จังหวัดนราธิวาส

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สำหรับนราธิวาส ในความหมายอื่น ดูที่ นราธิวาส (แก้ความกำกวม)
จังหวัดนราธิวาส
ตราประจำจังหวัดนราธิวาส
ตราประจำจังหวัด
ทักษิณราชตำหนัก ชนรักศาสนา
นราทัศน์เพลินตา ปาโจตรึงใจ
แหล่งใหญ่แร่ทอง ลองกองหอมหวาน
ข้อมูลทั่วไป
ชื่ออักษรไทย นราธิวาส
ชื่ออักษรโรมัน Narathiwat
ผู้ว่าราชการ นายณัฐพงศ์ ศิริชนะ
(ตั้งแต่ พ.ศ. 2556)
ISO 3166-2 TH-96
ต้นไม้ประจำจังหวัด ตะเคียนชันตาแมว
ดอกไม้ประจำจังหวัด บานบุรีเหลือง
ข้อมูลสถิติ
พื้นที่ 4,475.430 ตร.กม.[1]
(อันดับที่ 49)
ประชากร 766,145 คน[2] (พ.ศ. 2556)
(อันดับที่ 32)
ความหนาแน่น 171.18 คน/ตร.กม.
(อันดับที่ 20)
ศูนย์ราชการ
ที่ตั้ง ศาลากลางจังหวัดนราธิวาส ถนนพิชิตบำรุง ตำบลบางนาค อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส 96000
โทรศัพท์ (+66) 0 7535 6531
เว็บไซต์ จังหวัดนราธิวาส
แผนที่
 
แผนที่ประเทศไทย เน้นจังหวัดนราธิวาส

สารานุกรมประเทศไทย ส่วนหนึ่งของสารานุกรมประเทศไทย

จังหวัดนราธิวาส เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคใต้ของประเทศไทย เป็นจังหวัดชายแดนใต้สุดของประเทศไทย มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศมาเลเซีย ตั้งอยู่บนชายฝั่งทะเลตะวันออกของแหลมมลายู ห่างจากกรุงเทพฯ ทางรถยนต์ประมาณ 1,149 กิโลเมตร โดยมีเนื้อที่ประมาณ 4,475.43 ตารางกิโลเมตร หรือ 2,797,143.75 ไร่ ทิศเหนือติดต่อกับจังหวัดปัตตานีในเขตอำเภอสายบุรี อำเภอไม้แก่น และอ่าวไทย ทิศตะวันออกติดต่อกับอ่าวไทยและรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ทิศใต้ติดต่อกับรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ทิศตะวันตกติดต่อกับจังหวัดยะลาในเขตอำเภอบันนังสตา พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าไม้และภูเขา 2 ใน 3 ของพื้นที่ทั้งหมด มีป่าพรุประมาณ 361,860 ไร่ ทางแถบทิศตะวันตกเฉียงใต้จรดทิวเขาสันกาลาคีรีซึ่งเป็นแนวกั้นพรมแดนไทย-มาเลเซีย ลักษณะพื้นที่จะมีความลาดเอียงจากทิศตะวันตกไปสู่ทิศตะวันออก พื้นที่ราบส่วนใหญ่อยู่บริเวณติดกับอ่าวไทยและที่ราบลุ่มบริเวณแม่น้ำ 4 สาย คือ แม่น้ำบางนรา แม่น้ำสายบุรี แม่น้ำตากใบ และแม่น้ำโก-ลก มีประชากรจำนวน 717,366 คน แยกเป็นชาย 356,229 คน หญิง 361,137 คน โดยจังหวัดนราธิวาสมีศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการอุตสาหกรรมอยู่ที่อำเภอสุไหงโก-ลก ซึ่งเป็นอำเภอที่มีขนาดใหญ่และมีความเจริญกว่าตัวจังหวัดมาก

ที่มาของชื่อ[แก้]

ชื่อนราธิวาสเป็นชื่อที่ตั้งขึ้นมาใหม่ในปี พ.ศ. 2458 ชื่อเดิมของพื้นที่นี้คือ มนารา หรือ มนารอ (มาเลย์: Menara; منارا) ซึ่งมีความหมายว่า "หอคอย"[3] ที่กลายมาจากคำว่า กูวาลา มนารา (มาเลย์: Kuala Menara) ที่มีความหมายว่า "กระโจมไฟ" หรือ "หอคอยที่ปากน้ำ"[3]

ส่วนชาวไทยที่นับถือศาสนาพุทธจะเรียกว่า บางนรา หรือ บางนาค[3] ต่อมาในปี พ.ศ. 2458 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อเมืองขึ้นใหม่ว่า นราธิวาส[4] อันมีความหมายว่า "อันเป็นที่อยู่ของคนดี"

ประวัติ[แก้]

จังหวัดนราธิวาส เดิมมีฐานะเป็นเพียงเมืองหนึ่งในอาณาจักรลังกาสุกะซึ่งพบหลักฐานโบราณคดีค่อนข้างน้อยเช่น ซากเจดีย์ 3 องค์บริเวณวัดเขากง อายุ1,300ปี(ต่อมาถูกรื้อถอนแล้วสร้างพระพุทธทักษิณมิ่งมงคลแทน) พระพุทธรูปและพระโพธิสัตว์นิกายมนตยานบิรเวณวัดเขากงเช่นกัน ต่อมา กลายเป็นอำเภอหนึ่ง เรียกว่า อำเภอบางนรา ขึ้นกับเมืองสายบุรี ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดหัวเมืองภาคใต้ ต่อมาได้โอนไปขึ้นกับเมืองระแงะ ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดหัวเมืองเช่นกัน โดยประวัติความเป็นมาของนราธิวาสนั้น มีความชื่อมโยงกับเรื่องราวของเมืองปัตตานี เมืองสายบุรี และเมืองระแงะ

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้มีรับสั่งให้กรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาท ยกทัพหลวงลงมาปักษ์ใต้เพื่อปราบปรามข้าศึกที่เข้ามาทางปักษ์ใต้ เมื่อข้าศึกแตกพ่ายหนีไปหมดแล้ว จึงเสด็จประทับ ณ เมืองสงขลา และได้มีรับสั่งออกไปถึงหัวเมืองมลายูทั้งหลาย ที่เคยขึ้นกับอยุธยามาก่อน ให้มาอ่อนน้อมดังเดิม โดยพระยาไทรบุรี และพระยาตรังกานูยอมอ่อนน้อมแต่โดยดี แต่พระยาปัตตานีแข็งเมืองไม่ยอมอ่อนน้อม จึงรับสั่งให้ยกทัพไปเมืองปัตตานีเมื่อ พ.ศ. 2332 เมื่อได้เมืองปัตตานีแล้ว ได้โปรดเกล้าฯ ให้พระราชทานตราตั้งให้แก่พระยาสงขลา (บุญฮุย) เป็นพระยาปัตตานี และให้อยู่ในความกำกับดูแลของเมืองสงขลาต่อไป และตั้งในเป็นเมืองมนตรีขึ้นอยู่กับกรุงรัตนโกสินทร์โดยตรง ในระหว่างที่พระยาปัตตานี (ขวัญซ้าย) ว่าราชการเมืองปัตตานีอยู่นั้น บ้านเมืองสงบเรียบร้อยปกติสุขตลอดมา ครั้นเมื่อพระยาปัตตานีถึงแก่กรรม โปรดเกล้าฯ ให้นายพ่าย น้องชายพระยาหลวงสวัสดิภักดีผู้ช่วราชการเมืองปัตตานี และได้ย้ายที่ว่าการเมืองปัตตานีจากบ้านมะนา (อ่าวนาเกลือ) ไปตั้งอยู่ที่บ้านยามู

ในระหว่างนั้นพวกของซาเห็ดรัตนวงศ์ฯ และพวกโมเซฟได้เริ่มก่อกวนความสงบสุขของบ้านเมือง โดยคบคิดกับปล้นบ้านพระยาปัตตานี และบ้านหลวงสวัสดิภักดี แต่ก็ได้ถูกตีถอยหนีไปหลบซ่อนตัวอยู่ที่บ้านกะลาพอ แขวงเมืองสายบุรี นอกจากนั้นเมืองปัตตานีซึ่งมีอาณาเขตกว้างขวาง และมีโจรผู้ร้ายชุกชุม เที่ยวปล้นบ้านเรือนราษฎรจนเหลือกำลังที่พระยาปัตตานีจะปราบให้ราบคาบได้ จึงแจ้งราชการไปยังเมืองสงขลา พระยาสงขลา (เถียนจ๋อง) ออกมาปราบปราม และจัดนโยบายแบ่งแยกเมืองปัตตานีออกเป็น 7 เมือง ได้แก่ เมืองปัตตานี, เมืองหนองจิก, เมืองยะลา, เมืองรามันห์, เมืองระแงะ, เมืองสายบุรี และเมืองยะหริ่ง ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ได้มีพระยาปัตตานี (ต่วนสุหลง), พระยาหนองจิก (ต่วนกะจิ), พระยายะลา (ต่วนบางกอก) และพระยาระแงะ (หนิเดะ) โดยเจ้าเมืองทั้ง 4 ได้สมคบคิดกันเป็นกบฏขึ้น จึงโปรดเกล้าให้พระยาเพชรบุรี และพระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ลงมาปราบ และพิจารณาเห็นว่า หนิบอสูชาวบ้านบางปูซึ่งพระยายะหริ่แต่งตั้งให้เป็นกรมการเมืองยะหริ่งได้เป็นกำลังสำคัญ และได้ทำการต่อสู้ด้วยความกล้าหาญยิ่ง ด้วยคุณงามความดีนี้จึงได้แต่งตั้งให้เป็นผู้รักษาราชการเมืองระแงะ สืบต่อจากพระยาระแงะ (หนิเดะ) ที่หนีไป และได้ย้ายที่ว่าราชการจากบ้านระแงะมาตั้งใหม่ที่ตำบลตันหยงมัส

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงให้ยกเลิกการปกครองแบบเก่า เพราะการแบ่งเขตแขวงการปกครอง และตำแหน่งหน้าที่ราชการในหัวเมืองทั้ง 7 ที่ยังทับซ้อนกันอยู่หลายแห่ง จึงได้วางระเบียบแผนการปกครองและตำแหน่งหน้าที่ราชการให้เป็นระเบียบตามสมควรแก่กาลสมัย เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2444

ต่อมาเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2449 มีประกาศพระบรมราชโองการให้แยกบริเวณ 7 หัวเมืองออกมาจากมณฑลเทศาภิบาล เรียกว่า มณฑลปัตตานี เพื่อสะดวกแก่ราชการ และทำนุบำรุงบ้านเมืองให้เจริญขึ้นกว่าแต่ก่อน ในปี พ.ศ. 2458 ได้ย้ายที่ว่าราชการจากเมืองระแงะ ตำบลตันหยงมัส มาตั้งที่บ้านมะนาลอ (บางมะนาวในปัจจุบัน) อำเภอบางนรา ส่วนท้องที่เมืองระแงะ และได้ยกฐานะอำเภอบางนราขึ้นเป็นเมืองบางนรา มีอำเภอในการปกครองได้แก่ อำเภอบางนรา, อำเภอตันหยงมัส, กิ่งอำเภอยะบะ, อำเภอสุไหงปาดี และกิ่งอำเภอโต๊ะโมะ

ครั้นต่อมาสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้เสด็จประพาสมณฑลปักษ์ใต้ เมื่อพระองค์เสด็จถึงเมืองบางนรา ทรงพระราชทานพระแสงศาสตราแก่เมืองบางนรา และทรงดำริว่าบางนรานั้นเป็นชื่อตำบลบ้าน และควรที่จะมีชื่อเมืองไว้เป็นหลักฐานสืบไป จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อเป็น "เมืองนราธิวาส" ซึ่งหมายถึงที่อยู่ของคนดี เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2458

ในปี พ.ศ. 2476 ได้มีการปรับปรุงระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาคครั้งยิ่งใหญ่ และให้เปลี่ยนชื่อเมืองเป็นจังหวัด เมืองนราธิวาสจึงเป็นเปลี่ยนเป็น "จังหวัดนราธิวาส" จากนั้นเป็นต้นมา

การเมืองการปกครอง[แก้]

อำเภอ[แก้]

การปกครองแบ่งออกเป็น 13 อำเภอ 77 ตำบล 589หมู่บ้าน

  1. อำเภอเมืองนราธิวาส
  2. อำเภอตากใบ
  3. อำเภอบาเจาะ
  4. อำเภอยี่งอ
  5. อำเภอระแงะ
  6. อำเภอรือเสาะ
  7. อำเภอศรีสาคร
  8. อำเภอแว้ง
  9. อำเภอสุคิริน
  10. อำเภอสุไหงโก-ลก
  11. อำเภอสุไหงปาดี
  12. อำเภอจะแนะ
  13. อำเภอเจาะไอร้อง
 แผนที่

เทศบาล[แก้]

อำเภอเมืองนราธิวาส

อำเภอตากใบ

อำเภอบาเจาะ

อำเภอยี่งอ

อำเภอระแงะ

อำเภอรือเสาะ

อำเภอศรีสาคร

อำเภอแว้ง

อำเภอสุคิริน

อำเภอสุไหงโก-ลก

อำเภอสุไหงปาดี

สัญลักษณ์ประจำจังหวัด[แก้]

ดอกไม้ประจำจังหวัด[แก้]

ดอกบานบุรีเหลือง (Odontadenia macrantha)

ต้นไม้ประจำจังหวัด[แก้]

ตะเคียนชันตาแมว (Neobalanocarpus heimii)

คำขวัญประจำจังหวัด[แก้]

ทักษิณราชตำหนัก ชนรักศาสนา นราทัศน์เพลินตา ปาโจตรึงใจ แหล่งใหญ่แร่ทอง ลองกองหอมหวาน

คำขวัญประจำจังหวัดนราธิวาส

ชาวจังหวัดนราธิวาสส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม เช่น การทำนา การเพาะปลูกพืชทางเศรษฐกิจ คือ ยางพารา ลองกอง เงาะ ทุเรียน เป็นต้น พืชที่สร้างชื่อเสียงของนราธิวาสคือ ลองกองบ้านซีโปตันหยงมัส มีรสชาดหวานนุ่มหอมอร่อยสามารถขายได้ราคาดี นอกจากการเกษตรแล้วบางส่วนก็ทำธุรกิขค้าขาย และทำงานในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน เป็นต้น

เศรษฐกิจ[แก้]

ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด GPP p1 (ปี 2548) 35,135 ล้านบาท[แก้]

  • เกษตรกรรม 48.66 %
  • อุตสาหกรรม 4.97 %
  • โรงแรม/ภัตตาคาร 0.63 %
  • ค้าปลีก-ค้าส่ง 13.69 %
  • ก่อสร้าง 2.68 %
  • อื่นๆ 29.37 %

ภาวะราคาสินค้า[แก้]

  • รายได้เฉลี่ยต่อหัว (ปี 2548 p1) 44,553 บาท
  • อัตราการว่างงาน (เม.ย.–มิ.ย.49) 2.11 %
  • ค่าแรงขั้นต่ำ 144 บาท/วัน
  • อัตราเงินเฟ้อ (เม.ย.–ส.ค. 49/เม.ย.–ส.ค. 48) 5.4 %

การจำหน่ายสินค้า OTOP (ม.ค.–สค. 49)[แก้]

  • ยอดจำหน่ายสินค้า OTOP19.73 ล้านบาท

มูลค่าการค้าชายแดน (ม.ค.–ส.ค.49)[แก้]

  • การค้ารวม 3,329.69 ล้านบาท
  • การส่งออก 1,248.96 ล้านบาท
  • การนำเข้า 2,080.73 ล้านบาท
  • ดุลการค้า -831.77 ล้านบาท

สังคมและวัฒนธรรม[แก้]

ปัจจุบันมีสถานศึกษารวมทั้งหมด 488 แห่ง (ไม่รวมแหล่งวิชาการนอกระบบ) สังกัด สปช. 255 แห่ง สังกัด สศ. 18 แห่ง สังกัด สช. 82 แห่ง สังกัด กศป. 15 แห่ง สังกัดเทศบาล 10 แห่ง สถาบันศึกษาปอเนาะที่จดทะเบียน 76 สถาบัน จำนวนนักศึกษาก่อนประถมศึกษา 31,200 คน ระดับประถมศึกษา 88,200 คน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 17,300 คน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย/ ปวช. 9,400 คน ระดับอุดมศึกษา (ปวส.) 900 คน ระดับอุดมศึกษา (วิทยาลัยพยาบาล) 800 คน รวม 147,700 ค

อุทยานแห่งชาติอ่าวมะนาว-เขาตันหยง
พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์

การศึกษา[แก้]

โรงเรียน[แก้]

ระดับอุดมศึกษา[แก้]

แหล่งท่องเที่ยว[แก้]

การคมนาคม[แก้]

ทางบก[แก้]

ระยะทาง 1,149 กิโลเมตร จากกรุงเทพฯ ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 ผ่านจังหวัดประจวบคีรีขันธ์จังหวัดชุมพร และทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 41 ผ่านจังหวัดสุราษฎร์ธานีจังหวัดนครศรีธรรมราชจังหวัดพัทลุงอำเภอหาดใหญ่ และต่อด้วยทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 42 เข้าสู่จังหวัดปัตตานี–จังหวัดนราธิวาส มีรถโดยสารประจำทางกรุงเทพฯ–นราธิวาส–สุไหงโก-ลก บริการทุกวัน

ทางรถไฟ[แก้]

การรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดบริการเดินรถไฟระหว่างกรุงเทพ–สุไหงโก-ลก ยะลา–สุไหงโก-ลก นครศรีธรรมราช–สุไหงโก-ลก สุราษฎ์ธานี–สุไหงโก-ลก ชุมทางหาดใหญ่–สุไหงโก-ลก พัทลุง–สุไหงโก-ลก ทุกวันทั้งรถด่วน รถเร็ว รถท้องถิ่น
สามารถเดินทางได้กับขบวนรถ ดังนี้
รถด่วนพิเศษที่37/38 กรุงเทพ–สุไหงโก-ลก-กรุงเทพ
รถเร็วที่171/172 กรุงเทพ–สุไหงโก-ลก-กรุงเทพ
รถเร็วที่175/176 ชุมทางหาดใหญ่–สุไหงโก-ลก-ชุมทางหาดใหญ่
รถท้องถิ่นที่451/452 นครศรีธรรมราช–สุไหงโก-ลก-นครศรีธรรมราช
รถท้องถิ่นที่463/464 พัทลุง-สุไหงโกลก-พัทลุง
รถท้องถิ่นที่447/448 สุราษฎ์ธานี–สุไหงโก-ลก-สุราษฎ์ธานี
รถท้องถิ่นที่453/454 ยะลา-สุไหงโก-ลก-ยะลา

ทางอากาศ[แก้]

สายการบิน เที่ยวบิน ต้นทาง เวลา ปลายทาง เวลา เที่ยวบิน ต้นทาง เวลา ปลายทาง เวลา หมายเหตุ
ไทยแอร์เอเชีย FD 3130 ดอนเมือง 10.30 นราธิวาส 12.00 FD 3131 นราธิวาส 12.30 ดอนเมือง 14.00 ทุกวัน ภายในประเทศ
ไทยแอร์เอเชีย FD 3130 ดอนเมือง 10.25 นราธิวาส 11.55 FD 3131 นราธิวาส 12.25 ดอนเมือง 13.55 ช่วงฮัจญ์ ภายในประเทศ
ไทยสไมล์ 26 ตุลาคม 57 นราธิวาส ดอนเมือง ดอนเมือง นราธิวาส

ทางอากาศในอนาคต[แก้]

สายการบิน เที่ยวบิน ต้นทาง เวลา ปลายทาง เวลา เที่ยวบิน ต้นทาง เวลา ปลายทาง เวลา หมายเหตุ
สวรรค์แอร์ไลนส์ ดอนเมือง 10.20 นราธิวาส 11.50 นราธิวาส 12.20 ดอนเมือง 13.50 ทุกวัน ภายในประเทศ
สวรรค์แอร์ไลนส์ ดอนเมือง 14.20 นราธิวาส 15.50 นราธิวาส 16.20 ดอนเมือง 17.50 ทุกวัน ภายในประเทศ
สวรรค์แอร์ไลนส์ ดอนเมือง 09.30 นราธิวาส 11.00 นราธิวาส 11.30 ดอนเมือง 13.00 ช่วงฮัจญ์ ภายในประเทศ
สวรรค์แอร์ไลนส์ ดอนเมือง 13.30 นราธิวาส 15.00 นราธิวาส 15.30 ดอนเมือง 17.00 ช่วงฮัจญ์ ภายในประเทศ
สวรรค์แอร์ไลนส์ เชียงใหม่ 06.00 นราธิวาส 10.30 นราธิวาส 11.00 เชียงใหม่ 15.30 ทุกวัน ภายในประเทศ
สวรรค์แอร์ไลนส์มาเลเซีย โกตาบาห์รู 06.40 เวลามาเล นราธิวาส 06.45 เวลาไทย นราธิวาส 07.30 เวลาไทย โกตาบาห์รู 09.35 เวลามาเล ทุกวัน ระหว่างประเทศ
สวรรค์แอร์ไลนส์มาเลเซีย โกตาบาห์รู 13.00 เวลามาเล นราธิวาส 13.05 เวลาไทย นราธิวาส 14.30 เวลาไทย โกตาบาห์รู 16.35 เวลามาเล ทุกวัน ระหว่างประเทศ

อ้างอิง[แก้]

  1. ศูนย์สารสนเทศเพื่อการบริหารและงานปกครอง. กรมการปกครอง. กระทรวงมหาดไทย. "ข้อมูลการปกครอง." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.dopa.go.th/padmic/jungwad76/jungwad76.htm [ม.ป.ป.]. สืบค้น 18 เมษายน 2553.
  2. ประกาศสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง เรื่อง จานวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร แยกเป็นกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2556
  3. 3.0 3.1 3.2 ประพนธ์ เรืองณรงค์. "บทผนวกเกียรติยศ". ใน รัฐปัตตานีใน "ศรีวิชัย" เก่าแก่กว่ารัฐสุโขทัยในประวัติศาสตร์. สุจิตต์ วงษ์เทศ (บรรณาธิการ). พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ:มติชน. 2547, หน้า 350
  4. "ประกาศ เปลี่ยนชื่อเมืองบางนรา เป็นเมืองนราธิวาส" (PDF). Royal Gazette (ใน Thai) 32 (0 ก): 145. August 8, 1915. 

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

พิกัดภูมิศาสตร์: 6°26′N 101°49′E / 6.43°N 101.82°E / 6.43; 101.82