เศรษฐกิจไทย
|
|
ลิงก์ข้ามภาษาในบทความนี้ มีไว้ให้ผู้อ่านและผู้ร่วมแก้ไขบทความศึกษาเพิ่มเติมโดยสะดวก เนื่องจากวิกิพีเดียภาษาไทยยังไม่มีบทความดังกล่าว กระนั้น ควรรีบสร้างเป็นบทความโดยเร็วที่สุด |
| เศรษฐกิจไทย | |
|---|---|
| อันดับทางเศรษฐกิจ | 31 (ราคาตลาด) / 24 (PPP) |
| สกุลเงิน | บาท |
| ปีงบประมาณ | 1 ตุลาคม - 30 กันยายน |
| องค์กรการค้า | WTO, APEC, IOR-ARC, ASEAN |
| สถิติ | |
| จีดีพี | ฿11.363 ล้านล้าน[1] (USD365 พันล้าน) (2012) |
| อัตราเติบโตจีดีพี | ▲ 6.4% (2012)[1] |
| จีดีพีต่อหัว | ฿167,318[1] ($5,382; 2012) |
| ภาคจีดีพี | เกษตรกรรม (8.4%) อุตสาหรรม (39.2%) บริการ (52.4%) (2012) [2] |
| อัตราเงินเฟ้อ (CPI) | 3% (2012) [3] |
| ประชากรยากจน | 7.75% (2011) [4] |
| จีนี | 43 (2006) |
| กำลังแรงงาน | 39.62 ล้านคน (2011 ประมาณการ) |
| การว่างงาน | 0.6% (2012) [3] |
| อุตสาหกรรมหลัก |
|
| อันดับความคล่องในการทำธุรกิจ | 18[5] |
| การส่งออก | |
| มูลค่าการส่งออก | $226.2 พันล้าน (2012)[3] |
| สินค้าส่งออก | คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน, ยานยนต์และชิ้นส่วน, เครื่องใช้ไฟฟ้า, ผลิตภัณฑ์โลหะ, ผลิตภัณฑ์พลาสติก, ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม [6] |
| ประเทศส่งออกหลัก | จีน 12%, ญี่ปุ่น 10.5%, สหรัฐ 9.6%, ฮ่องกง 7.2%, มาเลเซีย 5.4%, สิงคโปร์ 5%, อินโดนีเซีย 4.4% (2011 ประมาณการ)[3] |
| มูลค่าการนำเข้า | $213.7 พันล้าน (2012)[3] |
| สินค้าการนำเข้า | น้ำมันดิบ, เครื่องจักรและส่วนประกอบ, เหล็กและเหล็กกล้า, แผงวงจร, ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์, [6] |
| ประเทศนำเข้าหลัก | ญี่ปุ่น 18.5%, จีน 13.4%, เอมิเรตส์ 6.3%, สหรัฐ 5.9%, มาเลเซีย 5.4%, เกาหลีใต้ 4% (2011 ประมาณการ)[3] |
| หุ้น FDI | $119.5 พันล้าน (2011) |
| หนี้ต่างประเทศ | $126.4 พันล้าน (30 September 2011 est.) [3] |
| การคลังรัฐบาล | |
| ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ | ไม่มี |
| ลำดับความเชื่อมั่น |
สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ส:[7] |
| ทุนสำรองระหว่างประเทศ | $177.940 พันล้าน (5 เม.ย. 2012) [9] |
| แหล่งข้อมูลหลัก: CIA World Fact Book หน่วยทั้งหมด หากไม่ระบุ ถือว่าเป็นดอลลาร์สหรัฐ |
|
เศรษฐกิจไทย เป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ มีการพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก โดยมีมูลค่าการส่งออกคิดเป็นสองในสามของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)
ล่าสุด ไทยมีอัตราการเติบโตของจีดีพีอยู่ที่ 8.0% ใน พ.ศ. 2553 สูงกว่าตัวเลขของรัฐบาลชุดก่อน ๆ 5-7 คณะ ทำให้ไทยเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจโตเร็วที่สุดในเอเชียและเป็นประเทศที่เศรษฐกิจโตเร็วที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยมีจีดีพีทั้งสิ้น 9.5 ล้านล้านบาท (ตามความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อ) หรือ 584,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ[10] คิดเป็นลำดับที่ 24 ของโลก นับว่าไทยมีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นอันดับที่ 2 รองจากอินโดนีเซีย แต่ประเทศไทยยังถูกจัดว่ามีการกระจายความมั่งคั่งอยู่ในระดับกลาง ๆ โดยเป็นประเทศที่มีจีดีพีต่อหัวสูงที่สุดเป็นอันดับ 4 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตามหลังสิงคโปร์ บรูไนและมาเลเซีย ประเทศไทยมีผลผลิตทางเศรษฐกิจมูลค่าปัจจุบัน (nominal economic output) เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2553 ที่ 313,800 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ[11] ขณะที่ถือครองสินทรัพย์ในรูปเงินตราต่างประเทศเป็นมูลค่า 172,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ซึ่งมากเป็นอันดับที่ 11 ของโลก ประเทศไทยมีอุตสาหกรรมรถยนต์ที่แข็งแกร่ง ซึ่งเติบโต 63% ใน พ.ศ. 2553 โดยมีรถถูกผลิต 1.6 ล้านคัน คิดเป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ใหญ่เป็นอันดับที่ 13 ของโลก ผู้เชี่ยวชาญพยากรณ์ว่า ภายใน พ.ศ. 2558 ประเทศไทยจะเป็นหนึ่งในสิบประเทศผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของโลก[12]
เศรษฐกิจไทยเป็นเสมือนเศรษฐกิจผูกติด (anchor economy) ให้แก่ประเทศกำลังพัฒนาเพื่อนบ้าน คือ ลาว พม่าและกัมพูชา การฟื้นตัวจากวิกฤตการณ์ทางการเงินในเอเชีย พ.ศ. 2540 ขึ้นอยู่กับการส่งออกเป็นหลัก ท่ามกลางปัจจัยอื่นอีกหลายประการ ประเทศไทยมีอุตสาหกรรมส่งออกยานยนต์และผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก รายได้จากการท่องเที่ยวกำลังเพิ่มขึ้นและคิดเป็น 6% ของจีดีพี
ประเทศไทยมีการลงทุนจากต่างประเทศและมีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสูง ระดับการว่างงานใน พ.ศ. 2553 อยู่ที่ 1.2% และมีการประเมินว่าจะลดลงเหลือ 1% ภายใน พ.ศ. 2555 จึงทำให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการว่างงานต่ำที่สุดในโลก การเติบโตทางเศรษฐกิจหลายทศวรรษลดความยากจนในประเทศ และไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราความยากจนต่ำที่สุดในเอเชีย ใน พ.ศ. 2553 ไทย ร่วมกับญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน บรูไนและมาเลเซีย เป็นประเทศในเอเชียที่มีประชากรทั้งประเทศน้อยกว่า 2% ดำรงชีพอยู่ด้วยเงินน้อยกว่า 1.25 ดอลล่าร์สหรัฐต่อวัน เนื่องจากราคาน้ำมันและอาหารที่เพิ่มสูงขึ้น อัตราเงินเฟ้อประจำปี พ.ศ. 2553 จึงแตะระดับ 3.5% ในเดือนกรกฎาคม แต่ไม่คาดว่าตัวเลขดังกล่าวจะสูงขึ้นอีก เพราะราคาอาหารและน้ำมันเริ่มเสถียร และประเทศไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศและการลงทุนสูง
เนื้อหา |
ประวัติ [แก้]
เดิมประเทศไทยเคยเป็นเสือเศรษฐกิจโดยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 10.4% ต่อปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2528 ถึง 2539 สมัยนายกรัฐมนตรี เปรม ติณสูลานนท์ ระหว่าง พ.ศ. 2523 ถึง 2531 เปิดเศรษฐกิจไทยสู่การค้าระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม หลังจากวิกฤตการณ์ทางการเงินในเอเชีย พ.ศ. 2540 ประชากรหลายล้านคนตกงานและยากไร้ และไม่จนกระทั่ง พ.ศ. 2544 ที่ประเทศไทยสามารถควบคุมค่าเงินและเศรษฐกิจได้อีกครั้งหนึ่ง
นายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของไทย ทักษิณ ชินวัตร รับตำแหน่งในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2544 ด้วยเจตนาจะเพิ่มกิจกรรมภายในประเทศและลดการพึ่งพาการค้าและการลงทุนต่างประเทศ นับแต่นั้น การบริหารประเทศเป็นไปตามนโยบายเศรษฐกิจ "รางคู่" (dual track) ซึ่งรวมกิจกรรมภายในประเทศที่เพิ่มมากขึ้นกับการสนับสนุนตลาดเสรีและการลงทุนจากต่างประเทศของไทย
นโยบายดังกล่าวเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางว่า ทักษิโณมิค อุปสงค์การส่งออกที่อ่อนทำให้อัตราเติบโตของจีดีพีใน พ.ศ. 2544 อยู่ที่ 2.2% แต่ในสามปีต่อมา กิจกรรมภายในประเทศที่เพิ่มมากขึ้นและการฟื้นฟูการส่งออกทำให้สมรรถนะของประเทศกลับคืนอีกครั้ง โดยมีอัตราการเติบโตของจีดีพีอยู่ที่ 5.3%, 7.1% และ 6.3% ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ใน พ.ศ. 2548 จากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นและการขาดดุลการค้า ภัยแล้งและอุทกภัยรุนแรง ปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้รุนแรงขึ้นถึงที่สุด อนาคตที่ไม่แน่นอนของรัฐบาลทักษิณ และผลกระทบด้านการท่องเที่ยวจากแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิในมหาสมุทรอินเดีย พ.ศ. 2547 ทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงเหลือ 4.5%
ใน พ.ศ. 2548 ประเทศไทยยังมีบัญชีเงินสะพัดขาดดุลอยู่ที่ -4.3% ของจีดีพี หรือ -7,600 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ นับแต่ พ.ศ. 2549 ประเทศไทยมีบัญชีเดินสะพัดเกินดุลอีกครั้ง และเศรษฐกิจลอยตัวขึ้นจากการเติบโตในภาคส่งออก อย่างไรก็ตาม รัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2549 ซึ่งถอดทักษิณ ชินวัตรออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สร้างความไม่มั่นใจ
อุตสาหกรรม [แก้]
เกษตรกรรม การป่าไม้ และการประมง [แก้]
-
ดูบทความหลักที่ เกษตรกรรมในประเทศไทย
ในปี พ.ศ. 2551 เกษตรกรรม การป่าไม้และการประมงสร้างรายได้ให้กับประเทศคิดเป็นเพียง 8.4% ของจีดีพี ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลกและเป็นผู้ส่งออกกุ้งหลัก พืชผลทางการเกษตรอื่น ๆ ได้แก่ มะพร้าว ข้าวโพด ยางพารา ถั่วเหลือง อ้อยและมันสำปะหลัง[13]
ในปี พ.ศ. 2528 ประเทศไทยได้กำหนดให้พื้นที่ของประเทศ 25% เป็นป่าเพื่อการอนุรักษ์และอีก 15% เพื่อการผลิตไม้อย่างเป็นทางการ ป่าเพื่อการอนุรักษ์ถูกจัดตั้งสำหรับการรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและการพักผ่อน ในขณะที่ป่าเพื่อการผลิตเปิดโอกาสให้อุตสาหกรรมป่าไม้สามารถใช้ประโยชน์ได้ ระหว่าง พ.ศ. 2535 และ 2544 การส่งออกท่อนซุงและไม้แปรรูปเพิ่มขึ้นจาก 50,000 ลูกบาศก์เมตรเป็น 2 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี
การระบาดของไข้หวัดนกในประเทศทำให้ภาคเกษตรกรรมหดตัวระหว่างปี พ.ศ. 2547 ประกอบกับคลื่นสึนามิซึ่งถล่มภาคใต้ฝั่งทะเลอันดามันหลังจากแผ่นดินไหวในมหาสมุทรอินเดีย พ.ศ. 2547 ได้สร้างความเสียหายแก่อุตสาหกรรมประมงในพื้นที่เป็นจำนวนมาก ในปี พ.ศ. 2548-2549 ภาคเกษตรกรรมมีจีดีพีลดลงถึง 10%[14]
การทำเหมืองแร่ [แก้]
แร่ธาตุหลักที่พบในประเทศไทย รวมไปถึง ฟลูออไรต์ ยิปซัม ตะกั่ว ลิกไนต์ ก๊าซธรรมชาติ แทนทาลัม ดีบุกและทังสเตน อุตสาหกรรมเหมืองดีบุกได้ลดลงอย่างรุนแรงหลังจาก พ.ศ. 2528 ประเทศไทยจึงกลายมาเป็นประเทศผู้นำเข้าดีบุกตั้งแต่นั้นมา ในปี พ.ศ. 2551 แร่ธาตุที่ประเทศไทยส่งออกมากที่สุด คือ ยิปซัม
ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกยิปซัมรายใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของโลกรองจากแคนาดา ถึงแม้ว่านโยบายของรัฐบาลจะจำกัดการส่งออกยิปซัมเพื่อป้องกันการตัดราคาก็ตาม ในปี พ.ศ. 2546 ประเทศไทยมีผลผลิตแร่ธาตุมากกว่า 40 ชนิด ซึ่งสร้างรายได้ให้กับประเทศปีละประมาณ 740 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม มากกว่า 80% ของแร่ธาตุนี้บริโภคภายในประเทศ
ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2546 เพื่อที่จะกระตุ้นการลงทุนของต่างชาติในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ รัฐบาลได้ผ่อนปรนข้อจำกัดอันเข้มงวดในการทำเหมืองโดยบริษัทต่างชาติ[14]
อุตสาหกรรมและการผลิต [แก้]
ในปี พ.ศ. 2550 อุตสาหกรรมสร้างรายได้ถึง 43.9% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ แต่มีแรงงานทำงานอยู่เพียง 14% ของแรงงานทั้งหมด สัดส่วนดังกล่าวตรงกันข้ามกับสัดส่วนของภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรมในประเทศมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง 3.4% ต่อปีระหว่าง พ.ศ. 2538-2548 ภาคย่อยที่สำคัญของภาคอุตสาหกรรม คือ การผลิต ซึ่งสร้างรายได้คิดเป็น 34.5% ของจีดีพี ในปี พ.ศ. 2547
ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ในตลาดสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) ในปี พ.ศ. 2547 ประมาณการผลิตรถยนต์แตะระดับที่ 930,000 คัน มากกว่าสองเท่าของประมาณการผลิตในปี พ.ศ. 2544 ค่ายผู้ผลิตรถยนต์หลักที่ดำเนินการในประเทศ ได้แก่ โตโยต้าและฟอร์ด การขยายตัวของอุตสาหกรรมรถยนต์ได้ทำให้ปริมาณการผลิตเหล็กกล้าในประเทศเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก
อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทยเผชิญกับการแข่งขันจากมาเลเซียและสิงคโปร์ ในขณะที่อุตสาหกรรมสิ่งทอเผชิญการแข่งขันจากจีนและเวียดนาม[14]
พลังงาน [แก้]
ในปี พ.ศ. 2547 ปริมาณการบริโภคพลังงานทั้งหมดของประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 3,400 ล้านล้านบีทียู ซึ่งคิดเป็นราว 0.7% ของปริมาณการบริโภคพลังงานของทั้งโลก ประเทศไทยเป็นประเทศนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรายสำคัญ แต่รัฐบาลกำลังสนับสนุนการใช้เอธานอลเพื่อลดการนำเข้าปิโตรเลียมและสารเติมแต่งน้ำมัน เมทิล เทอร์เทียรี บิวทิล อีเธอร์ (MTBE)
ในปี พ.ศ. 2548 ปริมาณการใช้น้ำมันต่อวันอยู่ที่ 133,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน เกินกว่าปริมาณการผลิตภายในประเทศที่ 48,700 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน โรงกลั่นน้ำมันสี่แห่งของไทยมีความสามารถทำงานได้ 111,780 ลิตรต่อวัน รัฐบาลไทยกำลังพิจารณาให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและการขนส่งน้ำมันในภูมิภาค รองรับความต้องการของจีนตอนกลางและตอนใต้ ในปี พ.ศ. 2547 ปริมาณการบริโภคก๊าซธรรมชาติอยู่ที่ 2.99 × 1010 ลูกบาศก์เมตร เกินกว่าปริมาณการผลิตภายในประเทศที่ 2.2 × 1010 ลูกบาศก์เมตร
ในปี พ.ศ. 2547 อีกเช่นกัน ปริมาณการบริโภคถ่านหินที่ประมาณกันไว้อยู่ที่ 30.4 ล้านตันขนาดเล็ก เกินกว่าปริมาณการผลิตภายในประเทศที่ 22.1 ล้านตันขนาดเล็ก ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2550 ปริมาณน้ำมันสำรองที่มีการพิสูจน์อยู่ที่ 46 ล้านลูกบาศก์เมตร และปริมาณแก๊สธรรมชาติสำรองอยู่ที่ 420 ลูกบาศก์กิโลกรัม ในปี พ.ศ. 2546 ปริมาณถ่านหินสำรองหมุนเวียอยู่ที่ 1,492.5 ล้านตันขนาดเล็ก[14]
ในปี พ.ศ. 2548 ประเทศไทยบริโภคไฟฟ้าอย่างน้อย 117,700 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมง การบริโภคไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 4.7% ในปี พ.ศ. 2549 เป็น 133,000 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมง
บริการ [แก้]
ในปี พ.ศ. 2550 ภาคบริการ ซึ่งมีขอบเขตตั้งแต่การท่องเที่ยวไปจนถึงธนาคารและการเงิน สร้างมูลค่าคิดเป็น 44.7% ของจีดีพีและมีสัดส่วน 37% ของกำลังแรงงาน[14]
การท่องเที่ยว [แก้]
-
ดูบทความหลักที่ การท่องเที่ยวในประเทศไทย
การท่องเที่ยวทำรายได้ให้กับประเทศเป็นสัดส่วนสูงกว่าประเทศอื่นใดในทวีปเอเชีย (ราว 6% ของจีดีพี) นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เดินทางมายังประเทศไทยด้วยเหตุผลหลายประการ ส่วนใหญ่มาท่องเที่ยวตามชายหาดและพักผ่อน ถึงแม้ว่าจะมีความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ตาม กรุงเทพมหานครมีการท่องเที่ยวเพิ่มสูงขึ้นมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
เช่นเดียวกัน การเพิ่มขึ้นอย่างมากของนักท่องเที่ยวจากชาติในทวีปเอเชียด้วยกันได้สร้างรายได้อย่างมากให้กับประเทศไทย ถึงแม้ว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่น ๆ ในทวีปเอเชีย ในปี พ.ศ. 2550 นักท่องเที่ยวราว 14 ล้านคนเดินทางเข้ามาในประเทศไทย อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยยังรวมไปถึงอุตสาหกรรมเพศที่กำลังเฟื่องฟู อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยยังคงละเลยต่อสิทธิของกลุ่มผู้ขายบริการทางเพศภายใต้กฎหมายแรงงานในความผิดทางอาญาของกลุ่มผู้ขายบริการ ทำให้ราชการคอร์รัปชั่นและพนักงานของรัฐเอาเปรียบกลุ่มผู้ขายบริการเหล่านี้[15]
วิกฤติสินเชื่อซับไพรม์ที่กำลังฟื้นตัว การกลับมาเติบโตของเศรษฐกิจจีน วิกฤตการณ์การเมืองในประเทศ และการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 มีผลกระทบน้อยกว่าที่กังวลล่วงหน้า ได้เปลี่ยนแปลงมุมมองของการท่องเที่ยวในปี พ.ศ. 2553 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างประเทศลดลง 16% ในช่วงครึ่งปีแรกของ พ.ศ. 2552 แต่ในช่วงสี่เดือนสุดท้ายของปี นักท่องเที่ยวต่างประเทศได้กลับมาจนทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นในเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างประเทศของ พ.ศ. 2552 จึงอยู่ที่ 14 ล้านคน ลดลงเพียง 4% เมื่อเทียบกับตัวเลขของปี พ.ศ. 2551
เขตเศรษฐกิจพิเศษ [แก้]
เขตเศรษฐกิจพิเศษในประเทศไทย ปัจจุบันอยู่ระหว่างการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ พ.ศ. .... โดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
ทุนสำรองระหว่างประเทศ [แก้]
ประเทศไทยโดยธนาคารแห่งประเทศไทยได้ประกาศถือทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ วันที่ 8 เมษายน 2554 มูลค่ารวมทั้งสิ้น 5,313 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือราว3% ของทุนสำรองระหว่างประเทศ[16]
หนี้สาธารณะ [แก้]
ตามพระราชบัญญํติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 อนุญาตให้กระทรวงการคลังกู้เงินมาใช้จ่ายได้ไม่เกินร้อยละ 20 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีและงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม กับอีกร้อยละ 80 ของรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ในแต่ละปี[17]
สำหรับการก่อหนี้ภายในประเทศ รัฐบาลกู้เงินระยะยาวครั้งแรกใน พ.ศ. 2476 โดยออกพันธมิตรจำนวน 10 ล้านบาท และก่อเงินระยะสั้นครั้งแรกใน พ.ศ. 2488 ส่วนการก่อหนี้ต่างประเทศ เกิดขึ้นครั้งแรกใน พ.ศ. 2448 โดยรัฐบาลได้ขายพันธบัตรมูลค่า 1 ล้านปอนด์ กำหนดไถ่ถอนภายใน 40 ปี นับเป็นการเปลี่ยนแนวคิดด้านนโยบายการคลังจากที่เคยใช้จ่ายเฉพาะรายได้จากภาษีอากรมารวมรายได้จากเงินกู้ด้วย[17]
สิงหาคม พ.ศ. 2554 ธนาคารแห่งประเทศไทย รายงานประเมินหนี้สาธารณะของไทย พบว่า ประเทศไทยมีแนวโน้มหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นจาก 44% ของจีดีพี ในปีงบประมาณ 2554 เป็น 60% ของจีดีพี ในปีงบประมาณ 2556 และจะเริ่มมีหนี้สาธารณะสูงกว่ากรอบวินัยการคลังในปีงบประมาณ 2557 กระทั่งมีหนี้สาธารณะ 70% ของจีดีพี ในปีงบประมาณ 2559 ทั้งนี้ เพราะรัฐบาลมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และมีภาระด้านการคลังเพิ่มขึ้น โดยธนาคารแห่งประเทศไทยประเมิน 4 โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ว่าอาจต้องใช้เงินสูงถึง 442,000 ล้านบาท หรือ 20% ของงบประมาณภาครัฐ[18]
นอกจากนี้ การพิจารณาโครงสร้างรายรับ-รายจ่ายและงบประมาณภาครัฐ พบว่า งบประมาณรายจ่ายของประเทศระหว่าง พ.ศ. 2550 ถึง 2554 เพิ่มขึ้น 8.8% ของจีดีพี ขณะที่งบประมาณรายรับในช่วงเดียวกันเพิ่มขึ้นเพียง 4.2% ของจีดีพี[18]
อ้างอิง [แก้]
- ↑ 1.0 1.1 1.2 "Thai Economic Performance in Q4 and 2012 and Outlook for 2013". Office of the Economic and Social Development Board. สืบค้นเมื่อ 18 February 2013.
- ↑ "Thailand at a glance". Bank of Thailand. สืบค้นเมื่อ 9 April 2013.
- ↑ 3.0 3.1 3.2 3.3 3.4 3.5 3.6 [https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/geos/th.html THAILAND CIA FACTBOOK]
- ↑ "Indicators ทางด้านสังคม". Office of the National Economic and Social Development Board. สืบค้นเมื่อ 16 March 2012.
- ↑ "Doing Business in Thailand 2013". World Bank. สืบค้นเมื่อ 14 April 2013.
- ↑ 6.0 6.1 ข้อมูลพื้นฐานเศรษฐกิจไทย. สืบค้น 11-09-2553.
- ↑ "Sovereigns rating list". Standard & Poor's. สืบค้นเมื่อ 26 May 2011.
- ↑ 8.0 8.1 8.2 Rogers, Simon; Sedghi, Ami (15 April 2011). "How Fitch, Moody's and S&P rate each country's credit rating". The Guardian. สืบค้นเมื่อ 28 May 2011.
- ↑ เงินสำรองระหว่างประเทศ (รายสัปดาห์) ธนาคารแห่งประเทศไทย
- ↑ อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ
<ref>ไม่ถูกต้อง ไม่มีข้อความใดให้ไว้สำหรับอ้างอิงชื่อIMF - ↑ Thailand's public debt stands at 42 pct of GDP by end-April - People's Daily Online
- ↑ Foreign Exchange Reserves
- ↑ http://www.nytimes.com/2010/07/19/world/asia/19thai.html?partner=rss&emc=rss
- ↑ 14.0 14.1 14.2 14.3 14.4 Thailand country profile. Library of Congress Federal Research Division (July 2007). This article incorporates text from this source, which is in the public domain.
- ↑ empower foundation
- ↑ http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1304904154&grpid=&catid=05&subcatid=0501
- ↑ 17.0 17.1 [1]
- ↑ 18.0 18.1 ตะลึงหนี้สาธารณะท่วม แบงก์ชาติผ่าแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจ.
แหล่งข้อมูลอื่น [แก้]
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||