ประเทศออสเตรเลีย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เว็บย่อ:
Australia
เครือรัฐออสเตรเลีย
Commonwealth of Australia (อังกฤษ)
ธงชาติ ตราแผ่นดิน
คำขวัญไม่มี (เดิม Advance Australia)
เพลงชาติแอดวานซ์ออสเตรเลียแฟร์
God Save the Queen (เพลงสรรเสริญพระบารมี)
เมืองหลวง แคนเบอร์รา
35°15′S 149°28′E / 35.250°S 149.467°E / -35.250; 149.467
เมืองใหญ่สุด ซิดนีย์
ภาษาทางการ ไม่ได้กำหนด
ภาษาอังกฤษ (โดยพฤตินัย)
การปกครอง สหพันธรัฐราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ
 -  ประมุข สมเด็จพระนางเจ้าเอลิซาเบธที่ 2
 -  ผู้สำเร็จราชการ เคว็นทิน ไบรซ์
 -  นายกรัฐมนตรีแห่งออสเตรเลีย จูเลีย กิลลาร์ด
เอกราช จาก สหราชอาณาจักร 
 -  รัฐธรรมนูญ 1 มกราคม พ.ศ. 2444 
 -  บทกฎหมาย เวสต์มินสเตอร์ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2474 (ประกาศใช้ 3 กันยายน พ.ศ. 2482
 -  พระราชบัญญัติ ออสเตรเลีย 3 มีนาคม พ.ศ. 2529 
พื้นที่
 -  รวม 7,686,850 ตร.กม. (6)
2,967,909 ตร.ไมล์ 
 -  แหล่งน้ำ (%) 1
ประชากร
 -  2550 (ประเมิน) 20,948,900[1] (53)
 -  2544 (สำมะโน) 18,972,350 
 -  ความหนาแน่น 2.65 คน/ตร.กม. (217)
5.2 คน/ตร.ไมล์
จีดีพี (อำนาจซื้อ) 2548 (ประมาณ)
 -  รวม 630.1 พันล้าน ดอลลาร์สหรัฐ (17)
 -  ต่อหัว 30,897 ดอลลาร์สหรัฐ (14)
HDI (2546) 0.955 (สูง) (3)
สกุลเงิน ดอลลาร์ออสเตรเลีย (AUD)
เขตเวลา มีหลายเขต (UTC+8–+10)
 -  (DST) มีหลายเขต (UTC+8–+11)
ระบบจราจร ซ้ายมือ
โดเมนบนสุด .au
รหัสโทรศัพท์ 61

เครือรัฐออสเตรเลีย (อังกฤษ: Commonwealth of Australia) เป็นประเทศซึ่งประกอบด้วยแผ่นดินหลักของทวีปออสเตรเลีย เกาะแทสเมเนีย และเกาะอื่นๆในมหาสมุทรอินเดีย แปซิฟิก และมหาสมุทรใต้ ประเทศเพื่อนบ้านของออสเตรเลียประกอบด้วย อินโดนีเซีย ปาปัวนิวกินี และติมอร์ตะวันออกทางเหนือ หมู่เกาะโซโลมอน วานูอาตู และนิวแคลิโดเนียทางตะวันออกเฉียงเหนือ และนิวซีแลนด์ทางตะวันออกเฉียงใต้

ชื่อออสเตรเลีย มาจากคำในภาษาละติน ว่า australis ซึ่งหมายถึงทิศใต้ โดยมีตำนานถึง "ดินแดนทางใต้ที่ไม่รู้จัก" (ละติน: terra australis incognita) ชาวยุโรปเริ่มสำรวจค้นพบออสเตรเลียในพุทธศตวรรษที่ 22 และต่อมาจึงกลายเป็นดินแดนอาณานิคมของบริเตน โดยเริ่มต้นเป็นอาณานิคมนักโทษในนิวเซาท์เวลส์ และจึงมีการตั้งอาณานิคมขึ้นอีกห้าแห่ง อาณานิคมทั้งหกรวมตัวเป็นสหพันธรัฐในปีพ.ศ. 2444 ออสเตรเลียมีชนพื้นเมืองซึ่งอาศัยตั้งแต่ก่อนชาวยุโรปเข้ามา เรียกว่าชาวอะบอริจิน

เนื้อหา

ภูมิศาสตร์ [แก้]

ออสเตรเลียมีลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปร้อยละ 65 เป็นที่ราบสูง และตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทะเลทรายที่แห้งแล้งและทุรกันดาร และมีขนาดทะเลทรายรวมกันใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากทะเลทรายสะฮาราในทวีปแอฟริกา ชาวออสเตรเลียเรียกดินแดนที่แห้งแล้งและทุรกันดารนี้ว่า "เอาต์แบ็ก" ประชากรออสเตรเลียส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในบริเวณชายฝั่งด้านตะวันออกหลังเทือกเขาเกรตดิไวดิง ซึ่งแบ่งแยกชายฝั่งตะวันออกกับเขตเอาต์แบ็ก มีแม่น้ำสายสำคัญ ๆ อยู่ทางภูมิภาคตะวันออก ได้แก่ แม่น้ำดาร์ลิง แม่น้ำเมอร์เรย์ ส่วนตอนกลางของประเทศที่เรียกว่า "เขตเซนทรัลโลว์แลนด์" เป็นเขตแห้งแล้งที่สุด แม่น้ำลำธารต่าง ๆ อาจแห้งสนิทเป็นเวลาหลายปี เนื่องจาก ทวีป ออสเตรเลียมีสภาพเป็นเกาะทำให้ มีสิ่งมีชวิตที่มีลักษณะเฉพาะเป็นของตนเอง เนื่องจากสิ่งมีชีวิตพวกนี้ได้มีวิวัฒนาการเป็นอิสระจากสิ่งมีชีวิตบนแผ่นดินใหญ่ โดยเฉพาะสัตว์ที่มีกระเป๋าหน้าท้อง เช่น จิงโจ้

ประวัติศาสตร์ [แก้]

ชนพื้นเมืองในออสเตรเลียก่อนการตั้งถิ่นฐานของชาวยุโรป คือชาวอะบอริจิน และชาวเกาะทอร์เรสสเทรต ซึ่งชนเหล่านี้มีภาษาแตกต่างกันนับร้อยภาษา[2] ประมาณการว่า มีชาวอะบอริจินมากกว่า 780,000 คนอยู่ในออสเตรเลียในปีพ.ศ. 2331[3]

การตั้งถิ่นฐาน [แก้]

ภาพวาดเมืองแอดีเลดในปี ค.ศ. 1839

การค้นพบออสเตรเลียของชาวยุโรปครั้งแรกที่มีการบันทึกไว้ เกิดขึ้นในปีพ.ศ. 2149 เป็นเรือของชาวดัตช์ โดยกัปตัน Willem Janszoon ทำแผนที่ชายฝั่งส่วนหนึ่งของออสเตรเลีย ระหว่างปีพ.ศ. 2149 และ 2313 มีเรือของชาวยุโรปประมาณ 54 ลำจากหลายชาติเดินทางมาที่ออสเตรเลีย ซึ่งรู้จักในขณะนั้นว่านิวฮอลแลนด์[4] ในปีพ.ศ. 2313 เจมส์ คุก เดินทางมาสำรวจออสเตรเลียและทำแผนที่ชายฝั่งตะวันออกของออสเตรเลีย และได้ประกาศให้เป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักร ให้ชื่อว่านิวเซาท์เวลส์ ต่อมาสหราชอาณาจักรใช้ออสเตรเลียเป็นทัณฑนิคม[4] กองเรือชุดแรกเดินทางมาถึงออสเตรเลียที่อ่าวซิดนีย์ในปีพ.ศ. 2330 ในวันที่ 26 มกราคม (ค.ศ. 1788) ซึ่งต่อมาเป็นวันออสเตรเลีย ผู้ตั้งถิ่นฐานยุคแรกส่วนใหญ่เป็นนักโทษและครอบครัวของทหาร โดยมีผู้อพยพเสรีเริ่มเข้ามาในปีพ.ศ. 2336 มีการตั้งถิ่นฐานบนเกาะแทสเมเนีย หรือชื่อในขณะนั้นคือฟานไดเมนส์แลนด์ ในปีพ.ศ. 2346 และตั้งเป็นอาณานิคมแยกอีกแห่งหนึ่งในปีพ.ศ. 2368 สหราชอาณาจักรประกาศสิทธิในฝั่งตะวันตกในปีพ.ศ. 2372 และเริ่มมีการตั้งอาณานิคมแยกขึ้นมาอีกหลายแห่ง ได้แก่เซาท์ออสเตรเลีย วิกตอเรีย และควีนส์แลนด์ โดยแยกออกมาจากนิวเซาท์เวลส์ เซาท์ออสเตรเลียไม่เคยเป็นอาณานิคมนักโทษ[4] ในขณะที่วิกตอเรียและเวสเทิร์นออสเตรเลียยอมรับการขนส่งนักโทษภายหลัง[5][6] เรือนักโทษลำสุดท้ายมาถึงนิวเซาท์เวลส์ในปีพ.ศ. 2391 หลังจากการรณรงค์ยกเลิกโดยกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐาน[7] การขนส่งนักโทษยุติอย่างเป็นทางการในปีพ.ศ. 2396 ในนิวเซาท์เวลส์และแทสเมเนีย และปีพ.ศ. 2411 ในเวสเทิร์นออสเตรเลีย[5]

ปีพ.ศ. 2394 เอดเวิร์ด ฮาร์กรีฟส์ ค้นพบสายแร่ทอง ในที่ ๆ เขาตั้งชื่อว่าโอฟีร์ (Ophir) ในนิวเซาท์เวลส์ ทำให้เกิดยุคตื่นทอง นำคนจำนวนมากเดินทางมาออสเตรเลีย[8] ในปีพ.ศ. 2444 หกอาณานิคมในออสเตรเลียรวมตัวกันเป็นสหพันธรัฐ ในชื่อเครือรัฐออสเตรเลีย (Commonwealth of Australia) ประกอบด้วยรัฐนิวเซาท์เวลส์ รัฐวิกตอเรีย รัฐควีนส์แลนด์ รัฐเซาท์ออสเตรเลีย รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย และรัฐแทสเมเนีย รวมหกรัฐเข้าอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญหนึ่งเดียว เฟเดอรัลแคพิทัลเทร์ริทอรีก่อตั้งขึ้นในปีพ.ศ. 2454 เป็นเมืองหลวงของสหพันธรัฐ จากส่วนหนึ่งของรัฐนิวเซาท์เวลส์ บริเวณแยส-แคนเบอร์รา และเริ่มดำเนินงานรัฐสภาในแคนเบอร์ราในปีพ.ศ. 2470[9] ในปีพ.ศ. 2454 นอร์เทิร์นเทร์ริทอรี แยกตัวออกมาจากเซาท์ออสเตรเลีย และเข้าเป็นดินแดนในกำกับของสหพันธ์ ออสเตรเลียสมัครใจเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง โดยมีอาสาสมัครเข้าร่วมถึง 60,000 คนจากประชากรชายน้อยกว่าสามล้านคน[2]

การปกครองตนเอง [แก้]

ออสเตรเลียประกาศใช้บทกฎหมายเวสต์มินสเตอร์ ค.ศ. 1931 (พ.ศ. 2474) ในปีพ.ศ. 2485 โดยมีผลบังคับใช้ย้อนไปตั้งแต่ 3 กันยายน พ.ศ. 2482[10] ซึ่งเป็นการยุติบทบาทนิติบัญญัติของสหราชอาณาจักรในออสเตรเลียเกือบทั้งหมด ในสงครามโลกครั้งที่สอง ออสเตรเลียประกาศสงครามกับเยอรมนีพร้อมกับสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส หลังจากเยอรมนีบุกโปแลนด์[11] ออสเตรเลียส่งทหารเข้าร่วมสมรภูมิในยุโรป เมดิเตอร์เรเนียน และแอฟริกาเหนือ แผ่นดินออสเตรเลียโดนโจมตีโดยตรงครั้งแรกจากการเข้าตีโฉบฉวยทางอากาศของญี่ปุ่นที่ดาร์วิน[12] ออสเตรเลียยุตินโยบายออสเตรเลียขาว โดยดำเนินการขั้นสุดท้ายในปีพ.ศ. 2516[13] พระราชบัญญัติออสเตรเลีย ค.ศ. 1986 (พ.ศ. 2529) ยกเลิกบทบาทของสหราชอาณาจักรในอำนาจนิติบัญญัติและตุลาการของออสเตรเลียโดยสิ้นเชิง ในปีพ.ศ. 2542 ออสเตรเลียจัดการลงประชามติ ว่าจะให้ประเทศเป็นสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีแต่งตั้งจากรัฐสภาหรือไม่ ซึ่งคะแนนเสียงเกือบ 55% ลงคะแนนปฏิเสธ[14]

การเมืองการปกครอง [แก้]

อาคารรัฐสภาในแคนเบอร์รา เปิดใช้แทนอาคารหลังเดิมในปี พ.ศ. 2531

ออสเตรเลียมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มีรูปแบบรัฐบาลเป็นสหพันธรัฐ และระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ ประมุขแห่งรัฐของออสเตรเลียคือสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 ซึ่งพระองค์ปัจจุบันคือสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 พระอิสริยยศในออสเตรเลียคือ Elizabeth the Second, by the Grace of God Queen of Australia and Her other Realms and Territories, Head of the Commonwealth[15]

ตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เป็นผู้แทนพระองค์ในออสเตรเลียของพระประมุขซึ่งประทับอยู่ในสหราชอาณาจักร รัฐธรรมนูญของออสเตรเลียระบุว่า "อำนาจบริหารเป็นของสมเด็จพระราชินี และทรงใช้อำนาจนั้นผ่านผู้สำเร็จราชการในฐานะผู้แทนพระองค์ของสมเด็จพระราชินี"[16] อำนาจของผู้สำเร็จราชการนั้นรวมถึงการแต่งตั้งรัฐมนตรีและผู้พิพากษา การยุบสภา และการลงนามบังคับใช้กฎหมาย ผู้สำเร็จราชการคนปัจจุบันคือพลตรีไมเคิล เจฟเฟอรี ผู้สำเร็จราชการยังดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดด้วย[16] ในทางธรรมเนียมปฏิบัตินั้น ผู้สำเร็จราชการจะใช้อำนาจตามคำแนะนำของรัฐมนตรี[17] สภาบริหารสหพันธรัฐ (Federal Executive Council) เป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ให้คำแนะนำแก่ผู้สำเร็จราชการ โดยมีผู้สำเร็จราชการเป็นประธานการประชุม และรัฐมนตรีทุกคนมีสมาชิกภาพตลอดชีพ แต่ในทางปฏิบัติจะเรียกประชุมเฉพาะรัฐมนตรีคณะปัจจุบัน[18] รัฐบาลจะมาจากพรรคที่ได้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร

ออสเตรเลียมีรัฐสภาเก้าแห่ง หนึ่งสภาของสหพันธ์ หกสภาของแต่ละรัฐ และสองสภาของแต่ละดินแดน รัฐสภาของสหพันธ์ ใช้ระบบสองสภา ประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎร (House of Representative) และวุฒิสภา (Senate) สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิก 150 คน มาจากการเลือกตั้ง โดยแบ่งเป็นเขตเลือกตั้ง มีผู้แทนเขตละหนึ่งคน วุฒิสภามีสมาชิก 76 คน มาจากแต่ละรัฐ รัฐละ 12 คน และจากดินแดน (เขตเมืองหลวงและนอร์เทิร์นเทร์ริทอรี) ละสองคน[19] ทั้งสองสภาจัดการเลือกตั้งทุกสามปี สมาชิกวุฒิสภามีวาระ 6 ปี โดยการเลือกตั้งแต่ละครั้งจะเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมด

ออสเตรเลียมีพรรคการเมืองหลักสามพรรค ได้แก่พรรคแรงงานออสเตรเลีย พรรคเสรีนิยม และพรรคชาติ ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2465 รัฐบาลของสหพันธ์มาจากพรรคแรงงานหรือเป็นรัฐบาลผสมของพรรคเสรีนิยมและพรรคชาติ[20] ปัจจุบันนายกรัฐมนตรีจูเลีย กิลลาร์ด มาจากพรรคแรงงาน พรรคอื่นๆที่มีบทบาทได้แก่ออสเตรเลียนเดโมแครต และออสเตรเลียนกรีนส์ โดยมักได้ที่นั่งในวุฒิสภา

รัฐและดินแดน [แก้]

แผนที่รัฐและดินแดนของออสเตรเลีย

ออสเตรเลียแบ่งออกเป็น 6 รัฐ ได้แก่

นอกจากนี้ยังมีดินแดนหลักๆบนแผ่นดินใหญ่ 2 แห่ง ได้แก่ นอร์เทิร์นเทร์ริทอรี และออสเตรเลียนแคพิทอลเทร์ริทอรี (เขตเมืองหลวง) และดินแดนเล็กน้อยอื่นๆ โดยส่วนใหญ่แล้ว ดินแดนนั้นมีลักษณะเดียวกับรัฐ แต่รัฐสภากลางสามารถค้านกฎหมายใดก็ได้จากสภาของดินแดน [21]ในขณะที่ในระดับรัฐ กฎหมายสหพันธ์จะค้านกับกฎหมายรัฐได้เพียงในบางด้านตามมาตรา 51 ของรัฐธรรมนูญ อำนาจนิติบัญญัติอื่นๆนั้นเป็นของรัฐสภาของแต่ละรัฐ

แต่ละรัฐและดินแดนมีสภานิติบัญญัติของตัวเอง โดยในควีนสแลนด์และดินแดนทั้งสองแห่งเป็นลักษณะสภาเดี่ยว ในขณะที่ในรัฐที่เหลือเป็นแบบสภาคู่ สมเด็จพระราชินีมีผู้แทนพระองค์ในแต่ละรัฐ เรียกว่า governor และในนอร์เทิร์นเทอร์ริทอรี administrator ส่วนในเขตเมืองหลวง ใช้ผู้แทนพระองค์ของเครือรัฐ (governor-general)

การต่างประเทศ [แก้]

ความสัมพันธ์กับประเทศไทย [แก้]

ด้านการทูต [แก้]

การค้าและเศรษฐกิจ [แก้]

การท่องเที่ยว [แก้]

กองทัพ [แก้]

กองทัพบก [แก้]

กองทัพอากาศ [แก้]

กองทัพเรือ [แก้]

กองกำลังกึ่งทหาร [แก้]

เศรษฐกิจ [แก้]

โครงสร้างทางเศรษฐกิจ [แก้]

อาชีพหลักคือการเกษตร เป็นแบบเทคโนโลยีก้าวหน้ามากที่สุดในโลก(คล้ายกับแองโกลอเมริกา) ส่วนการเพาะปลูกจะใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่เพื่อการค้าและที่ราบลุ่มแม่น้ำเมอเรย์-ดาร์ลิง นั้น จะปลูกข้าวสาลีซึ่งเป็นสินค้าที่ส่งออกมากเป็นอันดันหนึ่ง การประมง จะทำน้อยมากเพราะมีประชากรน้อยและค่าแรงแพง

การท่องเที่ยว [แก้]

วิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยี [แก้]

คมนาคม และ โทรคมนาคม [แก้]

ประชากร [แก้]

เชื้อชาติ [แก้]

ประเทศออสเตรเลียมีประชากรประมาณ​ 21​ ล้านคน[1] ​ส่วนใหญ่สืบเชื้อสายมาจากชาวยุโรปที่มาตั้งรกรากในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 และ 20 หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองจนถึงปี​พ.ศ. 2543 มีผู้อพยพใหม่เข้ามาถึง 5.9​ ล้านคน​ทำให้ประชากรเกือบสองในเจ็ดของออสเตรเลียเกิดในต่างประเทศ[22]​หลังจากการเลิกนโยบายออสเตรเลียขาวในปี​พ.ศ. 2516 รัฐบาลออสเตรเลียได้พยายามส่งเสริมความสามัคคีระหว่างเชื้อสายต่าง ๆ​บนพื้นฐานของพหุวัฒนธรรมนิยม[23] ในช่วงปี​ พ.ศ. 2548 ถึง 2549 มีผู้อพยพเข้ามากกว่า 131,000 คน ส่วนใหญ่มาจากทวีปเอเชียและโอเชียเนีย[24]

ประชากรพื้นเมืองของออสเตรเลีย ได้แก่​ชาวอะบอริจินบนแผ่นดินหลักและชาวเกาะช่องแคบทอร์เรส​ซึ่งมีทั้งหมด 410,003 คนในปีพ.ศ. 2544 (ร้อยละ ​2.2 ​ของประชากร) [25]

ศาสนา [แก้]

ออสเตรเลียไม่มีศาสนาประจำชาติ จากการสำรวจสำมะโนครัวในปี พ.ศ. 2549 ประชากรประมาณ 12.6 ล้านคน (64%) ประกาศตัวเป็นคริสเตียน ในจำนวนนี้ 5.1 ล้านคน (26%) เป็นคาทอลิก และ 3.7 ล้านคน (19%) เป็นแองกลิกัน ประชากร 3.7 ล้านคนถูกจัดอยู่ในกลุ่มไม่นับถือศาสนา ซึ่งรวมถึงแนวความเชื่อแบบมนุษยนิยม อเทวนิยม อไญยนิยม และ เหตุผลนิยม ประชากรเกือบหนึ่งล้านคน (5%) นับถือศาสนาอื่น ๆ ซึ่งรวมศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนาฮินดู และศาสนาเชน[26] อย่างไรก็ตาม มีประชากรเพียง 1.5 ล้านคน (7.5%) ที่เข้าโบสถ์เป็นประจำทุกสัปดาห์[27]

จำนวนประชากร [แก้]

เมืองใหญ่ที่สุดใน ออสเตรเลีย
[28]

ที่ เมือง รัฐ ประชากร ที่ เมือง รัฐ ประชากร
ซิดนีย์
ซิดนีย์

เมลเบิร์น
เมลเบิร์น

1 ซิดนีย์ รัฐนิวเซาท์เวลส์ 4,605,992 11 โฮบาร์ต รัฐแทสเมเนีย 216,276 บริสเบน
บริสเบน

เพิร์ท
เพิร์ท

2 เมลเบิร์น รัฐวิกตอเรีย 4,169,103 12 กีลอง รัฐวิกตอเรีย 174,087
3 บริสเบน รัฐควีนส์แลนด์ 2,146,577 13 ทาวน์ส์วิลล่า รัฐควีนส์แลนด์ 167,636
4 เพิร์ท รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย 1,832,114 14 แคร์รินส์ รัฐควีนส์แลนด์ 146,477
5 แอดิเลด รัฐเซาท์ออสเตรเลีย 1,262,940 15 ดาร์วิน นอร์เทิร์นเทร์ริทอรี 129,062
6 โกลโคสต์ รัฐควีนส์แลนด์ 576,747 16 ทูวูมบา รัฐควีนส์แลนด์ 125,265
7 นิวคาสเทิ้ล รัฐนิวเซาท์เวลส์ 540,002 17 ลูนเคสทัน รัฐแทสเมเนีย 107,746
8 แคนเบอร์รา ออสเตรเลียนแคพิทอลเทร์ริทอรี 418,292 18 อัลเบอร์รี่ รัฐนิวเซาท์เวลส์ 103,209
9 วอลลอนกอง รัฐนิวเซาท์เวลส์ 288,101 19 บัลลาราต รัฐวิกตอเรีย 95,007
10 ซันไชน์โคสต์ รัฐควีนส์แลนด์ 241,643 20 เบนดิโก รัฐวิกตอเรีย 89,666



การศึกษา [แก้]

วัฒนธรรม [แก้]

วัฒนธรรมของออสเตรเลียมีลักษณะเป็นวัฒนธรรมตะวันตก โดยเฉพาะแบบอังกฤษหรือแองโกล-เคลติก แต่ก็ยังมีเอกลักษณ์เฉพาะซึ่งพัฒนามาจากสภาพแวดล้อมและชนพื้นเมือง ในระยะหลัง วัฒนธรรมของออสเตรเลียยังได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมอเมริกัน

อาหาร [แก้]

วันหยุด [แก้]

กีฬา [แก้]


อ้างอิง [แก้]

  1. 1.0 1.1 "3101.0 - Australian Demographic Statistics, Mar 2007". Australian Bureau of Statistics. 2007-09-24. สืบค้นเมื่อ 2007-11-14.  (อังกฤษ)
  2. 2.0 2.1 "Ancient heritage, modern society". Department of Foreign Affairs and Trade. สืบค้นเมื่อ 2007-10-14.  (อังกฤษ)
  3. "A Brief Aboriginal History". Aboriginal Heritage Office. สืบค้นเมื่อ 2007-10-14.  (อังกฤษ)
  4. 4.0 4.1 4.2 "European discovery and the colonisation of Australia". Culture and Recreation Portal. สืบค้นเมื่อ 2007-10-14.  (อังกฤษ)
  5. 5.0 5.1 "Convict Records". Public Record office of Victoria. สืบค้นเมื่อ 2007-10-18.  (อังกฤษ)
  6. "State Records Office of Western Australia". สืบค้นเมื่อ 2007-10-18.  (อังกฤษ)
  7. "Australian Bureau of Statistics 1998 Special Article". The State of New South Wales. สืบค้นเมื่อ 2007-10-18.  (อังกฤษ)
  8. "The Australian Gold Rush". Culture and Recreation Portal. สืบค้นเมื่อ 2007-10-17.  (อังกฤษ)
  9. "Chronology of the ACT". Canberra & District Historical Society. สืบค้นเมื่อ 2007-10-16.  (อังกฤษ)
  10. "Australia - Statute of Westminster Adoption Act 1942". สืบค้นเมื่อ 2007-10-18.  (อังกฤษ)
  11. "1939 - ‘Australia is at war ...’". ANZAC Day Commemoration Committee. สืบค้นเมื่อ 2007-10-17.  (อังกฤษ)
  12. "Second World War 1939–45". Australian War Memorial. สืบค้นเมื่อ 2007-10-17.  (อังกฤษ)
  13. "Abolition of the 'White Australia' Policy". Australian Department of Immigration. สืบค้นเมื่อ 2007-10-17.  (อังกฤษ)
  14. "1999 Referendum Report and Statistic". Australian Electoral Commission. สืบค้นเมื่อ 2007-10-17.  (อังกฤษ)
  15. "Queen and Commonwealth". สืบค้นเมื่อ 2007-10-17.  (อังกฤษ)
  16. 16.0 16.1 "Australian Constitution: Chapter 2 - The Executive Government". australianpolitics.com. สืบค้นเมื่อ 2007-10-18.  (อังกฤษ)
  17. "Governor-General's Role". สืบค้นเมื่อ 2007-10-18.  (อังกฤษ)
  18. "Federal Executive Council Handbook" (PDF). Federal Executive Council Secretariat. สืบค้นเมื่อ 2007-10-18.  (อังกฤษ)
  19. "Federal Parliament". australianpolitics.com. สืบค้นเมื่อ 2007-10-18.  (อังกฤษ)
  20. "An Overview of Australian Political Parties". australianpolitics.com. สืบค้นเมื่อ 2007-10-18. 
  21. "555" (PDF). Bill of rights and statehood symnosium. สืบค้นเมื่อ 2007-10-19.  (อังกฤษ)
  22. "Background note: Australia". US Department of State. สืบค้นเมื่อ 2007-07-14.  (อังกฤษ)
  23. "The Evolution of Australia's Multicultural Policy". Department of Immigration and Multicultural and Indigenous Affairs. 2005. สืบค้นเมื่อ 2007-10-19.  (อังกฤษ)
  24. "Settler numbers on the rise". สืบค้นเมื่อ 2007-10-18.  (อังกฤษ)
  25. "Year Book Australia 2005". Australian Bureau of Statistics. สืบค้นเมื่อ 2007-10-18.  (อังกฤษ)
  26. "2006 Census Tables : Australia". Australian Bureau of Statistics. สืบค้นเมื่อ 2007-11-15.  (อังกฤษ)
  27. "NCLS releases latest estimates of church attendance". NCLS. 2004-02-28. สืบค้นเมื่อ 2007-11-15.  (อังกฤษ)
  28. http://www.abs.gov.au/AUSSTATS/abs@.nsf/DetailsPage/3218.02011?OpenDocument

แหล่งข้อมูลอื่น [แก้]

คุณสามารถหาข้อมูลภาษาอังกฤษเกี่ยวกับ ประเทศออสเตรเลีย ได้โดยค้นหาจากโครงการพี่น้องของวิกิพีเดีย:
Wiktionary-logo-th.png หาความหมาย จากวิกิพจนานุกรม
Wikibooks-logo.svg หนังสือ จากวิกิตำรา
Wikiquote-logo.svg คำคม จากวิกิคำคม
Wikisource-logo.svg ข้อมูลต้นฉบับ จากวิกิซอร์ซ
Commons-logo.svg ภาพและสื่อ จากคอมมอนส์
Wikinews-logo.svg เนื้อหาข่าว จากวิกิข่าว
Wikiversity-logo-en.svg แหล่งเรียนรู้ จากวิกิวิทยาลัย