สงครามโลกครั้งที่สอง
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
|
|||||||||||||
|
|||||||||||||
สงครามโลกครั้งที่สอง (ภาษาอังกฤษ: World War II หรือ Second World War) [1] เป็นความขัดแย้งในวงกว้าง ครอบคลุมทุกทวีปและประเทศส่วนใหญ่ในโลก สามารถแบ่งความขัดแย้งได้เป็นสองภูมิภาค ในเอเชีย สงครามเริ่มขึ้นตั้งแต่ ค.ศ. 1937 (พ.ศ. 2480) ระหว่างสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่สอง ส่วนในยุโรป เริ่มต้นเมื่อ ค.ศ. 1939 (พ.ศ. 2482) จากการรุกรานโปแลนด์ และดำเนินไปจนกระทั่งสิ้นสุดในปี ค.ศ. 1945 (พ.ศ. 2488) ได้ชื่อว่าเป็นสงครามที่มีขนาดใหญ่ และทำให้เกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก บางคนกล่าวว่าสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและสงครามโลกครั้งนี้เป็นข้อพิพาทเดียวกัน แต่แยกกันด้วย "การหยุดยิงชั่วคราว" เท่านั้น
การต่อสู้เริ่มขึ้นตั้งแต่มหาสมุทรแอตแลนติก ยุโรปตะวันตกและตะวันออก ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน แอฟริกา ตะวันออกกลาง มหาสมุทรแปซิฟิก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจีน สงครามในยุโรปสิ้นสุดเมื่อเยอรมนียอมจำนนเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ค.ศ. 1945 แต่ในเอเชียสงครามยังดำเนินต่อไปจนกระทั่งญี่ปุ่นยอมจำนนในวันที่ 15 สิงหาคม ปีเดียวกัน (ยอมแพ้อย่างเป็นทางการเมื่อ 2 กันยายน ค.ศ. 1945) คาดว่ามีผู้เสียชีวิตในสงครามครั้งนี้มากกว่า 60 ล้านคน นับเป็นสงครามที่ก่อให้เกิดความสูญเสียชีวิตมนุษย์มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ[2]
ผู้เข้าร่วมสงครามแบ่งเป็นสองฝ่าย (พันธมิตรทางการทหาร) ฝ่ายหนึ่งคือฝ่ายสัมพันธมิตร เดิมประกอบด้วย อังกฤษ ฝรั่งเศสและสหภาพโซเวียต ส่วนฝ่ายตรงข้ามเรียกว่า ฝ่ายอักษะ นำโดย เยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่น ซึ่งนับแล้วได้มีการระดมกำลังทหารทั้งหมดมากกว่า 100 ล้านนาย นับเป็นสงครามที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา และเป็น "การทำสงครามเบ็ดเสร็จ" ซึ่งเป็นการทำล้างทรัพยากรต่างๆ โดยไม่เลือกว่าจะเป็นฝ่ายพลเรือนหรือฝ่ายทหาร สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ยังได้ส่งผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติ อุตสาหกรรม และวิทยาศาสตร์เพื่อใช้ในการทำสงครามด้วย ประมาณกันว่า สงครามโลกครั้งนี้สร้างมูลค่าความเสียหายมากกว่ากว่า 1,000,000,000,000 (หนึ่งล้านล้าน) ดอลลาร์สหรัฐอเมริกาในปี 1944 [3] [4] ยังผลให้นี่เป็นสงครามที่ก่อให้เกิดมูลค่าความเสียหายมากมายที่สุดในประวัติศาสตร์ด้วยเช่นกัน
สงครามครั้งนี้ฝ่ายสัมพันธมิตรได้รับชัยชนะ ส่งผลให้สหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียต กลายเป็นประเทศมหาอำนาจในเวทีสงครามเย็นในเวลาต่อมาราว 45 ปี และองค์การสหประชาชาติได้รับการสถาปนาขึ้น ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อการดำรงสันติภาพในโลก และภายหลังจากสงครามโลกก็ทำให้ประเทศต่างๆ ในโลกประกาศเอกราชจากการปกครองของประเทศใหญ่ในยุโรป เนื่องจากอิทธิพลจากภายนอกลดลง ขณะที่ประชาคมยุโรปได้พยายามรวมตัวกันก่อตั้งสหภาพยุโรปขึ้น [5]
เนื้อหา |
[แก้] ภูมิหลัง
ดูเพิ่มที่ เหตุการณ์ภายหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง, สาเหตุของสงครามโลกครั้งที่สอง, สาธารณรัฐไวมาร์ และ นาซีเยอรมนี
หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง จักรวรรดิเยอรมันซึ่งเป็นฝ่ายแพ้สงคราม ได้ถูกบังคับให้ลงนามในสนธิสัญญาแวร์ซาย [6] เป็นผลให้เยอรมนีต้องจำกัดขนาดกองทัพและการขยายอาณาเขตของตน ทั้งยังต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามเป็นจำนวนมหาศาล ส่วนในรัสเซียนั้น ได้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้น จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองด้วยลัทธิคอมมิวนิสต์ในนามประเทศสหภาพโซเวียต ซึ่งต่อมาในไม่นานประเทศนี้ก็อยู่ภายใต้การปกครองของโจเซฟ สตาลิน ที่ประเทศอิตาลี เบนิโต มุสโสลินีได้ยึดอำนาจปกครองประเทศ แล้วตั้งตนเป็นผู้เผด็จการฟาสซิสต์ พร้อมให้คำสัญญาต่อประชาชนว่าจะสร้างจักรวรรดิโรมันใหม่ [7] ด้านประเทศจีน รัฐบาลพรรคก๊กมินตั๋งได้เริ่มแผนการรวมชาติ เพื่อต่อต้านเหล่าขุนศึกก๊กต่างๆ ที่ตั้งตนเป็นอิสระในช่วงกลางคริสต์ทศวรรษที่ 1920 แต่หลังจากนั้นไม่นาน รัฐบาลจีนกลับต้องเข้าไปพัวพันกับสงครามกลางเมืองเพื่อต่อต้านพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งเป็นพันธมิตรเก่า ขณะที่ในปี ค.ศ. 1931 จักรวรรดิญี่ปุ่นซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากในจีน ได้เพิ่มกำลังทหารในจีนอย่างขนานใหญ่ เพื่อเป็นแผนการขั้นแรกในการเข้าปกครองทั้งทวีปเอเชีย โดยใช้กรณีมุกเดน (Mukden Incident) เป็นสาเหตุในการรุกรานแมนจูเรีย หลังจากนั้นทั้งสองชาติเกิดการรบขนาดย่อยขึ้นหลายครั้ง จนกระทั่งถึงการพักรบตางกู (Tanggu Truce) ในปี ค.ศ. 1933
เดือนมกราคม ค.ศ. 1933 อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำพรรคสังคมนิยมชาตินิยมกรรมกรเยอรมัน หรือ พรรคนาซี ก้าวขึ้นตำแหน่งผู้นำประเทศเยอรมนี และเริ่มเสริมสร้างกำลังทางทหารของประเทศอีกครั้ง. [8] สร้างความกังวลให้แก่ฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นประเทศที่ได้รับความสูญเสียสงครามครั้งที่แล้วเป็นอย่างมาก เช่นเดียวกับประเทศอิตาลี ที่วิตกกังวลว่าแผนการขยายดินแดนของเยอรมนีนั้น จะกระทบต่อแผนการเดียวกันของฝ่ายตน [9] ฝรั่งเศสจึงยอมให้อิตาลีเข้าแทรกแซงเหตุการณ์ในเอธิโอเปีย ซึ่งอิตาลีต้องการที่จะยึดครองอยู่แล้ว เพื่อรักษาสภาพความเป็นพันธมิตรของทั้งสองชาติ เหตุการณ์เริ่มเลวร้ายยิ่งขึ้นเมื่อถึงช่วงต้นปี ค.ศ. 1935 ซาร์แลนด์ได้ถูกยุบรวมเข้ากับเยอรมนีโดยชอบธรรม และฮิตเลอร์ได้ฉีกสนธิสัญญาแวร์ซาย โดยการฟื้นฟูกองทัพและเริ่มมีการเกณฑ์ทหารอย่างรวดเร็ว ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร และอิตาลีจึงพยายามก่อตั้ง "แนวสเตรซา" (Stresa Front) ขึ้น เพื่อจำกัดการกระทำของฝ่ายเยอรมนี ด้านสหภาพโซเวียตก็วิตกต่อแผนการขยายดินแดนสู่ยุโรปตะวันออกของเยอรมนีเช่นกัน จึงลงเอยกันที่การทำสัญญาช่วยเหลือซึ่งกันและกันทั้งสองฝ่ายกับฝรั่งเศส
การทำสนธิสัญญาเป็นพันธมิตรดังกล่าวมานี้ไม่มีค่าอะไรมากนัก สนธิสัญญาฝรั่งเศส-โซเวียตในการให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันนั้นไม่มีผลบังคับใช้ เนื่องจากจำเป็นจะต้องผ่านการพิจารณาของสันนิบาตชาติก่อนจึงจะมีผลบังคับใช้ได้ [10] [11] และในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1935 สหราชอาณาจักรได้ทำสนธิสัญญาการเดินเรืออย่างอิสระกับเยอรมนีโดยผ่อนปรนต่อข้อบังคับต่างๆ ส่วนชาติที่โดดเดี่ยวอย่างสหรัฐอเมริกา ก็มีความเป็นกังวลกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในยุโรปและเอเชีย จึงได้ผ่านรัฐบัญญัติว่าด้วยความเป็นกลาง (Neutrality Act) ในเดือนสิงหาคม [12] และในเดือนตุลาคม อิตาลีได้เข้ารุกรานเอธิโอเปีย จึงถูกโดดเดี่ยวทางการเมืองในเวทีสันนิบาดชาติ โดยเยอรมนีเป็นเพียงชาติเดียวที่สนับสนุนการรุกรานของอิตาลี กลุ่มประเทศพันธมิตรต่างผลักความรับผิดชอบต่อเรื่องนี้ พร้อมกับการที่อิตาลียกเลิกการคัดค้านเยอรมนีในการยึดครองออสเตรียเป็นรัฐบริวาร [13]
เดือนมีนาคม ค.ศ. 1936 ฮิตเลอร์ได้ส่งกองทัพเข้ายึดครองไรน์แลนด์ อันเป็นการฝ่าฝืนสนธิสัญญาแวร์ซายและสนธิสัญญาโลคาร์โนโดยตรง โดยได้รับเสียงสนับสนุนน้อยมากจากกลุ่มประเทศยุโรปอื่นๆ [14] การกระทำดังกล่าวเป็นแผนการของเยอรมนีในการใช้ความก้าวร้าวต่อประเทศอื่น โดยหวังที่จะต้องการให้ชาติอื่นๆ ยอมทำการประนีประนอมกับฝ่ายตนเอง เพื่อให้ได้มาซึ่งสันติภาพ เมื่อสงครามกลางเมืองสเปนปะทุขึ้นในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน ทั้งฮิตเลอร์และมุสโสลินีได้ให้ความสนับสนุนแก่จอมพลฟรันซิสโก ฟรังโก ผู้นำฝ่ายฟาสซิสต์ เพื่อต่อต้านรัฐบาลสาธารณรัฐสเปนที่สอง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียต ทั้งสองฝ่ายต่างใช้สงครามครั้งนี้เป็นสนามทดสอบอาวุธและยุทธวิธีในการทำสงครามที่คิดค้นขึ้นใหม่ด้วย[15]
จากความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดความพยายามเสริมสร้างความแข็งแกร่งหรือการรวมกลุ่มประเทศขึ้น เยอรมนีได้ร่วมมือกับอิตาลีก่อตั้งแกนโรม-เบอร์ลินขึ้นในเดือนตุลาคม และทำสนธิสัญญาต่อต้านโคมินเทิร์นกับญี่ปุ่นในเดือนถัดมา โดยต่างฝ่ายต่างมีความเห็นตรงกันว่า ลัทธิคอมมิวนิสต์ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ สหภาพโซเวียต) เป็นภัยคุกคามต่อตนเอง ซึ่งภายหลังอิตาลีก็ได้เข้าร่วมด้วยในปีต่อมา ในประเทศจีน กองกำลังของพรรคก๊กมินตั๋งกับพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ทำการตกลงหยุดยิงต่อกัน เพื่อร่วมกันสร้างแนวร่วมต่อต้านกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น [16]
[แก้] เส้นทางของสงคราม
ดูเพิ่มที่ เส้นเวลาของสงครามโลกครั้งที่สอง
[แก้] สงครามปะทุ
กลางปี ค.ศ. 1937 ตามข้อตกลงหยุดยิงที่สะพานมาร์โค โปโล ญี่ป่นเริ่มการรุกรานจีนอย่างเต็มตัว สหภาพโซเวียตได้รีบให้ความช่วยเหลือแก่จีน เพื่อยุติความร่วมมือกับเยอรมนีที่มีอยู่ก่อนหน้า กองทัพญี่ปุ่นได้ผลักดันกองทัพจีนให้ล่าถอย โดยเริ่มจากที่เมืองเซี่ยงไฮ้ และสามารถยึดกรุงนานกิง อันเป็นเมืองหลวงในขณะนั้นได้ในเดือนธันวาคม ถึงเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1938 กองทัพจีนสามารถยับยั้งการรุกคืบของกองทัพญี่ปุ่นได้จากเหตุอุทกภัยที่แม่น้ำฮวงโห ในช่วงเวลานี้พวกเขาก็ได้เตรียมการป้องกันที่เมืองอู่ฮั่น แต่ก็ยังถูกตีแตกในเดือนตุลาคม [17] ระหว่างนั้น กองทัพญี่ปุ่นและกองทัพสหภาพโซเวียตได้มีการปะทะกันประปรายที่ทะเลสาบคาซานในช่วงเดือนพฤษภาคม 1939 ต่อมาจึงบานปลายเป็นสงครามตามแนวชายแดนที่ร้ายแรง [18]
ด้านทวีปยุโรป บทบาทของเยอรมนีและอิตาลีเริ่มเด่นชัดขึ้น ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1938 เยอรมนีก็ได้ผนวกเอาออสเตรียเข้ากับอาณาจักรของตน ซึ่งเป็นอีกครั้งเช่นที่ชาติตะวันตกอื่นๆ มีปฏิกิริยาต่อเรื่องนี้เพียงเล็กน้อย [19] ด้วยความฮึกเหิม ฮิตเลอร์จึงได้เริ่มการอ้างสิทธิครอบครองซูเดเตนแลนด์ ฝรั่งเศสและอังกฤษยินยอมให้เยอรมนียึดครองซูเดนเตแลนด์ได้ โดยแลกกับการหยุดแสวงหาดินแดนเพิ่มเติม แต่เยอรมนีปฏิเสธทันที [20] และในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1939 เยอรมนีก็ได้ครอบครองเชกโกสโลวาเกียอย่างสมบูรณ์
ด้วยความตื่นตัว และด้วยเหตุที่ฮิตเลอร์มีความต้องการยึดครองนครเสรีดานซิก ฝรั่งเศสและอังกฤษจึงรับประกันความเป็นเอกราชของโปแลนด์หากถูกเยอรมนีโจมตี และเมื่ออิตาลีสามารถครอบครองอัลแบเนียได้ในเดือนเมษายน ฝรั่งเศสและอังกฤษก็ให้คำมั่นเช่นเดียวกันนี้แก่โรมาเนียและกรีซด้วย [21] สหภาพโซเวียตได้พยายามเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับอังกฤษและฝรั่งเศสเช่นกัน แต่ทั้งสองชาติก็บอกปฏิเสธ ด้วยความแคลงใจในเจตนาและความสามารถของสหภาพโซเวียต [22] หลังจากการประกันเอกราชโปแลนด์ไม่นานนัก เยอรมนีกับอิตาลีก็ได้ร่วมมือเป็นพันธมิตรกันภายใต้สนธิสัญญาเหล็ก (Pact of Steel) หลังจากนั้น เยอรมนีกับสหภาพโซเวียตได้สร้างความตกตะลึงให้แก่ชาติมหาอำนาจอื่นๆ ด้วยการทำกติกาสัญญาไม่รุกรานต่อกัน อันรวมถึงข้อตกลงลับระหว่างทั้งสอง ที่จะแบ่งกันครอบครองโปแลนด์และกลุ่มประเทศในยุโรปตะวันออก [23]
ต้นเดือนกันยายน กองทัพโซเวียตตีกองทัพญี่ปุ่นแตกพ่าย ส่วนกองทัพเยอรมนีเริ่มการรุกรานโปแลนด์ ฝรั่งเศส อังกฤษ และบรรดาประเทศในเครือจักรภพ จึงประกาศสงครามกับเยอรมนี แต่ก็ได้ให้ความช่วยเหลือโปแลนด์เพียงแค่การส่งกองทหารฝรั่งเศสขนาดเล็กเข้าไปปฏิบัตืการในซาร์แลนด์เท่านั้น [24] กลางเดือนกันยายน หลังจากทำสัญญาสงบศึกชั่วคราวกับญี่ปุ่นแล้ว สหภาพโซเวียตจึงเริ่มแผนการรุกรานโปแลนด์ของตนเอง [25] ถึงต้นเดือนตุลาคม โปแลนด์จึงถูกแบ่งเป็นเขตยึดครองของทั้งเยอรมนีและสหภาพโซเวียต ระหว่างที่กำลังเกิดการรบในโปแลนด์อยู่นั้น กองทัพญี่ปุ่นก็เปิดฉากการโจมตีเมืองฉางชา ซึ่งเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของจีนเป็นครั้งแรก แต่ก็ถูกตีพ่ายในตอนต้นเดือนตุลาคม[26]
[แก้] ฝ่ายอักษะเคลื่อนทัพ
หลังจากการรบในโปแลนด์ สหภาพโซเวียตก็ได้ส่งกองทัพเข้าไปในเขตบอลติก แต่ก็ถูกต้านทานอย่างหนักในสงครามฤดูหนาวช่วงเดือนพฤศจิกายนปีนั้น และจบลงด้วยสนธิสัญญาสันติภาพมอสโก[27] ฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักรได้มองว่าสหภาพโซเวียตพยายามจะเข้าสู่สงครามโลกโดยอยู่ฝ่ายเดียวกับเยอรมนี[28] และได้ขับสหภาพโซเวียตออกจากสันนิบาตชาติ[28] และแม้ว่าจีนจะมีอำนาจในการยับยั้งการกระทำดังกล่าว แต่ว่าเพื่อป้องกันให้เกิดความบาดหมางกับประเทศตะวันตกและสหภาพโซเวียต จึงไม่ออกเสียงแทน[28] สหภาพโซเวียตไม่พอใจต่อการตัดสินใจของจีนเป็นอย่างมาก จึงยกเลิกความช่วยเหลือทางการทหารทุกอย่างแก่จีน ในกลางปี 1940 สหภาพโซเวียตก็สามารถยึดครองเขตบอลติกได้สำเร็จ และสามารถจัดตั้งรัฐบาลคอมมิวนิสต์ในประเทศบริวารได้สำเร็จ[29]
ในยุโรปตะวันตก อังกฤษได้ส่งทหารของตนเพื่อช่วยฝรั่งเศส แต่มันก็เป็นเพียงสงครามเสียงเท่านั้น ในเดือนเมษายน เยอรมนีก็โจมตีเดนมาร์กและนอร์เวย์เพื่อความปลอดภัยในการขนส่งเหล็กและโลหะจากสวีเดน ซึ่งก็ได้รับการต่อต้านจากฝ่ายสัมพันธมิตร เดนมาร์กได้ยอมจำนนอย่างรวดเร็ว และถึงแม้ว่านอร์เวย์จะได้รับความช่วยเหลือจากฝ่ายสัมพันธมิตรแล้ว แต่ก็ถูกเยอรมนีพิชิตใน 2 เดือน[30] และด้วยความไม่พอใจของชาวอังกฤษต่อการรบในนอร์เวย์ ก็นำไปสู่การเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี จากเนวิลล์ เชมเบอร์แลน เป็นวินสตัน เชอร์ชิลล์ในวันที่ 10 พฤษภาคม[31]
ในวันเดียวกัน กองทัพเยอรมันก็โจมตีฝรั่งเศสและกลุ่มประเทศต่ำ โดยการใช้ปฏิบัติการสายฟ้าแลบติดต่อกันหลายครั้ง ปลายเดือนพฤษภาคม เนเธอร์แลนด์และเบลเยี่ยมก็พ่ายแพ้ อังกฤษจำเป็นต้องถอยร่นออกจากฝรั่งเศส และเสียยุทโธปกรณ์เป็นจำนวนมาก[32] ในวันที่ 10 มิถุนายน อิตาลีโจมตีฝรั่งเศส และประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร[32] สิบสองวันให้หลังฝรั่งเศสยอมจำนน ฝรั่งเศสจึงถูกแบ่งเป็นเขตยึดครองของเยอรมันและอิตาลี และรัฐวีชีฝรั่งเศส[33] ตอนต้นของเดือนกรกฎาคม กองทัพเรืออังกฤษก็ทำลายกองทัพเรือฝรั่งเศสในอัลจีเรีย เพื่อป้องกันมิให้กองทัพเยอรมนีนำไปใช้[34]
เมื่อฝรั่งเศสหลุดจากสงคราม ฝ่ายอักษะก็มีกำลังยิ่งขึ้น กองทัพอากาศเยอรมนีเริ่มการรบในยุทธภูมิบริเตน เพื่อเตรียมการรบภาคพื้นในอังกฤษ (ปฏิบัติการสิงโตทะเล)[35] และความสำเร็จของยุทธภูมิแอตแลนติกในการจมราชนาวีอังกฤษด้วยเรืออู[36] อิตาลีก็เริ่มการปฏิบัติการทางทะเลของตนในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ด้วยการปิดล้อมเมืองมอลต้าในเดือนมิถุนายน และสามารถพิชิตโซมาลิแลนด์ในเดือนสิงหาคม และเริ่มการรบในแนวรบทะเลทรายในตอนต้นของเดือนกันยายน ทางด้านญี่ปุ่นก็เพิ่มการปิดล้อมจีนโดยการโจมตีอินโดจีนฝรั่งเศส[37]
ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว ฝ่ายสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นกลางก็ได้ออกมาตรการในการช่วยเหลือจีนและฝ่ายสัมพันธมิตร ในเดือนพฤศจิกายน 1939 สหรัฐอเมริกาก็ขายอาวุธและยานพาหนะจำนวนมากให้แก่ฝ่ายสัมพันธมิตร[38] ระหว่างปี 1940 สหรัฐอเมริกาก็สนับสนุนการห้ามขนส่งสินค้า รวมไปถึงน้ำมัน เหล็ก เหล็กกล้า และชิ้นส่วนของเครื่องจักรแก่ญี่ปุ่น[39] และในเดือนกันยายน สหรัฐอเมริกาก็ตกลงขายเรือประจัญบานเพื่อแลกกับฐานทัพเรือโพ้นทะเลกับอังกฤษ[40]
ในตอนปลายเดือนกันยายน เยอรมนี อิตาลีและญี่ปุ่นก็ได้ทำสนธิสัญญาสามฝ่ายรวมตัวกันเป็นฝ่ายอักษะ ด้วยการเตือนของสหรัฐอเมริกา สนธิสัญญาดังกล่าวกำหนดเงือนไขซึ่งทุกประเทศ (ยกเว้นสหภาพโซเวียต) ที่ยังไม่อยู่ในภาวะสงคราม และถูกฝ่ายอักษะโจมตี จะนำไปสู่สงครามกับประเทศทั้งสาม[41] สหภาพโซเวียตยังแสดงโดยนัยว่ามีความสนใจจะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสนธิสัญญาดังกล่าวอีกด้วย โดยในเดือนพฤศจิกายน สหภาพโซเวียตก็ได้ส่งข้อเสนอทางเศรษฐกิจที่เยอรมนีประทับใจมาก[42] ขณะที่เยอรมนียังคงปิดเงียบในตอนแรก และก็ตอบตกลงในตอนหลัง[43] โดยเพิกเฉยต่อสนธิสัญญาดังกล่าว สหรัฐอเมริกายังคงสนับสนุนสหราชอาณาจักรและจีนต่อไป โดยนโยบายให้กู้-ยืม[44] และก็ยังได้สร้างพื้นที่ปลอดภัยแบบหยาบๆ มีพื้นที่เป็นครึ่งหนึ่งของมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาจะคอยคุ้มกันกองเรือสินค้าของอังกฤษ[45]
ไม่นานหลังจากสนธิสัญญาดังกล่าว โชคก็มิได้เข้าข้างอิตาลีอีก ในเดือนตุลาคม อิตาลีรุกรานกรีซ แต่ภายในไม่กี่วันก็ถูกขับไล่และถูกตีจนต้องถอยร่นเข้าไปในอัลแบเนีย ซึ่งก็ถูกรุกจนมุม[46] ไม่นานหลังจากนั้น ในทวีปแอฟริกา กองทัพกลุ่มประเทศเครือจักรภพอังกฤษก็ได้โจมตีลิเบียในปฏิบัติการเข็มทิศและดินแดนแอฟริกาตะวันออกของอิตาลี ในตอนต้นของปี 1941 เมื่อกองทัพอิตาลีนั้นถูกผลักให้เข้าไปสู่ดินแดนลิเบียโดยกองทัพกลุ่มประเทศเครือจักรภพ นายกรัฐมนตรีเชอร์ชิลล์ก็ได้ออกคำสั่งให้ส่งกองทัพเข้าไปช่วยเหลือกรีซในปฏิบัติการแสงเหลือบ กองทัพเรืออิตาลีได้พบกับความปราชัยครั้งสำคัญ เมื่อราชนาวีอังกฤษสามารถทำลายเรือประจัญบานของอิตาลีไป 3 ลำในยุทธนาวีตารันโต และเรือรบอีกหลายลำระหว่างยุทธนาวีแหลมมะตะปัน[47]
ไม่นานนัก เยอรมนีก็ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลืออิตาลี ฮิตเลอร์ได้ส่งกองทัพของเขาสู่ลิเบียในปฏิบัติการดอกทานตะวันในเดือนกุมภาพันธ์ และภายในเดือนมีนาคม กองทัพฝ่ายอักษะก็ทำการรุกหนักกับกองทัพของกลุ่มเครือจักรภพที่ลดจำนวนลงไป และภายในหนึ่งเดือน กองทัพเครือจักรภพก็ถูกตีถอยร่นกลับสู่อียิปต์ เว้นแต่ท่าเรือโทบรุค กองทัพเครือจักรภพพยายามจะขับไล่กองทัพอักษะออกไปในปฏิบัติการรวบรัด และอีกครั้งในปฏิบัติการขวานศึกระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน แต่ก็ล้มเหลวทั้งสองครั้ง ตอนต้นของเดือนเมษายน กองทัพเยอรมันก็โจมตีกรีซและยูโกสลาเวีย และในท้ายที่สุด กองทัพสัมพันธมิตรก็ต้องอพยพหลังจากความพ่ายแพ้ในยุทธภูมิเกาะครีตในตอนสิ้นเดือนพฤษภาคม[48]
แต่ในขณะเดียวกัน ฝ่ายสัมพันธมิตรก็ประสบความสำเร็จในช่วงเวลานี้เช่นกัน ในตะวันออกกลาง กองทัพเครือจักรภพก็ได้รับชัยชนะในสงครามอังกฤษ-อิรัก ซึ่งอิรักได้รับการสนับสนุนโดยกองทัพอากาศเยอรมัน ซึ่งมีฐานทัพอากาศในซีเรียในอาณัติฝรั่งเศส[49] จากนั้น ด้วยความช่วยเหลือของขบวนการฝรั่งเศสเสรี ฝ่ายสัมพันธมิตรก็ประสบความสำเร็จในการรบในซีเรียและเลบานอน ในมหาสมุทรแอตแลนติก ประชาชนอังกฤษมีขัวญและกำลังใจเพิ่มขึ้น จากการที่ราชนาวีอังกฤษสามารถจมเรือธงเยอรมัน บิสมาร์กลงสู่ก้นทะเลได้สำเร็จ[50] และที่สำคัญที่สุด กองทัพอากาศอังกฤษสามารถต้านทานการโจมตีของลุควาฟเฟิลในยุทธภูมิบริเตนได้สำเร็จ และฮิตเลอร์ต้องยกเลิกการทิ้งระเบิดเหนือเกาะอังกฤษไป[51]
ในทวีปเอเซีย หลังการรุกของทั้งสองฝ่าย สงครามจีน-ญี่ปุ่นได้ถูกรุกจนมุมในปี 1940 ในเดือนสิงหาคม ปีเดียวกัน คอมมิวนิสต์จีนก็ได้โจมตีจีนกลางในการรุกทหารร้อยกรม และในการแก้แค้น ญี่ปุ่นก็มีมาตรการรุนแรงออกมา นั่นคือ การฆ่าชาวจีนในดินแดนยึดครอง เพื่อลดจำนวนคนและปัจจัยการผลิตของคอมมิวนิสต์จีน[52] และความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์จีนและกองทัพชาตินิยมจีน ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายสิ้นสุดลงอย่างสิ่นเชิงในเดือนมกราคม 1941 อันทำให้ปฏิบัติการทางทหารที่กระทำร่วมกันยุติลงด้วย[53]
ด้วยสถานการณ์ในยุโรปและเอเชียนั้นค่อนข้างมั่นคงแล้ว เยอรมนี ญี่ปุ่นและสหภาพโซเวียตก็ได้ตระเตรียมการ ด้านทางสหภาพโซเวียตนั้นเบื่อหน่ายกับความตึงเครียดที่เพิ่มมาขึ้นจากเยอรมนี และความพยายามของญี่ปุ่นที่จะหาผลประโยชน์จากสงครามในทวีปยุโรป โดยการยึดเอาอาณานิคมของยุโรปในเอเชียอาคเนย์ ขณะที่ญี่ปุ่นและสหภาพโวเวียตก็ได้ตกลงทำสนธิสัญญาความเป็นกลางโซเวียต-ญี่ปุ่นในเดือนเมษายน 1941[54] ตรงกันข้ามกับเยอรมนีที่ตั้งใจอย่างไม่ลดละที่จะวางแผนทำสงครามในสหภาพโซเวียต และระดมพลประชิดชายแดนสหภาพโซเวียต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฟินแลนด์และโรมาเนีย[55]