สงครามโลกครั้งที่สอง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

สงครามโลกครั้งที่สอง
Infobox image for WWII.png
ภาพเรียงจากซ้ายไปขวา บนลงล่าง: ตำรวจเยอรมันเดินแถวระหว่างอันชลูสส์; สภาพของชาวยิวในค่ายมรณะ; ยุทธการสตาลินกราด; ทหารโซเวียตโบกธงเหนือรัฐสภาไรซ์สทัก; ทหารญี่ปุ่นในจีน; ระเบิดปรมาณูซึ่งถูกทิ้งเหนือเมืองฮิโระชิมะ
วันที่ มีการนับหลากหลายช่วงเวลาโดยนักประวัติศาสตร์; แต่ส่วนใหญ่ถือเอาว่า 1 กันยายน ค.ศ. 1939 - 2 กันยายน ค.ศ. 1945
สถานที่ ยุโรป เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีน ตะวันออกกลาง แอฟริกา ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มหาสมุทรแอตแลนติกและมหาสมุทรแปซิฟิก
ผลลัพธ์ ฝ่ายสัมพันธมิตรชนะสงคราม; การก่อตั้งสหประชาชาติ; สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตก้าวขึ้นมาเป็นประเทศมหาอำนาจ; การก่อตั้งองค์การนาโตและสนธิสัญญาวอร์ซอ; การแบ่งเขตอิทธิพลในทวีปยุโรปนำไปสู่สงครามเย็น ...ดูเพิ่ม
ผู้ร่วมสงคราม
ฝ่ายสัมพันธมิตร ฝ่ายอักษะ
ผู้บัญชาการ
ผู้นำฝ่ายสัมพันธมิตร ผู้นำฝ่ายอักษะ
ความสูญเสีย
ทหารเสียชีวิต:
มากกว่า 16,000,000 นาย
พลเรือนเสียชีวิต:
มากกว่า 45,000,000 คน
เสียชีวิตทั้งหมด:
มากกว่า 61,000,000 คน
...ดูเพิ่ม
ทหารเสียชีวิต:
มากกว่า 8,000,000 นาย
พลเรือนเสียชีวิต:
มากกว่า 4,000,000 คน
เสียชีวิตทั้งหมด:
มากกว่า 12,000,000 คน
...ดูเพิ่ม

สงครามโลกครั้งที่สอง (อังกฤษ: World War II หรือ Second World War[note 1]) เป็นความขัดแย้งทางทหารในระดับโลก ซึ่งครอบคลุมประเทศส่วนใหญ่ในโลก รวมทั้งประเทศมหาอำนาจทั้งหมดในสมัยนั้น โดยสามารถแบ่งความขัดแย้งได้เป็นสองภูมิภาค และดำเนินไปจนกระทั่งสิ้นสุดในปี ค.ศ. 1945 คาดว่ามีผู้เสียชีวิตในสงครามครั้งนี้มากกว่า 70 ล้านคน นับเป็นสงครามที่ก่อให้เกิดความสูญเสียชีวิตมนุษย์มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ[1]

ผู้เข้าร่วมสงครามแบ่งเป็นสองฝ่าย[note 2] ฝ่ายหนึ่งคือฝ่ายสัมพันธมิตรเดิมประกอบด้วย อังกฤษ ฝรั่งเศสและสหภาพโซเวียต ส่วนฝ่ายตรงข้ามเรียกว่าฝ่ายอักษะ นำโดย เยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่น ซึ่งมีการระดมกำลังทหารทั้งหมดมากกว่า 100 ล้านนาย นับเป็นสงครามขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา และเป็น "สงครามเบ็ดเสร็จ" ซึ่งได้นำทรัพยากรทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมและวิทยาศาสตร์ไปใช้ในการสงครามโดยไม่เลือกว่าเป็นของพลเรือนหรือทหาร จนได้มีประมาณกันว่าสงครามโลกครั้งนี้มีค่าใช้จ่ายเป็นมูลค่าราวหนึ่งล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามค่าเงินในปี ค.ศ. 1944[2][3][4] ซึ่งยังผลให้เป็นสงครามที่ใช้เงินทุนและชีวิตมากที่สุดด้วยเช่นกัน[5]

สงครามครั้งนี้ฝ่ายสัมพันธมิตรได้รับชัยชนะ แต่ว่าชาติตะวันตกในทวีปยุโรปก็อ่อนกำลังลงอย่างมาก ส่งผลให้สหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียต กลายเป็นประเทศมหาอำนาจและนำไปสู่สงครามเย็นที่ดำเนินต่อมาอีก 46 ปี สหประชาชาติได้รับการสถาปนาขึ้น ด้วยความหวังว่าจะสามารถป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งเช่นที่เกิดขึ้นนี้ได้อีก ภายหลังสงครามมีการเคลื่อนไหวในทวีปเอเชียและแอฟริกาเพื่อเรียกร้องเอกราชจากการตกเป็นอาณานิคมของประเทศในยุโรป ขณะเดียวกัน ยุโรปตะวันตกได้พยายามมุ่งหน้าสู่การบูรณภาพ[6]

เนื้อหา

[แก้] ภูมิหลัง

หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง จักรวรรดิเยอรมันซึ่งเป็นฝ่ายแพ้สงคราม ได้ถูกบังคับให้ลงนามในสนธิสัญญาแวร์ซาย[7][note 3] เป็นผลให้จักรวรรดิเยอรมันล่มสลายและกลายมาเป็น "สาธารณรัฐไวมาร์" เยอรมนีสูญเสียดินแดนกว่า 13% สูญเสียอาณานิคมทั้งหมดของตน โดยถูกผนวกเข้ากับประเทศอื่น และยังต้องจำกัดขนาดกขององทัพ อีกทั้งภาระในการชำระค่าปฏิกรรมสงครามเป็นจำนวนมหาศาล[8] ส่วนในรัสเซียนั้น ได้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้น จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู่คอมมิวนิสต์ ในนามของสหภาพโซเวียต ซึ่งต่อมาไม่นาน ก็อยู่ภายใต้การปกครองของโจเซฟ สตาลิน[9] ในประเทศอิตาลี เบนิโต มุสโสลินีได้ยึดอำนาจปกครองประเทศแล้วตั้งตนเป็นผู้เผด็จการฟาสซิสต์[10] พร้อมให้คำสัญญาต่อประชาชนว่าจะสร้างจักรวรรดิโรมันใหม่[11] อีกทั้งยังนำไปสู่การล่มสลายของสถาบันกษัตริย์ และการสถาปนาการปกครองในระบอบเผด็จการในอีกหลายประเทศ

ด้านประเทศจีน รัฐบาลพรรคก๊กมินตั๋งได้เริ่มแผนการรวมชาติขึ้นต่อต้านเหล่าขุนศึกอิสระ จนนำไปสู่การรวมชาติเพียงในนามในช่วงกลางคริสต์ทศวรรษ 1920 แต่หลังจากนั้นไม่นาน รัฐบาลจีนกลับต้องเข้าไปพัวพันกับสงครามกลางเมืองเพื่อต่อต้านพันธมิตรเก่า พรรคคอมมิวนิสต์จีน[12] ขณะที่ในปี ค.ศ. 1931 จักรวรรดิญี่ปุ่นซึ่งมีความต้องการจะมีอิทธิพลเหนือประเทศจีนมาเป็นเวลานานแล้ว[13] กำลังเพิ่มกำลังทหารในจีนอย่างขนานใหญ่ เพื่อเป็นแผนการขั้นแรกในการเข้าปกครองทั้งทวีปเอเชีย โดยใช้กรณีมุกเดนเป็นข้ออ้างในการรุกรานแมนจูเรีย หลังจากนั้นทั้งสองชาติเกิดการกระทบกระทั่งขนาดย่อยขึ้นอีกหลายครั้ง จนกระทั่งนำไปสู่การพักรบตางกู ในปี ค.ศ. 1933[14] แต่ถึงกระนั้น กองกำลังอาสาจีนก็ยังคงต่อต้านกองทัพญี่ปุ่นต่อไปในอีกหลายพื้นที่

เดือนมกราคม ค.ศ. 1933 อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ หัวหน้าพรรคสังคมนิยมชาตินิยมกรรมกรเยอรมัน ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำประเทศเยอรมนีและเริ่มเสริมสร้างกำลังทางทหารของประเทศอีกครั้ง[15][16][17] สร้างความกังวลให้แก่ฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นประเทศที่ได้รับความสูญเสียจากสงครามครั้งที่แล้วเป็นอย่างมาก เช่นเดียวกับประเทศอิตาลี ที่วิตกกังวลว่าแผนการขยายดินแดนของเยอรมนีนั้น จะกระทบต่อแผนการเดียวกันของฝ่ายตน[18] ฝรั่งเศสจึงยอมให้อิตาลียึดครองเอธิโอเปีย ซึ่งอิตาลีมีความต้องการที่จะสร้างเป็นอาณานิคมของตน เพื่อรักษาสภาพความเป็นพันธมิตรระหว่างทั้งสองชาติ เหตุการณ์เริ่มเลวร้ายยิ่งขึ้นเมื่อถึงช่วงต้นปี ค.ศ. 1935 ซาร์แลนด์ได้ถูกยุบรวมเข้ากับเยอรมนีโดยชอบธรรม และฮิตเลอร์ได้ฉีกสนธิสัญญาแวร์ซายโดยการฟื้นฟูกองทัพและเริ่มมีการเกณฑ์ทหารอย่างรวดเร็ว ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร และอิตาลีจึงพยายามก่อตั้ง "แนวสเตรซา" ขึ้น เพื่อจำกัดการกระทำของฝ่ายเยอรมนี[19] ด้านสหภาพโซเวียตก็วิตกต่อแผนการขยายดินแดนสู่ยุโรปตะวันออกของเยอรมนีเช่นกัน จึงลงเอยกันที่การทำสัญญาช่วยเหลือซึ่งกันและกันทั้งสองฝ่ายกับฝรั่งเศส[20]

ทหารญี่ปุ่นรุกรานจีนในกรณีมุกเดน

การทำสนธิสัญญาเป็นพันธมิตรดังกล่าวมานี้ไม่มีค่าอะไรมากนัก สนธิสัญญาฝรั่งเศส-โซเวียตในการให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันนั้นไม่มีผลบังคับใช้ เนื่องจากจำเป็นจะต้องผ่านการพิจารณาของสันนิบาตชาติก่อนจึงจะมีผลบังคับใช้ได้[21][22] และในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1935 สหราชอาณาจักรได้ทำสนธิสัญญาการเดินเรือแยกต่างหากกับเยอรมนี โดยผ่อนปรนต่อข้อบังคับต่าง ๆ ที่มีผลบังคับเยอรมนีมาก่อนหน้านี้ ส่วนชาติที่โดดเดี่ยวอย่างสหรัฐอเมริกาก็เป็นกังวลกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในยุโรปและเอเชีย จึงได้ผ่านรัฐบัญญัติว่าด้วยความเป็นกลาง ในเดือนสิงหาคม[23] ในเดือนตุลาคม อิตาลีได้เข้ารุกรานเอธิโอเปีย[24] จึงถูกโดดเดี่ยวทางการเมืองในเวทีสันนิบาตชาติ โดยเยอรมนีเป็นมหาอำนาจเพียงชาติเดียวที่ให้การสนับสนุนการรุกรานของอิตาลี พร้อมกับที่อิตาลียกเลิกข้อคัดค้านต่อเยอรมนีในการยึดครองออสเตรียเป็นรัฐบริวาร[25]

เดือนมีนาคม ค.ศ. 1936 ฮิตเลอร์ได้ส่งกองทัพเข้ายึดครองไรน์แลนด์[26] อันเป็นการฝ่าฝืนสนธิสัญญาแวร์ซายและสนธิสัญญาโลคาร์โนโดยตรง โดยได้รับการตอบสนองน้อยมากจากกลุ่มประเทศยุโรปอื่น ๆ[27] เมื่อสงครามกลางเมืองสเปนปะทุขึ้นในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน ทั้งฮิตเลอร์และมุสโสลินีได้ให้ความสนับสนุนแก่จอมพลฟรันซิสโก ฟรังโก ผู้นำฝ่ายชาตินิยมสเปน เพื่อต่อต้านรัฐบาลสาธารณรัฐสเปนที่สอง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียต[28] ทั้งสองฝ่ายต่างใช้สงครามครั้งนี้เป็นสนามทดสอบอาวุธและยุทธวิธีในการทำสงครามที่คิดค้นขึ้นใหม่ด้วย[14][29] จนกระทั่งฝ่ายชาตินิยมสเปนได้รับชัยชนะเมื่อต้นปี ค.ศ. 1939[30] 

จากความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น จึงเกิดความพยายามเสริมสร้างความแข็งแกร่งหรือการรวมกลุ่มระหว่างประเทศขึ้น เยอรมนีได้ร่วมมือกับอิตาลีก่อตั้งแกนโรม-เบอร์ลินขึ้นในเดือนตุลาคม[31] และทำสนธิสัญญาต่อต้านองค์การคอมมิวนิสต์สากลกับญี่ปุ่นในเดือนถัดมา[14] โดยต่างฝ่ายต่างมีความเห็นตรงกันว่าคอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ สหภาพโซเวียตนั้น เป็นภัยคุกคามต่อตนเอง ซึ่งภายหลังอิตาลีก็ได้เข้าร่วมด้วยในปีต่อมา[32] ส่วนในประเทศจีน กองกำลังของพรรคก๊กมินตั๋งกับพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ทำการตกลงหยุดยิง เพื่อร่วมกันสร้างแนวร่วมครั้งที่สองขึ้นเพื่อต่อต้านกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น[33][34]

[แก้] ทัศนะโดยทั่วไป

ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ได้เกิดสงครามครั้งใหญ่ขึ้นถึงสองครั้ง โดยสงครามโลกครั้งแรกเป็นสงครามที่เกิดขึ้นเฉพาะในทวีปยุโรปเป็นสำคัญเท่านั้น แต่ในสงครามโลกครั้งที่สองนับได้ว่าเป็นสงครามที่ลุกลามไปทั่วโลกอย่างแท้จริง สงครามโลกทั้งสองครั้งจึงพบว่ามีความแตกต่างกันอยู่หลายประการทีเดียว[35]

สงครามโลกครั้งที่สองไม่สามารถกำหนดจุดเริ่มต้นอย่างชี้ชัดแน่นอนได้ เพราะเป็นการไม่ยุติธรรมต่อประเทศใดประเทศหนึ่ง นักประวัติศาสตร์จึงเลือกหลายช่วงเวลาว่าเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งนี้แตกต่างกันไปตามแนวคิดของตน ซึ่งได้แก่ เหตุการณ์ญี่ปุ่นรุกรานแมนจูเรีย ในปี ค.ศ. 1931[36][37] อิตาลีรุกรานเอธิโอเปีย ในปี ค.ศ. 1935[38][39][40] สงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่สอง ในปี ค.ศ. 1937[41][42] เยอรมนีรุกรานโปแลนด์ ในปี ค.ศ. 1939 ซึ่งนักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของสงคราม[43][44][45] ญี่ปุ่นโจมตีที่เพิร์ลฮาร์เบอร์ ในปี ค.ศ. 1941 และเยอรมนีรุกรานสหภาพโซเวียต ในปี ค.ศ. 1941[45] และยังมีนักเขียนบางท่านที่ให้ความเห็นว่า สงครามโลกครั้งที่สองเป็นสงครามครั้งเดียวกันกับสงครามโลกครั้งที่หนึ่งด้วยซ้ำไป[46] (ใช้คำว่า "สงครามกลางเมืองยุโรป" หรือ "สงครามสามสิบปีครั้งที่สอง"[47][48])

กองทัพอากาศสหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิดเหนือกรุงเบอร์ลิน

สงครามโลกครั้งที่สองนั้นกลายเป็นว่าเป็นการรบระหว่างสองแนวคิดพื้นฐานที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ฝ่ายหนึ่ง คือ ฝ่ายที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงโลกใหม่ และอีกฝ่ายที่พยายามจะรักษาแนวทางเดิมของโลกเอาไว้[49] แต่พันธมิตรทางทหารทั้งสองฝ่ายก็มิได้ให้ความร่วมมือกันอย่างแน่นแฟ้น เพราะทั้งสองฝ่ายเป็นเพียงการร่วมมือกันของกลุ่มประเทศคู่สงครามโดยมีจุดประสงค์เพื่อทำลายอีกฝ่ายลงอย่างราบคาบเพียงอย่างเดียวเท่านั้น[50] การรบในสงครามโลกครั้งที่สองนั้นมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทั้งยุทธศาสตร์ ยุทโธปกรณ์และยุทธวิธี จนกระทั่งมีนักประวัติศาสตร์ผู้หนึ่งกล่าวไว้ว่า สงครามโลกครั้งที่สอง "เป็นการรบที่กระทำอย่างกระทันหันโดยปราศจากการวางแผนอย่างยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์"[51] เพราะว่าสงครามโลกครั้งที่สองไม่อาจกำหนดได้อย่างชัดเจนว่าที่ใดคือจุดแตกหักของสงคราม อาวุธใดโดดเด่นที่สุดในสงครามและข้อสรุปทางประวัติศาสตร์อื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมาก[51]

สงครามโลกครั้งที่สองได้ทำให้เกิดความร่วมมืออย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในหลายประเทศ เพราะว่าสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เป็นการระดมคนจำนวนมากเข้ามาประหัตประหารกัน หรือที่เรียกกันว่า "สงครามของคนหมู่มาก" (War of the Masses)[52] แต่ในสงครามโลกครั้งที่สอง ประชาชนทุกคนล้วนเกี่ยวข้องกับสงครามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงอาจกล่าวได้ว่า สงครามโลกครั้งที่สองนั้นเป็น "สงครามของประชาชนทุกคน"[52]

นอกเหนือจากนั้น สงครามโลกครั้งที่สองยังมีกำหนดเวลาสิ้นสุดแตกต่างกันเช่นกัน บ้างก็นับที่การประกาศสัญญาสงบศึกเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ค.ศ. 1945 มากกว่าการยอมจำนนอย่างเป็นทางการเมือ่วันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1945; บางประเทศในทวีปยุโรปยึดเอาวันแห่งชัยชนะในทวีปยุโรป (8 พฤษภาคม ค.ศ. 1945) เป็นสำคัญ แต่ว่า สนธิสัญญาสันติภาพกับประเทศญี่ปุ่นก็ยังไม่ได้มีการลงนามจนกระทั่งปี ค.ศ. 1951[53]

หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองยุติลง ทวีปยุโรปไม่เหลือพลังอำนาจที่จะดำเนินตามนโยบายของตนในภูมิภาคอื่น ๆ ของโลกได้อีกต่อไป ดังที่ฝ่ายสัมพันธมิตรกลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบเหนือฝ่ายอักษะภายหลังการเข้าสู่สงครามสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตแล้ว[54] ดังนั้น สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตจึงได้ก้าวขึ้นเป็นสองประเทศมหาอำนาจใหม่ของโลกในเวลาต่อมา

[แก้] เส้นทางของสงคราม

[แก้] สงครามปะทุ

กองทัพญี่ปุ่นในการรบที่เมืองอู่ฮั่น
เครื่องบินทิ้งระเบิดเยอรมันทิ้งระเบิดเหนือกรุงวอร์ซอ

กลางปี ค.ศ. 1937 ตามข้อตกลงหยุดยิงที่สะพานมาร์โค โปโล ญี่ปุ่นเริ่มการรุกรานจีนอย่างเต็มตัว โดยเป็นจุดลงเอยของการทัพซึ่งมีเป้าหมายในการรุกรานจีน สหภาพโซเวียตได้รีบให้ความช่วยเหลือแก่จีน และเป็นการยุติความร่วมมือกับเยอรมนีที่มีอยู่ก่อนหน้า กองทัพญี่ปุ่นได้ผลักดันกองทัพจีนให้ล่าถอย โดยเริ่มจากที่เมืองเซี่ยงไฮ้ และสามารถยึดนานกิงได้ในเดือนธันวาคม ถึงเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1938 กองทัพจีนสามารถยับยั้งการรุกคืบของกองทัพญี่ปุ่นได้จากเหตุอุทกภัยที่แม่น้ำฮวงโห ในช่วงเวลานี้พวกเขาก็ได้เตรียมการป้องกันที่เมืองอู่ฮั่น แต่ก็ยังถูกตีแตกในเดือนตุลาคม[55] ระหว่างนั้น กองทัพญี่ปุ่นและกองทัพโซเวียตได้มีการปะทะกันอย่างประปรายที่ทะเลสาบคาซาน ในช่วงเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1939 ซึ่งต่อมาได้บานปลายขึ้นจนเป็นสงครามตามแนวชายแดนอย่างร้ายแรง[56] ซึ่งยุติลงด้วยสัญญาหยุดยิงเมื่อวันที่ 15 กันยายน โดยไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงดินแดนใด ๆ[57]

ด้านทวีปยุโรป บทบาทของเยอรมนีและอิตาลีเริ่มมีความก้าวร้าวมากขึ้น ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1938 เยอรมนีผนวกออสเตรีย โดยที่ได้รับปฏิกิริยาชาติตะวันตกอื่น ๆ เพียงเล็กน้อยเท่านั้น[58] ด้วยความฮึกเหิม ฮิตเลอร์จึงได้เริ่มการอ้างสิทธิครอบครองซูเดเตนแลนด์[59] ฝรั่งเศสและอังกฤษยินยอมให้เยอรมนียึดครองซูเดนเตแลนด์ โดยขัดต่อความต้องการของรัฐบาลเชโกสโลวาเกีย เพื่อแลกกับการหยุดแสวงหาดินแดนเพิ่มเติม ทว่าหลังจากนั้น เยอรมนีและอิตาลีได้บังคับให้เชโกสโลวาเกียยกดินแดนให้กับฮังการีและโปแลนด์ และในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1939 เยอรมนีก็ได้ครอบครองเชโกสโลวาเกียอย่างสมบูรณ์[60] โดยแบ่งออกเป็นรัฐในอารักขาโบฮีเมียและโมราเวีย และรัฐหุ่นเชิดนิยมเยอรมนี สาธารณรัฐสโลวัก[61]

ด้วยความตื่นตัวจากเหตุที่ฮิตเลอร์มีความต้องการยึดครองนครเสรีดานซิก ฝรั่งเศสและอังกฤษจึงรับประกันความเป็นเอกราชของโปแลนด์หากถูกเยอรมนีโจมตี และเมื่ออิตาลีสามารถครอบครองอัลแบเนียได้ในเดือนเมษายน ฝรั่งเศสและอังกฤษก็ให้คำมั่นเช่นเดียวกันนี้แก่โรมาเนียและกรีซด้วย[62] ส่วนทางด้านเยอรมนีและอิตาลีก็ร่วมมือกันเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการในสนธิสัญญาเหล็ก[63]

เดิมทีสหภาพโซเวียตได้พยายามเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับอังกฤษและฝรั่งเศส ในความพยายามที่จะจำกัดวงของเยอรมนี[64] แต่ทั้งสองชาติก็บอกปฏิเสธ ด้วยความแคลงใจในเจตนาและความสามารถของสหภาพโซเวียต[65] สหภาพโซเวียตเกรงว่าสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสไม่ปรารถนาที่จะให้ความร่วมมือทางการทหารแก่ตน[66] และวิตกว่าอาจจะเกิดสงครามระหว่างเยอรมนีกับสหภาพโซเวียต โดยที่ฝ่ายสัมพันธมิตรอาจเอนเอียงเข้ากับฮิตเลอร์[67] เป็นการทำให้สหภาพโซเวียตต้องทำสนธิสัญญาไม่รุกรานระหว่างนาซี-โซเวียต[68] รวมไปถึงข้อตกลงลับระหว่างทั้งสองที่จะแบ่งกันครอบครองยุโรปตะวันออก โดยยกโปแลนด์และลิทัวเนียให้อยู่ในเขตอิทธิพลของเยอรมนี และยกโปแลนด์ตะวันออก ฟินแลนด์ เอสโตเนีย ลัตเวียและแคว้นเบสซาราเบียของโรมาเนียให้อยู่ในเขตอิทธิพลของสหภาพโซเวียต[69]

นายทหารเยอรมนีและโซเวียตหารือกันระหว่างการรบในโปแลนด์

เมื่อวันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 1939 เยอรมนีและสโลวาเกียเริ่มการรุกรานโปแลนด์ ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร และบรรดาประเทศในเครือจักรภพ จึงประกาศสงครามกับเยอรมนี แต่ก็ได้ให้ความช่วยเหลือโปแลนด์เพียงแค่การส่งกองทหารฝรั่งเศสขนาดเล็กเข้าไปปฏิบัติการในซาร์แลนด์เท่านั้น[70] และเมื่อวันที่ 17 กันยายน หลังจากทำสัญญาสงบศึกชั่วคราวกับญี่ปุ่นแล้ว สหภาพโซเวียตจึงเริ่มแผนการรุกรานโปแลนด์ของตนเอง[71] ถึงต้นเดือนตุลาคม โปแลนด์จึงถูกแบ่งเป็นเขตยึดครองของเยอรมนี สหภาพโซเวียต ลิทัวเนียและสโลวาเกีย[72] อย่างไรก็ตาม โปแลนด์ไม่เคยยอมจำนนอย่างเป็นทางการและยังคงทำการรบต่อนอกประเทศของตน[73]

ในระหว่างที่กำลังเกิดการรบในโปแลนด์อยู่นั้น กองทัพญี่ปุ่นก็เปิดฉากการโจมตีเมืองฉางซาเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของจีน แต่ก็ถูกตีพ่ายในตอนต้นเดือนตุลาคม[74]

หลังจากการรบในโปแลนด์ สหภาพโซเวียตได้บีบบังคับรัฐบอลติกเพื่อยินยอมให้สหภาพโซเวียตส่งกองทัพเข้าไปประจำการภายใต้เงื่อนไขของสนธิสัญญาความร่วมมือระหว่างกัน[75][76][77] แต่ฟินแลนด์ปฏิเสธความต้องการดินแดน และถูกสหภาพโซเวียตรุกรานในสงครามฤดูหนาว เมื่อเดือนพฤศจิกายน และจบลงด้วยสนธิสัญญาสันติภาพมอสโก ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1940[78] ฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักรได้มองว่าสหภาพโซเวียตพยายามจะเข้าสู่สงครามโลกโดยอยู่ฝ่ายเดียวกับเยอรมนี[79] และได้ขับสหภาพโซเวียตออกจากสันนิบาตชาติ[79][77] และในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1940 สหภาพโซเวียตรุกรานและยึดครองรัฐบอลติก[76]

ในยุโรปตะวันตก อังกฤษได้จัดวางกำลังทหารของตนบนยุโรปภาคพื้นทวีป แต่ก็ไม่มีการโจมตีโดยตรงระหว่างฝ่ายอักษะกับฝ่ายสัมพันธมิตรเลย จนกระทั่งเดือนเมษายน ค.ศ. 1940[80] สหภาพโซเวียตและเยอรมนีได้บรรลุสนธิสัญญาทางการค้า ซึ่งสหภาพโซเวียตได้รับเครื่องประกอบทางทหารและทางอุตสาหกรรมเพื่อแลกกับการส่งวัตถุดิบให้กับเยอรมนี เพื่อชดเชยจากการถูกปิดล้อมเมืองท่าโดยอังกฤษ[81] ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1940 เยอรมนีรุกรานเดนมาร์กและนอร์เวย์ เพื่อรักษาความปลอดภัยในการขนส่งเหล็กและโลหะจากสวีเดน ซึ่งฝ่ายสัมพันธมิตรพยายามที่จะขัดขวาง[82] เดนมาร์กได้ยอมจำนนอย่างรวดเร็ว และถึงแม้ว่านอร์เวย์จะได้รับความช่วยเหลือจากฝ่ายสัมพันธมิตรแล้วก็ตาม แต่ว่าเยอรมนีก็สามารถพิชิตชัยได้ในเวลาเพียงสองเดือน[83] ความไม่พอใจต่อผลของการทัพนอร์เวย์ของชาวอังกฤษได้นำไปสู่การเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีจากเนวิลล์ เชมเบอร์แลน เป็นวินสตัน เชอร์ชิลล์ เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม[84]

[แก้] ฝ่ายอักษะเคลื่อนทัพ

ทหารเยอรมันในกรุงปารีส
เชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตร หลังการรบในฝรั่งเศส

ในวันเดียวกัน เยอรมนีโจมตีฝรั่งเศสและกลุ่มประเทศต่ำ[85] เนเธอร์แลนด์และเบลเยี่ยมพ่ายแพ้ด้วยผลจากการใช้ยุทธวิธีการโจมตีสายฟ้าแลบหลายครั้งติดต่อกันในเวลาไม่กี่สัปดาห์[86] ฝรั่งเศสได้เสริมสร้างแนวป้องกันแมกิโนต์ของตน แต่ฝ่ายเยอรมนีใช้อุบายการตีผ่านแนวเทือกเขาอาร์เดนเนส ซึ่งมีป่าปกคลุมหนาแน่น ซึ่งนักวางแผนชาวฝรั่งเศสคาดการณ์ผิดว่าแนวป้องกันตามธรรมชาติของตนจะสามารถต้านทานการบุกของกองกำลังยานเกราะได้[87] เมื่อถึงปลายเดือนพฤษภาคม ทหารอังกฤษถูกบังคับให้ต้องล่าถอยออกจากฝรั่งเศส และละทิ้งยุทโธปกรณ์หนักเป็นจำนวนมาก ในวันที่ 10 มิถุนายน อิตาลีรุกรานฝรั่งเศส และประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร[88] สิบสองวันหลังจากการยอมจำนนของฝรั่งเศส ฝรั่งเศสจึงถูกแบ่งเป็นเขตยึดครองของเยอรมนีและอิตาลี[89] และรัฐซึ่งไม่อยู่ภายใต้การยึดครองภายใต้ระบอบวิชี[90] ตอนต้นของเดือนกรกฎาคม กองทัพเรืออังกฤษก็ทำลายกองทัพเรือฝรั่งเศสในแอลจีเรีย เพื่อป้องกันมิให้กองทัพเยอรมนีนำไปใช้ในกรณีที่เป็นไปได้[91]

เครื่องบินทิ้งระเบิดเยอรมัน ระหว่างยุทธการแห่งบริเตน

เมื่อฝรั่งเศสหลุดจากสงคราม ฝ่ายอักษะก็มีกำลังยิ่งขึ้น กองทัพอากาศเยอรมนีเริ่มการรบในยุทธการแห่งบริเตน เพื่อครองแสงยานุภาพเหนือน่านฟ้าและเตรียมการรบภาคพื้นดินบนเกาะอังกฤษ[92] แต่การทัพดังกล่าวประสบความล้มเหลว และแผนการรุกรานภาคพื้นดินได้ถูกยกเลิกในเดือนกันยายน ส่วนกองทัพเรือเยอรมันประสบความสำเร็จในยุทธการแอตแลนติกจากการจมเรือรบราชนาวีอังกฤษด้วยเรืออู อันเป็นผลมาจากการยึดครองเมืองท่าฝรั่งเศส[93] อิตาลีก็เริ่มการปฏิบัติการทางทะเลของตนในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ด้วยการปิดล้อมเมืองมอลต้า ในเดือนมิถุนายน และสามารถพิชิตโซมาลิแลนด์ ในเดือนสิงหาคม และเปิดฉากการรบในการรุกรานอียิปต์ในตอนต้นเดือนกันยายน ส่วนทางด้านญี่ปุ่นก็เพิ่มการปิดล้อมจีนด้วยการโจมตีฐานทัพหลายแห่ง ทางตอนเหนือของอินโดจีนฝรั่งเศส ซึ่งถูกโดดเดี่ยว[94]

ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว ฝ่ายสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นกลางได้ออกมาตรการในการช่วยเหลือจีนและพันธมิตรตะวันตก ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1939 สหรัฐอเมริกาก็ขายอาวุธและยานพาหนะจำนวนมากให้แก่ฝ่ายสัมพันธมิตร[95] ระหว่างปี ค.ศ. 1940 ภายหลังจากการยึดครองกรุงปารีสของเยอรมนี สหรัฐอเมริกาได้เพิ่มเติมขนาดกองทัพเรือของตนขนานใหญ่ และหลังจากการรุกล้ำเข้าไปยังอินโดจีนฝรั่งเศสของญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกาก็สนับสนุนการห้ามขนส่งเหล็ก เหล็กกล้า และชิ้นส่วนของเครื่องจักรแก่ญี่ปุ่น[96] และในเดือนกันยายน สหรัฐอเมริกาก็ตกลงขายเรือประจัญบานเพื่อแลกกับฐานทัพเรือโพ้นทะเลกับอังกฤษ[97] อย่างไรก็ตาม สาธารณชนชาวอเมริกันส่วนใหญ่ก็ยังคงต่อต้านการเข้าแทรกแซงความขัดแย้งทางทหารโดยตรง จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1941[98]

ในตอนปลายเดือนกันยายน สนธิสัญญาสามฝ่าย ระหว่างเยอรมนี อิตาลีและญี่ปุ่น ได้เป็นรวมตัวกันก่อตั้งฝ่ายอักษะอย่างเป็นทางการ[99] ด้วยการเตือนของสหรัฐอเมริกา สนธิสัญญาดังกล่าวได้กำหนดเงื่อนไขซึ่งทุกประเทศ ยกเว้นสหภาพโซเวียต ซึ่งยังไม่อยู่ในภาวะสงครามและโจมตีรัฐสมาชิกฝ่ายอักษะรัฐใดรัฐหนึ่งจะนำไปสู่สภาวะสงครามกับรัฐสมาชิกทั้งหมด[100] สหภาพโซเวียตแสดงโดยนัยว่ามีตนความสนใจจะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายอักษะ โดยในเดือนพฤศจิกายน สหภาพโซเวียตก็ได้ส่งข้อเสนอทางเศรษฐกิจที่เยอรมนีประทับใจมาก[101] ขณะที่เยอรมนียังคงปิดเงียบในตอนแรกแล้วจึงตอบตกลงในตอนหลัง[102] สหรัฐอเมริกาเพิกเฉยต่อสนธิสัญญาดังกล่าว และยังคงสนับสนุนสหราชอาณาจักรและจีนต่อไป โดยนโยบายให้กู้-ยืม ซึ่งรับหน้าที่ในการจัดหาทรัพยากรสงครามและอื่น ๆ[103] และสร้างพื้นที่ปลอดภัยแบบหยาบ ๆ ซึ่งกินมีพื้นที่ครึ่งหนึ่งของมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาจะคอยคุ้มกันกองเรือสินค้าของอังกฤษ[104] ทำให้เยอรมนีและสหรัฐอเมริกาเผชิญหน้ากันในการทำสงครามทางทะเลในมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือและตอนกลาง ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1941 ถึงแม้ว่าในสถานะอย่างเป็นทางการ สหรัฐอเมริกาจะยังคงดำรงตนเป็นกลางอยู่ก็ตาม[105]

ฝ่ายอักษะได้ขยายตัวในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1940 เมื่อฮังการี สโลวาเกีย และโรมาเนีย เข้าร่วมกับฝ่ายอักษะ[106] ซึงในเวลาต่อมา ประเทศเหล่านี้จะมีส่วนร่วมในการรุกรานสหภาพโซเวียต

ในเดือนตุลาคม อิตาลีรุกรานกรีซ แต่ภายในไม่กี่วันก็ถูกขับไล่และถูกตีจนต้องถอยร่นเข้าไปในอัลแบเนีย ซึ่งก็ถูกรุกจนมุม[107] ในเดือนธันวาคม ค.ศ. ในทวีปแอฟริกา กองทัพกลุ่มประเทศเครือจักรภพอังกฤษก็ได้โจมตีโต้กลับกองกำลังอิตาลีในปฏิบัติการเข็มทิศและดินแดนแอฟริกาตะวันออกของอิตาลี[108] ในตอนต้นของปี ค.ศ. 1941 เมื่อกองทัพอิตาลีนั้นถูกผลักดันกลับไปยังลิเบียโดยกองทัพกลุ่มประเทศเครือจักรภพ เชอร์ชิลล์ก็ได้ออกคำสั่งให้ส่งกองกำลังจากแอฟริกาเข้าไปเสริมกำลังในกรีซ[109] กองทัพเรืออิตาลีก็ประสบกับความปราชัยครั้งสำคัญ เมื่อราชนาวีอังกฤษสามารถทำลายเรือประจัญบานของอิตาลีไปถึงสามลำในยุทธนาวีตารันโต และเรือรบอีกหลายลำระหว่างยุทธนาวีแหลมมะตะปัน[110]

ไม่นานนัก เยอรมนีก็ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลืออิตาลี ฮิตเลอร์ได้ส่งกองทัพเยอรมันเข้าสู่ลิเบีย ในเดือนกุมภาพันธ์ และภายในปลายเดือนมีนาคม กองทัพฝ่ายอักษะก็ทำการรุกหนักกับกองทัพของกลุ่มเครือจักรภพที่ลดจำนวนลงไป[111] และภายในหนึ่งเดือน กองทัพเครือจักรภพก็ถูกตีถอยร่นกลับสู่อียิปต์ เว้นแต่เพียงเมืองท่าโทบรุคซึ่งถูกปิดล้อมเอาไว้เท่านั้น[112] กองทัพเครือจักรภพพยายามจะขับไล่กองทัพอักษะออกไปในปฏิบัติการรวบรัด และอีกครั้งในปฏิบัติการขวานศึกระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน แต่ก็ประสบความล้มเหลวทั้งสองครั้ง[113] ตอนต้นของเดือนเมษายน กองทัพเยอรมันก็เข้าแทรกแซงในคาบสมุทรบอลข่าน โดยโจมตีกรีซและยูโกสลาเวีย ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว จนในท้ายที่สุด กองทัพสัมพันธมิตรก็ต้องอพยพหลังจากความพ่ายแพ้ในยุทธการเกาะครีต เมื่อถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม[114]

พลร่มเยอรมันระหว่างการรุกรานเกาะครีต

แต่ในขณะเดียวกัน ฝ่ายสัมพันธมิตรก็ประสบความสำเร็จในช่วงเวลานี้เช่นเดียวกัน ในตะวันออกกลาง กองทัพเครือจักรภพก็ได้รับชัยชนะในการปราบปรามรัฐประหารในอิรัก ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยกองทัพอากาศเยอรมันจากฐานทัพในซีเรียในอาณัติฝรั่งเศส[115] จากนั้น ด้วยความช่วยเหลือของขบวนการฝรั่งเศสเสรี ฝ่ายสัมพันธมิตรก็ประสบความสำเร็จในการทัพซีเรียและเลบานอน เพื่อจัดการกับทหารอักษะในพื้นที่[116]

ในมหาสมุทรแอตแลนติก ประชาชนอังกฤษมีขวัญและกำลังใจเพิ่มขึ้นจากการที่ราชนาวีอังกฤษสามารถจมเรือธงเยอรมันบิสมาร์กลงสู่ก้นทะเลได้สำเร็จ[117] และที่สำคัญสุด กองทัพอากาศอังกฤษสามารถต้านทานการโจมตีของลุควาฟเฟได้ในยุทธการแห่งบริเตน และเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม ค.ศ. 1941 ฮิตเลอร์ต้องยกเลิกการทิ้งระเบิดเหนือเกาะอังกฤษไป[118]

ในทวีปเอเซีย หลังจากการรุกของทั้งสองฝ่าย สงครามระหว่างจีนและญี่ปุ่นได้อยู่ในสภาวะที่เสมอกันในปี ค.ศ. 1940 ในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน คอมมิวนิสต์จีนก็ได้โจมตีจีนตอนกลางในการรุกทหารร้อยกรม และในการแก้แค้น ญี่ปุ่นก็มีมาตรการรุนแรงออกมาเพื่อลดจำนวนคนและปัจจัยการผลิตของกองกำลังคอมมิวนิสต์จีน[119] และความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์จีนและกองทัพชาตินิยมจีน ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายสิ้นสุดลงอย่างสิ้นเชิงในเดือนมกราคม 1941 อันทำให้ปฏิบัติการทางทหารที่กระทำร่วมกันยุติลงด้วย[120]

ด้วยสถานการณ์ในยุโรปและเอเชียนั้นค่อนข้างมั่นคงแล้ว เยอรมนี ญี่ปุ่นและสหภาพโซเวียตก็ได้ตระเตรียมการ ด้านทางสหภาพโซเวียตนั้นเบื่อหน่ายกับความตึงเครียดที่เพิ่มมาขึ้นจากเยอรมนี และความพยายามของญี่ปุ่นที่จะหาผลประโยชน์จากสงครามในทวีปยุโรป โดยการยึดเอาอาณานิคมอันอุดมสมบูรณ์ของยุโรปในเอเชียอาคเนย์ ขณะที่ญี่ปุ่นและสหภาพโซเวียตก็ได้ตกลงทำสนธิสัญญาความเป็นกลางโซเวียต-ญี่ปุ่นในเดือนเมษายน ค.ศ. 1941[121] ตรงกันข้ามกับเยอรมนีซึ่งตั้งใจอย่างไม่ลดละที่จะวางแผนทำสงครามในสหภาพโซเวียต และระดมพลประชิดชายแดนสหภาพโซเวียต[122]

[แก้] สงครามลุกลามทั่วโลก

ทหารเยอรมันขณะทำการรบในสหภาพโซเวียต
ถนนสายหลักของเคียฟภายหลังจากถูกระดมยิงปืนใหญ่กองทัพเยอรมันอย่างหนัก

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ค.ศ. 1941 เยอรมนีรวมไปถึงกลุ่มประเทศฝ่ายอักษะในทวีปยุโรปและฟินแลนด์ ได้โจมตีสหภาพโซเวียตในปฏิบัติการบาร์บารอสซา ซึ่งเป็นการโจมตีที่เหนือความคาดหมาย[123] โดยมีเป้าหมายไปยังรัฐบอลติก มอสโก และยูเครน และเป้าหมายสูงสุดใกล้กับแนวเอ-เอ ซึ่งเป็นแนวที่เชื่อมต่อระหว่างทะเลสาบแคสเปียนกับทะเลขาว ส่วนวัตถุประสงค์ของฮิตเลอร์ คือ การทำลายอำนาจทางการทหารของสหภาพโซเวียต การกวาดล้างระบอบคอมมิวนิสต์ และสร้าง "พื้นที่อยู่อาศัย"[124] โดยการใช้กำลังแย่งชิงดินแดนมาจากชนพื้นเมืองเดิม[125] และเป็นการรับประกันการสร้างหนทางซึ่งนำไปสู่การยึดครองทรัพยากรที่จำเป็นต่อทำลายคู่แข่งของเยอรมนีที่ยังเหลืออยู่[126] ถึงแม้ว่าฝ่ายกองทัพแดงจะมีการเตรียมการป้องกันทางยุทธศาสตร์ไว้แล้วก็ตาม[127] แต่ปฏิบัติการบาร์บารอสซาเป็นการบีบบังคับให้กองบัญชาการทหารสูงสุดของโซเวียตต้องปรับใช้แผนการป้องกันทางยุทธศาสตร์

ระหว่างช่วงฤดูร้อน กองทัพฝ่ายอักษะได้รับชัยชนะมาตลอด สามารถยึดครองดินแดนอันกว้างใหญ่ และสร้างความเสียหายทั้งทางด้านทรัพยากรและกำลังพลให้แก่สหภาพโซเวียตเป็นอย่างมาก แต่ทว่าในช่วงกลางเดือนสิงหาคม กองบัญชาการกองทัพเยอรมันตัดสินใจที่จะพักการรบของกองทัพกลุ่มกลางเอาไว้ โดยแบ่งกองกำลังยานเกราะบางส่วนไปสมทบกับกองทัพที่กำลังมุ่งหน้าไปยังยูเครนตอนกลางและเลนินกราด[128] ยุทธการเคียฟประสบความสำเร็จอย่างงดงาม และสามารถปิดล้อมและทำลายกองทัพโซเวียตได้ถึงสี่กองทัพ และมุ่งหน้าต่อไปยังคาบสมุทรไครเมียและเขตอุตสาหกรรมยูเครนตะวันออก

ในช่วงปฏิบัติการบาร์บารอสซา กองทัพกว่าสามในสี่ของฝ่ายอักษะ และกองทัพอากาศส่วนใหญ่ได้ถูกเคลื่อนย้ายจากฝรั่งเศสและทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไปยังแนวรบด้านตะวันออก[129][130] สหราชอาณาจักรได้รีบทำการพิจารณายุทธศาสตร์หลักใหม่ทันที[131] ในเดือนกรกฎาคม สหราชอาณาจักรและสหภาพโซเวียตก็ได้รวมตัวกันจัดตั้งพันธมิตรทางทหารในข้อตกลงอังกฤษ-โซเวียต[132] และในช่วงเวลาสั้นๆ ระหว่าง การรุกรานอิหร่านของอังกฤษ-โซเวียตเพื่อรักษาฉนวนเปอร์เซียและแหล่งน้ำมันในอิหร่าน[133] ในเดือนสิงหาคม สหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาได้ร่วมมือกันตั้งกฎบัตรแอตแลนติก[134]

ต้นเดือนตุลาคม หลังจากที่กองทัพฝ่ายอักษะได้รับชัยชนะในยูเครนและแถบทะเลบอลติก โดยมีเพียงเลนินกราดและซาเวสโตปอลทื่ยังคงรบต้านทานอยู่เท่านั้น[135][136] ยุทธการแห่งมอสโกก็เริ่มขึ้น หลังจากผ่านการรบอย่างหนักเป็นเวลาสองเดือน กองทัพฝ่ายอักษะเกือบจะเข้าพิชิตกรุงมอสโกแล้ว กองทัพของฝ่ายอักษะที่อ่อนเปลี้ย[note 4] ถูกบีบบังคับให้ยุติการบุกของตน[137] [138] และถึงแม้ว่าเยอรมนีจะได้ดินแดนมาจำนวนมหาศาล แต่ว่าประสบความล้มเหลวในการบรรลุวัตถุประสงค์ทางยุทธศาสตร์ นครสองแห่งที่สำคัญของโซเวียตยังไม่แตก และความสามารถของกองทัพแดงยังคงสามารถต้านทานการบุกของฝ่ายอักษะได้ และยังคงเหลือขีดความสามารถทางทหารอยู่มาก โดยหลังจากนี้ ระยะแห่งการโจมตีสายฟ้าแลบในทวีปยุโรปได้ยุติลงอย่างสมบูรณ์[139]

เมื่อถึงต้นเดือนธันวาคม สหภาพโซเวียตได้รับกองหนุนที่ระดมมาจากพรมแดนด้านตะวันออกซึ่งติดกับเขตแมนจูกัวของญี่ปุ่น[140][141] ทำให้กองทัพโซเวียตมีปริมาณกำลังพลที่เทียบได้กับกองทัพฝ่ายอักษะ[142] ซึ่งเมื่อประกอบกับการยืนยันจากข้อมูลข่าวกรองแล้วว่า กองทัพโซเวียตในภาคพื้นตะวันออกไกลมีปริมาณเพียงพอที่จะสามารถต้านทานกองทัพควันตงของญี่ปุ่นได้[143] ในวันที่ 5 ธันวาคม กองทัพโซเวียตก็ทำการโจมตีกลับครั้งใหญ่ ตามแนวรบที่ยาวต่อเนื่องกันกว่า 1,000 กิโลเมตร และสามารถผลักดันกองทัพอักษะได้เป็นระยะทางถึง 100-250 กิโลเมตร[144]

ญีปุ่นซึ่งได้มีอำนาจควบคุมทางทหารเหนืออินโดจีนฝรั่งเศสมาตั้งแต่ปีต่อแล้ว ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นการเพิ่มแรงกดดันต่อจีนโดยการปิดเส้นทางส่งเสบียง และยังทำให้ญี่ปุ่นอยู่ในตำแหน่งที่ดีขึ้นในกรณีที่เกิดสงครามกับอำนาจตะวันตก[145] ญี่ปุ่นหวังว่าตนจะได้รับประโยชน์ในช่วงที่เยอรมนียังได้รับชัยชนะในทวีปยุโรป และมีข้อเรียกร้องหลายประการ รวมไปถึงปริมาณทรัพยากรน้ำมันอย่างสม่ำเสมอจากหมู่เกาะอินเดียตะวันออกของดัตช์ แต่ว่าการเจรจากับถูกยกเลิกในเดือนมิถุนายน[146] ในเดือนกรกฎาคม ญี่ปุ่นได้กลายมาเป็นมหาอำนาจทางการทหารในคาบสมุทรอินโดจีน เพราะนอกจากจะสามารถบังคับให้ดัตช์ยอมจำนนได้แล้ว ยังสามารถโจมตีประเทศจีนได้อีกด้วย และเมื่อสงครามจำเป็น ญี่ปุ่นก็ได้พัฒนาสถานภาพทางยุทธศาสตร์เพื่อแข่งขันกับสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร[147] รัฐบาลของสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักรและประเทศตะวันตกจึงตอบโต้ด้วยการทำให้เศรษฐกิจของญี่ปุ่นหยุดชะงัก สหรัฐอเมริกา (ญี่ปุ่นต้องอาศัยนำเข้าน้ำมันจากสหรัฐอเมริกากว่า 80%[148]) ได้ตอบโต้ด้วยการห้ามขนส่งน้ำมันไปยังญี่ปุ่นอย่างสมบูรณ์[149] ญี่ปุ่นถูกบีบบังคับให้เลือกว่าจะล้มเลิกความทะเยอทะยานในการยึดครองทวีปเอเชียและหันกลับไปดำเนินการรบในจีนต่อไป หรือเข้ายึดแหล่งทรัพยากรที่ต้องการด้วยกำลังทหาร กองทัพญี่ปุ่นไม่พิจารณาถึงทางเลือกแรก และนายทหารระดับสูงจำนวนมากพิจารณาว่าการห้ามขนส่งน้ำมันไปยังญี่ปุ่นเป็นการประกาศสงครามโดยนัย[150] แผนของกองบัญชาการกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น นั่นคือ การยึดครองอาณานิคมตะวันตกในทวีปเอเชียอย่างรวดเร็วเพื่อที่จะสร้างแนวป้องกันขนาดใหญ่ซึ่งลากยาวผ่านมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลาง เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำสงครามป้องกันประเทศ ขณะแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรในเอเชียอาคเนย์อย่างเป็นอิสระ และเพื่อการป้องกันการเข้าแทรกแซงของภายนอก ญี่ปุ่นจึงพยายามวางแผนที่จะทำลายกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาเป็นอันดับแรก[151]

ทหารญี่ปุ่นขณะทำการรบในกัวลาลัมเปอร์

ในวันที่ 7 ธันวาคม ญี่ปุ่นได้โจมตีดินแดนของอังกฤษ เนเธอร์แลนด์และสหรัฐอเมริกา และในเวลาเดียวกันนั้นญี่ปุ่นโจมตีเอเชียอาคเนย์และมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลาง รวมไปถึงโจมตีฐานทัพเรือสหรัฐอเมริกาที่อ่าวเพิร์ล[152] และยกพลขึ้นบกในไทยและมาลายา

จากการโจมตีครั้งนี้ ทำให้สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย จีนและฝ่ายสัมพันธมิตรตะวันตกประกาศสงครามกับญี่ปุ่นทันที ส่วนทางด้านเยอรมนี อิตาลีและกลุ่มประเทศตามสนธิสัญญาสามฝ่ายก็ได้ตอบสนองโดยการประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกาเช่นกัน ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1942 สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร สหภาพโซเวียตและจีน ร่วมด้วยยี่สิบสองรัฐบาลซึ่งเป็นประเทศเล็กหรือเป็นรัฐบาลพลัดถิ่น ได้ร่วมกันก่อตั้งองค์การสหประชาชาติ รวมไปถึงการรับรองกฏบัตรแอตแลนติก[153] เป็นการสร้างพันธมิตรเพื่อต่อต้านอำนาจของฝ่ายอักษะ แต่สหภาพโซเวียตมิได้ยึดมั่นตามการเปิดเผยใด ๆ และการคงความเป็นกลางกับญี่ปุ่น[154][note 5] และดำเนินการตัดสินใจตามหลักการพิจารณาของตนเพียงฝ่ายเดียว[134]

เมื่อถึงปลายเดือนเมษายน ค.ศ. 1942 ญี่ปุ่นเกือบจะสามารถครอบครองพม่า ฟิลิปปินส์ มาลายา หมู่เกาะอินเดียตะวันออกของดัตช์และสิงคโปร์ทั้งหมดไว้ได้[155] โดยมีความสูญเสียเพียงเล็กน้อย และได้รับชัยชนะในยุทธนาวีหลายครั้งในทะเลจีนใต้ ทะเลจาวาและมหาสมุทรอินเดีย[156] ต่อมา ได้เคลื่อนมาทิ้งระเบิดที่ฐานทัพเรือดาร์วิน และได้รับชัยชนะในการรบทางทะลในทะเลจีนใต้ ทะเลชวาและมหาสมุทรอินเดีย[157] แต่ความสำเร็จที่แท้จริงเพียงอย่างเดียวของฝ่ายสัมพันธมิตรเกิดขึ้นในยุทธการชิงชาครั้งที่สองในตอนต้นของเดือนมกราคม ค.ศ. 1942 เท่านั้น[158]

ทางด้านเยอรมนีก็สามารถทำการรุกต่อได้เช่นเดียวกัน เนื่องจากทหารเรือสหรัฐอเมริกาไม่ค่อยมีประสบการณ์จากการบังคับเรือดำน้ำ กองทัพเรือเยอรมันสามารถทำลายทรัพยากรฝ่ายสัมพันธมิตรใกล้ชายฝั่งด้านตะวันออกของสหรัฐอเมริกาได้[159] ถึงแม้ว่าจะประสบความสูญเสียเป็นจำนวนมาก แต่กองทัพฝ่ายอักษะก็สามารถหยุดยั้งการรุกครั้งใหญ่ของโซเวียตได้ทางตอนกลางและตอนใต้ และยังคงถือครองดินแดนเพิ่มเติมที่ได้รับเข้ามาเมื่อปีที่แล้วอยู่เป็นจำนวนมาก[160] ส่วนในแอฟริกาเหนือ ฝ่ายอักษะได้ทำการบุกอีกครั้งในเดือนมกราคม ค.ศ. 1942 เป็นการผลักดันให้กองทัพสหราชอาณาจักรและเครือจักรภพกลับไปยังแนวกาซาลาในตอนต้นเดือนกุมภาพันธ์[161] ส่วนในแนวรบด้านตะวันออก การตีโต้ของกองทัพโซเวียตได้ยุติลงเมื่อเดือนมีนาคม[162] ตามด้วยการยุติการรบชั่วคราวของเยอรมนี ซึ่งใช้เวลาเพื่อวางแผนในการโจมตีในครั้งหน้าต่อไป[163][164]

[แก้] จุดเปลี่ยนของสงคราม

เครื่องบินดำทิ้งระเบิดอเมริกันระหว่างยุทธนาวีมิดเวย์

ต้นเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1942 ญี่ปุ่นได้เริ่มวางแผนยึดพอร์ตมอร์สบีในปฏิบัติการโม โดยการโจมตีแบบสะเทินน้ำสะเทินบก เพื่อเป็นการตัดเส้นทางการติดต่อสื่อสารระหว่างสหรัฐอเมริกากับออสเตรเลีย อย่างไรก็ตาม ฝ่ายสัมพันธมิตรสามารถเข้าขัดขวางและโจมตีทัพเรือญี่ปุ่นได้ในยุทธนาวีทะเลคอรอล และสามารถขัดขวางการโจมตีดังกล่าวได้[165] ส่วนแผนการขั้นต่อไปของญี่ปุ่น อันเกิดจากการกระตุ้นหลังกรุงโตเกียวถูกทิ้งระเบิด คือ การยึดครองหมู่เกาะมิดเวย์ เพื่อเป็นการปิดช่องโหว่ในแนวป้องกันทั่วมหาสมุทรแปซิฟิกของญี่ปุ่น และเป็นฐานปฏิบัติการสำหรับแผนขั้นต่อไป รวมไปถึงการทำลายเรือบรรทุกเครื่องบินอเมริกันที่ยังคงเหลืออยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก เพื่อทำตามแผนการ ญี่ปุ่นได้ส่งกองทัพไปยึดครองหมู่เกาะอลูเตียน[166] ในต้นเดือนมิถุนายน ญี่ปุ่นก็ได้งัดเอาแผนของตัวเองออกมาปฏิบัติ แต่ก็ถูกสกัดกั้น เนื่องจากกองทัพสหรัฐอเมริกาสามารถถอดรหัสลับกองทัพเรือญี่ปุ่นได้เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม กองทัพเรือสหรัฐอเมริกาจึงได้เตรียมตัวรับมือกับการบุกของญีปุ่น และจัดวางกำลังพล รวมไปถึงใช้ความรู้ดังกล่าวจนได้รับชัยชนะเด็ดขาดในยุทธนาวีมิดเวย์เหนือกองทัพเรือญี่ปุ่น[167]

เนื่องจากญี่ปุ่นทรัพยากรในการรุกรานอย่างมากที่มิดเวย์ ญี่ปุ่นจึงเปลี่ยนเป้าหมายไปทำการรบที่การทัพโคโคดาบนดินแดนปาปัว ในความพยายามอีกครั้งหนึ่งในการยึดพอร์ตมอร์สบี[168] สำหรับฝ่ายอเมริกัน ก็ได้วางแผนที่จะโจมตีตอบโต้ครั้งต่อไปในบริเวณหมู่เกาะโซโลมอน โดยเริ่มต้นจากเกาะกัวดาคาแนล อันเป็นก้าวแรกของการเข้ายึดราบูล ซึ่งเป็นฐานทัพเรือหลักของกองทัพญี่ปุ่นในเอเชียอาคเนย์[169] แผนการทั้งสองเริ่มต้นขึ้นในเดือนกรกฎาคม แต่ในกลางเดือนกันยายน ญี่ปุ่นเป็นฝ่ายได้เปรียบในยุทธการกัวดาคาแนล และกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรในเกาะนิวกินีนั้นได้รับคำสั่งให้ถอนกำลังออกจากพื้นที่เขตพอร์ตมอร์สบีไปทางตอนเหนือของเกาะ[170] กัวดาคาแนลได้กลายเป็นจุดยุทธศาตร์สำคัญสำหรับทั้งสองฝ่าย ทำให้เกิดการทุ่มทรัพยากรคนและเรือรบมาเป็นจำนวนมากเพื่อทำการรบ จนกระทั่งในตอนต้นของปี ค.ศ. 1943 กองทัพญี่ปุ่นก็พ่ายแพ้บนเกาะกัวดาคาแนลและถอยทัพกลับ[171]

ในประเทศพม่า กองทัพเครือจักรภพได้รบในสองปฏิบัติการ หนึ่งคือการรุกเข้าไปในแคว้นอาระกันระหว่างการทัพพม่า ในปลายปี ค.ศ. 1942 แต่ก็ประสบความหายนะอย่างร้ายแรง และจำเป็นต้องถอยทัพกลับเข้าสู่อินเดีย ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1943[172] และปฏิบัติการที่สอง ก็คือ การส่งกองกำลังนอกแบบเข้าทางด้านหลังแนวรบของญี่ปุ่นในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเมื่อปลายเดือนเมษายน ก็ได้รับผลที่ไม่แน่นอนเท่าใดนัก[173]

ทหารโซเวียตสู้รบอย่างโหดร้ายในยุทธการสตาลินกราด

ขณะที่เหตุการณ์ในแนวรบด้านตะวันออก กองทัพเยอรมันและพันธมิตรฝ่ายอักษะ ยังคงเอาชนะกองทัพโซเวียตที่ยุทธการคาบสมุทรเคิร์ชและยุทธการคาร์คอฟครั้งที่สอง[174] ซึ่งหลังจากนั้นก็ได้เปิดฉากรุกหนักในฤดูร้อนในกรณีสีน้ำเงินในแถบสหภาพโซเวียตตอนใต้ ระหว่างเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1942 เพื่อยึดครองแหล่งขุดเจาะน้ำมันทุกแห่งในแถบคอเคซัส กองทัพโซเวียตได้ตัดสินใจที่จะตั้งรับที่สตาลินกราด ซึ่งอยู่ในเส้นทางเดินทัพของฝ่ายอักษะพอดี ตอนกลางเดือนพฤศจิกายน กองทัพอักษะเกือบจะพิชิตสตาลินกราดในการรบในเมืองอันขมขื่นได้แล้ว แต่กองทัพโซเวียตก็ทำการโจมตีโต้ในฤดูหนาวเป็นครั้งที่สอง โดยเริ่มจากการล้อมกองทัพเยอรมันในเมืองสตาลินกราด[175] ตามด้วยการโจมตีสันเขารีจเฮฟ ใกล้กรุงมอสโก แม้ว่าในภายหลังจะปราชัยย่อยยับก็ตาม[176]

ในตอนต้นของเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1943 กองทัพเยอรมันประสบกับความสูญเสียมหาศาล กองทัพเยอรมันในสตาลินกราดถูกบีบบังคับให้ยอมจำนน[177] จึงทำให้แนวรบด้านตะวันออกผลักดันไปยังจุดก่อนการรุกในฤดูร้อน กลางเดือนกุมภาพันธ์ 1943 ภายหลังจากการโจมตีโต้กลับของโซเวียตหยุดชะงัก กองทัพเยอรมันได้โจมตีที่ยุทธการคาร์คอฟครั้งที่สาม โดยสร้างเป็นแนวรบที่ยื่นเข้าไปในดินแดนของโซเวียตรอบเมืองเคิร์สก์[178]

รถถังครูเซเดอร์ของอังกฤษขณะดำเนินการรุดหน้าในการทัพแอฟริกาเหนือ

ทางด้านทิศตะวันตก ด้วยความวิตกกังวลว่าญี่ปุ่นอาจใช้เกาะมาดากัสการ์ ซึ่งเป็นฐานทัพของวิชี่ฝรั่งเศส กองทัพอังกฤษจึงสั่งดำเนินการโจมตีเกาะมาดากัสการ์ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1942[179] และทางด้านการทัพแอฟริกาเหนือ การโจมตีครั้งล่าสุดของฝ่ายอักษะที่ยุทธการกาซาลา ได้ผลักดันให้กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรให้กลับเข้าสู่อียิปต์ จนกระทั่งการบุกต้องหยุดชะงักที่เอล อาลาเมน[180] ระหว่างการรบในช่วงนี้ บนยุโรปภาคพื้นทวีป หน่วยคอมมานโดของฝ่ายสัมพันธมิตรได้ลอบโจมตีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ และจบลงด้วยการปล้นป้อมดิเอปเป อันเป็นความหายนะ[181] ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความไม่สามารถของฝ่ายพันธมิตรตะวันตกในการออกปฏิบัติการรุกรานยุโรปภาคพื้นทวีปโดยปราศจากการเตรียมการ ยุทโธปกรณ์และความมั่นคงทางปฏิบัติการมากกว่านี้[182]

ในเดือนสิงหาคม กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรสามารถผลักดันแนวรบฝ่ายอักษะให้ถอยไปในยุทธการเอล อาลาเมนครั้งที่สอง และด้วยการสิ้นเปลืองทรัพยากรอย่างสูงลิบ ก็สามารถขนทรัพยากรที่ต้องการไปให้เมืองมอลต้าที่ถูกปิดล้อมเอาไว้ได้ในปฏิบัติการฐานเสาหิน[183] จากนั้น ไม่กี่เดือนหลังจากยุทธการเอล อาลาเมนครั้งที่สองในอียิปต์ ทางด้านอังกฤษและประเทศเครือจักรภพก็เริ่มเคลื่อนทัพไปทางทิศตะวันตกสู่ประเทศลิเบีย[184] ไม่นานหลังจากที่การรุกรานแอฟริกาเหนือของฝรั่งเศสของสหรัฐอเมริกา-สหราชอาณาจักร ซึ่งก็ได้ชัยชนะ และเป็นผลให้ดินแดนดังกล่าวเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตร[185] ฮิตเลอร์ได้ตอบสนองต่อการเอาใจออกห่างของอาณานิคมฝรั่งเศสโดยการออกคำสั่งยึดครองวิชีฝรั่งเศส[185] ถึงแม้ว่าวิชีฝร่งเศสจะไม่ละเมิดเงื่อนไขในข้อตกลงหยุดยิง แต่กระทรวงทหารเรือของวิชีฝรั่งเศสได้จัดการจมกองทัพเรือของตนเพื่อมิให้ตกอยู่ในมือของฝ่ายเยอรมนี[186] เมื่อถูกบีบจากกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตร ทำให้กองทัพฝ่ายอักษะต้องถอยร่นไปตั้งรับในตูนิเซีย ซึ่งนำไปสู่ชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตร เมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1943[187]

[แก้] ฝ่ายสัมพันธมิตรตั้งหลักได้

กองทัพสหรัฐอเมริกาพยายามขับไล่กองทัพญี่ปุ่นออกจากหมู่เกาะโซโลมอน
ทหารอังกฤษขณะทำการรบในอินเดีย

ภายหลังจากการทัพเกาะกัวดาร์คาแนล ฝ่ายสัมพันธมิตรก็เริ่มปฏิบัติการทางทหารมากมายต่อกองทัพญี่ปุ่นในมหาสมุทรแปซิฟิก ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1943 กองทัพอเมริกันถูกส่งออกไปโจมตีกองทัพญี่ปุ่นจากหมู่เกาะอลูเตียน[188] และเริ่มต้นปฏิบัติการหลักในการโดดเดี่ยวเมืองราบูล โดยการยึดครองเกาะรอบ เพื่อตัดขาดกำลังสนับสนุน และการฝ่าช่องโหว่ในแนวป้องกันในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลาง[189] เมื่อสิ้นเดือนมีนาคม ค.ศ. 1944 กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรก็สามารถประสบความสำเร็จทั้งในสองปฏิบัตการ และยังสามารถทำลายฐานทัพเรือหลักของกองทัพเรือญี่ปุ่นได้ในบริเวณหมู่เกาะแคโรไลน์ เมื่อถึงเดือนเมษายน กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรก็ได้เริ่มปฏิบัติการที่จะยึดครองเกาะนิวกินีตะวันตก[190]

รถถังโซเวียตระหว่างยุทธการเคิร์สก์

ทางด้านสหภาพโซเวียต ฝ่ายเยอรมนีและสหภาพโซเวียตได้เตรียมการในแผนการสำหรับการรุกครั้งใหญ่ในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน ค.ศ. 1943 ในแถบรัสเซียตอนกลาง เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1943 กองทัพเยอรมันจึงได้เริ่มทำการโจมตีในแนวรบเคิร์สก์ส่วนที่ยื่นออกมา แต่ฮิตเลอร์กลับต้องยกเลิกแผนการนี้แม้ว่าจะผ่านไปเพียงสัปดาห์เดียว เนื่องจากสูญเสียต่อการวางระบบป้องกันแบบขั้นบันไดและการป้องกันเมืองที่แข็งแกร่ง[191][192][193] ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของพฤติการณ์ดังกล่าวของฮิตเลอร์ แม้ว่าปฏิบัติการดังกล่าวจะยังไม่บรรลุผลทางยุทธศาสตร์หรือยุทธวิธีเลยก็ตาม[194] ผลจากการตัดสินใจดังกล่าว เป็นการกระตุ้นให้พันธมิตรตะวันตกรุกรานเกาะซิซิลี เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ประกอบกับความล้มเหลวของอิตาลีที่ผ่านมา ส่งผลให้มุสโสลินีถูกจับกุมและถูกขับออกจากตำแหน่งหลังจากนั้น[195] เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม ค.ศ. 1943 สหภาพโซเวียตก็ได้โจมตีโต้กลับของตน และได้ดับความหวังของกองทัพเยอรมันที่จะได้รับชัยชนะหรือแม้กระทั่งรักษาสภาพเสมอกันไว้ได้อีกในทางตะวันออก ทหารเยอรมันพยายามที่จะสร้างแนวป้องกันอย่างมั่นคงในแนวป้องกันซึ่งถูกสร้างขึ้นอย่างเร่งด่วน แนวแพนเธอร์-โวทาน อย่างไรก็ตาม กองทัพโซเวียตสามารถตีฝ่าได้ที่สโมเลนก์และการรุกดไนเปอร์ตอนใต้[196]

ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1943 พันธมิตรตะวันตกเริ่มต้นการโจมตีแผ่นดินใหญ่อิตาลี ตามด้วยการสงบศึกระหว่างอิตาลีกับกองทัพสัมพันธมิตร[197] เยอรมนีมีปฏิกิริยาตอบสนองโดยการส่งกองทัพเข้าไปดำเนินการปลดอาวุธกองกำลังอิตาลี และควบคุมอำนาจทางทหารในพื้นที่อิตาลีทั้งหมด[198] จากนั้นก็ได้สร้างแนวป้องกันขึ้นมาหลายชั้นด้วยกัน[199] เมื่อวันที่ 12 กันยายน กองกำลังพิเศษเยอรมันสามารถช่วยเหลือตัวมุสโสลินี และสร้างสาธารณรัฐสังคมนิยมอิตาลีขึ้นมาเป็นรัฐบริวารในการปกครองของเยอรมนี[200] ทางด้านกองทัพสัมพันธมิตรก็ได้ทะลวงผ่านแนวป้องกันเยอรมันได้จนมาถึงแนวป้องกันหลักของเยอรมนี เมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน[201]

ทางด้านการรบทางทะเลในมหาสมุทรแอตแลนติก กองทัพเรือเยอรมันประสบความสูญเสียอย่างหนักในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1943 จนถูกเรียกว่า "พฤษภาอนธการ" ความสูญเสียกองเรือดำน้ำของฝ่ายเยอรมนีเป็นจำนวนมาก ทำให้การดักทำลายกองทัพเรือฝ่ายสัมพันธมิตรต้องหยุดชะงัก[202] ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1943 แฟรงกลิน รูสเวลล์และวินสตัน เชอร์ชิลล์ ได้เดินทางไปพบกับเจียง ไค-เช็ค ระหว่างการประชุมกรุงไคโร[203] และอีกครั้งกับโจเซฟ สตาลินระหว่างการประชุมกรุงเตหะราน[204] และผลจากการประชุมทั้งสองครั้งได้ข้อตกลงที่ว่า ฝ่ายพันธมิตรตะวันตกจะรุกรานทวีปยุโรปภายในปี ค.ศ. 1944 และสหภาพโซเวียตจะประกาศสงครามกับญี่ปุ่นภายในเวลาสามเดือนหลังจากเยอรมนียอมแพ้เรียบร้อยแล้ว[204]

ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1944 กองทัพสัมพันธมิตรได้โจมตีหลายครั้งที่ยุทธการมอนเต คาสสิโน และพยายามตีโอบด้วยการยกพลขึ้นบกที่อันซิโอ[205] เมื่อถึงปลายเดือนมกราคม กองทัพโซเวียตก็สามารถขับไล่กองทัพเยอรมันจากการปิดล้อมเลนินกราด[206] ส่วนปฏิบัติการรุกในเวลาต่อมาของโซเวียตก็ผลักดันแนวรบไปจนถึงพรมแดนเอสโตเนียก่อนสงคราม ซึ่งกองทัพกลุ่มเหนือของเยอรมนีได้รับความช่วยเหลือจากชาวเอสโตเนีย ด้วยความหวังที่จะสร้างเอกราชของชาติขึ้นมาใหม่[207][208] ซึ่งความล่าช้านี้ได้ส่งผลกระทบต่อปฏิบัติการในแถบทะเลบอลติกของโซเวียตเช่นกัน[209]

ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1944 กองทัพโซเวียตปลดปล่อยคาบสมุทรไครเมีย โดยสามารถขับไล่กองทัพอักษะออกจากยูเครนขนานใหญ่ และเริ่มทำการรุกเข้าไปยังโรมาเนีย ซึ่งถูกขับไล่โดยกองทัพอักษะ[210] พร้อมกับที่การรุกอิตาลีของฝ่ายสัมพันธมิตรประสบความสำเร็จ และบังคับให้กองทัพเยอรมันต้องล่าถอยไป และในวันที่ 4 มิถุนายน โรมก็ตกอยู่ในมือของฝ่ายสัมพันธมิตร[211]

ทางภาคพื้นทวีปเอเชีย ญี่ป่นได้ออกการโจมตีครั้งใหญ่สองครั้ง ครั้งแรก เริ่มในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1944 ได้แก่ การโจมตีตำแหน่งของอังกฤษในรัฐอัสลัม ประเทศอินเดีย[212] และในไม่นานก็สามารถล้อมตำแหน่งของกองทัพเครือจักรภพได้ที่เมืองอิมพัลและเมืองโคฮีมา[213] อย่างไรก็ตาม ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1944 กองทัพอังกฤษได้ตอบโต้กองทัพญี่ปุ่นถอยกลับไปยังพม่า[213] และกองทัพจีนซึ่งเข้าโจมตีพม่าตอนเหนือเมื่อปลายปี ค.ศ. 1943 ได้โอบล้อมกองทัพญี่ปุ่นอีกแห่งหนึ่งที่เมืองมยิตตยินา[214] ส่วนการโจมตีครั้งที่สองเกิดขึ้นในประเทศจีน โดยมีเป้าหมายที่จะทำลายกองกำลังต่อสู้หลักของจีน ให้ความปลอดภัยแก่รางรถไฟระหว่างดินแดนในยึดครองของญี่ปุ่น และตีฐานบินของฝ่ายสัมพันธมิตรกลับคืน[215] ส่วนในเดือนมิถุนายน กองทัพญี่ปุ่นสามารถพิชิตมณฑลเหอหนานและเข้าโจมตีฉางชาอีกครั้งในมณฑลหูหนาน[216]

[แก้] ฝ่ายสัมพันธมิตรรุกคืบ

การยกพลขึ้นบกที่หาดโอมาฮ่าในแคว้นนอร์มองดีระหว่างปฏิบัติการโอเวอร์ลอร์ด

6 มิถุนายน ค.ศ. 1944 ฝ่ายพันธมิตรตะวันตกได้ยกพลขึ้นบกที่หาดนอร์มังดีในปฏิบัติการโอเวอร์ลอร์ด และหลังจากการมอบหมายหน้าที่ให้กับกองทัพสัมพันธมิตรหลายกองพลในอิตาลีแล้ว จึงเริ่มการรุกเข้าสู่ฝรั่งเศสตอนใต้ในเดือนสิงหาคม[217] จนสามารถปลดปล่อยกรุงปารีสได้ในวันที่ 25 สิงหาคม [218] ความพยายามที่จะรุกเข้าสู่เยอรมนีตอนเหนือนำโดยปฏิบัติการพลร่มครั้งใหญ่ในฮอลแลนด์ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ[219] อย่างไรก็ตาม ฝ่ายสัมพันธมิตรยังคงดำเนินการรุกต่อไปในอิตาลีจนกระทั่งกองทัพเยอรมันถูกตีถอยร่นไปยังแนวป้องกันสุดท้าย

ต่อมาจนถึงสิ้นปี กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรได้ผลักดันให้กองทัพเยอรมันในยุโรปตะวันตกถอยร่นไปจึนถึงแม่น้ำไรน์

ส่วนทางด้านแนวรบด้านตะวันออก เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน กองทัพโซเวียตได้กระหน่ำโจมตีเป็นชุดอย่างหนักต่อเยอรมนี โดยเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน ไล่ตั้งแต่ปฏิบัติการบากราติออนในเบลารุส ซึ่งสามารถทำลายกองทัพกลุ่มกลางของเยอรมนีลงเกือบทั้งหมด[note 6] ตามด้วยปฏิบัติการในการขับไล่ทหารเยอรมันออกจากยูเครนตะวันตกและโปแลนด์ตะวันออก ซึ่งจากความสำเร็จดังกล่าว ทำให้ขบวนการกู้ชาติโปแลนด์ได้เริ่มต้นก่อการจลาจล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรุงวอร์ซอ และการจลาจลในสโลวาเกียทางตอนใต้ แต่ทั้งการก่อจลาจลทั้งสองครั้งไม่ได้รับการสนับสนุนจากกองกำลังโซเวียตเลย และถูกปราบปรามลงโดยกองทัพเยอรมัน[220] ส่วนการโจมตีโรมาเนียได้ทำลายกองทัพเยอรมันไปเป็นจำนวนมาก และทำให้เกิดการรัฐประการในโรมาเนียและบัลแกเรีย ส่งผลให้ประเทศทั้งสองเข้ากับฝ่ายสัมพันธมิตรแทน[221]


ในเดือนกันยายน 1944 กองทัพแดงได้เคลื่อนทัพไปยังยูโกสลาเวีย ทำให้กองทัพกลุ่มอีและกองทัพกลุ่มเอฟต้องถอยร่นอย่างต่อเนื่องในกรีซ อัลเบเนียและยูโกสลาเวียต้องถอนกำลังออกไป เพื่อป้องกันตนเองจากการถูกตัดออกจากกองกำลังส่วนอื่น ๆ[222] เมื่อถึงจุดนี้ พลพรรคชาวยูโกสลาฟวิก ภายใต้การนำของจอมพลโจซิบ โบรซ ติโต ซึ่งได้ครอบครองดินแดนจำนวนมากในยูโกสลาเวียและโจมตีกองทัพเยอรมันต่อไปทางทิศใต้ ในเซอร์เบีย กองทัพแดงได้มีส่วนช่วยเหลือพลพรรคในการปลดปล่อยกรุงเบลเกรด เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ไม่กี่วันหลังจากนั้น กองทัพแดงได้โจมตีฮังการีครั้งใหญ่ในการรุกบูดาเปสต์ ซึ่งกินเวลานานก่อนที่กรุงบูดาเปสต์จะแตกในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1945[223]

เนื่องจากชัยชนะหลายครั้งของโซเวียตในคาบสมุทรบอลข่าน ทำให้ฟินแลนด์ ซึ่งปฏิเสธการยึดครองของสหภาพโซเวียตระหว่างการรบในสงครามต่อเนื่อง ได้นำไปสู่การลงนามในสนธิสัญญาสงบศึกด้วยเงื่อนไขที่เสียเปรียบ[224][225] และทำให้ฟินแลนด์เปลี่ยนมาอยู่กับฝ่ายสัมพันธมิตรแทน

ถึงต้นเดือนกรกฎาคม กองทัพเครือจักรภพ ซึ่งตั้งมั่นอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สามารถคลายวงล้อมของกองทัพญี่ป่นที่รัฐอัสลัมลงได้ และสามารถผลักดันให้กองทัพญี่ปุ่นถอยไปได้จนถึงแม่น้ำชินด์วินด์[226] ขณะที่กองทัพจีนสามารถยึดเมืองมยิตคยินาในประเทศพม่าได้ ส่วนทางด้านประเทศจีน กองทัพญี่ปุ่นเริ่มได้รับชัยชนะอย่างมาก จากการยึดเมืองฉางชาไว้ได้ในที่สุดในตอนกลางเดือนมิถุนายน และยึดเมืองเหิงหยางได้เมื่อต้นเดือนสิงหาคม[227] จากนั้นจึงได้เคลื่อนทัพต่อไปยังมณฑลกวางสี สามารถเอาชนะกองกำลังจีนได้ที่กุ้ยหลินและหลิวโจว เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน [228] และประสบความสำเร็จในการเชื่อมต่อกองทัพญี่ปุ่นในจีนและในคาบสมุทรอินโดจีนในกลางเดือนธันวาคม[229]

ด้านมหาสมุทรแปซิฟิก กองทัพอเมริกันยังคงกดดันแนวป้องกันของญี่ปุ่นตามหมู่เกาะต่าง ๆ ต่อไป ราวกลางเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1944 กองทัพอเมริกันได้เริ่มต้นการโจมตีหมู่เกาะมาเรียน่าและปาเลา และได้รับชัยชนะเด็ดขาดต่อราชนาวีจักรวรรดิญี่ปุ่นในยุทธนาวีทะเลฟิลิปปินส์ได้ภายในเวลาไม่กี่วัน และผลขอความปราชัยนี้นำไปสู่การลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นของพลเอกโตโจ และทำให้สหรัฐอเมริกามีฐานทัพอากาศซึ่งสามารถรองรับเครื่องบินทิ้งระเบิดหนักเพื่อโจมตีแผ่นดินใหญ่ญีปุ่นได้ ตอนปลายเดือนตุลาคม กองทัพอเมริกันยกพลขึ้นบกที่เกาะเลเต และหลังจากนั้นไม่นาน กองทัพเรือของสัมพันธมิตรก็ได้รับชัยชนะครั้งใหญ่ต่อกองทัพญี่ปุ่นอีกครั้งในยุทธนาวีอ่าวเลเต ซึ่งนับว่าเป็นยุทธนาวีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์[230]

[แก้] ฝ่ายอักษะล่มสลาย ฝ่ายสัมพันธมิตรได้ชัย

ทหารอเมริกันพบกับทหารโซเวียตทางตะวันออกของแม่น้ำเอลเบ

วันที่ 16 ธันวาคม ค.ศ. 1944 กองทัพเยอรมันได้พยายามอย่างเข้าตาจนเพื่อความสำเร็จโดยการเรียกระดมกองหนุนเยอรมัน และโจมตีโต้ครั้งใหญ่ที่ป่าอาร์เดนเนส เพื่อที่จะแบ่งแยกฝ่ายพันธมิตรตะวันตก โอบล้อมกองกำลังฝ่ายพันธมิตรตะวันตกขนาดใหญ่และยึดครองเมืองท่าเสบียงที่สำคัญที่อันท์เวิร์พ เพื่อที่จะรักษาความสงบทางการเมือง[231] ซึ่งมีทหารเยอรมันกว่าหนึ่งล้านนายเข้าร่วมรบ[231] ซึ่งกินเวลาจนถึงเดือนมกราคม ค.ศ. 1945 โดยไม่บรรลุวัตถุประสงค์ทางยุทธศาสตร์แต่อย่างใดเลย ส่วนในแนวรบด้านตะวันออก กองทัพโซเวียตโจมตีถึงฮังการี และกองทัพเยอรมันจำเป็นต้องทิ้งกรีซและยูโกสลาเวีย[232] ขณะที่ในอิตาลี กองทัพสัมพันธมิตรยังคงไม่สามารถโจมตีผ่านแนวป้องกันของเยอรมันได้ และกลางเดือนมกราคม ค.ศ. 1945 สหภาพโซเวียตโจมตีโปแลนด์ สามารถผลักดันกองทัพเยอรมันจากแม่น้ำวิซตูล่าถึงแม่น้ำโอเดอร์ในเยอรมนี และยึดครองปรัสเซียตะวันออก [233]

เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ผู้นำของสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และสหภาพโซเวียตได้เข้าร่วมการประชุมที่ยอลต้า ซึ่งได้ข้อสรุปถึงการแบ่งปันดินแดนของเยอรมนีภายหลังสงคราม [234] และกำหนดเวลาที่สหภาพโซเวียตจะเข้าร่วมสงครามกับญี่ปุ่น[235]

ในเดือนกุมภาพันธ์ กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรตะวันตกได้เข้าสู่แผ่นดินของเยอรมนีและเข้าประชิดแม่น้ำไรน์ ขณะที่กองทัพโซเวียตโจมตีโพเมอราเนียตะวันออก ถึงเดือนมีนาคม กองทัพสัมพันธมิตรตะวันตกได้ข้ามแม่น้ำไรน์ทั้งทางเหนือและทางใต้ของแคว้นไรน์-รูร์ และสามารถล้อมกองทัพเยอรมันขนาดใหญ่ไว้[236] ส่วนด้านกองทัพโซเวียตสามารถรุกเข้าถึงกรุงเวียนนา ในที่สุดกองทัพสัมพันธมิตรตะวันดกก็สามารถตีฝ่าแนวป้องกันของเยอรมันได้ในอิตาลี และกวาดมาจากเยอรมนีตะวันตกในตอนต้นของเดือนเมษายน ค.ศ. 1945 ขณะที่ปลายเดือนเดียวกัน กองทัพโซเวียตเข้าถล่มกรุงเบอร์ลิน กองทัพฝ่ายพันธมิตรตะวันตกและกองทัพโซเวียตได้มาบรรจบกันที่แม่น้ำเอลเบ เมื่อวันที่ 25 เมษายน

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 12 เมษายน ประธานาธิบดีแฟรงกลิน รูสเวลล์ถึงแก่อสัญกรรม ผู้ที่มารับตำแหน่งต่อก็คือ แฮร์รี เอส. ทรูแมน ขณะที่เบนิโต มุสโสลินีถูกสังหารโดยขบวนการกู้ชาติอิตาลีในวันที่ 28 เมษายน[237] และอีกสองวันให้หลังฮิตเลอร์ก็ยิงตัวตาย และสืบทอดอำนาจต่อให้กับพลเรือเอก คาร์ล เดอนิตช์[238]

หลังจากนั้น กองทัพเยอรมันในอิตาลีได้ยอมแพ้ในวันที่ 29 เมษายน ส่วนเยอรมนีได้ยอมแพ้ในยุโรปตะวันตกเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม[239] แต่ทว่ากองทัพเยอรมันยังคงรบกับกองทัพโซเวียตในแนวรบด้านตะวันออกต่อไปจนกระทั่งวันที่ 8 พฤษภาคม ส่วนกองทัพเยอรมันที่เหลือเพียงเล็กน้อยได้ทำการสู้รบต้านทานกับกองทัพโซเวียตในกรุงปรากต่อไป จนกระทั่งยอมจำนนเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม

ทหารโซเวียตโบกธงค้อนเคียวเหนืออาคารรัฐสภาไรช์สทักของเยอรมนี ภายหลังจากที่อาคารถูกยึด

ทางด้านมหาสมุทรแปซิฟิก กองทัพสหรัฐอเมริกาได้รุกเข้าสู่ฟิลิปปินส์ หลังจากได้ชัยในเกาะเลเตเมื่อปลายปี ค.ศ. 1944 จากนั้นก็ยกพลขึ้นบกที่ลูซอน ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1945 และที่เกาะมินดาเนา ในเดือนมีนาคม[240] ขณะที่กองทัพผสมอังกฤษและจีนสามารถเอาชนะกองทัพญี่ปุ่นได้ในพม่าตอนเหนือ ตั้งแต่เดือนตุลาคมจนถึงเดือนมีนาคม จากนั้นก็รุกถึงกรุงย่างกุ้ง เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม [241]

กองทัพอเมริกันยังคงมุ่งหน้าเข้าสู่ญี่ปุ่น สามารถยึดเกาะอิโวะจิมะได้ในเดือนมีนาคม และเกาะโอกินาวาในเดือนมิถุนายน[242] ในขณะที่เครื่องบินทิ้งระเบิดของกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกาได้ทำลายเมืองต่าง ๆ ของญี่ป่น และเรือดำน้ำอเมริกันก็เข้าปิดล้อมเกาะญี่ปุ่น ตัดขาดการนำเข้าจากภายนอก[243]

วันที่ 11 กรกฎาคม เหล่าผู้นำของฝ่ายสัมพันธมิตรได้เข้าประชุมกันที่เมืองพอตสดัม ประเทศเยอรมนี ได้ข้อสรุปว่าที่ประชุมให้การรับรองเกี่ยวกับข้อตกลงต่าง ๆ กับเยอรมนีก่อนหน้านี้[244] และย้ำถึงความจำเป็นของญี่ปุ่นที่จะต้องยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไข โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำกล่าวที่ว่า "อีกทางเลือกหนึ่งของญี่ปุ่นก็คือหายนะเหลือแสน" ("the alternative for Japan is prompt and utter destruction") [245] ภายหลังจากการประชุมนี้ สหราชอาณาจักรได้มีการเลือกตั้งทั่วไป ค.ศ. 1945 และคลีเมนต์ แอตลีย์ได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักรแทน วินสตัน เชอร์ชิลล์ นายกรัฐมนตรีคนเดิม[246]

เมื่อญี่ปุ่นได้ปฏิเสธข้อเสนอที่พอตสดัม สหรัฐอเมริกาจึงตัดสินใจทิ้งระเบิดปรมาณูทั้งสองลูกบนแผ่นดินญี่ปุ่น ที่เมืองฮิโรชิมา และเมืองนางาซากิ ในตอนต้นเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1945 ในช่วงระหว่างการทิ้งระเบิดปรมาณูทั้งสองลูก ด้านสหภาพโซเวียตก็ประกาศสงครามกับญี่ปุ่น และโจมตีแมนจูเรียของญี่ปุ่น ตามข้อตกลงยอลตา ญี่ปุ่นได้ตัดสินใจยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไข ในวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1945 หลังจากนั้นในวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1945 ญี่ปุ่นได้เซ็นสัญญาในเอกสารยอมจำนนอย่างเป็นทางการ และเป็นจุดจบของสงครามด้วยเช่นกัน[239]

[แก้] ประเทศไทยกับสงครามโลกครั้งที่สอง

เส้นทางการโจมตีประเทศไทยของญี่ปุ่นในสงครามมหาเอเชียบูรพา

ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล จอมพล ป.พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี ประเทศไทยอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหาร ลัทธิชาตินิยมได้ถูกปลูกฝังในใจของประชาชนไทย

วันที่ 8 ตุลาคม ค.ศ. 1940 (พ.ศ. 2483) คณะนิสิตและนักศึกษาได้เดินขบวนและเรียกร้องให้รัฐบาลเรียกร้องดินแดนฝั่งขวาของแม่น้ำโขงคืนจากฝรั่งเศส ซึ่งเสียไปหลังวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112[247] จากการสนับสนุนอย่างท่วมท้นของประชาชนไทย รัฐบาลจึงได้ส่งกองทัพข้ามแม่น้ำโขงไปโจมตีประเทศลาวและกัมพูชา ซึ่งขณะนั้นยังเป็นส่วนหนึ่งของอินโดจีนฝรั่งเศส[248] การรบที่เป็นที่กล่าวขานมาก คือ ยุทธนาวีเกาะช้าง[249] ซึ่งก็ทำให้เรือรบฝรั่งเศสไม่กล้าเข้ามาในอ่าวไทยอีก การสู้รบยังคงดำเนินต่อไป จนกระทั่งญี่ปุ่นเป็นผู้เข้ามาเป็นผู้ไกล่เกลี่ยในการเจรจาสงบศึก[249] และภายหลังสงครามไทย-ฝรั่งเศสสิ้นสุดเมื่อ พ.ศ. 2484 ไทยก็ได้ดินแดนเพิ่มเข้ามาอีก 4 จังหวัด คือ จังหวัดนครจัมปาศักดิ์ จังหวัดลานช้าง จังหวัดพิบูลสงครามและจังหวัดพระตะบอง เหตุการณ์ครั้งนี้ภายหลังได้ชื่อว่า "กรณีพิพาทอินโดจีน"

หลังสงคราม ได้เป็นที่คาดหมายว่า ญี่ปุ่นจะยาตราทัพเข้าสู่ไทยในอนาคต รัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงครามจึงมีการรณรงค์ให้ประชาชนทำงาน ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ และเสริมสร้างเศรษฐกิจ โดยมีคำขวัญว่า "'งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข" และรัฐบาลยังได้เปิดเพลงปลุกใจซึ่งถูกกระจายเสียงโดยสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย

วันที่ 8 ธันวาคม ค.ศ. 1941 (พ.ศ. 2484) กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นบกในหลายจังหวัดของภาคกลางและภาคใต้ แต่ก็ได้รับการต้านทานอย่างหนักของทหารไทยและยุวชนทหาร[250] ทางด้านรัฐบาลได้รับคำขู่จากอัครราชทูตญี่ปุ่นให้เปิดดินแดน เนื่องจากมองเห็นว่ากองทัพไทยไม่อาจต้านกองทัพญี่ปุ่นไว้ได้นาน จึงยอมยุติการต่อสู้เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม[251] และได้ตกลงลงนามร่วมเป็นพันธมิตรของญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม ณ อุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

ขณะเดียวกัน ในต่างประเทศ มีผู้ที่ไม่อาจยอมรับต่อการตัดสินใจของรัฐบาล หนึ่งในนั้น คือ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ได้ประกาศขบวนการเสรีไทยขึ้นเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม เนื่องจากท่านมีความเห็นว่าสหรัฐอเมริกามีขีดความสามารถทางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสูงกว่า ทางด้านในประเทศเองก็มีบุคคลจากคณะราษฎรภายในประเทศไทยที่ดำเนินการต่อต้านญี่ปุ่นในทางลับ เช่น ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งต่อมาได้เกิดเป็นขบวนการเสรีไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศ[251]

ทางด้านฝ่ายสัมพันธมิตรก็เริ่มเข้ามาทิ้งระเบิดภายในพระนครเมื่อย่างเข้า ค.ศ. 1942 (พ.ศ. 2485) [252] หลังจากนั้น รัฐบาลไทยก็ประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร เมื่อวันที่ 25 มกราคม ค.ศ. 1942 (พ.ศ. 2485) [253][254]

หลังจากญี่ปุ่นได้ยอมจำนนเมื่อ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1945 (พ.ศ. 2488) นายควง อภัยวงศ์ซึ่งได้ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีแทนจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้ออก "ประกาศสันติภาพ"[255] มีผลให้การประกาศสงครามของไทยต่อฝ่ายสัมพันธมิตรเป็นโมฆะ ทำให้ประเทศไทยไม่ตกอยู่ในฐานะผู้แพ้สงคราม แต่ทางฝ่ายอังกฤษไม่ยอมรับ และเรียกร้องสิทธิจากไทยในฐานะของผู้แพ้สงคราม นายควง อภัยวงศ์ได้ลาออกจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี และร้องขอให้ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมชขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน ด้านม.ร.ว.เสนีย์ก็สามารถเจรจากับอังกฤษและสามารถตกลงกันได้ในที่สุด[256]

[แก้] หลังสงคราม

วินสตัน เชอร์ชิลล์โบกมือให้แก่ฝูงชนชาวอังกฤษ เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 1945

หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศฝ่ายสัมพันธมิตรได้ก่อตั้งองค์การสหประชาชาติขึ้น ด้วยความพยายามที่จะรักษาสันติภาพทั่วโลก[257] โดยมีผลอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ. 1945[258]

ผลจากสงครามโลกครั้งที่สองมิได้เปลี่ยนแปลงพรมแดนของประเทศใดประเทศหนึ่งมากนัก ไม่มีชาติใดสิ้นสภาพหรือเกิดรัฐขึ้นมาใหม่ในระยะแรก ผู้ชนะสงครามได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพลเรือนแทนการเปลี่ยนแปลงพรมแดน ซึ่งก็ได้ทำให้เกิดโศกนาฎกรรมแก่ชาวเยอรมันในสหภาพโซเวียตและชาวญี่ปุ่นในสหรัฐอเมริกา[259]

ต่อมา สันติภาพที่เพิ่งจะได้มาก็ได้ก่อให้เกิดความยุ่งยาก[260] มีหลายปัญหาที่ยังไม่ได้สะสาง และความต้องการของนานาประเทศต่างขัดแย้งกันเอง ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างสัมพันธมิตรตะวันตกและสหภาพโซเวียตได้เสื่อมลงตั้งแต่ก่อนที่สงครามโลกครั้งที่สองจะจบลงแล้ว[261][262] และชาติมหาอำนาจแต่ละฝ่ายต่างก็เริ่มการขยายอิทธิพลของตนเองอย่างรวดเร็ว [263] ทวีปยุโรปได้ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ด้วยอิทธิพลของฝ่ายสัมพันธมิตรตะวันตกและสหภาพโซเวียต ซึ่งเป็นที่รู้จักกันว่า "ม่านเหล็ก" ซึ่งได้ลากผ่านประเทศเยอรมนีและประเทศออสเตรีย[264] สหภาพโซเวียตได้สร้างค่ายตะวันออกขึ้น โดยการผนวกดินแดนหลายประเทศซึ่งถูกยึดครองอยู่ในลักษณะของสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต ซึ่งเดิมเป็นผลมาจากสนธิสัญญาโมโลตอฟ-ริบเบนทรอป อย่างเช่น โปแลนด์ตะวันออก[265] รัฐบอลติกทั้งสาม[266][267] ฟินแลนด์ตะวันออก[268] และโรมาเนียตะวันออกเฉียงเหนือ[269][270] ส่วนรัฐอื่นที่สหภาพโซเวียตยึดครองในระหว่างสงครามก็ถูกเปลี่ยนเป็นรัฐบริวารของสหภาพโซเวียต อย่างเช่น สาธารณรัฐประชาชนโปแลนด์ สาธารณรัฐประชาชนฮังการี[271] สาธารณรัฐสังคมนิยมสโลวัก[272] สาธารณรัฐประชาชนโรมาเนีย สาธารณรัฐประชาชนอัลเบเนีย[273] และเยอรมนีตะวันออกภายใต้การยึดครองของสหภาพโซเวียต[274] ในทวีปเอเชีย สหรัฐอเมริกาได้เข้ายึดครองญี่ปุ่น และดำเนินการปกครองหมู่เกาะต่าง ๆ ของญี่ปุ่นในมหาสมุทรแปซิฟิกด้านตะวันตก ขณะที่สหภาพโซเวียตก็เข้ายึดครองหมู่เกาะซาฮาลินและหมู่เกาะคูริล ส่วนเกาหลีภายใต้การปกครองของญี่ปุ่นนั้น ก็ถูกแบ่งแยกและถูกยึดครองโดยสองขั้วอำนาจ จากความตึงเครียดที่เพิ่มมากขึ้นระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต ทำให้สหรัฐอเมริกาได้ก่อตั้งพันธมิตรนาโต้ และทางสหภาพโซเวียตก็ได้ก่อตั้งสนธิสัญญาวอร์ซอขึ้น ทั้งสององค์การทางทหารนี้อาจถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามเย็น[275][262]

ผู้แทนรัฐบาลญี่ปุ่นเดินทางมาเซ็นสัญญายอมจำนนต่อผู้แทนสหรัฐอเมริกาบนเรือมิสซูรี่ เมื่อวันที่ 2 กันยายน 1945

ในพื้นที่หลายส่วนของโลก ความขัดแย้งต่าง ๆ ยังคงดำเนินต่อไปเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองปิดฉากลง ในประเทศจีน พรรคชาตินิยมก๊กมินตั๋งและพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้กลับมาทำสงครามกลางเมืองอีกครั้ง ซึ่งพรรคคอมมิวนิสต์ผู้ชนะ ได้ก่อตั้งประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนบนจีนแผ่นดินใหญ่ ส่วนพรรคชาตินิยมผู้พ่ายแพ้ก็ได้ล่าถอยไปยังเกาะไต้หวัน ซึ่งยังอยู่ภายใต้การปกครองของตนเอง ในประเทศกรีซก็ได้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นเช่นกันระหว่างฝ่ายนิยมกษัตริย์ ซึ่งได้ความช่วยเหลือจากอังกฤษและสหรัฐอเมริกา และฝ่ายพรรคคอมมิวนิสต์ โดยฝ่ายนิยมกษัตริย์เป็นฝ่ายได้ชัย หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวนั้นไม่นาน ก็เกิดสงครามเกาหลีขึ้น[276] ระหว่างเกาหลีเหนือซึ่งได้รับการหนุนหลังโดยจีนและสหภาพโซเวียต กับเกาหลีใต้ภายใต้ความช่วยเหลือของสหประชาชาติ[277] ซึ่งทึ่สุดแล้วจบลงด้วยการเสมอกันและสัญญาหยุดยิงและการแบ่งเขตแดนที่แนวเส้นขนานที่ 38 องศาเหนือ

หลายประเทศซึ่งถูกชาติตะวันตกยึดครองเป็นอาณานิคม ได้ประกาศเอกราชและแยกตัวออกมาเป็นจำนวนมาก[278] เนื่องจากความสูญเสียทรัพยากรของชาติตะวันตก ทำให้อิทธิพลจากภายนอกอ่อนแอลง โดยการแยกตัวดังกล่าวได้เกิดขึ้นอย่างสันติในหลายประเทศ ยกเว้นในเวียดนาม มาดากัสการ์ อินโดนีเซีย และอัลจีเรีย[279] ในอีกหลายพื้นที่ในโลก ทำให้เกิดเป็นประเทศใหม่ขึ้นมามากมาย ด้วยเหตุผลทางมนุษยธรรมและศาสนา การประกาศเอกราชที่โดดเด่นมาก คือ ปาเลสไตน์ในอาณัติอังกฤษ อันนำไปสู่การก่อตั้งอิสราเอลและปาเลสไตน์ และในอินเดียก็เกิดการแตกออกเป็นสองประเทศ คือ อินเดียและปากีสถาน[280]

ส่วนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองมีความแตกต่างกันในหลากหลายภูมิภาคของโลก และพบว่าในหลายประเทศมีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในทางบวก เช่น เยอรมนีตะวันตก ซึ่งเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจนอยู่ในสถานะก่อนสงครามได้ในคริสต์ทศวรรษ 1950[281] อิตาลี ซึ่งออกจากสงครามด้วยสภาพเศรษฐกิจตกต่ำ[282] แต่ในคริสต์ทศวรรษ 1950 เศรษฐกิจของอิตาลีก็มีอัตราการเติบโตสูงและมีเสถียรภาพ[283] สหราชอาณาจักรออกจากสงครามด้วยเศรษฐกิจตกต่ำเช่นกัน[284] แต่สภาพทางเศรษฐกิจของอังกฤษยังคงถดถอยอีกเป็นเวลากว่าทศวรรษ[285] ฝรั่งเศสก็มีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจค่อนข้างรวดเร็วเช่นกัน และมีอัตราการเจริญเติบโตสูงและมีการดำเนินตามสมัยนิยม[286] สหภาพโซเวียตก็มีอัตราการผลิตเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วภายหลังสงคราม[287] และญี่ปุ่น ซึ่งมีอัตราการเติบโจทางเศรษฐกิจสูงมาก จนกระทั่งก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1980[288] จีน ซึ่งเป็นประเทศล้มละลายจากผลของสงครามกลางเมือง[289] แต่ในปี ค.ศ. 1953 เศรษฐกิจก็มีแนวโน้มที่จะฟื้นตัว และมีอัตราการผลิตกลับมาเป็นปกติเหมือนก่อนสงคราม[289] โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สหรัฐอเมริกาที่มีผลผลิตทางอุตสาหกรรมคิดเป็นครึ่งหนึ่งของโลก แต่ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1970 เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาก็ถดถอยอย่างหนัก[290]

[แก้] ผลกระทบของสงคราม

[แก้] ความสูญเสียและอาชญากรรมสงคราม

แผ่นภูมิแท่งแสดงจำนวนผู้เสียชีวิตของพลเรือนและทหารของฝ่ายสัมพันธมิตรและฝ่ายอักษะ

ได้มีการประมาณว่ามีผู้เสียชีวิตจากสงครามโลกครั้งที่สองไว้อย่างหลากหลาย แต่ส่วนใหญ่ได้เสนอว่าคิดเป็นจำนวนมากกว่า 60 ล้านคน ประกอบไปด้วยทหารอย่างน้อย 22 ล้านคน และพลเรือนอย่างน้อย 40 ล้านคน[291][292][293] สาเหตุเสียชีวิตของพลเรือนส่วนใหญ่นั้นมาจากโรคระบาด การอดอาหาร การฆ่าฟัน และการทำลายพืชพันธุ์ ด้านสหภาพโซเวียตสูญเสียประชากรราว 27 ล้านคนระหว่างช่วงสงคราม คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของความสูญเสียทั้งหมดระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง[294] จากความสูญเสีย 85% เป็นของฝ่ายสัมพันธมิตร และ 15% เป็นของฝ่ายอักษะ มีการประมาณว่ามีพลเรือนราว 12 ล้านคนเสียชีวิตในค่ายมรณะ[295] 1.5 ล้านคนจากการทิ้งระเบิด และสาเหตุอื่นๆ ในยุโรปอีก 7 ล้านคน รวมไปถึงอีก 7.5 ล้านคนในจีน[296] โดยเหตุการณ์ที่โด่งดัง ได้แก่ การสังหารหมู่ที่นานกิง[297] โดยสาเหตุที่ตัวเลขความสูญเสียมีความแตกต่างกันมากนั้นมีสาเหตุมาจากว่าการตายส่วนใหญ่ไม่ได้มีการจดบันทึกเอาไว้

จำนวนการเสียชีวิตจำนวนมากเป็นผลมาจากการล้างชาติพันธุ์ที่เกิดขึ้นในดินแดนภายใต้การยึดครองของฝ่ายอักษะ และอาชญากรรมสงครามอื่น ๆ ซึ่งถูกกระทำโดยชาวเยอรมันและชาวญี่ปุ่น โดยเหตุการณ์ที่เป็นที่รู้จักกันดีของอาชญากรรมสงครามชาวเยอรมัน ได้แก่ การล้างชาติพันธุ์โดยนาซี ซึ่งเป็นการล้างชาติอย่างเป็นระบบในเขตยึดครองของเยอรมนีและพันธมิตร โดยนอกจากชาวยิวแล้ว ยังมีกลุ่มชาติพันธุ์หรือกลุ่มความคิดอื่น ๆ ถูกสังหารอีกเป็นจำนวนกว่า 5 ล้านคน[298] และด้านทหารญี่ปุ่นก็ได้สังหารพลเรือนราว 3 - 10 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีน ระหว่างสงครามโลกครั้งทีสอง[299]

นอกจากนั้น เรื่องของการใช้อาวุธชีวภาพและอาวุธเคมียังได้ถูกนำมาตัดสินด้วย ทหารอิตาลีได้ใช้แก๊สมัสตาร์ดในการรุกรานเอธิโอเปีย[300] ส่วนญี่ปุ่นได้ใช้อาวุธดังกล่าวในสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่สอง[301][302] และในสงครามชายแดนโซเวียต-ญี่ปุ่น[303] โดยทั้งเยอรมนีและญี่ปุ่นได้มีการทดลองอาวุธกับพลเรือนและเชลยสงครามจำนวนมาก[304][305]

ขณะที่การตัดสินคดีความอาชญากรรมสงครามของฝ่ายอักษะถูกชำระความในศาลชำระความระหว่างประเทศแห่งแรก[306] แต่ว่าอาชญากรรมของฝ่ายสัมพันธมิตรกลับตรงกันข้าม[307] ตัวอย่างอาชญากรรมสงคราม เช่น การถ่ายเทพลเรือนในสหภาพโซเวียต[308] ค่ายใช้แรงงานของโซเวียต[309] การกักกันชาวญี่ปุ่น-อเมริกันในสหรัฐอเมริกา ปฏิบัติการคีลฮาล[310] คำสั่งแผนกบริหารที่ 9066 การสังหารพลเรือนอย่างโหดร้ายของทหารโซเวียตในโปแลนด์ และการทิ้งระเบิดใส่โตเกียว หรือที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ได้แก่ เมืองเดรสเดน[311]

นอกจากนั้น ยังมีความสูญเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ถึงแม้ว่าบางประการที่เป็นผลทางอ้อมของสงคราม อย่างเช่น ทุพภิกขภัยในแคว้นเบงกอล ค.ศ. 1943 เป็นต้น

[แก้] ค่ายกักกันและการใช้แรงงานทาส

นักโทษผู้ทรมานในค่ายกักกันเมาน์ธิวเซน-กูเซน ประเทศออสเตรีย ในปี ค.ศ. 1945

การล้างชาติพันธุ์โดยนาซีได้สังหารชาวยิวในทวีปยุโรปเป็นจำนวนอย่างน้อย 6 ล้านคน รวมไปถึงเชื้อชาติอื่นๆ อีกที่ถูกพวกนาซีลงความเห็นว่าเป็นพวกที่ "ไม่คู่ควร" หรือ "ต่ำกว่ามนุษย์" (รวมไปถึงผู้ที่ทุพพลภาพ ผู้ที่มีอาการป่วยทางจิต เชลยสงครามโซเวียต พวกรักร่วมเพศ สมาคมฟรีเมสัน ผู้นับถือลัทธิพยานพระเยโฮวาห์และชาวยิปซี) โดยเป็นส่วนหนึ่งของถอนรากถอนโคนอย่างจงใจ และได้รับการดำเนินการโดยรัฐบาลฟาสซิสต์นาซี นำโดยอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ มีกรรมกรและคนงานราว 12 ล้านคน ซึ่งโดยส่วนมากมาจากยุโรปตะวันออก ได้ถูกว่าจ้างให้มาทำงานให้เศรษฐกิจสงครามของนาซีเยอรมนี[312]

นอกเหนือจากค่ายกักกันของนาซีแล้ว ยังมีค่ายกูลัก หรือค่ายแรงงานของสหภาพโซเวียต ซึ่งได้นำไปสู่ความตายของพลเรือนจำนวนมากในดินแดนยึดครองของฝ่ายนาซีเยอรมนีและสหภาพโซเวียต ได้แก่ โปแลนด์ ลิธัวเนีย แลตเวียและเอสโตรเนีย รวมไปถึงเชลยสงครามของเยอรมัน และยังมีชาวโซเวียตบางส่วนที่คาดว่าเป็นผู้สนับสนุนของฝ่ายนาซี[313] จากหลักฐานพบว่าเชลยสงครามของโซเวียตกว่า 60% ของทั้งหมดได้เสียชีวิตระหว่างสงคราม[314] ริชาร์ด โอเวรีได้บันทึกตัวเลขเชลยศึกชาวโซเวียตไว้ 5.7 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้ 57% เสียชีวิต คิดเป็น 3.6 ล้านคน[315] เชลยศึกโซเวียตที่รอดชีวิตและหลบหนีเข้าสู่มาตุภูมิจะถูกตราหน้าว่าเป็นคนทรยศ (ดูเพิ่ม: คำสั่งหมายเลข 270)[316]

ศพคนตายกองทับซ้อนกันในค่าย 731 ซึ่งเป็นหน่วยวิจัยพัฒนาอาวุธชีวภาพของญี่ปุ่น

ค่ายเชลยสงครามของญี่ปุ่นเองก็มีผู้เสีบชีวิตเป็นจำนวนมาก และยังมีการตั้งเป็นค่ายแรงงาน ภายหลังจากการตัดสินของศาลทหารพิเศษนานาชาติแห่งภาคพื้นตะวันออกไกล (เดิมชื่อ ศาลพิเศษโตเกียว) ได้ลงมติว่าอัตราการเสียชีวิตของเชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตรคิดเป็น 27.1% (ในจำนวนนี้เป็นทหารสหรัฐอเมริกา 37%)[317] คิดเป็นเจ็ดเท่าของอัตราเดียวกันของค่ายแรงงานของนาซีเยอรมนีและอิตาลี[318] แต่จำนวนดังกล่าวนั้นมีสูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เชลยศึกชาวจีน ซึ่งจากคำสั่งที่ได้รับการอนุมัติเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ค.ศ. 1937 โดยจักรพรรดิฮิโรฮิโต ได้ระบุว่า ชาวจีนไม่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของกฎหมายระหว่างประเทศ[319] หลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง ทหารสหราชอาณาจักรได้รับการปล่อยตัว 37,853 นาย ทหารเนเธอร์แลนด์ 28,500 นาย ทหารสหรัฐอเมริกา 14,473 นาย แต่พบว่าทหารจีนถูกพบว่าได้รับการปล่อยตัวเพียง 56 นาย[320]

อ้างอิงจากการศึกษาร่วมกันของนักประวัติศาสตร์ ได้สรุปว่า มีชาวจีนมากกว่า 10 ล้านคนถูกเกณฑ์โดยกองทัพญี่ปุ่น และถูกใช้แรงงานอย่างทาส เพื่อวงไพบูลย์ร่วมแห่งมหาเอเชียบูรพา ทั้งในแมนจูกัวและทางภาคเหนือของประเทศจีน[321] ห้องสมุดรัฐสภาแห่งสหรัฐอเมริกาได้ประมาณว่าในเกาะชวาว่าชาวอินโดนีเซียกว่า 4 ถึง 10 ล้านคนต้องถูกบังคับให้ทำงานแก่กองทัพญี่ปุ่นระหว่างสงคราม ชาวอินโดนีเซียบนเกาะชวากว่า 270,000 คนได้ถูกส่งไปทำงานในดินแดนที่ญี่ปุ่นยึดครองอยู่ในเอเชียอาคเนย์ ซึ่งมีเพียง 52,000 คนเท่านั้นที่สามารถกลับคืนสู่ถิ่นเดิมได้[322]

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1942 ประธานาธิบดีรูสเวลล์ได้ลงนามในแผนการหมายเลข 9066 ซึ่งได้ทำการกักตัวชาวญี่ปุ่น ชาวอิตาลี ชาวเยอรมัน และผู้อพยพบางส่วนจากหมู่เกาะฮาวาย ซึ่งหลบหนีหลังจากการโจมตีที่ฐานทัพเรือเพริ์ล ฮาเบอร์ในช่วงเวลาระหว่างสงครามเป็นจำนวนมาก ชาวญี่ปุ่น-อเมริกันถูกกักตัวโดยรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและแคนาดาเป็นจำนวนกว่า 150,000 คน รวมไปถึงชาวเยอรมันและชาวอิตาลีซึ่งอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกาเกือบ 11,000 คน

ขณะเดียวกัน ก็การใช้แรงงานโดยฝ่ายสัมพันธมิตรเช่นกัน ส่วนใหญ่แล้วจะเกิดขึ้นในดินแดนตะวันออก อย่างเช่น ในโปแลนด์[323] แต่ยังมีผู้ใช้แรงงานอีกกว่าล้านคนในตะวันตก ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1945 หลักฐานของฝรั่งเศสได้ระบุว่ามีเชลยสงครามชาวเยอรมันกว่า 2,000 คน ตายหรือพิการทุกเดือนในการอบัติเหตุการเก็บกวาดทุ่นระเบิด[324]

[แก้] แนวหลังและอุตสาหกรรม

กราฟเปรียบเทียบอัตราผลิตภัณฑ์มวลรวมของฝ่ายอักษะเมื่อเทียบกับฝ่ายสัมพันธมิตรระหว่างปี 1938-1945

ในทวีปยุโรป ตอนช่วงเวลาเริ่มต้นของสงคราม ฝ่ายสัมพันธมิตรนั้นมีความได้เปรียบทั้งทางด้านจำนวนประชากรและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ในปี 1938 ฝ่ายสัมพันธมิตรมีประชากรมากกว่าฝ่ายอักษะ 30% และอัตราผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศมากกว่าฝ่ายอักษะ 30% ซึ่งทำให้ฝ่ายสัมพันธมิตรได้เปรียบทางยุทธศาสตร์มากกว่า 5:1 ในด้านจำนวนประชากรและอัตราผลิตภัณฑ์มวลรวมคิดเป็น 2:1[325]

ในทวีปเอเชีย จีนนั้นมีประชากรเป็นหกเท่าของญี่ปุ่น และมีอัตราผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศมากกว่าญี่ปุ่นไป 89% แต่ถ้าหากรวมเอาอาณานิคมของญี่ปุ่นเข้าไปด้วย ความแตกต่างของจำนวนประชากรจะลดลงเหลือเพียงสามเท่าและความก้าวหน้าของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศลดลงเหลือ 38%[325]

ถึงแม้ว่าความแตกต่างระหว่างทั้งสองฝ่ายจะมีมาก แต่ว่าฝ่ายอักษะก็สามารถตัดกำลังฝ่ายสัมพันธมิตรได้ด้วยการโจมตีสายฟ้าแลบหลายครั้ง จนลดลงต่ำสุดในปี 1940 แต่ว่าหลังจากที่สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตเข้าสู่สงคราม ฝ่ายสัมพันธมิตรก็มีความได้เปรียบอย่างมากจนสิ้นสงคราม[326]

ช่วงท้ายสงคราม ฝ่ายสัมพันธมิตรสามารถช่วงชิงความได้เปรียบทางเศรษฐกิจได้ด้วยการเข้ายึดแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ และปัจจัยอื่น ๆ ได้แก่ การที่เยอรมนีและญี่ปุ่นไม่เต็มใจที่จะต้องเกณฑ์สตรีเพื่อใช้แรงงาน[327][328] และการเปลี่ยนแปลงไปสู่เศรษฐกิจสงครามในตอนปลาย[329] เยอรมนีและญี่ปุ่นนั้นแท้จริงแล้วไม่ได้เตรียมการอย่างเหมาะสมสำหรับการรบแบบยืดเยื้อและไม่มีขีดความสามารถใด ๆ เลยที่จะทำเช่นนั้น[330][331] เพื่อที่จะเพิ่มการผลิต เยอรมนีและญี่ปุ่นจำเป็นต้องอาศัยแรงงานจากประเทศที่ตนเองสามารถยึดครองได้มาใช้แรงงานนับล้าน[332] โดยพบว่าเยอรมนีได้มีการใช้แรงงานทาสกว่า 12 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากยุโรปตะวันออก[333] และญี่ปุ่นได้มีการใช้แรงงานทาสเอเชียตะวันออกไกลกว่า 18 ล้านคน[334]

[แก้] ดินแดนที่ถูกยึดครองระหว่างสงคราม

ภาพทหารกองโจรของโซเวียตในแนวรบด้านตะวันออก

ในทวีปยุโรป การยึดครองถูกแบ่งออกเป็นสองประเภทที่แตกต่างกัน บริเวณยุโรปตะวันตก ยุโรปเหนือและยุโรปกลาง เยอรมนีได้ออกนโยบายทางเศรษฐกิจซึ่งได้ผลตอบแทนกว่า 69.5 ล้านล้านไรซ์มาร์กจนกระทั่งสิ้นสุดสงคราม ซึ่งยังไม่รวมถึงผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ยุทโธปกรณ์ทางทหาร วัตถุดิบและสินค้าอื่น ๆ ซึ่งเรียกกันว่า การปล้นของนาซี[335] รายได้ของนาซีเยอรมนีในดินแดนยึดครองนั้นคิดเป็นกว่า 40% ของรายได้จากภาษีในแผ่นดินเยอรมนี และเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 40% ของรายได้ทั้งหมดของเยอรมนีในช่วงระหว่างสงคราม[336]

ส่วนในทางยุโรปตะวันออก ซึ่งคนทั้งหลายต่างก็หวังต่อผลประโยชน์จากนโยบายแสวงหาพื้นที่อยู่อาศัยไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากแนวรบซึ่งไม่มีความแน่นอน และผลจากนโยบายเผาให้ราบของโซเวียต ซึ่งเป็นการปฏิเสธมิให้ทรัพยากรทั้งหลายตกอยู่ในเงื้อมมือของชาวเยอรมัน[337] ไม่เหมือนกับทางยุโรปตะวันตก นโยบายเชื้อชาติของพรรคนาซีนั้นได้ก่อให้เกิดความเลวร้ายต่าง ๆ กับ "ชนชั้นต่ำกว่ามนุษย์" ในแนวรบด้านตะวันออก จึงเต็มไปด้วยการฆาตกรรมและการสังหารหมู่[338] และถึงแม้ว่าจะมีขบวนการกู้ขาติเกิดขึ้นมากมายในประเทศที่ถูกยึดครอง แต่ก็ยังไม่สามารถก่อให้เกิดผลกระทบโดยรวมต่อการขยายตัวของนาซีเยอรมนีได้ จนกระทั่งถึงปลายปี ค.ศ. 1943[339][340]

ในทวีปเอเชีย ญี่ปุ่นได้พยายามจะสร้างวงไพบูลย์มหาเอเชียบูรพาขึ้น และมีจุดประสงค์ที่จะครองความเป็นใหญ่ โดยอ้างการปลดปล่อยชาติที่ต้องตกเป็นอาณานิคมของชาติมหาอำนาจในทวีปยุโรป[341] ถึงแม้ว่ากองทัพญี่ปุ่นนั้นจะได้รับการต้อนรับจากนักต่อสู้เพื่อเอกราชในหลายดินแดน แต่ว่าเนื่องจากการกระทำที่โหดร้ายได้เปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อญี่ปุ่นไปเสียภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์[342] ระหว่างการยึดครองของญี่ปุ่นในช่วงแรกนั้นได้รับน้ำมันกว่า 4 ล้านแกลลอนจากการล่าถอยของฝ่ายสัมพันธมิตร และในปี ค.ศ. 1943 ญี่ปุ่นได้ผลผลิตจากหมู่เกาะอินเดียตะวันออกของดัตช์กว่า 50 ล้านแกลลอน กว่า 76% ของอัตราการผลิตของญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 1940[342]

[แก้] การพัฒนาเทคโนโลยีและรูปแบบการทำสงคราม

ระหว่างสงคราม อากาศยานยังคงดำรงบทบาทของตนทั้งในการลาดตระเวนสำรวจ เครื่องบินขับไล่ เครื่องบินทิ้งระเบิด และการสนับสนุนภาคพื้นดินมาจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ถึงแม้ว่าอากาศยานทั้งหลายจะได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นอย่างมากแล้ว บทบาทที่สำคัญของอากาศยานอีกสองประการนอกเหนือจากที่ได้กล่าวมาแล้ว ได้แก่ การขนส่งทางอากาศ เป็นความสามารถที่จะเคลื่อนย้ายเสบียง เครื่องยุทธภัณฑ์และหน่วยทหารได้อย่างรวดเร็วตามลำดับความสำคัญ ถึงแม้ว่าจะยังมีปริมาณที่รองรับได้ต่ำอยู่ก็ตาม[343] และการทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ ซึ่งเป็นการทิ้งระเบิดถล่มเป้าหมายพลเรือนด้วยความหวังที่จะทำลายอุตสาหกรรมและขวัญกำลังใจของข้าศึก[344] อาวุธต่อต้านอากาศยานเองก็มีการพัฒนาขึ้นเช่นกัน รวมไปถึงอุปกรณ์ป้องกันภัยที่สำคัญ เช่น เรดาร์ และปืนใหญ่ต่อต้านอากาศยานที่ได้รับการพัฒนาเป็นอย่างสูง อย่างเช่น ปืนใหญ่ 88 มม. ของเยอรมนี อากาศยานเจตก็ปรากฏให้เห็นเป็นครั้งแรกในการออกปฏิบัติการจำนวนหนึ่งระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง และถึงแม้ว่าอากาศยานเจตจะถูกนำเข้าสู่สงครามในตอนปลาย และปรากฏให้เห็นเพียงจำนวนน้อย หมายความว่าพวกมันไม่มีผลกระทบต่อสงครามโดยตรงด้วยตัวเอง และจำนวนน้อยถูกพบเห็นในการบริการขนส่งขนาดใหญ่หลังจากสงคราม[345]

ส่วนในทะเล ในขณะที่การพัฒนาเกิดขึ้นในการทำสงครามทางทะเลในเกือบทุกรูปแบบ แต่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในการพัฒนาเรือบรรทุกเครื่องบินและเรือดำน้ำ ถึงแม้ว่าในตอนต้นของสงคราม การทำสงครามการบินประสบความสำเร็จเพียงเล็กน้อยก็ตาม[346] แต่ปฏิบัติการในตารันโต อ่าวเพิร์ล ทะเลจีนใต้และทะเลคอรัล ได้ทำให้เรือบรรทุกเครื่องบินก้าวขึ้นมากมีบทบาทสำคัญแทนที่เรือประจัญบาน[347][348] ในมหาสมุทรแอตแลนติก เรือบรรทุกเครื่องบินถูกพิสูจน์แล้วว่ามีบทบาทสำคัญอย่างมากในระบบกองเรือคุ้มกันฝ่ายสัมพันธมิตร ทำให้ประสิทธิภาพรัศมีในการป้องกันเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก และมีส่วนช่วยในการอุดช่องว่างแอตแลนติกตอนกลาง[349] นอกเหนือจากประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นแล้ว เรือบรรทุกเครื่องบินยังประหยัดกว่าเรือประจัญบานเนื่องจากเครื่องบินมีราคาต่ำ[350] และลำเรือไม่จำเป็นจะต้องหุ้มเกราะหนา[351] เรือดำน่ำ ซึ่งถูกพิสูจน์ว่าเป็นอาวุธอันทรงประสิทธิภาพระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง[352] ได้มีการคาดการณ์ล่วงหน้าโดยทุกฝ่ายว่าจะมีบทบาทสำคัญในสงครามโลกครั้งที่สอง ฝ่ายอังกฤษมุ่งเน้นไปยังอุปกรณ์และยุทธวิธีในการต่อต้านเรือดำน้ำ อย่างเช่น โซนาร์ และระบบกองเรือคุ้มกัน ในขณะที่เยอรมนีมุ่งเน้นไปยังการพัฒนาความสามารถในการรุก ด้วยการออกแบบเรือดำน้ำไทป์ 7 และยุทธวิธีฝูงหมาป่า[353] และการพัฒนาเทคโนโลยีของฝ่ายสัมพันธมิตรอย่างช้า ๆ ก็ได้พิสูจน์ถึงชัยชนะ

ส่วนรูปแบบการรบภาคพื้นดินได้เปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากแนวรบอยู่กับที่ซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เปลี่ยนมาเป็นการรบที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ โดยการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นแนวคิดมาจากรูปแบบการทำสงครามระหว่างเหล่าทัพ ซึ่งเป็นการประสานงานกันระหว่างคุณสมบัติของกองกำลังทหารที่หลากหลาย รถถัง ซึ่งถูกใช้สนับสนุนทหารราบในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ได้พัฒนาจนกลายมาเป็นอาวุธพื้นฐานของกองกำลังทั้งหมดในสงครามโลกครั้งที่สอง[354] ในช่วงปลายคริสต์ทศวรรษ 1930 การออกแบบรถถังได้มีการพัฒนาขึ้นเป็นอย่างมากในทุกด้าน เมื่อเทียบกับเมื่อครั้งสมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง[355] และยังได้มีการพัฒนาความเร็ว เกราะและกำลังยิงที่เพิ่มมากขึ้น ยังได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดระหว่างสงคราม กองทัพส่วนใหญ่พิจารณาว่ารถถังเป็นอาวุธที่ดีที่สุดในการต่อต้านรถถังด้วยกัน จึงได้พัฒนารถถังที่มีจุดประสงค์พิเศษขึ้นเพื่อบรรลุผลนั้น[356] แต่แนวคิดดังกล่าวได้รับการพิสูจน์ว่าผิดในการปฏิบัติของรถถังค่อนข้างเบาในช่วงแรกในการต่อกรกับรถถัง และหลักนิยมของเยอรมันในการหลีกเลี่ยงการรบแบบรถถังต่อรถถัง และอีกปัจจัยนหนึ่ง จากการใช้กองกำลังผสมของเยอรมนี อันเป็นปัจจัยหลักของยุทธวิธีการโจมตีสายฟ้าแลบซึ่งประสบความสำเร็จทั้งในโปแลนด์และฝรั่งเศส[354] และปรากฏหลายวิธีในการทำลายรถถัง รวมทั้งปืนใหญ่ทางอ้อม ปืนต่อต้านรถถัง ทุ่นระเบิด อาวุธพิสัยใกล้ต่อต้านรถถังสำหรับทหารราบ และการใช้รถถังได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์[356] แม้กระทั่งในหลายกองทัพจะได้มีการเปลี่ยนไปใช้เครื่องจักรอย่างกว้างขวาง แต่ทหารราบก็ยังคงเป็นกระดูกสันหลังสำหรับกองกำลังทั้งหมด[357] และตลอดช่วงเวลาของสงคราม ยุทธภัณฑ์ของทหารราบส่วนใหญ่มีความคล้ายคลึงกับที่เคยใช้ประโยชน์ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง[358] อย่างไรก็ตาม สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศแรกที่มีการใช้ไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติเป็นประเทศแรก ซึ่งก็คือ เอ็ม-1 กาแรนด์ นอกจากนี้ การพัฒนาบางประการยังเกี่ยวกับปืนกลพกพาได้ ตัวอย่างที่โดดเด่นเช่น เอ็มจี 42 ของเยอรมนี และปืนกลมืออีกหลายประเภท ซึ่งมีความเหมาะสมสำหรับการรบในเมืองและในป่า[358] ปืนเล็กยาวจู่โจม ซึ่งเป็นพัฒนาการในตอนปลายของสงคราม เป็นการรวมข้อดีของปืนไรเฟิลและปืนกลมือเข้าไว้ด้วยกัน และได้กลายมาเป็นอาวุธพื้นฐานสำหรับทหารราบในกองกำลังติดอาวุธทั้งหมดภายหลังสงคราม

ในแง่ของการติดต่อสื่อสาร ผู้เข้าร่วมสงครามส่วนใหญ่พยายามที่จะแก้ไขปัญหาของความซับซ้อนและการรักษาความปลอดภัย โดยการใช้ประโยชน์จากคู่มือลงรหัสขนาดใหญ่สำหรับวิทยาการเข้ารหัส ประกอบกับการสร้างเครื่องรหัสขึ้นมาหลายแบบ ซึ่งที่เป็นรู้จักกันกว้างขวางที่สุด ได้แก่ เครื่องอินิกมาของเยอรมนี[359] ข่าวกรองทางสัญญาณ ซึ่งเป็นกระบวนการตอบโต้เครื่องถอดรหัส ซึ่งตัวอย่างที่โดดเด่น ได้แก่ อัลตราของอังกฤษ และการถอดรหัสกองทัพเรือญี่ปุ่นของฝ่ายสัมพันธมิตร ส่วนอีกทิศทางหนึ่งที่สำคัญของข่าวกรองทางทหาร ได้แก่ การใช้ปฏิบัติการการหลอกลวง ซึ่งฝ่ายสัมพันธมิตรได้ประสบความสำเร็จในหลายโอกาสจนได้ผลดี อย่างเช่น ปฏิบัติการเนื้อสับและปฏิบัติการบอดีการ์ด ซึ่งได้เบี่ยงเบนความสนใจของฝ่ายเยอรมันและกองกำลังให้ห่างจากการยกพลขึ้นบกที่เกาะซิซิลีและนอร์มองดีได้ตามลำดับ

นอกจากนี้ ในการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมยังได้แก่ คอมพิวเตอร์ซึ่งสามารถโปรแกรมได้เป็นครั้งแรก (แซด 3 คอมพิวเตอร์โคลอสซัสและอีนิแอก) ขีปนาวุธนำวิถี และจรวดสมัยใหม่ การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ อันเป็นผลมาจากโครงการแมนฮัตตัน การสร้างท่าเรือประดิษฐ์ และการสร้างท่อน้ำมันลอดผ่านช่องแคบอังกฤษ

[แก้] ดูเพิ่ม

[แก้] เชิงอรรถ

  1. ^ คำว่าสงครามโลกครั้งที่สองในภาษาอังกฤษนั้น ในเอกสารประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการของสหราชอาณาจักรและชาติตะวันตกใช้คำว่า "Second World War" ส่วนประเทศสหรัฐอเมริกาใช้คำว่า "World War II" (ย่อว่า "WWII" หรือ "WW2") ซึ่งเอกสารประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการของประเทศส่วนใหญ่มักจะใช้ในภาษาอังกฤษว่า "Second World War" (เช่น Zweiter Weltkrieg ในภาษาเยอรมัน; Segunda Guerra mundial ในภาษาสเปน; Seconde Guerre mondiale ในภาษาฝรั่งเศส) แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งสองคำนี้โดยทั่วไปแล้วสามารถใช้แทนกันได้ แม้ในประวัติศาสตร์การทหารอย่างเป็นทางการ; คำว่า "Second World War" ถูกสร้างขึ้นโดยเลขาธิการแห่งรัฐของสหรัฐอเมริกา แฟรงก์ บี. เคลล็อก; ส่วนคำว่า "World War II" มีการใช้เป็นครั้งแรกในนิตยสารไทมส์ เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ค.ศ. 1939
  2. ^ หรืออาจจะแบ่งได้เป็น "กลุ่มประเทศมี" (Have Countries) กับ "กลุ่มประเทศไม่มี" (Have not Countries) คือ การแบ่งประเทศออกเป็นสองกลุ่มโดยแบ่งตามอาณานิคมและทรัพยากรธรรมชาติในครอบครอง ซึ่งเป็นผลมาจากสนธิสัญญาแวร์ซาย นับเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่สงครามโลกในภายหลัง; แหล่งที่มา: สุปราณี มุขวิชิต, ประวัติศาสตร์ยุโรป (1815-ปัจจุบัน) เล่ม 1, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, หน้า 385
  3. ^ หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง จักรวรรดิอังกฤษมีพื้นที่ 13,290,634 ตารางไมล์ มีประชากร 489,773,541 คน (คิดเป็น 25% ของประชากรโลก) ฝรั่งเศสมีพื้นที่ 4,830,000 ตารางไมล์ มีพลเมือง 106,000,000 คน เนเธอร์แลนด์มีพื้นที่ 735,000 ตารางไมล์ มีพลเมือง 50,000,000 คน ส่วนเยอรมนีผู้แพ้สงคราม มีพื้นที่ลดเหลือเพียง 1,000,000 ตารางไมล์ มีพลเมืองเหลือ 12,000,000 คน; แหล่งที่มา: น.อ. ปรีชา ศรีวาลัย, สงครามโลกครั้งที่ ๑-๒ และสงครามเกาหลี, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, หน้า 93
  4. ^ ตามที่ D.Glantz ได้กล่าวไว้ว่า, The Soviet‐German War 1941–45 "เมื่อถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน [กองทัพบกเยอรมัน] ได้สูญเสียกำลังพลกว่า 20% ของกองกำลังดั้งเดิม (686,000 นาย) และกว่า 2/3 ของพาหนะยานยนต์ครึ่งล้านคัน 65% ของจำนวนรถถัง โดยกองบัญชาการสูงสุดของเยอรมนีได้จัดกำลังพล 136 กองพลของตนให้เป็น 83 กองพลเต็มอัตราศึก"
  5. ^ ตามการเขียนของ Ernest May (The United States, the Soviet Union and the Far Eastern War. The Pacific Historical Review. V. 24. No. 2. (1955) p.156) เชอร์ชิลล์ชี้ว่า: "การประกาศสงครามของรัสเซียต่อญีป่นจะเป็นการสร้างความได้เปรียบให้กับฝ่ายเราเป็นอย่างมาก โดยมีเงื่อนไขเท่านั้นว่า พวกรัสเซียจะต้องรู้สึกมั่นใจว่าแนวรบด้านตะวันตกของพวกเขาจะไม่เสียไป"
  6. ^ ปฏิบัติการครั้งนี้ "เป็นความพ่ายแพ้อย่างฉิบหายที่สุดแห่งกองทัพเยอรมันทั้งหมดในสงครามโลกครั้งที่สอง", The operation "was the most calamitous defeat of all the German armed forces in World War II". แหล่งที่มา: Zaloga, Bagration 1944: The destruction of Army Group Centre, 7.

[แก้] อ้างอิง

  1. ^ Jim Dunnigan. Dirty Little Secrets of World War II: Military Information No One Told You About the Greatest, Most Terrible War in History, William Morrow & Company, 1994. ISBN 0-688-12235-3
  2. ^ Mayer, E. (2000) "World War II" course lecture notes on Emayzine.com (Victorville, California: Victor Valley College)
  3. ^ Coleman, P. (1999) "Cost of the War," World War II Resource Guide (Gardena, California: The American War Library)
  4. ^ น.อ. ปรีชา ศรีวาลัย, สงครามโลกครั้งที่ ๑-๒ และสงครามเกาหลี, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, หน้า 184
  5. ^ Keegan, John (1989), The Second World War, Glenfield, Auckland 10, New Zealand: Hutchinson .
  6. ^ "World War II". The Columbia Encyclopedia (6th). (2007). เรียกข้อมูลวันที่ 2008-03-10. 
  7. ^ Hakim, Joy (1995). A History of Us: War, Peace and all that Jazz. New York: Oxford University Press. ISBN 0-19-509514-6. 
  8. ^ Kantowicz, Edward R., The rage of nations, Wm. B. Eerdmans Publishing, 1999, ISBN 0-8028-4455-3, page 149
  9. ^ Davies, Norman (2008), No Simple Victory: World War II in Europe, 1939-1945, Penguin Group, ISBN 0-14-311409-3. p. 134-140
  10. ^ น.อ. ปรีชา ศรีวาลัย, สงครามโลกครั้งที่ ๑-๒ และสงครามเกาหลี, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, หน้า 73
  11. ^ Shaw, Anthony. World War II Day by Day, pg. 35
  12. ^ Preston, Peter, Pacific Asia in the global system: an introduction, Wiley-Blackwell, 1998, ISBN 0-631-20238-2, pages 104–105
  13. ^ Myers, Ramon; Peattie, Mark. The Japanese Colonial Empire, 1895-1945, pg. 458
  14. ^ 14.0 14.1 14.2 ธนู แก้วโอภาส, เหตุการณ์สำคัญในศตวรรษที่ 20, ฝ่ายโรงพิมพ์ บริษัท ตภาตา พับลิเคชั่น จำกัด, 2549, หน้า 137
  15. ^ Wouk, Herman. The Winds of War, pg. 72
  16. ^ สุปราณี มุขวิธิต, ประวัติศาสตร์ยุโรป (1815-ปัจจุบัน) เล่ม 1, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, หน้า 388
  17. ^ ประทุมพร วัชรเสถียร, ยุโรปตะวันออก ความสัมพันธ์กับสหภาพโซเวียต, สำนักพิมพ์ ไทยวัฒนาพานิช จำกัด, หน้า 13
  18. ^ Brody, J. Kenneth. The Avoidable War: Pierre Laval and the Politics of Reality, 1935-1936, pg. 4
  19. ^ ธนู แก้วโอภาส, เหตุการณ์สำคัญในศตวรรษที่ 20, ฝ่ายโรงพิมพ์ บริษัท ตภาตา พับลิเคชั่น จำกัด, 2549, หน้า 131
  20. ^ ธนู แก้วโอภาส, เหตุการณ์สำคัญในศตวรรษที่ 20, ฝ่ายโรงพิมพ์ บริษัท ตภาตา พับลิเคชั่น จำกัด, 2549, หน้า 133
  21. ^ เจฟเฟอรี เรคคอร์ด. Appeasement Reconsidered: Investigating the Mythology of the 1930s, น. 50
  22. ^ ไมเคิล แมนเดลบอม. The Fate of Nations: The Search for National Security in the Nineteenth and Twentieth Centuries, น. 96
  23. ^ เดวิด เอฟ. ชมิทซ์. Henry L. Stimson: The First Wise Man, น. 124
  24. ^ น.อ. ปรีชา ศรีวาลัย, สงครามโลกครั้งที่ ๑-๒ และสงครามเกาหลี, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, หน้า 74
  25. ^ อลิสัน คิตสัน. Germany 1858-1990: Hope, Terror, and Revival, น. 231
  26. ^ สุปราณี มุขวิธิต, ประวัติศาสตร์ยุโรป (1815-ปัจจุบัน) เล่ม 1, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, หน้า 392
  27. ^ แอนโทนี พี. อดัมทไวท์. The Making of the Second World War, น. 52
  28. ^ สุปราณี มุขวิธิต, ประวัติศาสตร์ยุโรป (1815-ปัจจุบัน) เล่ม 1, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, หน้า 393
  29. ^ เฮเลน เกรแฮม. The Spanish Civil War: A Very Short Introduction, น. 110
  30. ^ ธนู แก้วโอภาส, เหตุการณ์สำคัญในศตวรรษที่ 20, ฝ่ายโรงพิมพ์ บริษัท ตถาตา พับลิเคชั่น จำกัด, 2549, หน้า 151
  31. ^ น.อ. ปรีชา ศรีวาลัย, สงครามโลกครั้งที่ ๑-๒ และสงครามเกาหลี, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, หน้า 75
  32. ^ Robert Melvin Spector. World Without Civilization: Mass Murder and the Holocaust, History, and Analysis, pg. 257
  33. ^ โดนัลด์ เอฟ. บัสกี. Communism in History and Theory: Asia, Africa, and the Americas, น. 10
  34. ^ ธนู แก้วโอภาส, เหตุการณ์สำคัญในศตวรรษที่ 20, ฝ่ายโรงพิมพ์ บริษัท ตภาตา พับลิเคชั่น จำกัด, 2549, หน้า 139
  35. ^ น.อ. ปรีชา ศรีวาลัย, สงครามโลกครั้งที่ ๑-๒ และสงครามเกาหลี, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์ หน้า 79
  36. ^ James Bradley, Ron Powers. Flags of Our Fathers, pg. 58
  37. ^ Tucker, Spencer; Roberts, Priscilla Mary. Encyclopedia of World War II: A Political, Social, and Military History, pg. 771; note, however, that Tucker's own view is that 191 is most convenient; p. 9.
  38. ^ Ben-Horin, Eliahu (1943). The Middle East: Crossroads of History, p. 169
  39. ^ Taylor, Alan (1979). How Wars Begin, p. 124
  40. ^ Yisreelit, Hevrah Mizrahit (1965). Asian and African Studies, p. 191
  41. ^ Chickering, Roger; Förster, Stig; Greiner, Bernd. A World at Total War: Global Conflict and the Politics of Destruction, 1937-1945, pg. 64
  42. ^ Fiscus, James W. Critical Perspectives on World War II, pg. 44
  43. ^ Kantowicz, Edward R. The Rage of Nations, pg. 346
  44. ^ Greer, Gordon B. What Price Security?, pg. 28
  45. ^ 45.0 45.1 น.อ. ปรีชา ศรีวาลัย, สงครามโลกครั้งที่ ๑-๒ และสงครามเกาหลี, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, หน้า 80
  46. ^ เจริญ ไชยชนะ, สงครามโลกครั้งที่ ๒, สำนักพิมพ์เสริมวิทย์บรรณาธิการ, หน้า 2
  47. ^ Canfora, Luciano; Jones, Simon (2006). Democracy in Europe: A History of an Ideology, p. 155
  48. ^ Prin, Gwyn (2002). The Heart of War: On Power, Conflict and Obligation in the Twenty-First Century, p. 11
  49. ^ น.อ. ปรีชา ศรีวาลัย, สงครามโลกครั้งที่ ๑-๒ และสงครามเกาหลี, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์ หน้า 86-87
  50. ^ น.อ. ปรีชา ศรีวาลัย, สงครามโลกครั้งที่ ๑-๒ และสงครามเกาหลี, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์ หน้า 81
  51. ^ 51.0 51.1 น.อ. ปรีชา ศรีวาลัย, สงครามโลกครั้งที่ ๑-๒ และสงครามเกาหลี, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์ หน้า 83
  52. ^ 52.0 52.1 น.อ. ปรีชา ศรีวาลัย, สงครามโลกครั้งที่ ๑-๒ และสงครามเกาหลี, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, หน้า 91
  53. ^ Shiraishi, Masaya, Japanese relations with Vietnam, 1951-1987, SEAP Publications, 1990, ISBN 0-87727-122-4, page 4
  54. ^ น.อ. ปรีชา ศรีวาลัย, สงครามโลกครั้งที่ ๑-๒ และสงครามเกาหลี, สำนักพิมพ์โอเดียนสตาร์, อารัมภบท
  55. ^ Twitchett, Denis; Fairbank, John K. The Cambridge history of China, pg. 566
  56. ^ Coox, Alvin D. Nomonhan: Japan Against Russia, 1939, pg. 189
  57. ^ Amnon Sella. Khalkhin-Gol: The Forgotten War Journal of Contemporary History, Vol. 18, No. 4, Military History (Oct., 1983), pp. 651-687
  58. ^ Collier, Martin; Pedley, Philip. Germany 1919-45, pg. 144
  59. ^ เจริญ ไชยชนะ, สงครามโลกครั้งที่ ๒, เสริมวิทย์บรรณาการ, หน้า 21
  60. ^ เจริญ ไชยชนะ, สงครามโลกครั้งที่ ๒, เสริมวิทย์บรรณาการ, หน้า 22
  61. ^ Davies, Norman (2008), No Simple Victory: World War II in Europe, 1939-1945, Penguin Group, ISBN 0-14-311409-3, p. 143-144
  62. ^ Lowe, C. J.; Marzari, F. Italian Foreign Policy 1870-1940, pg. 330
  63. ^ เจริญ ไชยชระ, พ.ท. สัญญา คล้ายจินดา, บุญทรง สราวุธ, ประวิทย์ สมนาวงศ์, ประลอง รัชเวทย์, ชุด ผู้นำสงคราม (War Leader) : มุสโสลินี, เสริมวิทย์บรรณาคาร, หน้า 28
  64. ^ Michael Jabara Carley (1993). End of the 'Low, Dishonest Decade': Failure of the Anglo-Franco-Soviet Alliance in 1939. Europe-Asia Studies 45 (2), 303-341.
  65. ^ Sharp, Alan; Stone, Glyn. Anglo-French Relations in the Twentieth Century, pg 195-197
  66. ^ Rudolf Schlesinger. The Foreign Policy of Soviet Russia. Soviet Studies, Vol. 1, No. 2, (Oct., 1949) , pp. 140-150. พิมพ์ที่: Taylor & Francis, Ltd.
  67. ^ E. H. Carr., From Munich to Moscow. I., Soviet Studies, Vol. 1, No. 1, (Jun., 1949), pp. 3-17. Published by: Taylor & Francis, Ltd.
  68. ^ Zachary Shore. What Hitler Knew: The Battle for Information in Nazi Foreign Policy. Published by Oxford University Press US, 2005 ISBN 0-19-518261-8, 978-0-19-518261-3, p. 108
  69. ^ "Nazi-Soviet Pact", in Dear and Foot, ed., Oxford Companion to World War II, Oxford University Press, 2002, ISBN 0-19-860446-7, pp. 608–9
  70. ^ May, Ernest R. Strange Victory: Hitler's Conquest of France, pg. 93
  71. ^ Zaloga, Steven J. Poland 1939: The Birth of Blitzkrieg, pg. 80
  72. ^ Igor Baka: Slovensko vo vojne proti Poľsku v roku 1939 (Slovakia during the war against Poland in 1939), Vojenská história, 2005, No 3
  73. ^ Hempel, Andrew, Poland in World War II: An Illustrated Military History, Hippocrene Books, 2003, ISBN 078181004, pages 24–25
  74. ^ Jowett, Philip S. The Japanese Army, 1931-45, pg. 14
  75. ^ David J. Smith. The Baltic States: Estonia, Latvia and Lithuania, p. 24, ISBN 0-415-28580-1
  76. ^ 76.0 76.1 Bilinsky, Yaroslav. Endgame in NATO's Enlargement: The Baltic States and Ukraine, Greenwood Publishing Group, 1999, ISBN 0-275-96363-2, p. 9.
  77. ^ 77.0 77.1 Murray, Williamson & Allan Reed Millett (2001), A War to Be Won: Fighting the Second World War, Harvard University Press, ISBN 0-674-00680-1, p. 55-56
  78. ^ Hanhimäki, Jussi M. Containing Coexistence: America, Russia, and the "Finnish Solution", หน้า 13
  79. ^ 79.0 79.1 Hsiung, James Chieh; Levine, Steven I. China's Bitter Victory: The War with Japan, 1937-1945, pg. 16
  80. ^ Weinberg, Gerhard L. (1995), A World at Arms: A Global History of World War II, Cambridge University Press, ISBN 0-521-55879-4, p. 95 & 121
  81. ^ Shirer, William L., The Rise and Fall of the Third Reich: A History of Nazi Germany, Simon and Schuster, 1990 ISBN 0-671-72868-7, pp. 668–9
  82. ^ Murray, Williamson & Allan Reed Millett (2001), A War to Be Won: Fighting the Second World War, Harvard University Press, ISBN 0-674-00680-1, p. 57-63
  83. ^ Commager, Henry Steele. The Story of the Second World War, pg. 30
  84. ^ Reynolds, David. From World War to Cold War: Churchill, Roosevelt, and the International History of the 1940s, pgs. 76, 77
  85. ^ Crawford, Keith, Stuart J. Foster, War, nation, memory: international perspectives on World War II in school history textbooks, IAP, 2007, ISBN 1-59311-852-X, page 68
  86. ^ Nolan, Cathal J., The Greenwood Encyclopedia of International Relations: A-E, Greenwood Publishing Group, 2002, ISBN 0-313-30741-5, page 170
  87. ^ Regan, Geoffrey, The Brassey's book of military blunders, Brassey's, 2000, ISBN 1-57488-252-X, page 152
  88. ^ Kennedy, David M. Freedom from Fear: The American People in Depression and War, 1929-1945, pg. 439
  89. ^ Deist, William, et al., Germany and the Second World War — Volume 2: Germany's Initial Conquests in Europe, Oxford University Press, 2001, 0198228880, p. 311.
  90. ^ Militärgeschichtliches Forschungsamt. Germany and the Second World War - Volume 2: Germany's Initial Conquests in Europe, pg. 311
  91. ^ Brown, David. The Road to Oran: Anglo-French Naval Relations, September 1939-July 1940, pg. xxx
  92. ^ Kelly, Nigel; Rees, Rosemary; Shuter, Jane. Twentieth Century World, pg. 38
  93. ^ Goldstein, Margaret J. World War II, pg. 35
  94. ^ Mercado, Stephen C. The Shadow Warriors of Nakano: A History of the Imperial Japanese Army's Elite Intelligence School, pg. 109
  95. ^ Brown, Robert J. Manipulating the Ether: The Power of Broadcast Radio in Thirties America, pg. 91
  96. ^ Morison, Samuel Eliot. History of United States Naval Operations in World War II, pg. 60
  97. ^ Maingot, Anthony P.The United States and the Caribbean: Challenges of an Asymetrical Relationship, pg. 52
  98. ^ Hadley Cantril, America Faces the War: A Study in Public Opinion, The Public Opinion Quarterly 4:3 (Sept. 1940), p. 390.
  99. ^ Weinberg, Gerhard L. (1995), A World at Arms: A Global History of World War II, Cambridge University Press, ISBN 0-521-55879-4 p. 182
  100. ^ Bilhartz, Terry D.; Elliott, Alan C.Currents in American History: A Brief History of the United States, pg. 179
  101. ^ Weinberg, Gerhard L. A World at Arms: A Global History of World War II, pg. 200
  102. ^ Weinberg, Gerhard L. A World at Arms: A Global History of World War II, pg. 201
  103. ^ Murray, Williamson; Millett, Allan Reed. A War to Be Won: Fighting the Second World War, pg. 165
  104. ^ Knell, Hermann. To Destroy a City: Strategic Bombing and Its Human Consequences in World War II, pg. 205
  105. ^ Murray, Williamson & Allan Reed Millett (2001), A War to Be Won: Fighting the Second World War, Harvard University Press, ISBN 0-674-00680-1, p. 233-245
  106. ^ "Tripartite Pact", in Dear and Foot, ed., Oxford Companion to World War II, p. 877.
  107. ^ Clogg, Richard. A Concise History of Greece, pg. 118
  108. ^ Jowett, Philip S., Stephen Andrew, The Italian Army 1940-45 (2): Africa 1940-43, Osprey Publishing, 2001, ISBN 1-85532-865-8, pages 9–10
  109. ^ Brown, David, The Royal Navy and the Mediterranean, Routledge, 2002, ISBN 0-7146-5205-9, pages 64–65
  110. ^ Jackson, Ashley. The British Empire and the Second World War, pg. 106
  111. ^ Laurier, Jim , "Tobruk 1941: Rommel's opening move", Osprey Publishing, 2001, ISBN 1-84176-092-7, pages 7–8
  112. ^ Murray, Williamson & Allan Reed Millett (2001), A War to Be Won: Fighting the Second World War, Harvard University Press, ISBN 0-674-00680-1, p. 263-267
  113. ^ Macksey, Kenneth, Rommel: battles and campaigns, Da Capo Press, 1997, ISBN 0-306-80786-6, pages 61–63
  114. ^ Weinberg, Gerhard L. A World at Arms: A Global History of World War II, pg. 229
  115. ^ Watson, William E. Tricolor and Crescent: France and the Islamic World, pg. 80
  116. ^ Jackson, Ashley. The British Empire and the Second World War, pg. 154
  117. ^ Stewart, Vance. Three Against One: Churchill, Roosevelt, Stalin Vs Adolph Hitler, pg. 159
  118. ^ The London Blitz, 1940. Eyewitness to History (2001). สืบค้นวันที่ 2008-03-11
  119. ^ Joes, Anthony James. Resisting Rebellion: The History And Politics of Counterinsurgency, pg. 224
  120. ^ Fairbank, John King. China: A New History, pg. 320
  121. ^ Garver, John W. Chinese-Soviet Relations, 1937-1945: The Diplomacy of Chinese Nationalism, pg. 114
  122. ^ Weinberg, Gerhard L. A World at Arms: A Global History of World War II, pg. 195
  123. ^ Amnon Sella. "Barbarossa": Surprise Attack and Communication. Journal of Contemporary History, Vol. 13, No. 3, (Jul., 1978), pp. 555-583.
  124. ^ Kershaw, Ian. Fateful Choices, pp.66–69.
  125. ^ Jonathan Steinberg. The Third Reich Reflected: German Civil Administration in the Occupied Soviet Union, 1941-4 The English Historical Review, Vol. 110, No. 437 (Jun., 1995), pp. 620-651
  126. ^ Milan Hauner. Did Hitler Want a World Dominion? Journal of Contemporary History, Vol. 13, No. 1 (Jan., 1978), pp. 15-32
  127. ^ Cynthia A. Roberts. Planning for War: The Red Army and the Catastrophe of 1941. Europe-Asia Studies, Vol. 47, No. 8 (Dec., 1995), pp. 1293-1326
  128. ^ Alan F. Wilt. Hitler's Late Summer Pause in 1941. Military Affairs, Vol. 45, No. 4 (Dec., 1981), pp.187-191.
  129. ^ David M. Glantz The Soviet‐German War 1941–45Myths and Realities: A Survey Essay.
  130. ^ Hitler Can Be Beaten. The New York Times: Aug 5, 1941
  131. ^ Brian P. Farrell. Yes, Prime Minister: Barbarossa, Whipcord, and the Basis of British Grand Strategy, Autumn 1941. The Journal of Military History, Vol. 57, No. 4 (Oct., 1993), pp. 599-625
  132. ^ Pravda, Alex; Duncan, Peter J. S. Soviet-British Relations Since the 1970s, pg. 29
  133. ^ Heptulla, Najma. The Logic of Political Survival, pg. 131
  134. ^ 134.0 134.1 Louis, William Roger. More Adventures with Britannia: Personalities, Politics and Culture in Britain, pg. 223
  135. ^ Gerald R. Kleinfeld. Hitler's Strike for Tikhvin. Military Affairs, Vol. 47, No. 3 (Oct., 1983), pp. 122-128
  136. ^ Shukman, Harold. Stalin's Generals, p.113
  137. ^ Burroughs, William James. Climate: Into the 21st Century, pg. 115
  138. ^ Klaus Reinhardt ; Karl B. Keenan. Moscow-The Turning Point: The Failure of Hitler's Strategy in the Winter of 1941-42. Berg, 1992. ISBN 0-85496-695-1. P.227.
  139. ^ A. S. Milward. The End of the Blitzkrieg. The Economic History Review, New Series, Vol. 16, No. 3 (1964), pp. 499-518.
  140. ^ Louis Rotundo. The Creation of Soviet Reserves and the 1941 Campaign. Military Affairs, Vol. 50, No. 1 (Jan., 1986), pp. 21-28.
  141. ^ Whymant, Robert. Stalin's Spy: Richard Sorge and the Tokyo Espionage Ring, pg. 314
  142. ^ Glantz, David M. (2001), The Soviet‐German War 1941–45 Myths and Realities: A Survey Essay p. 9
  143. ^ Raymond L. Garthoff. The Soviet Manchurian Campaign, August 1945. Military Affairs, Vol. 33, No. 2 (Oct., 1969), p. 312.
  144. ^ Welch, David. Modern European History, 1871-2000: A Documentary Reader, pg. 102
  145. ^ AFLMA Year in Review, p. 33
  146. ^ AFLMA Year in Review, pg. 32
  147. ^ AFLMA Year in Review, pg. 33
  148. ^ Irvine H. Anderson, Jr. De Facto Embargo on Oil to Japan: A Bureaucratic Reflex. The Pacific Historical Review, Vol. 44, No. 2 (May, 1975), p. 201.
  149. ^ Northrup, Cynthia Clark. The American economy: a historical encyclopedia, pg. 214
  150. ^ Lightbody, Bradley. The Second World War: Ambitions to Nemesis, pg. 125
  151. ^ Morgan, Patrick M. Strategic Military Surprise: Incentives and Opportunities, pg. 51
  152. ^ Thurman,M. J.; Sherman, Christine. War Crimes: Japan's World War II Atrocities, pg. 68
  153. ^ Mingst, Karen A.;Karns, Margaret P. United Nations in the Twenty-First Century, pg. 22
  154. ^ Dunn, Dennis J. Caught Between Roosevelt & Stalin: America's Ambassadors to Moscow, pg. 157
  155. ^ Klam, Julie. The Rise of Japan and Pearl Harbor, Black Rabbit Books, 2002, p. 27.
  156. ^ Hill, J. R.; Ranft, Bryan. The Oxford Illustrated History of the Royal Navy, pg. 362
  157. ^ Hill, J. R.; Ranft, Bryan. The Oxford Illustrated History of the Royal Navy, pg. 362
  158. ^ Hsiung, James Chieh; Levine, Steven I. China's Bitter Victory: The War with Japan, 1937-1945, pg. 158
  159. ^ Gooch, John. Decisive Campaigns of the Second World War, pg.52
  160. ^ Glantz, David M. (2001), The Soviet‐German War 1941–45 Myths and Realities: A Survey Essay, p. 31
  161. ^ Molinari, Andrea. Desert Raiders: Axis and Allied Special Forces 1940-43, pg. 91
  162. ^ Welch, David. Modern European History, 1871-2000: A Documentary Reader, pg. 102
  163. ^ Mitcham, Samuel W.; Mitcham, Samuel W. Jr. Rommel's Desert War: The Life and Death of the Afrika Korps, pg. 31
  164. ^ Glantz, David M. From the Don to the Dnepr: Soviet Offensive Operations, December 1942-August 1943, pg. 215
  165. ^ Maddox, Robert James. The United States and World War II, pgs. 111-112
  166. ^ Salecker, Gene Eric. Fortress Against the Sun: The B-17 Flying Fortress in the Pacific, pg. 186
  167. ^ Ropp, Theodore. War in the Modern World, pg. 368
  168. ^ Weinberg, Gerhard L. A World at Arms: A Global History of World War II, pg. 339
  169. ^ Gilbert, Adrian. The Encyclopedia of Warfare: From Earliest Times to the Present Day, pg. 259
  170. ^ Swain, Bruce. A Chronology of Australian Armed Forces at War 1939-45, pg. 197
  171. ^ Hane, Mikiso. Modern Japan: A Historical Survey, pg. 340
  172. ^ Marston, Daniel. The Pacific War Companion: From Pearl Harbor to Hiroshima, pg. 111
  173. ^ Brayley, Martin. The British Army, 1939-45, pg. 9
  174. ^ Read, Anthony. The Devil's Disciples: Hitler's Inner Circle, pg. 764
  175. ^ Badsey, Stephen. The Hutchinson Atlas of World War II Battle Plans: Before and After, pgs. 235-236
  176. ^ Black, Jeremy. World War Two: A Military History, pg. 119
  177. ^ Gilbert, Sir Martin, The Second World War: A Complete History, Macmillan, 2004 ISBN 0-8050-7623-9, pages 397–400
  178. ^ Shukman, Harold. Stalin's Generals, pg. 142
  179. ^ Paxton, Robert O. Vichy France: Old Guard and New Order, 1940-1944, pg. 313
  180. ^ Rich, Norman. Hitler's War Aims: Ideology, the Nazi State, and the Course of Expansion, pg. 178
  181. ^ Penrose, Jane. The D-Day Companion, pg. 129
  182. ^ Robin Neillands. The Dieppe Raid: The Story of the Disastrous 1942 Expedition. (Indiana University Press, 2006).
  183. ^ Thomas, David Arthur. A Companion to the Royal Navy, pg. 265