การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พ.ศ. 2551

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ณ สะพานมัฆวานรังสรรค์ เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2551

การชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พ.ศ. 2551 เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2551 โดยจัดสัมมนาที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยมีการเสวนาทางวิชาการโดยนักวิชาการ นักศึกษา บุคคลที่สนใจในการเมืองหลายกลุ่ม และมีการเปิดตัวผู้ทำงานทางด้านติดตามและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลชุดต่าง ๆ และจัดประชุมเสวนาอีกครั้งที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในวันศุกร์ที่ 25 เมษายน และเริ่มเคลื่อนไหวอย่างจริงจังเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม โดยเป็นการรวมตัวจากหลายองค์กร จากสื่อมวลชน นักวิชาการ ศิลปิน รวมถึงองค์กรอิสระจากภูมิภาคทั่วประเทศ โดยมีจุดประสงค์ในการขับไล่นายกรัฐมนตรีประเทศไทยสามคนออกจากตำแหน่ง ได้แก่ ทักษิณ ชินวัตร สมัคร สุนทรเวช และ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ เริ่มต้นจาก[[การขับไล่ ทักษิณ ชินวัตร ให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี|เหตุการณ์ขับไล่ นายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร เนื่องจากพบว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนกับธุรกิจส่วนตัว รวมไปถึงทฤษฎีสมคบคิด แผนฟินแลนด์

ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2551 พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้เข้ายึดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานดอนเมือง เพื่อต่อรองกับนายกรัฐมนตรี สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ให้ลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งส่งผลให้เที่ยวบินทุกเที่ยวหยุดทำการ[1] โดยนักเศรษฐศาสตร์เกษม พันธ์รัตนมาลา คาดการว่าประเทศจะสูญเสียกว่า 4,200,000,000 ดอลล่าร์สหรัฐจากการปิดสนามบินครั้งนี้[2] โดยก่อนหน้านี้ ในเดือนสิงหาคม ผู้สนับสนุนกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ทำการปิด ท่าอากาศยานภูเก็ต และท่าอากาศยานกระบี่ และปิดการเดินทางทางรถไฟสายใต้เพื่อกดดันให้นายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช ลาออกมาแล้ว[3]

สัญลักษณ์หลักของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะมีการใช้สีเหลืองเป็นสัญลักษณ์หลัก และมีการใส่เสื้อสีเหลืองพร้อมผ้าโพกศีรษะที่มีข้อความว่า "กู้ชาติ" และผ้าพันคอสีฟ้า ซึ่งเป็นผ้าพันคอพระราชทานจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 12 ส.ค. 2549 [4] และมีมือตบเป็นเครื่องมือสัญลักษณ์

Asian Human Rights Commission ได้ระบุถึงเจตนาของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่ามีลักษณะของลัทธิฟาสซิสต์และการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรไม่ใช่การเรียกร้องอย่างสันติ[5]

ภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยคดียุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย อันเนื่องมาจากกรณีทุจริตการเลือกตั้งของนายยงยุทธ ติยะไพรัช แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงขอประกาศการได้รับชัยชนะตามวัตถุประสงค์ในวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551 เป็น "ชัยชนะของประชาชน" เมื่อได้รับชัยชนะตามวัตถุประสงค์แล้ว ประกอบกับเป็นช่วงเวลามหามงคลเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็ไม่มีความปรารถนาที่จะชุมนุมต่อไปโดยไม่จำเป็น จึงขอประกาศยุติการชุมนุมทั้งที่ทำเนียบรัฐบาล สนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง ในวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2551[6]

สนธิ ลิ้มทองกุล บนรถปราศรัยที่หน้าอาคารศรีจุลทรัพย์ ที่ทำการคณะกรรมการการเลือกตั้ง สี่แยกพงษ์พระราม
ภาพกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเดินขบวนประท้วงญัตติการคว่ำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ที่บริเวณใกล้เคียงกับอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ชุมนุมใหญ่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ เพื่อคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีประชาชนมาร่วมฟังการปราศรัยนับหมื่นคน เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2551

เนื้อหา

[แก้] สาเหตุที่นำมาสู่การชุมนุม

ดูเพิ่มที่ ระบอบทักษิณ
  • เมื่อพรรคพลังประชาชน ได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาอย่างชัดเจนว่า จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในมาตรา 237 และมาตรา 309 ทำให้ทางกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่าจะเป็นการช่วยให้ ทักษิณ ชินวัตร พ้นผิดจากคดีทุจริตต่าง ๆ จึงแสดงท่าทีคัดค้านอย่างชัดเจน
  • อีกสาเหตุหนึ่งคือคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีมติตัดสินให้ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ได้ใบแดงเนื่องมาจากการซื้อเสียง มีโทษสูงสุดคือยุบพรรคและตัดสิทธิ์ทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรค 5 ปี พร้อมทั้งส่งเรื่องขึ้นไปยังอัยการสูงสุด และอัยการสูงสุดสั่งฟ้องเนื่องจากคดีมีมูล ขณะนี้คดีอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญซึ่งยังไม่มีคำวินิจฉัยออกมา[10]
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเคลื่อนขบวนไปที่กระทรวงการต่างประเทศ
  • ส่วนประเด็นใหญ่ของการชุมนุมอีกประเด็นหนึ่ง คือ เมื่อครั้งที่นายนพดล ปัทมะ ยังดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อยู่นั้น ได้ไปแอบตกลงร่วมกับประเทศกัมพูชา ทั้ง ๆ ที่ไม่ยอมเปิดเผยแผนที่ทับซ้อนบริเวณเขาพระวิหารให้กับประชาชนคนไทยได้รับรู้อย่างเพียงพอ จึงทำให้ประชาชนทั่วประเทศเกิดความเคลือบแคลงใจ ต่างเดินทางเข้ากรุงเทพมหานคร ดังนั้น พันธมิตรฯ จึงเคลื่อนขบวนไปชุมนุมหน้ากระทรวงการต่างประเทศ เพื่อยื่นหนังสือทวงถามกรณีข้อพิพาทเรื่องเขาพระวิหาร ในวันพุธที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2551 เวลา 10.00 น.[12][13][14]
  • ต่อมานายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช ได้ประกาศพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อหวังที่จะสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่ผลที่ตามมากลับยิ่งทำให้มีการสนับสนุนมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมเสียอีก[ต้องการแหล่งอ้างอิง]

[แก้] ปฏิกิริยาของแต่ละฝ่าย

[แก้] ฝ่ายรัฐบาล

วันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 นายจักรภพ เพ็ญแข ลาออกจากรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี[15] และในวันนี้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ประกาศเปลี่ยนเป้าหมายในการชุมนุม เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลสมัครลาออกทั้งคณะ เพื่อรับผิดชอบต่อปัญหาบ้านเมืองที่เกิดขึ้น และยังกล่าวหาด้วยว่ารัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลหุ่นเชิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยที่พันธมิตรให้เหตุผลในการขับไล่อยู่ 12 ประการ[16][17] หลังจากนั้น นายสมศักดิ์ โกศัยสุข ขึ้นเวทีปราศรัยแล้วประกาศต่อสู้กับรัฐบาลสมัครขั้นแตกหัก โดยสั่งให้ผู้ชุมนุมทุกคนปักหลักชุมนุมต่อไป[18]

นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีแถลงในรายการพิเศษทางช่อง 9 และ NBT ว่าจะสลายการชุมนุมด้วยกำลังทหารและตำรวจ แต่ท้ายสุดก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

วันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 เวลาประมาณ 09.00 น. นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ประกาศจะสลายการชุมนุมด้วยกำลังตำรวจและทหารผ่านทางรายการพิเศษทางช่อง 9 และ NBT แต่ท้ายสุดก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งบรรดาแกนนำและผู้เข้าร่วมได้เรียกร้องให้ผู้ที่อยู่ที่บ้านร่วมกันออกมาชุมนุมให้มากที่สุด[19]

เช้าวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2551 รัฐบาลประกาศใช้ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในเขตกรุงเทพมหานคร หลังมีผู้ชุมนุมกลุ่ม นปช.เสียชีวิต 1 คน จากการปะทะกันที่บริเวณแยก จปร.ระหว่างกลุ่มนปช.จากท้องสนามหลวง กับกลุ่มพันธมิตรประชาชนฯ แต่ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะประธานคณะกรรมการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ได้แถลงภายหลังการประชุมที่มีผู้บริหารหน่วยงานระดับสูงที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แม่ทัพภาคที่ 1 รวมทั้งปลัดกระทรวงกลาโหมเข้าร่วม โดยที่ พล.อ.อนุพงษ์ ระบุ และย้ำว่า

สถานการณ์ในขณะนี้เกินกว่าสถานการณ์ฉุกเฉิน เพราะสังคมมีการแตกออกเป็นสองฝ่าย ดังนั้นสิ่งที่ทางฝ่ายคณะกรรมการที่พวกกระผมดูแลอยู่นี้จะป้องกันไม่ให้ทั้ง สองฝ่ายปะทะกันเท่านั้น เวลานี้ให้รัฐสภาแก้ปัญหาดีที่สุด เพราะรัฐสภาต้องรับผิดชอบประเทศให้มากกว่านี้ ขณะเดียวกัน เวลานี้กระบวนการทางศาลก็กำลังดำเนินการอยู่แล้ว
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา

ต่อมาในวันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2551 นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก และ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ร่วมกันแถลงยกเลิกประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่กองบัญชาการกองทัพไทย พร้อมกันนี้นายสมชายยังได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน เพื่อยุติความรุนแรงความขัดแย้ง[20]

[แก้] ฝ่ายที่สนับสนุน

วันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2551 สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย สาขานครราชสีมา พนักงานการรถไฟแห่งประเทศไทย ทุกหน่วยทุกฝ่าย ทั้งพนักงานรถจักร คนขับ ช่างเครื่อง หน่วยซ่อมบำรุง และเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานทุกสถานีใน จ.นครราชสีมา ประมาณ กว่า 100 คน ในจำนวนนี้เป็นพนักงานขับรถกว่า 40 คน ได้แจ้งขอลาป่วยหยุดทำงานตั้งแต่ 2-3 วันขึ้นไป พร้อมกันกับพนักงานการรถไฟแห่งประเทศไทยทั่วประเทศ จึงทำให้ขาดแคลนพนักงานในการทำงาน ส่งผลให้ขบวนรถไฟขาขึ้นอีสานมาจากกรุงเทพฯ เที่ยวต่าง ๆ ทยอยยกเลิกการเดินทาง ตั้งแต่เวลา 15.00 น.เป็นต้นมา มีเพียงรถไฟขาล่องเข้ากรุงเทพฯ สำหรับวันที่ 28 ส.ค. เท่านั้นที่ยังเดินรถตามปกติ แต่ในวันที่ 29 ส.ค. จะส่งผลให้ต้องหยุดเดินรถไฟทั้งขาล่องและขาขึ้น เหมือนกันหมด การเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งตามมติของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย[21]

ประชาชนผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจหลายร้อยนาย บุกเข้าใช้กำลังรื้อเวทีปราศรัยของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ เมื่อเวลาประมาณ 11.00 น.วันที่ 29 ส.ค.
บริเวณหน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาลที่ตำรวจใช้แก๊สน้ำตายิ่งใส่ผู้ชุมนุม

พนักงานเดินรถไฟการรถไฟแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยสหภาพท่าเรือ สหภาพการบินไทย สหภาพการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย สหภาพการประปาและสหภาพขสมก. นัดหยุดงานเพื่อกดดันรัฐบาลลาออก ขณะเดียวกัน พันธมิตรฯ จังหวัดภูเก็ต สงขลา และกระบี่ ร่วมกันปิดสนามบินภูเก็ต หาดใหญ่ และกระบี่ งดเที่ยวบินขึ้น-ลง ทั้งในประเทศ และระหว่างประเทศ มีผลให้ผู้ที่กำลังเดินทางขึ้นเครื่องบินต้องกลับไปยังรีสอร์ท โรงแรม หรือที่พักเพื่อรอดูสถานการณ์ ขณะที่แบบสอบถามพบว่าชาวต่างชาติยืนยันที่จะไม่กลับมาท่องเที่ยวประเทศไทยอีกด้วย[22]

นาวาอากาศตรีคฑาทอง สุวรรณทัต กัปตันเครื่องบินโบอิง 737-400 เที่ยวบินในประเทศ ของ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้เดินทางมาขึ้นเวทีปราศรัยของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในบริเวณทำเนียบรัฐบาล หลังจากเสร็จภาระกิจการขับเครื่องบิน

ผมถือว่าพวกท่าน คือ วีรบุรุษวีรสตรี ขอได้รับความขอบคุณจากผมไว้ ณ ที่นี้ด้วย
น.ต.คฑาทอง สุวรรณทัต[23]

วันพุธที่ 8 ตุลาคม 2551 เวลาประมาณ 06.15 น. เที่ยวบินที่ TG1040 ท่าอากาศยานดอนเมือง มุ่งตรงไปยังท่าอากาศยาน จ.ขอนแก่น กัปตันเครื่องบินปิดประตูเครื่องบินปฏิเสธรับ ส.ส.ของพรรคพลังประชาชนขึ้นเครื่อง โดย ส.ส.คนดังกล่าว คือ นางฟาริดา สุไลมาน ส.ส.สุรินทร์ เขต 1 พรรคพลังประชาชนทั้งนี้ ก่อนที่กำหนดเครื่องจะออก กัปตันคนดังกล่าวได้ตรวจสอบรายชื่อผู้โดยสาร จากนั้นเมื่อพบว่ามีชื่อ ส.ส.พลังประชาชนด้วย กัปตันในเครื่องแบบจึงออกมายืนที่งวงทางเชื่อมเข้าเครื่อง พร้อมกับประกาศให้ทราบว่า “เที่ยวบินนี้ไม่รับทรราช เที่ยวบินนี้ไม่รับ ส.ส.พรรคพลังประชาชน และนักการเมืองที่ทำร้ายประชาชนขึ้นเครื่อง ผมจะไม่รับพวกคุณขึ้นเครื่องตลอดชีวิต ต่อมาในเวลาประมาณ 09.00 น. เที่ยวบินการบินไทยที่ 1002 ดอนเมือง-อุดรธานี ซึ่งจะออกเดินทางในเวลา 09.25 น. กัปตันและนักบินก็ประกาศที่จะไม่รับ ส.ส.พลังประชาชน 2 คน ประกอบไปด้วย นายไชยา พรหมมา ส.ส.หนองบัวลำภู พรรคพลังประชาชน และนางชมพู จันทาทอง ส.ส.หนองคาย เขต 1 พรรคพลังประชาชน ขึ้นเครื่องด้วยเช่นกัน อนึ่ง หลังจากที่วานนี้ (7 ต.ค.) หลังจากรัฐบาลได้สั่งการให้ตำรวจใช้ความรุนแรงในการสลายผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่บริเวณรัฐสภา และลานพระบรมรูปทรงม้า โดยเริ่มต้นปฏิบัติการตั้งแต่เช้าตรู่ จนส่งผลให้มีผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บเกือบ 400 คน และเสียชีวิต 3 คนนั้น มีรายงานข่าวว่า สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจทั่วประเทศ ทั้งการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) และสหภาพแรงงานบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เตรียมนัดหยุดงานเพื่อเข้าร่วมการชุมนุมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และมีมาตรการตอบโต้ หลังจากรัฐบาลใช้ความรุนแรงเข้าสลายการชุมนุมฯ

หลังจากเหตุการณ์ 7 ตุลาทมิฬ สภาทนายความ ได้ออกแถลงการณ์สภาทนายความ เรื่องอำนาจพนักงานสอบสวนที่ขัดรัฐธรรมนูญและขัดต่อกติการะหว่างประเทศว่า ด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง จากกรณีที่พนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นในคดีที่กล่าวหาแกนนำ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นกบฏและข้ออื่นๆ เป็นตัวอย่างให้เห็นถึงการใช้อำนาจที่เหลื่อมล้ำและไม่ชอบธรรมกับประชาชนที่ สุจริต ซึ่งเรื่องนี้สภาทนายความไม่คัดค้านให้ความเห็นแย้งมาโดยตลอดว่ากระบวนการ ใช้อำนาจสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณความอาญาที่พนักงานสอบสวนมักอ้างเสมอว่าจะขออำนาจศาลให้คุมตัวผู้ต้องหา เป็นกรณีที่ไม่ชอบด้วยหลักนิติธรรมและขัดกับหลักกฎหมายโดยชัดแจ้ง สภาทนายความจึงขอแถลงการณ์มาเพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องโปรดพิจารณาไตร่ตรอง และดำเนินการให้มีการบังคับใช้กฎหมายให้สมจริงตามหลักนิติธรรมและมาตรฐานสากลทั่วโลก 7 ข้อ[24]

ส่วนทางด้านกลุ่ม 40 ส.ว.ได้ใช้ความพยายามอย่างเต็มที่เพื่อป้องกันและลดเงื่อนไขแห่งโศกนาฏกรรม ได้แก่ การออกคำแถลงเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม เรียกร้องให้รัฐบาลหลีกเลี่ยงใช้ความรุนแรงต่อประชาชน ที่ชุมนุมกันอย่างสันติ จากนั้นเรียกร้องให้เลื่อนการประชุมรัฐสภาในวันที่ 7 ตุลาคม หลังจากรัฐบาลสั่งให้สลายการชุมนุม และแสดงการประท้วงด้วยการไม่เข้าร่วมประชุมรัฐสภา เนื่องจากไม่ต้องการเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้กับการแถลงนโยบายของรัฐบาล ขณะที่ประชาชนนับร้อยถูกทำร้ายบาดเจ็บอย่างรุนแรงหน้ารัฐสภา รวมถึงการตั้งกระทู้ถามรัฐบาลในปัญหาความรุนแรงดังกล่าว และเรียกร้องทุกภาคส่วนทั้งในและนอกประเทศร่วมกันกดดันรัฐบาลไทย ให้ยุติการใช้ความรุนแรงต่อประชาชน รวมทั้งยื่นคำร้องต่อศาลปกครองสูงสุดให้ไต่สวนฉุกเฉิน เพื่อหยุดยั้งการใช้ความรุนแรงของรัฐบาลโดยทันที ตลอดจนเรียกร้องให้สอบสวน และดำเนินการทางกฎหมายต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ รับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน และสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนไทย ฉะนั้น ในฐานะที่ OHCHR เป็นหน่วยงานสำคัญขององค์การสหประชาชาติที่ส่งเสริมสิทธิมนุษยชน และเป็นสำนักเลขาธิการของคณะมนตรีด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กลุ่ม 40 ส.ว.จึงขอเรียกร้องให้ OHCHR ใช้ความพยายามในการกระทำอย่างเหมาะสมเพื่อหยุดยั้งและป้องกันการละเมิดสิทธิ มนุษยชนในประเทศไทย[25]

[แก้] ฝ่ายที่ต่อต้าน

ในคืนวันพฤหัสบดีที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ขบวนของกลุ่มต่อต้านพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำโดยแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ ได้เคลื่อนขบวนจากสนามหลวงมาหยุดอยู่ที่บริเวณสี่แยก จ.ป.ร. (หน้าอาคารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์) เผชิญหน้ากับตอนท้ายขบวนของพันธมิตรฯ โดยยังไม่มีเหตุปะทะกันเกิดขึ้น ด้านตำรวจได้จับตามองสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้เกิดเหตุรุนแรง[26][27]

เจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยสลายการชุมนุม ใช้ปืนจ่อหัวแนวร่วมพันธมิตรฯ บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ขณะเข้าสลายการชุมนุม พร้อมกับแพร่ภาพดังกล่าวไปทั่วโลก เป็นเหตุให้แนวร่วมพันธมิตรฯทั่วประเทศ พร้อมใจลุกฮือขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลอย่างรุนแรง

เวลาประมาณ 18.00 น.มีนายตำรวจที่รักษาความปลอดภัย ประจำอยู่ในทำเนียบรัฐบาลกว่า 20 นาย ต่างพากันปืนรั้วออกจากทำเนียบ ทางฝั่งตรงข้ามสำนักงานยูเอ็น เชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ โดยมีการ์ดพันธมิตรฯบางส่วนช่วยอำนวยความสะดวกในการออกจากพื้นที่ทำเนียบด้วย ในวันนี้ทนายความของพันธมิตรฯได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลที่ให้ย้ายออกพ้นทำเนียบ ว่า ต้องขอโต้แย้งในทางวิชาการที่ก่อนหน้านี้เคยส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครองพิจารณาในเรื่องสิทธิการชุมนุม แต่ครั้งนี้มีการพิจารณาออกคำสั่งเอง

วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2551 เกิดการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ชุมนุมอยู่ภายในทำเนียบรัฐบาลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่พยายามเข้าไปสลายการชุมนุม เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บก่อนเหตุการณ์จะคลี่คลายลงในช่วงบ่าย และเกิดการกระทบกระทั่งอีกครั้งในช่วงหัวค่ำที่หน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาลเมื่อมีการใช้แก๊สน้ำตากับกลุ่มผู้ชุมนุม จนเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 19 คน เป็นชาย 11 คน หญิง 7 คน และเด็ก 1 คน ในขณะที่สถานีโทรทัศน์ NBT กลับรายงานว่าไม่มีการใช้แก๊สน้ำตาและประชาชนผู้ที่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่คนเดียว[28][29][30]

วันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2551 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงห่วงใยต่อเหตุการณ์ชุมนุมที่เกิดขึ้น โดยทรงกำชับให้หน่วยแพทย์พยาบาลสภากาชาดไทยเตรียมพร้อมบุคลากร ทีมแพทย์ ยา เวชภัณฑ์และจนรถพยาบาลฉุกเฉิน เพื่อเตรียมพร้อมรักษาพยาบาลผู้ได้รับบาดเจ็บหากมีเหตุปะทะกันเกิดขึ้น พร้อมรถสื่อสารฉุกเฉิน ติดต่อผ่านทางโทรศัพท์ดาวเทียมได้อีก 25 เลข และเพื่อให้เกิดความสูญเสียน้อยที่สุดได้ตั้งหน่วยแพทย์ที่เชิงสะพานชมัยมรุเชฐ และประสานสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน หรือ ศูนย์นเรนทร วางตำแหน่งรถพยาบาลเข้าช่วยเหลือประชาชนให้ได้เร็วที่สุด[31]

วันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2551 เวลา 10.00 น.กลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ได้รับบาดเจ็บจากการที่ตำรวจเข้าสลายการชุมนุม โดยใช้กระบองตีและใช้โล่ผลักดันกลุ่มผู้ชุมนุม และรื้อค้นเวที จำนวน 45 คน ได้เดินทางเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สน.ดุสิต เพื่อให้ดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ, ผู้สั่งการ และผู้ที่อยู่เบื้องหลังเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา โดย พ.ต.อ.สมชาย เชยกลิ่น ผกก.สน.ดุสิต จัดสถานที่ห้องประชุมชั้น 3 และพนักงานสอบสวนไว้รับแจ้งความ[32]

เวลาประมาณเกือบเที่ยงคืนของวันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2551 ได้มีกลุ่มนปก.จำนานหลายพันคนบุกผ่านแยกจปร.และหน้าสถานีตำรวจนางเลิ้งเข้าปะทะกับการ์ดของฝ่ายพันธมิตร โดยที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ห้ามปราม โดยอ้างว่าต้องการจะยึดทำเนียบคืน จึงมีผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งสองฝ่าย ขณะเดียวกันทหารจากกองทัพภาคที่ 1ได้เสริมกำลังด้วยโล่ และกระบองมากั้นระหว่างทั้ง 2 ฝ่าย

วันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ในรายการวิทยุชื่อ “เดอะ นิวส์ โชว์ กับ คุณปลื้ม” ดำเนินรายการโดย ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล ที่ออกอากาศทางคลื่น 97.0MHz ในช่วงเวลาประมาณ 13.00-14.00 น. ม.ล.ณัฏฐกรณ์ ได้หยิบแถลงการณ์ของสภาเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาแห่งเอเชีย และสำนักงานสิทธิมนุษยชนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย กรณีอาจารย์ในโรงเรียนแพทย์ 8 สถาบัน และสถาบันจิตเวชศาสตร์เจ้าพระยา ที่ออกมาประกาศว่าจะไม่รับรักษา คณะรัฐมนตรี และ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่แต่งเครื่องแบบ และแจ้งยศชั้น เพื่อตอบโต้การกระทำรุนแรงต่อประชาชนของตำรวจในวันอังคารที่ 7 ต.ค.จนทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 400 คน และเสียชีวิต 2 คน ยกเว้นในกรณีฉุกเฉิน ม.ล.ณัฐกรณ์ยังกล่าวในรายการตอนหนึ่งว่า

...ก่อนอื่นเลย ฝ่ายที่รุกก่อนคือพันธมิตรฯ ฝ่ายที่รับแค่ประคองสถานการณ์ให้ผ่านช่วงนี้ให้ได้ก็คือ ฝ่ายตำรวจ สอง ต่อให้ตำรวจเป็นฝ่ายร้าย ซึ่งไม่ได้เป็นความจริง คุณก็ต้องรักษาเขาอยู่ดี คุณก็ต้องรักษาเขาอยู่ดี...

..ผมก็เป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต่อไปก็แล้วกัน สาเหตุที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ออกมาระบุว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบกไม่ยืนข้างประชาชน จึงออกมาบอกว่า พล.อ.อนุพงษ์ อยู่ฝ่ายทักษิณ เนื่องจาก ผบ.ทบ.ไม่ยอมทำการปฏิวัติรัฐประหาร โดยข้อมูลดังกล่าวเขาอ้างอิงมาจากหนังสือพิมพ์บางฉบับ โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ ซึ่งเป็นสื่อในระบอบทักษิณ ภายใต้เงินทุนของกลุ่มการเมืองของ นายเนวิน ชิดชอบ...

ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล

ช่วงท้ายรายการ ม.ล.ณัฏฐกรณ์ ระบุด้วยว่า วันนี้ตนหมดศรัทธากับระบบจริงๆ แต่ก็เชื่อว่าสงครามครั้งนี้จะยาว 5 ปี 10 ปี และตนก็จะสู้ต่อไป[33]

วันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ที่สนามหลวงก็มีการชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ซึ่งก็เป็นไปอย่างสงบเช่นเดียวกัน โดยก่อนหน้านี้ แกนนำ นปช.ได้ปราศรัยถึงการทำหน้าที่ของตำรวจในการสลายการชุมนุมว่าถูกต้องแล้ว ขณะเดียวกันก็ไม่เห็นด้วยกับแนวทางของ พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค ที่จะบุกยึดทำเนียบรัฐบาลคืนมา[34] ซึ่ง พล.ต.อ.สล้าง กล่าวไว้ว่า

มีตำรวจมาพูดกับผมว่าตอนนี้ตำรวจไม่กล้าทำงานเพราะผู้ใหญ่ไม่กล้า ตัดสินใจ ผมจึงคิดกับเพื่อนตำรวจนอกราชการที่อดีตเคยเป็นครูตชด. ปจ. คอมมานโด กองปราบปราบ ตั้งกองกำลังกู้ทำเนียบรัฐบาล โดยจะเสนอรัฐบาลว่าจะเข้าไปยึดทำเนียบฯคืนเอง เบื้องต้นรวบรวมตำรวจนอกราชการได้กว่า 1 พันนาย ซึ่งถ้าหากตำรวจในราชการอยากร่วมด้วยก็ขอให้ไปลาราชการมาร่วมกันทำงาน ส่วนชาวบ้านทั่วไปก็มาร่วมได้แต่ให้มาทำงานในส่วนอื่นเพราะไม่ได้รับการฝึกมา ซึ่งกองกำลังสามารถ รวบรวมได้ภายใน 5 วัน ส่วนเรื่องเงินทุนถ้าไม่มีใครบริจาคสนับสนุน จะขายทรัพย์สินส่วนตัวซึ่งเป็นเหรียญที่มีค่าที่ตนเองเก็บไว้มานาน จะมีการประมูลขายใครสนใจสนับสนุนก็ให้ติดต่อมาได้
พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค[35]

วันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ความแตกแยกทางการเมืองเดินเข้าสู่จุดอันตรายอีกครั้ง โดยเมื่อเวลา 3.00 น. มีคนร้ายลอบปาระเบิดสังหารเข้าใส่การ์ดกลุ่มพันธมิตรฯ บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก นอกจากนี้ยังพบผู้ถูกยิงเสียชีวิตอีก 1 รายบริเวณใกล้จุดเกิดเหตุ คือนายสังเวียน รุจิโมระ ซึ่งเป็นการ์ดพันธมิตรฯ อายุ 46 ปี ถูกยิงท้ายทอยนอนเสียชีวิตอยู่ใต้ต้นหูกวางด้านหลังบช.น. โดยตำรวจเองยังไม่ทราบว่าฝ่ายไหนลงมือยิง ระหว่างเกิดเหตุชุลมุน คนร้ายปาระเบิดสังหารเอ็ม 87 เข้าใส่การ์ดพันธมิตรฯ ที่สะพานมัฆวานฯ ทำให้มีผู้รับบาดเจ็บนับสิบคน โดยมีอาการถึงขั้นโคม่าถึง 2 ราย

ต่อมาได้เกิดเหตุที่บริเวณข้างเต็นท์นอนของการ์ดพันธมิตรฯ พบหลุมลึกประมาณ 3 เซนติเมตร กว้างประมาณ 6 เซนติเมตร กระเดื่องระเบิดสังหารชนิดเอ็ม 87 ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ นอกจากนี้ยังมีรถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่บริเวณใกล้เคียงได้รับความเสียหาย อีก 2 คัน

เวลา 03.40 น. ได้เกิดเหตุระทึกขวัญขึ้นอีกครั้ง เมื่อมีชายฉกรรจ์ 2 คนขับขี่รถจักรยานยนต์มาจากแยกนางเลิ้ง มุ่งหน้าเข้ามายังสะพานชมัยมรุเชฐ พร้อมกับชักปืนยิงปืนขึ้นฟ้า 1 นัด แล้วขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไปอย่างรวดเร็ว

ต่อมาเวลา 04.00 น.มีเสียงปืนดังขึ้นอีกประมาณ 10 นัด บริเวณแยกมิกสวันฝั่งประตูหลัง กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ตรงข้ามกระทรวงศึกษาธิการ ภายหลังเกิดเหตุทางการ์ดพันธมิตรฯ ประมาณ 20 คนได้ตรึงกำลังพื้นที่บริเวณแยกมิสกวัน เพื่อรอดูสถานการณ์จนถึงช่วงเช้า

สำหรับรายชื่อของการ์ดพันธมิตรฯ ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุถูกปาระเบิด และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลวชิระพยาบาลจำนวน 6 ราย ประกอบด้วย

  1. นายราชัน จันทร์ปลูก อายุ 27 ปี มีอาการแผลฉีกขาดที่หัวเข่า, ข้อเท้าซ้าย 3 เซนติเมตร
  2. นายจีระศักดิ์ อินทรีย์ อายุ 16 ปี แผลถูกสะเก็ดระเบิดที่คอด้านขวา
  3. นายสงกรานต์ คำด้วง อายุ 23 ปี แผลถูกสะเก็ดระเบิดต้นขาขวา
  4. นายปัญญา กติกา อายุ 44 ปี แผลถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณศีรษะ หลัง แผลฉีกขาดที่ศีรษะ
  5. นายทศพร สุขอิ่มใจ อายุ 17 ปี แผลรูเจาะข้อเท้าซ้าย
  6. นายเสถียร ทับมะลิผล อายุ 53 ปี แผลถูกสะเก็ดระเบิดที่คอและศีรษะด้านซ้าย[36]

[แก้] ยุทธศาสตร์ดาวกระจาย

วันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2551 พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ปรับแผนยุทธศาสตร์ดาวกระจาย เริ่มต้นด้วยนายสุริยะใส กตะศิลา และผู้ร่วมชุมนุม 300 คน เดินทางไปที่สำนักงานอัยการสูงสุด แล้วยื่นจดหมายถึงนายชัยเกษม นิติศิริ อัยการสูงสุด นอกจากนี้ ยังได้เคลื่อนขบวนมุ่งหน้าสู่กระทรวงมหาดไทย เพื่อยื่นหนังสือถึง ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ดูแลและแก้ปัญหาของประชาชนมากกว่าการโต้ตอบทางการเมือง รวมทั้งยังเดินทางไปชุมนุมประท้วงที่ด้านหน้าสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อถามหาความชอบธรรมในการปฏิบัติหน้าที่[37]

วันจันทร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2551 เวลา 11.28 น. พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เคลื่อนขบวนจากหน้าสนามกีฬาแห่งชาติไปชุมนุมที่หน้าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมเรียกร้องให้ประธาน กกต.ตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบคำร้องทุจริตเลือกตั้งที่ถูกยกกว่า 700 คดี ขณะเดียวกัน ให้ตรวจคำแถลงปิดคดีใบแดง “ยงยุทธ ติยะไพรัช” ด้วยตัวเอง และยังให้กำลังใจ กกต. 3 คนคือ

  1. นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง
  2. นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง
  3. นายสุเมธ อุปนิสากร กรรมการการเลือกตั้ง

ขณะเดียวกัน พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยังอ้างว่า นายสมชัย จึงประเสริฐ กรรมการการเลือกตั้งอีกคนหนึ่ง มีพฤติกรรมที่แสดงออกเข้าข้างพรรคพลังประชาชนในทุกกรณี ตลอดจนอยู่ในฐานะที่กำกับดูแลเรื่องฝ่ายสืบสวนสอบสวนที่บังอาจนำเสนอหลักฐานอันเป็นเท็จต่อศาลฎีกานั้น ต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่งโดยทันที[38]

วันอังคารที่17 มิถุนายน พ.ศ. 2551 สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจ ประกาศเข้าร่วมชุมนุมกับพันธมิตรฯ[39][40] เวลา 20:58 น. นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ อดีตประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา และ นายวสันต์ พานิชย์ อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ออกมากล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังเป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นซึ่ง ได้ประกาศนโยบายการประกาศสงครามปราบปรามยาเสพติดว่า นโยบายนี้มีการใช้วิธีการฆ่าตัดตอน ที่ส่งผลทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 2,800 ราย เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นรุนแรง จากนั้นมีการเปิดเทปบันทึกภาพเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่สถานีตำรวจอำเภอตากใบ จ.นราธิวาส ในยุคของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ที่แสดงให้เห็นถึงการสลายการชุมนุมอย่างรุนแรง และโหดเหี้ยมทำให้มีผู้เสียชีวิตต่อเนื่องกันถึงกว่า 70 ราย[41] เวลา 21.20 น. หลังจากที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ ได้ประกาศจะนำมวลชนเคลื่อนไปชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาลในเวลา 13.00 น.ของวันที่ 20 มิถุนายน[42]

วันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2551 กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หลายพันคนเคลื่อนขบวน ยาวเหยียดไปยังหน้าสถานทูตอังกฤษประจำประเทศไทย เพื่อเรียกร้องให้ส่งตัวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กลับมารับโทษในประเทศไทย[43]

[แก้] ต่อต้านแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา

วันอังคารที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2551 นายสุวัตร อภัยภักดิ์ นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ และ คณะ รวม 9 คน เป็นตัวแทนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไปยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลาง ให้กระทรวงการต่างประเทศและคณะรัฐมนตรียุติการดำเนินการตามมติ ครม.ที่รับรองการออกแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาสนับสนุนให้กัมพูชาจดทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ไปจนกว่าคดีจะเป็นที่สิ้นสุด

การ์ดอาสา

วันพุธที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2551 เวลา 15.00 น. พลตำรวจเอกวิโรจน์ พหลเวช รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติฝ่ายความมั่นคง พร้อมด้วย พล.ต.อ.ปานศิริ ประภาวัตร ที่ปรึกษา(สบ 10)เรียกประชุมนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลความสงบเรียบร้อยรักษาความปลอดภัยกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ปักหลักบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล พร้อมวางแนวทางแก้ไขปัญหาการจราจรพร้อมทั้งยืนยันว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่มีนโยบายการใช้ความรุนแรงต่อกลุ่มผู้ชุมนุมอย่างเด็ดขาด เพราะการกระทำเช่นนั้นภาพที่ปรากฏออกไปคงถือว่าไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ส่วนกำลังเจ้าหน้าที่นั้นจะมีการเตรียมกำลังเพิ่มเติมประมาณ 2 กองร้อย หรือ 300 นาย เพื่อป้องกันหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด กรณีการลงมติการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2551 โดยมี พล.ต.ต.สุชาติ เหมือนแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาลเป็น รองผู้บัญชาการเหตุการณ์ ควบคุมกำลังดูแลพื้นที่โดยรอบรัฐสภา โดยเน้นไม่ให้มีการบุกรุกเข้ามาในพื้นที่รัฐสภาอย่างเด็ดขาด[44]

วันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2551 หม่อมหลวงวัลย์วิภา จรูญโรจน์ ผู้อำนวยการสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมนักวิชาการ เดินทางมาพบ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อรับมอบรายชื่อผู้คัดค้านการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ซึ่งในส่วนของพันธมิตรฯ ได้มีการมอบรายชื่อให้กับทางสถาบันไทยคดีศึกษาไปแล้ว 6,000 รายชื่อ และในวันนี้มอบให้อีก 3,488 รายชื่อ ซึ่งล่าสุดตัวเลขของผู้ที่คัดค้านการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารมีทั้งหมด 33,400 รายชื่อ ภายหลังจากที่มีการรับมอบรายชื่อจากแกนนำกลุ่มพันธมิตรแล้ว ม.ล.วัลวิภา ยังได้ไปยื่นหนังสือคัดค้านเรื่องนี้ ต่อนายจุลยุทธ หิรัณยะวสิต ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาลด้วย[45]

ต่อมาในวันเสาร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้กระทรวงการต่างประเทศและคณะรัฐมนตรียุติการดำเนินการตามมติ ครม.ที่รับรองการออกแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาสนับสนุนให้กัมพูชาจดทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ไปจนกว่าคดีจะเป็นที่สิ้นสุด หรือ ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ทั้งนี้ศาลได้ไต่สวนฉุกเฉินคู่ความทั้ง 2 ฝ่ายเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน และใช้เวลาไต่สวนกว่า 10 ชั่วโมง จนมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเมื่อเวลา 02.00 น. ศาลปกครองสูงสุดได้โปรดมีคำพิพากษาหรือคำสั่งดังนี้[46][47][48]

  1. ให้เพิกถอนการกระทำของนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่เสนอร่างคำแถลงการณ์ร่วม ฯ ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาและมีมติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ
  2. เพิกถอนมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 17 มิถุนายน 2551 ที่มีมติเห็นชอบร่างคำแถลงการณ์ร่วม ฯ โดยมอบหมายให้นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ลงนามในแถลงการณ์ร่วม ฯ
  3. ให้เพิกถอนการลงนามในคำแถลงการณ์ร่วม ฯ ของนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่ลงนามเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2551
  4. มีคำสั่งให้นายนพดล ปัทมะ ยุติความผูกพันตามคำแถลงการณ์ร่วม ฯ ต่อประเทศกัมพูชาและองค์การยูเนสโก

[แก้] ย้ายไปชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล

เส้นทางการเคลื่อนขบวนของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจากสะพานมัฆวานรังสรรค์เข้าสู่ทำเนียบรัฐบาล ในวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2551
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเคลื่อนขบวนไปปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน 2551 เพื่อขับไล่ สมัคร สุนทรเวช ให้ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

วันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2551 เวลา 13.00 น.พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เคลื่อนขบวนปิดล้อมที่บริเวณสะพานชมัยมรุเชฐ หน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อขับไล่รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช หลังจากเดินทางไปยังกระทรวงการต่างประเทศเพื่อคัดค้านกรณีนายนพดล ปัทมะยอมรับแผนที่ปราสาทเขาพระวิหารที่กัมพูชากำหนดขึ้น เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน[49][50]

ประมาณเวลา 13.30 น. ขบวนผู้ชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยภายใต้การควบคุมของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง สามารถฝ่าการสกัดกั้นของตำรวจเข้ายึดพื้นที่แยกนางเลิ้งสำเร็จ พร้อมประกาศจะเคลื่อนขบวนเข้าพื้นที่ทำเนียบรัฐบาลในเวลา 17.00 น. (กรุงเทพธุรกิจ) ส่วนขบวนของนายสมศักดิ์ โกศัยสุข ได้เคลื่อนพลถึงบริเวณแยกวังแดงใกล้คุรุสภา[51] ด้าน นปก. ได้นำกลุ่มผู้ชุมนุมของตนและกลุ่มจักรยานยนต์ ปักหลักชุมนุมที่ ถนนราชดำเนินนอก หวังกดดันให้พันธมิตรฯ ยุติการปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล ขณะที่การจราจรบริเวณรอบถนนราชดำเนินนอกเป็นอัมพาต[52]

เวลา 15.00 น. ขบวนผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ กลุ่มของนายสมศักดิ์ โกศัยสุขสามารถฝ่าด่านของตำรวจที่สกัดไว้บริเวณแยกมิสกวัน และมุ่งหน้านำกลุ่มผู้ชุมนุมไปสมทบกับกลุ่มของพลตรีจำลองที่แยกนางเลิ้งจนสำเร็จ[53]

เวลา 15.30 น. พันธมิตรประกาศชัยชนะในการยึดพื้นที่ทำเนียบรัฐบาล[54] ด้าน พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าว ยอมรับว่าการที่พันธมิตรฯ สามารถยึดพื้นที่หน้าทำเนียบรัฐบาลสำเร็จ ถือเป็นชัยชนะของประชาชนทุกคน เพราะถือว่าตำรวจไม่ได้แพ้ และประชาชน ก็ไม่ได้แพ้ และทั้งสองฝ่ายต่างก็เป็นประชาชนเช่นเดียวกัน พร้อมยืนยัน จะไม่มีการสลายการชุมนุมหรือการใช้แก๊สน้ำตาแต่อย่างใด[55]

ซึ่งการเคลื่อนขบวนครั้งนี้ ทางพันธมิตรฯได้แบ่งออกเป็นทั้งหมด 9 สาย และเรียกวิธีการนี้ว่า สงคราม 9 ทัพ[56]

[แก้] ย้ายกลับไปชุมนุมที่เชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์

วันจันทร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 เวลา 10.00 น. พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รวมตัวกันหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปักหลักที่ ถนนพระรามที่ 1 ตามแผนยุทธศาสตร์ดาวกระจาย เพื่อทวงถามความคืบหน้าของคดีความที่มีคนในรัฐบาลเป็นผู้ต้องหาที่ยังคั่งค้างอยู่ รวมถึงความคืบหน้าของคดีความที่แกนนำพันธมิตร และผู้ปราศรัยบนเวทีการชุมนุมถูกแจ้งข้อหา ซึ่งพบว่ามีอยู่กว่า 20 คดี[57]

วันเดียวกันนั้น ศาลแพ่งได้ตัดสินให้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยต้องเปิดเส้นทางการจราจรให้ครบหมดทุกเส้นทาง โดยเริ่มตั้งแต่เวลา 05.00 - 18.00 น. เวลา 21.00 น. พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงได้ย้ายเวทีและที่ชุมนุมไปเป็นที่เชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์หน้ากระทรวงศึกษาธิการเหมือนเมื่อครั้งชุมนุมเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2549 แต่ครั้งนี้ได้หันเวทีปราศรัยไปยังพระบรมรูปทรงม้า

วันอังคารที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 เวลา 18.45 น. พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ประธานคณะที่ปรึกษา กองบัญชาการทหารสูงสุด ได้แต่งเครื่องแบบนายทหารขึ้นเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่สะพานมัฆวาน โดยปราศรัยว่า เป็นทหารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พร้อมทั้งปราศรัยเรื่องการเสียดินแดนปราสาทเขาพระวิหารที่องค์การยูเนสโกได้ประกาศขึ้นเป็นมรดกโลกเรียบร้อยแล้วว่า เป็นภารกิจของทหารต้องปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และรักษาอธิปไตยของชาติ ซึ่งแม้แต่ตารางนิ้วเดียวก็เสียให้ใครไม่ได้ ในครั้งนี้ พล.อ.ปฐมพงษ์ยังได้กล่าวกับประชาชนที่มาร่วมชุมนุมไว้อีกว่า

บางคนบอกว่ากลัวผิดวินัย ถ้าออกมาร่วมกับประชาชน แต่วินัยนั้นถ้าทำเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และเพื่อดินแดน ถือว่าไม่ผิดวินัย ถ้าผู้บังคับบัญชาคนใดสั่งห้ามในเรื่องเหล่านี้ ถือว่าผู้บังคับบัญชาคนนั้นขี้ขลาด
พล.อ.ปฐมพงษ์ เกสรศุกร์

วันจันทร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 เวลา 10.00 น. แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เพื่อให้ไต่สวนดำเนินคดีกับคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ นายทหาร และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีที่อาจทำให้ประเทศไทยสูญเสียอธิปไตยเหนือพื้นที่ทับซ้อนบริเวณรอบ ๆ ปราสาทพระวิหาร[58]

วันพฤหัสบดีที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ซึ่งตรงกับวันอาสาฬหบูชา พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้มีกิจกรรมให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมจุดเทียนแทนการเวียนเทียนเนื่องในวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา และได้เปิดเทปบันทึกพระสุรเสียงของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงบันทึกด้วยพระองค์เองเกี่ยวกับธรรมะที่ทรงศึกษาเอง[59]

[แก้] หมายจับสนธิ ลิ้มทองกุล

วันพุธที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ศาลอาญามีคำสั่งอนุมัติหมายจับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เนื่องด้วยนายสนธิได้เผยแพร่คำปราศรัยที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพของ นางสาวดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ดา ตอร์ปิโด ที่ปราศรัยที่ท้องสนามหลวงเมื่อคืนวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ซึ่งนายสนธิได้เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ในวันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 เวลา 9.00 น.[60]

วันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร.พร้อมด้วย พล.ต.ท.ภานุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ผช.ผบ.ตร. พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผบช.น. พร้อมนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่และพนักงานสอบสวนร่วมกันสอบปากคำนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมง 30 นาที โดยมีแกนนำพันธมิตรฯ คนสำคัญ เช่น นายสุริยะใส กตะศิลา นายพิภพ ธงไชย เข้าให้ปากคำในฐานะพยานร่วมกับ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ประธานที่ปรึกษากองบัญชาการทหารสูงสุด แต่งเครื่องแบบนายทหารที่เดินทางสมทบในภายหลัง ซึ่งนายสนธิได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อหากล่าวหา พร้อมให้ทนายความส่วนตัวยื่นเรื่องขอประกันตัวโดยใช้ตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา ของนายคำนูณ สิทธิสมาน เป็นหลักประกันตัวออกไป

แต่ในวันเดียวกันที่จังหวัดอุดรธานี กลุ่มพันธมิตรฯอุดรธานีได้จัดตั้งเวทีปราศรัยและจอโปรเจกต์เตอร์ขึ้น ได้ถูกกลุ่มชมรมคนรักอุดร ซึ่งนำโดย นายขวัญชัย ไพรพนา นักจัดรายการวิทยุท้องถิ่นยกพวกร่วม 1,000 คน พร้อมอาวุธครบมือ ไปรื้อทำลายเวทีและทำร้ายผู้ร่วมชุมนุมจนได้รับบาดเจ็บไปหลายคน และมีอยู่หนึ่งคนที่สาหัสจนต้องเข้าห้องไอซียู เหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นนี้มีตำรวจในพื้นที่ยืนดูอยู่เฉย ๆ ขณะที่จังหวัดบุรีรัมย์, จังหวัดมหาสารคามและจังหวัดยโสธร ก็เกิดเหตุการณ์แบบนี้คล้าย ๆ กัน[61]

[แก้] การชุมนุมสัญจร

ผู้ชุมนุมพันธมิตรฯที่หน้าวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2551

วันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้เคลื่อนตัวไปปราศรัยที่หน้าอาคารสำนักงานใหญ่การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) ถนนวิภาวดีรังสิต เพื่อทวงคืน ปตท. จากตลาดหลักทรัพย์กลับคืนสู่ประชาชน

วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2551 พันธมิตรฯประกาศให้เป็นการการชุมนุมใหญ่เพื่อเป็นการ ซ้อมใหญ่ ก่อน รับปริญญา มีผู้เข้าร่วมชุมนุมเป็นหลักแสน จนแถวยาวเหยียดเกือบถึงลานพระบรมรูปทรงม้า[62]

วันเสาร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2551 เวลา 09.00 น. พันธมิตรฯได้จัดการเดินชุมนุมไปยังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและอ่านแถลงการณ์ไม่ยอมให้รัฐบาลทำการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเด็ดขาด หากรัฐบาลยื่นกระทู้ขอแก้ไขวันใด ภายในระยะเวลา 7 วัน จะ เป่านกหวีด เรียกชุมนุมใหญ่ทันที จากนั้นจึงเดินไปที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว ทำการระลึกถึงวีรชนในเหตุการณ์ 14 ตุลา และได้เดินไปถึงวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เพื่อทำการสักการะพระศพของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และตั้งจิตอธิษฐานต่อพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) ขอให้ผู้ไม่ประสงค์ดีต่อประเทศชาติจงพบกับความหายนะ[63]

[แก้] 12 สิงหาคม วันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้นำประชาชนผู้เข้าร่วมชุมนุมที่เชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ กล่าวคำถวายพระพรเนื่องในมหามงคลสมัยวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2551

วันอังคารที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2551 เวลา 19.55 น. นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้นำประชาชนผู้เข้าร่วมชุมนุมที่เชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ กล่าวคำถวายพระพรเนื่องในมหามงคลสมัยวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ผู้เข้าร่วมชุมนุมได้จุดเทียนชัยถวายพระพร พร้อมกับร่วมกันร้องเพลงสดุดีมหาราชา ตามด้วยการจุดพลุไฟเฉลิมพระเกียรติ อย่างสวยงามตระการตา ตามด้วยบรรเลงเปียโนประกอบการร้องเพลงโดย "ณัฐ" และ"พวงเดือน ยนตรรักษ์" ซึ่งอัญเชิญเพลงพระราชนิพนธ์"แก้วตาขวัญใจ" มาขับร้อง ตามด้วยเพลงภาษาฝรั่งเศส "La Vie En Rose" หรือ "ชีวิตฉันโรยด้วยกลีบกุหลาบ" หลังจากนั้น วง "แฮมเมอร์" ขึ้นร้องเพลง"แม่" และเพลงเทิดพระเกียรติ "แม่ของแผ่นดิน"[64]

[แก้] ปฏิบัติการสถานทูตอังกฤษและกระทรวงบัวแก้ว

วันอังคารที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ใช้กลยุทธ์ดาวกระจายที่สถานทูตอังกฤษ สี่แยกเพลินจิต ถนนสุขุมวิท เพื่อเรียกร้องให้ทางรัฐบาลอังกฤษส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับมาประเทศไทย โดยนัดรวมตัวกันที่ ลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ (ลานหน้าเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์เก่า)

วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ใช้กลยุทธ์ดาวกระจายอีกครั้งที่หน้ากระทรวงต่างประเทศ เพื่อเรียกร้องให้ทางกระทรวงทำการเพิกถอนหนังสือเดินทางสีแดงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และค่ำวันเดียวกัน จากเดิมที่เคยนัดกันว่าจะไปดาวกระจายอีกครั้งที่หน้าโรงเรียนโยธินบูรณะเพื่อให้กำลังใจนักเรียนที่ทำการคัดค้านการสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ในพื้นที่ของโรงเรียน ได้ประกาศยกเลิกไป เนื่องจากในวันดังกล่าว ทางโรงเรียนได้ประกาศหยุดเรียนและให้นักเรียนบางส่วนไปชมภาพยนตร์ และทาง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ได้ประกาศวันบนเวทีว่า วันเสาร์ (23 สิงหาคม) จะประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะเป่านกหวีดอีกครั้งวันไหน

แต่ในวันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2551 แกนนำฯได้เปลี่ยนมาประกาศการเป่านกหวีดในวันนี้แทน โดย นายสนธิ ลิ้มทองกุล ประกาศเป่านกหวีดในเช้าวันอังคารที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2551 โดยเรียกร้องผู้ชุมนุมจากต่างจังหวัดให้มาถึงในเวลาค่ำคืนของวันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม ส่วนจะเคลื่อนไปที่ไหน จะบอกในวันนั้น

[แก้] ปฏิบัติการไทยคู่ฟ้า และการยึดทำเนียบรัฐบาล

สภาพแวดล้อมของทำเนียบรัฐบาลที่ถูกยึดโดยพันธมิตรฯ
ผู้ชุมนุมที่บุกเข้าไปในทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2551
น.ต.คฑาทอง สุวรรณทัต

เช้าวันอังคารที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2551 มีกลุ่มผู้คนประมาณ 80 คนอ้างตัวว่าเป็นพันธมิตรฯ บุกเข้าไปที่สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) แล้วยึดไว้ ในช่วงเวลาประมาณ 05.30 น.[65] แต่หลังจากนั้นก็ถูกจับกุมและสถานีก็สามารถออกอากาศได้ตามปกติ ต่อมากลุ่มพันธมิตรฯได้บุกเข้าไปในสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) อีกครั้ง โดยมีเป้าหมายในการนำสัญญาณโทรทัศน์ของสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวี มาออกอากาศในคลื่นความถี่โทรทัศน์ของสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยแทน แต่ทำไม่สำเร็จ โดยทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยต้องย้ายไปออกอากาศที่กองบังคับการตำรวจจราจร และสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5แทน ต่อมากลุ่มพันธมิตรฯ ได้ประกาศเป่านกหวีดเผด็จศึกกับรัฐบาล และเคลื่อนตัวออกจากสะพานมัฆวานรังสรรค์ มุ่งหน้าไปที่กระทรวงหลายแห่งรวมทั้งทำเนียบรัฐบาล จนสามารถบุกเข้าไปในทำเนียบรัฐบาลได้ ทำให้คณะรัฐมนตรีต้องไปประชุมกันที่กองบัญชาการกองทัพไทย และที่นั่นเอง นายสมัคร สุนทรเวช ได้มอบอำนาจการจัดการกับผู้ชุมนุมให้กับ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รมต.มหาดไทย ซึ่ง พล.ต.อ.โกวิท ก็ได้ประกาศว่า จะสลายการชุมนุมในเวลา 18.00 น. ของวันนั้น แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นดังที่อ้าง ช่วงค่ำนายสนธิ ลิ้มทองกุล ปราศรัยว่าทางรัฐบาลจะขอศาลออกหมายจับ 5 แกนนำ และผู้ประสานงานในเช้าวันรุ่งขึ้น ซึ่งทั้งหมดตกลงกันแล้วว่าจะยอมให้จับโดยดีและมีความเป็นไปได้ที่ศาลจะไม่ให้ประกันตัว[66]

[แก้] ศาลอนุมัติหมายจับ 9 แกนนำพันธมิตรฯ

วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2551 เวลา 16.00 น.ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการพิจารณาคำร้องขออนุมัติออกหมายจับ

ผู้ต้องหาที่ 1-9 ใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร หรืออำนาจตุลาการแห่งรัฐธรรมนูญ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นกบฏ ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113, ผู้ใดสะสมกำลังพลหรืออาวุธ ตระเตรียมการ หรือสมคบกันเพื่อเป็นกบฏ ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี มาตรา 114, มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และเมื่อเจ้าพนักงานสั่งผู้ที่มั่วสุมให้เลิกแล้วไม่เลิก ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 215 และ 216[67]

[แก้] จับกุมไชยวัฒน์ สินสุวงศ์และพลตรีจำลอง ศรีเมือง

นับตั้งแต่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีแทนที่นายสมัคร รัฐบาลมีท่าทีเจรจาสมานฉันท์กับฝ่ายพันธมิตรฯ โดยได้แต่งตั้ง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นรองนายกรัฐมนตรีเพื่อที่จะมาทำหน้าที่เจรจากับทางพันธมิตรโดยเฉพาะ ซึ่งทางฝ่ายพล.อ.ชวลิตเองก็ได้ยอมรับในเรื่องนี้ โดยส่ง พล.ท.พิรัตน์ สวาพิรัตน์ นายทหารคนสนิทไปคุยเจรจากับพล.ต.จำลอง ถึงที่ชุมนุมในทำเนียบรัฐบาล

แต่ในศุกร์ที่ 3 ตุลาคม เวลาประมาณ 14.00 น. ขณะที่นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ หนึ่งในแกนนำ 9 คน ที่ถูกหมายจับข้อหาเป็นกบฏ ได้เดินทางไปที่บ้านของนายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ เพื่อผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า และเดินทางกลับด้วยรถยนต์ ขณะที่อยู่บนทางด่วน ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกจับโดยกระชากตัวลงมาจากบนรถเลย โดยนายตำรวจคนที่รับหน้าที่นี้มีชื่อว่า พ.ต.อ.ปรีชา ธิมามนตรี การจับกุมเริ่มขึ้นจากนายไชยวัฒน์ออกเดินทาง จากที่ชุมนุม ซึ่งตำรวจได้ตามประกบไปตั้งแต่ที่นายไชยวัฒน์เสร็จสิ้นการปราศรัยที่ทำเนียบรัฐบาล ในช่วงบ่าย ก่อนหน้านั้น ในช่วงการจับกุมได้มีการต่อรอง ว่า จะนำมาสอบสวนที่สถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้ง แต่ระหว่างที่ขึ้นทางด่วน นายไชยวัฒน์ได้ขับรถส่วนตัว โดยมีตำรวจนั่งประกอบ และมีรถตำรวจอีกจำนวนหนึ่งตามหลัง เมื่อมาถึงทางแยกระหว่างไปทางแจ้งวัฒนะ และ ยมราช ตำรวจได้บังคับให้หยุดรถและฉุกกระชาก นายไชยวัฒน์ ลงมาจากรถ และนำขึ้นรถตำรวจอีกคันแล้วขับตรงไปทางแจ้งวัฒนะ และนำตัวไปกักขังไว้ที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 คลอง 5 ปทุมธานี แต่นายไชยวัฒน์ยังมีขวัญกำลังใจดีอยู่และฝากบอกมาว่าไม่ต้องประกันตัว ซึ่งปฏิกิริยาของทางฝ่ายพันธมิตรฯระบุว่า รัฐบาลไม่มีท่าทีที่จะสมานฉันท์จริง และเป็นไปได้ว่าอาจเรียกชุมนุมใหญ่อีกครั้ง[68] [69]

และในเช้าวันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม ซึ่งตรงกับวันเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ได้ออกจากที่ชุมนุมเพื่อไปใช้สิทธิเลือกตั้งของตนที่โรงเรียนเศรษฐเสถียร ถนนพระราม 5 เขตดุสิต ขณะที่หย่อนบัตรลงหีบเรียบร้อยแล้วก็ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรจเข้าจับกุมและนำไปควบคุมตัวที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 อันเป็นที่เดียวกับนายไชยวัฒน์ โดยก่อนหน้านั้น พล.ต.จำลองได้เขียนจดหมายทิ้งไว้หนึ่งฉบับและย้ำให้เปิดอ่านหลัง 09.00 น. ซึ่งนางสาวอัญชะลี ไพรีรัก ซึ่งทำหน้าที่พิธีกรบนเวทีก็ได้เปิดอ่านหลังจากนั้น โดยมีข้อความในจดหมายว่า

เรียน คุณอัญชลี คุณกมลพร หรือพิธีกรคนอื่นๆ กรุณาอ่านทุกถ้อยคำ อย่าให้ตกหล่น อ่านออกสำเนียงเสียงพูด พันธมิตรฯ ทุกท่าน ในการปราศรัย เราต่างมาชุมนุมเพื่อใช้หนี้แผ่นดิน และมาทำบุญ เราต่างมาทำบุญเพื่อประเทศไทย และใช้หนี้แผ่นดิน เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกๆ คนที่เกิดมา ก่อนตายต้องชดใช้บุญคุณแผ่นดิน ไม่ว่าการณ์สิ่งใดจะเกิดขึ้นขอให้ทุกคนจงจดจำไว้ว่า หน้าที่ของพลเมืองไทย คือ รับใช้ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ผมจำลอง ศรีเมือง อยากย้ำเตือนคนไทยว่า เราต่างเกิดมาพร้อมหน้าที่ ไม่ว่าจะสูงต่ำดำขาว ยากดีมีจน เรามีหน้าที่ใช้หนี้แผ่นดิน จาก
จำลอง ศรีเมือง 6 โมงเช้า

หลังจากถูกจับกุมแล้ว พล.ต.จำลองแสดงความจำนงว่าไม่ต้องการรับประกันตัว เนื่องจากเป็นหมายจับที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งปฏิกิริยาต่าง ๆ ของสังคมหลังจากทราบข่าวก็ได้แสดงความเป็นห่วงในสถานการณ์ และหลายฝ่ายก็คาดว่าเหตุการณ์จะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ซึ่งทางกลุ่มแนวร่วมของพันธมิตรโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากต่างจังหวัดก็ได้ทยอยเดินทางมุ่งเข้าสู่กรุงเทพมหานครทันที[70] [71]

[แก้] ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้เพิกถอนหมายจับคดีกบฏ

ต่อมาศาลอุทธรณ์ได้มีคำสั่งให้เพิกถอนหมายจับข้อหากบฏ 9 แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและข้อหาซ่องสุมกำลัง โดยที่ศาลได้ให้เหตุผลในการถอนหมายจับว่าเป็นการตั้งข้อหาเลื่อนลอย แต่ศาลอุทธรณ์ยังให้คงหมายจับข้อหาผู้ใดกระทำการเพื่อให้เกิดการปั่นป่วนกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี มาตรา 116 ข้อหามั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และเมื่อเจ้าพนักงานสั่งผู้ที่มั่วสุมให้เลิกแล้วไม่เลิก ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 216 และ 215 [72]

หลังจากนั้น ศาลจึงอนุมัติให้พลตรีจำลอง ศรีเมือง และนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ประกันตัวอย่างไม่มีเงื่อนไข[73]

[แก้] สนธิ ลิ้มทองกุล แฉ มีการสร้างพระพุทธรูป "ชินวัตรมุณี"

วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2551 นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้เล่าย้อนอดีตประวัติศาสตร์ในช่วงสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช สมัยที่ฝ่าวงล้อมข้าศึกนำไพร่พลแค่ 500 คน ตีฝ่าออกไปทางตะวันออกบ่ายหน้าไปทางจันทบุรี ระหว่างทางได้รวบรวมไพร่พลที่บางละมุง ชลบุรี และทรงปลูกต้นสนใหญ่ต้นหนึ่งเพื่อเป็นหลักของชาติไว้ที่วัดบางละมุง ขณะเดียวกัน ได้หล่อพระศรีอารยเมตรัยเพื่อเป็นหลักธรรมตั้งตรงกัน แต่ปรากฏว่าเมื่อปี 2544 ได้มีการเปลี่ยนแปลงโดยสร้างพระขึ้นมาใหม่ เรียกว่า พระชินวัตรมุณี ทรงหน้าเหลี่ยม มาวางเอาไว้ระหว่างกลางเพื่อเอาเคล็ด ขณะเดียวกัน ได้นำรูปจำลองพระแก้วมรกตซึ่งเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของพระมหากษัตริย์มาวางไว้ข้างล่างพระชินวัตรมุณี

ภาพบุคคลปริศนาใต้ฐานพระพุทธรูป

นอกจากนี้ นายสนธิได้ชี้ให้เห็นอีกว่า ยังมีการหล่อพระพุทธรูปชินวัตรมุณีองค์ใหญ่ เพื่อรับพลังจากหลักชาติ และใต้ฐานของพระพุทธรูปดังกล่าวยังหล่อเป็นรูปนักการเมืองหลายคน เช่น นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ นายบรรหาร ศิลปอาชา นายเนวิน ชิดชอบ เทพเจ้ากวนอู และรูปของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในรูปของเศรษฐีมีทรัพย์ นายสนธิกล่าวว่า "...และที่น่าสังเกตก็คือ มีรูปหล่อที่ลักษณะหมิ่นเหม่ เนื่องจากแต่งองค์ทรงเครื่องผิดไปจากบุคคลทั่วไป ซึ่งถ้าสังเกตให้ดีก็จะรู้เป็นใคร..." (ในภาพ) ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการเอาเคล็ดในลักษณะฝังรูปฝังรอย

นายสนธิยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า ใต้ฐานของพระพุทธรูปยังมีตราพระราหูซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของตำรวจ เพื่อให้ตำรวจอยู่ใต้พระชินวัตรมุณีตลอดไป แล้วยังนำลายของเหรียญพิฆาตไพรี ซึ่งเป็นเหรียญที่ปลุกเสกที่เมืองนครศรีธรรมราชเพื่อมอบให้กับนักรบในสมัยโบราณออกศึก มีเป้าหมายเพื่อเสริมอำนาจของสาวกไปทำลายฝ่ายตรงข้าม

จากนั้น นายสนธิได้เชื่อมโยงเหตุการณ์ที่ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และภรรยาและญาติใกล้ชิดไปทำพิธีบวงสรวงที่นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 17 พ.ค.2551 ราว 5 เดือนก่อน ซึ่งขณะที่ไปทำพิธีที่ศาลหลักเมืองก็ได้นำผ้าแพรไปผูกทับกับผ้าแพรที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ทรงผูกเอาไว้เดิม จากนั้นก็ได้ไปทำพิธีบวงสรวงพระเจ้าตากที่วัดเขาพนม โดยมีการยิงปืน 21 นัดเหมือนกับพิธีของพระมหากษัตริย์ และต่อมาเมื่อวันที่ 21 เดือนเดียวกันก็บังเอิญเกิดเหตุการณ์ทุบเทวรูปและย้ายศิวลึงก์ที่ปราสาทพนมรุ้ง ซึ่งเชื่อกันว่าต้องการทำลายอำนาจของพระอาทิตย์และเอาเคล็ดบางอย่าง[74]

[แก้] การขยายที่ชุมนุมสู่รัฐสภาและการสลายการชุมนุม

ตำรวจยิงแก๊สน้ำตา
ผู้ชุมนุมก้มลงหลบแก๊สน้ำตา
โฉมหน้าผู้ได้รับบาดเจ็บ
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ เสด็จยังวัดศรีประวัติ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี พระราชทานเพลิงศพ "น้องโบว์" น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ

วันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม หลังจากที่ผู้ชุมนุมจากจังหวัดต่าง ๆ ได้ทยอยสู่ที่ชุมนุมแล้ว เวลาประมาณ 20.30 น. บนเวทีแกนนำพันธมิตรทั้งรุ่นแรกและรุ่นที่สองได้ขึ้นเวทีพร้อมกัน และประกาศขยายพื้นที่การชุมนุมไปยังหน้าอาคารรัฐสภาทำการปิดล้อม เพื่อไม่ให้รัฐบาลแถลงนโยบายได้ในวันรุ่งขึ้น (7 ตุลาคม) โดยในส่วนหน้ารัฐสภานี้อยู่ภายใต้การดูแลของแกนนำพันธมิตรรุ่นสอง

แต่ในเวลาประมาณ 06.20 น. ของเช้าวันอังคารที่ 7 ตุลาคม ตำรวจได้ระดมยิงแก๊สน้ำตาร่วม 100 กว่านัดเข้าใส่ผู้ชุมนุมหวังจะให้แตกสลาย มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก สาหัสสุดถึงขั้นขาขาด ขณะเดียวกันหลายคนเมื่อได้ทราบเรื่องก็เร่งรีบเดินทางเข้าสู่ที่ชุมนุมทันที ซึ่งทางพันธมิตรฯได้เข้าทำการตัดน้ำ ตัดไฟในอาคารรัฐสภา ทางรัฐสภาจึงต้องใช้ไฟฟ้าสำรอง ต่อมาในเวลาประมาณ 09.30 น. การแถลงนโยบายร่วมได้เริ่มขึ้น แต่ว่ามี ส.ส. และ ส.ว. หลายคนไม่ได้เข้าประชุม นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาได้ให้นับองค์ประชุมปรากฏว่าไม่ครบองค์ประชุม จึงได้ให้พักการประชุม และเมื่อเปิดประชุมใหม่ปรากฏว่ามีเพียง ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาลเท่านั้นจำนวน 320 คน ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ฝ่ายค้านและ ส.ว. จำนวน 40 คนได้คว่ำบาตรการแถลงนโยบายครั้งนี้

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ได้แถลงนโยบายเสร็จในเวลาประมาณ 14.00 น. ไม่สามารถจะเดินทางออกมาได้เนื่องจากกลุ่มผู้ชุมนุมได้ปิดกั้นประตูทางออกแทบทุกทาง จึงต้องเดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ของตำรวจแทน พร้อมด้วยนางสาวชินณิชา วงศ์สวัสดิ์ บุตรสาว ไปยังกองบัญชาการกองทัพไทยที่ถนนแจ้งวัฒนะ เพื่อหารือกับผู้บัญชาการ 3 เหล่าทัพ ถึงสถานการณ์

เวลา 16.00 น. เกิดเหตุการณ์รถจิ๊ปเชโรกีระเบิดที่หน้าที่ทำการพรรคชาติไทย มีผู้เสียชีวิตหนึ่งรายเป็นผู้ชาย ทราบภายหลังคือ พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี หนึ่งในหัวหน้าการ์ดพันธมิตร ซึ่งเป็นญาติของเจ้าของรถที่เป็นพันธมิตร ได้จอดรถไว้เพื่อเดินมาร่วมชุมนุม และเกิดระเบิดหลังจากนั้นเพียง 10 นาทีเท่านั้น และเสียชีวิตจากแรงระเบิดโดยนั่งอยู่ในรถและร่างตกลงข้างรถด้านซ้าย อวัยวะภายในช่องท้องโดนแรงระเบิดระยะประชิด

ในเวลาประมาณ 17.00 น. บรรดา ส.ส. และ ส.ว. ยังคงติดอยู่ภายในอาคารรัฐสภา ซึ่งทางกลุ่มพันธมิตรไม่ยอมให้บุคคลเหล่านี้ออก นอกจากบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง เช่น พนักงานสภา, สื่อมวลชน เท่านั้น โดยให้แสดงบัตร แต่ปรากฏว่า ตำรวจได้ใช้แก๊สน้ำตาอีกหลายนัดยิงอีก เพื่อเปิดทางให้นักการเมืองออกไปได้ และการระดมยิงแก๊สน้ำตายังคงต่อเนื่องไปจนถึงหัวค่ำ ผู้ชุมนุมพยายามจะเข้าไปในพื้นที่ บชน. แม้ว่าตำรวจจะประกาศห้ามแล้ว จึงมีการยิงแก๊สน้ำตาสกัดกั้นที่หน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาลและลานพระบรมรูปทรงม้า ต่อมาภายหลังมีผู้ได้รับบาดเจ็บจนถึงขาขาดเพิ่มขึ้นอีก 2 ราย และมีผู้หญิงสาวเสียชีวิตด้วย รวมยอดผู้บาดเจ็บทั้งสิ้น 381 ราย เสียชีวิต 2 ราย ซึ่งต้องตรวจสอบต่อไปว่าเกิดจากแก๊สน้ำตาหรือระเบิดปิงปองที่นำมาเองจากผู้ชุมนุมด้วยกัน ในเหตุการณ์ครั้งนี้ตำรวจได้รับบาดเจ็บ 11 นายจากการโดนแทงคอด้วยด้ามธง และโดนรถของผู้ชุมนุมวิ่งเข้าชน รวมถึงถูกยิงด้วยลูกเหล็กและหัวน็อต[75]

พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ได้ลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สังคมหลายภาคส่วนได้ประณามการกระทำของตำรวจครั้งนี้

[แก้] การปรากฏพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

วันที่ 13 ตุลาคม สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินไปยังเมรุวัดศรีประวัติ อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี เพื่อทรงเป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพนางสาวอังคณา ระดับปัญญาวุฒิ ผู้เสียชีวิตในการจลาจลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ครั้งนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี โดยเสด็จด้วย มีพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ต่าง ๆ เฝ้ารับเสด็จ แต่ไม่ปรากฏบุคลากรจากฝ่ายตำรวจที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ นอกจากที่ทรงได้รับการต้อนรับอย่างปีติยินดีจากกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ณ ที่นั้นแล้ว การเสด็จพระราชดำเนินครั้งนี้ยังผลให้กลุ่มพีนธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประกาศเลื่อนการชุมนุมที่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่งกำหนดให้มีในวันนี้ออกไปเป็นอีกสองวันถัดไป[76] [77]

สมเด็จพระบรมราชินีนาถมีพระราชปฏิสันถารกับครอบครัวของผู้เสียชีวิต ซึ่งนายจินดา ระดับปัญญาวุฒิ บิดาของนางสาวอังคณา เปิดเผยว่าทรงแสดงความกังวลในสวัสดิภาพของผู้ชุมนุม และรับสั่งว่าจะจัดดอกไม้มาพระราชทานภายหลังด้วย[77] กับทั้งมีพระราชปฏิสันถารกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำของพันธมิตรฯ ซึ่งนายสนธิมิได้เปิดเผยรายละเอียด กล่าวเพียงว่าเป็นแต่เรื่องส่วนตัวที่ไม่สำคัญนัก[76]

ก่อนหน้านี้ สมเด็จพระบรมราชินีนาถได้ทรงพระราชอุทิศเงินจำนวนหนึ่งล้านบาทเป็นค่ารักษาพยาบาลผู้บาดเจ็บในการจลาจลดังกล่าวทั้งสองฝ่าย ซึ่งฝ่ายพันธมิตรฯ กล่าวว่าเป็นสัญญาณแห่งการสนับสนุนฝ่ายตน อย่างไรก็ดี เงินดังกล่าวได้เวียนไปสู่ทั้งฝ่ายตำรวจและพันธมิตรฯ ที่บาดเจ็บโดยเท่าเทียมกัน[78]

[แก้] งดปราศรัยทางการเมืองและเปิดถนนราชดำเนิน

ระหว่างพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทางพันธมิตรฯได้มีมติให้ยกเลิกการปราศรัยทางการเมืองบนเวที ตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน - 17 พฤศจิกายน และเปิดถนนราชดำเนินนอกพร้อมกับทำความสะอาดเพื่อใช้เป็นเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินจนถึงวันที่ 5 ธันวาคม ทั้งนี้ได้มีผู้มาเข้าร่วมชุมนุมแต่งกายชุดดำไว้ทุกข์เป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ในคืนวันที่ 15 พฤศจิกายน อันเป็นวันพระราชทานเพลิงพระศพ ทางแกนนำพันธมิตรฯได้ทำพิธีสักการะและน้อมส่งเสด็จฯสู่สวรรคาลัย รวมทั้งอ่านบทกวีถวายความอาลัยที่ นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ ประพันธ์ขึ้นในนามพันธมิตรฯ พร้อมทั้งถวายความจงรักภักดีและน้อมส่งเสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยวีดิทัศน์ เรื่องแม่เล่าให้ฟัง[79] [80]

[แก้] การต่อสู้แบบม้วนเดียวจบและการปิดล้อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมือง

ก่อนที่จะมีงานพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้มีการยิงอาวุธสงครามเข้าใส่ที่ชุมนุมของพันธมิตรฯที่ทำเนียบรัฐบาลอยู่เป็นระยะ ๆ และทุกครั้งต้องมีผู้บาดเจ็บถึงขั้นสาหัสและจนถึงแก่ชีวิตหลายคน จนกระทั่งถึงคืนวันที่ 19 พฤศจิกายน ต่อเนื่องถึงเช้าวันที่ 20 พฤศจิกายน มีการยิงด้วยเครื่องยิงระเบิด M-79 ตกลงกลางที่ชุมนุมที่ทำเนียบ ทำให้นายเจนกิจ กลัดสาคร ชาวชุมพรถึงแก่ชีวิตทันที

เช้าวันรุ่งขึ้นคือวันที่ 21 พฤศจิกายน แกนนำทั้งหมดได้ประชุมกันและมีมติว่า เรียกชุมนุมใหญ่อีกครั้ง เป็นการชุมนุมครั้งที่ใหญ่ที่สุดเรียกว่า ม้วนเดียวจบ หากครั้งนี้ยังไม่ชนะก็ยกประเทศนี้ให้แก่ระบอบทักษิณไป โดยเรียกชุมนุมใหญ่ในวันที่ 23 พฤศจิกายน

วันที่ 24 พฤศจิกายน พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ได้ขึ้นเวทีขอแรงจากผู้ชุมนุมให้เดินทางมาถึงทำเนียบรัฐบาลในเวลา 04.00 น. เพื่อที่จะกระจายตัวไปตามที่ต่าง ๆ ตามแผนที่วางไว้ โดยที่แกนนำทั้งหมดไม่ยอมเปิดเผยเลยแม้สักนิดว่าจะให้ทำอะไรบ้าง แต่ก่อนหน้านั้นได้มีผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งได้เดินทางไปที่สนามบินดอนเมือง และเข้ายึดพื้นที่ได้แล้วเพื่อไม่ให้คณะรัฐมนตรีใช้พื้นที่เป็นที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้

เวลาประมาณ 14.45 น. วันที่ 25 พฤศจิกายน กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยประมาณ 1,000 คน เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวเข้าสู่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเพื่อกดดันให้นายกรัฐมนตรีสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งก่อนหน้านั้นได้เดินทางไปที่หน้ากองบัญชาการกองทัพไทย ถนนแจ้งวัฒนะ เพื่อเรียกร้องแก่ พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผบ.สส. ให้ยืนอยู่ข้างประชาชน ซึ่งก่อนที่กลุ่มพันธมิตรจะเข้าถึงตัวอาคาร PTC ( Passenger Terminal Complex) มีการตั้งแถวสกัดกั้นของทางเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของท่าอากาศยานและเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 200 - 300 นาย แต่เนื่องจากเจ้าหน้าที่เกรงว่าจะเกิดความรุนแรงจึงได้ถอยร่นมาเรื่อย ๆ จนเวลาประมาณ 19.30 น. กลุ่มผู้ชุมนุมก็ต้อนเจ้าหน้าที่จนถึงตัวอาคารและทำการชุมนุมอยู่ด้านนอกอาคารผู้โดยสาร และผู้ชุมนุมทยอยเดินทางเข้ามาสมทบมากขึ้นประมาณ 20,000 คน เช้าของที่ 26 พฤศจิกายน ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิประกาศหยุดทำการบิน เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน เวลา 21.00 น. วันที่ 27 พฤศจิกายน นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงการณ์ประกาศใช้ พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) ในเขตพื้นที่ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานดอนเมือง ผ่านสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที และในวันที่ 28 พฤศจิกายน ก็ได้ออกคำสั่งปลด พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.เนื่องจากไม่สามารถจัดการกับการชุมนุมได้ โดยแต่งตั้ง พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติรักษาการแทน

จากเหตุการณ์ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน เป็นต้นมาทำให้การเดินทางทางอากาศไปสู่ท่าอากาศยานนานาชาติอื่นๆต้องหยุดลง ทำให้สายการบินที่มีมีกำหนดลงจอด ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิต้องไปลงจอด ณ ท่าอากาศยานอู่ตะเภาแทน ประกอบกับนักท่องเที่ยวติดค้างในประเทศไทยเป็นจำนวนมากทำให้สายการบินต่างต้องใช้ท่าอากาศยานอู่ตะเภาเพื่อขนส่งผู้โดยสารที่ติดค้างแทน แต่เนื่องจากท่าอากาศยานอู่ตะเภารองรับปริมาณผู้โดยสารได้จำนวนจำกัดด้วยเรื่องของพื่นที่และอุปกรณ์ที่จะรองรับได้ สายการบินต่าง ๆ และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ได้ดำเนินการเพื่อรองรับการ Check In ขึ้นที่ BITEC บางนา ผ่านระบบของ Airline Host โดยตรง โดยเชื่อมต่อเครือข่ายของ True ระบบได้เริ่มติดตั้งที่ไบเทคบางนาเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน คาดว่าจะเริ่มบริการให้กับผู้โดยสารได้ในวันที่ 1 ธันวาคม เป็นต้นไป สายการบินที่จะไปบริการแก่ผู้โดยสารที่ไบเทค ดังนี้ สายการบินไทย, สายการบินอีวีเอแอร์ไลน์, สายการบินกรุงเทพ เป็นต้น

อนึ่งเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน ทางพลตรี จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ออกหนังสือเปิดผนึกถึงนายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)จากการที่นายเสรีรัตน์ ได้ประกาศปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อค่ำวันที่ 26 พฤศจิกายน ว่าเนื่องจากการชุมนุมอยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้นกับการขึ้นลงของเครื่องบิน ขอให้เปิดท่าอากาศยานและทำการบิน โดยการปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลการขึ้นลงเครื่องบิน และดูแลรักษาความปลอดภัยของเครื่องบิน เป็นพื้นที่ความรับผิดชอบของ นายเสรีรัตน์[81]

[แก้] ยุติการชุมนุม

ตลอดระยะเวลาการชุมนุมต่อเนื่องยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยถึง 193 วัน ในที่สุดผลจากคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้อ่านคำวินิจฉัยคดียุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย อันเนื่องมาจากกรณีทุจริตการเลือกตั้งของนายยงยุทธ ติยะไพรัช[82] แสดงให้เห็นว่าการได้อำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินที่ผ่านมานั้นไม่ใช่วิถี ทางของประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ แต่เป็นการได้มาซึ่งอำนาจด้วยการทุจริตการเลือกตั้ง และเป็นบทพิสูจน์ที่แสดงให้เห็นว่า การชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้นเป็นความถูกต้องชอบธรรมเป็นที่ประจักษ์ ดังนั้น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงขอประกาศยุติการชุมนุมทั้ง ที่ทำเนียบรัฐบาล สนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง ในวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2551[83]

[แก้] สรุปจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตในระหว่างการชุมนุม

นพ.เพชรพงษ์ กำจรกิจการ ผู้อำนวยการศูนย์เอราวัณ สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้ สรุปยอดผู้บาดเจ็บ เสียชีวิต จากเหตุชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) และการชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในพื้นที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม - 2 ธันวาคม 2551 มีผู้บาดเจ็บทั้งสิ้น 737 ราย เสียชีวิต 8 ราย

สำหรับรายชื่อพันธมิตรฯ ที่เสียชีวิต ประกอบด้วย
1.น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ อายุ 27 ปี จากการสลายการชุมนุมหน้ารัฐสภา ถูกระเบิดแก๊สน้ำตาที่บริเวณหน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม
2.พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี จากเหตุระเบิดรถจี๊ป เชอโรกี หน้าที่ทำการพรรคชาติไทย เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม
3.นายเจนกิจ กลัดสาคร อายุ 48 ปี จากเหตุระเบิดที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเช้ามืดวันที่ 20 พฤศจิกายน
4.นายยุทธพงษ์ เสมอภาค อายุ 22 ปี การ์ด พธม.จากเหตุระเบิดที่แยกมิสกวัน เมื่อเช้ามืดของวันที่ 22 พฤศจิกายน
5.น.ส.กมลวรรณ หมื่นหนู อายุ 27 ปี จากเหตุระเบิดทำเนียบรัฐบาล วันที่ 30 พฤศจิกายน
6.นายรณชัย ไชยศรี อายุ 29 ปี จากเหตุระเบิดที่สนามบินดอนเมือง วันที่ 2 ธันวาคม

นอกจากนี้ ยังมีผู้เสียชีวิตอีก 1 ราย คือ นายเศรษฐา เจียมกิจวัฒนา อายุ 60 ปี บิดา นายเทิดศักดิ์ แกนนำ พธม.จ.เชียงใหม่ ถูกกลุ่ม นปช.ยิงที่หน้าหมู่บ้านระมิงค์นิเวศ์ จ.เชียงใหม่

ทั้งนี้ ศูนย์เอราวัณได้รวม นปช.ที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะกันของกลุ่มพันธมิตรฯกับกลุ่ม นปช. ได้แก่ นายณรงค์ศักดิ์ กอบไธสง อายุ 55 ปี (นปช.) จากเหตุการณ์แกนนำนปก.ได้ระดมกำลัง นปก.จากสนามหลวงพร้อมอาวุธครบมือยกขบวนมาทำร้ายกลุ่ม พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ชุมนุมอยู่บริเวณสะพานมัฆวาน จนนายณรงค์ศักดิ์ถูกการ์ดของกลุ่มพันธมิตรรุมทำร้ายจนเสียชีวิต เมื่อวันที่ 2 กันยายน[84]

[แก้] การเมืองใหม่  : ประชาภิวัฒน์

ในวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2551 นายสุริยะใส กตะศิลา ได้กล่าวต่อสื่อมวลชนว่าทางกลุ่มพันธมิตรฯ นั้นมีแนวคิดใหม่โดยหวังเพื่อลดจำนวนนักการเมืองหน้าเดิมคือ การจัดให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) 70% มาจากการคัดสรรจากภาคและส่วนอื่น แทนการเลือกตั้ง โดยได้ให้สาเหตุว่าการดำเนินงานรัฐสภาปัจจุบันไม่สามารถแก้ไขปัญหาการเมืองได้[85] โดยมีจุดประสงค์ที่จะพยายามให้ประชาชนส่วนใหญ่ได้มีส่วนร่วม และพยายามให้มีตัวแทนสาขาอาชีพที่มาจากการเลือกสรรค์ของกลุ่มอาชีพแต่ละอาชีพโดยตรง จึงเสนอสูตร 30/70 ดังต่อไปนี้

1. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 500 คนถ้วน
2. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตัวแทนจังหวัดมาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งจังหวัดๆละ 2 คนเท่าๆกันรวมเป็น 152 คน
3. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสาขาอาชีพ ที่ประชาชนในแต่ละสาขาอาชีพเลือกมาโดยตรงจำนวน 348 คน
4. ยกเลิกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อและสัดส่วนออกไปทั้งหมด เพราะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกลุ่มนี้เป็นที่มาของนักธุรกิจนายทุนที่มาลงทุนทางการเมืองโดยตรง มิได้ผ่านการเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรง ดูเหมือนว่าส.ส.เหล่านี้ส่วนใหญ่ได้ตำแหน่งเพราะจ่ายเงินให้พรรคมากกว่าที่ประชาชนจะเลือกโดยตรง
5. การเลือกตัวแทนของจังหวัดจะต้องทำสองรอบ คือ รอบแรกให้ประชาชนแต่ละอำเภอเลือกตัวแทนเข้าไปสมัครผู้แทนในระดับจังหวัด ด้วยคะแนนอย่างน้อย 40 เปอร์เซ็นต์ของผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนในแต่ละอำเภอ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้รู้จักประชาชนอย่างทั่วถึง และลดการซื้อเสียงได้ เพราะหากใครจะซื้อเสียงต้องซื้อเสียงจากคนทั้งจังหวัด ถึงสองครั้งสองคราเป็นเรื่องน่าหนักใจสำหรับนักซื้อเสียงไม่น้อย
6. การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระดับจังหวัดผู้รับเลือกต้องได้คะแนน 70 เปอร์เซ็นต์ของผู้มีสิทธ์เลือกตั้ง หากจังหวัดใดผู้ที่ได้รับเลือกตั้งมีคะแนนไม่ถึง 70เปอร์เซ็นต์ต้องเลือกตั้งจนกระทั่งได้คะแนน 70 เปอร์เซ็นต์ เป็นการซักฟอกจนได้คนที่ประชาชนพอใจที่สุด จะได้ชื่อว่าเป็นตัวแทนปวงชนที่แท้จริง
7. การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากสาขาอาชีพ ต้องพยายามออกแบบการเลือกตั้งให้สาขาอาชีพต่างๆ ได้มีส่วนร่วมให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ วิธีการหนึ่งที่ทำได้ง่ายคือ การจดทะเบียนจัดตั้งสมาคม หรือสภาของแต่ละสาขาอาชีพขึ้นมา เช่น สภาทนายความ สมาคมแพทย์ สมาคมแพทย์แผนโบราณ สมาคมครู สหภาพแรงงาน สมาคมชาวสวน สมาคมชาวนา สมาคมนักศึกษา สมาคมผู้ค้าปลีก สมาคมหาบแร่แผงลอย หอการค้า สมาคมชาวไร่ สมาชิกที่ลงทะเบียนไว้ในสมาคมนั้นจะเลือกผู้ที่เสนอตัวสมัครเข้ามา
8. จำนวนส.ส.ของแต่ละอาชีพแบ่งตามสัดส่วนจำนวนประชากรของแต่ละสาขาอาชีพ โดยคิดจำนวนผู้แทนราษฎรจำนวน 348 คนเป็น 100 เปอร์เซ็นต์ แล้วเฉลี่ยไปตามจำนวนประชากร โดยพยายามกระจายให้กว้างขวางที่สุด
9. คุณสมบัติสำคัญของผู้ที่จะสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของแต่ละสาขาอาชีพ ต้องประกอบอาชีพนั้นๆจริงๆ เช่น ทนายความก็ต้องประกอบอาชีพอยู่จริงๆ ชาวสวนก็ต้องทำสวนจริงๆ ชาวนาต้องทำนาจริงๆ ต้องตรวจสอบคุณสมบัติทั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งและผู้ลงคะแนนให้ถูกต้อง[86]

อาจารย์ธีรยุทธ บุญมี ได้แสดงความเห็นเอาไว้ตอนหนึ่งว่า

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งยกระดับมาเป็นการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนความคิดและโครงสร้างอำนาจการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องระยะยาวมาก จึงควรปรับวิธีการต่อสู้ของตน คือมีทั้งการเคลื่อนไหวทางความคิด สลับกับการเคลื่อนไหวมวลชน ทั้งผ่อนสลับกับรุก และเนื่องจากพันธมิตรเริ่มต้นจากการเรียกร้องลงโทษนักการเมืองโกงกินบ้านเมือง เป็นพลังทางคุณธรรมและพลังต่อต้านการใช้อำนาจบาตรใหญ่ให้สังคม จึงยิ่งต้องจำแนกวิธีการต่อสู้ให้ชัดเจนว่าเป็นแนวสันติวิธี หลีกเลี่ยงการดึงดันที่อาจดูคล้ายแนวอำนาจนิยม ไม่ควรเป็นการรุกไปข้างหน้าตลอด จนดูคล้ายการตะลุมบอนกับฝ่ายโกงกินบ้านเมือง ซึ่งจะทำให้คนแยกแยะและเลือกฝ่ายสนับสนุนได้ลำบาก

ที่สำคัญในการเสนอความคิดใหม่ทางการเมือง ไม่ควรสวนทางประชาธิปไตย ควรเคารพประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยที่ต่อสู้กันมานาน ควรหาวิธีเปิดกว้างขวางสร้างเวทีความคิดสำหรับทุกฝ่าย ซึ่งต้องมีเวลา ขั้นตอน จังหวะก้าวที่เหมาะสม

ธีรยุทธ บุญมี[87]

อนึ่ง สำหรับการชุมนุมครั้งนี้ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ประกาศว่าเป็น สงครามครั้งสุดท้าย และเรียกที่ชุมนุมของตนว่า มหาวิทยาลัยราชดำเนิน ซึ่งมีกิจกรรมที่ให้ความรู้ต่าง ๆ มากมายแก่ผู้เข้าร่วมชุมนุม เสมือนการศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา

และเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงเห็นว่าเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมี การเมืองใหม่ ในราชอาณาจักรไทย ซึ่งเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างแท้จริง โดยมีเป้าหมายดังนี้

  • ปกป้องเทิดทูนราชวงศ์จักรีให้เข้มแข็งและปลอดภัย เนื่องจากพระมหากษัตริย์ทรงทศพิศราชธรรม
  • สนับสนุนให้คนดีมาปกครองบ้านเมือง ป้องกันไม่ให้คนไม่ดีมีอำนาจ เพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคมทุกภาคส่วน ทั้งในด้าน เศรษฐกิจ การเมือง และสังคม
  • ประชาชนมีส่วนร่วมในทางการเมือง การเมืองใหม่จะไม่จำกัดอยู่เพียงนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งในพื้นที่เท่านั้น แต่จะยังเปิดกว้างให้ภาคประชาชนที่หลากหลาย ได้มีส่วนร่วมทางการเมืองทุกระดับ เช่น ผู้แทนจากกลุ่มวิชาชีพต่าง ๆ ผู้แทนจากภาคประชาชนที่หลากหลาย ผู้แทนจากภาคสังคมที่แตกต่าง ฯลฯ
  • พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เห็นว่าต้องขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ให้พ้นจากตำแหน่งโดยเร็วที่สุด และไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จะเจรจากับกลุ่มใดก็ตามที่ไม่ยืนอยู่บนหลักการดังกล่าว
  • พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยพร้อมสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงอำนาจทางการเมืองในปัจจุบัน บนเงื่อนไขที่จะต้องปฏิรูปการเมืองโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

ในวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2551 แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แถลงข่าวถึงแนวคิดเรื่องการเมืองใหม่ ที่ห้องผู้สื่อข่าวทำเนียบรัฐบาล พล.ต.จำลอง ศรีเมืองกล่าวว่า การเลือกตั้งแบบ 100 เปอร์เซ็นต์จะให้มีการเลือกตั้งได้ 2 ทาง คือ ผู้แทนพื้นที่เขต และผู้สมัครนามกลุ่มอาชีพ หากคนหนึ่งมีหลายอาชีพ จะให้ลงสมัครได้เพียงอาชีพเดียว เรื่องดังกล่าวทำไม่ยาก เมื่อแบ่งคนทั้งประเทศออก 2 กลุ่มดังที่กล่าวไปแล้ว จึงไม่ยากอย่างที่คิดจะทำ แต่อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้ ส่วนในทางปฏิบัตินั้นคงเป็นไปได้ยากจริงยอมรับ แต่หากทำเรื่องยากดีกว่าการเมืองเก่าก็ต้องทำ มันเป็นไปได้ แม้อาจจะไม่ได้เลิศเลอทุกอย่างก็ตาม ส่วนนายสมศักดิ์ โกศัยสุข กล่าวเสริมอีกว่า[88]

เพราะทุกคนในประเทศไทยต่างมีอาชีพทั้งนั้น อาจต้องเพิ่มเติมหรือเอาตามนั้น คนที่มีอาชีพอะไรก็ไปลงทะเบียนในอาชีพนั้น แล้วเวลาเลือกก็เลือกคนกลุ่มนั้น จะได้มีผู้แทนที่หลากหลาย ทุกวันนี้ไม่ใช้ผู้แทนราษฎรเป็นผู้แทนกลุ่มทุนรวมตัวเป็นกระจุกๆ จึงเป็นไปไม่ได้ที่คนกลุ่มนี้จะไปทำงานเพื่อคนทุกกลุ่ม เมื่อพันธมิตรฯ ออกแบบมาเช่นนี้จะมีตัวแทนจากหลายหลาย อาชีพ ทั้งหมอ ทั้งสื่อมวลชน ทำให้เกิดความงดงามในสภาขึ้น
สมศักดิ์ โกศัยสุข

[แก้] สุขภาวะผู้ร่วมชุมนุม

ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่เริ่มมีปัญหาด้านสุขภาพ เนื่องจากความเครียดสะสม และต้องชุมนุมท่ามกลางสายฝนติดต่อกันหลายคืน โดยเจ้าหน้าที่พยาบาลสาวของพันธมิตรรายหนึ่ง เปิดเผยว่า พันธมิตรได้เพิ่มเต็นท์พยาบาลเป็น 5 จุด ในทำเนียบ มีบริเวณด้านหน้าตึกสันติไมตรี บริเวณประตู 7 ขณะที่ภายนอกมี 3 จุด เรียงรายตั้งแต่สะพานมัฆวานไปจนถึงแยกมิสกวัน ทั้งนี้ยาส่วนใหญ่ที่ผู้ชุมนุมมาขอ มักเป็นยาแก้เจ็บคอ หรือยาแก้ไข เนื่องจากตากฝนหลายวัน ขณะที่วานนี้เริ่มมีผู้ชุมนุมมาขอยาแก้ท้องเสียเป็นจำนวนมาก โดยมีอยู่รายหนึ่งถึงกับต้องนำตัวส่งโรงพยาบาล แต่ทั้งนี้ไม่ทราบว่ามาจากอาหารที่พันธมิตรแจกจ่ายหรือไม่ นอกจากนี้ ยาแก้แพ้ก็มีคนมาขอเป็นจำนวนมาก เนื่องจากหญ้าหน้าสนามไทยคู่ฟ้าเริ่มเน่า ทั้งนี้ ยาที่หน่วยพยาบาลได้แจกจ่ายให้กับผู้ชุมนุมมากที่สุดคือยาดม เพราะแฟนพันธุ์แท้ของพันธมิตรส่วนใหญ่มักเป็นผู้สูงอายุ[89]

[แก้] ผลกระทบ

[แก้] ต่อสถานที่ราชการ

เวลาประมาณ 13.00 น. กลุ่มอาจารย์ คณะกรรมการนักเรียน และผู้ปกครองโรงเรียนราชวินิตมัธยม ได้เดินทางมายื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ต่อพลตรีจำลอง ศรีเมือง กับพวกรวม 6 คน กรณีได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย ที่ปิดถนนพระราม 5 บริเวณแยกเบญจมบพิตร ถนนพิษณุโลก ตั้งแต่แยกนางเลิ้งจนถึงแยกพาณิชยการ โดยนักเรียนได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก ทั้งจากการจราจรที่ติดขัด เสียงดังจากการปราศรัยด้วยถ้อยคำหยาบคาย การตรวจค้นกระเป๋าของนักเรียนที่เดินทางมาเรียนเพื่อความปลอดภัยของกลุ่มผู้ชุมนุม รวมถึงกลิ่นเหม็นจากขยะจำนวนมาก และการอุจจาระ ปัสสาวะ ไม่เป็นที่เป็นทาง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายแก่ร่างกาย อนามัยเสรีภาพ ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นการทำละเมิด จึงขอให้ทางกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ย้ายสถานที่ชุมนุม โดยคิดถึงเยาวชนของชาติเป็นหลัก ยืนยันว่าไม่มีพรรคการเมืองใดอยู่เบื้องหลังการยื่นคำร้องต่อศาลครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม ศาลได้มีการนัดพร้อมคู่ความในวันที่ 18 กันยายน เวลา 13.00 น.[90]

นายพิภพ ธงไชย แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวถึง กรณีที่โรงเรียนราชวินิตมัธยมยื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง ขอให้รื้อถอนเวทีและงดการใช้เครื่องขยายเสียง รวมทั้ง เปิดช่องทางจราจรว่า ได้รับมอบหมายจากแกนนำพันธมิตรฯ ให้ไปพบกับอาจารย์ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร และรักษาราชการแทนผอ.โรงเรียนราชวินิตมัธยม เพื่อหารือเกี่ยวกับเสียงที่รบกวนการเรียน การสอน และได้แก้ไขแล้ว โดยงดการใช้เสียงในช่วงที่มีการเรียนการสอน ส่วนการเปิดเส้นทางการจราจร ได้เชิญอาจารย์จากทั้ง 2 โรงเรียนมาดูพื้นที่แล้ว และทำความเข้าใจกันว่า จะเปิดเส้นทางที่ไม่กระทบต่อการชุมนุม ในชั่วโมงเร่งด่วน เพราะหากเปิดการจราจรทั้งหมด อาจทำให้กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เข้ามาก่อความวุ่นวายได้ นอกจากนี้ ยังให้ชุดรักษาความปลอดภัยพันธมิตรฯ ขยายเขตจัดระเบียบการขายสินค้า ออกไปนอกพื้นที่โรงเรียน เพื่อรักษาความสะอาด ขณะเดียวกัน จะชดใช้ค่าเสียหายให้กับโรงเรียนราชวินิตมัธยม จากการที่ทำให้ต้นไม้ที่นักเรียนปลูกไว้เสียหาย และจะไม่มีการพูดคำหยาบคายบนเวที อย่างไรก็ตาม หากศาลแพ่งมีคำสั่งออกมาอย่างไร พันธมิตรก็พร้อมปฏิบัติตามโดยไม่มีเงื่อนไข แต่ขณะนี้ยังไม่ต้องการแสดงความเห็น เพราะเกรงว่าจะเป็นการละเมิดอำนาจศาล[91]

[แก้] ต่อเศรษฐกิจ

ปฏิกิริยาของตลาดการเงิน
  • วันศุกร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2551 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ปิดตลาดที่ระดับ 654.34 จุด เพิ่มขึ้น 7.54 จุด หรือ 1.17% ระหว่างวันปรับตัวสูงสุดที่ 654.34 จุด ต่ำสุดที่ 647.19 จุด มูลค่าการซื้อชาย 8,164.77 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 1,886.74 บ้านบาท นักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิ 1,294.05 ล้านบาท นักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ 592.69 ล้านบาท สำหรับดัชนีที่ปิดตัวในวันเดียวกันนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีมีอันต้องล่ม เพราะไม่ครบองค์ประชุม เนื่องจากพรรคร่วมรัฐบาลไม่เห็นด้วยกับการเสนอชื่อนายสมัคร สุนทรเวช กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง จึงไม่เข้าร่วมประชุม ต้องเลื่อนการประชุมเลือกนายกฯ ไปเป็นวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2551[92]
  • การซื้อขายหลักทรัพย์ภาคเช้าวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ดัชนีปิดที่ระดับ 391.28 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 0.36 จุด เปลี่ยนแปลง 0.09% มูลค่าการซื้อ-ขายทั้งสิ้น 6,386.18 ล้านบาท สำหรับ5 อันดับ หลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายสูง คือPTTEP ปิดที่ 93.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาทPTT ปิดที่ 145.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท BANPU ปิดที่ 183.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท ADVANC ปิดที่ 73.00 บาท ลดลง -2.00 บาท[93]
  • สำหรับตลาดหุ้นไทย ดัชนีหุ้นปรับตัวลดลง -56.7% ในสกุลเงินเหรียญสหรัฐ หรือลดลงมากกว่าตลาดสหรัฐประมาณ 20% มีเหตุผลมากมายหลายประการที่จะอธิบาย ไล่มาตั้งแต่การขายสุทธิของกองทุนต่างชาติ จนถึงการถูกบังคับขาย หรือ Forced Selling โดยโบรกเกอร์ เพื่อรักษามูลค่าหลักประกันของลูกค้าไว้ จะได้ไม่ต้องเรียกหลักประกันเพิ่ม หรือ Margin Call และแน่นอนว่าอีกเหตุผลหนึ่งคือความตึงเครียดทางการเมืองที่กำลังเดือดพล่าน ระหว่างกองกำลังเสื้อเหลืองและเสื้อแดง[94]
ระดับความน่าเชื่อถือ
  • นายเจริญ วังอนานนท์ โฆษกสหพันธ์สมาคมท่องเที่ยวไทย (เฟสต้า) กล่าวว่า นายสมัคร สุนทรเวช ไม่ควรจะกลับเข้ามานั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีก เพราะน่าจะขาดจริยธรรมไปแล้วจากผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และหากมีการเลือกกลับมารับตำแหน่งใหม่ก็เท่ากับว่าผู้ลงคะแนนเสียงให้นั้น ไม่มีจริยธรรม เพราะผู้ที่จะเข้ามาบริหารประเทศควรเข้ามาสร้างประโยชน์ให้กับสังคม ไม่ใช่สร้างความแตกแยกให้ส่วนรวมเพิ่มขึ้น จนอาจถึงขั้นสงครามกลางเมือง สำหรับแนวทางการเลือกนายกรัฐมนตรี อยากเสนอให้นำรายชื่อผู้ที่ได้รับเสนอชื่อ 4-5 คน แสดงวิสัยทัศน์แนวทางการบริหารจัดการประเทศต่อสาธารณะชนเพื่อให้สังคมมีส่วน รับรู้ว่าใครเป็นอย่างไร ก่อนที่จะมีการลงคะแนนเสียงคัดเลือก ส่วนการแก้ปัญหาด้วยการยุบสภาควรใช้เป็นวิธีสุดท้าย เพราะจะทำให้ชาติเสียโอกาสมาก และควรปล่อยให้การเมืองแก้ไขกันเองไปให้ถึงที่สุด[95]
  • นายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวถึงคุณสมบัตินายกรัฐมนตรีคนใหม่ ต้องสามารถแก้ไขปัญหาวิกฤตของประเทศให้ได้ ซึ่งหอการค้าไทย และสภาหอการค้า เห็นพ้องกันว่า นายกฯ คนใหม่ควรจะมีคุณสมบัติ 5 ข้อ คือ ซื่อสัตย์ มีจริยธรรม เป็นผู้นำที่ดี มีความรู้ความสามารถ บริหารงานด้วยความโปร่งใส และต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องง่ายหรือเรื่องยาก ส่วนสิ่งที่ต้องเร่งรีบแก้ไข ภาคเอกชนเห็นว่า รัฐบาลชุดใหม่ต้องเลิกความแตกแยกทางความคิด และยกเลิก พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในทันที หากสถานการณ์ยืดเยื้อจะไม่เป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจในประเทศ เพราะจะทำให้ขาดความมั่นใจในการบริโภคในประเทศ กระทบการค้า การลงทุน ท่องเที่ยว ซึ่งได้มีการประเมินว่าหากยืดเยื้อถึงสิ้นปี ผลกระทบจะมีมากกว่า 1 แสนล้านบาท ซึ่งถือว่าสูงมาก หากเป็นเช่นนี้ผู้ประกอบการจะต้องปิดกิจการ และนั่งไหว้เจ้าเพื่อขอพรว่า พวกเราจะดำเนินธุรกิจต่อไปอย่างไร ซึ่งคงไม่มีใครอยากเห็น[96]
  • นายอรุณศักดิ์ จรูญวงศ์นิลมล ผู้อำนวยการสายงานจัดการกองทุน บลจ. เอสซีบี ควอนท์ กล่าวว่า สำหรับ จีดีพีของประเทศทั้งปีน่าจะอยู่ที่ไม่เกิน 5% แต่ไม่น่าที่จะปรับตัวไปถึง 6%ได้ เนื่องจากปัญหาภายในประเทศที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางการเมืองที่ยังหาข้อยุติไม่ได้ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้มองว่า หากมีการเปลี่ยนนายกฯจะสามารถเรียกความมั่นใจจากนักลงทุนได้ ซึ่งหากมีการเลือกนายกฯคนเก่ากลับมา จะทำให้การเมืองที่กำลังจะยุติยิ่งยืดเยื้อขึ้นไปอีก[97]
  • นาย เสรีรัตน์ ประสุตานนท์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และรักษาการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ว่า ขอวิงวอนให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยุติการชุมนุมทั้งที่ท่า อากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานดอนเมือง ซึ่งเป็นท่าอากาศยานหลักในการให้บริการขนส่งผู้โดยสารและสินค้า เพื่อลดความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงในปัจจุบัน เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยในส่วนของพรรคพลังประชาชน ด้วยมติเอกฉันท์ให้ยุบพรรคพลังประชาชน และตัดสิทธิทางการเมืองหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค 5 ปี เท่ากับว่า นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยปริยาย ซึ่งเป็นไปตามข้อเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ต้องการให้นายกรัฐมนตรีลาออกแล้ว นายเสรีรัตน์ กล่าวด้วยว่า หากกลุ่มพันธมิตรฯ ยังต้องการชุมนุมกันต่อ ตนก็ยินดีจะจัดสถานที่ที่ไม่กระทบต่อการให้บริการของทั้ง 2 ท่าอากาศยานให้ชุมนุมกันต่อไปได้[98]
  • นายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เปิดเผยเมื่อวันที่ 2 ธันวาคมว่า ตั้งแต่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ต้องปิดให้บริการท่าอากาศยานตั้งแต่วันที่ 25 พ.ย.จนถึง 1 ธ.ค.51 รวม 7 วันทำให้ ทสภ. ต้องสูญเสียรายได้ไปกว่า 350ล้านบาท ซึ่งการสูญเสียนี้ยังไม่รวมความเสียหายของผู้ประกอบการการขนส่งสินค้าทาง อากาศที่ไม่สามารถส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศได้อีกประมาณกว่า 25,000 ล้านบาทและยังไม่รวมความเสียหายของสายการบินต่างๆอีกจำนวนหนึ่ง แม้ ทสภ. ต้องประสบปัญหาการสูญเสียรายได้ดังกล่าว ทาง ทสภ. ก็พยายามช่วยเหลือผู้โดยสารต่างประเทศที่ตกค้างอยู่ในประเทศให้สามารถ บินกลับบ้านโดยใช้สนามบิน อู่ตะเภาได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น โดย ทสภ. ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปให้บริการที่ศูนย์เช็คอินไบเทคบางนาซึ่งได้เปิดให้ บริการตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้โดยสารระหว่างประเทศมาใช้บริการร่วม 1,300 คน คิดเป็น 17 เที่ยวบิน สำหรับวันนี้ได้รับรายงานว่า จะมีเที่ยวบิน 27เที่ยวบิน ทั้งนี้มีสายการบินที่ไปให้บริการที่ศูนย์ฯ นี้มีหลาย สายการบิน เช่น การบินไทย แอร์เอเชีย นกแอร์ ไชน่าเซาท์เทริน์ ครุ๊คแอร์ อีว่าแอร์ เป็นต้น นอกจากนี้เพื่อให้ผู้โดยสารระหว่างประเทศที่ไปใช้บริการที่สนามบินอู่ตะเภา ได้รับความสะดวกขึ้น ผู้อำนวยการ ทสภ. ยังได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ขนย้ายเครื่องเอ็กซเรย์สัมภาระไปให้บริการที่ สนามบินอู่ตะเภาที่มีอุปกรณ์ค่อนข้างจำกัด โดย เครื่องเอ็กซเรย์สัมภาระประกอบด้วยเครื่องเอ็กซเรย์สัมภาระผู้โดยสารที่จะนำ ขึ้นเครื่อง (Baggage X-Ray) 2 เครื่อง เครื่องเอ็กซเรย์สัมภาระผู้โดยสารที่จะถือขึ้นเครื่องบิน (Carry-on Baggage X-Ray) 2 เครื่องและเครื่องเอ็กซเรย์ตรวจวัตถุระเบิดแบบให้ผู้โดยสารเดินผ่าน (Walk-Through) 2 เครื่อง ซึ่งสามารถให้บริการได้ตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 1 ธ.ค. ที่ผ่านมา[99]
  • ปัญหาทางการเมืองในประเทศที่ยังคงยืดเยื้อ และเพิ่มระดับความรุนแรงมากขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้น เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ทั้ง S&P และ Fitch ประกาศปรับลดแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของไทยลง โดยเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2551 Standard & Poor’s (S&P) ได้ประกาศทบทวนแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของไทยลงสู่ 'เชิงลบ' จากเดิม 'มีเสถียรภาพ' อย่างไรก็ตาม S&P ยังคงอันดับความน่าเชื่อถือสำหรับตราสารหนี้สกุลเงินต่างประเทศ (Foreign Currency Credit Ratings) และสำหรับตราสารหนี้สกุลเงินในประเทศ (Local Currency Credit Ratings) ไว้ที่ระดับเดิม 'BBB+/A-2' และ 'A/A-1' ตามลำดับ โดย S&P มองว่า การยึดครองสนามบินนานาชาติทั้ง 2 แห่งในกรุงเทพฯ โดยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของไทย ซึ่งได้ส่งผลกระทบที่ร้ายแรงต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศ และเพิ่มความเป็นไปได้ที่ความรุนแรงจะลุกลามออกไปอย่างเห็นได้ชัด และพัฒนาการเหล่านี้อาจย้อนกลับไปสร้างแรงกดดันในทางลบต่อเศรษฐกิจไทยเพิ่ม ขึ้นไปจากผลกระทบจากภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก[100]
  • นายวิวัฒน์ กิตติพงศ์โกศล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ธนาคารจะช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากการปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทั้งกลุ่มลูกค้าส่งออกทางเครื่องบินและธุรกิจโรงแรม ซึ่งจะพิจารณาเป็นรายๆ ไป ทั้งนี้ ธนาคารอาจพิจารณาปรับลดดอกเบี้ยตั๋วพีเอ็น ที่ใช้สั่งซื้อ วัตถุดิบให้กับลูกค้าที่ได้รับความเสียหาย เพื่อลดภาระด้านดอกเบี้ย ขณะเดียวกันก็อาจพิจารณายืดระยะเวลาการผ่อนชำระหนี้ออกไป ซึ่งขณะนี้ธนาคารก็เริ่มช่วยให้ลูกค้าบางรายผ่อนชำระน้อยลง เพราะธนาคารก็เข้าใจว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดปัญหาจากตัวลูกค้า [101]
'การศึกษา
  • เนื่องจากพันธมิตรชุมนุมแล้วนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศพรก.สถานการณ์ฉุกเฉิน ทำให้ทุกสถานศึกษาต้องหยุดอย่างน้อย 2 วัน ( 2 - 3 กันยายน ) บางโรงเรียนถึง 1 สัปดาห์เลยทีเดียว

[แก้] การเผยแพร่ทางสื่อ

  • สถานีโทรทัศน์เอเอสทีวีฟรีทีวีผ่านดาวเทียม ช่องนิวส์วัน รวมไปถึงช่องที่สังกัดเอเอสทีวี และ วิทยุคลื่นยามเฝ้าแผ่นดิน FM 97.75 MHz ได้ทำการถ่ายทอดสดเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม เวลา 15:00 น. จนถึงวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2551 เวลา 10:00 น. รวม 193 วัน เพื่อเผยแพร่ข้อมูลที่อ้างว่าเป็นจริงและเป็นธรรม และป้องกันการสืบตรวจจากตำรวจ ที่จะจ้องดำเนินคดีหรือ กระทำการใดๆก็แล้วแต่กับพันธมิตร เป็นต้น และเป็นครั้งแรกของโลกที่ถ่ายทอดการชุมนุมลักษณะ เรียลลิตี้การเมือง ทั้งที่ สะพานมัฆวานรังสรรค์, ทำเนียบรัฐบาล, ท่าอากาศยานดอนเมือง และ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นต้น และเมื่อถึงที่สุดหรือจบการถ่ายทอดแล้ว การออกอากาศของเอเอสทีวี และ คลื่นยามเฝ้าแผ่นดิน ก็คงจะต้องกลับคืนสู่สภาพปกติ หลังจากที่ไม่ได้ออกอากาศมาตั้งนานเกือบ 6 เดือน

[แก้] ดูเพิ่ม


[แก้] อ้างอิง

  1. ^ พธม.ยอมปล่อยผู้โดยสารติดค้าง 3 พันคน ในอาคารสุวรรณภูมิ หลังขาดแคลนน้ำ-อาหาร เหตุร้านปิดบริการ ข่าวจากมติชน
  2. ^ Thai economy braces for fresh blow
  3. ^ Airports still shut, trains not running Bangkok Post. August 31, 2008.
  4. ^ http://www.thainewsland.com/?l=th&a=28346
  5. ^ Asian Human Rights Committee, THAILAND: Watershed moment for democracy and rule of law, 26 November 2008
  6. ^ เอเอสทีวีผู้จัดการ, พันธมิตรฯ แถลงประกาศชัยชนะ-ยุติชุมนุมทุกจุด 3 ธ.ค., เรียกข้อมูลวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551
  7. ^ ป๋าหมากบอก ฆ่าตัดตอน 2,500 ศพ ยุคแม้วนั้นชอบธรรมแล้ว ..... !! , oknation.net
  8. ^ Thai Visa.com, People's Alliance for Democracy to Renew Movement, Febuary 25, 2008.
  9. ^ “พันธมิตรฯ” กวักมือเรียก “แม้ว” เตือนอย่าแทรกแซงศาล
  10. ^ MCOT news,ศาลฎีกาให้ใบแดง ยงยุทธ เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี, เข้าถึงข้อมูลวันที่ 8 กรกฎาคม 2551
  11. ^ คมชัดลึก, "เสรีพิศุทธ์"ประชุมนครบาล จี้ออกหมายจับแกนนำนปก.เพิ่ม, เข้าถึงข้อมูลวันที่ 23 กรกฎาคม 2550
  12. ^ The Nation , PAD begins rallying in front of MFA building to protest Preah Vihear Temple map, June 18, 2008.
  13. ^ Saritdet Marukatat, The Bangkok Post,This land is my land! June 18, 2008.
  14. ^ เอเอสทีวีผู้จัดการ, พันธมิตรฯ ทั่ว ปท.บุกกรุง!ฮือขับไล่“นพดล”ย่ำยีหัวใจไทย!! 18 มิถุนายน 2551
  15. ^ เอเอสทีวีผู้จัดการ, “เพ็ญ” แถลงลาออกแล้ว อ้างเพื่อ “รักษาขุนให้อยู่รอด” 30 พฤษภาคม 2551
  16. ^ [1]
  17. ^ มติชน,[2] 31 พฤษภาคม 2551
  18. ^ เอเอสทีวีผู้จัดการ “สมศักดิ์” รัวกลองรบ! ขับไล่ “หมัก-รบ.นอมินี” ไร้ความชอบธรรม
  19. ^ เว็บบล็อกโอเคเนชั่น สมัคร ปอดแหก เลิกสลายการชุมนุม
  20. ^ ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินมีผลวันนี้ สมชาย วอนยุติความขัดแย้ง
  21. ^ เอเอสทีวีผู้จัดการ, สหภาพแรงงานรถไฟฯ ลาป่วย! - หยุดเดินรถพร้อมกันทั่วประเทศแล้ว, 28 สิงหาคม 2551
  22. ^ สนามบิน"ดอนเมือง"สุดปั่นป่วน สั่งปิดภูเก็ตหาดใหญ่กระบี่แล้ว - กรุงเทพธุรกิจ & คม ชัด ลึก
  23. ^ เอเอสทีวีผู้จัดการ, เซอร์ไพรส์! กัปตันการบินไทยขึ้นเวทีพันธมิตรฯ, 28 สิงหาคม 2551
  24. ^ เอเอสทีวีผู้จัดการ, สภาทนายฯ ตั้งคณะทำงาน กม.ช่วยประชาชนถูกตำรวจทำร้าย, 10 ตุลาคม 2551
  25. ^ เอเอสทีวีผู้จัดการ, ส.ว.ร้องยูเอ็น! ค้าน รบ.โจรตั้ง คกก.สอบโจรเหตุ 7 ตุลาทมิฬ , 10 ตุลาคม 2551
  26. ^ มติชน, พันธมิตรเตรียมเคลื่อนบุกทำเนียบ'จำลอง' ย้ำห้ามพกอาวุธ ตร.ระดมกำลัง5พันรับมือ, 19 มิถุนายน 2551
  27. ^ ประชาไท, สถานการณ์การชุมนุม มัฆวาน – สนามหลวง คืนก่อนวันทุบหม้อข้าว, 19 มิถุนายน 2551
  28. ^ เอเอสทีวีผู้จัดการ, *อำมหิตผิดมนุษย์! ตร.ตีคนแก่ สกัดห้ามเข้าสมทบพันธมิตรฯที่ทำเนียบฯ, 29 สิงหาคม 2551
  29. ^ BBC News, Pressure mounts on Thailand's PM, 29 August 2008
  30. ^ The Bangkok Post, Playing the foreign card, August 29, 2008.
  31. ^ ไทยรัฐ, สมเด็จพระเทพฯ ทรงห่วง สถานการณ์ชุมนุมที่เกิดขึ้น, 30 ส.ค. 51
  32. ^ เอเอสทีวีผู้จัดการ, แจ้งจับตำรวจรัฐเถื่อน! รุมทำร้ายประชาชน, 31 สิงหาคม 2551
  33. ^ ผู้จัดการอนนไลน์, “หม่อมปลื้ม” เลือกข้าง “ฆาตกรมือเปื้อนเลือด” - ด่าอาจารย์หมอ 8 สถาบัน, 10 ตุลาคม 2551
  34. ^ พล.ต.อ.สล้าง ยืนยันยึดทำเนียบฯ คืนจากพันธมิตรฯ
  35. ^ สล้าง แถลงตั้งกองกำลังยึดทำเนียบคืน
  36. ^ แนวหน้า, "จำลอง"ซัดรบ.สั่งฆ่าปชช. ปาระเบิดพธม. สาหัส2-บาดเจ็บอีกนับสิบ, 30 ตุลาคม 2551
  37. ^ The Bangkok Post, PAD considering moving to new site, June 7, 2008.
  38. ^ The Nation, PAD rally to support EC will see streets closed June 16, 2008.
  39. ^ เอเอสทีวีผู้จัดการ, รัฐวิสาหกิจลั่นเคียงข้างพันธมิตรฯร่วมศึกใหญ่ 17 พฤษภาคม 2551
  40. ^ The Nation, State Enterprise workers joins PAD protest, June 18, 2008.
  41. ^ เอเอสทีวีผู้จัดการ, นักสิทธิมนุษยชนชี้ “แม้ว” ฆ่าตัดตอนต้องคุกสถานเดียว 17 มิถุนายน 2551
  42. ^ Wassana Nanuam & Penchan Charoensuthipan, The Bangkok Post, PAD targets major rally on Friday to oust the govt, June 18, 2008.
  43. ^ แนวหน้า, ขอตัวแม้ว, 31 ตุลาคม 2551
  44. ^ เอเอสทีวีผู้จัดการ, ตำรวจยันไม่ใช้ความรุนแรงสลายพันธมิตรฯ ชัวร์, 25 มิถุนายน 2551
  45. ^ เอเอสทีวีผู้จัดการ, พันธมิตรฯ มอบรายชื่อสมทบ ไทยคดีฯ มธ.ค้านขึ้นทะเบียนเขาพระวิหาร, 27 มิถุนายน 2551
  46. ^ ไทยรัฐ, ศาลปค.สั่งคุ้มครองชั่วคราว ระงับมติครม.17 มิ.ย., 28 มิถุนายน 2551
  47. ^ คำสั่งศาลปกครองกลางสั่งคุ้มครอง “ปราสาทพระวิหาร”
  48. ^ The Nation, Court to decide injunction on PAD-led protest Monday, Saturday June 28, 2008.
  49. ^ เอเอสทีวีผู้จัดการ, นาทีต่อนาที! พันธมิตรฯ เคลื่อนพลดาวกระจายล้อมทำเนียบไล่รัฐบาลหุ่นเชิด, 20 มิถุนายน 2551
  50. ^ The Bangkok Post, On to Government House June 20, 2008.
  51. ^ เอเอสทีวีผู้จัดการ, พันธมิตรฯ ยึดทำเนียบเบ็ดเสร็จ ปักหลักไล่ซ่องโจร!, 20 มิถุนายน 2551
  52. ^ กรุงเทพธุรกิจ, นปก.ขนม็อบจักรยานยนต์ปิดราชดำเนินนอก, 20 มิถุนายน 2551
  53. ^ เอเอสทีวีผู้จัดการ, ด่านนางเลิ้งแตก! พันธมิตรฯ ร่วมแสนเคลื่อนรวมพลเต็มถนน, 20 มิถุนายน 2551
  54. ^ โพสท์ทูเดย์, พันธมิตรประกาศชัยชนะ, 20 มิถุนายน 2551
  55. ^ เอเอสทีวีผู้จัดการ, ตร.ยอมรับชัยชนะยึดทำเนียบฯ เป็นของประชาชนทุกคน!, 20 มิถุนายน 2551
  56. ^ คมชัดลึก, พันธมิตรฯ ใช้ "ยุทธการสงคราม 9 ทัพ" บุกประชิดทำเนียบ , 19 มิถุนายน 2551
  57. ^ The Naion,PAD-led protesters march to police head office, July 7, 2008.
  58. ^ เอเอสทีวีผู้จัดการ, พันธมิตรฯ ยื่น ป.ป.ช.แล้ว สอบเอาผิด ครม.-“แม้ว” ขายพระวิหาร, 14 กรกฎาคม 2551
  59. ^ เอเอสทีวีผู้จัดการ, พระสุรเสียงพระราชินี ยก “พระมหาโมคคัลลานะ” กำจัดคนชั่ว, 18 กรกฎาคม 2551
  60. ^ สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์, ศาลอาญามีคำสั่งอนุมัติหมายจับ "สนธิ ลิ้มทองกุล" ในความผิดฐานหมิ่นสถานบันเบื้องสูง, 24 กรกฎาคม 2551
  61. ^ เอเอสทีวีผู้จัดการ, ม็อบถ่อย “ยี้ห้อย” ควงท่อนเหล็กทุบ ตร.ฝ่าแนวกั้น-บุกรื้อเวทีพันธมิตรฯรวบได้ 13 ราย, 24 กรกฎาคม 2551
  62. ^ แนวหน้า, พันธมิตรฯโชว์พลังซ้อมใหญ่ รอนกหวีดเคลื่อนทัพแตกหัก , 2 สิงหาคม 2551
  63. ^ เอเอสทีวีผู้จัดการ, คารวะน้ำใจมวลชน ผนึกกำลังขับไล่ทรราช (1) , 2 สิงหาคม 2551
  64. ^ เอเอสทีวีผู้จัดการ, พันธมิตรฯ ถวายพระพร"พระราชินี"-เปล่งเสียง"ทรงพระเจริญ"กึกก้อง, 12 สิงหาคม 2551
  65. ^ รวบกลุ่มชายฉกรรจ์บุกเข้าไปในสถานีเอ็นบีที โดย ไทยรัฐ
  66. ^ เอเอสทีวีผู้จัดการ, “สนธิ” เปิดโปงวิชามารจับ 5 แกนนำพรุ่งนี้ ลั่นเป็นกบฏรัฐบาลชั่ว, 26 สิงหาคม 2551
  67. ^ เอเอสทีวีผู้จัดการ, หมายจับ 9 พันธมิตร! “โกวิท” เหิมสั่งออกจากทำเนียบทันที, 27 สิงหาคม 2551
  68. ^ เอเอสทีวีผู้จัดการ,พันธมิตรฯ เฉ่งรัฐบาลตีสองหน้า-ชี้ใบสั่งการเมืองรวบ “ไชยวัฒน์”, 3 ตุลาคม 2551
  69. ^ เอเอสทีวีผู้จัดการ,ขังที่ ตชด.คลอง 5 “ไชยวัฒน์” ขอบคุณทุกกำลังใจลั่นสู้ไม่ถอย, 3 ตุลาคม 2551
  70. ^ เอเอสทีวีผู้จัดการ, นาทีต่อนาที! “พล.ต.จำลอง” ถูกจับ และความเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ทั่วประเทศ, 5 ตุลาคม 2551
  71. ^ เอเอสทีวีผู้จัดการ, อดีตอธิบดีตำรวจ ยันพันธมิตรฯ ไม่เข้าข่ายกบฎ เตือน รบ.ดื้อดึงยัดข้อหา ความอดทน ปชช. ก็มีจำกัด, 5 ตุลาคม 2551
  72. ^ เอเอสทีวีผู้จัดการ, ศาลอุทธรณ์ถอนหมายจับข้อหากบฏ 9 แกนนำพันธมิตรฯ, 9 ตุลาคม 2551
  73. ^ เอเอสทีวีผู้จัดการ, ศาลให้ประกัน “จำลอง-ไชยวัฒน์” ไร้เงื่อนไข!!, 9 ตุลาคม 2551
  74. ^ เอเอสทีวีผู้จัดการ, “สนธิ” แฉสัตว์นรกทำทุกทางเอาเคล็ดสร้าง “พระหน้าเหลี่ยม” เพิ่มพลัง, 28 ตุลาคม 2551
  75. ^ ตำรวจปะทะฝูงชน นองเลือด! พันธมิตรหญิงดับ
  76. ^ 76.0 76.1 กรุงเทพธุรกิจ. (2551, 13 ตุลาคม). พระราชินีรับสั่งน้องโบว์เป็นเด็กดี 'ช่วยชาติ-รักษาสถาบัน'. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: < http://www.bangkokbiznews.com/2008/10/13/news_302910.php >. (เข้าถึงเมื่อ: 13 ตุลาคม 2551).
  77. ^ 77.0 77.1 Reuters. (2008, 13 October). Thai queen weighs in with anti-govt protesters. [Online]. Available: < http://in.reuters.com/article/worldNews/idINIndia-35930920081013 >. (Accessed: 13 October 2008).
  78. ^ BBC News. (2008, 13 October). Thailand's queen mourns protester. [Online]. Available: < http://news.bbc.co.uk/2/hi/asia-pacific/7666839.stm >. (Accessed: 13 October 2008).
  79. ^ ไทยรัฐออนไลน์, พธม.งดแถลง-จ้อการเมือง , 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
  80. ^ เอเอสทีวีผู้จัดการ, พันธมิตรฯน้อมส่งเสด็จฯ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ สู่สวรรคาลัย, 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
  81. ^ ASTVผู้จัดการออนไลน์ “พล.ต.จำลอง” ยื่น จม.เปิดผนึกจี้ “เสรีรัตน์” เปิดสนามบิน-ยันพันธมิตรฯ ไม่เคยขวาง 30 พฤศจิกายน 2551 17:15 น.
  82. ^ ผู้จัดการออนไลน์, ศาล รธน.มติเอกฉันท์! สั่งยุบ “พปช.” ตัดสิทธิ กก.บห.5 ปี - “ชายอำมหิต” หลุดเก้าอี้, เรียกข้อมูลวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551
  83. ^ เดอะ เนชั่น, [http://www.nationmultimedia.com/2008/12/02/headlines/headlines_30090031.php PAD cease all protests], เรียกข้อมูลวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551
  84. ^ เอเอสทีวีผู้จัดการ, สรุปยอดผู้ได้รับบาดเจ็บหลัง พันธมิตรฯ ยุติการชุมนุม เจ็บ 737 ตาย 8, เรัยกข้อมูลวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2551
  85. ^ ไทยรัฐ, แนวคิดการเมืองใหม่ เลือกส.ส.30%- สรรหา70%
  86. ^ การเมืองใหม่, กลุ่มคนจุดตะเกียง + PAD N.E.
  87. ^ เอเอสทีวีผู้จัดการ, “ธีรยุทธ” ชี้ พปช.รุกหนัก-ใช้อามิสสินจ้าง-ส่อเกิดสงครามกลางเมือง, 26 กรกฎาคม 2551
  88. ^ เอเอสทีวีผู้จัดการ, “พันธมิตร” ภูมิใจ ปชช.เป็นเจ้าภาพร่วม คลอดการเมืองใหม่, 23 กันยายน 2551
  89. ^ พันธมิตรกินไม่อั้น! ขยะท่วม ส้วมเต็ม ขี้ใส่ถุง
  90. ^ ไทยรัฐ, ศาลนัดฟังคำสั่ง30มิย. ครู-นร.ฟ้องพันธมิตรปิดถนน, 27 มิถุนายน 2551
  91. ^ Daily News Online, พันธมิตรฯ พร้อมทำตามคำสั่งศาล หลังถูกนร.ฟ้อง, 28 มิถุนายน 2551
  92. ^ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ราคาดัชนีตลาดหลักทรัพย์, เข้าถึงข้อมูลวันที่ 12 กันยายน 2551
  93. ^ กรุงเทพธุรกิจ, หุ้นไทยภาคเช้าปิดที่391.28จุดบวก0.36จุด, เรียกข้อมูลวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551
  94. ^ โพสต์ทูเดย์, เราใกล้ถึงจุดต่ำสุดหรือยัง?, เรียกข้อมูลวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551
  95. ^ เอเอสทีวีผู้จัดการ, ภาคธุรกิจรุมค้าน "หอกหัก" รีเทิร์นฯ สับเละ พปช. ขาดต่อมจริยธรรม, 11 กันยายน 2551
  96. ^ เอเอสทีวีผู้จัดการ, เอกชนตะเพิด “หอกหัก” พ้นการเมือง-ชี้คุณสมบัติ 5 ข้อผู้นำใหม่, 12 กันยายน 2551
  97. ^ เอเอสทีวีผู้จัดการ,"บลจ."เชื่อไทยน่าลงทุน เหนือเพื่อนบ้านทุกด้าน, 12 กันยายน 2551
  98. ^ มติชน, ผอ.สุวรรณภูมิวอน พธม.เลิกชุมนุมหลังพปช.ถูกยุบ, เรียกข้อมูลวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551
  99. ^ มติชน, ทอท.สูญรายได้แล้วกว่า 350 ล้านบาท, เรียกข้อมูลวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551
  100. ^ กรุงเทพธุรกิจ, หุ้นไทยภาคเช้าปิดที่391.28จุดบวก0.36จุด, เรียกข้อมูลวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551
  101. ^ โพสต์ทูเดย์, เอกชนเซ็งหมดทางพึ่งรัฐ, เรียกข้อมูลวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551

[แก้] แหล่งข้อมูลอื่น