Fatalities. สืบค้นวันที่ 2007-04-20
  288. ^ Leaders mourn Soviet wartime dead.
  289. ^ Florida Center for Instructional Technology (2005). "Victims". A Teacher's Guide to the Holocaust. University of South Florida. . Retrieved 2008-02-02.
  290. ^ J. M. Winter, "Demography of the War", in Dear and Foot, ed., Oxford Companion to World War, p 290.
  291. ^ Chang, Iris. The Rape of Nanking: The Forgotten Holocaust of World War II, pg. 102
  292. ^ Todd, Allan. The Modern World, p. 121
  293. ^ Rummell, Statistics, [1]
  294. ^ Hilton, Laura J. Encyclopedia of World War II: A Political, Social, and Military History, pg. 319
  295. ^ Hal Gold, Unit 731 testimony, Tuttle, 1996, p.75-77
  296. ^ Hilton, Laura J. Encyclopedia of World War II: A Political, Social, and Military History, pg. 320
  297. ^ Harris, Sheldon H. Factories of Death: Japanese Biological Warfare,1932-1945, and the American Cover-up, pg. 74
  298. ^ Sabella, Robert ; Li, Feifei; Li, Fei Fei; Liu, David. Nanking 1937: Memory and Healing, pg. 69
  299. ^ Japan tested chemical weapons on Aussie POW: new evidence, http://search.japantimes.co.jp/member/nn20040727a9.html
  300. ^ Aksar, Yusuf. Implementing International Humanitarian Law: From the Ad Hoc Tribunals to a Permanent International Criminal Court, p. 45
  301. ^ Aksar, Yusuf. Implementing International Humanitarian Law: From the Ad Hoc Tribunals to a Permanent International Criminal Court, pg. 45
  302. ^ Deported Nationalities (อังกฤษ)
  303. ^ Gulag: A History
  304. ^ Hornberger, Jacob (1995),Repatriation—The Dark Side of World War II, The Future of Freedom Foundation.
  305. ^ Germany's forgotten victims
  306. ^ Final Compensation Pending for Former Nazi Forced Laborers.
  307. ^ Gulag: Understanding the Magnitude of What Happened.
  308. ^ Soviet Prisoners of War: Forgotten Nazi Victims of World War II.
  309. ^ Richard Overy The Dictators: Hitler's Germany, Stalin's Russia pp. 568–69.
  310. ^ The warlords: Joseph Stalin.
  311. ^ Japanese Atrocities in the Philippines.
  312. ^ Yuki Tanaka, Hidden Horrors, 1996, p.2,3.
  313. ^ Akira Fujiwara, Nitchû Sensô ni Okeru Horyo Gyakusatsu, Kikan Sensô Sekinin Kenkyû 9, 1995, p.22
  314. ^ Tanaka, ibid., Herbert Bix, Hirohito and the Making of Modern Japan, 2001, p.360
  315. ^ Zhifen Ju, "Japan's atrocities of conscripting and abusing north China draftees after the outbreak of the Pacific war", 2002
  316. ^ Zhifen Ju, "Japan's atrocities of conscripting and abusing north China draftees after the outbreak of the Pacific war", 2002
  317. ^ Diethelm Prowe on Zwischen Morgenthau und Marshall: Das wirtschaftspolitische Deutschlandkonzept der USA 1944–1947, H-Net Review
  318. ^ S. P. MacKenzie "The Treatment of Prisoners of War in World War II" The Journal of Modern History, Vol. 66, No. 3. (Sep., 1994), pp. 487-520.
  319. ^ 319.0 319.1 Harrison, Mark. The Economics of World War II: Six Great Powers in International Comparison, pg. 3
  320. ^ Harrison, Mark. The Economics of World War II: Six Great Powers in International Comparison, pg. 2
  321. ^ Hughes, Matthew; Mann, Chris. Inside Hitler's Germany: Life Under the Third Reich, pg. 148
  322. ^ Bernstein, Gail Lee. Recreating Japanese Women, 1600-1945, pg. 267
  323. ^ Overy, R.J. War and Economy in the Third Reich, p. 26
  324. ^ Lindberg, Michael; Daniel, Todd. Brown-, Green- and Blue-Water Fleets: the Influence of Geography on Naval Warfare, 1861 to the Present, pg. 126
  325. ^ Cox, Sebastian. The Strategic Air War Against Germany, 1939-1945, pg. 84
  326. ^ Unidas, Naciones. World Economic And Social Survey 2004: International Migration, pg. 23
  327. ^ http://www.dw-world.de/dw/article/0,2144,1757323,00.html
  328. ^ Zhifen Ju, "Japan's atrocities of conscripting and abusing north China draftees after the outbreak of the Pacific war", 2002, (DOCID+id0029) Library of Congress, 1992, "Indonesia: World War II and the Struggle For Independence, 1942–50; The Japanese Occupation, 1942–45"
  329. ^ Liberman, Peter. Does Conquest Pay?: The Exploitation of Occupied Industrial Societies, pg. 42
  330. ^ Milward, Alan S. War, Economy, and Society, 1939-1945, pg. 138
  331. ^ Milward, Alan S. War, Economy, and Society, 1939–1945, p. 148.
  332. ^ Perrie, Maureen; Lieven, D. C. B.; Suny, Ronald Grigor. The Cambridge History of Russia, pg. 232
  333. ^ Hill, Alexander. The War Behind The Eastern Front: The Soviet Partisan Movement In North-West Russia 1941-1944, pg. 5
  334. ^ Christofferson, Thomas Rodney; Christofferson, Michael Scott. France During World War II: From Defeat to Liberation, pg. 156
  335. ^ Ikeo, Aiko. Economic Development in Twentieth Century East Asia: The International Context, pg. 107
  336. ^ 336.0 336.1 Militärgeschichtliches Forschungsamt. Germany and the Second World War - Volume VI: The Global War, pg. 266
  337. ^ Tucker, Spencer; Roberts, Priscilla Mary. Encyclopedia of World War II: A Political, Social, and Military History, p. 76.
  338. ^ Levine, Alan J. The Strategic Bombing of Germany, 1940–1945, p. 217.
  339. ^ Sauvain, Philip. Key Themes of the Twentieth Century: Teacher's Guide, p. 128.
  340. ^ Tucker, Spencer; Roberts, Priscilla Mary. Encyclopedia of World War II: A Political, Social, and Military History, p. 163
  341. ^ Bishop, Chris; Chant, Chris. Aircraft Carriers: The World's Greatest Naval Vessels and Their Aircraft, p. 7
  342. ^ Chenoweth, H. Avery; Nihart, Brooke. Semper Fi: The Definitive Illustrated History of the U.S. Marines, p. 180
  343. ^ Sumner, Ian; Baker, Alix. The Royal Navy 1939–45, p. 25.
  344. ^ Hearn, Chester G. Carriers in Combat: The Air War at Sea, p. 14.
  345. ^ Gardiner, Robert; Brown, David K. The Eclipse of the Big Gun: The Warship 1906–1945, p. 52.
  346. ^ Burcher, Roy; Rydill, Louis. Concepts in Submarine Design, p. 15.
  347. ^ Burcher, Roy; Rydill, Louis. Concepts in Submarine Design, p. 16.
  348. ^ 348.0 348.1 Tucker, Spencer; Roberts, Priscilla Mary. Encyclopedia of World War II: A Political, Social, and Military History, p. 125.
  349. ^ Dupuy, Trevor Nevitt. The Evolution of Weapons and Warfare, p. 231.
  350. ^ 350.0 350.1 Tucker, Spencer; Roberts, Priscilla Mary. Encyclopedia of World War II: A Political, Social, and Military History, p. 108.
  351. ^ Tucker, Spencer; Roberts, Priscilla Mary. Encyclopedia of World War II: A Political, Social, and Military History, p. 734.
  352. ^ 352.0 352.1 Cowley, Robert; Parker, Geoffrey. The Reader's Companion to Military History, Houghton Mifflin Harcourt, 2001, ISBN 0-618-12742-9, p. 221
  353. ^ Ratcliff, Rebecca Ann. Delusions of Intelligence: Enigma, Ultra and the End of Secure Ciphers, Cambridge University Press, 2006, ISBN 0-521-85522-5, p. 11

[แก้] แหล่งข้อมูลอื่น

Commons:Category
คอมมอนส์ มีภาพและสื่ออื่นๆ เกี่ยวกับ:
สงครามโลกครั้งที่สอง
รายชื่อ
ทั่วไป
สื่อ
เอกสารออนไลน์
เรื่องราว
สารคดี โทรทัศน์
  • The World at War (1974) ซีรีส์สงครามโลกครั้งที่สองความยาว 26 ตอนซึ่งครอบคลุมเนื้อหาในมุมมองต่าง ๆ ของสงครามโลกครั้งที่สอง (Imdb link)
  • The Second World War in Colour (1999) สารคดีที่มีความยาว 3 ตอน (Imdb link)
  • Battlefield (1994–1995) สารคดีทางโทรทัศน์รวบรวมยุทธการสำคัญระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง
  • The War (2007) สารคดีทางโทรทัศน์ความยาว 7 ตอนที่บรรยายถึงประสบการณ์สงครามของชาวอเมริกันตามสถานที่ต่าง ๆ
ภาษาอื่น