อาณาจักรอยุธยา
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
|
กรุงเทพมหานคร
บวรทวารวดีศรีอยุธยาฯ อาณาจักรอยุธยา สัญลักษณ์
ข้อมูลทั่วไป
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
-
"กรุงศรีอยุธยา" เปลี่ยนทางมาที่นี่ สำหรับธนาคาร ดูที่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
อาณาจักรอยุธยา เป็นอาณาจักรของไทยในอดีต มีหลักฐานของการเป็นเมืองในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 16 - 18 โดยมีร่องรอยของที่ตั้งเมือง โบราณสถาน โบราณวัตถุ และเรื่องราวเหตุการณ์ในลักษณะตำนาน พงศาวดารไปจนถึงศิลาจารึก ซึ่งถือว่าเป็นหลักฐานร่วมสมัยที่ใกล้เคียงเหตุการณ์มากที่สุด ว่าก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยา ใน พ.ศ. 1893 นั้น ได้มีบ้านเมืองตั้งอยู่ก่อนแล้ว มีชื่อเรียกว่า เมืองอโยธยา หรือ อโยธยาศรีรามเทพนคร หรือ เมืองพระราม มีที่ตั้งอยู่บริเวณด้านตะวันออกของเกาะ เมืองอยุธยาเป็นเมืองที่มีความเจริญทางการเมืองการปกครอง และมีวัฒนธรรมที่รุ่งเรืองแห่งหนึ่ง มีการใช้กฎหมายในการปกครอง 3 ฉบับ คือ พระอัยการลักษณะเบ็ดเสร็จ พระอัยการลักษณะทาส และพระอัยการลักษณะกู้หนี้
เนื้อหา |
[แก้] ประวัติ
[แก้] การสถาปนากรุงศรีอยุธยา
ชาวไทยเริ่มตั้งถิ่นฐานบริเวณตอนกลาง และตอนล่างของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยามาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 18แล้ว มีเมืองสำคัญหลายเมือง อาทิ ละโว้, อโยธยา, สุพรรณบุรี, นครชัยศรี เป็นต้น ต่อมาราวปลายพุทธศตวรรษที่ 19 อาณาจักรขอม และสุโขทัยเริ่มเสื่อมอำนาจลง พระเจ้าอู่ทอง เจ้าเมืองอู่ทองซึ่งขณะนั้นเกิดโรคห่าระบาดและขาดแคลนน้ำ จึงทรงดำริจะย้ายเมืองและพิจารณาชัยภูมิเพื่อตั้งอาณาจักรใหม่ พร้อมกันนั้นต้องเป็นเมืองที่มีนำไหลเวียนอยู่ตลอด ครั้งแรกพระองค์ทรงประทับที่ตำบลเวียงเหล็กเพื่อดูชั้นเชิงเป็นเวลากว่า 3 ปี และตัดสินพระทัยสร้างราชธานีแห่งใหม่บริเวณตำบลหนองโสน (บึงพระราม) และสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นเป็นราชธานี เมื่อวันศุกร์ ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 5 ปีขาล จุลศักราช 712[1] ตรงกับวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 1893[2] มีชื่อตามพงศาวดารว่า กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา มหินทรายุธยา มหาดิลกภพนพรัตน์ราชธานีบุรีรมย์ ด้วยบริเวณนั้นมีแม่น้ำล้อมรอบถึง 3 สาย อันได้แก่ แม่น้ำลพบุรีทางทิศเหนือ, แม่น้ำเจ้าพระยาทางทิศตะวันตก และทิศใต้, แม่น้ำป่าสักทางทิศตะวันออก เดิมทีบริเวณนี้ไม่ได้มีสภาพเป็นเกาะ ต่อมาพระองค์ทรงดำริให้ขุดคูเชื่อมแม่น้ำทั้ง 3 สาย กรุงศรีอยุธยาจึงมีน้ำเป็นปราการธรรมชาติให้ปลอดภัยจากข้าศึก นอกจากนี้ที่ตั้งกรุงศรีอยุธยายังห่างจากปากแม่น้ำไม่มาก เมื่อเทียบกับเมืองใหญ่ๆอีกหลายเมืองในบริเวณเดียวกัน ทำให้กรุงศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าสู่ภูมิภาคอื่นๆในอาณาจักร รวมทั้งอาณาจักรใกล้เคียงอีกด้วย
[แก้] การขยายตัวของอาณาจักร
กรุงศรีอยุธยาดำเนินนโยบายขยายอาณาจักด้วย 2 วิธีคือ ใช้กำลังปราบปราม ซึ่งเห็นได้จากชัยชนะในการยึดครองเมืองนครธม(พระนคร)ได้อย่างเด็ดขาดในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 และอีกวิธีหนึ่งคือ การสร้างความสัมพันธ์แบบเครือญาติ อันเห็นได้จากการผนวกกรุงสุโขทัยเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักร
[แก้] การล่มสลายของอาณาจักร
ช่วงสมัยรัชกาลของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พระองค์มีโอรสอยู่ 5 พระองค์ ซึ่งทั้ง 5 องค์ก็หมายอยากได้ในราชสมบัติ เมื่อ พระเจ้าเอกทัศน์ (โอรสองค์โต) และ พระเจ้าอุทุมพร (โอรสองค์รอง) ได้มีสิทธิในราชสมบัติเท่ากันโดย พระเจ้าเอกทัศน์เป็นโอรสองค์โตย่อมได้ในราชสมบัติ ส่วนพระเจ้าอุทุมพรก็ทรงมีสติปัญญาเป็นเลิศ สามารถควบคุมกองกำลังได้ นั้นเป็นการจุดชนวนให้ทั้ง 2 พระองค์ต้องสลับการขึ้นครองราชย์กัน โดยในยามสงบ พระเจ้าเอกทัศน์จะทรงครองราชย์ ในยามสงคราม พระเจ้าอุทุมพรจะทรงครองราชย์ ในทางพม่าเมื่อกษัตริย์ พระเจ้าอลองพญา สวรรคตจากการถูกกระสุนปืนใหญ่(สะเก็ดดินปืน) พระโอรสจึงตั้งทัพเข้ายึดเมืองอยุธยาในปี 2309 ในเวลาต่อมาเมื่อพระเจ้าอุทุมพรหมดความมั่นใจในการครองราชย์เพราะพระเชษฐา(เอกทัศน์) ก็ทวงคืนราชสมบัติตลอดเมื่อไล่ข้าศึกได้ จึงออกผนวช โดยไม่สึก ทำให้พระเจ้าเอกทัศน์ครองราชย์ได้นาน 9 ปี ที่ค่ายบางระจัน ชาวบ้านบางระจันได้ขอกำลังเสริมจากอยุธยา แต่พระองค์ไม่ให้ และในเวลายินปืนใหญ่ ก็ให้ใส่กระสุนน้อย เพราะจะทำให้มเหสีรำคาญเสียง ทำให้พระเจ้าตากสินผู้นำกองทัพหมดศรัทธา และนำทัพตีค่ายออกจากกรุงในที่สุด และในวันที่ 7 เมษายน 2310 กรุงศรีอยุธยาถูกเผาไม่เหลือแม้นวัดวาอาราม นับเวลาของราชธานีได้ 417 ปี แต่ในบางตำราก็กล่าวไว้ว่าวัดหน้าพระเมรุเป็นวัดที่ไม่เสียหายมากเพราะช่วงสงครามพระเจ้าอลองพระยาได้ทำปืนใหญ่แตกใส่ตนเองขณะยิงปืนใหญ่ใส่วัดหน้าพระเมรุทำให้พระเจ้าอลองพระยาบาดเจ็บสาหัส และถ่อยร่นทัพกลับและเสียชีวิตในขณะเดินทางกลับ ส่วนวัดหน้าพระเมรุได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ในสมัยรัชกาลที่ ๓
[แก้] หลักฐานทางโบราณคดี
หลักฐานที่แสดงให้เห็นชัดที่สุดว่าพระเจ้าอู่ทองควรจะสืบเชื้อสายมาจากลพบุรี คือ งานศิลปกรรมในสมัยอยุธยาตอนตันที่มีอิทธิพลของศิลปะลพบุรีอยู่มาก เช่น เจดีย์ทรงปรางค์ที่วัดมหาธาตุและวัดราชบูรณะซึ่งมีลักษณะแผนผังของวัดและตัวปรางค์ คล้ายกับปรางค์ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุลพบุรี พระพุทธรูปมีพระพักตร์คล้ายกับประติมากรรมขอม และระบบการปกครองก็มีอิทธิพลของวัฒนธรรมเขมรอย่างเห็นได้ชัด เช่น ระบบเทวราชา
นอกจากนี้บริเวณเมืองอยุธยา ยังมีแม่น้ำป่าสักที่มีไหลผ่านเมืองศรีเทพที่เป็นแหล่งวัฒนธรรมสมัยทวารวดีที่สำคัญ และแม่น้ำลพบุรี แม่น้ำทั้ง 3 สายนี้สามารถใช้เป็นเส้นทางคมนาคมกับเมืองที่มีความเจริญซึ่งอยู่ทางเหนือขึ้นไป เช่น อาณาจักรสุโขทัย,หริภุญไชย,ล้านนาและเมืองเล็กเมืองน้อยอีกมากมาย จึงสันนิษฐานได้ว่าพื้นที่บริเวณเมืองอยุธยานี้คงเคยเจริญภายใต้วัฒนธรรมทวารวดีมาก่อน
เนื่องจากสภาพภูมิศาสตร์พื้นที่บริเวณเมืองอยุธยาเป็นดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ และจะมีน้ำจากทางเหนือท่วมไหลลงมาท่วมทุกปีซึ่งน้ำจะได้พัดเอาตะกอนอันอุดมสมบูรณ์ลงมาด้วย พื้นที่บริเวณเมืองอยุธยาจึงเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก และพื้นที่บริเวณเมืองอยุธยาคงเป็นเมืองท่าและจุดแวะพักสินค้าด้วย เนื่องจากมีแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลลงสู่อ่าวไทยไหลผ่าน จึงทำให้ต่อมาได้มีพัฒนาการความเจริญจนเริ่มมีความเป็นเมือง สันนิษฐานว่าคงเมืองอยุธยาอาจเจริญขึ้นในช่วงทวารวดีตอนปลายแล้วดังพบหลักฐานทางศิลปกรรมคือเจดีย์วัดขุนใจเมือง ซึ่งมีลักษณะศิลปะและการก่อสร้างแบบศิลปะทวารวดี คือ เป็นเจดีย์ก่ออิฐไม่สอปูนองค์สูงใหญ่ เจดีย์องค์นี้ตั้งอยู่บริเวณถนนใหญ่ในตัวเกาะอยุธยา
และเมืองอยุธยาในช่วงแรกคงเจริญภายใต้อิทธิพลอำนาจของเมืองลพบุรี โดยอาจเป็นเมืองลูกหลวงดังมีข้อความปรากฏในตำนานมูลศาสนาว่า “เมืองรามเป็นเมืองลูกหลวงของเมืองละโว้” เมืองรามนี้สันนิษฐานว่าคงเป็นเมืองอโยธยาหรืออยุธยานั่นเอง ต่อมาเมืองลพบุรีได้รับอิทธิพลทางการเมืองจากอาณาจักรเขมร โดยเฉพาะอย่างยิ่งอย่างยิ่งในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 หรือ พศว.ที่ 16-17 เมืองอยุธยาก็คงต้องได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมเขมรด้วยแน่นอน ถึงแม้ว่าใน พศว.ที่ 18 จะมีการกำเนิดของอาณาจักรสุโขทัย กษัตริย์และผู้คนบริเวณเมืองลพบุรีก็คงมิได้หายไปไหน จึงอาจเป็นไปได้ว่ากษัตริย์จากเมืองลพบุรี อาจย้ายศูนย์กลางเมืองจากลพบุรีมาอยู่บริเวณเมืองอยุธยาในปัจจุบัน โดยสันนิษฐานว่าอาจเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกับอำนาจของอาณาจักรสุโขทัยและอยากได้เมืองใหม่ที่มีชัยภูมิที่ดีกว่านี้
กษัตริย์ลพบุรีองค์ที่คิดย้ายนี้ก็อาจเป็นต้นวงศ์พระเจ้าอู่ทอง โดยเมืองที่ย้ายมาระยะแรกกระจายตัวอยู่สองข้างของแม่น้ำเจ้าพระยา ดังพบหลักฐานการอยู่อาศัยที่มีอายุก่อน พ.ศ. 1893 เช่น มีการสร้างพระเจ้าพนัญเชิงซึ่งพระพุทธรูปขนาดใหญ่ในปีพ.ศ. 1867 สามารถวิเคราะห์ได้ว่าวัดที่พระเจ้าพนัญเชิงประดิษฐานอยู่คงเป็นวัดขนาดใหญ่ จึงสะท้อนให้เห็นถึงการมีชุมชนขนาดใหญ่ในบริเวณนี้และคงเป็นชุมชนที่มีการอยู่อาศัยก่อน ปี พ.ศ. 1893 แต่พื้นที่รอบบริเวณสองฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยาในหน้าน้ำ จะเกิดน้ำท่วมเป็นประจำทุกปี ทำให้กษัตริย์พระองค์หนึ่งมีการคิดที่จะสร้างศูนย์กลางของเมืองใหม่ กษัตริย์พระองค์นั้นอาจเป็นสมัยพระเจ้าอู่ทอง ซึ่งพระองค์ก็ได้เลือกพื้นที่บริเวณเมืองอยุธยานี้มาสร้างกรุงศรีอยุธยาแล้วสถาปนาตัวเองในชื่อว่าสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 อาณาจักรอยุธยาหรืออโยธยาศรีรามเทพนคร หากพิจารณาจากพื้นที่บริเวณที่เป็นเกาะเมืองอยุธยาที่พระเจ้าอู่ทอง หรือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ทรงเลือกสร้างอาณาจักรอยุธยาที่มีความมั่นคงและใหญ่โต
ในส่วนของการขุดค้นทางโบราณคดีเห็นว่า ควรมีการขุดค้นที่บริเวณสองข้างของแม่น้ำทั้ง 3 สายที่ไหลผ่านเมืองอยุธยา และบริเวณพื้นที่จุดที่แม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำป่าสักไหลมาบรรจบกัน เนื่องจากบริเวณนี้มีงานศิลปกรรมคือพระประธานที่วัดพนัญเชิงที่มีอายุการก่อสร้างปี พ.ศ. 1867 ซึ่งเก่ากว่าปีพ.ศ.ที่สถาปนากรุงศรีอยุธยา เพื่อหาข้อมูลการตั้งถิ่นฐานของกลุ่มชนก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยาเพื่อมาสนับสนุนข้อสันนิษฐานข้างต้นที่กล่าวมานี้
จึงอาจสรุปได้ว่า กรุงศรีอยุธยาคงมีพัฒนาการทางสังคมความเจริญถึงระดับความเป็นเมืองก่อนปี พ.ศ. 1893 แน่นอน และเป็นเมืองที่อยู่ภายใต้อิทธพลทางการเมืองของเมืองลพบุรีด้วย ในช่วงแรกสันนิษฐานว่าศูนย์กลางเมืองอาจอยู่บริเวณวัดพนัญเชิง หรือพุทไธสวรรค์ แล้วต่อมาในปี พ.ศ. 1893 คงเป็นเพียงปีที่พระเจ้าอู่ทองย้ายศูนย์กลางของเมืองหรือย้ายพระราชวังดังความเห็นของอ.ศรีศักร วัลิโภดม ก็เป็นได้
[แก้] พระราชวงศ์
ราชวงศ์กษัตริย์ของกรุงศรีอยุธยา ประกอบด้วย 5 ราชวงศ์ คือ
- ราชวงศ์อู่ทอง มีกษัตริย์ 4 พระองค์
- ราชวงศ์สุพรรณภูมิ มีกษัตริย์ 13 พระองค์
- ราชวงศ์สุโขทัย มีกษัตริย์ 7 พระองค์
- ราชวงศ์ปราสาททอง มีกษัตริย์ 4 พระองค์
- ราชวงศ์บ้านพลูหลวง มีกษัตริย์ 6 องค์
ซึ่งรวมเป็นกษัตริย์รวม 33 พระองค์ ซึ่งถือว่ามีมาก ซึ่ง อาณาจักรกรุงศรีอยุธยา เป็นราชธานีมาตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 1893 จนถึงวันที่ 7 เมษายน 2310 เป็นเวลายาวนานถึง 417 ปีเลยทีเดียว กษัตริย์ของกรุงศรีอยุธยา มีดังนี้
[แก้] พระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา
| อาณาจักรอยุธยา |
||
|---|---|---|
| อู่ทอง | พ.ศ. 1893 - 1952 | |
| สุพรรณภูมิ | พ.ศ. 1952 - 2112 | |
| กรุงแตกครั้งที่ 1 | พ.ศ. 2112 | |
| สุโขทัย | พ.ศ. 2112 - 2172 | |
| ปราสาททอง | พ.ศ. 2172 - 2231 | |
| บ้านพลูหลวง | พ.ศ. 2231 - 2310 | |
| กรุงแตกครั้งที่ 2 | พ.ศ. 2310 | |
พระมหากษัตริย์องค์สำคัญ |
||
| พระเจ้าอู่ทอง | พ.ศ. 1893 - 1912 | |
| พระบรมไตรโลกนาถ | พ.ศ. 1991 - 2031 | |
| พระนเรศวรมหาราช | พ.ศ. 2133 - 2148 | |
| พระเอกาทศรถ | พ.ศ. 2148 - 2153 | |
| พระนารายณ์มหาราช | พ.ศ. 2199 - 2231 | |
|
|
||
|
|
||
| ลำดับ | พระนาม | ปีที่ครองราชย์ | พระราชวงศ์ |
|---|---|---|---|
| 1 | สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) | 1893 - 1912 (19 ปี) | อู่ทอง |
| 2 | สมเด็จพระราเมศวร (โอรสพระเจ้าอู่ทอง) ครองราชย์ครั้งที่ 1 | 1912 - 1913 (1 ปี) | อู่ทอง |
| 3 | สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 (ขุนหลวงพะงั่ว) | 1913 - 1931 (18 ปี) | สุพรรณภูมิ |
| 4 | สมเด็จพระเจ้าทองลัน (โอรสขุนหลวงพะงั่ว) | 1931 (7 วัน) | สุพรรณภูมิ |
| 5 | สมเด็จพระรามราชาธิราช (โอรสพระราเมศวร) | 1938 - 1952 (14 ปี) | อู่ทอง |
| 6 | สมเด็จพระนครินทราธิราช (เจ้านครอินทร์) โอรสพระอนุชาของขุนหลวงพระงั่ว | 1952 - 1967 (16 ปี) | สุพรรณภูมิ |
| 7 | สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) โอรสเจ้านครอินทร์ | 1967 - 1991 (16 ปี) | สุพรรณภูมิ |
| 8 | สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (โอรสเจ้าสามพระยา) | 1991 - 2031 (40 ปี) | สุพรรณภูมิ |
| 9 | สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 (โอรสพระบรมไตรโลกนาถ) | 2031 - 2034 (3 ปี) | สุพรรณถูมิ |
| 10 | สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 (โอรสพระบรมไตรโลกนาถ) | 2034 - 2072 (38 ปี) | สุพรรณภูมิ |
| 11 | สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 (พระอนุชาต่างมารดาพระรามาธิบดีที่ 2) | 2072 - 2076 (4 ปี) | สุพรรณภูมิ |
| 12 | สมเด็จพระรัษฎาธิราชกุมาร (โอรสพระบรมราชาธิราชที่ 4) | 2076(5 เดือน) | สุพรรณภูมิ |
| 13 | สมเด็จพระไชยราชาธิราช (โอรสพระรามาธิบดีที่ 2) | 2077 - 2089 (12 ปี) | สุพรรณภูมิ |
| 14 | สมเด็จพระยอดฟ้า (พระแก้วฟ้า) (โอรสพระไชยราชาธิราช) | 2089 - 2091 (2 ปี) | สุพรรณภูมิ |
| 15 | สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ (พระเทียรราชา) | 2091 - 2111 (20 ปี) | สุพรรณภูมิ |
| 16 | สมเด็จพระมหินทราธิราช (โอรสพระมหาจักรพรรดิ) | 2111 - 2112 (1 ปี) | สุพรรณภูมิ |
| 17 | สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช (ราชบุตรเขยในพระมหาจักรพรรดิ) | 2112 - 2133 (21 ปี) | สุโขทัย(พระร่วง) |
| 18 | สมเด็จพระนเรศวรมหาราช (โอรสพระมหาธรรมราชา) | 2133 - 2148 (15 ปี) | สุโขทัย(พระร่วง) |
| 19 | สมเด็จพระเอกาทศรถ (โอรสพระมหาธรรมราชา) | 2148 - 2163 (15 ปี) | สุโขทัย(พระร่วง) |
| 20 | สมเด็จพระศรีเสาวภาคย์ (โอรสพระเอกาทศรถ) | 2163(ไม่ทราบที่แน่ชัด) | สุโขทัย(พระร่วง) |
| 21 | สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (โอรสพระเอกาทศรถ) | 2163 - 2171 (8 ปี) | สุโขทัย(พระร่วง) |
| 22 | สมเด็จพระเชษฐาธิราช (โอรสพระเจ้าทรงธรรม) | 2171-2173(2 ปี) | สุโขทัย(พระร่วง) |
| 23 | สมเด็จพระอาทิตยวงศ์ (โอรสพระเจ้าทรงธรรม) | 2173 (36 วัน) | สุโขทัย(พระร่วง) |
| 24 | สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (ออกญากลาโหมสุริยวงค์) | 2173 - 2198 (25 ปี) | ปราสาททอง |
| 25 | สมเด็จเจ้าฟ้าไชย (โอรสพระเจ้าปราสาททอง) | 2198-2199 (1 ปี) | ปราสาททอง |
| 26 | สมเด็จพระศรีสุธรรมราชา (อนุชาพระเจ้าปราสาททอง) | 2199 (3 เดือน) | ปราสาททอง |
| 27 | สมเด็จพระนารายณ์มหาราช (โอรสพระเจ้าปราสาททอง) | 2199 - 2231 (32 ปี) | ปราสาททอง |
| 28 | สมเด็จพระเพทราชา | 2231 - 2246 (15 ปี) | บ้านพลูหลวง |
| 29 | สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 (พระเจ้าเสือ) | 2246 - 2251 (6 ปี) | บ้านพลูหลวง |
| 30 | สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ (โอรสพระเจ้าเสือ) | 2251 - 2275 (24 ปี) | บ้านพลูหลวง |
| 31 | สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (โอรสพระเจ้าเสือ) | 2275 - 2301 (26 ปี) | บ้านพลูหลวง |
| 32 | สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร (โอรสพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ) | 2301 (2 เดือน) | บ้านพลูหลวง |
| 33 | สมเด็จพระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์ (พระเจ้าเอกทัศน์) (โอรสพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ) | 2301 - 2310 (9 ปี) | บ้านพลูหลวง |
[แก้] วีรสตรีแห่งกรุงศรีอยุธยา
[แก้] อ้างอิง
- ^ ลำจุล ฮวบเจริญ, เกร็ดพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา, กรุงเทพฯ, พิมพ์ครั้งที่ 3, พ.ศ. 2548, หน้า 2
- ^ เรื่องของไทยในอดีต



