ธงชาติไทย
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
-
"ธงไตรรงค์" เปลี่ยนทางมาที่นี่ สำหรับความหมายอื่น ดูที่ ธงไตรรงค์ (แก้ความกำกวม)
| ชื่อธง | ธงไตรรงค์ |
| การใช้ | ธงพลเรือน ธงเรือพลเรือน ธงราชการ และ ธงเรือรัฐบาล |
| สัดส่วนธง | 2:3 |
| ประกาศใช้ | 28 กันยายน พ.ศ. 2460 (มีผลบังคับใช้ 30 วัน หลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา) |
| ลักษณะ | ธงสามสีห้าแถบ พื้นแดง-ขาว-น้ำเงิน-ขาว-แดง แถบกลางกว้างเป็น 2 เท่าของแถบสีแดงและขาว |
| ออกแบบโดย | พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว |
| ชื่อธง | ธงราชนาวี |
| การใช้ | ธงราชนาวี |
| สัดส่วนธง | 2:3 |
| ประกาศใช้ | 28 กันยายน พ.ศ. 2460 (มีผลบังคับใช้ 30 วัน หลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา) |
| ลักษณะ | ธงชาติ กลางเป็นวงกลมสีแดง มีรูปช้างเผือกทรงเครื่องยืนแท่นหันหน้าเข้าเสา |
ธงชาติไทย หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ธงไตรรงค์ มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 6 ส่วน ยาว 9 ส่วน ด้านกว้างแบ่งเป็น 5 แถบตลอดความยาวของผืนธง ตรงกลางเป็นแถบสีน้ำเงินแก่กว้าง 2 ส่วน ต่อจากแถบสีน้ำเงินแก่ออกไปทั้ง 2 ข้างเป็นแถบสีขาวกว้างข้างละ 1 ส่วน ต่อจากแถบสีขาวออกไปทั้ง 2 ข้างเป็นแถบสีแดงกว้างข้างละ 1 ส่วน[1] เหตุที่เรียกชื่อว่าธงไตรรงค์เพราะสีที่ประกอบเข้าเป็นธงชาติมี 3 สี คือ สีแดง สีขาว และสีน้ำเงิน (สีขาบ)
ลักษณะของธงชาติไทยนั้น มีความคล้ายคลึงกับธงชาติคอสตาริกา ซึ่งเป็นประเทศในทวีปอเมริกากลางมาก ต่างกันที่เรียงแถบสีธงชาติสลับกันเท่านั้น
เนื้อหา |
[แก้] ความหมายของธง
ในพระราชนิพนธ์ "เครื่องหมายแห่งไตรรงค์" ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์เมื่อ พ.ศ. 2464 ได้นิยามความหมายของธงไตรรงค์ไว้ว่า สีแดง หมายถึง เลือดอันยอมพลีให้แก่ชาติ สีขาว หมายถึง ความบริสุทธิ์แห่งพระพุทธศาสนาและธรรมะ สีน้ำเงิน หมายถึง สีส่วนพระองค์ขององค์พระมหากษัตริย์[2] แม้นิยามดังกล่าวจะไม่ใช่คำอธิบายที่ทรงประกาศให้ใช้อย่างเป็นทางการ แต่ทั้งสามสิ่งนี้คืออุดมการณ์รัฐที่พระองค์ทรงปลูกฝัง เพื่อให้คนไทยเกิดสำนึกความเป็นชาตินิยมมาตลอดรัชสมัยของพระองค์[3]
ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้มีบรรทึกเรื่องธงชาติ ใน พ.ศ. 2470 เพื่อรวบรวมความคิดเห็นในเรื่องการเปลี่ยนแปลงธงชาติจากบุคคลกลุ่มต่างๆ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมีการเปลี่ยนธงชาติหลายครั้ง กรมราชเลขาธิการได้รวบรวมควมเห็นเรื่องนี้จากที่ต่างๆ รวมทั้งในหนังสือพิมพ์ เพื่อประกอบพระบรมราชวินิจฉัย ซึ่งในบรรดาเอกสารดังกล่าว ปรากฏว่าในหมู่ผู้ที่สนับสนุนให้ใช้ธงไตรรงค์เป็นธงชาติต่อไป ได้มีการให้ความหมายของธงที่กระชับกว่าเดิม กล่าวคือ สืแดงหมายถึงชาติ สีขาวหมายถึงศาสนา สีน้ำเงินหมายถึงพระมหากษัตริย์ ซึ่งคลาดเคลื่อนไปจากพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 6 ไปเล็กน้อย แต่ยังครอบคลุมอุดมการณ์ "ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์" ที่พระองค์ทรงกำหนดไว้ช่นเดิม และยังเป็นที่จดจำสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน[4]
[แก้] ประวัติ
ประวัติศาสตร์การใช้ธงเป็นสัญลักษณ์ของประเทศไทยถือกันว่าเริ่มขึ้นในรัชสมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช แห่งกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. 2199 - พ.ศ. 2231) โดยเป็นธงพื้นสีแดง และไม่มีสัญลักษณ์ใดๆ ในสมัยต่อๆ มา ได้มีการนำสัญลักษณ์ต่างๆ มาประดับบนธงพื้นสีแดงเพิ่มเติมเพื่อใช้เป็นธงสำหรับเรือหลวง ได้แก่ จักรสีขาววงใหญ่ และช้างเผือกในจักรสีขาว ส่วนเรือค้าขายเอกชนยังคงใช้ธงสีแดงเกลี้ยงเหมือนเดิม
ธงชาติอย่างเป็นทางการแบบแรกมีขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เมื่อปี พ.ศ. 2398 โดยเป็นธงพื้นสีแดง มีรูปช้างเผือกเปล่าอยู่ตรงกลาง เนื่องจากมีเหตุผลว่า ธงพื้นสีแดงเพียงอย่างเดียวไม่พอที่จะสามารถแยกแยะประเทศได้ในการติดต่อระหว่างประเทศ
ในปี พ.ศ. 2459 มีบันทึกว่า ในขณะนั้นประเทศไทยประสบกับอุทกภัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังเมืองอุทัยธานี และทอดพระเนตรเห็นธงชาติถูกแขวนกลับหัว พระองค์จึงมีพระราชดำริว่า ธงชาติต้องมีรูปแบบที่สมมาตรเพื่อไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้เปลี่ยนรูปแบบธงชาติอีกครั้ง โดยเปลี่ยนเป็นธงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีแถบยาวสีแดง 3 แถบ สลับกับแถวสีขาว 2 แถว ซึ่งเหมือนกับธงชาติไทยในปัจจุบัน แต่มีเพียงสีแดงสีเดียว
พ.ศ. 2460 แถบสีแดงตรงกลางได้เปลี่ยนเป็นสีขาบ (สีน้ำเงินเข้มเจือม่วง) ดังปรากฏอยู่ในปัจจุบัน[5] เหตุที่รัชกาลที่ 6 ทรงเลือกสีนี้เพราะเป็นสีประจำวันเสาร์ ซึ่งเป็นวันพระราชสมภพของพระองค์ ทั้งสีน้ำเงินยังแสดงถึงความเป็นหนึ่งเดียวของฝ่ายสัมพันธมิตร ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งใช้สีแดง ขาว น้ำเงินเป็นสีในธงชาติเป็นส่วนใหญ่ด้วยอีกประการหนึ่ง ธงชาติแบบใหม่นี้ได้รับพระราชทานนามว่า "ธงไตรรงค์" และอวดโฉมต่อสายตาชาวโลกครั้งแรกในสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งกองทหารอาสาของไทยได้ใช้เชิญไปเป็นธงชัยเฉลิมพลประจำหน่วย
พ.ศ. 2470 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำริว่า ธงชาติไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงมาหลายครั้งแล้ว ควรหาข้อกำหนดเรื่องธงชาติให้เป็นการถาวร จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชบันทึกพระราชทานไปยังองคมนตรี เพื่อให้เสนอความเห็นของคนหมู่มากว่า จะคงใช้ธงไตรรงค์ดังที่ใช้อยู่เป็นธงชาติต่อไป หรือจะกลับไปใช้ธงช้างแทน หรือจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงลักษณะธงชาติ กับวิธีใช้ธงไตรรงค์อย่างไร ผลปรากฏว่าความเห็นขององคมนตรีแตกต่างกระจายกันมาก จึงมิได้กราบบังคมทูลข้อชี้ขาด ดังนั้นจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชวินิจฉัยลงวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2470 ให้คงใช้ธงไตรรงค์เป็นธงชาติต่อไป
หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 รัฐบาลต่างๆ ยังคงรับรองให้ใช้ธงไตรรงค์เป็นธงชาติอยู่เช่นเดิมจนถึงปัจจุบัน โดยมีการออกพระราชบัญญัติธง ฉบับ พ.ศ. 2479[6] และฉบับ พ.ศ. 2522[1] เป็นกฎหมายรับรองฐานะของธงไตรรงค์
[แก้] ธงชาติไทยสมัยต่างๆ
| ภาพธง | ระยะเวลาการใช้ | การบังคับใช้ธง |
|---|---|---|
|
(ธงเรือหลวง) สมัยอยุธยา - พ.ศ. 2398 (ธงเรือเอกชน) |
ใช้เป็นธรรมเนียมสืบมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช | |
|
|
พระบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช | |
|
|
พระบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย | |
|
|
พระบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชบัญญัติว่าด้วยแบบอย่างธงสยาม ร.ศ. 110 [7] พระราชบัญญัติธง ร.ศ. 116 [8] พระราชบัญญัติธง ร.ศ. 118 [9] พระราชบัญญัติธง ร.ศ. 129[10] |
|
|
|
พระราชบัญญัติธง ร.ศ. 129 (ธงราชการ)[10] พระบรมราชโองการ ประกาศเพิ่มเติมและแก้ไขพระราชบัญญัติธง ร.ศ. 129 พ.ศ. 2459[11] |
|
|
|
พระบรมราชโองการ ประกาศเพิ่มเติมและแก้ไขพระราชบัญญัติธง ร.ศ. 129 พ.ศ. 2459[11] (ในชื่อ "ธงค้าขาย") | |
|
|
พระราชบัญญัติแก้ไขพระราชบัญญัติธง พระพุทธศักราช 2460 [5] พระราชบัญญัติธง พ.ศ. 2479[6] พระราชบัญญัติธง พ.ศ. 2522[1] |
[แก้] การชัก ใช้ และแสดงธงชาติไทย
ในสมัยก่อนเปลี่ยนแปลงปกครองนั้น การประดับ ชัก ใช้ และแสดงธงชาติด้วยวิธีการต่างๆ มักเป็นไปตามธรรมเนียมที่ใช้สืบต่อกันมา ไม่มีกำหนดกฎเกณฑ์ที่แน่นอน แม้จะเริ่มมีการจัดระเบียบธงด้วยกฎหมายต่างๆ นับตั้งแต่ พ.ศ. 2434 เป็นต้นมา ก็ยังไม่มีช้อกำหนดเกี่ยวกับการชัก ใช้ และแสดงธงอย่างชัดเจนนัก จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2479 รัฐบาลไทยจึงเริ่มจัดระเบียบการใช้ธงชาติขึ้งอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรก โดยออกระเบียบการชักธงชาติสยามประกอบอยู่ใน พระราชบัญญัติธง พุทธศักราช 2479 ปรากฏในในมาตรา 17 - 20 บทบังคับทั่วไปได้กล่าวถึงระเบียบการชักธงชาติและข้อควรปฏิบัติต่อธงชาติ และในบทกำหนดโทษท้ายพระราชบัญญัติในมาตรา 21 - 23 ก็ได้กำหนดโทษของผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบังคับมีทั้งปรับเป็นเงิน จำคุก หรือทั้งปรับทั้งจำ หนักเบาแล้วแต่ความผิดที่ได้กระทำ ซึ่งต่อมาก็ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมโดยออกเป็นประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีฉบับต่างๆ อีกหลายฉบับ[12][13]
ระเบียบเกี่ยวกับธงชาติที่บังคับทั่วไปในปัจจุบันนี้ บังคับใช้ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการใช้ การชัก หรือการแสดงธงชาติและธงของต่างประเทศในราชอาณาจักร พ.ศ. 2529[14] (แก้ไขเพิ่มเติมอีก 2 ครั้ง เมื่อ พ.ศ. 2546 และ 2547) ซึ่งมีเนื้อที่สำคัญบางข้อ ดังนี้
[แก้] วิธีการชักธง
ในข้อ 9 ของระเบียบดังกล่าว ระบุการปฏิบัติในเวลาชักธงชาติดังนี้
- ผู้มีหน้าที่ชักธง ต้องแต่งกายให้เรียบร้อย
- เมื่อใกล้กำหนดเวลาชักธงขึ้น ให้เตรียมธงผูกติดกับสายเชือกทางด้านขวาของผู้ชักธงให้เรียบร้อย
- เมื่อถึงกำหนดเวลา ให้คลี่ธงออกเต็มผืน แล้วดึงเชือกให้ธงขึ้นช้าๆ ด้วยความสม่ำเสมอ จนถึงสุดยอดธง แล้วจึงผูกเชือกไว้ให้ตึงไม่ให้ธงต่ำลงมาจากเติม
- เมื่อชักธงลง ให้ดึงเชือกลงให้ธงลงช้าๆ ด้วยความสม่ำเสมอ และสายเชือกตึง จนถึงระดับเดิมก่อนชักขึ้น
- ในกรณีที่มีการบรรเลงเพลงเคารพหรือมีสัญญาณในการชักธงขึ้นและลง จะต้องชักธงขึ้นและลงให้ถึงจุดที่สุด พร้อมกับจบเพลงหรือสัญญาณนั้นๆ
หากทางราชการประกาศให้มีการลดธงครึ่งเสา ต้องชักธงขึ้นไปให้ถึงยอดเสา แล้วจึงลดธงลงมาให้อยู่ที่ประมาณ 2 ใน 3 ส่วน ของความสูงเสาธงนั้น ส่วนการชักธงลงนั้น ให้ชักธงขึ้นสูยอดเสาเสียก่อนจึงลดธงลงมาตามปกติ ตามข้อ 10 ในระเบียบดังกล่าว[14]
[แก้] การชักธงชาติในราชอาณาจักร
ส่วนโอกาสและวันพิธีสำคัญที่ต้องมีการชักและประดับธงชาติ มีวันและระยะเวลาดังต่อไปนี้
- วันขึ้นปีใหม่ วันที่ 1 มกราคม 1 วัน
- วันมาฆบูชา 1 วัน
- วันจักรี 1 วัน
- วันสงกรานต์ วันที่ 13 เมษายน 1 วัน
- วันฉัตรมงคล วันที่ 5 พฤษภาคม 1 วัน
- วันพืชมงคล 1 วัน
- วันวิสาขบูชา 1 วัน
- วันอาสาฬหบูชา 1 วัน
- วันเข้าพรรษา 1 วัน
- วันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ วันที่ 12 สิงหาคม 1 วัน
- วันสหประชาชาติ วันที่ 24 ตุลาคม 1 วัน
- วันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันที่ 5, 6, 7 ธันวาคม 3 วัน
- วันรัฐธรรมนูญ วันที่ 10 ธันาคม 1 วัน
การชักธงและประดับธงชาติในโอกาสและวันพิธีสำคัญอื่นๆ ทางราชการจะประกาศให้ทราบเป็นคราวๆ ไป
ส่วนการลดธงครึ่งเสานั้น นายกรัฐมนตรีจะสั่งการผ่านสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเป็นคราวๆ ไป[14] ตัวอย่างเช่น เมื่อสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2551 ได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีให้สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ และสถานศึกษาทุกแห่งลดธงครึ่งเสาเป็นเวลา 15 วัน และให้ข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจไว้ทุกข์ มีกำหนด 15 วัน ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2551 เป็นต้นไป เพื่อเป็นการถวายความอาลัยในการสิ้นพระชนม์ของพระองค์[15]
[แก้] กำหนดเวลาชักธงชาติ
เวลาชักธงชาติโดยปกติ กำหนดให้ชักธงขึ้นในเวลา 8.00 น. และชักธงลงเวลา 18.00 น. สำหรับอาคารสถานที่และยานพาหนะฝ่ายทหารนั้น ให้ปฏิบัติตามระเบียบหรือข้อบังคับของฝ่ายทหาร ส่วนในเรือเดินทะเลนั้น ให้ปฏิบัติตามธรรมเนียมชาวเรือ[14]
สำหรับการชักธงชาติในโรงรียนและสถานศึกษานั้น ปัจจุบับนี้ได้ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการชักธงชาติในสถานศึกษา พ.ศ. 2547[16] ซึ่งกำหนดให้โดยปกติแล้ว ให้สถานศึกษาชักธงขึ้นเวลาเข้าเรียน และชักธงลงเวลา 18.00 น. ในวันเปิดเรียน ส่วนวันปิดเรียนนั้น ให้ชักธงขึ้นในเวลา 8.00 น. และชักธงลงเวลา 18.00 น. หากสถานศึกษาใดมีความจำเป็นไม่อาจชักธงขึ้นลงตามกำหนดที่กล่าวมา ให้หัวหน้าสถานศึกษาเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาตามความเหมาะสม ทั้งนี้ การปฏิบัติในการชักธงและเคารพธงชาติ ต้องสอดคล้องกับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการใช้ การชัก หรือการแสดงธงชาติและธงของต่างประเทศในราชอาณาจักร พ.ศ. 2529
[แก้] ธงสำคัญอื่นๆ ของไทย
[แก้] ธงพระอิสริยยศ
ดูบทความหลัก ธงพระอิสริยยศในประเทศไทย
ธงพระอิสริยยศเริ่มกำหนดให้มีขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 4 โดยทรงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างธงมหามงกุฎเป็นธงประจำพระองค์ ต่อมาได้มีการจัดระเบียบธงชนิดนี้ในรัชกาลที่ 5 ถึง 3 ครั้ง และได้มีการจัดระเบียบธงพระอิสริยยศครั้งใหญ่เมื่อ พ.ศ. 2453 ในสมัยรัชกาลที่ 6 โดยแบ่งธงเป็นชั้นต่างๆ 6 ชั้น เรียงตามลำดับพระอิสริยยศ ซึ่งธงมหาราชนั้น นับเป็นธงพระอิสริยยศที่มีลำดับเกียรติสูงที่สุด ลัีกษณะเป็นธงรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสพื้นสีเหลือง กลางมีรูปครุฑสีแดง ส่วนธงพระอิสริยยศอื่นๆ ล้วนดัดแปลงรูปแบบจากธงนี้ไปทั้งสิ้นโดยมีลักษณะต่างกันไปตามลำดับชั้น
ในสมัยรัชกาลที่ 9 ได้เพิ่มธงบรมราชวงศ์หรือธงสำหรับสมเด็จพระราชชนนีขึ้นอีกชั้นหนึ่งในปี พ.ศ. 2522 ธงนี้เป็นธงสี่เหลี่ยมจตุรัสต่อชายหางนกแซงแซวออกไป 1 ใน 2 ส่วนของด้านกว้างธง กลางเป็นรูปมงกุฎขัติยนารีบนพานแว่นฟ้า ขนาบด้วยฉัตรบัวทั้งสองข้าง รูปเหล่านี้เป็นสีเหลืองอยู่ในพื้นสี่เหลี่ยมจตุรัสสีน้ำเงิน
[แก้] ธงทหาร
ธงทหารที่สำคัญของไทยมีดังนี้
- ธงราชนาวีไทย เป็นธงชาติสำหรับใช้ในราชการของกองทัพเรือไทย ถือกันโดยทั่วไปว่าเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งประจำกองทัพเรือ ปรับปรุงแบบธงครั้งสุดท้ายเมื่อ พ.ศ. 2460 ลักษณะของธงนั้นมีพื้นเป็นธงไตรรงค์ ตรงกลางเป็นรูปช้างเผือก ทรงเครื่องยืนแท่นมีรูปช้างเผือกเปล่าอยู่ตรงกลางในวงกลมสีแดง ปลายขอบวงกลมสีแดงนั้นจดกับขอบแถบสีแดงพอดีทั้งสองด้าน
- ธงฉาน เป็นธงในราชการทหารเรือ ใช้ชักที่หัวเรือรบและเรือหลวง และใช้เป็นธงประจำกองทหารเรือในกรณีที่หน่วยทหารไม่มีธงชัยเฉลิมพลในยามยกพลขึ้นบก ปรับปรุงแบบธงครั้งสุดท้ายเมื่อ พ.ศ. 2460 พื้นเป็นธงไตรรงค์ แต่ตรงกลางมีรูปเครื่องหมายราชการกองทัพเรือ ธงแบบที่ใช้อยู่ปัจจุบันนี้กำหนดให้มีขึ้นพร้อมกับธงชาติและธงราชนาวีเช่นกัน
- ธงประจำกองทัพ ทั้งสามเหล่าทัพของไทยกำหนดใช้สีของแต่ละเหล่าทัพเป็นสีพื้นธง (รับรองเป็นธงราชการทหารตามกฎหมายเมื่อ พ.ศ. 2522) กลางเป็นรูปเครื่องหมายเหล่าทัพของตนเอง กล่าวคือ กองทัพบกใช้ธงสีแดงตราราชการกองทัพบก กองทัพเรือใช้ธงสีน้ำเงินตราราชการกองทัพเรือในวงกลมสีขาว ส่วนกองทัพอากาศใช้ธงพื้นสีฟ้าตราราชการกองทัพอากาศ
- ธงชัยเฉลิมพล เป็นธงประจำกองทหารของไทย ซึ่งได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ใช้เชิญไปในพิธีการสำคัญทางทหารที่เป็นเกียรติยศของชาติ และเชิญออกไปกับหน่วยทหารในยามทำสงครามทุกครั้ง ลักษณะโดยรวมนั้นเป็นรูปธงไตรรงค์สี่เหลี่ยมจตุรัสหรือสี่เหลี่ยมผืนผ้า (ขึ้นอยู่กับลักษณะที่กำหนดไว้โดยละเอียดในพระราชบัญญัติธง และกฎกระทรวงตามกฎหมายดังกล่าว) แต่ตรงกลางมีรูปเครื่องหมายประจำกองทัพที่สังกัดและจารึกชื่อของหน่วยทหารไว้ ที่บริเวณมุมธงชัยเฉลิมพลของทุกหน่วย (ยกเว้นธงชัยเฉลิมพลของหน่วยทหารเรือ) มีเครื่องหมายพระปรมาภิไธยย่อเปล่งรัศมีสีฟ้า และเลขหมายประจำรัชกาลของพระมหากษัตริย์ผู้พระราชทานธงภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎ ส่วนทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์จะใช้ธงอีกแบบหนึ่งซึ่งกำหนดขึ้นเป็นธงชัยเฉลิมพลของหน่วยทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์โดยเฉพาะ
[แก้] ธงที่คล้ายคลึงกัน
ธงชาติคอสตาริกา นับได้ว่าเป็นธงชาติของประเทศอื่นที่มีลักษณะใกล้เคียงกับธงชาติไทยมากที่สุด กล่าวคือ เป็นธงสามสีห้าแถบ แถบกลางกว้างเป็นสองเท่าของแถบอื่นเหมือนกัน และใช้โทนสีแดง-ขาว-น้ำเงินเหมือนกัน ต่างกันตรงที่สัดส่วนธงนั้นเป็น 3:5 และการวางตำแหน่งแถบสีธงนั้นสลับเอาสีแดงมาอยู่ตรงกลาง ส่วนสีน้ำเงินนั้นอยู่แถบนอกสุด หากเป็นธงสำหรับราชการ ก็จะเพิ่มเครื่องหมายตราแผ่นดินลงในธงชาติไว้ด้วย
[แก้] อ้างอิง
- ^ 1.0 1.1 1.2 พระราชบัญญัติธง พ.ศ. 2522 มาตรา 5
- ^ พระราชนิพนธ์เครื่องหมายแห่งไตรรงค์ ในรัชกาลที่ 6
- ^ ชนิดา พรหมพยัคฆ์ เผือกสม, การเมืองในประวัติศาสตร์ธงชาติไทย. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน, 2546. หน้า 96
- ^ ชนิดา พรหมพยัคฆ์ เผือกสม, เรื่องเดียวกัน. หน้า 101.
- ^ 5.0 5.1 พระราชบัญญัติแก้ไขพระราชบัญญัติธง พระพุทธศักราช 2460
- ^ 6.0 6.1 พระราชบัญญัติธง พ.ศ. 2479
- ^ พระราชบัญญัติว่าด้วยแบบอย่างธงสยาม ร.ศ. 110
- ^ พระราชบัญญัติธง ร.ศ. 116
- ^ พระราชบัญญัติธง ร.ศ. 118
- ^ 10.0 10.1 พระราชบัญญัติธง ร.ศ. 129
- ^ 11.0 11.1 พระบรมราชโองการ ประกาศเพิ่มเติมและแก้ไขพระราชบัญญัติธง ร.ศ. 129 (พระราชบัญญัตินี้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2459 ซึ่งถ้านับตามปฏิทินปัจจุบันแล้วจะตรงกับ พ.ศ. 2460)
- ^ ระเบียบว่าด้วยการชักธงชาติ (เว็บไซต์กระทรวงวัฒนธรรม)
- ^ ธงชาติไทย จากฐานข้อมูลรักบ้านเกิด (คัดลอกจาก ฉวีงาม มาเจริญ. ธงไทย. กรุงเทพมหานคร : กองวรรณคดีและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, 2520.)
- ^ 14.0 14.1 14.2 14.3 รวมข้อปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้ การชัก หรือการแสดงธงชาติ
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ สิ้นพระชนม์, เล่ม ๑๒๕, ตอน ๑ข, ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๑, หน้า ๑
- ^ ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการชักธงชาติในสถานศึกษา พ.ศ. 2547
[แก้] ดูเพิ่ม
[แก้] แหล่งข้อมูลอื่น
- ธงชาติไทย - สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม
- ธงชาติไทย ที่ Flags of the World
- พิพิธภัณฑ์ธงสยาม
|
|
|---|
| ธงไตรรงค์ · เพลงชาติ · เพลงสรรเสริญพระบารมี · ตราแผ่นดินของไทย · ช้างเผือก · ราชพฤกษ์ · ศาลาไทย |
|
|
|
|---|---|
| ทวีปยุโรป | กรีซ · โครเอเชีย · เช็ก · ซานมารีโน · เซอร์เบีย · เดนมาร์ก · นอร์เวย์ · เนเธอร์แลนด์ · บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา · บัลแกเรีย · เบลเยี่ยม · เบลารุส · โปรตุเกส · โปแลนด์ · ฝรั่งเศส · ฟินแลนด์ · มอนเตเนโกร · มอลโดวา · มอลตา · มาซิโดเนีย · โมนาโก · ยูเครน · เยอรมนี · รัสเซีย · โรมาเนีย · ลักเซมเบิร์ก · ลัตเวีย · ลิกเตนสไตน์ · ลิทัวเนีย · วาติกัน · |