ประเทศคอโมโรส

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สหภาพคอโมโรส
Udzima wa Komori (คอโมโรส)
اتحاد القمر (อาหรับ)
Union des Comores (ฝรั่งเศส)
ธงชาติ
คำขวัญUnité - Justice - Progrès
(ภาษาฝรั่งเศส: เอกภาพ - ยุติธรรม - ความก้าวหน้า)
เพลงชาติUdzima wa ya Masiwa
เมืองหลวง
(และเมืองใหญ่สุด)
โมโรนี
11°41′S 43°16′E / 11.683°S 43.267°E / -11.683; 43.267
ภาษาทางการ ภาษาคอโมโรส ภาษาอาหรับ และภาษาฝรั่งเศส
การปกครอง สหพันธ์สาธารณรัฐ
 -  ประธานาธิบดั อีกีลีลู โดอีนีเน
 -  รองประธานาธิบดี ฟูอัด โมฮาจี
มุฮัมมัด อะลี โซอีลีห์
นูร์ดีเน บูร์ฮาเน
ได้รับเอกราช
 -  จาก ฝรั่งเศส 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2518 
พื้นที่
 -  รวม 2,235 ตร.กม. (178)
863 ตร.ไมล์ 
 -  แหล่งน้ำ (%) เล็กน้อย
ประชากร
 -  2010 (ประเมิน) 798,000[1] (163)
 -  ความหนาแน่น 275 คน/ตร.กม. (25)
712.2 คน/ตร.ไมล์
จีดีพี (อำนาจซื้อ) 2010 (ประมาณ)
 -  รวม 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ[2] 
 -  ต่อหัว 1,202[2] 
จีดีพี (ราคาตลาด) 2010 (ประมาณ)
 -  รวม 534 ล้านดอลลาร์สหรัฐ[2] 
 -  ต่อหัว 802 ดอลลาร์สหรัฐ[2] 
ดพม. (2007) 0.576 (ปานกลาง) (139)
สกุลเงิน ฟรังก์คอโมโรส (KMF)
เขตเวลา EAT (UTC+3)
 -  (DST) ไม่พบ (UTC+3)
ระบบจราจร ขวา
โดเมนบนสุด .km
รหัสโทรศัพท์ +269

คอโมโรส (อังกฤษ: Comoros; อาหรับ: جزر القمر‎‎; ฝรั่งเศส: Comores) หรือชื่อทางการว่า สหภาพคอโมโรส (อังกฤษ: Union of the Comoros; คอโมโรส: Udzima wa Komori; อาหรับ: الاتحاد القمري‎; ฝรั่งเศส: Union des Comores) เป็นประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรอินเดีย ตั้งอยู่ทางชายฝั่งตะวันออกของทวีปแอฟริกา บริเวณจุดเหนือสุดของช่องแคบโมซัมบิก ระหว่างทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศมาดากัสการ์และทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศโมซัมบิก ประเทศอื่นที่ใกล้กับคอโมโรสคือประเทศแทนซาเนียที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือและประเทศเซเชลส์ทางตะวันออกเฉียงเหนือ มีเมืองหลวงคือ โมโรนี บนเกาะกร็องด์กอมอร์

ด้วยเนื้อที่เพียง 1,862 ตารางกิโลเมตร (719 ตารางไมล์) (ไม่รวมมายอต)[3] ทำให้คอโมโรสเป็นประเทศที่เล็กที่สุดเป็นอันดับ 3 ในทวีปแอฟริกา โดยมีประชากรทั้งหมดประมาณ 798,000 คน (ไม่รวมมายอต) ชื่อของประเทศมาจากคำในภาษาอาหรับ قمر, qamar (ดวงจันทร์)[4] หมู่เกาะนี้มีเป็นที่รู้จักกันว่าประกอบไปด้วยวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่หลากหลาย ประเทศก่อตั้งขึ้นมาท่ามกลางหลากอารยธรรม เป็นประเทศในกลุ่มสันนิบาตอาหรับที่อยู่ทางใต้สุด ภาษาราชการมี 3 ภาษาคือ อาหรับ คอโมโรส และฝรั่งเศส (พูดกันส่วนใหญ่บนเกาะมายอต)

หมู่เกาะคอโมโรสประกอบไปด้วย 4 เกาะใหญ่บนหมู่เกาะภูเขาไฟคอโมโรส ทางตะวันตกเฉียงเหนือสุดคือเกาะกร็องด์กอมอร์หรืออึงกาซีจา มอเอลีหรืออึมวาลี อ็องฌูอ็องหรืออึนซวานี และทางตะวันตกเฉียงใต้สุดคือเกาะมายอตหรือมาโอเร ตลอดจนหมู่เกาะเล็ก ๆ อีกหลายเกาะ อย่างไรก็ตามรัฐบาลของคอโมโรส (หรือผู้สืบทอดตำแหน่งตั้งแต่ได้รับเอกราช) ไม่เคยได้ควบคุมเกาะมายอต เพราะเกาะมายอตถูกปกครองโดยฝรั่งเศสในฐานะจังหวัดโพ้นทะเล เกาะมายอตเป็นเพียงเกาะเดียวที่ประชาชนส่วนใหญ่ออกเสียงไม่ต้องการเป็นเอกราชจากฝรั่งเศสในปี พ.ศ. 2517 และต่อมาฝรั่งเศสก็ได้ยับยั้งข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ยืนยันว่าคอโมโรสยังคงมีอำนาจเหนือเกาะมายอต[5][6][7][8] นอกจากนี้ ผลการออกเสียงประชามติในเรื่องสถานะของดินแดนมายอตเมื่อวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2552 เสียงส่วนใหญ่ของประชาชนบนเกาะยังคงยืนยันว่าให้คงสถานะดินแดนโพ้นทะเลของฝรั่งเศสต่อไป

ประเทศคอโมโรสเป็นเพียงรัฐเดียวที่เป็นทั้งสมาชิกของสหภาพแอฟริกา องค์การผู้ใช้ภาษาฝรั่งเศสนานาชาติ (Francophonie) องค์การการประชุมอิสลาม สันนิบาตอาหรับ และ คณะกรรมาธิการร่วมมหาสมุทรอินเดีย ในประวัติศาสตร์ประเทศตั้งแต่ได้รับเอกราชมาเมื่อปี พ.ศ. 2518 นั้นมักจะเกิดรัฐประหารอยู่บ่อยครั้ง ในปี พ.ศ. 2551 ครึ่งหนึ่งของประชากรมีรายได้ต่อหัวต่ำกว่าเส้นความยากจนนานาชาติ โดยมีรายได้ต่อหัวเพียง 1.25 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ/คน/วัน[9]

เนื้อหา

[แก้] ประวัติศาสตร์

[แก้] การตั้งถิ่นฐานในยุคก่อนอาณานิคม

โมโรนีพร้อมท่าเรือและสุเหร่าตรงกลาง เมืองหลวงของคอโมโรส
เรือโดว์ขนาดใหญ่พร้อมใบเรือ
พืชวานิลลา

การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์บนหมู่เกาะคอโมโรสในยุคแรกคาดว่าน่าจะเป็นชาวแอฟริกาหรือไม่ก็ออสเตรเลียซึ่งเดินทางมาถึงเกาะโดยทางเรือโดยน่าจะมาถึงตั้งแต่ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 6 ช่วงเวลาที่เก่าแก่ที่สุดของแหล่งโบราณคดีที่พบบนเกาะอ็องฌูอ็องนั้นน่าจะมีอายุประมาณถึงศตวรรษที่ 1[10] หมู่เกาะคอโมโรสกลายเป็นที่อยู่ของมนุษย์หลากหลายเชื้อชาติไล่ไปตั้งแต่ชาวฝั่งบนทวีปแอฟริกา ชาวอ่าวเปอร์เซีย ชาวหมู่เกาะมาเลย์ และชาวเกาะมาดากัสการ์ ชาวสวาฮีลีก็มาถึงหมู่เกาะนี้ในช่วงที่มีการขยายตัวของเผ่าบันตูซึ่งเกิดขึ้นเมื่อช่วงต้นสหัสวรรษ

ตามตำนานของคนในยุคก่อนอิสลาม ยักษ์จินนีได้ทิ้งเพชรลงมาซึ่งก่อให้เกิดนรกขนาดใหญ่ ซึ่งก็คือภูเขาไฟการ์ตาลาที่ก่อกำเนิดหมู่เกาะคอโมโรสขึ้นมานั่นเอง ชาวเกาะในยุคแรกนั้นจะบูชาธรรมชาติโดยเฉพาะดวงจันทร์ซึ่งเขาเชื่อกันว่าคอยควบคุมกระแสน้ำ ความเชื่อนี้ทำให้เกาะต่าง ๆ ของหมู่เกาะคอโมโรสเป็นหนึ่งเดียวกัน

ความก้าวหน้าของหมู่เกาะคอโมโรสได้แบ่งออกเป็นช่วง ๆ เริ่มจากอิทธิพลของชาวสวาฮีลีในช่วงเดมเบนี (ศตวรรษที่ 9 - 10) ในช่วงนี้แต่ละเกาะยังแยกกันอยู่อย่างโดดเดี่ยวและมีเพียงหมู่บ้านเดียวทั้งเกาะ[11] จากศตวรรษที่ 11-15 การค้าขายระหว่างเกาะมาดากัสการ์ได้เกิดขึ้นและพ่อค้าจากตะวันออกกลางก็มั่งคั่งขึ้นทำให้เกิดหมู่บ้านขนาดเล็กขึ้นมา จากหมู่บ้านก็กลายเป็นเมือง ชาวคอโมโรสมักกล่าวว่า จริง ๆ แล้ว ชาวอาหรับได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานบนเกาะนานแล้ว ซึ่งนักประวัติศาสตร์ชาวสวาฮีลีก็ได้ตรวจสอบโดยการสืบลำดับญาติไปก็พบว่า มีบางส่วนที่อพยพมาจากตะวันออกกลางจริง จากบริเวณที่เป็นประเทศเยเมน (โดยเฉพาะจังหวัดฮัฎเราะเมาต์) และโอมานในปัจจุบัน

ในปี 933 อัลมัสอูดี นักประวัติศาสตร์ชาวอาหรับได้กล่าวถึงเหล่ากะลาสีชาวโอมาน พวกเขาเรียกหมู่เกาะคอโมโรสนี้ว่า "เกาะน้ำหอม" และได้ร้องเพลงถึงคลื่นที่กระทบอย่างเป็นจังหวะ หาดทรายไข่มุกที่สวยงาม สายลมที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกระดังงาซึ่งเป็นส่วนประกอบในน้ำหอมหลายชนิด

ในปี 1154 อัลอีดรีซี นักภูมิศาสตร์ชาวอาหรับได้วาดภาพแผนที่คอโมโรส และได้กล่าวถึงกะลาสีของหมู่เกาะซึ่งขายเครื่องมือโลหะเพื่อแลกทองและงาช้างในแอฟริกาตะวันออก เขาเห็นว่าหมู่เกาะแห่งนี้มีความมั่นคงและรุ่งเรืองกว่าเมืองท่าชายฝั่งอย่างมอมบาซา แซนซิบาร์ กิลวา และกีเตาเสียอีก และในศตวรรษที่ 15 อะห์มัด อิบน์ มาญิด กะลาสีเรือชาวอาหรับก็ได้วาดเส้นทางเดินเรือระหว่างเกาะเหล่านี้

[แก้] คอโมโรสในยุคกลาง

ตามตำนาน ในปี 632 เมื่อได้ยินข่าวการปรากฏของศาสนาอิสลาม ชาวหมู่เกาะได้ส่งทูตนามว่า กุมราลู ไปเมกกะ แต่เมื่อเขาเดินทางไปถึง ศาสนทูตมุฮัมมัดได้สิ้นไปแล้ว ถึงกระนั้นเขาก็ยังพำนักอยู่ในเมกกะ ก่อนจะกลับสู่กานบาลูและค่อย ๆ เปลี่ยนชาวเกาะให้หันมานับถือศาสนาอิสลามในที่สุด

บันทึกที่เก่าแก่ที่สุดเกี่ยวกับคอโมโรสนั้นได้มาจากงานเขียนของอัลมัสอูดี ที่กล่าวถึงความสำคัญของหมู่เกาะคอโมโรสเช่นเดียวกับดินแดนชายฝั่งอื่น ๆ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางการค้าที่สำคัญของพ่อค้าชาวอาหรับและเปอร์เซียรวมทั้งกะลาสีจากบัสรา เพื่อหาปะการัง วานิลลา กระดังงา งาช้าง ลูกปัด เครื่องเทศ และทองคำไปขาย และยังได้นำศาสนาอิสลามไปเผยแพร่แก่ชาวซานจ์ (อยู่ในแอฟริกาตะวันออก) และชาวเกาะอีกด้วย หมู่เกาะคอโมโรสมีความสำคัญขึ้นเรื่อย ๆ และเติบโตไปพร้อมเกือบเมืองชายฝั่งของแอฟริกาตะวันออกทำให้เกิดสุเหร่าน้อยใหญ่ตามมา แม้จะมีระยะที่ห่างจากชายฝั่งพอสมควร แต่หมู่เกาะคอโมโรสก็เป็นแหล่งทางการค้าที่สำคัญของชาวสวาฮีลี เป็นเส้นทางทางทะเลที่สำคัญระหว่างเมืองกิลวา (ที่ส่งออกทองของชาวซิมบับเว) กับเมืองมอมบาซาในเคนยา[12]

หลังจากการมาถึงของชาวโปรตุเกสและการล่มสลายของสุลต่านแห่งแอฟริกาตะวันออก สุลต่านซัยฟ์ บิน สุลต่าน ผู้มีอำนาจแห่งโอมานได้เริ่มกำจัดอิทธิพลของชาวดัตช์และโปรตุเกส นอกจากนั้นผู้สืบทอดอำนาจต่อจากเขา คือ สุลต่านซะอีด บิน สุลต่าน ยังได้ขยายอิทธิพลของรัฐอาหรับโอมานไปทั่วทั้งภูมิภาค และโดยเฉพาะเมื่อแซนซิบาร์ตกอยู่ใต้อำนาจ ก็ได้ส่งผลต่อวัฒนธรรมคอโมโรสทั้งด้านสถาปัตยกรรมและศาสนา และยังทำให้ภูมิภาคกลายเป็นหนึ่งเดียวกันด้วย สุลต่านบนหมู่เกาะคอโมโรสซึ่งปกครองส่วนใหญ่ของภูมิภาคมีอำนาจถึงในช่วงศตวรรษที่ 16-17 เลยทีเดียว[13]

ในช่วงเวลาที่ชาวยุโรปเริ่มให้ความสนใจกับคอโมโรส ชาวมุสลิมดั้งเดิม ชาวสวาฮีลี และชาวอาหรับได้เริ่มที่จะปรับตัวเข้ากับอารยธรรมตะวันตกมากขึ้น นักวิชาการในสมัยหลังอย่างทอมัส สเปียร์ และแรนดัล พูเวลล์ ได้ให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์ของชาวแอฟริกาผิวดำว่าน่าจะมีอำนาจมากกว่าแนวคิดในเรื่องของความหลากหลายทางชาติพันธุ์[14]

[แก้] การติดต่อกับชาวยุโรปและการตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส

สุลต่านซะอีด อะลี บิน ซะอีด อุมัรแห่งเกาะกร็องด์กอมอร์ (1897)

ในปี 1506 ชาวโปรตุเกสได้เดินทางมาถึงเกาะและเริ่มท้าทายอำนาจบาจัส (หัวหน้าชาวบันตูมุสลิม) และฟานิส (รองหัวหน้า) ปีต่อ ๆ มาในปี 1514 คอโมโรสก็ถูกรุกรานโดยอาฟงซู ดี อาลบูเกร์กี ในขณะนั้นผู้ปกครองชาวมุสลิมเพิ่งจะรอดพ้นจากการระเบิดของภูเขาไฟแม้ว่าที่กำบังของพวกเขาจะหาได้โดยไม่ยากแต่ชาวโปรตุเกสก็ไม่เคยหาพวกเขาพบ ในปี 1648 หมู่เกาะก็ถูกปล้นโดยโจรสลัดชาวมาลากาซี พวกเขาปล้นเมืองอีกอนี เมืองศูนย์กลางทางการค้าชายฝั่งใกล้เกาะกร็องด์กอมอร์หลังจากเพิ่งรบชนะสุลต่านที่อ่อนแอของเกาะมาได้

ในปี 1793 นักรบชาวมาลากาซีแห่งเกาะมาดากัสการ์ได้บุกหมู่เกาะคอโมโรสเพื่อนำชาวเกาะมาเป็นทาส จากนั้นจึงได้เข้ามาตั้งรกรากและครอบครองหลายส่วนของหมู่เกาะ บนคอโมโรสในปี 1865 คาดว่าประชากรบนเกาะเป็นทาสถึงกว่าร้อยละ 40[15] ขณะที่ฝรั่งเศสในเข้ามาตั้งอาณานิคมในปี 1841 ชาวอาณานิคมฝรั่งเศสคนแรกได้มาถึงเกาะมายอต อาเดรียน ซูลี กษัตริย์ชาวมาลากาซีแห่งเกาะมายอตได้ลงนามในสนธิสัญญาปี 1841 ได้ยอมยกดินแดนให้ตกอยู่ใต้อาณัติของฝรั่งเศส

[แก้] อ้างอิง

  1. ^ excl. Mayotte
  2. ^ 2.0 2.1 2.2 2.3 "Comoros". International Monetary Fund. http://www.imf.org/external/pubs/ft/weo/2011/01/weodata/weorept.aspx?pr.x=87&pr.y=5&sy=2008&ey=2011&scsm=1&ssd=1&sort=country&ds=.&br=1&c=632&s=NGDPD%2CNGDPDPC%2CPPPGDP%2CPPPPC%2CLP&grp=0&a=. เรียกข้อมูลเมื่อ 2011-04-21. 
  3. ^ Dominique and Michelle Frémy (2004).Quid 2005 Editions Robert Laffont. p.1175.
  4. ^ "Comores Online.com – reference to the history of the name". http://www.comores-online.com/mwezinet/histoire/islandsofthemoon.htm. 
  5. ^ [ลิงก์เสีย]The first UN General Assembly Resolution regarding the matter, "Question of the Comorian island of Mayotte (PDF)," United Nations General Assembly Resolution A/RES/31/4, (21 October 1976) states "the occupation by France of the Comorian island of Mayotte constitutes a flagrant encroachment on the national unity of the Comorian State, a Member of the United Nations," rejecting the French-administered referendums and condemning French presence in Mayotte.
  6. ^ As defined by the Organization of African Unity, the Movement of Non-Aligned Countries, the Organisation of Islamic Cooperation, and the United Nations General Assembly: the most recent UN General Assembly Resolution regarding the matter, "Question of the Comorian island of Mayotte," United Nations General Assembly Resolution A/RES/49/18, (6 December 1994) states "the results of the referendum of 22 December 1974 were to be considered on a global basis and not island by island,...Reaffirms the sovereignty of the Islamic Federal Republic of the Comoros over the island of Mayotte".[ลิงก์เสีย] Several resolutions expressing similar sentiments were passed between 1977 (31/4) and 1994 (49/18).
  7. ^ "Subjects of UN Security Council Vetoes". Global Policy Forum. Archived from the original on March 17, 2008. http://web.archive.org/web/20080317010910/http://www.globalpolicy.org/security/membship/veto/vetosubj.htm. เรียกข้อมูลเมื่อ 2008-03-27. 
  8. ^ "Article 33" (PDF). UN Treaty. http://untreaty.un.org/cod/repertory/art33/english/rep_supp5_vol2-art33_e.pdf. 
  9. ^ Human Development Indices, Table 3: Human and income poverty, p. 35. Retrieved on 1 June 2009
  10. ^ Federal Research Division of the Library of Congress under the Country Studies/Area Handbook Program (August 1994). Ralph K. Benesch. ed. A Country Study: Comoros. Washington, D.C.: US Department of the Army. http://lcweb2.loc.gov/frd/cs/kmtoc.html. เรียกข้อมูลเมื่อ January 2007. 
  11. ^ Thomas Spear (2000). "Early Swahili History Reconsidered". The International Journal of African Historical Studies (Boston University African Studies Center) 33 (ฉบับที่ 2): 257–290. doi:10.2307/220649. 
  12. ^ Thomas Spear (2000). "Early Swahili History Reconsidered". The International Journal of African Historical Studies 33 (ฉบับที่ 2): 264–5. 
  13. ^ Thomas Spear (1984). "The Shirazi in Swahili Traditions, Culture, and History". History in Africa (African Studies Association) 11 (ฉบับที่): 291–305. doi:10.2307/3171638. 
  14. ^ Randall L. Pouwels (1984). "Oral Historiography and the Shirazi of the East African Coast". History in Africa (African Studies Association) 11 (ฉบับที่): 237–267. doi:10.2307/3171636. 
  15. ^ "Comoros - Early Visitors and Settlers". Library of Congress Country Studies

เครื่องมือส่วนตัว

สิ่งที่แตกต่าง
การกระทำ
ป้ายบอกทาง
มีส่วนร่วม
พิมพ์/ส่งออก
เครื่องมือ
ภาษาอื่น