ราชวงศ์คองบอง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ကုန်းဘောင်ခေတ်
ราชอาณาจักร

พ.ศ. 2295–พ.ศ. 2428

ธงชาติ

เมืองหลวง ชเวโบ (2295 - 2303)
สะกาย (2303 - 2307)
อังวะ (2307 - 2326)
อมรปุระ (2326 - 2366, 2384 - 2403)
มัณฑะเลย์
ภาษา ภาษาพม่า
ศาสนา ศาสนาพุทธ นิกายเถรวาท
การปกครอง ราชาธิปไตย
พระมหากษัตริย์
 - 2295 - 2303 พระเจ้าอลองพญา
 - 2303 - 2306 พระเจ้ามังลอก
 - 2306 - 2319 พระเจ้ามังระ
 - 2325 - 2362 พระเจ้าปดุง
 - 2396 - 2421 พระเจ้ามินดง
 - 2421 - 2428 พระเจ้าสีป่อ
ยุคประวัติศาสตร์ ยุคกลางเปลี่ยนผ่านสู่สมัยใหม่
 - พระเจ้าอลองพญาสถาปนาราชวงศ์ใหม่ พ.ศ. 2295 พ.ศ. 2295
 - กรุงศรีอยุธยาแตก พ.ศ. 2310
 - สงครามเก้าทัพ พ.ศ. 2325
 - สงครามพม่า-อังกฤษ ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2428 พ.ศ. 2428
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ
ชุดบทความประวัติศาสตร์พม่า
WikiProject Burma (Myanmar) peacock.svg
ประวัติศาสตร์พม่ายุคต้น
นครรัฐปยู
(ประมาณ พ.ศ. 443 – ประมาณ พ.ศ. 1383)
อาณาจักรมอญ
(พศว. 14 – 16, พศว. 18 – 21, พศว. 23)
อาณาจักรพุกาม
(พ.ศ. 1392 – 1830, อาณาจักรยุคที่ 1)
อาณาจักรอังวะ (พ.ศ. 1907 – 2098)
อาณาจักรมเร้าก์อู (พ.ศ. 1977 – 2327)
ราชวงศ์ตองอู
(พ.ศ. 2029 – 2295, อาณาจักรยุคที่ 2)
ราชวงศ์คองบอง
(พ.ศ. 2295 – 2428, อาณาจักรยุคที่ 3)
สงครามกับอังกฤษ
(พ.ศ. 2367 – 2369, พ.ศ. 2395, พ.ศ. 2428)
พม่าของอังกฤษ
(พ.ศ. 2367 – พ.ศ. 2485, พ.ศ. 2485 – 2491)
อาระกันของอังกฤษ (พ.ศ. 2367 – 2395)
ตะนาวศรีของอังกฤษ (พ.ศ. 2367 – 2395)
พม่าตอนล่างของอังกฤษ (พ.ศ. 2395 – 2429)
พม่าตอนบนของอังกฤษ (พ.ศ. 2428 – 2429)
การยึดครองพม่าโดยญี่ปุ่น (พ.ศ. 2485 – 2488)
ขบวนการชาตินิยมในพม่า (หลัง พ.ศ. 2429)
บามอว์
ออง ซาน
ยุคประชาธิปไตย (พ.ศ. 2491 - 2505)
อู นุ และ อู ถั่น
รัฐบาลทหารครั้งที่ 1 (พ.ศ. 2505 – 2532)
เน วิน
การจลาจล 8888 (พ.ศ. 2531)
ออง ซาน ซูจี
รัฐบาลทหารครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2532 – ปัจจุบัน)
การปฏิวัติผ้ากาสาวพัสตร์ (พ.ศ. 2550)
พายุหมุนนาร์กิส (พ.ศ. 2551)
ความขัดแย้งภายในพม่า
เหตุจลาจลในรัฐยะไข่ พ.ศ. 2555
[แก้ไขแม่แบบนี้]

ราชวงศ์อลองพญา (พม่า: အလောင်းဘုရားခေတ်, อะลองปะยาเซะ; อังกฤษ: Alaungpaya Dynasty) หรือ ราชวงศ์คองบอง (พม่า: ကုန်းဘောင်ခေတ်, คองบองเซะ; อังกฤษ: Konbaung Dynasty) เป็นราชวงศ์ที่ 3 ในประวัติศาสตร์พม่า และเป็นราชวงศ์สุดท้ายของพม่า ก่อนที่จะตกเป็นเมืองขึ้นของสหราชอาณาจักร และสิ้นสุดการปกครองระบอบราชาธิปไตยของพม่า

ราชวงศ์อลองพญานั้นได้รับการสถาปนาขึ้นโดยการเสวยราชสมบัติของพระเจ้าอลองพญาในปี พ.ศ. 2295 พระองค์สามารถขับไล่ชาวมอญและยึดครองอาณาจักรมอญได้อีกครั้งในปี พ.ศ. 2302 ภายหลังการล่มสลายของราชวงศ์ตองอู ทั้งยังสามารถกลับเข้ายึดครองเมืองมณีปุระได้ในช่วงเวลาเดียวกัน ทรงสถาปนาเมืองชเวโบขึ้นเป็นราชธานี ก่อนจะย้ายไปที่อังวะ และทรงพัฒนาเมืองย่างกุ้ง หมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ขึ้นเป็นเมืองท่าสำคัญ และกลายเป็นเมืองหลวงในเวลาต่อมา

ต่อมาพระเจ้าอลองพญาได้ทรงนำทัพบุกอาณาจักรอยุธยา เนื่องจากทางอยุธยาได้ให้การสนับสนุนมอญที่ลี้ภัยสงครามเข้ามาพึ่งบารมีกษัตริย์ไทย ซึ่งตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศ และไม่พอใจที่ไทยยึดเรือสินค้าที่จะเดินทางมาค้าขายกับพม่าที่เมืองมะริด โดยเดินทัพเข้ามาทางด่านสิงขร ทางจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แต่ไม่ประสบความสำเร็จและสิ้นพระชนม์หลังจากการทำสงครามครั้งนั้น พระเจ้ามังระผู้เป็นพระราชโอรสของพระองค์ได้สืบทอดเจตนารมณ์ของพระราชบิดาต่อ โดยได้ส่งทัพใหญ่มา 2 ทางล้อมกรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ. 2307 ทางหนึ่งให้เนเมียวสีหบดีนำพลเข้ามาทางเหนือด้วยการตีล้านนา ล้านช้างและหัวเมืองเหนือก่อน และอีกทางหนึ่งให้มังมหานรธานำกองทัพเข้ามาทางใต้ ทั้ง 2 ทัพเข้าล้อมกรุงศรีอยุธยาไว้นานถึง 1 ปีครึ่ง แม้ผ่านฤดูน้ำหลากก็ไม่ยกทัพกลับ ภายหลังแม่ทัพฝ่ายใต้ คือ มังมหานรธาจะเสียชีวิตลง ก็ส่งแม่ทัพคนใหม่จากเมืองเมาะตะมะชื่อเมงเยเมงละอูสะนาเข้ามาทำหน้าที่แทน จนในที่สุดก็สามารถตีกรุงศรีอยุธยาแตกได้ในปี พ.ศ. 2310 แต่กองทัพพม่าก็อยู่ไม่นาน เนื่องจากพระเจ้ามังระทรงให้เร่งทำการและรีบกลับเพื่อทำสงครามกับจีนในรัชสมัยของจักรพรรดิเฉียนหลง

ถึงแม้อาณาจักรอยุธยาจะถูกทำลายราบคาบก็ตาม แต่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชก็ทรงสถาปนาศูนย์กลางอำนาจขึ้นมาใหม่ที่กรุงธนบุรี พระเจ้ามังระจึงทรงส่งแม่ทัพคนใหม่มา คือ อะแซหวุ่นกี้ นำทัพใหญ่เข้ามาปราบปรามฝ่ายธนบุรีในปี พ.ศ. 2318 อะแซหวุ่นกี้สามารถตีหัวเมืองพิษณุโลกแตก และกำลังจะยกทัพตามลงมาตามแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ก็ต้องยกทัพกลับเนื่องจากการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้ามังระ ในปี พ.ศ. 2319 จากนั้นก็เกิดการแย่งชิงราชสมบัติกันเองราว 4 - 5 ปี ก่อนที่จะกลับมามีความมั่นคงขึ้นอีกครั้งในรัชสมัยของพระเจ้าปดุง พระองค์ทรงยกทัพเข้าตีดินแดนยะไข่ ได้สำเร็จ ซึ่งไม่เคยมีกษัตริย์พม่าพระองค์ใดทำได้มาก่อน ทำให้พระองค์เกิดความฮึกเหิม ยกกองทัพใหญ่มาถึง 9 ทัพ 5 เส้นทาง ที่เรียกว่า สงครามเก้าทัพ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช แต่ไม่ประสบความสำเร็จ

ในรัชสมัยพระเจ้าจักกายแมง พม่าได้ยึดครองแคว้นอัสสัมของอินเดียได้สำเร็จ ทำให้พม่าต้องเผชิญหน้ากับจักรวรรดิอังกฤษซึ่งกำลังล่าอาณานิคมอยู่ในขณะนั้น ก่อให้เกิดเป็นสงครามที่เรียกว่า "สงครามพม่า-อังกฤษ ครั้งที่ 1" (Pagoda War) กินระยะเวลา 2 ปี คือ พ.ศ. 2367 - พ.ศ. 2369 สงครามจบลงด้วยชัยชนะอย่างงดงามของอังกฤษด้วยเทคโนโลยีที่เหนือกว่าในทุก ๆ ด้าน มหาบัณฑุละ แม่ทัพพม่าที่เลื่องชื่อก็จบชีวิตลง ทำให้ต้องลงนามในสนธิสัญญาชื่อ สนธิสัญญายันดาโบ (Yandabo) พม่าจำต้องยกเมืองที่สำคัญให้แก่อังกฤษ เช่น มณีปุระ ยะไข่ ตะนาวศรี

ต่อมา ได้มีการละเมิดสนธิสัญญาฉบับนี้ ทำให้เกิดสงครามพม่า-อังกฤษ ครั้งที่ 2 และก็จบลงด้วยชัยชนะของอังกฤษอีกเช่นเคย ในรัชสมัยของพระเจ้ามินดง พระองค์พยายามที่จะฟื้นฟูความเข้มแข็งของอาณาจักรขึ้นมาอีกครั้ง โดยสถาปนามัณฑะเลขึ้นเป็นราชธานี มีการสร้างพระราชวังอย่างใหญ่โต แต่ในรัชสมัยของพระโอรสของพระองค์ คือ พระเจ้าสีป่อ พระองค์ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ทั้งในและนอกประเทศไว้ได้ ทำให้นำไปสู่การทำสงครามกับอังกฤษอีกครั้ง และครั้งนี้อังกฤษสามารถครอบครองพม่าไว้ได้หมดทั้งประเทศในปี พ.ศ. 2428 และทำให้พระเจ้าสีป่อเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของพม่าด้วย

ราชวงศ์อลองพญา มีกษัตริย์ทั้งหมด 11 พระองค์ กินระยะเวลาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2295 จนถึงปี พ.ศ. 2428 มีเมืองหลวงหลายเมือง ทั้ง ชเวโบ อังวะ อมระปุระ มัณฑะเลย์

ลำดับกษัตริย์[แก้]

ลำดับที่[1] พระฉายาลักษณ์ พระนามภาษาพม่า พระนามภาษาไทย ความหมายของพระนาม ตำแหน่ง/ความสัมพันธ์กับกษัตริย์ลำดับก่อนหน้า ครองราชย์ (พ.ศ.) หมายเหตุ
1 Pyinoolwin -- DSA Alaungpaya.JPG အလောင်းမင်းတရား
Alaung Min Thaya
อะลองเมงตะยา

အလောင်းဘုရား
Alaungpaya
อะลองปะยา
พระเจ้าอลองพญา[2] พระโพธิสัตว์ นายบ้านมุตโชโบ 2295 - 2303 ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์อลองพญา, ผู้นำทัพเข้าตีอาณาจักรอยุธยาใน พ.ศ. 2303
2 နောင်တော်ကြီးမင်း
Naungdawgyi Min
นองดอจีเมง
พระเจ้ามังลอก[3] พระบรมเชษฐาธิราช[4] พระราชโอรส
(ราชโอรสองค์โตในพระเจ้าอลองพญา)
2303 - 2306 ร่วมทัพในศึกกรุงศรีอยุธยา พ.ศ. 2303
3 ဆင်ဖြူရှင်
Hsinbyushin
เซงพยูเชง, สินพยุฉิ่น
พระเจ้ามังระ[5] พระเจ้าช้างเผือก พระอนุชา
(ราชโอรสองค์ที่ 2 ในพระเจ้าอลองพญา)
2306 - 2319 ทำลายกรุงศรีอยุธยาสำเร็จ พ.ศ. 2310, ขยายอิทธิพลสู่ล้านนา ล้านช้าง และมณีปุระ, ประสบความสำเร็จในการต่อต้านการรุกรานจากจีน 4 ครั้ง
4 စဉ့်ကူးမင်း
Singu Min
เซงกูเมง
พระเจ้าจิงกูจา พระเจ้าเซงกู [6] พระราชโอรส 2319 - 2324
5 ဖောင်းကားစား မောင်မောင်
Phuangkaza Maung Maung
พองกาซาหม่องหม่อง
พระเจ้าหม่องหม่อง พระเจ้าพองกาซาหม่องหม่อง[7] พระญาติ
(ราชโอรสของพระเจ้ามังลอก)
2324 อยู่ในราชสมบัติเพียงหนึ่งสัปดาห์
6 King Bodawpaya in 1795.jpg ဘိုးတော်ဘုရား
Bodawpaya
โบดอปยา

ဗဒုံမင်း
Badon Min
บาดงเมง

Hsinbyumyashin
เซงพยูมยาเซง
พระเจ้าปดุง พระบรมอัยกาธิราช
พระเจ้าบาดง
พระเจ้าช้างเผือก[8]
พระปิตุลา
(ราชโอรสองค์ที่ 4 ในพระเจ้าอลองพญา)
2325 - 2362 ทำสงครามกับกรุงรัตนโกสินทร์, ผนวกดินแดนรัฐอาระกัน (ยะไข่) สำเร็จ
7 King Bagyidaw and Queen Nanmadaw Me Nu.jpg ဘကြီးတော
Bagyidaw
บาจีดอ

စစ်ကိုင်းမင်း
Sagaing Min
สะกายเมง
พระเจ้าจักกายแมง พระบรมปิตุลาธิบดี
พระเจ้าสะกาย[9]
พระราชนัดดา
(หลานปู่)
2362 - 2380 ร่วมรบกับพระเจ้าปดุงในสงครามกับกรุงรัตนโกสินทร์, ยกทัพตีมณีปุระและรัฐอัสสัมของอินเดีย, พ่ายแพ้สงครามพม่า-อังกฤษ ครั้งที่ 1
8 သာယာဝတီမင်း
Tharrawaddy Min
ซายาวดีเมง
พระเจ้าแสรกแมง พระเจ้าสาราวดี [10] พระอนุชา 2380 - 2389 ร่วมรบในสงครามพม่า-อังกฤษ ครั้งที่ 1 ในฐานะเจ้าเมืองสาราวดี
9 ပုဂံမင်း
Pagan Min
ปะกันเมง
พระเจ้าพุกามแมง พระเจ้าพุกาม [11] พระราชโอรส 2389 - 2396 ถูกถอดจากราชบัลลังก์หลังทรงแพ้สงครามพม่า-อังกฤษ ครั้งที่ 2
10 -Mindon Min-2.JPG မင်းတုန်းမင်း
Mindon Min
เมงดงเมง
พระเจ้ามินดง พระเจ้ามินดง [12] พระอนุชา 2396 - 2421
11 Konbang-Thibaw.jpg သီပေါမင်း
Thibaw Min
ทีบอเมง
พระเจ้าธีบอ. พระเจ้าสีป่อ พระเจ้าสีป่อ [13] พระราชโอรส 2421 - 2428 กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งพม่า ถูกบังคับให้สละราชสมบัติและเนรเทศไปอยู่ที่อินเดีย หลังสิ้นสงครามพม่า-อังกฤษ ครั้งที่ 3

อ้างอิง[แก้]

  1. http://www.4dw.net/royalark/Burma/konbaun1.htm
  2. บางแห่งเรียกว่า พระเจ้าอลองพระ, พระเจ้ามังลอง หรือพระเจ้ามางลอง
  3. เอกสารไทยเรียกตามพระนามเดิมก่อนขึ้นเสวยราชสมบัติ
  4. พระเชษฐา (พี่ชาย) ของพระเจ้ามังระและพระเจ้าปะดุง
  5. เอกสารไทยเรียกตามพระนามเดิมก่อนขึ้นเสวยราชสมบัติ
  6. พงศาวดารฝ่ายไทยออกพระนามว่าพระเจ้าจิงกูจา เหตุที่เรียกดังนี้เพราะพระองค์เคยปกครองเมืองเซงกูในสมัยก่อนเสวยราชสมบัติ
  7. หม่องหม่องเป็นพระนามเดิม ส่วนพองกาซาคือชื่อเมืองซึ่งพระเจ้าหม่องหม่องเคยปกครองในสมัยก่อนเสวยราชสมบัติ
  8. คำว่าโบดอปยา (ไทยมักสะกดว่า "โบดอพญา") ซึ่งแปลว่าพระบรมอัยกาธิราช หมายความว่าเป็นพระอัยกา (ปู่) ในพระเจ้าจักกายแมงและพระเจ้าสารวดี, คำว่าพระเจ้าบาดง (พระเจ้าปดุง) เรียกตามนามเมืองบาดงซึ่งพระองค์เคยปกครองในสมัยก่อนเสวยราชสมบัติ, คำว่าพระเจ้าช้างเผือก เป็นพระนามเฉลิมพระเกียรติของพระเจ้าปดุงซึ่งทรงมีช้างเผือกในครองครองตามราชประเพณี
  9. คำว่าบาจีดอ ซึ่งแปลว่าพระบรมปิตุลาธิบดี (ลุงฝ่ายพ่อ) หมายความว่าเป็นพระปิตุลาของพระเจ้าพุกามแมงและพระเจ้ามินดง, คำว่าพระเจ้าสะกายเมง ในพงศาวดารไทยเรียกเป็นพระเจ้าจักกายแมง เหตุที่มีพระนามดังนี้เพราะทรงเคยครองเมืองสะกายในสมัยก่อนเสวยราชสมบัติ
  10. เรียกตามนามเมืองสาราวดีซึ่งพระเจ้าแสรกแมงเคยปกครองในสมัยก่อนเสวยราชสมบัติ
  11. เรียกตามนามเมืองพุกามซึ่งพระเจ้าพุกามเมงเคยปกครองในสมัยก่อนเสวยราชสมบัติ (คำว่าพุกามนี้เป็นคำเรียกในภาษาไทย ภาษาพม่าเรียกว่า "ปะกัน")
  12. เรียกตามนามเมืองมินดงซึ่งพระเจ้ามินดงเคยปกครองในสมัยก่อนเสวยราชสมบัติ
  13. เรียกตามนามเมืองสีป่อซึ่งพระเจ้าธีบอเคยปกครองในสมัยก่อนเสวยราชสมบัติ เมืองสีป่อนี้เป็นเมืองของชาวไทใหญ่ (ปัจจุบันอยู่ในรัฐฉาน ประเทศพม่า) ชื่อดังกล่าวนี้เป็นการเรียกตามภาษาไทใหญ่ (ภาษาพม่าออกเสียงเป็น "ทีบอ") พระราชมารดาของพระเจ้าสีป่อเป็นพระราชธิดาของเจ้าฟ้าไทใหญ่เมืองนี้

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

แม่แบบ:ลำดับราชวงศ์พม่า