สหรัฐอเมริกา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก สหรัฐ)
สหรัฐอเมริกา
United States of America (อังกฤษ)
ธงชาติ
คำขวัญIn God We Trust (ทางการ)
("เราเชื่อในพระเจ้า")
ละติน: E pluribus unum (ดั้งเดิม)
("จากหลากหลายรวมเป็นหนึ่ง")
เพลงชาติThe Star-Spangled Banner
เมืองหลวง วอชิงตัน ดี.ซี.
38°53′N 77°02′W / 38.883°N 77.033°W / 38.883; -77.033
เมืองใหญ่สุด นิวยอร์ก
ภาษาราชการ ไม่มีในระดับสหพันธรัฐ1
(ภาษาประจำชาติโดยพฤตินัย:
ภาษาอังกฤษ) 2
การปกครอง สหพันธรัฐประชาธิปไตยแบบตัวแทน
 -  ประธานาธิบดี บารัก โอบามา
 -  รองประธานาธิบดี โจ ไบเดน
ประกาศเอกราช จาก ราชอาณาจักรบริเตนใหญ่
 -  ประกาศ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2319 
 -  เป็นที่ยอมรับ 3 กันยายน พ.ศ. 2326 
 -  รัฐธรรมนูญปัจจุบัน 21 มิถุนายน พ.ศ. 2331 
พื้นที่
 -  รวม 9,629,091 ตร.กม. [1](3/43)
3,718,711 ตร.ไมล์ 
 -  แหล่งน้ำ (%) 4.87
ประชากร
 -  2554 (ประเมิน) 312,854,0004 (3)
 -  2543 (สำมะโน) 281,421,906[2] 
 -  ความหนาแน่น 31 คน/ตร.กม. (180)
80 คน/ตร.ไมล์
จีดีพี (อำนาจซื้อ) 2551 (ประมาณ)
 -  รวม $ 14.441 ล้านล้าน[3] (1)
 -  ต่อหัว $ 47,440[3] (17)
จีนี (2550) 45.0[1] (44)
HDI (2556) 0.914 (สูงมาก) (5)
สกุลเงิน ดอลลาร์สหรัฐ ($) (USD)
เขตเวลา (UTC-5 ถึง -10)
 -  (DST)  (UTC-4 ถึง -10)
โดเมนบนสุด .us .gov .edu .mil .um
รหัสโทรศัพท์ 1
1 ภาษาอังกฤษเป็นภาษาทางการในอย่างน้อย 28 รัฐ - ซึ่งแหล่งข้อมูลบางแห่งในระบุจำนวนไว้มากกว่านี้ ตามคำจำกัดความที่แตกต่างกันของคำว่า "เป็นทางการ"[4] ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาฮาวายเป็นภาษาทางการของรัฐฮาวาย[5]

2 ภาษาอังกฤษเป็นภาษาซึ่งใช้ในรัฐบาลอเมริกันโดยพฤตินัย และเป็นภาษาซึ่งใช้สื่อสารในเคหะสถานเพียงภาษาเดียวกว่า 80% ของจำนวนประชากรอเมริกันอายุมากกว่า 5 ปีขึ้นไป ภาษาที่พูดเป็นจำนวนมากรองลงมา คือ ภาษาสเปน
3 พื้นที่โดยอันดับแล้วมีขัดแย้งกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ตัวเลขดังกล่าวนำมาจากหนังสือ The World Factbook โดยสำนักข่าวกรองกลาง - ในแหล่งข้อมูลบางแหล่งระบุพื้นที่ของสหรัฐอเมริกาไว้น้อยกว่าจำนวนนี้ ซึ่งนับรวมเพียงแต่พื้นที่ของรัฐ 50 รัฐ และเขตโคลอมเบียเท่านั้น จึงถูกจัดให้อยู่ในอันดับ 4

4 ประมาณการประชากรดังกล่าวนับผู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ 50 รัฐ และวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งนับรวมไปถึงผู้ไม่มีสถานภาพพลเมืองด้วย จำนวนดังกล่าวไม่นับรวมพลเมืองอเมริกันผู้อาศัยอยู่ในเขตปกครองพิเศษ (มีจำนวนราว 4 ล้านคน ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเปอร์โตริโก) และพลเมืองในต่างประเทศ

สหรัฐอเมริกา (อังกฤษ: United States of America) หรือมักย่อว่า สหรัฐฯ หรือ อเมริกา เป็นสหพันธรัฐประชาธิปไตย ปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญ ประกอบไปด้วยรัฐ 50 รัฐ และอีกหนึ่งเขตปกครองกลาง มี 48 รัฐและเขตปกครองกลางของกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. อยู่บนพื้นที่ครอบคลุมส่วนใหญ่ของทวีปอเมริกาเหนือ รัฐอแลสกาอยู่ทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปอเมริกาเหนือและรัฐฮาวายเป็นหมู่เกาะอยูกลางมหาสมุทรแปซิฟิก สหรัฐมีพรมแดนติดต่อ กับแคนาดาทางทิศเหนือ และเม็กซิโกทางทิศใต้ ส่วนพรมแดนทางทะเลนั้นติดต่อกับแคนาดา รัสเซียและบาฮามาส โดยมีมหาสมุทรแปซิฟิก ทะเลแบริง มหาสมุทรอาร์กติก มหาสมุทรแอตแลนติก อ่าวเม็กซิโก และทะเลแคริบเบียนเป็นผืนน้ำล้อมรอบ นอกจากนี้ยังมีดินแดน 5 แห่งที่มีประชากรอยู่มาก และ 9 แห่งที่มีประชากรอยู่น้อยในแคริบเบียน และในมหาสมุทรแปซิฟิกอีกด้วย

สหรัฐอเมริกามีพื้นที่ขนาด 9.63 ล้านตารางกิโลเมตร มีประชากรราว 313 ล้านคน ทำให้มีพื้นที่ขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 3 หรือ 4 ของโลก และมีประชากรมากเป็นอันดับที่ 3 ของโลก เป็นประเทศซึ่งมีความแตกต่างหลากหลายในเชื้อชาติและวัฒนธรรม อันเป็นผลมาจากการอพยพจากหลายประเทศ[6] สภาพทางภูมิศาสตร์และสภาวะอากาศของสหรัฐยังมีความหลากหลายสุดขั้ว และมันยังเป็นบ้านของสัตว์ป่าที่หลากหลายอย่างมากอีกด้วย เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาเป็นเศรษฐกิจระดับชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีอัตราผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ เมื่อปี พ.ศ. 2551 กว่า 14.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (อัตราผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศคิดเป็นร้อยละ 15 ของโลก และอยู่ในอันดับที่ 5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศในความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อ) [3]

ชนพื้นเมืองในทวีปอเมริกา ซึ่งอาจสืบเชื้อสายมาจากชาวเอเชีย ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในสหรัฐอเมริกาแผ่นดินใหญ่มาเป็นเวลา 15,000 ปีมาแล้ว ประชากรชนพื้นเมืองอเมริกันเหล่านี้ลดจำนวนลงอย่างมากหลังจากการยึดครองอาณานิคมของชาวยุโรป สหรัฐอเมริกาถูกก่อตั้งโดยสิบสามอาณานิคมของอังกฤษ ซึ่งมีทำเลอยู่ตามฝั่งทะเลแอตแลนติก เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1776 ต้วแทนชาวอานิคมทั้ง 13 แห่ง ได้ลงมติเป็นเอกฉันท์เพื่อประกาศอิสรภาพ ซึ่งเป็นการอ้างสิทธิ์ในการกำหนดชะตาของตนเอง และการสร้างสหภาพความร่วมมือขึ้น รัฐซึ่งก่อการจลาจลสามารถเอาชนะราชอาณาจักรบริเตนใหญ่ในสงครามประกาศอิสรภาพสหรัฐอเมริกา ในปี 1783 ซึ่งเป็นอาณานิคมแห่งแรกที่ได้รับการยอมรับถึงความเป็นอิสระของสหรัฐจากประเทศสหราชอาณาจักร และเป็นสงครามประกาศอิสรภาพที่ประสพความสำเร็จครั้งแรกต่อจักรวรรดิ์อาณานิคมยุโรป[7][8][9] อนุสัญญาฟิลาเดลเฟียได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกาฉบับปัจจุบัน เมื่อวันที่ 17 กันยายน ค.ศ. 1787 การปรับใช้อนุสัญญาดังกล่าวมีผลให้รัฐต่าง ๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐเดี่ยว และขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลางที่มีอำนาจเด็ดขาด การปรับปรุงแก้ไข 10 ครั้งแรกรวมกันที่เรียกว่า Bill of Rights ในปี 1791 รับประกันสิทธิและเสรีภาพพื้นฐานของประชาชนหลายอย่าง.

ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 สหรัฐอเมริกาได้ดินแดนเพิ่มเติมจากฝรั่งเศส สเปน สหราชอาณาจักร เม็กซิโก และรัสเซีย และผนวกดินแดนรวมกับสาธารณรัฐเท็กซัสและสาธารณรัฐฮาวาย ความขัดแย้งระหว่างรัฐกสิกรรมทางตอนใต้และรัฐอุตสาหกรรมทางตอนเหนือ เหนือสิทธิของรัฐ และการขยายจำนวนของทาสได้นำไปสู่สงครามกลางเมืองอเมริกา เมื่อราวคริสต์ทศวรรษ 1860 ชัยชนะของฝ่ายเหนือได้ป้องกันการแบ่งแยกประเทศอย่างถาวร และยุติการค้าทาสตามกฎหมายในสหรัฐอเมริกา ในราวคริสต์ทศวรรษ 1870 เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกานับว่าใหญ่ที่สุดในโลก[10] และสงครามสเปน-อเมริกันและสงครามโลกครั้งที่หนึ่งได้เน้นย้ำถึงสถานภาพทางทหารของสหรัฐอเมริกา สหรัฐอเมริกาก้าวขึ้นมาจากสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นประเทศแรกซึ่งมีอาวุธนิวเคลียร์อยู่ในครอบครอง และเป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หลังจากการสิ้นสุดของสงครามเย็นและการยุบสหภาพโซเวียต ส่งผลให้สหรัฐอเมริกากลายเป็นรัฐอภิมหาอำนาจเดี่ยวของโลก สหรัฐอเมริกามีรายจ่ายทางทหารคิดเป็นกว่าร้อยละ 40 ของรายจ่ายทางทหารทั่วโลก และเป็นผู้นำทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมของโลก[11]

เนื้อหา

ชื่อเรียก[แก้]

ในปี พ.ศ. 2050 นักเขียนแผนที่ชาวเยอรมัน มาร์ติน วัลด์เซมึลเลอร์ ได้ผลิตแผนที่โลกซึ่งเขาได้ตั้งชื่อดินแดนทางซีกโลกตะวันตกในแผนที่ดังกล่าวว่า "อเมริกา" ตามชื่อของนักสำรวจและนักเขียนแผนที่ชาวอิตาเลียน อเมริโก เวสปุชชี[12] แต่เดิม อดีตอาณานิคมอังกฤษได้ใช้ชื่อเรียกสมัยใหม่ของประเทศในคำประกาศอิสรภาพ ("การประกาศอิสรภาพของสิบสามสหรัฐอเมริกาด้วยน้ำหนึ่งใจเดียวกัน") ประกาศใช้โดย "คณะผู้แทนสหรัฐอเมริกา" เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2319[13] ส่วนชื่อในปัจจุบันได้รับการสรุปเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2320 เมื่อสภานิติบัญญัติภาคพื้นทวีปที่สองได้ประกาศใช้ข้อบังคับแห่งสมาพันธรัฐ ความว่า "สมาพันธรัฐซึ่งถูกตั้งขึ้นนี้ จะถูกเรียกว่า "สหรัฐอเมริกา" ถ้อยคำมาตรฐานสั้น ๆ ซึ่งใช้เรียกสหรัฐอเมริกา คือ สหรัฐ (United States) และชื่อเรียกอีกหลายรูปแบบ ได้แก่ the U.S., the USA และ America คำว่า Columbia ก็เคยเป็นชื่อที่ได้รับความนิยมในการเรียกสหรัฐอเมริกา ซึ่งมาจากชื่อของคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส และยังปรากฏในชื่อ "District of Columbia" อีกด้วย

สำหรับการเรียกสหรัฐอเมริกาของคนไทย ในอดีต เคยเรียกชื่อสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการว่า "สหปาลีรัฐอเมริกา"[14] ส่วนชื่ออื่นที่ใช้เรียกสหรัฐอเมริกา เช่น มะกัน ลุงแซม อินทรี พญาอินทรี เจ้าโลก หรือ ตำรวจโลก

ภาษาศาสตร์[แก้]

ในภาษาอังกฤษ คำมาตรฐานซึ่งหมายถึงพลเมืองของสหรัฐอเมริกา คือ อเมริกัน (American) ถึงแม้ว่า United States จะเป็นคำคุณศัพท์อย่างเป็นทางการ แต่ทั้งคำว่า American และ U.S. เป็นคำคุณศัพท์อันเป็นที่นิยมมากกว่า ในการระบุถึงสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ อเมริกัน ยังอาจหมายถึง ทวีปอเมริกา อีกด้วย แต่มักจะถูกใช้น้อยมากในภาษาอังกฤษ เพื่อหมายความถึงประชากรซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับสหรัฐอเมริกา[15]

เดิม วลี "สหรัฐอเมริกา" ถือว่าเป็นคำพหูพจน์ (ใช้กับคำกริยา are, were, ...) — รวมทั้งในรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกาแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 13 ซึ่งมีผลใช้บังคับในปี พ.ศ. 2408 อีกด้วย แต่คำดังกล่าวได้กลายมาเป็นคำเอกพจน์ (ใช้กับคำกริยา is, was, ...) — หลังจากยุคสงครามกลางเมือง และได้กลายมาเป็นรูปแบบมาตรฐานในปัจจุบัน แต่รูปแบบพหูพจน์ก็ยังคงปรากฏในสำนวน "these United States"[16]

ประวัติศาสตร์[แก้]

ชนพื้นเมืองอเมริกันและผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยุโรป[แก้]

เป็นที่เชื่อกันมากว่าชนพื้นเมืองในทวีปอเมริกาในสหรัฐอเมริกาแผ่นดินใหญ่ รวมทั้งชนพื้นเมืองอะแลสกา เป็นผู้อพยพมาจากทวีปเอเชียเมื่อ 40,000-12,000 ปีที่แล้ว ชนพื้นเมืองบางกลุ่ม เช่น วัฒนธรรมมิสซิสซิปปีในสมัยก่อนโคลัมบัส ได้มีการพัฒนาเกษตรกรรมและสังคมในระดับรัฐ หลังจากที่ชาวยุโรปเริ่มการตั้งถิ่นฐานในทวีปอเมริกา ชนพื้นเมืองเองหลายล้านคนเสียชีวิตจากโรคระบาดซึ่งติดจากชาวยุโรป เช่น ฝีดาษ

โคลัมบัสกล่าวอ้างการค้นพบโลกใหม่ ในปี ค.ศ. 1492

ในปี ค.ศ. 1492 นักสำรวจชาวเจนัว คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ภายใต้สัญญากับกษัตริย์สเปน ได้เดินทางถึงหมู่เกาะแคริบเบียน และได้ติดต่อกับชนพื้นเมืองเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 2 เมษายน ค.ศ. 1513 กองกีสตาดอร์ชาวสเปน ควน ปอนเซ เด เลออง ได้ขึ้นฝั่งในบริเวณซึ่งเขาเรียกว่า "ลา ฟลอริดา" – นับเป็นการขึ้นฝั่งบริเวณที่เป็นสหรัฐอเมริกาแผ่นดินใหญ่ในปัจจุบันของชาวยุโรปเป็นครั้งแรกซึ่งได้รับการบันทึกไว้ ก่อนจะมีการตั้งถิ่นฐานสเปนในพื้นที่ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกาไปจนถึงเม็กซิโก พ่อค้าขนสัตว์ชาวฝรั่งเศสได้ก่อตั้งด่านหน้าของนิวฟรานซ์ขึ้นรอบเกรตเลกส์ ก่อนที่ฝรั่งเศสจะอ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่ส่วนใหญ่ของทวีปอเมริกาเหนือไปจนถึงอ่าวเม็กซิโกในที่สุด การตั้งถิ่นฐานของชาวอังกฤษแห่งแรก คือ อาณานิคมเวอร์จิเนีย ในเจมส์ทาวน์ ในปี ค.ศ. 1607 และอาณานิคมพลิมัธของพวกพิลกริม ในปี ค.ศ. 1620 และในปี ค.ศ. 1628 สัญญาเช่าอาณานิคมอ่าวแมสซาชูเซตส์ ทำให้มีผู้อพยพเข้ามาเป็นจำนวนมาก; ในปี ค.ศ. 1634 นิวอิงแลนด์มีกลุ่มเพียวริตันอาศัยอยู่ 10,000 คน ระหว่างปลายคริสต์ทศวรรษ 1610 จนถึงการปฏิวัติอเมริกา มีนักโทษราว 50,000 คนถูกส่งตัวมายังอาณานิคมอังกฤษในทวีปอเมริกา นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1614 ชาวดัตช์ได้ตั้งถิ่นฐานตามแนวแม่น้ำฮัดสัน รวมทั้งนิวอัมสเตอร์ดัมบนเกาะแมนฮัตตัน

ในปี ค.ศ. 1674 อาณานิคมชาวดัตช์ได้ถูกผนวกรวมกับอังกฤษ จังหวัดนิวเนเธอร์แลนด์ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นนิวยอร์ก ผู้อพยพใหม่อีกจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทางตอนใต้ เป็นคนรับใช้ซึ่งถูกผูกมัดด้วยสัญญา – คิดเป็นผู้อพยพสู่เวอร์จิเนียจำนวนกว่าสองในสามระหว่างปี ค.ศ. 1630-1680 และปลายคริสต์ศตวรรษที่ 17 ทาสชาวแอฟริกันได้กลายมาเป็นแหล่งหลักสำหรับแรงงานที่ถูกผูกมัด และในปี ค.ศ. 1729 หลังจากการแบ่งแคลิฟอร์เนียและการตั้งอาณานิคมในจอร์เจีย ในปี ค.ศ. 1732 อาณานิคมอังกฤษสิบสามแห่ง ซึ่งจะกลายมาเป็นสหรัฐอเมริกาในภายหลัง ได้ถูกจัดตั้งขึ้น แต่ละรัฐมีรัฐบาลท้องถื่นซึ่งเปิดให้มีการเลือกตั้งแก่ชายผู้เป็นเสรีชนส่วนใหญ่ ด้วยการเพิ่มขึ้นของสิทธิโบราณของชาวอังกฤษและความสำนึกในการปกครองตนเองกระตุ้นการสนับสนุนสำหรับกลุ่มสาธารณรัฐนิยม ซึ่งทั้งหมดได้ทำให้การค้าทาสแอฟริกันถูกต้องตามกฎหมาย และด้วยอัตราการเกิดสูง อัตราการตายต่ำ และอัตราการอพยพคงที่ ทำให้ประชากรในอาณานิคมเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว ขบวนการฟื้นฟูคริสเตียนในราวคริสต์ทศวรรษ 1730 และ 1740 เป็นที่รู้จักกันว่า การตื่นตัวครั้งใหญ่ ซึ่งทำให้เกิดความสนใจในเสรีภาพทางศาสนาและลัทธิ ในสงครามฝรั่งเศสและอินเดียน กองทัพอังกฤษยึดแคนาดามาจากฝรั่งเศส แต่ประชากรผู้พูดภาษาฝรั่งเศสยังคงถูกโดดเดี่ยวทางการเมืองจากอาณานิคมทางใต้ หากไม่นับกลุ่มชนพื้นเมืองอเมริกันผลัดถิ่น ในอาณานิคมทั้งสิบสามของอังกฤษมีจำนวนประชากรถึง 2.6 ล้านคนในปี ค.ศ. 1770 เป็นชาวอังกฤษจำนวนหนึ่งในสาม และหนึ่งในห้าเป็นทาสผิวดำ แต่ถึงแม้ว่าจะถูกบังคับให้จ่ายภาษีแก่อังกฤษ อาณานิคมอเมริกันกลับไม่มีผู้แทนในรัฐสภาบริเตนใหญ่เลย

การประกาศเอกราชและการขยายอาณาเขต[แก้]

คำประกาศอิสรภาพแห่งสหรัฐอเมริกา โดย จอห์น ทรัมบูล วาดเมื่อ ค.ศ. 1817-1818

ความขัดแย้งระหว่างชาวอาณานิคมอเมริกันและชาวอังกฤษระหว่างยุคปฏิวัติราวคริสต์ทศวรรษ 1760 และต้นคริสต์ทศวรรษ 1770 นับไปสู่สงครามประกาศอิสรภาพสหรัฐอเมริกา อันเป็นสงครามที่เกิดขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1775-1781 เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ค.ศ. 1775 รัฐสภาภาคพื้นทวีป เปิดประชุมในฟิลาเดลเฟีย และก่อตั้งกองทัพภาคพื้นทวีป ภายใต้การบังคับบัญชาของจอร์จ วอชิงตัน การประกาศว่า "มนุษย์ทุกคนเกิดมาโดยเท่าเทียมกัน" และมนุษย์ทุกคนมี "สิทธิซึ่งไม่อาจโอนให้กันได้อย่างแน่นอน" รัฐสภาได้ประกาศคำประกาศอิสรภาพสหรัฐอเมริกา โดยคำร่างส่วนใหญ่เป็นผลงานของโธมัส เจฟเฟอร์สัน เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1776 ในวันดังกล่าวได้มีจัดการเฉลิมฉลองขึ้นทุกปีเพื่อระลึกถึงวันอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ. 1777 ข้อบังคับแห่งสมาพันธรัฐได้ก่อตั้งรัฐบาลสมาพันธรัฐขึ้นอย่างหลวม ๆ ซึ่งมีอำนาจจนถึงปี ค.ศ. 1789

ภายหลังจากความพ่ายแพ้ของอังกฤษ โดยกองทัพอเมริกันซึ่งได้รับการสนับสนุนจากฝรั่งเศส บริเตนใหญ่จึงรับรองอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา และอธิปไตยของรัฐเหนือดินแดนอเมริกันไปทางตะวนตกจนถึงแม่น้ำมิสซิสซิปปี การประชุมร่างรัฐธรรมนูญถูกก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1787 โดยกลุ่มผู้สนับสนุนให้มีการจัดตั้งรัฐบาลของชาติที่มีความเข้มแข็ง และมีอำนาจในการเก็บภาษี รัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกาได้รับการรับรองในปี ค.ศ. 1788 เช่นเดียวกับสภาสูง สภาผู้แทนราษฎร และประธานาธิบดี — จอร์จ วอชิงตัน — เข้าดำรงตำแหน่งในปี ค.ศ. 1789 บัญญัติว่าด้วยสิทธิพื้นฐานของพลเมือง ห้ามการจำกัดเสรีภาพส่วนบุคคลโดยรัฐบาล และรับประกันขอบเขตในการคุ้มครองตามกฎหมาย ได้ประกาศใช้เมื่อปี ค.ศ. 1791

ทัศนคติซึ่งมีต่อทาสเองก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน; วรรคในรัฐธรรมนูญได้คุ้มครองการค้าทาสแอฟริกันเพียงกลุ่มเดียวจนถึงปี ค.ศ. 1808 รัฐทางตอนเหนือได้ประกาศเลิกทาสระหว่าง ค.ศ. 1780-1804 เหลือเพียงแต่รัฐทาสทางตอนใต้ ซึ่งเป็นผู้ปกป้อง "สถาบันพิเศษ" ยุคการตื่นตัวครั้งที่สอง เริ่มต้นขึ้นเมื่อราวคริสต์ทศวรรษ 1800 ทำให้การเผยแพร่คำสั่งสอนของพระเยซู กลายเป็นกำลังเบื้องหลังกลุ่มเคลื่อนไหวปฏิรูปสังคมหลายกลุ่ม รวมทั้งการเลิกทาส

ดินแดนซึ่งสหรัฐอเมริกาเข้าถือสิทธิ์แบ่งตามเวลา

ความกระตือรือร้นของสหรัฐอเมริกาในการขยายตัวไปทางทิศตะวันตกทำให้สหรัฐอเมริกาต้องเผชิญกับสงครามอเมริกันอินเดียนอันยาวนาน การซื้อหลุยส์เซียนาจากดินแดนซึ่งฝรั่งเศสกล่าวอ้าง ในสมัยของประธานาธิบดีโธมัส เจฟเฟอร์สัน ในปี ค.ศ. 1803 ทำให้พื้นที่ของประเทศเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า สงครามปี 1812 ซึ่งเป็นการสู้รบกับอังกฤษเหนือข้อเจ็บใจหลายประกาศ และเพื่อสร้างและส่งเสริมชาตินิยมในสหรัฐอเมริกา การส่งทหารเข้าบุกรุกฟลอริดาหลายครั้งทำให้สเปนยินยอมจะยกดินแดนดังกล่าวและดินแดนอื่นของชายฝั่งอ่าวในปี ค.ศ. 1819 เส้นทางธารน้ำตาเป็นตัวอย่างของนโยบายย้ายถิ่นฐานชาวอินเดียน ซึ่งทำให้ชนพื้นเมืองจำนวนมากต้องละทิ้งดินแดนของตน สหรัฐอเมริกาผนวกสาธารณรัฐเท็กซัส ในปี ค.ศ. 1845 แนวคิดของเทพลิขิตได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงเวลาดังกล่าว สนธิสัญญาโอเรกอน ในปี ค.ศ. 1846 กับอังกฤษ ทำให้สหรัฐอเมริกาครอบครองดินแดนภาคตะวันตกเฉียงเหนือในปัจจุบัน ชัยชนะของสหรัฐอเมริกาในสงครามเม็กซิโก-อเมริกา นำไปสู่การผนวกดินแดนแคลิฟอร์เนีย และพื้นที่ส่วนใหญ่ทาสภาคตะวันตกเฉียงใต้ การตื่นทองที่แคลิฟอร์เนีย เมื่อราว ค.ศ. 1848-1849 ยิ่งทำให้มีประชากรจำนวนมากอพยพไปทางทิศตะวันตกมากยิ่งขึ้น ทางรถไฟใหม่ทำให้การย้ายถิ่นฐานของผู้ตั้งถิ่นฐานง่ายขึ้นและยิ่งส่งผลให้เกิดความขัดแย้งกับชนพื้นเมืองอเมริกัน ภายในเวลาครึ่งศตวรรษ มีไบซันอเมริกันถูกฆ่ากว่า 40 ล้านตัว เพื่อใช้เนื้อและหนัง และเพื่อทำให้การแพร่ขยายของระบบทางรถไฟไกลยิ่งขึ้น การสูญเสียกระบือ อันเป็นแหล่งทรัพยากรหลักสำหรับชาวอินเดียนที่ราบ ทำให้เกิดผลกระทบต่อการคงอยู่ของวัฒนธรรมของชาวพื้นเมืองหลายอย่าง

สงครามกลางเมืองและการปฏิวัติอุตสาหกรรม[แก้]

ยุทธการเกตตีสเบิร์ก รูปพิมพ์หินโดย Currier & Ives ราว ค.ศ. 1863

ความตึงเครียดระหว่างรัฐทาสและรัฐเสรีได้เพิ่มสูงขึ้น จากข้อโต้แย้งเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับรัฐบาลกลาง เช่นเดียวกับความขัดแย้งอย่างรุนแรงในการเผยแพร่ทาสไปยังรัฐใหม่ อับราฮัม ลินคอร์น ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งของพรรครีพับลิกัน ซึ่งต่อต้านระบบทาสอย่างหนัก ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีในปี ค.ศ. 1860 ก่อนที่เขาจะดำรงตำแหน่ง รัฐทาส 7 รัฐ ได้ประกาศแยกตัวออกจากสหรัฐอเมริกา และจัดตั้งสมาพันธรัฐอเมริกา ซึ่งทางรัฐบาลกลางมองว่าเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย จากการโจมตีค่ายซัมเตอร์ของฝ่ายสมาพันธรัฐ สงครามกลางเมืองอเมริกันได้ปะทุขึ้น และรัฐทาสอีก 4 รัฐก็ได้เข้าร่วมกับฝ่ายสมาพันธรัฐ การประกาศเลิกทาสของลินคอร์น ในปี ค.ศ. 1863 ประกาศให้ทาสในสมาพันธรัฐเป็นอิสระ หลังจากชัยชนะของฝ่ายสหภาพในปี ค.ศ. 1865 ได้มีการแปรบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกาอีก 3 ครั้ง เพื่อรับประกันเสรีภาพของแอฟริกันอเมริกันกว่า 4 ล้านคนซึ่งเคยเป็นทาส และยังทำให้พวกเขาเป็นพลเมือง รวมไปถึงให้สิทธิเลือกตั้ง สงครามกลางเมืองและผลที่ตามมาทำให้สหพันธรัฐมีอำนาจเพิ่มขึ้นอย่างมาก

ภายหลังสงคราม การลอบสังหารลินคอร์น ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรากฐานของนโยบายบูรณะประเทศ ซึ่งมีเป้าหมายที่จะรวมและบูรณะรัฐทางตอนใต้ ในขณะที่รับประกันสิทธิของทาสซึ่งได้รับอิสรภาพ ผลของการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี ค.ศ. 1876 ซึ่งเป็นที่โต้แย้ง โดยการประนีประนอมเมื่อปี ค.ศ. 1877 ทำให้สิ้นสุดสมัยบูรณะ; แต่กฎหมายจิมครอว์ได้ตัดสิทธิ์การเลือกตั้งของแอฟริกันอเมริกันจำนวนมาก ทางตอนเหนือ การทำให้เป็นเมืองและการหลั่งไหลเข้ามาอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนของผู้อพยพซึ่งมาจากยุโรปใต้และยุโรปตะวันออก เป็นตัวเร่งให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมในประเทศ การอพยพยังคงมีต่อไปจนถึง ค.ศ. 1929 ทำให้สหรัฐอเมริกามีแรงงานและเปลี่ยนโฉมหน้าวัฒนธรรมของประเทศไปด้วย การพัฒนาสาธารณูปโภคของชาติเป็นการกระตุ้นให้เกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การซื้ออะแลสกาจากจักรวรรดิรัสเซีย เป็นการบรรลุการขยายดินแดนของประเทศบนแผ่นดินใหญ่ การสังหารหมู่วูนเดดนี ในปี ค.ศ. 1890 เป็นความขัดแย้งทางทหารครั้งสุดท้ายในสงครามอินเดียน ในปี ค.ศ. 1893 ราชวงศ์ชนพื้นเมืองของอาณาจักรฮาวายในมหาสมุทรแปซิฟิก ถูกโค่นล้มในรัฐประหารซึ่งนำโดยผู้อยู่อาศัยชาวอเมริกัน; สหรัฐอเมริกาผนวกหมู่เกาะดังกล่าวในปี ค.ศ. 1898 ชัยชนะในสงครามสเปน-อเมริกา เมื่อปีเดียวกัน เป็นการแสดงให้เห็นว่าสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศซึ่งมีอำนาจ และนำไปสู่การผนวกเปอร์โตริโก, กวม และฟิลิปปินส์ ฟิลิปปินส์ได้รับเอกราชหลังสงครามโลกครั้งที่สองในอีกครึ่งศตวรรษต่อมา; เปอร์โตริโกและกวมยังคงเป็นเขตปกครองพิเศษของสหรัฐอเมริกา

สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง, ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ และสงครามโลกครั้งที่สอง[แก้]

เมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งปะทุขึ้นในปี ค.ศ. 1914 สหรัฐอเมริกาวางตัวเป็นกลาง ชาวอเมริกันส่วนใหญ่มีใจเข้าข้างอังกฤษและฝรั่งเศส ทว่า จำนวนมากคัดค้านการเข้าแทรกแซง ใน ค.ศ. 1917 สหรัฐอเมริกาเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตร และกำลังรบนอกประเทศอเมริกาช่วยเปลี่ยนทิศทางของสงครามและฝ่ายมหาอำนาจกลางตกเป็นรอง ประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสันมีบทบาทเป็นผู้นำทางการทูต ณ การประชุมสันติภาพปารีส ค.ศ. 1919 ซึ่งช่วยกำหนดโลกหลังสงคราม วิลสันสนับสนุนอย่างแข็งขันให้สหรัฐเข้าร่วมสันนิบาตชาติ อย่างไรก็ดี รัฐสภาปฏิเสธที่จะสนองรับ และไม่ให้สัตยาบันสนธิสัญญาแวร์ซาย ซึ่งสถาปนาสันนิบาตชาติ

สหรัฐดำเนินนโยบายเอกภาพนิยมจนเกือบเป็นลัทธิแยกอยู่โดดเดี่ยว ใน ค.ศ. 1920 ขบวนการสิทธิสตรี นำโดย แคร์รี แชพแมน แคทท์ ทำให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญซึ่งให้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งของสตรี ความมั่งคั่งแห่ง Roaring Twenties สิ้นสุดด้วยเหตุการณ์ตลาดหลักทรัพย์วอลล์สตรีทตก ค.ศ. 1929 อันเป็นสาเหตุของภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่

สงครามเย็นและยุคสิทธิมนุษยชน[แก้]

บทความหลัก : ประวัติความเป็นมาของประเทศสหรัฐอเมริกา (1945-1964) ประวัติศาสตร์ของ สหรัฐอเมริกา (1964-1980) และ ประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา (1980-1991)


ประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ของสหรัฐอเมริกา(ซ้าย) และ เลขาธิการ Mikhail Gorbachev แห่งสหภาพโซเวียต ในการประชุมที่เจนีวา ในปี 1985

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตแข่งขันกันเพื่ออำนาจ ระหว่างสิ่งที่เรียกว่าสงครามเย็น, ขับเคลื่อนโดยแบ่งอุดมการณ์ระหว่างทุนนิยมและคอมมิวนิสต์ พวกเขา ครอบงำกิจการทหารของยุโรป ที่มีสหรัฐและพันธมิตรนาโต ในด้านหนึ่งและสหภาพโซเวียตและพันธมิตรสนธิสัญญาวอร์ซอในอีกด้าหนึ่ง สหรัฐอเมริกาพัฒนานโยบาย "การจำกัดการขยายตัวของลัทธิที่ไม่พึงปรารถนา"ต่อการขยายตัวของสหภาพโซเวียต ขณะที่พวกเขามีส่วนร่วมในสงครามตัวแทนและได้พัฒนาคลังแสงนิวเคลียร์ที่มีประสิทธิภาพ, ทั้งสองประเทศหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางทหารโดยตรง สหรัฐอเมริกามักจะไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของปีกซ้ายโลกที่สาม ที่สหรัฐฯมองว่าเป็นการสนับสนุนของสหภาพโซเวียต ทหารอเมริกันต่อสู้กองกำลังคอมมิวนิสต์จีนและคอมมิวนิสต์เกาหลีเหนือในสงครามเกาหลีระหว่างปี 1950 ถึง 1953 การปล่อยดาวเทียมดวงแรกของสหภาพโซเวียตในปี 1957 และ การปล่อยยานอวกาศที่มีมนุษย์ครั้งแรกของสหภาพโวเวียตในปี 1961 ริเริ่ม"การแข่งขันอวกาศ" ที่ประเทศสหรัฐอเมริกากลายเป็นคนแรกที่ส่งมนุษย์ลงบนดวงจันทร์ในปี 1969.[17] สงครามตัวแทนขยายตัวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับสงครามเวียดนาม

ที่บ้าน, สหรัฐมีประสบการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของประชากร และชนชั้นกลาง การก่อสร้างระบบทางหลวงระหว่างรัฐเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศมาหลายทศวรรษต่อมา คนหลายล้านย้ายจากฟาร์มและเมืองชั้นในไปเมืองที่ มีการพัฒนาที่อยู่อาศัยชานเมืองขนาดใหญ่.[18][19] การเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชนที่กำลังเติบโตได้ใช้อหิงสาเพื่อเผชิญหน้ากับการแตกแยกและการเลือกปฏิบัติ ที่มี มาร์ติน ลูเธอร์คิง จูเนียร์ กลายเป็นผู้นำที่โดดเด่นและเป็นสัญญลักษณ์ การรวมกันของการตัดสินของศาล และ การบัญญัติกฎหมาย ส่งผลให้เกิด กฎหมายสิทธิพลเรือนปี 1964, ในความพยายามที่จะยุติการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ.[20][21][22] ในขณะที่ การเคลื่อนไหวต้านวัฒนธรรมเพิ่มขึ้น ซึ่งได้รับการผลักดันจากการต่อต้านสงครามเวียดนาม, ชาตินิยมสีดำ และ การปฏิวัติทางเพศ การเปิดตัวของ"สงครามกับความยากจน"ขยายสิทธิ และการใช้จ่ายด้านสวัสดิการ.[23]

ช่วงปี 1970s ถึงต้นปี 1980s ได้เห็นการโจมตีของภาวะเศรษฐกิจชะงักงันและเงินเฟ้อ หลังจากการเลือกตั้งของเขาในปี 1980, ประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ตอบสนองต่อความเมื่อยล้าทางเศรษฐกิจด้วยการปฏิรูปที่มุ่งเน้นตลาดเสรี หลังจากการล่มสลายของการผ่อนคลายความตึงเครียดระหว่างประเทศ, เขาละทิ้ง "การจำกัดการขยายตัวของลัทธิที่ไม่พึงปรารถนา" และ ริเริ่มกลยุทธ์"ย้อนกลับ"เชิงรุกมากขึ้นกับสหภาพโซเวียต.[24][25][26][27][28] หลังจากที่ การพุ่งขึ้นของการมีส่วนร่วมของแรงงานหญิงในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา, ในปี 1985 ส่วนใหญ่ของผู้หญิงอายุ 16 ปีหรือมากกว่าถูกจ้างงาน.[29] ในช่วงปลายปี 1980s นำมาซึ่ง"การละลาย" ในความสัมพันธ์กับสหภาพโซเวียต และการล่มสลายของมันในปี 1991 ในที่สุดสงครามเย็นก็จบ.[30][31][32][33]

ประวัติศาสตร์ร่วมสมัย[แก้]

อดีตเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในแมนฮัตตัน เมื่อ 9/11.
One World Trade Center, ถูกสร้างขึ้นแทนที่

บทความหลัก: ประวัติความเป็นมาของประเทศสหรัฐอเมริกา (1991 ถึงปัจจุบัน )

หลังสงครามเย็น, ปี 1990s ได้เห็นการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของสหรัฐอเมริกา, ซึ่ง​​สิ้นสุดลงในปี 2001.[34] เริ่มต้นมาจากทางวิชาการและเครือข่าย การป้องกันประเทศของสหรัฐอเมริกา, อินเทอร์เน็ตแพร่กระจายไปสู่ส่ธารณะในปี 1990s ส่งผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจ, สังคม และวัฒนธรรมของโลก.[35] เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001, ผู้ก่อการร้าย อัล กออิดะห์ โจมตีเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ในนครนิวยอร์กและเพนตากอนที่อยู่ใกล้กรุงวอชิงตันดีซี, ได้ฆ่าประชาชนเกือบ 3,000 คน.[36] ในการตอบสนอง, สหรัฐเปิดสงครามกับความหวาดกลัว ซึ่งรวมถึงการทำสงครามอย่างต่อเนื่องในอัฟกานิสถานและสงครามอิรักระหว่างปี 2003-2011.[37][38][39][40] ในปี 2008 ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้ง ใหญ่, ประธานาธิบดีแอฟริกันอเมริกันคนแรก บารัค โอบามา ได้รับเลือกตั้ง[41]

ภูมิศาสตร์ สภาพภูมิอากาศ และสภาพแวดล้อม[แก้]

บทความหลัก : ภูมิศาสตร์ของประเทศสหรัฐอเมริกา สภาพภูมิอากาศของประเทศสหรัฐอเมริกา และสิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกา

ภาพถ่ายจากดาวเทียมแสดงถึงลักษณะภูมิประเทศของสหรัฐอเมริกาแผ่นดินใหญ่
ภาพถ่ายบางส่วนของเทือกเขาร็อกกี

พื้นที่ของประเทศสหรัฐอเมริกาที่ติดต่อเป็นชิ้นเดียวกันมีขนาด 2,959,064 ตารางไมล์ ( 7,663,941 ตารางกิโลเมตร) อลาสก้า, ถูกแยกออกมาจากแผ่นดินที่ติดกันของสหรัฐคั่นโดย แคนาดา, เป็นรัฐที่ใหญ่ที่สุดที่ 663,268 ตารางไมล์ (1,717,856 ตารางกิโลเมตร) ฮาวาย, ครอบครองหมู่เกาะกลางมหาสมุทรแปซิฟิก, อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของทวีปอเมริกาเหนือ, มีพื้นที่ 10,931 ตารางไมล์ (28,311 ตารางกิโลเมตร).[42]

ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดอันดับสามหรือสี่ของโลกโดยพื้นที่ทั้งหมด (ที่ดิน และน้ำ), ตามหลังรัสเซียและแคนาดา และเหนือหรือต่ำกว่าจีน การจัดอันดับที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่า สองดินแดนที่มีข้อพิพาทโดยจีนและอินเดียจะมีการนับกันอย่างไร และวิธีการวัดขนาดโดยรวมของสหรัฐฯ: การคำนวณมีขนาดตั้งแต่ 3,676,486 ตารางไมล์ (9,522,055 ตารางกิโลเมตร)[43] จนถึง 3,717,813 ตารางไมล์ (9,629,091 ตารางกิโลเมตร)[44] หรือจนถึง 3,794,101 ตารางไมล์ (9,826,676 ตารางกิโลเมตร).[1] เมื่อวัดเฉพาะแผ่นดินเท่านั้น ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นที่สามในขนาด ตามหลังรัสเซียและจีน นำหน้าประเทศแคนาดาเล็กน้อย.[45]

ที่ราบชายฝั่งทะเลของชายฝั่งแอตแลนติกเปิดทางลึกเข้าไปในแผ่นดินจนถึงป่าไม้ผลัดใบ และเนินเขาของ Piedmont แนวเทือกเขา Appalachian แบ่งพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกจากทะเลสาบ Great Lakes และทุ่งหญ้าของ Midwest แม่น้ำมิสซิสซิปปี-มิสซูรี่, ระบบแม่น้ำที่ยาวที่สุดอันดับสี่ของโลก, ใหลทางทิศเหนือ-ใต้เป็นหลัก ผ่านใจกลางของประเทศ ทุ่งหญ้า prairie ที่ราบเรียบและอุดมสมบูรณ์ของที่ราบ Great Plains ทอดยาวไปทางทิศตะวันตก ขวางโดยภูมิภาคที่ราบสูงทางตะวันออกเฉียงใต้

เทือกเขาร็อกกี, ที่ขอบตะวันตกของ Great Plains, ขยายจากเหนือจรดใต้ข้ามประเทศ, มีระดับความสูงกว่า 14,000 ฟุต (4,300 เมตร)ในโคโลราโด. ไกลออกไปทางตะวันตกเป็นเนิน Great Basin และทะเลทราย เช่นชิวาวา และ Mojave. เทือกเขาเซียร์ราเนวาดาและ Cascade ทอดแนวใกล้กับชายฝั่งแปซิฟิก, เทือกเขาทั้งสองนี้มีระดับความสูงกว่า 14,000 ฟุต ( 4,300 เมตร) จุดต่ำสุดและสูงสุดในทวีปของสหรัฐอเมริกาอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย และห่างกันเพียงประมาณ 80 ไมล์ (130 กิโลเมตร). ที่ระดับความสูง 20,320 ฟุต (6,194 เมตร), ภูเขา McKinley ของรัฐอลาสก้าเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศและในทวีปอเมริกาเหนือ ภูเขาไฟที่ยังมีชีวิตอยู่มีอยู่ทั่วไปในเขตอเล็กซานเดอร์และเกาะ Aleutian ของอลาสกา และฮาวายประกอบไปด้วยเกาะภูเขาไฟ สุดยอดภูเขาไฟที่อยู่ในอุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตนในเทือกเขาร็อกกี้ เป็นลักษณะภูเขาไฟที่ใหญ่ที่สุดของทวีป.[46]

อินทรีหัวขาวได้เป็นนกประจำชาติของประเทศสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 1782

สหรัฐฯ, เนื่องจากมีขนาดที่ใหญ่และมีความหลากหลายทางภูมิศาสตร์, จึงมีสภาพภูมิอากาศ มากชนิดที่สุด ไปทางทิศตะวันออกของเส้นแวงที่ 100, สภาพภูมิอากาศจะมีตั้งแต่ ชื้นในทวีป ในภาคเหนือ จนถึง ชื้นเขตร้อนในภาคใต้ ติ่งใต้สุดของฟลอริด้าเป็นเขตร้อนเหมือนฮาวาย Great Plains ด้านตะวันตกของเส้นแวงที่ 100 จะเป็นกึ่งแห้งแล้ง. พื้นที่จำนวนมากของเทือกเขา Western เป็นแบบอัลไพน์ สภาพภูมิอากาศเป็นแบบแห้งแล้งใน Great Basin, แบบทะเลทราย ในภาคตะวันตกเฉียงใต้, แบบเมดิเตอร์เรเนียนในแคลิฟอร์เนียและ แบบมหาสมุทรในชายฝั่ง โอเรกอนและวอชิงตันและภาคใต้ของอลาสก้า อลาสก้าส่วนใหญ่เป็น subarctic หรือ ขั้วโลก อากาศที่รุนแรงไม่ใช่เป็นเรื่องผิดปกติ รัฐที่มีพรมแดนติดอ่าวเม็กซิโกมีแนวโน้มที่จะเจอเฮอริเคนและพายุทอร์นาโดส่วนใหญ่ของโลกจะเกิดขึ้นภายในประเทศ, ส่วนใหญ่ใน Tornado Alley ของ Midwest.[47]

ด้านนิเวศวิทยาของสหรัฐอเมริกาถือว่าเป็น " megadiverse ": ประมาณ 17,000 ชนิดของพืชที่มีท่อลำเลียงเกิดขึ้นในแผ่นดินที่ติดกันของสหรัฐและที่อลาสกา และกว่า 1,800 ชนิดของพืชดอกที่พบในฮาวาย, ในจำนวนนี้ มีไม่มากที่พบบนแผ่นดินใหญ่[48] สหรัฐอเมริกาเป็นบ้านของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกว่า 400 สายพันธ์, นก 750, และ สัตว์เลื้อยคลานและสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 500 ชนิด.[49] แมลงประมาณ 91,000 สายพันธุ์ได้รับการอธิบาย.[50] นกอินทรีหัวขาวเป็นทั้งนกประจำชาติ และสัตว์ประจำชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา และเป็นสัญลักษณ์ที่ยั่งยืนของประเทศตัวเอง.[51]

มีสวนสาธารณะแห่งชาติ 58 แห่งและสวนสาธารณะอื่นๆที่มีการจัดการจากรัฐบาลกลาง, ป่าและ พื้นที่ป่ารกชัฏอีกกว่าร้อย.[52] รวมด้วยกัน, รัฐบาลเป็นเจ้าของ 28.8% ของพื้นที่ประเทศ.[53] ส่วนใหญ่ของพื้นที่เหล่านี้ ได้รับการคุ้มครอง, แม้ว่าบางแห่งจะให้เช่าสำหรับขุดเจาะน้ำมันและก๊าซ, เหมืองแร่, ตัดไม้ หรือ เลี้ยงสัตว์; 2.4% ถูกใช้สำหรับวัตถุประสงค์ทางทหาร.[54][55]

ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้เป็นวาระแห่งชาติตั้งแต่ปี 1970. การถกเถียงเกียวกับสิ่งแวดล้อม รวมถึง การอภิปรายเกี่ยวกับน้ำมันและพลังงานนิวเคลียร์, การจัดการกับอากาศและมลพิษทางน้ำ, ค่าใช้จ่ายทางเศรษฐกิจในการปกป้องสัตว์ป่า, การตัดไม้ และการทำลายป่า[56][57] และการตอบสนองระหว่างประเทศเกียวกับโลกร้อน.[58][59] หน่วยงานของรัฐบาลกลางและรัฐหลายแห่งมีส่วนร่วม ที่โดดเด่นที่สุดคือ หน่วยงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อม (อังกฤษ: Environmental Protection Agency (EPA)) ที่ถูกตั้งขึ้นตามคำสั่งของประธานาธิบดีในปี 1970.[60] ความคิดของป่าได้สร้างรูปของการจัดการที่ดินสาธารณะตั้งแต่ปี 1964, ด้วยบทบัญญัติป่า(อังกฤษ: Wilderness Act).[61] บทบัญญัติชาติพันธ์สูญพันธุ์ปี 1973 มีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันภัยคุกคามและชาตพันธ์ใกล้สูญพันธุ์และที่อยู่อาศัยของพวกมัน ซึ่งมีการตรวจสอบโดย Fish and Wildlife Service ของสหรัฐอเมริกา

ประชากรศาสตร์[แก้]

บทความหลัก : ประชากรของประเทศสหรัฐอเมริกา ชาวอเมริกัน และ รายชื่อของเมืองในสหรัฐ เรียงตามประชากร

ประชากร[แก้]

กลุ่มตระกูลใหญ่ที่สุดเรียงตามเขต, ปี 2000
เชื้อชาติ/กลุ่มชาติพันธุ์
(ตามที่ได้รับจากการสำรวจสำมะโนประชากร 2010)[62]
ตามเผ่าพันธ์:
ผิวขาว 72.4%
แอฟริกัน อเมริกัน 12.6%
เอเชียน 4.8%
อเมริกันอินเดียน และ อะแลสกาพื้นเมือง 0.9%
ฮาวายเอียนพื้นเมือง และ ชาวเกาะแปซิฟิก 0.2%
อื่นๆ 6.2%
พันธ์ผสม (2 หรือ มากกว่า) 2.9%
ตามเชื้อชาติ:[63]
สเปนและลาตินอเมริกา (เชื้อชาติใดก็ตาม) 16.3%
ไม่ใช่สเปนและลาตินอเมริกา (เชื้อชาติใดก็ตาม) 83.7%

สำนักสำรวจสำมะโนประชากรของสหรัฐ ประมาณการจำนวนประชากรของประเทศในขณะนี้ จะมี 317,848,000 คน,[64] รวมทั้งประมาณ 11,200,000 คนที่เป็นผู้อพยพผิดกฎหมาย.[65] ประชากรสหรัฐเพิ่มขึ้นเกือบสี่เท่าในช่วงศตวรรษที่ 20, จากประมาณ 76 ล้านคนในปี 1900.[66] เป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดอันดับสามในโลก ตามหลังจีนและอินเดีย ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นเพียงประเทศอุตสาหกรรมที่สำคัญเดียวเท่านั้น ที่การเพิ่มขึ้นของประชากรจำนวนมากได้ถูกคาดไว้แล้ว.[67]

ด้วยอัตราการเกิดของ 13 ต่อ 1,000, 35 % ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลก, อัตราการเติบโตของประชากรเป็นบวกที่ 0.9 % สูงกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลายอย่างมีนัยสำคัญ.[68] ในปีงบประมาณ 2012 คนอพยพกว่าหนึ่งล้าน (ส่วนใหญ่ของผู้ที่เข้ามาผ่านทางการรวมครอบครัว) ได้รับอนุญาตถิ่นที่อยู่ตามกฎหมาย.[69] เม็กซิโกเป็นแหล่งที่มาชั้นนำของผู้อยู่อาศัยใหม่ตั้งแต่กฎหมายข้อบัญญัติคนเข้าเมืองปี 1965 จีน, อินเดีย และฟิลิปปินส์เป็นสี่ประเทศที่ส่งคนเข้าเมืองสูงสุดทุกปี.[70][71] คนอเมริกันเก้า ล้านระบุว่า ตัวเองเป็นรักร่วมเพศ, กะเทย หรือแปลงเพศ.[72] การสำรวจในปี 2010 พบว่าเจ็ดเปอร์เซ็นต์ของผู้ชายและแปดเปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงระบุว่าตัวเองเป็นเกย์, เลสเบี้ยน หรือกะเทย.[73]

ประเทศสหรัฐอเมริกามีประชากรที่มีความหลากหลายมาก, มี 31 กลุ่มตระกูลที่มีสมาชิกมากกว่าหนึ่งล้านคน[74] ชาวอเมริกันผิวขาวเป็นกลุ่มเชื้อชาติที่ใหญ่ที่สุด; เยอรมันอเมริกัน, ไอริชอเมริกันและ อังกฤษอเมริกัน เป็นสามในสี่กลุ่มตระกูลที่ใหญ่ที่สุด[74] ชาวอเมริกันดำ เป็นเชื้อชาติชนกลุ่มน้อยที่ใหญ่ที่สุดและเป็นกลุ่มตระกูลที่ใหญ่เป็นอันดับสาม[74] เอเชียนอเมริกันเป็นเชื้อชาติของชนกลุ่มน้อยที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศ กลุ่มชาติพันธุ์เอเชียนอเมริกันสามกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดในประเทศคือ จีนอเมริกัน, ฟิลิปปินส์อเมริกันและอินเดียนอเมริกัน.[74]

ในปี 2010 ประชากรสหรัฐประมาณ 5.2 ล้านคนที่มีบรรพบุรุษเป็นอเมริกันอินเดียน หรือ ชาวพื้นเมืองอลาสก้า (2.9 ล้านเฉพาะของบรรพบุรุษดังกล่าว) และ 1.2 ล้านที่เป็นชาวพื้นเมืองฮาวายหรือมีบรรพบุรุษบนเกาะแปซิฟิก (0.5 ล้านเฉพาะ)[75] การสำรวจสำมะโนประชากรได้นับว่ามีกว่า 19 ล้าน คนที่เป็น "เชื้อชาติอื่นๆ" ซึ่ง "ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นอะไร" ของประเภทเชื้อชาติอย่างเป็นทางการทั้งห้าในปี 2010.[75]

การเจริญเติบโตของประชากรชาวอเมริกันเชื้อสายสเปนและลาตินอเมริกา (คำใช้แทนกันได้ อย่างเป็นทางการ) เป็นแนวโน้มประชากรที่สำคัญ ชาวอเมริกันเชื้อสายสเปน[75]จำนวน 50.5 ล้านคน ถูกระบุว่ามีการใช้"เชื้อชาติ" ที่แตกต่างร่วมกันโดยสำนักสำมะโนประชากร; 64% ของชาวอเมริกันเชื้อสายสเปนมีเชื้อสายเม็กซิกัน[76] ระหว่างปี 2000 ถึงปี 2010, ประชากรสเปนของประเทศเพิ่มขึ้น 43% ขณะที่ประชากรที่ไม่ใช่สเปนเพิ่มขึ้นเพียง 4.9 %[62] การเติบโตที่มากขึ้นนี้มาจากการอพยพ; ในปี 2007, 12.6% ของประชากรสหรัฐเกิดในต่างประเทศ, 54% ของตัวเลขดังกล่าวเกิดในละตินอเมริกา.[77]

ความอุดมสมบูรณ์ยังเป็นปัจจัย; ในปี 2010 ค่าเฉลี่ยของเชื้อสายสเปน (กลุ่มใดๆ) ผู้หญิงให้กำเนิดเด็ก 2.35 คนในชีวิตของนาง เมื่อเทียบกับ 1.97 สำหรับผู้หญิงผิวดำที่ไม่ใช่เชื้อสายสเปน และ 1.79 สำหรับผู้หญิงผิวขาว ที่ไม่ใช่เชื้อสายสเปน (ทั้งสองกลุ่มมีอัตราการทดแทนต่ำกว่า 2.1).[78] ชนกลุ่มน้อย (ตามที่กำหนดโดยสำนักสำมะโนประชากรว่าเป็นทั้งหมดนอกจากที่ไม่ใช่เชื้อสายสเปน, ไม่ใช่ผิวขาวหลายเชื้อชาติ) มีจำนวน 36.3% ของประชากรในปี 2010[79] และกว่า 50% ของเด็กที่มีอายุต่ำกว่าหนึ่งปี[80]ถูกคาดหมายว่าจะเป็นส่วนใหญ่ในปี 2042.[81] เรื่องนี้ขัดแย้งกับรายงานโดยสำนักงานสถิติที่สำคัญแห่งชาติ, ขึ้นอยู่กับข้อมูลการสำรวจสำมะโนประชากร สหรัฐ, ซึ่งสรุปว่า 54% (2,162,406 ออกมาจาก 3,999,386 ในปี 2010) โดยการเกิดเป็นผิวขาวที่ไม่ใช่เชื้อสายสเปน.[78]

ประมาณ 82% ของชาวอเมริกันที่อาศัยอยู่ในเขตเมือง (รวมถึง ชานเมือง );[1] ประมาณครึ่งหนึ่งของคนเหล่านี้ อาศัยอยู่ในเมืองที่มีประชากรกว่า 50,000 [82] ในปี 2008, 273 สถานที่ที่รวมกันเป็นหนึ่งเดียวมีประชากรกว่า 100,000 คน, เก้าเมืองมีมากกว่าหนึ่งล้านผู้อาศัย และ สี่เมืองระดับโลกมีกว่าสองล้าน (New York City, Los Angeles, ชิคาโกและ เมืองฮุสตัน).[83] มี 52 เขตปริมณฑลที่มีประชากรมากกว่าหนึ่งล้าน.[84] จาก 50 พื้นที่เมืองที่เติบโตเร็วที่สุด, 47 เมืองที่อยู่ภาคตะวันตกหรือภาคใต้.[85] พื้นที่เมืองใหญ่ของดัลลัส, แอตแลนตา และ ฟีนิกซ์ ทั้งหมดนี้เพิ่มขึ้นมากกว่าหนึ่งล้านคนระหว่างปี 2000 ถึง 2008.[84]

รายชื่อเมืองในสหรัฐฯเรียงตามจำนวนประชากร (ดูทั้งหมด)
ตำแหน่ง เมืองหลัก (cities) จำนวนประชากรในพื้นที่นครบาล พื้นที่นครบาล ภาค[86]
New York City
New York City

Los Angeles
Los Angeles

Chicago
Chicago
1 New York City 19,015,900 New York-Newark-Jersey City, NY-NJ-PA MSA Northeast
2 Los Angeles 12,944,801 Los Angeles–Long Beach–Santa Ana, CA MSA West
3 Chicago 9,504,753 Chicago–Joliet–Naperville, IL–IN–WI MSA Midwest
4 Dallas–Fort Worth 6,526,548 Dallas–Fort Worth–Arlington, TX MSA South
5 Houston 6,086,538 Houston–The Woodlands-Sugar Land MSA South
6 Philadelphia 5,992,414 Philadelphia–Camden–Wilmington, PA–NJ–DE–MD MSA Northeast
7 Washington, D.C. 5,703,948 Washington, DC–VA–MD–WV MSA Northeast
8 Miami 5,670,125 Miami–Fort Lauderdale–Pompano Beach, FL MSA South
9 Atlanta 5,359,205 Atlanta–Sandy Springs–Marietta, GA MSA South
10 Boston 4,591,112 Boston–Cambridge–Quincy, MA–NH MSA Northeast
11 San Francisco 4,391,037 San Francisco–Oakland–Fremont, CA MSA West
12 San Bernardino-Riverside 4,304,997 San Bernandino–Riverside–Ontario, CA MSA West
13 Detroit 4,285,832 Detroit–Warren–Livonia, MI MSA Midwest
14 Phoenix 4,263,236 Phoenix–Mesa–Glendale, AZ MSA West
15 Seattle 3,500,026 Seattle–Tacoma–Bellevue, WA MSA West
16 Minneapolis–St. Paul 3,318,486 Minneapolis–St. Paul–Bloomington, MN–WI MSA Midwest
17 San Diego 3,140,069 San Diego–Carlsbad–San Marcos, CA MSA West
18 Tampa–St. Petersburg 2,824,724 Tampa–St. Petersburg–Clearwater, FL MSA South
19 St. Louis 2,817,355 St. Louis–St. Charles–Farmington, MO–IL MSA Midwest
20 Baltimore 2,729,110 Baltimore–Towson, MD MSA Northeast
ข้อมูลตามการประมาณการประชากรปี 2011 จากสำนักสำมะโนประชากรสหรัฐฯ[87]



ภาษา[แก้]

ภาษาที่มีผู้พูดมากกว่า 1,000,000 คนในสหรัฐฯ
ณ ปี 2010
[88]
ภาษา เปอร์เซนต์ของ
ประชากร
จำนวนของ
ผู้พูด
อังกฤษ 80% 233,780,338
รวมทั้งหมดทุกภาษา
ที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ
20% 57,048,617
สเปน
(ไม่รวม Puerto Rico และ Spanish Creole)
12% 35,437,985
จีน
(รวม กวางตุ้ง และ แมนดาลิน)
0.9% 2,567,779
ตากาลอก 0.5% 1,542,118
เวียตนาม 0.4% 1,292,448
ฝรั่งเศส 0.4% 1,288,833
เกาหลี 0.4% 1,108,408
เยอรมัน 0.4% 1,107,869

บทความหลัก : ภาษา ของประเทศสหรัฐอเมริกา

ดูเพิ่มเติม : ภาษาพูดที่บ้าน และ รายชื่อของภาษาที่ใกล้สูญพันธุ์ในประเทศสหรัฐอเมริกา

ภาษาอังกฤษ (อเมริกันอังกฤษ) เป็นภาษาประจำชาติโดยพฤตินัย แม้จะไม่มีภาษาราชการในระดับรัฐบาลกลาง, บางกฎหมาย เช่น ข้อกำหนดการเป็นกลางของสหรัฐฯ มาตรฐานเป็นภาษาอังกฤษ ในปี 2010 ประมาณ 230 ล้านคนหรือ 80% ของประชากรที่มีอายุห้าปีและมากกว่า พูดภาษาอังกฤษเท่านั้นที่บ้าน ภาษาสเปน, พูดโดย 12% ของประชากรที่บ้าน, เป็นภาษาที่พบมากที่สุดเป็นที่สองและเป็นภาษาที่สองที่สอนกันอย่างแพร่หลาย.[89][90] ชาวอเมริกันบางคน สนับสนุนการทำภาษาอังกฤษให้เป็นภาษาทางการของประเทศ เช่นมันเป็นในอย่างน้อย 28 รัฐ.[4]

ทั้งภาษาฮาวายและภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่เป็นทางการในฮาวายตามกฎหมายของรัฐ.[91] ในขณะที่ ไม่มีภาษาราชการ, นิวเม็กซิโกมีกฎหมายให้ใช้ ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาสเปน ในขณะที่ หลุยเซียนาจะใช้ภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส.[92] รัฐอื่นๆ เช่นแคลิฟอร์เนีย, ให้อำนาจเอกสารสิ่งพิมพ์เป็นเวอร์ชันสเปนของเอกสารรัฐบาลบางอย่าง รวมทั้งแบบฟอร์มศาล.[93] เขตอำนาจศาลหลายแห่งที่มีผู้พูดที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษจำนวนมาก ผลิตเอกสารของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การลงคะแนนเสียง จะอยู่ในภาษาพูดที่ใช้มากที่สุดใน เขตอำนาจศาลนั้น .

ดินแดนโดดเดี่ยวหลายแห่งให้การยอมรับอย่างเป็นทางการกับภาษาพื้นเมืองของพวกเขา พร้อม กับภาษาอังกฤษ: ซามัวและชามอร์โรเป็นที่ยอมรับจากอเมริกันซามัวและกวมตามลำดับ Carolinian และ ชามอร์โร เป็นที่ยอมรับจากหมู่เกาะมาเรียนาเหนือ; ภาษาสเปนเป็นภาษาราชการของเปอร์โตริโกและยังเป็นภาษาพูดอย่างกว้างขวางมากขึ้นนอกเหนือจากภาษาอังกฤษ ที่นั่น.[94] [ 189 ]

ศาสนา[แก้]

บทความหลัก: ศาสนา ในประเทศสหรัฐอเมริกา

ดูเพิ่มเติม: ประวัติความเป็นมาของศาสนาในสหรัฐอเมริกา, เสรีภาพในการนับถือศาสนาใน ประเทศสหรัฐอเมริกา, การแยกออกจากกันชิฃองโบสถ์และรัฐในประเทศสหรัฐอเมริกา และ รายชื่อของการเคลื่อนไหวทางศาสนาที่เริ่มต้นขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา

ความผูกพันกับศาสนาในสหรัฐฯ(2012)[95]
ศาสนา % ของประชากรสหรัฐฯ
คริสเตียน 73
-โปรเตสแตน 48
-คาทอลิค 22
-มอมอน 2
-ออธอดอกตะวันออก 1
ความศรัทธาอื่นๆ 6
ไม่มีศาสนา 19.6
ไม่ทราบ/ปฏิเสธที่จะตอบ 2
รวม 100

การแก้ไขครั้งแรกของรัฐธรรมนูญสหรัฐรับประกันการนับถืออิสระของศาสนา และห้ามรัฐสภาไม่ให้ผ่านกฎหมายการเคารพการจัดตั้งนั้น ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่ถูกพบมากที่สุด แต่ศาสนาอื่น ๆ จะตามมาอีกด้วย ในการสำรวจปี 2013, 56% ของชาวอเมริกันกล่าวว่า ศาสนาเล่น"บทบาทที่สำคัญมากในชีวิตของพวกเขา" ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าของประเทศที่ร่ำรวยอื่นๆ.[96] ในแกลลอปโพลปี 2009, 42% ของชาวอเมริกันกล่าวว่า พวกเขาเข้าโบสถ์ทุกสัปดาห์ หรือเกือบทุกสัปดาห์ ; ตัวเลขอยู่ในช่วงต่ำ 23% ในเวอร์มอนต์ จนถึงสูง 63% ในมิสซิสซิปปี้.[97] เช่นเดียวกับ ประเทศตะวันตกอื่นๆ, สหรัฐจะกลายเป็นเคร่งศาสนาน้อยลง การไม่มีศาสนาเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในหมู่ชาวอเมริกันอายุต่ำกว่า 30.[98] โพลล์แสดงให้เห็นว่า ความเชื่อมั่นในศาสนาของชาวอเมริกันโดยรวมกำลังลดลง[99] [ 194 ] และ ว่าชาวอเมริกันโดยเฉพาะเจาะจงที่มีอายุน้อยกว่าจะกลายเป็นพวกไร้ศาสนามากยิ่งขึ้น.[100]

ตามผลการสำรวจปี 2012, 73% ของผู้ใหญ่ระบุว่าตัวเองเป็นคริสเตียน[101] ลดลงจาก 86.4% ในปี 1990.[102] โปรเตสแตนต์คิดเป็น 48% ในขณะที่ ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกที่ 22% เป็นนิกายส่วนบุคคลที่ใหญ่ที่สุด.[101] รายงานยอดรวมของศาสนาที่ไม่ใช่คริสเตียนในปี 2012 เป็น 6% จาก 4% ในปี 2007.[101] ศาสนาอื่น ๆ รวมถึง ยูดาย (1.7%), พุทธศาสนา (0.7%), อิสลาม (0.6%), ศาสนาฮินดู (0.4%) และ Unitarian Universalism (0.3%).[101] การสำรวจยังรายงานว่า 19.6% ของชาวอเมริกันที่อธิบายว่าตัวเองไม่เชื่อเรื่องพระเจ้า, ไม่นับถือพระเจ้า หรือเพียงแค่ไม่มีศาสนา เพิ่มขึ้นจาก 8.2% ในปี 1990.[101][102][103] นอกจากนี้ยังมี บาไฮ, ซิกข์, เชน, ชินโต, ขงจื้อ, เต๋า, Druid, พื้นเมืองอเมริกัน, Wiccan, มนุษยนิยม, และชุมชน Deist.[104]

โปรเตสแตนต์เป็นกลุ่มศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ, ที่มีแบ็บติสต์เป็นนิกายโปรเตสแตนต์ที่ใหญ่ที่สุด และ Southern Baptist Convention เป็นนิกายโปรเตสแตนต์ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ประมาณ 19 เปอร์เซ็นต์ของโปรเตสแตนต์เป็น Evangelic, ขณะที่ร้อยละ 15 เป็นสายหลัก และร้อยละ 8 เป็นของ Black church ดั้งเดิม. โรมันคาทอลิกในสหรัฐฯมีต้นกำเนิดในอาณานิคมของ สเปนและฝรั่งเศสของทวีปอเมริกา และต่อมาขยายตัวเนื่องจากการอพยพเข้าเมืองของชาวไอริช, อิตาเลียน, ชาวโปแลนด์, ชาวเยอรมันและชาวสเปน. Rhode Island เป็นรัฐเดียวที่ ประชากรส่วนใหญ่เป็นคาทอลิก. Lutheranism ในสหรัฐอเมริกามีต้นกำเนิดจากการอพยพจาก ยุโรปเหนือ North และ South Dakota เป็นสองรัฐที่ส่วนใหญ่ของประชากรนับถือนิกายลูเธอรัน ยูทาห์เป็นรัฐเดียวที่ มอร์มอนเป็นศาสนาของคนส่วนใหญ่ มอร์มอนยังเป็นศาสนาค่อนข้างทั่วไปในหลายส่วนของไอดาโฮ, เนวาดาและไวโอมิง

Bible Belt เป็นคำไม่เป็นทางการสำหรับภูมิภาคทางตอนใต้ของประเทศสหรัฐอเมริกา ในที่ซึ่ง ศาสนาโปรเตสแตนต์แบบ evangelical อนุรักษ์นิยมสังคม เป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรม และการเข้าร่วมคริสตจักรคริสเตียนโดยทั่วไปจะสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ โดยทางตรงกันข้าม ศาสนามีบทบาทที่สำคัญน้อยในนิวอิงแลนด์และตะวันตกของสหรัฐอเมริกา.[97]

โครงสร้างครอบครัว[แก้]

บทความหลัก: โครงสร้างครอบครัวในประเทศสหรัฐอเมริกา

ในปี 2007, 58% ของชาวอเมริกันที่อายุ 18 ปีขึ้นไปกำลังจะแต่งงาน, 6% เป็นม่าย, 10% ได้รับการหย่าร้าง และ 25% ไม่เคยผ่านการแต่งงานมา.[105] ผู้หญิงในขณะนี้ส่วนใหญ่ทำงานนอกบ้าน และส่วนใหญ่ได้รับปริญญาตรี[106]

อัตราการตั้งครรภ์ของวัยรุ่นสหรัฐ, 79.8 ต่อ 1,000, สูงที่สุดในหมู่ประเทศ OECD.[107] ระหว่างปี 2007 ถึง 2010 อัตราการเกิดที่สูงที่สุดเป็นวัยรุ่นในรัฐมิสซิสซิปปี้ และต่ำสุดในรัฐนิวแฮมป์เชียร์.[108] การทำแท้งเป็นสิ่งถูกกฎหมายทั่วสหรัฐอเมริกา เนื่องจาก Roe v. Wade, การตัดสินใจที่สำคัญโดยศาลสูงสหรัฐในปี 1973 ในขณะที่อัตราการทำแท้งลดลง, อัตราส่วนการทำแท้งจาก 241 ต่อ 1,000 การเกิดมีชีพ และอัตราการทำแท้ง จาก 15 ต่อ 1,000 สำหรับผู้หญิงอายุ 15-44 ยังคงสูงกว่าประเทศตะวันตกส่วนใหญ่.[109] ในปี 2011, อายุเฉลี่ยเมื่อให้กำเนิดลูกคนแรกคือ 25.6 ปี และ 40.7% ของการเกิดได้กับผู้หญิงที่ไม่ได้แต่งงาน.[110] อัตราการเจริญพันธุ์รวม (TFR) ที่คาดไว้สำหรับปี 2013 อยู่ที่ 2.06 การเกิดต่อผู้หญิง.[111] การรับเป็นบุตรบุญธรรมในประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นเรื่องธรรมดาและค่อนข้างง่ายในมุมมองทางกฎหมาย (เมื่อเทียบกับประเทศตะวันตกอื่นๆ).[112] ในปี 2001, ที่มีกว่าลูกบุญธรรม 127,000 คน, สหรัฐอเมริกาคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของจำนวนรวมของลูกบุญธรรมทั่วโลก.[113]

การแต่งงานเพศเดียวกันจะดำเนินการได้ถูกต้องตามกฎหมายใน 16 รัฐของสหรัฐอเมริกา, 8 ชนเผ่าอเมริกันพื้นเมือง, District of Columbia และ Cook County, Illinois. การแต่งงานเพศเดียวกันได้ดำเนินการในยูทาห์ แต่ศาลสูงสหรัฐสั่งให้พักและการแต่งงานเพศเดียวกันไม่สามารถดำเนินการได้ในรัฐขณะนี้ ในขณะที่ ศาลอุทธรณ์ที่ 10 ในเดนเวอร์พิจารณาเป็นคดี.[114] การแต่งงานเพศเดียวกัน ยังดำเนินการในเวลาสั้นๆในรัฐมิชิแกน จนถูกสั่งพักชั่วคราว รัฐโอเรกอนรับรู้การแต่งงานเพศเดียวกันในเขตอำนาจศาลอื่น ผู้พิพากษาของรัฐบาลกลางในรัฐโอไฮโอรับรู้การแต่งงานนอกรัฐเพื่อวัตถุประสงค์ในการออกหนังสือรับรองการตายเท่านั้น.[115] รัฐโคโลราโดรับรู้การแต่งงานเพศเดียวกันเพื่อวัตถุประสงค์การกรอกภาษีร่วมกันเท่านั้น.[116] รัฐอิลลินอยส์ได้ทำให้การแต่งงานของเพศเดียวกันถูกกฎหมาย แต่ก็ยังไม่ได้มีผลบังคับใช้ การแต่งงานเพศเดียวกันเป็นสิ่งถูกกฎหมายในปัจจุบันในรัฐอิลลินอยส์สำหรับคู่รักเพศเดียวกันในการที่อย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งป่วยหนัก.[117] การแต่งงานเพศเดียวกันในรัฐอิลลินอยส์ยังถูกกฎหมายในบางเมืองย่อย การมีคู่หลายคนเป็นสิ่งผิดกฎหมายทั่วสหรัฐอเมริกา[118]

การเมืองการปกครอง รัฐบาลและการเลือกตั้ง[แก้]

มีรูปแบบการปกครองแบบสหพันธรัฐ (Federal Republic) แบ่งอำนาจออกเป็น 3 ฝ่าย ภายใต้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ แต่ละฝ่ายได้รับเลือกในลักษณะที่แตกต่างกันออกไป จึงมีการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน (checks and balances) ประกอบด้วยพรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรค คือ พรรครีพับลิกัน (Republican) และพรรคเดโมแครต (Democrat) ดังนี้

ฝ่ายบริหาร มีประธานาธิบดี (President) เป็นประมุขและเป็นหัวหน้ารัฐบาล (Chief of Executive) ได้รับเลือกจากการเลือกตั้งทั่วไป ร่วมกับรองประธานาธิบดีทุก 4 ปี ในวันอังคารแรกหลังวันจันทร์แรกของเดือนพฤศจิกายน ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งผ่านคณะผู้เลือกตั้ง (Electoral College) จำนวน 538 คน ดำรงตำแหน่งไม่เกิน 2 สมัย สมัยละ 4 ปี ประธานาธิบดีจะเป็นผู้ร่างรัฐบัญญัติต่อรัฐสภา และทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้ทำสนธิสัญญาต่าง ๆ ตลอดจนแต่งตั้งผู้พิพากษาเอกอัครราชทูตและตำแหน่งต่าง ๆ ของฝ่ายบริหารตั้งแต่ระดับรองผู้ช่วยรัฐมนตรี (Deputy Assistant Secretary) ขึ้นไป

ฝ่ายนิติบัญญัติ ประกอบด้วย 2 สภา คือ

  1. วุฒิสภา มีสมาชิกจากแต่ละรัฐ รัฐละ 2 คน รวมเป็น 100 คน ดำรงตำแหน่งสมัยละ 6 ปี โดยสมาชิกจำนวน 1 ใน 3 ครบวาระทุก 2 ปี วุฒิสภามีอำนาจให้ความเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบต่อบุคคลที่ประธานาธิบดีเสนอขอแต่งตั้ง รวมทั้งคณะรัฐมนตรี และให้สัตยาบันสนธิสัญญา รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นผู้ดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภาโดยตำแหน่ง (President of the Senate)
  2. สภาผู้แทนราษฎร มีสมาชิก 435 คน แบ่งตามสัดส่วนของประชากรในรัฐ คือ ประชากร 575,000 คน ต่อ สมาชิก 1 คน ดำรงตำแหน่งสมัยละ 2 ปี ประธานสภา (Speaker of the House) มีเอี่ยม

ฝ่ายตุลาการ ประกอบด้วย ศาลชั้นต้น (Curcuit Court) ศาลอุทธรณ์ (Appeal Court) และศาลฎีกา (Supreme Court) ศาลฎีกามีอำนาจที่จะล้มเลิกกฎหมายใด ๆ และการปฏิบัติการของฝ่ายบริหารที่ได้วินิจฉัยแล้วว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ ในการแต่งตั้งผู้พิพากษาศาลฎีกานั้น ประธานาธิบดีเป็นผู้เสนอชื่อและวุฒิสภาเป็นผู้ให้การรับรอง โดยศาลสูงของสหพันธ์มีผู้พิพากษาทั้งหมด 9 คน ซึ่งตำรงตำแหน่งได้โดยไม่มีการกำหนดวาระ

สิทธิในการเลือกตั้ง : อายุ 18 ปีขึ้นไป

การแบ่งเขตรัฐกิจ[แก้]

สหรัฐอเมริกาปัจจุบันประกอบด้วย รัฐ 50 รัฐ ดังต่อไปนี้

แอละแบมา อะแลสกา แอริโซนา อาร์คันซอ แคลิฟอร์เนีย โคโลราโด คอนเนตทิคัต เดลาแวร์ ฟลอริดา จอร์เจีย ฮาวาย ไอดาโฮ อิลลินอยส์ อินดีแอนา ไอโอวา แคนซัส เคนทักกี ลุยเซียนา เมน แมริแลนด์ แมสซาชูเซตส์ มิชิแกน มินนิโซตา มิสซิสซิปปี มิสซูรี มอนทานา เนแบรสกา เนวาดา นิวแฮมป์เชียร์ นิวเจอร์ซีย์ นิวเม็กซิโก นิวยอร์ก นอร์ทแคโรไลนา นอร์ทดาโคตา โอไฮโอ โอคลาโฮมา ออริกอน เพนซิลเวเนีย โรดไอแลนด์ เซาท์แคโรไลนา เซาท์ดาโคตา เทนเนสซี เทกซัส ยูทาห์ เวอร์มอนต์ เวอร์จิเนีย วอชิงตัน เวสต์เวอร์จิเนีย วิสคอนซิน ไวโอมิง เดลาแวร์ แมริแลนด์ นิวแฮมป์เชียร์ นิวเจอร์ซีย์ แมสซาชูเซตส์ คอนเนตทิคัต เวสต์เวอร์จิเนีย เวอร์มอนต์ โรดไอแลนด์Map of USA with state names th.svg
เกี่ยวกับภาพนี้

รายชื่อรัฐในสหรัฐอเมริกา เรียงตามลำดับการก่อตั้ง

นอกจากนี้ยังประกอบด้วยดินแดนอื่น ๆ ได้แก่ ดินแดน ดิสตริกต์ออฟโคลัมเบีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมืองหลวงของประเทศ และดินแดนโพ้นทะเลอื่น ๆ ที่สำคัญได้แก่ อเมริกันซามัว กวม จอห์นสตันอะทอลล์ หมู่เกาะมิดเวย์ หมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนา เปอร์โตริโก และหมู่เกาะเวอร์จินของสหรัฐอเมริกา และอีกหนึ่งดินแดนคือเขตคลองปานามาที่สหรัฐอเมริกาเช่าไว้จากปานามา

เมืองใหญ่สุด 10 อันดับแรก[แก้]


ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ[แก้]

บทความหลัก : ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา และ นโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา

สหรัฐอเมริกามีโครงสร้างที่จัดตั้งขึ้นของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มันเป็นหนึ่งในสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และนครนิวยอร์กเป็นบ้านของสำนักงานใหญ่ สหประชาชาติ มันเป็นสมาชิกของ G8,[119] G20 และ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (อังกฤษ: Organisation for Economic Co-operation and Development (OECD)) เกือบทุกประเทศมีสถานทูตในกรุงวอชิงตัน ดีซี และหลายประเทศมีสถานกงสุลทั่วประเทศ ในทำนองเดียวกัน เกือบทุกประเทศเป็นเจ้าบ้านทูตอเมริกัน อย่างไรก็ตาม คิวบา, อิหร่าน, เกาหลีเหนือ, ภูฏาน และสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน)ไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับประเทศสหรัฐอเมริกา (แม้ว่า สหรัฐอเมริกา ยังคงส่งอุปกรณ์ทางทหารให้ไต้หวัน)

ประเทศสหรัฐอเมริกามี "ความสัมพันธ์พิเศษ" กับสหราชอาณาจักร[120] และความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศแคนาดา,[121] ออสเตรเลีย,[122] นิวซีแลนด์,[123] ฟิลิปปินส์,[124] ญี่ปุ่น,[125] เกาหลีใต้,[126] อิสราเอล,[127] และอีกหลายประเทศในยุโรป, รวมทั้ง ฝรั่งเศสและเยอรมนี. มันทำงานอย่างใกล้ชิดกับเพื่อนสมาชิกนาโต ในประเด็นทางทหารและความมั่นคง และกับประเทศเพื่อนบ้านโดยผ่านองค์การรัฐอเมริกัน และข้อตกลง การค้าเสรี เช่น ข้อตกลงไตรภาคีการค้าเสรีอเมริกาเหนือกับแคนาดาและเม็กซิโก. ในปี 2008 ประเทศสหรัฐอเมริกา ใช้จ่ายสุทธิ 25.4 พันล้าน $ ในการช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ, มากที่สุดในโลก อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่เป็นส่วนแบ่งของรายได้รวมประชาชาติ (อังกฤษ: gross national income (GNI))ที่มีขนาดใหญ่ของอเมริกา การมีส่วนร่วมของสหรัฐอยู่ที่ 0.18% เป็นอันดับท้ายสุดใน 22 รัฐผู้บริจาค ในทางตรงกันข้าม การให้เอกชนต่างประเทศโดยชาวอเมริกันเป็นค่อนข้างใจกว้าง.[128]

สหรัฐอเมริกาออกแรงเป็นผู้มีอำนาจการป้องกันระหว่างประเทศเต็มรูปแบบ และรับผิดชอบใน สามประเทศอธิปไตยผ่าน Compact of Free Association กับ ไมโครนีเซีย, หมู่เกาะมาร์แชลล์ และปาเลา, ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นประเทศเกาะแปซิฟิกซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนหมู่เกาะแปซิฟิกที่บริหารโดยสหรัฐอเมริกา (อังกฤษ: U.S.-administered Trust Territory of the Pacific Islands) เริ่มต้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และได้รับเอกราชในหลายปีต่อมา

การเงินของรัฐบาล[แก้]

ดูเพิ่มเติม : ภาษีในประเทศสหรัฐอเมริกาและ งบประมาณของรัฐบาลกลางประเทศสหรัฐอเมริกา

ภาษีถูกเรียกเก็บในประเทศสหรัฐอเมริกาโดยรัฐบาลกลาง, แต่ละรัฐและรัฐบาลระดับท้องถิ่น ภาษีเหล่านี้รวมถึง ภาษีรายได้, เงินเดือน, ทรัพย์สิน, การขาย, นำเข้า, ที่ดินและของขวัญ รวมทั้ง ค่าธรรมเนียมต่างๆ ในปี 2010 ภาษีที่จัดเก็บโดยรัฐบาลกลาง, รัฐ และเทศบาลมีจำนวน 24.8 % ของ GDP.[129] ในช่วงปีงบประมาณ 2012 รัฐบาลกลางเก็บรายได้จากภาษีได้ประมาณ 2.45 ล้านล้าน $, เพิ่มขึ้น $ 147 พันล้าน หรือ 6% เมื่อเทียบกับรายได้ของปีงบประมาณ 2011 ที่มีรายได้ $ 2.30 ล้านล้าน หมวดหมู่หลักที่ได้รับ ประกอบด้วย ภาษีรายได้ส่วนบุคคล ($ 1,132 พันล้าน หรือ 47%), ภาษีประกันสังคม ($ 845 พันล้าน หรือ 35%) และ ภาษีนิติบุคคล ($ 242 พันล้าน หรือ 10%).[130]

ภาษีอากรสหรัฐอเมริกาโดยทั่วไปเป็นแบบก้าวหน้า, โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษีรายได้ของรัฐบาลกลาง และเป็นหนึ่งในแบบก้าวหน้าที่สุดในโลกที่พัฒนาแล้ว[131][132][133][134][135] แต่ อุบัติการณ์ของภาษีเงินได้นิติบุคคลได้เป็นเรื่องของการความขัดแย้งอย่างต่อเนื่องมากมานานหลายทศวรรษ.[136][137][138][139] ในปี 2009 10% ของผู้มีรายได้สูงสุดเป็น 36 % ของรายได้ของประเทศ, ต้องจ่าย 78.2% ของภาระภาษีรายได้ส่วนบุคคลเก็บโดยรัฐบาลกลาง, ในขณะที่ 40% ของผู้มีรายได้ต่ำสุดไม่ต้องจ่ายภาษี.[134] อย่างไรก็ตาม ภาษีเงินเดือนสำหรับประกันสังคมเป็นภาษีถอยหลังแบบคงที่ โดยไม่มีภาษีเรียกเก็บจากเงินได้ที่มากกว่า $ 113,700 และไม่มีภาษีทั้งสิ้นที่ต้องจ่ายจากรายได้ที่ไม่ได้หามาจากสิ่งต่างๆเช่นหุ้นและกำไรจากการขายหุ้น.[140][141] เหตุผลทางประวัติศาสตร์สำหรับธรรมชาติถอยหลังของภาษีเงินเดือนก็คือโปรแกรมผู้มีสิทธิ ไม่ได้รับการมองว่าเป็นการโอนสวัสดิการ.[142][143] ผู้มีรายได้สูงสุด 10% จ่าย 51.8% ของภาษีทั้งหมดของรัฐบาลกลางในปี 2009, และผู้มีรายได้สูงสุด 1%, ที่มี 13.4% ของรายได้ประชาชาติก่อนหักภาษี จ่าย 22.3% ของภาษีของรัฐบาลกลาง.[134] ในปี 2013 ศูนย์นโยบายภาษีได้คาดการณ์อัตราภาษีของรัฐบาลกลางรวมที่มีประสิทธิภาพอยู่ที่ 35.5 % สำหรับผู้มีรายได้สูงสุด 1%, 27.2 % สำหรับ quintile สูงสุด, 13.8% สำหรับ quintile กลางและ -2.7% สำหรับ quintile ต่ำสุด.[144][145] ภาษีรัฐและภาษีท้องถิ่นแตกต่างกันมาก, แต่โดยทั่วไปจะมี แบบก้าวหน้าน้อยกว่าภาษีของรัฐบาลกลาง เพราะพวกเขาต้องพึ่งพาอย่างมากกับภาษีการขายและภาษีทรัพย์สินที่แบกการถอยหลังที่กว้างที่ให้ผลตอบแทนกระแสรายได้ที่ผันผวนน้อยลง แม้ว่า การพิจารณาของพวกเขาไม่ได้กำจัดธรรมชาติความก้าวหน้าของการเก็บภาษีโดยรวม.[132][146]

ในช่วงปีงบประมาณ 2012, รัฐบาลกลางใชัจ่าย 3.54 ล้านล้าน $ บนพื้นฐานงบประมาณหรือเงินสด, ลดลง $ 60 พันล้าน หรือ 1.7 % เมื่อเทียบกับปีงบประมาณ 2011 ที่ใช้จ่ายไป $ 3.60 ล้านล้าน. ประเภทหลักของการใช้จ่ายในปีงบประมาณ 2012 ได้แก่: การดูแลทางการแพทย์ และ การช่วยเหลือทางการแพทย์ ($ 802 พันล้าน หรือ 23% ของการใช้จ่าย), ประกันสังคม ($ 768 พันล้าน หรือ 22%), กระทรวงกลาโหม ($ 670 พันล้าน หรือ 19%) ที่ไม่ใช่การป้องกันประเทศตามความจำเป็น ($ 615 พันล้าน หรือ 17%) อื่นๆบังคับ ($461 พันล้าน หรือ 13%) และดอกเบี้ย ($ 223 พันล้าน หรือ 6%).[130]

หนี้สาธารณะ[แก้]

บทความหลัก: หนี้แห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา

หนี้ของรัฐบาลกลางสหรัฐที่เป็นของประชาชนระหว่างปี 1790-2013 เป็นร้อยละของ จีดีพี

ในเดือนมีนาคม 2013, หนี้ของรัฐบาลกลางสหรัฐที่ถือโดยประชาชนมีประมาณ 11.888 ล้านล้าน $ หรือประมาณ 75% ของจีดีพีสหรัฐ การถือครองของหนี้ภายในรัฐบาลของแต่ละรัฐอยู่ที่ $ 4.861 ล้านล้าน, ทำให้เป็นหนี้โดยรวม $ 16.749 ล้านล้าน.[147][148] ในปี 2012 หนี้ของรัฐบาลกลางรวมได้เกิน 100% ของจีดีพีสหรัฐ.[149] สหรัฐอเมริกามีอันดับเครดิตที่ AA+ จากการจัดอันดับของบริษัท Standard & Poor, AAA จากบริษัท ฟิทช์ และ Aaa จากบริษัท มูดี้ส์.[150]

ในประวัติศาสตร์, หนี้สาธารณะสหรัฐที่เป็นส่วนแบ่งของ GDP จะเพิ่มขึ้นในช่วงสงครามและการ ถดถอยของเศรษฐกิจ, และต่อมาจะปรับตัวลดลง ตัวอย่างเช่น หนี้ที่ถือโดยประชาชนเป็นส่วนแบ่งของ GDP ได้พุ่งสูงสุดหลังสงครามโลกครั้งที่สอง (113 % ของ GDP ในปี 1945) แต่จากนั้นก็ลดลงกว่า 30 ปีต่อมา, ในทศวรรษที่ผ่านมา การขาดดุลงบประมาณจำนวนมากและการส่งผลให้หนี้เพิ่มขึ้นได้นำไปสู่​​ความกังวลเกี่ยวกับความยั่งยืนในระยะยาวของนโยบายการคลังของรัฐบาลกลาง.[151] อย่างไรก็ตาม ความกังวลเหล่านี้จะไม่ได้ถูกแชร์อย่างกว้างขวาง.[152]

การทหาร[แก้]

ดูบทความหลักที่: กองทัพสหรัฐอเมริกา

ประธานาธิบดีอยู่ในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองกำลังติดอาวุธของประเทศและแต่งตั้งผู้นำของกองกำลัง, นั่นคือรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม และหัวหน้าคณะผู้บริหารร่วม กระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกาบริหารกองทัพ, รวมทั้งกองทัพบก, กองทัพเรือ, นาวิกโยธิน, และ กองทัพอากาศ หน่วยยามฝั่งจะดำเนินการโดยกระทรวงความมั่นคงดินแดน(ในยามสงบ) และ โดยกรมทหารเรือ (ในช่วงเวลาสงคราม) ในปี 2008 กองกำลังติดอาวุธมี 1.4 ล้านบุคลากรในการปฏิบัติหน้าที่ กองกำลังสำรองและกองกำลังป้องกันแห่งชาติทำให้จำนวนรวมของกองกำลังมีจำนวน 2.3 ล้าน กระทรวงกลาโหมยังจ้างงานประมาณ 700,000 พลเรือน, ไม่รวมผู้รับเหมา.[153]

กลุ่มเรือบรรทุกเครื่องบินประจันบาน Kitty Hawk, Ronald Reagan และAbraham Lincoln กับเครื่องบินจากนาวิกโยธิน, กองทัพเรือและกองทัพอากาศ

การรับราชการทหารเป็นความสมัครใจ, แม้ว่าการเกณฑ์ทหารอาจเกิดขึ้นในช่วงสงครามผ่าน Selective Service System.[154] กองกำลังอเมริกันสามารถใช้งานอย่างรวดเร็วโดยกองเรือขนาดใหญ่ของเครื่องบินขนส่งของกองทัพอากาศ, 10 เรือบันทึกเครื่องบิน ที่พร้อมใช้งานของกองทัพเรือ, และ หน่วยนาวิกโยธินเคลื่อนที่เร็วในทะเลที่มีกองเรือในแอตแลนติคและแปซิฟิกของกองทัพเรือ กองทัพดำเนินการ 865 ฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างประเทศ,[155] และรักษาสภาพการจ้างงานมากกว่า 100 บุคลากรประจำการใน 25 ประเทศ.[156] ขอบเขตของการวางกำลังทางทหารทั่วโลก นี้ ได้ทำให้นักวิชาการบางคนพยายามอธิบายว่าสหรัฐอเมริกากำลังรักษา"อาณาจักรของฐานทัพ".[157]

งบประมาณทางทหารของสหรัฐอเมริกาในปี 2011 มีจำนวนกว่า $ 700 พันล้าน, 41% เป็นการใช้จ่ายทั่วโลกและ เท่ากับ ค่าใช้จ่ายทางทหารของ 14 ชาติที่ใหญ่ที่สุดอันดับรองลงไปร่วมกัน. ที่ 4.7% ของ GDP, เป็นอัตราสูงสุดเป็นที่สองในงบทางทหาร 15 ประเทศที่ใช้สูงสุด ตามหลัง ซาอุดีอาระเบีย.[158] การใช้จ่ายเพื่อป้องกันของสหรัฐเมื่อเทียบเป็นร้อยละของจีดีพี เป็นอันดับที่ 23 ของโลกในปี 2012 ตามข้อมูลของ ซีไอเอ.[159] ค่าใช้จ่ายของกระทรวงกลาโหมของสหรัฐ ได้ลดลงโดยทั่วไปในหลายทศวรรษที่ผ่านมา จากยอดสุดช่วงสงครามเย็นที่ 14.2% ของ GDP ในปี 1953 และ 69.5% ของค่าใช้จ่ายของรัฐบาลกลางใน 1954 ลงมาที่ 4.7 % ของ GDP และ 18.8 % ของค่าใช้จ่ายของรัฐบาลกลางในปี 2011.[160]

ฐานของงบประมาณแผนกป้องกันปี 2012 ถูกนำเสนอที่ $ 553 พันล้าน เพิ่มขึ้น 4.2% จากปี 2011; นั่นคือเพิ่ม $ 118 พันล้านสำหรับแคมเปญทางทหารในอิรักและอัฟกานิสถาน[161] กองกำลังชุดสุดท้ายในอิรักได้ออกมาในเดือนธันวาคม 2011.[162] 4,484 นายถูกฆ่าตายในระหว่างสงครามอิรัก[163] ประมาณ 90,000 กองกำลังสหรัฐได้ทำการ ในอัฟกานิสถานในเดือนเมษายน ปี 2012.[164] ณ วันที่ 8 พฤศจิกายน 2013, 2,285 นายถูกฆ่าตายในระหว่างสงครามในอัฟกานิสถาน[165]

อาชญากรรมและการบังคับใช้กฎหมาย[แก้]

บทความหลัก : การบังคับใช้กฎหมายในประเทศสหรัฐอเมริกา และอาชญากรรมในประเทศสหรัฐอเมริกา

ดูเพิ่มเติม: กฎหมายของสหรัฐอเมริกา การจำคุกในประเทศสหรัฐอเมริกา โทษประหารในประเทศสหรัฐอเมริกา และ การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่สองของสหรัฐอเมริกา

การบังคับใช้กฎหมายในสหรัฐจะทำงานเป็นหลักโดยกรมตำรวจท้องถิ่น กรมตำรวจมหานครนิวยอร์ก (NYPD) เป็นกรมตำรวจที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ.[166]

การบังคับใช้กฎหมายในประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นความรับผิดชอบหลักของตำรวจท้องที่ และหน่วยงานของนายอำเภอ ที่มีตำรวจของรัฐให้บริการในวงกว้าง หน่วยงานรัฐบาลกลาง เช่นสำนักงานสืบสวนกลาง (FBI) และ Marshals Service ของสหรัฐฯ มีหน้าที่เชี่ยวชาญเฉพาะอย่าง.[167] ในระดับรัฐบาลกลางและในเกือบ ทุกรัฐ, หน่วยนิติศาสตร์ดำเนินการกับระบบกฎหมายทั่วไป ศาลของรัฐดำเนินการสอบสวนทางอาญาเป็นส่วนใหญ่ ศาลรัฐบาลกลางจัดการกับอาชญากรรมที่กำหนดบางอย่าง เช่นเดียวกับงานอุทรณ์บางอย่างจากศาลอาญาของรัฐ การเจรจาต่อรองคำร้องในประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นเรื่องธรรมดามาก ส่วนใหญ่ของกรณีความผิดทางอาญาในประเทศมีการตัดสินโดยการเจรจาต่อรองมากกว่าการพิจารณาคดีโดยลูกขุน.[168][169]

ในปี 2012 มีการฆาตกรรม 4.7 ต่อ 100,000 คนในประเทศสหรัฐอเมริกา, ลดลง 54% จากจุดสูงสุดที่ ​​10.2 ในปี 1980.[170][171][172] ในระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้ว, ประเทศสหรัฐอเมริกามีระดับความรุนแรงของอาชญากรรมที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับของความรุนแรงที่ใช้ปืนและฆาตกรรมที่สูง.[173] การวิเคราะห์ภาคตัดขวางของฐานข้อมูล การตายขององค์การอนามัยโลก จากปี 2003 แสดงให้เห็นว่า "อัตราการฆาตกรรมในสหรัฐอเมริกา เป็น 6.9 เท่าสูงกว่าอัตราของประเทศที่มีรายได้สูงอื่นๆ, ถูกขับเคลื่อนโดย อัตราการฆาตกรรมด้วยปืนที่สูงกว่า 19.5 เท่า"[174] สิทธิการเป็นเจ้าของปืนยังคงเป็นหัวข้อของการถกเถียง อภิปรายทางการเมือง

โทษประหาร ถูกคว่ำบาตรในสหรัฐอเมริกาสำหรับการก่ออาชญากรรมของรัฐบาลกลางและการทหารบางอย่างและถูกใช้ใน 32 รัฐ.[175] ไม่มีการประหารชีวิตเกิดขึ้นระหว่างปี 1967-1977 เนื่องจากการตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐที่ตัดสิทธ์การกำหนดโทษประหารชีวิตโดยพละการ. ในปี 1976 ที่ศาลตัดสินว่า, ภายใต้สถานการณ์ที่เหมาะสม, โทษประหารอาจ จะถูกบังคับใช้ได้ตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจาก การตัดสินประหารชีวิตมีกว่า 1,300 คดี ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในสามรัฐ; เท็กซัส, เวอร์จิเนีย และโอกลาโฮมา[176] ในขณะเดียวกัน หลายรัฐได้ยกเลิกหรือตัดทิ้งกฎหมายโทษประหารชีวิต ในปี 2010 สหรัฐมีจำนวนการประหารสูงสุดเป็นอันดับห้าของโลก ต่อจาก จีน, อิหร่าน, เกาหลีเหนือ และเยเมน.[177]

ประเทศสหรัฐอเมริกามีอัตราการจำคุกสูงสุดและมีประชากรคุกรวมที่ถูกบันทึกไว้มากที่สุดในโลก.[178][179] ในช่วงเริ่มต้นของปี 2008, มากกว่า 2.3 ล้านคนถูกคุมขัง, มากกว่าหนึ่งคนในทุกๆผู้ใหญ่ 100 คน.[180] ประชากรคุกได้เพิ่มเป็นสี่เท่าตั้งแต่ปี 1980.[181] ชายแอฟริกันอเมริกันจะถูกจำคุกอยู่ที่ประมาณหกเท่าของอัตราของชายผิวขาว และสามเท่าของอัตราของชายเชื้อสายสเปน.[182] อัตราของการจำคุกของสหรัฐที่สูงส่วนใหญ่เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในแนวทางการพิจารณาและนโยบาย ยาเสพติด.[183] ในปี 2008 หลุยเซียนามีอัตราโทษจำคุกสูงสุด และรัฐเมน ต่ำสุด.[184] ในปี 2012 หลุยเซียนามีอัตราที่สูงที่สุดของการฆาตกรรมและการฆาตกรรมที่ไตร่ตรองไว้ก่อนในสหรัฐอเมริกา และมลรัฐนิวแฮมป์เชียร์ ต่ำสุด.[185]

เศรษฐกิจ[แก้]

บทความหลัก : เศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกา

ตัวชี้วัด ทางเศรษฐกิจ
GDP โดยประมาณ 17.102 ล้านล้าน (Q4 2013) [186]
การเจริญเติบโตของ GDP ที่แท้จริง 3.2% (Q4 2013, รอบปี)
2.2% (2012) [187]
CPI อัตราเงินเฟ้อ 2.0% (กุมภาพันธ์ 2012 – กุมภาพันธ์ 2013) [188]
สัดส่วนการจ้างงานต่อประชากร 58.5% (มีนาคม 2013) [189]
การว่างงาน 6.7% (ธันวาคม 2013) [190]
แรงงาน อัตราการมีส่วนร่วม 63.3% (มีนาคม 2013) [191]
ความยากจน 15.1% (2010) [192]
หนี้สาธารณะ $16.738 trillion (Q3 2013) [193]
มูลค่าสุทธิครัวเรือน $77.3 ล้านล้าน (Q3 2013) [194]
แผนผังรายการส่งออกของสหรัฐปี 2011: สหรัฐเป็นผู้ส่งออกใหญ่เป็นอันดับสองของโลก

สหรัฐมีเศรษฐกิจทุนนิยมผสมที่ขับเคลื่อนโดยทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และผลผลิตที่สูง[195] สอดคล้องกับ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ, GDP ของสหรัฐอยู่ที่ 17.1 ล้านล้าน $ ถือว่าเป็น 22% ของผลิตภัณฑ์รวมของโลกที่อัตราแลกเปลี่ยนตลาด และกว่า 19 % ของผลิตภัณฑ์รวมของโลกที่กำลังซื้อเท่าเทียมกัน(อังกฤษ: purchasing power parity (PPP))[3] แม้ว่าจะมีขนาดใหญ่กว่าของประเทศอื่นๆ จีดีพีของชาติเป็นประมาณ 5% เล็กกว่า PPP ในปี 2011 ของสหภาพยุโรปที่มีประชากรประมาณมากกว่า 62%[196] จากปี 1983 ถึงปี 2008, อัตราการเจริญเติบโตแบบทบต้นต่อปีของจีดีพีสหรัฐอยู่ที่ 3.3% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก 2.3% สำหรับส่วนที่เหลือของประเทศ G7[197] ประเทศนี้อยู่ในอันดับที่เก้าของโลกด้านจีดีพีโดยประมาณต่อหัวประชากรและอันดับที่หกด้าน GDP ต่อหัวที่ PPP.[3] ค่าเงินดอลลาร์ สหรัฐเป็นสกุลเงินสำรองหลักของโลก.[198]

สหรัฐเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ที่สุดของสินค้าและเป็นผู้ส่งออกใหญ่เป็นอันดับสองแม้ว่าการส่งออกต่อหัวจะค่อนข้างต่ำ ในปี 2010 การขาดดุลรวมทางการค้าของสหรัฐอยู่ที่ $ 635 พันล้าน.[199] แคนาดา, จีน, เม็กซิโก, ญี่ปุ่นและเยอรมนีเป็นคู่ค้าสูงสุด.[200] ในปี 2010, น้ำมันเป็นสินค้านำเข้าที่ใหญ่ที่สุด ในขณะที่อุปกรณ์การขนส่งเป็นสินค้าส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ.[199] จีนเป็นผู้ถือต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดของหนี้สาธารณะของสหรัฐอเมริกา.[201]

ในปี 2009 ภาคเอกชนคาดว่าจะเป็น 86.4 % ของเศรษฐกิจ โดยที่กิจกรรมของรัฐบาลกลางคิดเป็น 4.3% และกิจกรรมของรัฐและรัฐบาลท้องถิ่น(รวมถึงการโอนของรัฐบาลกลาง)เป็นส่วนที่เหลืออีก 9.3%.[202] ในขณะที่เศรษฐกิจของประเทศได้เข้าถึงระดับหลังอุตสาหกรรม (อังกฤษ: postindustrial) ของการพัฒนา และภาคบริการของประเทศที่ถือว่าเป็น 67.8% ของจีดีพี, สหรัฐก็ยังคงเป็นพลังอุตสาหกรรม[203] สาขาธุรกิจชั้นนำเมื่อคิดตามใบเสร็จรับเงินรวมของธุรกิจคือค้าส่งและค้าปลีก เมื่อคิดตามรายได้สุทธิ ธุรกิจชั้นนำเป็นการผลิต.[204]

ผลิตภัณฑ์เคมีเป็นสาขาการผลิตชั้นนำ.[205] สหรัฐอเมริกาเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับสามของโลก และเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ที่สุดของโลกด้วย.[206] สหรัฐยังอันดับหนึ่งของโลกของผู้ผลิตพลังงานไฟฟ้าและนิวเคลียร์ เช่นเดียวกับก๊าซธรรมชาติเหลว, กำมะถัน, ฟอสเฟต และเกลือ ในขณะที่ภาคเกษตรมีสัดส่วนน้อยกว่า 1% ของ GDP[203] สหรัฐเป็นผู้ผลิตข้าวโพดชั้นนำของโลก[207] และถั่วเหลือง[208] สำนักบริการสถิติการเกษตรแห่งชาติเก็บรักษาสถิติการเกษตรสำหรับผลิตภัณฑ์ประกอบด้วย ถั่วลิสง, โอ๊ต, ไรย์, ข้าวสาลี, ข้าว, ผ้าฝ้าย, ข้าวโพด, ข้าวบาร์เลย์, หญ้าแห้ง, ดอกทานตะวัน และพืชน้ำมัน นอกจากนี้ กรมวิชาการเกษตรของสหรัฐ (USDA ) จัดหาสถิติเกี่ยวกับปศุสัตว์เช่น เนื้อวัว, เนื้อไก่, เนื้อหมู พร้อมกับผลิตภัณฑ์นม สมาคมการทำเหมืองแร่แห่งชาติให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับถ่านหินและแร่ธาตุที่รวมถึง เบริลเลียม, ทองแดง, ตะกั่ว, แมกนีเซียม, สังกะสี, ไทเทเนียม และอื่นๆ.[209][210] ในรูปแบบธุรกิจแฟรนไชส์​​, McDonald และ Subway เป็นสองแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลก โคคาโคล่าเป็นบริษัทเครื่องดื่มที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลก[211]

การใช้จ่ายของผู้บริโภคมีสัดส่วนเป็น 71% ของเศรษฐกิจสหรัฐในปี 2013.[212] ในเดือนสิงหาคม 2010, แรงงานอเมริกันประกอบด้วย 154.1 ล้านคน มี 21.2 ล้านคนเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งรัฐเป็นสนามชั้นนำของการจ้างงาน การจ้างงานภาค เอกชนที่ใหญ่ที่สุดคือการดูแลสุขภาพและการช่วยเหลือสังคม มีจำนวน 16.4 ล้านคน ประมาณ 12% ของคนงานอยู่ในสหภาพ เมื่อเทียบกับ 30% ในยุโรปตะวันตก[213] ธนาคารโลกจัดอันดับประเทศสหรัฐอเมริกาให้เป็นที่หนึ่งในความสะดวกในการจ้างงานและปลดออกจากงาน[214] สหรัฐอเมริกาเท่านั้นที่เป็นเศรษฐกิจขั้นสูงที่ไม่รับประกันคนงานว่าจะได้รับค่าแรงในวันหยุด[215] และเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศเท่านั้นใน โลกที่ไม่จ่ายเงินลาพักกับครอบครัวตามสิทธิตามกฎหมาย เหมือนกับประเทศอื่นๆเช่น ปาปัวนิวกินี, ซูรินาม และไลบีเรีย[216]. ในปี 2009 ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นอันดับสามในโลกสำหรับผลผลิตแรงงานสูงที่สุดต่อคน ตามหลัง ลักเซมเบิร์กและนอร์เวย์ เป็นที่สี่สำหรับผลผลิตต่อชั่วโมง ตามหลังสองประเทศข้างต้นและ เนเธอร์แลนด์.[217]

ภาวะถดถอยทั่วโลกระหว่างปี 2008 ถึง 2012 มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญสำหรับประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีการส่งออกยังคงต่ำกว่าศักยภาพที่มีตามรายงานของสำนักงบประมาณรัฐสภา.[218] การถดถอยนำไปสู่การว่างงานที่สูง (ซึ่งถูกทำให้ลดลง แต่ยังคงสูงกว่าระดับ ก่อนภาวะถดถอย) พร้อมด้วยความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ต่ำ, มูลค่าบ้านที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง และการเพิ่มขึ้นในการเข้ายึดและการล้มละลายส่วนบุคคล, วิกฤตหนี้ที่เพิ่มขึ้นของรัฐบาลกลาง, อัตราเงินเฟ้อและราคาน้ำมันปิโตรเลียมและราคาอาหารที่เพิ่มขึ้น ยังคงมีการบันทึกสัดส่วนการตกงานในระยะยาว, รายได้ของครัวเรือนลดลงอย่างต่อเนื่อง และภาษีและงบประมาณของรัฐบาลกลางที่เพิ่มขึ้น[219][220][221] การสำรวจในปี 2011 พบว่า มากกว่าครึ่งหนึ่งของ ชาวอเมริกันทั้งหมดคิดว่าสหรัฐยังคงอยู่ในภาวะถดถอยหรือแม้กระทั่งภาวะซึมเศร้า แม้จะมี ข้อมูลอย่างเป็นทางการที่แสดงให้เห็นการฟื้นตัวอย่างเจียมเนื้อเจียมตัวเป็นประวัติศาสตร์[222]

รายได้ ความยากจน และความมั่งคั่ง[แก้]

ข้อมูลเพิ่มเติม: รายได้ในประเทศสหรัฐอเมริกา, ความยากจนในประเทศสหรัฐอเมริกา และ ความมั่งคั่งในประเทศสหรัฐอเมริกา

ผลผลิตและการเจริญเติบโตของรายได้จริงของครอบครัวโดยเฉลี่ยระหว่างปี 1947–2009
การพัฒนาที่อยู่อาศัยระบบทางเดินในซานโฮเซ่แคลิฟอร์เนีย

ชาวอเมริกันมีรายได้ในครัวเรือนและจากการจ้างงานเฉลี่ยสูงสุดในหมู่ประชาชาติ OECD และในปี 2007 มีรายได้ครัวเรือนเฉลี่ยที่สูงที่สุดเป็นอันดับสอง[223] อ้างอิงถึงสำนักสำรวจสำมะโนประชากร รายได้ครัวเรือนเฉลี่ยจริงคือ $ 50,502 ในปี 2011, ลดลงจาก $ 51,144 ในปี 2010[224] รายงานของดัชนีความมั่นคงด้านอาหารโลกได้สหรัฐเป็นที่หนึ่งสำหรับความสามารถในการจ่ายค่าอาหารและความมั่นคงด้านอาหารโดยรวมในเดือนมีนาคมปี 2013.[225] ชาวอเมริกันโดยเฉลี่ยมีพื้นที่ที่อยู่อาศัยต่อหน่วยต่อคนเป็นสองเท่า มากกว่าที่ผู้ที่อยู่ในสหภาพยุโรป และมากกว่าทุกประเทศในสหภาพยุโรป[226]

ความมั่งคั่ง, เช่นรายได้และภาษี, มีความกระจุกตัวสูง; นั่นคือ 10% ของประชากรที่เป็นผู้ใหญ่ที่ร่ำรวยที่สุดครอบครอง 72% ของความมั่งคั่งในครัวเรือนของประเทศ ในขณะที่ ครึ่งล่างครอบครองเพียง 2%.[227] นี่คือส่วนแบ่งสูงสุดอันดับสองในหมู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว.[228] ในปี 2013 โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติหรือ UNDP จัดอันดับของสหรัฐอเมริกาเป็นที่ 16 ในหมู่ 132 ประเทศสำหรับดัชนีการพัฒนามนุษย์ที่ไม่เท่าเทียมกัน (อังกฤษ: inequality-adjusted human development index (IHDI)) 13 ตำแหน่งต่ำกว่า HDI มาตรฐาน.[229] ได้มีการขยายช่องว่างระหว่างผลผลิตและรายได้เฉลี่ย ตั้งแต่ปี 1970s.[230] ในขณะที่ รายได้ของครัวเรือนที่ปรับตามอัตราเงินเฟ้อ("จริง") ถูกทำให้เพิ่มขึ้นเกือบทุกปีตั้งแต่ปี 1947 ถึง 1999, ตั้งแต่นั้นมันเท่าเดิมและลดลงด้วยซ้ำ เมื่อเร็วๆนี้.[231]

การเพิ่มขึ้นในส่วนแบ่งของรายได้รวมประจำปีที่ได้รับจากยอดร้อยละ 1 ซึ่งเป็นมากกว่าสองเท่าจากร้อยละ 9 ในปี 1976 เป็นร้อยละ 20 ในปี 2011ได้มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญเกี่ยวกับความไม่เท่าเทียมกันของรายได้[232] ปล่อยให้สหรัฐเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการกระจายของรายได้ที่กว้างที่สุดในหมู่ประเทศ OECD.[233][234] รายได้ที่ได้รับหลังภาวะเศรษฐกิจถดถอยเป็นไปไม่สม่ำเสมออย่างมาก ด้วยยอดร้อยละ 1 จะได้รับร้อยละ 95 ของรายได้จากปี 2009 ถึงปี 2012.[235] ระหว่าง มิถุนายน 2007 ถึง พฤศจิกายน 2008 ภาวะถดถอยทั่วโลกนำไปสู่การลดลงของราคาสินทรัพย์ทั่วโลก สินทรัพย์ที่ชาวอเมริกันเป็นเจ้าของได้หายไปประมาณหนึ่งในสี่ของค่าของพวกมัน[236] ตั้งแต่ขึ้นสูงสุดในไตรมาสที่สองของปี 2007 ความมั่งคั่งของครัวเรือนลดลง $ 14 ล้านล้าน.[237] ในตอนท้ายของปี 2008 หนี้ครัวเรือนมีจำนวน 13.8 ล้านล้าน $.[238]

อ้างถึงการสำรวจสำมะโนประชากรสหรัฐปี 2011, เกือบครึ่งของครัวเรือนถูกพิจารณาว่ายากจนหรือรายได้ต่ำ (มีรายได้ $45,000 ต่อปีหรือน้อยกว่าสำหรับครอบครัวสี่คน).[239][240] มีประชากรไร้บ้านแบบที่มีกำบังและไม่มีที่กำบังประมาณ 643,000 รายในสหรัฐอเมริกาในเดือนมกราคม 2009, ที่เกือบสองในสามจะอยู่ในที่พักฉุกเฉินหรืออยู่ในโปรแกรมที่อยู่อาศัยเฉพาะกาล ในปี 2011 เด็ก 16.7 ล้านคนอาศัยอยู่ในครัวเรือนที่ไม่มั่นคงด้านอาหาร, ซึ่งเป็นประมาณ 35% มากกว่าระดับปี 2007, แม้ว่าจะมีเพียง 1.1% ของเด็กอเมริกันหรือ 845,000 คนที่ได้เห็น การบริโภคอาหารลดลง หรือ มีรูปแบบการรับประทานอาหารที่ไม่เป็นระบบในบางเวลาระหว่างปี และกรณีส่วนใหญ่ไม่เรื้อรัง.[241]


โครงสร้างพื้นฐาน[แก้]

การขนส่ง[แก้]

บทความหลัก : การขนส่งในประเทศสหรัฐอเมริกา

ระบบทางหลวงระหว่างรัฐ, ซึ่งทอดตัวยาว 46,876 ไมล์ (75,440 กิโลเมตร)[242]

การขนส่งส่วนบุคคลถูกครอบงำด้วยรถยนต์, ซึ่งทำงานบนเครือข่ายของ 13 ล้านถนน, รวมทั้งหนึ่งในระบบทางหลวงที่ยาวที่สุดในโลก[243] ตลาดรถยนต์ที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก[244] สหรัฐอเมริกามีอัตราสูงสุดของเจ้าของรถของต่อหัวของโลกโดยมีถึง 765 คันต่อ 1,000 คนอเมริกัน[245] ประมาณ 40% ของยานพาหนะส่วนบุคคลเป็นรถตู้, ออฟโรดหรือรถบรรทุกเบา[246] ผู้ใหญ่ชาวอเมริกันโดยเฉลี่ย(นับรวมหมดทั้งผู้ขับและผู้ที่ไม่ขับ)ใช้เวลา 55 นาทีขับรถ ทุกวัน, เดินทาง 29 ไมล์(47 กิโลเมตร)[247]

ขนส่งมวลชนให้บริการ 9 % จากการเดินทางไปทำงานทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา[248][249] ในขณะที่การขนส่งสินค้าทางรถไฟถูกใช้อย่างกว้างขวาง, ค่อนข้างน้อยคนที่ใช้รถไฟในการเดินทาง[250] แม้ว่าผู้โดยสารบน Amtrak (ระบบรถไฟผู้โดยสารระหว่างเมืองแห่งชาติ)จะขยายตัวเกือบ 37% ระหว่าง ปี 2000 และ 2010[251] นอกจากนี้ การพัฒนาระบบรางขนาดเบาได้เพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา[252] การใช้จักรยานไปทำงานมีน้อย[253]

อุตสาหกรรมการบินพลเรือนเป็นของเอกชนทั้งหมด และได้รับการดำเนิการอย่างอิสระตั้งแต่ปี 1978 ในขณะที่สนามบินที่สำคัญส่วนใหญ่จะเป็นของรัฐ สามสายการบินที่ใหญ่ที่สุดในโลกนับจากจำนวนผู้โดยสารเป็นของสหรัฐ; อเมริกันแอร์ไลน์เป็นที่หนึ่งหลังจากเข้าซื้อกิจการของสายการบิน US Airways ในปี 2013[254] ในจำนวน 30 สนามบินที่พลุกพล่านที่สุดในโลก, 16 สนามบินอยู่ในสหรัฐอเมริกา รวมทั้งที่ติดอันดับพลุกพล่านที่สุดได้แก่ สนามบินนานาชาติ Hartsfield - Jackson แอตแลนตา[255]

พลังงาน[แก้]

ดูเพิ่มเติม: นโยบายพลังงานของประเทศสหรัฐอเมริกา

ตลาดพลังงานสหรัฐอเมริกาเป็น 29,000 terawatt ชั่วโมงต่อปี การใช้พลังงานต่อหัวคือ 7.8 ตันเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อปี อัตราที่สูงที่สุดอันดับ 10 ของโลกในปี 2005 , 40% ของพลังงานนี้มาจากปิโตรเลียม, 23% จากถ่านหินและ 22% จากก๊าซธรรมชาติ ส่วนที่เหลือได้รับพลังงานนิวเคลียร์และแหล่งพลังงานหมุนเวียน[256] สหรัฐอเมริกาเป็นผู้บริโภคปิโตรเลียมที่ใหญ่ที่สุดของโลก[257]

สำหรับหลายทศวรรษที่ผ่านมา พลังงานนิวเคลียร์มีบทบาทที่จำกัดเมื่อเทียบกับหลายประเทศที่พัฒนาแล้วอื่นๆ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการรับรู้ของประชาชนเนื่องจากอุบัติเหตุในปี 1979 ในปี 2007 การใช้งานหลายประการสำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหม่ถูกฟ้อง[258] สหรัฐอเมริกามี 27% ของปริมาณสำรองถ่านหินทั่วโลก[259] สหรัฐเป็นผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบที่ใหญ่ที่สุดในโลก[260]

การศึกษา[แก้]

ดูบทความหลักที่: การศึกษาในสหรัฐอเมริกา

ระบบการศึกษาในสหรัฐอเมริกาควบคุมโดยแต่ละรัฐแยกจากกัน เด็กทุกคนจะถูกให้เรียนจบในระดับไฮสคูล และจบในระดับชั้นเกรด 12 หรือเทียบเท่า โดยผู้ปกครองสามารถเลือกให้ลูกเรียนที่โรงเรียนรัฐบาล หรือโรงเรียนเอกชน นอกจากนี้ยังมีผู้ปกครองบางกลุ่ม ที่สอนให้ลูกเรียนด้วยตนเองที่บ้านหรือในชุมชนซึ่งเรียกลักษณะนี้ว่าโฮมสคูล ภายหลังจากจบการศึกษา นักเรียนสามารถเลือกเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยทั้งในมหาวิทยาลัยรัฐหรือมหาวิทยาลัยเอกชน โดยนักเรียนสามารถกู้เงินจากทางธนาคารหรือหน่วยงานราชการสำหรับจ่ายเป็นค่าเล่าเรียนในระดับนี้ และจ่ายคืนภายหลังจบการศึกษา มหาวิทยาลัยเอกชนส่วนใหญ่ค่าเรียนจะแพงกว่ามหาวิทยาลัยรัฐ ในขณะที่คุณภาพของมหาวิทยาลัยบางแห่งเทียบเท่า ดีกว่า หรือด้อยกว่ามหาวิทยาลัยรัฐ นอกจากนี้นักเรียนสามารถเลือกเรียนในวิทยาลัยชุมชนที่ค่าเรียนถูกกว่าทั้งมหาวิทยาลัยรัฐและเอกชนในช่วง 2 ปีแรก และโอนหน่วยกิตไปเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยอื่นในช่วงต่อมาได้ มหาวิทยาลัยที่สำคัญในสหรัฐอเมริกาเช่น มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มหาวิทยาลัยเยล มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ และ มหาวิทยาลัยชิคาโก เป็นต้น

สหรัฐอเมริกามีอัตราการอ่านออกเขียนได้ค่อนข้างสูง โดยมีค่า 86-98% ของประชากรที่อายุมากกว่า 15 ปี

วิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยี[แก้]

บทความหลัก : วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในประเทศสหรัฐอเมริกา

ดูเพิ่มเติม: ประวัติศาสตร์เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมของประเทศสหรัฐอเมริกา

นีล อาร์มสตรอง เป็นมนุษย์คนแรกที่เดินบนดวงจันทร์

ประเทศสหรัฐอเมริกาได้เป็นผู้นำในการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมทางเทคโนโลยีมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 ในปี ค.ศ. 1876 ​​อเล็กซานเดอร์ แกรฮ์ม เบลล์ ได้รับสิทธิบัตรโทรศัพท์ชิ้นแรกของสหรัฐอเมริกา ห้องปฏิบัติการโทมัส เอดิสัน ได้พัฒนาหีบเสียง, หลอดไฟใช้งานได้ยาวนานหลอดแรกและกล้องถ่ายหนังที่ทำงานได้ตัวแรก[261] ในต้นศตวรรษที่ 20, บริษัทรถยนต์ ของ Ransom E. Olds และเฮนรี่ ฟอร์ด สร้างสายการประกอบจนเป็นที่นิยม พี่น้องตระกูลไรท์, ในปี ค.ศ. 1903 ได้ทำการบินครั้งแรกที่ยั่งยืนและควบคุมได้ด้วยการขับเคลื่อนเครื่องยนต์ที่หนักกว่าอากาศ[262]

ความรุ่งเรืองของนาซีในปี 1930s ทำให้นักวิทยาศาสตร์ชาวยุโรปจำนวนมากรวมทั้ง Albert Einstein, เอนรีโก Fermi และจอห์น ฟอน นอยมันน์ อพยพไปยังสหรัฐอเมริกา ในช่วง สงครามโลกครั้งที่สอง โครงการแมนฮัตตันได้พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เป็นการนำไปสู่ยุคของอะตอม การแข่งขันด้านอวกาศสร้างความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วด้านจรวด, วัสดุศาสตร์ และคอมพิวเตอร์ ความก้าวหน้าของบริษัทไมโครโปรเซสเซอร์ของสหรัฐ เช่น Advanced Micro Devices (AMD ) และ Intel พร้อมกับบริษัทคอมพิวเตอร์ทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ เช่น Sun Microsystems, IBM, GNU-ลินุกซ์, แอปเปิ้ลคอมพิวเตอร์และไมโครซอฟท์ทำให้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเป็นที่นิยม

รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้พัฒนาอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับ ARPANET และทายาทของมัน- อินเทอร์เน็ตของกระทรวงกลาโหม วันนี้ 64% ของทุนของการวิจัยและพัฒนามาจากภาคเอกชน [263] สหรัฐอเมริกา นำโลกไปสู่​​ในงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์และปัจจัยที่ส่งผลกระทบ(อังกฤษ: impact factor)[264] ณ เดือนเมษายน 2010, 77% ของครัวเรือนอเมริกันเป็นเจ้าของเครื่องคอมพิวเตอร์อย่างน้อยหนึ่งเครื่อง และ 68 % มีบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง[265] 85% ของชาวอเมริกันยังเป็นเจ้าของโทรศัพท์มือถือ ณ ปี 2011[266] ประเทศนี้ยังเป็นผู้พัฒนาและผู้ปลูกหลักของอาหารที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรมที่เป็นตัวแทนของครึ่งหนึ่งของพืชเทคโนโลยีชีวภาพของโลก[267]

สุขภาพ[แก้]

ดูเพิ่มเติม: การดูแลสุขภาพในประเทศสหรัฐอเมริกา การปฏิรูปการดูแลสุขภาพในประเทศสหรัฐอเมริกา และ การประกันสุขภาพในสหรัฐอเมริกา


ประชากรสหรัฐอเมริกามีอายุขัยที่ 78.4 ปี เพิ่มขึ้นจาก 75.2 ปีในปี 1990, อยู่ในอันดับที่ 50 ใน 221 ประเทศ และที่ 27 จาก 34 ประเทศอุตสาหกรรม OECD ลดลงจากที่ 20 ในปี 1990[268][269] การเพิ่มขึ้นของโรคอ้วนในสหรัฐอเมริกาและการปรับปรุงสุขภาพอื่นๆได้มีส่วนร่วมในการลด อันดับของประเทศด้านอายุขัยจากปี 1987 เมื่อตอนนั้นมันเป็นที่ 11 ของโลก[270] อัตราโรคอ้วนในสหรัฐอเมริกาอยู่ในกลุ่มที่สูงที่สุดในโลก[271] ประมาณหนึ่งในสามของประชากรผู้ใหญ่เป็นโรคอ้วนและอีกหนึ่งในสามมีน้ำหนักเกิน[272] อัตราโรคอ้วน, สูงที่สุดในโลกอุตสาหกรรม, มีมากกว่าสองเท่าในรอบ 25 ปีของศตวรรษที่ผ่านมา[273] โรคเบาหวานประเภท 2 ที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วนถูกถือว่าเป็นโรคระบาด โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพ[274] อัตราการตายของทารกอยู่ที่ 6.06 ต่อพันทำให้สหรัฐอยู่ในอันดับที่ 176 สูงที่สุดจาก 222 ประเทศ[275]

ในปี 2010 โรคหลอดเลือด, มะเร็งปอด, โรคหลอดเลือดสมอง, โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง, และอุบัติเหตุการจราจร เป็นสาเหตุการตายมากที่สุดในสหรัฐ โรคปวดหลัง, ซึมเศร้า, ความผิดปกติของกล้ามเนื้อ, ปวดคอ และความวิตกกังวลเป็นสาเหตุของความพิการ ปัจจัยเสี่ยงที่เป็นอันตราย มากที่สุดคือการอดอาหารที่ไม่ดี, การสูบบุหรี่, โรคอ้วน, ความดันโลหิตสูง, น้ำตาลในเลือดสูง, ขาดการออกกำลังกาย และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โรคอัลไซเมอร์, ยาเสพติด, โรคไตและ โรคมะเร็งและการหกล้มทำให้เกิดการเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบต่อหัวของอัตราในปี 1990 [276] อัตราการตั้งครรภ์และการทำแท้งของวัยรุ่นสหรัฐสูงกว่าใน ประเทศตะวันตกอื่นๆเป็นอย่างมาก

สหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำของโลกในด้านนวัตกรรมทางการแพทย์ อเมริกาได้พัฒนาหรือมีส่วนร่วมอย่างมีนัยสำคัญถึง 9 ใน 10 ของนวัตกรรมทางการแพทย์ที่สำคัญมากที่สุดนับตั้งแต่ 1975 จาก การสำรวจความคิดเห็นของแพทย์ในปี 2001 ในขณะที่สหภาพยุโรปและสวิสร่วมกันมีส่วนร่วมที่ห้านวัตกรรม ตั้งแต่ปี 1966 ชาวอเมริกันได้รับรางวัลโนเบลด้านการแพทย์มากกว่าส่วนที่เหลือของโลก จากปี 1989 ถึง 2002, เงินลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพเอกชนในอเมริกามาก กว่าในยุโรปถึงสี่เท่า[277][278] ระบบการดูแลสุขภาพของสหรัฐอเมริกาใช้เงินมากกว่า ของประเทศอื่นๆมากเมื่อวัดทั้งในการใช้จ่ายต่อหัวและร้อยละของจีดีพี[279] การคุ้มครองดูแลสุขภาพในสหรัฐเป็นการรวมกันของความพยายามทางภาครัฐและเอกชนและไม่ถ้วนหน้า ในปี 2010 ผู้อยู่อาศัย 49.9 ล้านคน หรือ 16.3 % ของประชากรไม่มีประกันสุขภาพ หัวข้อเกี่ยวกับชาวอเมริกันที่ไม่มีประกันสุขภาพและมีประกันที่ต่ำเกินไปเป็นประเด็นทางการเมือง ที่สำคัญ[280][281] ในปี 2006 รัฐแมสซาชูเซตได้กลายเป็นรัฐแรกที่จะบังคับหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า[282] การออกกฎหมายของรัฐบาลกลางที่ผ่านมาในช่วงต้นปี 2010 มุ่งจะสร้างระบบประกันสุขภาพใกล้ถ้วนหน้าทั่วประเทศในปี 2014 แม้ว่ากฎหมายและผลกระทบยิ่งยวดของมันยังเป็นปัญหาของความขัดแย้ง[283][284]

วัฒนธรรม[แก้]

บทความหลัก : วัฒนธรรมของสหรัฐอเมริกา

ดูเพิ่มเติมที่: ชั้นทางสังคมในประเทศสหรัฐอเมริกา, วันหยุดสาธารณะในประเทศสหรัฐอเมริกา และ การท่องเที่ยวในประเทศสหรัฐอเมริกา

อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพในนครนิวยอร์ก เป็นสัญลักษณ์ของทั้งในสหรัฐอเมริกาและอุดมคติของเสรีภาพ, ประชาธิปไตย และโอกาส[285]

ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นบ้านของหลายวัฒนธรรม และความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์, ประเพณี และค่านิยม.[6][286] นอกเหนือจากคนอเมริกันโดยกำเนิดและชาวพื้นเมืองฮาวายที่ค่อนข้างน้อย อเมริกันหรือบรรพบุรุษของพวกเขาเกือบทุกคนได้อพยพมาตั้งรกรากหรือภายในห้าศตวรรษที่ผ่านมา.[287] วัฒนธรรมของชาวอเมริกันที่เป็นกระแสหลักเป็นวัฒนธรรมตะวันตกที่แปลงมาจากขนบธรรมเนียมประเพณีของผู้อพยพชาวยุโรป ที่มีอิทธิพลจากแหล่งอื่นๆเป็นจำนวนมาก เช่นประเพณีที่ถูกนำมาโดยพวกทาส จากแอฟริกา.[6][288] การอพยพล่าสุดจากเอเชียและโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากละตินอเมริกา ได้เพิ่มการผสมผสานทางวัฒนธรรมที่ได้รับการอธิบายว่า เป็นทั้งหม้อหลอมละลายเป็นเนื้อเดียวกัน และชามสลัดต่างชนิดกัน ในที่ซึ่งผู้อพยพและลูกหลานของพวกเขายังคงรักษา ลักษณะทางวัฒนธรรมที่โดดเด่น.[6]

แกนของวัฒนธรรมของชาวอเมริกันถูกก่อตั้งขึ้นโดยชาวอาณานิคมอังกฤษโปรเตสแตนต์ และถูกขึนรูปโดยกระบวนการการตั้งถิ่นฐานชายแดน ที่มีลักษณะชาติพันธ์ที่ถูกแปลงผ่านลงไปที่ลูกหลาน และส่งต่อไปยังผู้อพยพผ่านทางการดูดซึม ชาวอเมริกันมีคุณสมบัติเป็นประเพณีที่โดดเด่นด้วยจริยธรรมที่แข็งแกร่งในการทำงาน, ในการแข่งขัน และการแสวงหาผลประโยชน์ เช่นเดียวกับความเชื่อที่เป็นหนึ่งเดียวใน"หลักความเชื่อถือแบบอเมริกัน" ที่เน้นเสรีภาพ, ความเสมอภาค, ทรัพย์สินส่วนตัว, ประชาธิปไตย, กฎหมาย และความพอใจสำหรับการปกครองที่จำกัด.[289] ชาวอเมริกันสร้างกุศลอย่างมากตามมาตรฐานโลก สอดคล้องกับการศึกษาของอังกฤษในปี 2006 ชาวอเมริกันอุทิศ 1.67% ของ GDP เพื่อการกุศล มากกว่าประเทศอื่นๆ มากกว่าสองเท่าของตำแหน่งที่สองคืออังกฤษที่ 0.73 % และราวๆสิบสองเท่าของฝรั่งเศสที่ 0.14%.[290][291]

ความฝันของอเมริกัน หรือการรับรู้ว่าชาวอเมริกันได้เพลิดเพลินกับการเคลื่อนไหวทางสังคมที่สูง มีบทบาทสำคัญในการดึงดูดผู้อพยพ.[292] ไม่ว่าการรับรู้นี้จะเป็นจริงหรือไม่ มันได้เป็นหัวข้อของการอภิปราย.[293][294][295][296][197][297] ในขณะที่วัฒนธรรมกระแสหลักถือว่า ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นสังคมที่ไม่มีชนชั้น[298] นักวิชาการได้ระบุความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ระหว่างหลายชนชั้นทางสังคมของประเทศ ที่มีผลต่อสังคม, ภาษาและคุณค่า.[299] ภาพพจน์ตัวเองของชาวอเมริกัน, มุมมองของสังคม และความคาดหวังทางวัฒนธรรม จะเกี่ยวข้องกับการประกอบอาชีพของพวกเขา ไปยังระดับที่ใกล้ผิดปกติ.[300] ในขณะที่ชาวอเมริกันมีแนวโน้มอย่างมากที่จะให้มูลค่าของความสำเร็จทางเศรษฐกิจและสังคม, การเป็นคนสามัญหรือระดับเฉลี่ย มีให้เห็นโดยทั่วไปว่าเป็นคุณลักษณะในทางบวก[301]

สื่อที่นิยม[แก้]

บทความหลัก : สื่อของสหรัฐอเมริกา, โรงภาพยนตร์ของสหรัฐอเมริกา, โทรทัศน์ในสหรัฐอเมริกา และ เพลงของสหรัฐอเมริกา

ป้ายฮอลลีวู้ด ใน Los Angeles, California

นิทรรศการภาพเคลื่อนไหวเชิงพาณิชย์ที่จัดแสดงเป็นครั้งแรกของโลกถูกจัดขึ้นในมหานครนิวยอร์กในปี 1894 โดยการใช้ Kinetoscope ของโทมัส เอดิสัน ปีต่อมาก็ได้เห็นการแสดงที่ฉายบนฉากของฟิล์มภาพยนตร์เชิงพาณิชย์ครั้งแรก, ยังแสดงในนิวยอร์ก,และ สหรัฐอเมริกาอยู่ในแถวหน้าของการพัฒนาภาพยนตร์เสียงในฟิล์มในหลายทศวรรษต่อมา ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 , อุตสาหกรรมภาพยนตร์ของสหรัฐมีฐานที่กว้างใหญ่ในและรอบๆฮอลลีวู้ด แคลิฟอร์เนีย

ผู้อำนวยการ D.W. กริฟฟิท เป็นศูนย์กลางการพัฒนาของฟิล์มแกรมมาและ Citizen Kane ของ ออร์สัน เวลส์ (1941) มักถูกอ้างถึงว่าเป็นภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล.[302][303] นักแสดงหน้าจอชาวอเมริกันเช่น จอห์น เวย์นและ มาริลีน มอนโร ได้กลายเป็นบุคคลสำคัญที่โดดเด่น ในขณะที่ ผู้ผลิต/ผู้ประกอบการ วอลต์ ดิสนีย์ เป็นผู้นำทั้งในภาพยนตร์แอนิเมชันและ ภาพยนตร์ขายสินค้า ฮอลลีวูดยังเป็นหนึ่งในผู้นำในการผลิตภาพเคลื่อนไหว.[304]

เวอร์ชันแรกๆของหนังสือพิมพ์การ์ตูนอเมริกันและหนังสือการ์ตูนอเมริกัน เริ่มปรากฏตัวในศตวรรษที่ 19 ในปี 1938 ซูเปอร์แมน, หนังสือการ์ตูนที่มีแก่นสารของ DC Comics, ถูกพัฒนาให้เป็นไอคอนของคนอเมริกัน[305] สำนักพิมพ์หนังสือการ์ตูนเพิ่มเติม รวมถึง Marvel Comics, ที่ตั้งขึ้นในปี 1939, Image Comics, ที่ตั้งขึ้นในปี 1992, Dark Horse Comics, ที่ตั้งขึ้นในปี 1986, และบริษัทหนังสือการ์ตูนขนาดเล็กอีกจำนวนมาก ในการเฉลิมฉลองความสำเร็จของอุตสาหกรรม, การประชุม ประจำปีของการ์ตูนถูกจัดขึ้นที่ The San Diego Comic-Con International ซึ่งมีผู้เข้าร่วมกว่า 130,000 ผู้เข้าชม

ชาวอเมริกันเป็นผู้ชมโทรทัศน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก[306] และเวลาการดูเฉลี่ยยังคงเพิ่มขึ้นถึงห้าชั่วโมงต่อวันในปี 2006.[307] สี่เครือข่ายโทรทัศน์ออกอากาศที่สำคัญทั้งหมดเป็นหน่วยงานเชิงพาณิชย์ ชาวอเมริกันฟังรายการวิทยุ, ส่วนใหญ่ยังเป็นเชิงพาณิชย์, เฉลี่ยเพียงสอง ชั่วโมงครึ่งต่อวัน.[308] นอกเหนือจาก web portals และ search engines เว็บไซต์ที่นิยมมากที่สุดคือ Facebook, YouTube, วิกิพีเดีย, Blogger, อีเบย์ และ Craigslist.[309]

รูปแบบของจังหวะและเนื้อร้องของเพลงแอฟริกัน-อเมริกันมีอิทธิพลที่ลึกต่อดนตรีอเมริกันอย่างมาก แตกต่างจากประเพณียุโรป องค์ประกอบจากสำนวนพื้นบ้าน เช่น แบบบลูส์และสิ่งที่เป็นที่รู้จักกันในขณะนี้ว่าเป็นเพลงยุคเก่า ถูกนำมาใช้และเปลี่ยนเป็นประเภทที่นิยมที่มีผู้ฟังทั่วโลก เพลงแจ๊สได้รับการพัฒนาโดยนักประดิษฐ์ เช่น หลุยส์ อาร์มสตรองและ Duke Ellington ในช่วงต้น ศตวรรษที่ 20. เพลงคันทรี่ถูกพัฒนาใน ปี 1920s และจังหวะและบลูส์ในปี 1940[310]

Elvis Presley และ Chuck Berry เป็นผู้บุกเบิกร็อกแอนด์โรลในหมู่ผู้บุกเบิกอื่นในช่วงกลางปี 1950s ในปี 1960, บ๊อบ ดีแลน โผล่ออกมาจากการฟื้นตัวของเพลงพื้นบ้านที่จะกลายเป็นหนึ่งในนักแต่งเพลงที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดของอเมริกา และ เจมส์บราวน์เป็นผู้นำการพัฒนา เพลง funk การสร้างสรรค์ของอเมริกันที่ผ่านมามีมากขึ้นรวมถึง ฮิปฮอป และ ดนตรีบ้าน ดาราเพลงป๊อปชาวอเมริกัน เช่น เอลวิส เพรสลีย์, ไมเคิล แจ็คสัน และ มาดอนน่า ได้กลายเป็นคนดัง ระดับโลก.[310]

วรรณกรรม ปรัชญา และศิลปะ[แก้]

บทความหลัก : วรรณคดีอเมริกัน ปรัชญาอเมริกัน , ภาพศิลปะของสหรัฐอเมริกา และ ดนตรีคลาสสิกอเมริกัน

Mark Twain, นักเขียนและผู้มีอารมณ์ขันชาวอเมริกัน

ในศตวรรษที่ 18 และต้นศตวรรษที่ 19 ศิลปะและวรรณกรรมอเมริกันรับเอาการชี้นำจากยุโรปมากที่สุด นักเขียน เช่น นาธาเนียล ฮอว์ธอน, เอ็ดการ์ อัลลันโป และ เฮนรี เดวิด ธอโร จัดตั้งเสียงวรรณกรรมอเมริกันที่โดดเด่นราวกลางศตวรรษที่ 19 Mark Twain และกวี วอลท์ วิทแมน เป็นบุคลสำคัญหลักในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษ; เอมิลี่ ดิกคินสัน ไม่เป็นที่รู้จักในช่วงที่มีชีวิตอยู่ ของเธอ ได้รับการยอมรับในขณะนี้ว่าเป็นกวีอเมริกันที่สำคัญ.[311] งานที่เห็นว่าเป็นการจับภาพลักษณะพื้นฐานของประสบการณ์และตัวอักษรระดับชาติ เช่น โมบี้ ดิ๊ก ของ เฮอร์แมน เมลวิลล์ (1851) 'การผจญภัยของ Huckleberry Finn' ของ ทเวน (1885) และ The Great Gatsby ของ เอฟ สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์(1925) อาจจะได้รับการขนานนามว่า "นวนิยาย American ที่ยิ่งใหญ่".[312]

สิบเอ็ดพลเมืองสหรัฐได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณคดี เมื่อเร็ว ๆ นี้คือ โทนี มอร์ริสัน ในปี 1993 . วิลเลียม Faulkner และ เออร์เนส เฮมมิงเวย์ มักจะมีชื่ออยู่ในหมู่นักเขียนที่มีอิทธิพลมากที่สุด ของศตวรรษที่ 20.[313] ประเภทของ วรรณกรรมยอดนิยม เช่น the Western และ นิยายอาชญากรรม ถูกพัฒนาในประเทศสหรัฐอเมริกา นักเขียน The Beat Generation เปิดการเขียนวรรณกรรมขึ้นใหม่, ที่มีผู้เขียนสมัยใหม่ เช่นจอห์น บาร์ธ, โทมัส พินโชนส์ และ ดอน DeLillo

นักเขียนยอดเยี่ยมนำโดย ธอโร และ ราล์ฟ วอลโด อีเมอร์สัน ได้จัดตั้ง การเคลื่อนไหวทางปรัชญาอเมริกันที่สำคัญคนแรก หลังสงครามกลางเมือง ชาร์ลส์ แซนเดอร์ เพียร์ซ และต่อมา วิลเลียมเจมส์ และจอห์น ดิวอี้ เป็นผู้นำในการพัฒนาด้านปฏิบัตินิยม ในศตวรรษที่ 20 การทำงานของ W. V. O. Quine และ ริชาร์ด Rorty และต่อมา Noam Chomsky, ได้นำปรัชญาการวิเคราะห์ให้กับสถาบันการศึกษาปรัชญาชาวอเมริกัน จอห์น Rawls และ โรเบิร์ต Nozick ได้นำ การคืนชีพของปรัชญาการเมือง Cornel West และ จูดิธ บัตเลอร์ ได้นำประเพณีทวีปในภาคการศึกษาปรัชญาอเมริกัน นักเศรษฐศาสตร์โรงเรียนชิคาโกที่มีอิทธิพลทั่วโลก เช่น มิลตัน ฟรีดแมน, เจมส์ เอ็ม บูคานัน และโทมัส Sowell ได้อยู่เหนือวินัยในการส่งผลกระทบต่อด้านต่างๆในปรัชญาทางสังคมและการเมือง.[314][315]

ในด้านทัศนศิลป์ Hudson River School ได้เคลื่อนไหวในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ในด้าน ประเพณีของนักธรรมชาตินิยมแบบยุโรป ภาพความจริงของ โทมัส Eakins ถูกฉลองกันอย่างแพร่หลาย 1913 Armory Show ในมหานครนิวยอร์ก, นิทรรศการศิลปะสมัยใหม่แบบยุโรป, ทำให้เกิดการตื่นตะลึงของประชาชนและได้เปลี่ยนฉากศิลปะของสหรัฐอเมริกา.[316] จอร์เจีย โอคีฟ, Marsden Hartley และอื่น ๆ ได้ทดลองกับสไตล์ เฉพาะบุคคลแบบใหม่ การเคลื่อนไหวทางศิลปะที่สำคัญเช่นการแสดงออกที่เป็นนามธรรมของ แจ็คสัน พอลล็อก และ วิลเล็ม เดอ คูนิง และศิลปะป๊อปของ แอนดี้ วอร์ฮอล และรอย Lichtenstein ได้พัฒนากว้างขวางในประเทศสหรัฐอเมริกา กระแสของความทันสมัย​​และลัทธิหลังสมัยใหม่ได้นำชื่อเสียงให้กับสถาปนิกอเมริกัน เช่น แฟรงค์ ลอยด์ ไรท์, ฟิลิป จอห์นสัน และแฟรงก์ เกห์รี

ไทม์สแควร์ในนครนิวยอร์กเป็นศูนย์กลางของโรงละคร บรอดเวย์

หนึ่งในผู้สนับสนุนที่สำคัญคนแรกของโรงละครอเมริกัน คือ โต้โผ P.T. Barnum ผู้เริ่มดำเนินงานอาคารชุดเพื่อความบันเทิงแห่งแมนฮัตตันตอนล่างในปี 1841. ทีมงาน Harrigan และ ฮาร์ต ได้ผลิตชุดของละครตลกดนตรีที่เป็นที่นิยมในนิวยอร์ก เริ่มต้นในช่วงปลายยุค 1870s ในศตวรรษที่ 20, รูปแบบดนตรีที่ทันสมัยได้​​เกิดขึ้นในบรอดเวย์; เพลงของคีตกวีละครเพลง เช่น เออร์วิง เบอร์ลิน, โคล พอร์เตอร์ และ สตีเฟ่น Sondheim ได้กลายเป็นมาตรฐานเพลงป๊อป นักเขียนบทละคร ยูจีน โอนีล ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมในปี 1936; นักแสดงละครสหรัฐอื่นๆที่ได้รับการสรรเสริญ รวมถึงผู้ชนะรางวัลพูลิตเซอร์หลายครั้ง เทนเนสซี วิลเลียม, เอ็ดเวิร์ด Albee และ ออกัส วิลสัน

แม้ว่าจะเป็นที่รู้จักกันเพียงเล็กน้อยในขณะนั้น, งานของ ชาร์ลส์ อีฟส์ ของปี 1910s ทำให้เขากลายเป็น นักแต่งเพลงคนแรกที่สำคัญของสหรัฐด้านประเพณีคลาสสิก ในขณะที่ นักทดลอง เช่น เฮนรี โคเวล และจอห์น เคจ ได้สร้างวิธีการอเมริกันที่โดดเด่นให้กับการแต่งเพลงคลาสสิก แอรอน Copland และจอร์จ เกิร์ชวิน ได้พัฒนาการสังเคราะห์ใหม่ของเพลง pop และเพลง คลาสสิก นักออกแบบท่าเต้น อิซาดอร่า ดันแคน และมาร์ธา เกรแฮม ได้ช่วยสร้างการเต้นรำสมัยใหม่ ​​ในขณะที่ จอร์จ Balanchine และ เจอโรม ร็อบบินส์ เป็นผู้นำด้านบัลเล่ต์ของศตวรรษที่ 20 ชาวอเมริกันมีความสำคัญยาวนานในการสื่อศิลปะที่ทันสมัยของการถ่ายภาพ ที่มีช่างภาพที่สำคัญรวมทั้ง อัลเฟรด Stieglitz, เอ็ดเวิร์ด Steichen, และ ธานเซล อดัมส์

อาหาร[แก้]

บทความหลัก: อาหารของสหรัฐอเมริกา

พายแอปเปิ้ลเป็นอาหารตรงกันกับวัฒนธรรมอเมริกัน

อาหารอเมริกันกระแสหลักจะคล้ายกับในประเทศตะวันตกอื่นๆ ข้าวสาลีเป็นธัญพืชหลัก อาหารอเมริกันแบบดั้งเดิมใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น เช่น ไก่งวง, กวาง, มันฝรั่ง, มันเทศ, ข้าวโพด, สควอช และ น้ำเชื่อมเมเปิ้ล ซึ่งได้รับการบริโภคโดยชาวอเมริกันพื้นเมืองและพวกตั้งถิ่นฐานจากยุโรปในช่วงต้น

เนื้อหมูและบาร์บีคิวเนื้อที่ปรุงสุกช้า, เค้กปู, มันฝรั่งทอด, และคุกกี้ช็อกโกแลตชิป เป็นอาหารอเมริกันที่โดดเด่น อาหารจิตวิญญาณ, ที่ถูกพัฒนาโดยทาสแอฟริกัน, เป็นที่นิยมทั่วภาคใต้ และ ในหมู่ชาวแอฟริกันอเมริกันจำนวนมากทุกหนแห่ง อาหารปรุงรวม เช่น หลุยเซียนา ครีโอล, Cajun และ Tex- Mex มีความสำคัญในระดับภูมิภาค อุตสาหกรรมขนมในประเทศสหรัฐอเมริกา รวมถึง บริษัทเฮอร์ชีย์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตช็อคโกแลตที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ นอกจากนี้ Frito -Lay, บริษัทย่อยของ PepsiCo เป็นบริษัทอาหารว่างกระจายทั่วโลกที่ใหญ่ที่สุด สหรัฐอเมริกามีอุตสาหกรรมอาหารเช้าซีเรียลขนาดใหญ่ ที่มีแบรนด์เช่น เคลล็อก และ General Mills

อาหารเป็นจาน เช่น พายแอปเปิ้ล, ไก่ทอด, พิซซ่า, แฮมเบอร์เกอร์ และ hot dogs เป็นผลมาจากสูตรของผู้อพยพต่างๆ มันฝรั่งทอด, อาหารเม็กซิกัน เช่น Burritos และ ทาโก้ และ จาน พาสต้า ได้ปรับตัวอย่างอิสระจากแหล่งที่มาคืออิตาลี ได้มีการบริโภคกันอย่างแพร่หลาย.[317] ชาวอเมริกันมักชอบกาแฟ มากกว่าชา การตลาดโดยอุตสาหกรรมสหรัฐ รับผิดชอบอย่างมากสำหรับการทำน้ำส้มและนม และเครื่องดื่มอาหารเช้าแพร่หลาย.[318][319]

อุตสาหกรรมอาหารจานด่วนอเมริกัน, ใหญ่ที่สุดในโลก, ได้บุกเบิกรูปแบบการขับรถผ่านในปี 1930 การบริโภคอาหารจานด่วนได้ก่อให้เกิดความกังวลเรื่องสุขภาพ ในระหว่าง ปี 1980s และ ปี 1990s, แคลอรี่ที่บริโภคของชาวอเมริกันเพิ่มขึ้น 24%.[317] การรับประทานอาหารที่ร้านจานด่วนบ่อย มีความเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขเรียก "โรคอ้วน ระบาด"ของชาวอเมริกัน[320] น้ำอัดลมความหวานสูง เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย และ เครื่องดื่มหวานมีจำนวนร้อยละเก้าของปริมาณ บริโภคแคลอรี่ของชาวอเมริกัน.[321]

กีฬา[แก้]

บทความหลัก : กีฬาในประเทศสหรัฐอเมริกา

นักว่ายน้ำ ไมเคิล เฟลป์ส เป็นนักกีฬา โอลิมปิกที่อลังการที่สุดตลอดกาล

ตลาดสำหรับกีฬาอาชีพในสหรัฐอเมริกามีประมาณ $ 69 พันล้าน, ประมาณ 50 % ใหญ่กว่าของ ทั้งหมดของยุโรป, ตะวันออกกลาง และแอฟริการวมกัน.[322] เบสบอลได้รับการยกย่องให้เป็นกีฬาประจำชาติมาตั้งแต่ ปลายศตวรรษที่ 19, ในขณะที่ อเมริกันฟุตบอลในขณะนี้โดยการวัดหลายอย่าง เป็นกีฬาที่มีผู้ชม นิยมมากที่สุด.[323] บาสเก็ตบอลและฮ็อกกี้น้ำแข็งเป็นอีกสองทีมกีฬาอาชีพชั้นนำต่อไปของประเทศ ทั้งสี่กีฬาที่สำคัญนี้, เมื่อเล่นเป็นอาชีพ, แต่ละชนิดกีฬาได้ครอบครองฤดูกาลที่แตกต่างกัน, แต่ทับซ้อนกัน, ในช่วงเวลาของปี ฟุตบอลและบาสเกตบอลระดับวิทยาลัยดึงดูดผู้ชมจำนวนมาก.[324] มวยและการแข่งม้าครั้งหนึ่งเคยเป็นกีฬาที่มีผู้เล่นเดียวดูมากที่สุด[325] แต่พวกมันได้ถูกบดบังด้วยกอล์ฟและรถแข่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นาสคาร์ ในศตวรรษที่ 21, การถ่ายทอดสดศิลปะการต่อสู้ผสมยังได้รับการติดตามที่แข็งแกร่งของผู้ชมทั่วไป.[326][327] ในขณะที่ ฟุตบอลเป็นที่นิยมน้อยกว่าในประเทศอื่นๆ ทีมฟุตบอลชายของชาติอยู่ในการแข่งขันชิงถ้วย World Cups ในหกครั้งที่ผ่านมา และทีมหญิงเป็น ที่ 1 ในการจัดอันดับโลกของผู้หญิง

ขณะที่ กีฬาหลักของสหรัฐส่วนใหญ่มีการพัฒนาออกมาจากแนวทางการเล่นของยุโรป, บาสเกตบอล, วอลเลย์บอล, สเก็ตบอร์ด, สโนว์บอร์ด และ เชียร์ลีดเดอร์ เป็นสิ่งประดิษฐ์ของอเมริกัน, บางส่วนได้กลายเป็นที่นิยมในประเทศอื่นๆ ลาครอสและ surfing เกิดจากกิจกรรมของชาวอเมริกันท้องถิ่นและชาวพื้นเมืองฮาวายที่เกิดขึ้นก่อนการติดต่อกับประเทศตะวันตก.[328] กีฬาโอลิมปิกแปดครั้งจัดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศสหรัฐอเมริกาได้รับ 2,400 เหรียญที่ โอลิมปิกเกมส์ฤดูร้อน มากกว่าประเทศอื่น ๆ และ 281 เหรียญในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว, มากสุดเป็นที่สองในปี 2014.[329]

ดนตรี[แก้]

ดนตรีในสหรัฐอเมริกา เกิดจากการผสมผสานของดนตรีหลายเชื้อชาติเข้าด้วยกัน และเกิดเป็นดนตรีแนวใหม่รายประเภท เช่น ร็อกแอนด์โรลล์ ฮิปฮอป คันทรี บลูส์ Drum & Bugle Corps (วงโยธวาทิต) และแจ๊ส และในช่วงล่าสุด ดนตรีของสหรัฐอเมริกาได้เริ่มเป็นที่นิยมในหลายที่ทั่วโลก นอกจากนี้การเต้นรำ ได้มีกำเนิดมาจากสหรัฐอเมริกันเช่นกัน ตัวอย่างเช่น การเต้นแท็ป

สื่อสารมวลชน[แก้]

วันหยุด[แก้]

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 1.3 "United States". The World Factbook. CIA. 2009-09-30. สืบค้นเมื่อ 2009-10-11. 
  2. "Population Finder: United States". U.S. Census Bureau. 2000. สืบค้นเมื่อ 2007-12-20. 
  3. 3.0 3.1 3.2 3.3 3.4 "United States". International Monetary Fund. สืบค้นเมื่อ 2009-10-01. 
  4. 4.0 4.1 Feder, Jody (2007-01-25). "English as the Official Language of the United States—Legal Background and Analysis of Legislation in the 110th Congress". Ilw.com (Congressional Research Service). สืบค้นเมื่อ 2007-06-19. 
  5. "The Constitution of the State of Hawaii, Article XV, Section 4". Hawaii Legislative Reference Bureau. 1978-11-07. สืบค้นเมื่อ 2007-06-19. 
  6. 6.0 6.1 6.2 6.3 Adams, J.Q., and Pearlie Strother-Adams (2001). Dealing with Diversity. Chicago: Kendall/Hunt. ISBN 0-7872-8145-X.
  7. Greene, Jack P.; Pole, J.R., eds. (2008). A Companion to the American Revolution. pp. 352–361.
  8. Bender, Thomas (2006). A Nation Among Nations: America's Place in World History. New York: Hill & Wang. p. 61. ISBN 978-0-8090-7235-4. 
  9. Dull, Jonathan R. (2003). "Diplomacy of the Revolution, to 1783, " p. 352, chap. in A Companion to the American Revolution, ed. Jack P. Greene and J. R. Pole. Maiden, Mass.: Blackwell, pp. 352–361. ISBN 1-4051-1674-9.
  10. Maddison, Angus (2006). "Historical Statistics for the World Economy". The Groningen Growth and Development Centre, Economics Department of the University of Groningen. สืบค้นเมื่อ 2008-11-06. 
  11. Cohen, Eliot A. (July/August 2004). "History and the Hyperpower". Foreign Affairs. สืบค้นเมื่อ 2006-07-14.  "Country Profile: United States of America". BBC News. 2008-04-22. สืบค้นเมื่อ 2008-05-18. 
  12. "Cartographer Put 'America' on the Map 500 years Ago". USA Today. 2007-04-24. สืบค้นเมื่อ 2008-11-30. 
  13. "The Charters of Freedom". National Archives. สืบค้นเมื่อ 2007-06-20. 
  14. คำว่า "สหปาลีรัฐอเมริกา" ปรากฏใน: นิมิตร นามชัย. "สมเด็จย่า" ในสหปาลีรัฐอเมริกา ที่มา: สำนักวิชาการ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. (3qejse5510erol451x5n1v3h) /result.aspx?bib=000000000011235 หนังสือ "สมเด็จย่า" ในสหปาลีรัฐอเมริกา; ปรากฏในชื่อ "สมาคมสยาม ณ สหปาลีรัฐอเมริกา" (The Siamese Alliance in the United of America) ที่มา: สถานทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประวัติสมาคมไทย ณ อเมริกา และในร่างพระราชบัญญัติที่ดินอันเกี่ยวแก่ชนต่างด้าว เลขเสร็จ 3/2467 ลงวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2467 ที่มา: กรมร่างกฎหมาย. ร่างพระราชบัญญัติที่ดินอันเกี่ยวแก่ชนต่างด้าว เป็นต้น
  15. Wilson, Kenneth G. (1993). The Columbia Guide to Standard American English. New York: Columbia University Press, pp. 27–28. ISBN 0-231-06989-8.
  16. Zimmer, Benjamin (2005-11-24). "Life in These, Uh, This United States". University of Pennsylvania—Language Log. สืบค้นเมื่อ 2008-02-22. 
  17. Collins, Michael (1988). Liftoff: The Story of America's Adventure in Space. New York: Grove Press. 
  18. Winchester, pp. 305-308
  19. "History and cultural impact of the Interstate Highway system". Uvm.edu. สืบค้นเมื่อ 2014-02-15. 
  20. Dallek, Robert (2004). Lyndon B. Johnson: Portrait of a President. Oxford University Press. p. 169. ISBN 978-0-19-515920-2. 
  21. "Our Documents – Civil Rights Act (1964)". United States Department of Justice. สืบค้นเมื่อ July 28, 2010. 
  22. "Remarks at the Signing of the Immigration Bill, Liberty Island, New York". October 3, 1965. สืบค้นเมื่อ January 1, 2012. 
  23. Social Security History, the United States Social Security Administration
  24. Soss, 2010, p. 277
  25. Fraser, 1989
  26. Ferguson, 1986, pp. 43–53
  27. Williams, pp. 325–331
  28. Niskanen, William A. (1988). Reaganomics: an insider's account of the policies and the people. Oxford University Press. p. 363. ISBN 978-0-19-505394-4. 
  29. "Women in the Labor Force: A Databook". U.S. Bureau of Labor Statistics. 2013. p. 11. สืบค้นเมื่อ 21 March 2014. 
  30. Howell, Buddy Wayne (2006). The Rhetoric of Presidential Summit Diplomacy: Ronald Reagan and the U.S.-Soviet Summits, 1985—1988. Texas A&M University. p. 352. ISBN 978-0-549-41658-6. 
  31. Kissinger, Henry (2011). Diplomacy. Simon and Schuster. pp. 781–784. ISBN 978-1-4391-2631-8. 
    Mann, James (2009). The Rebellion of Ronald Reagan: A History of the End of the Cold War. Penguin. p. 432. ISBN 978-1-4406-8639-9. 
  32. Hayes, 2009
  33. US History.org, 2013
  34. Voyce, Bill (August 21, 2006). "Why the Expansion of the 1990s Lasted So Long". Iowa Workforce Information Network. สืบค้นเมื่อ August 16, 2007. 
    Dale, Reginald (February 18, 2000). "Did Clinton Do It, or Was He Lucky?". The New York Times. สืบค้นเมื่อ March 6, 2013. 
    Mankiw, N. Gregory (2008). Macroeconomics. Cengage Learning. p. 559. ISBN 978-0-324-58999-3. 
  35. Winchester, pp. 420-423
  36. Flashback 9/11: As It Happened. Fox News. September 9, 2011. สืบค้นเมื่อ March 6, 2013. 
    "America remembers Sept. 11 attacks 11 years later". CBS News. Associated Press. September 11, 2012. สืบค้นเมื่อ March 6, 2013. 
    "Day of Terror Video Archive". CNN. 2005. สืบค้นเมื่อ March 6, 2013. 
  37. Walsh, Kenneth T. (December 9, 2008). "The 'War on Terror' Is Critical to President George W. Bush's Legacy". U.S. News & World Report. สืบค้นเมื่อ March 6, 2013. 
    Haass, Richard N. (October 15, 2001). "The Bush Administration's Response to September 11th—and Beyond". Terrorism. Council on Foreign Relations. สืบค้นเมื่อ March 6, 2013. 
    Atkins, Stephen E. (2011). The 9/11 Encyclopedia: Second Edition. ABC-CLIO. p. 872. ISBN 978-1-59884-921-9. 
  38. "Many Europeans Oppose War in Iraq". USA Today. February 14, 2003. สืบค้นเมื่อ September 1, 2008. 
    "Most Americans Support War with Iraq, Shows New Pew/CFR Poll – Commentary by Lee Feinstein". Council on Foreign Affairs. October 10, 2002. สืบค้นเมื่อ March 7, 2013. 
  39. Wong, Edward (February 15, 2008). "Overview: The Iraq War". The New York Times. สืบค้นเมื่อ March 7, 2013. 
    "The Invasion of Iraq". Frontline. WGBH Educational Foundation. February 26, 2004. สืบค้นเมื่อ March 7, 2013. 
    Johnson, James Turner (2005). The War to Oust Saddam Hussein: Just War and the New Face of Conflict. Rowman & Littlefield. p. 159. ISBN 978-0-7425-4956-2. 
  40. Durando, Jessica; Rae Green, Shannon (December 21, 2011). "Timeline: Key moments in the Iraq War". USA Today. Associated Press. สืบค้นเมื่อ March 7, 2013. 
    "Last American Troops Leave Iraq Marking End of War". Fox News. Associated Press. December 18, 2011. สืบค้นเมื่อ March 7, 2013. 
  41. Washington, Jesse; Rugaber, Chris (September 9, 2011). "African-American Economic Gains Reversed By Great Recession". Huffington Post. Associated Press. สืบค้นเมื่อ March 7, 2013. 
    Hargreaves, Steve (November 5, 2008). "Obama rides economy to White House". CNN. สืบค้นเมื่อ March 7, 2013. 
    One Year In, a Closer Look at the Obama Presidency. MacNeil/Lehrer Production. 2010. สืบค้นเมื่อ March 7, 2012. 
  42. Lubowski, Ruben; Vesterby, Marlow; Bucholtz, Shawn (July 21, 2006). "AREI Chapter 1.1: Land Use". Economic Research Service. สืบค้นเมื่อ March 9, 2009. 
  43. "United States". Encyclopædia Britannica. สืบค้นเมื่อ March 25, 2008 (area given in square miles). 
  44. "Population by Sex, Rate of Population Increase, Surface Area and Density". Demographic Yearbook 2005. UN Statistics Division. สืบค้นเมื่อ March 25, 2008 (area given in square kilometers). 
  45. "World Factbook: Area Country Comparison Table". Yahoo Education. สืบค้นเมื่อ February 28, 2007. 
  46. O'Hanlon, Larry. "Supervolcano: What's Under Yellowstone?". Discovery Channel. Archived from the original on May 25, 2012. สืบค้นเมื่อ June 13, 2007. 
  47. Perkins, Sid (May 11, 2002). "Tornado Alley, USA". Science News. Archived from the original on July 1, 2007. สืบค้นเมื่อ September 20, 2006. 
  48. Morin, Nancy. "Vascular Plants of the United States". Plants. National Biological Service. สืบค้นเมื่อ October 27, 2008. 
  49. "Global Significance of Selected U.S. Native Plant and Animal Species". SDI Group. February 9, 2001. สืบค้นเมื่อ January 20, 2009. 
  50. "Numbers of Insects (Species and Individuals)". Smithsonian Institution. สืบค้นเมื่อ January 20, 2009. 
  51. Lawrence, E.A. (1990). "Symbol of a Nation: The Bald Eagle in American Culture". The Journal of American Culture 13 (1): 63–69. doi:10.1111/j.1542-734X.1990.1301_63.x. 
  52. "National Park Service Announces Addition of Two New Units" (Press release). National Park Service. February 28, 2006. สืบค้นเมื่อ June 13, 2006. 
  53. "Federal Land and Buildings Ownership". Republican Study Committee. May 19, 2005. สืบค้นเมื่อ March 9, 2009. [ลิงก์เสีย]
  54. "NOAA: Gulf of Mexico 'Dead Zone' Predictions Feature Uncertainty". U.S. Geological Survey (USGS). June 21, 2012. สืบค้นเมื่อ June 23, 2012. 
  55. "What is hypoxia?". Louisiana Universities Marine Consortium (LUMCON). สืบค้นเมื่อ May 18, 2013. 
  56. The National Atlas of the United States of America (2013-01-14). "Forest Resources of the United States". Nationalatlas.gov. สืบค้นเมื่อ 2014-01-13. 
  57. "Land Use Changes Involving Forestry in the United States: 1952 to 1997, With Projections to 2050" (PDF). 2003. สืบค้นเมื่อ 2014-01-13. 
  58. Daynes & Sussman, 2010, pp. 3, 72, 74–76, 78
  59. Hays, Samuel P. (2000). A History of Environmental Politics since 1945.
  60. Rothman, Hal K. (1998).The Greening of a Nation? Environmentalism in the United States since 1945
  61. Turner, James Morton (2012). The Promise of Wilderness
  62. 62.0 62.1 "2010 Census Data". U.S. Census Bureau. สืบค้นเมื่อ March 29, 2011. 
  63. http://www.census.gov/prod/cen2010/briefs/c2010br-02.pdf
  64. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ POP
  65. Camarota, Steven A.; Jensenius, Karen (July 2008). "Homeward Bound: Recent Immigration Enforcement and the Decline in the Illegal Alien Population". Center for Immigration Studies. สืบค้นเมื่อ August 6, 2008. [ลิงก์เสีย]
  66. "Statistical Abstract of the United States". United States Census Bureau. 2005. 
  67. "Executive Summary: A Population Perspective of the United States". Population Resource Center. May 2000. Archived from the original on June 4, 2007. สืบค้นเมื่อ December 20, 2007. 
  68. "Births: Preliminary Data for 2010". National Vital Statistics Reports, Volume 60. National Center for Health Statistics. 2011. สืบค้นเมื่อ August 17, 2012. 
  69. "U.S. Legal Permanent Residents: 2012". Office of Immigration Statistics Annual Flow Report.
  70. "Yearbook of Immigration Statistics: 2011 – Persons Obtaining Legal Permanent Resident Status by Region and Country of Birth: Fiscal Years 2002 to 2011 (Table 3)". U.S. Dept. of Homeland Security. สืบค้นเมื่อ February 4, 2013. 
  71. "Yearbook of Immigration Statistics: 2007 – Persons Obtaining Legal Permanent Resident Status by Region and Country of Birth: Fiscal Years 1998 to 2007 (Table 3)". U.S. Dept. of Homeland Security. สืบค้นเมื่อ February 4, 2013. 
  72. Donaldson James, Susan (April 8, 2011). "Gay Americans Make Up 4 Percent of Population". ABC News. สืบค้นเมื่อ August 26, 2012. 
  73. National Survey of Sexual Health and Behavior. Retrieved January 6, 2013.
  74. 74.0 74.1 74.2 74.3 "Ancestry 2000". U.S.Census Bureau. June 2004. สืบค้นเมื่อ June 13, 2007. 
  75. 75.0 75.1 75.2 Humes, Karen R.; Jones, Nicholas A.; Ramirez, Roberto R. (March 2011). "Overview of Race and Hispanic Origin: 2010". U.S. Census Bureau. สืบค้นเมื่อ March 29, 2011. 
  76. "B03001. Hispanic or Latino Origin by Specific Origin". 2007 American Community Survey. U.S. Census Bureau. สืบค้นเมื่อ September 26, 2008. 
  77. "Tables 41 and 42—Native and Foreign-Born Populations". Statistical Abstract of the United States 2009. U.S. Census Bureau. สืบค้นเมื่อ October 11, 2009. 
  78. 78.0 78.1 "National Vital Stattistics Reports: Volume 61, Number 1. Births: Final Data for 2012". Cdc.gov. August 2012. สืบค้นเมื่อ November 25, 2012. 
  79. U.S. Census Bureau: "U.S. Census Bureau Delivers Final State 2010 Census Population Totals for Legislative Redistricting" see custom table, 2nd worksheet
  80. Exner, Rich (July 3, 2012). "Americans under age one now mostly minorities, but not in Ohio: Statistical Snapshot". The Plain Dealer (Cleveland, OH). สืบค้นเมื่อ July 29, 2012. 
  81. "An Older and More Diverse Nation by Midcentury" (Press release). U.S. Census Bureau. August 14, 2008. สืบค้นเมื่อ March 29, 2013. 
  82. "United States—Urban/Rural and Inside/Outside Metropolitan Area (GCT-P1. Population, Housing Units, Area, and Density: 2000)". U.S. Census Bureau. April 1, 2000. สืบค้นเมื่อ September 23, 2008. [ลิงก์เสีย]
  83. "Table 1: Annual Estimates of the Resident Population for Incorporated Places Over 100,000, Ranked by July 1, 2008 Population: April 1, 2000 to July 1, 2008". 2008 Population Estimates. U.S. Census Bureau, Population Division. July 1, 2009. Archived from the original on December 7, 2009. 
  84. 84.0 84.1 "Table 5. Estimates of Population Change for Metropolitan Statistical Areas and Rankings: July 1, 2007 to July 1, 2008". 2008 Population Estimates. U.S. Census Bureau. March 19, 2009. Archived from the original on December 7, 2009. 
  85. "Raleigh and Austin are Fastest-Growing Metro Areas". U.S. Census Bureau. March 19, 2009. สืบค้นเมื่อ October 11, 2009. 
  86. "Figure A–3. Census Regions, Census Divisions, and Their Constituent States" (PDF). U.S. Census Bureau. สืบค้นเมื่อ 2007-06-17. 
  87. "Annual Estimates of the Population of Metropolitan and Micropolitan Statistical Areas: April 1, 2010 to July 1, 2011". U.S. Census Bureau. สืบค้นเมื่อ 2012-06-07. 
  88. "United States". Modern Language Association. สืบค้นเมื่อ September 2, 2013. 
  89. "Language Spoken at Home by the U.S. Population, 2010", American Community Survey, U.S. Census Bureau, in World Almanac and Book of Facts 2012, p. 615.
  90. "Foreign Language Enrollments in United States Institutions of Higher Learning". MLA. fall 2002. สืบค้นเมื่อ October 16, 2006. 
  91. "The Constitution of the State of Hawaii, Article XV, Section 4". Hawaii Legislative Reference Bureau. November 7, 1978. สืบค้นเมื่อ June 19, 2007. [ลิงก์เสีย]
  92. Dicker, Susan J. (2003). Languages in America: A Pluralist View. Clevedon, UK: Multilingual Matters. pp. 216, 220–25. ISBN 1-85359-651-5. 
  93. "California Code of Civil Procedure, Section 412.20(6)". Legislative Counsel, State of California. สืบค้นเมื่อ December 17, 2007.  "California Judicial Council Forms". Judicial Council, State of California. สืบค้นเมื่อ December 17, 2007. 
  94. "Translation in Puerto Rico". Puerto Rico Channel. สืบค้นเมื่อ 29 December 2013. 
  95. "US Religious Landscape Survey". 2012. สืบค้นเมื่อ 2012-12-10. 
  96. "Religion". Gallup. June 2013. สืบค้นเมื่อ January 10, 2014. 
  97. 97.0 97.1 "Mississippians Go to Church the Most; Vermonters, Least". Gallup.com. สืบค้นเมื่อ 2014-01-13. 
  98. Merica, Dan (June 12, 2012). "Pew Survey: Doubt of God Growing Quickly among Millennials". CNN. สืบค้นเมื่อ June 14, 2012. 
  99. "American Confidence In Organized Religion At All Time Low". Huffington Post. July 12, 2012. สืบค้นเมื่อ July 14, 2012. 
  100. "Religion Among the Millennials". The Pew Forum on Religion & Public Life. สืบค้นเมื่อ August 29, 2012. 
  101. 101.0 101.1 101.2 101.3 101.4 ""Nones" on the Rise". Pew Forum on Religion & Public Life. 2012. สืบค้นเมื่อ January 10, 2014. 
  102. 102.0 102.1 Kosmin, Barry A., Egon Mayer, and Ariela Kaysar (December 19, 2001). "American Religious Identification Survey 2001". CUNY Graduate Center. สืบค้นเมื่อ September 16, 2011. 
  103. "United States". สืบค้นเมื่อ May 2, 2013. 
  104. Media, Minorities, and Meaning: A Critical Introduction — Page 88, Debra L. Merskin – 2010
  105. "Table 55—Marital Status of the Population by Sex, Race, and Hispanic Origin: 1990 to 2007". Statistical Abstract of the United States 2009. U.S. Census Bureau. สืบค้นเมื่อ October 11, 2009. 
  106. "Women's Advances in Education". Columbia University, Institute for Social and Economic Research and Policy. 2006. Archived from the original on June 9, 2007. สืบค้นเมื่อ June 6, 2007. 
  107. "Teenage birth rate statistics – countries compared – NationMaster People". Nationmaster.com. สืบค้นเมื่อ July 10, 2011. 
  108. "U.S. teen birth rates fall to historic lows". CBS News. April 10, 2012. สืบค้นเมื่อ July 4, 2013. 
  109. Strauss, Lilo T., et al. (November 24, 2006). "Abortion Surveillance—United States, 2003". MMWR. Centers for Disease Control, National Center for Chronic Disease Prevention and Health Promotion, Division of Reproductive Health. สืบค้นเมื่อ June 17, 2007. 
  110. "FASTSTATS – Births and Natality". Cdc.gov. 2013-11-21. สืบค้นเมื่อ 2014-01-13. 
  111. "The World Factbook". Cia.gov. สืบค้นเมื่อ 2014-01-13. 
  112. Jardine, Cassandra (October 31, 2007). "Why adoption is so easy in America". The Daily Telegraph (London). 
  113. "Child Adoption: Trends and policies". United Nations Department of Economic and Social Affairs. 2009. 
  114. Williams, Pete and Connor, Tracy (January 6, 2014). "U.S. Supreme Court puts gay marriage in Utah on hold". สืบค้นเมื่อ January 6, 2014. 
  115. "Ohio Must Recognize Same-Sex Marriage, Federal Court Rules". Huffingtonpost.com. 2013-09-03. สืบค้นเมื่อ 2014-02-15. 
  116. http://www.leg.state.co.us/Clics/CLICS2014A/csl.nsf/fsbillcont3/480C36805CEC7DA187257C300005E032?Open&file=019_ren.pdf
  117. http://www.nytimes.com/2013/12/17/us/illinois-terminally-ill-allowed-to-marry.html?_r=0
  118. Barbara Bradley Hagerty (May 27, 2008). "Some Muslims in U.S. Quietly Engage in Polygamy". National Public Radio: All Things Considered. สืบค้นเมื่อ July 23, 3009. 
  119. "What is the G8?". University of Toronto. สืบค้นเมื่อ February 11, 2012. 
  120. Dumbrell, John; Schäfer, Axel (2009). America's 'Special Relationships': Foreign and Domestic Aspects of the Politics of Alliance. p. 45. ISBN 9780203872703. 
  121. Ek, Carl, and Ian F. Fergusson (September 3, 2010). "Canada–U.S. Relations". Congressional Research Service. สืบค้นเมื่อ August 28, 2011. 
  122. Vaughn, Bruce (August 8, 2008). "Australia: Background and U.S. Relations". Congressional Research Service. สืบค้นเมื่อ August 28, 2011. 
  123. Vaughn, Bruce (May 27, 2011). "New Zealand: Background and Bilateral Relations with the United States". Congressional Research Service. สืบค้นเมื่อ August 28, 2011. 
  124. Lum, Thomas (January 3, 2011). "The Republic of the Philippines and U.S. Interests". Congressional Research Service. สืบค้นเมื่อ August 3, 2011. 
  125. Chanlett-Avery, Emma, et al. (June 8, 2011). "Japan-U.S. Relations: Issues for Congress" (PDF). Congressional Research Service. สืบค้นเมื่อ August 28, 2011. 
  126. Manyin, Mark E., Emma Chanlett-Avery, and Mary Beth Nikitin (July 8, 2011). "U.S.–South Korea Relations: Issues for Congress". Congressional Research Service. สืบค้นเมื่อ August 28, 2011. 
  127. Addis, Casey L. (February 14, 2011). "Israel: Background and U.S. Relations". Congressional Research Service. สืบค้นเมื่อ August 28, 2011. 
  128. Shah, Anup (April 13, 2009). "U.S. and Foreign Aid Assistance". GlobalIssues.org. สืบค้นเมื่อ October 11, 2009. 
  129. Porter, Eduardo (August 14, 2012). "America's Aversion to Taxes". The New York Times. สืบค้นเมื่อ August 15, 2012. "In 1965, taxes collected by federal, state and municipal governments amounted to 24.7 percent of the nation's output. In 2010, they amounted to 24.8 percent. Excluding Chile and Mexico, the United States raises less tax revenue, as a share of the economy, than every other industrial country." 
  130. 130.0 130.1 "CBO Historical Tables-February 2013". Congressional Budget Office. February 5, 2013. สืบค้นเมื่อ April 23, 2013. 
  131. Prasad, M.; Deng, Y. (April 2, 2009). "Taxation and the worlds of welfare". Socio-Economic Review 7 (3): 431–457. doi:10.1093/ser/mwp005. สืบค้นเมื่อ May 5, 2013. 
  132. 132.0 132.1 Matthews, Dylan (September 19, 2012). "Other countries don't have a "47%"". The Washington Post. สืบค้นเมื่อ October 29, 2013. 
  133. "How Much Do People Pay in Federal Taxes?". Peter G. Peterson Foundation. สืบค้นเมื่อ April 3, 2013. 
  134. 134.0 134.1 134.2 "The Distribution of Household Income and Federal Taxes, 2008 and 2009". Congressional Budget Office. July 2012. สืบค้นเมื่อ April 3, 2013. 
  135. "Table T12-0178 Baseline Distribution of Cash Income and Federal Taxes Under Current Law". The Tax Policy Center. สืบค้นเมื่อ October 29, 2013. 
  136. Harris, Benjamin H. (November 2009). "Corporate Tax Incidence and Its Implications for Progressivity". Tax Policy Center. สืบค้นเมื่อ October 9, 2013. 
  137. Gentry, William M. (December 2007). "A Review of the Evidence on the Incidence of the Corporate Income Tax". OTA Paper 101. Office of Tax Analysis, U.S. Department of the Treasury. สืบค้นเมื่อ October 9, 2013. 
  138. Fullerton, Don; Metcalf, Gilbert E. (2002). "Tax Incidence". In A.J. Auerbach and M. Feldstein. Handbook of Public Economics. Amsterdam: Elsevier Science B.V. pp. 1788–1839. สืบค้นเมื่อ October 9, 2013. 
  139. Musgrave, R.A.; Carroll, J.J.; Cook, L.D.; Frane, L. (March 1951). "Distribution of Tax Payments by Income Groups: A Case Study for 1948". National Tax Journal 4 (1): 1–53. สืบค้นเมื่อ October 9, 2013. 
  140. Agadoni, Laura. "Characteristics of a Regressive Tax". Houston Chronicle Small Business blog. 
  141. "TPC Tax Topics | Payroll Taxes". Taxpolicycenter.org. สืบค้นเมื่อ 2014-01-13. 
  142. "The Design of the Original Social Security Act". Social Security Online. U.S. Social Security Administration. สืบค้นเมื่อ April 3, 2013. 
  143. Blahous, Charles (February 24, 2012). "The Dark Side of the Payroll Tax Cut". Defining Ideas. Hoover Institution. สืบค้นเมื่อ April 3, 2013. 
  144. Stephen, Ohlemacher (March 3, 2013). "Tax bills for rich families approach 30-year high". The Seattle Times. Associated Press. สืบค้นเมื่อ April 3, 2013. 
  145. "Who will pay what in 2013 taxes?". The Seattle Times. Associated Press. March 3, 2013. สืบค้นเมื่อ April 3, 2013. 
  146. Malm, Elizabeth (February 20, 2013). "Comments on Who Pays? A Distributional Analysis of the Tax Systems in All 50 States". Tax Foundation. สืบค้นเมื่อ April 3, 2013. 
  147. "Debt to the Penny (Daily History Search Application)". TreasuryDirect. สืบค้นเมื่อ April 23, 2013. 
  148. "US national debt surpasses $16 trillion". Boston Business Journal blog. September 5, 2012. สืบค้นเมื่อ April 23, 2013. 
  149. Thornton, Daniel L. (Nov./Dec. 2012). "The U.S. Deficit/Debt Problem: A Longer–Run Perspective". Federal Reserve Bank of St. Louis Review. สืบค้นเมื่อ May 7, 2013. 
  150. Lopez, Luciana (January 28, 2013). "Fitch backs away from downgrade of U.S. credit rating". Reuters. สืบค้นเมื่อ March 26, 2013. 
  151. "Federal Debt: Answers to Frequently Asked Questions". Government Accountability Office. สืบค้นเมื่อ April 16, 2012. 
  152. Lynch, David J. (March 21, 2013). "Economists See No Crisis With U.S. Debt as Economy Gains". Bloomberg (New York). สืบค้นเมื่อ March 25, 2013. 
  153. "The Air Force in Facts and Figures (Armed Forces Manpower Trends, End Strength in Thousands)". Air Force Magazine. May 2009. สืบค้นเมื่อ October 9, 2009. 
  154. "What does Selective Service provide for America?". Selective Service System. สืบค้นเมื่อ February 11, 2012. 
  155. "Base Structure Report, Fiscal Year 2008 Baseline". Department of Defense. สืบค้นเมื่อ October 9, 2009. 
  156. "Active Duty Military Personnel Strengths by Regional Area and by Country (309A)". Department of Defense. March 31, 2010. สืบค้นเมื่อ October 7, 2010. 
  157. Ikenberry, G. John (March/April 2004). "Illusions of Empire: Defining the New American Order". Foreign Affairs. Archived from the original on May 25, 2012.  Kreisler, Harry, and Chalmers Johnson (January 29, 2004). "Conversations with History". University of California at Berkeley. สืบค้นเมื่อ June 21, 2007. 
  158. "The 15 Countries with the Highest Military Expenditure in 2011". Stockholm International Peace Research Institute. สืบค้นเมื่อ February 4, 2013. 
  159. "Compare". CIA World Factbook. RealClearWorld. สืบค้นเมื่อ February 4, 2013. 
  160. "Fiscal Year 2013 Historical Tables". Budget of the U.S. Government. White House OMB. สืบค้นเมื่อ November 24, 2012. 
  161. "Fiscal Year 2012 Budget Request Overview". Department of Defense. February 2011. สืบค้นเมื่อ July 25, 2011. [ลิงก์เสีย]
  162. Basu, Moni (December 18, 2011). "Deadly Iraq War Ends with Exit of Last U.S. Troops". CNN. สืบค้นเมื่อ February 5, 2012. 
  163. "Operation Iraqi Freedom". Iraq Coalition Casualty Count. February 5, 2012. สืบค้นเมื่อ February 5, 2012. 
  164. Cherian, John (April 7, 2012). "Turning Point". Frontline (The Hindu Group). Archived from the original on December 2, 2012. สืบค้นเมื่อ December 2, 2012. "There are currently 90,000 U.S. troops deployed in the country." 
  165. "Department of Defence Defence Casualty Analysis System". Department of Defense. November 2013. สืบค้นเมื่อ November 11, 2013. 
  166. "Local Police Departments, 2003". U.S. Dept. of Justice, Bureau of Justice Statistics. May 2006. สืบค้นเมื่อ December 7, 2011. 
  167. "U.S. Federal LAw Enforcement Agencies, Who Governs & What They Do". chiff.com. สืบค้นเมื่อ August 21, 2012. 
  168. Plea Bargains Findlaw.com
  169. Interview with Judge Michael McSpadden PBS interview, December 16, 2003
  170. "Uniform Crime Reporting Statistics". U.S Department of Justice Federal Bureau of Investigation. สืบค้นเมื่อ November 16, 2013. 
  171. "Crime in the United States, 2011". FBI '(Uniform Crime Statistics—Murder)'. สืบค้นเมื่อ January 23, 2013. 
  172. "UNODC Homicide Statistics". United Nations Office on Drugs and Crime (UNODC). สืบค้นเมื่อ January 23, 2013. 
  173. "Eighth United Nations Survey of Crime Trends and Operations of Criminal Justice Systems (2001–2002)". United Nations Office on Drugs and Crime (UNODC). March 31, 2005. สืบค้นเมื่อ May 18, 2008. 
  174. "Homicide, Suicide, and Unintentional Firearm Fatality: Compa ... : Journal of Trauma and Acute Care Surgery". Journals.lww.com. doi:10.1097/TA.0b013e3181dbaddf. สืบค้นเมื่อ 2014-01-13. 
  175. Simpson, Ian (May 2, 2013). "Maryland becomes latest U.S. state to abolish death penalty". Yahoo! News. Reuters. Archived from the original on June 24, 2013. สืบค้นเมื่อ July 4, 2013. 
  176. "Searchable Execution Database". Death Penalty Information Center. สืบค้นเมื่อ October 10, 2012. 
  177. "Executions Around the World". Death Penalty Information Center. 2010. สืบค้นเมื่อ July 23, 2011. 
  178. Schmidt, Steffen W.; Shelley, Mack C.; Bardes, Barbara A. (2008). American Government & Politics Today. Cengage Learning. p. 591. ISBN 978-0-495-50228-9. 
  179. Walmsley, Roy (2005). "World Prison Population List". King's College London, International Centre for Prison Studies. Archived from the original on June 28, 2007.  For the latest data, see "Prison Brief for United States of America". King's College London, International Centre for Prison Studies. June 21, 2006. Archived from the original on August 4, 2007.  For other estimates of the incarceration rate in China and North Korea see Adams, Cecil (February 6, 2004). "Does the United States Lead the World in Prison Population?". The Straight Dope. สืบค้นเมื่อ October 11, 2007. 
  180. Barkan, Steven E.; Bryjak, George J. (2011). Fundamentals of Criminal Justice: A Sociological View. Jones & Bartlett. p. 23. ISBN 978-1-4496-5439-9. 
  181. Iadicola, Peter; Shupe, Anson (October 26, 2012). Violence, Inequality, and Human Freedom. Rowman & Littlefield. p. 456. ISBN 978-1-4422-0949-7. 
  182. DeLisi, Matt; Conis, Peter John (2011). American Corrections: Theory, Research, Policy, and Practice. Jones & Bartlett. p. 21. ISBN 978-1-4496-4540-3. 
  183. Clear, Todd R.; Cole, George F.; Reisig, Michael Dean (2008). American Corrections. Cengage Learning. p. 485. ISBN 978-0-495-55323-6. 
  184. Mears, Daniel P. (2010). American Criminal Justice Policy: An Evaluation Approach to Increasing Accountability and Effectiveness. Cambridge University Press. p. 72. ISBN 978-0-521-76246-5. 
  185. Fuchs, Erin (October 1, 2013). "Why Louisiana Is The Murder Capital Of America". Business Insider. 
  186. "Gross Domestic Product, 1 Decimal (GDP)". Federal Reserve Bank of St. Louis. December 20, 2013. สืบค้นเมื่อ January 10, 2014. 
  187. "National Income and Product Accounts Gross Domestic Product, 2nd Quarter 2013 (advance estimate)" (Press release). Bureau of Economic Analysis. July 31, 2013. สืบค้นเมื่อ August 23, 2013.  Change is based on chained 2005 dollars. Quarterly growth is expressed as an annualized rate.
  188. "Consumer Price Index for All Urban Consumers: All Items (CPIAUCSL)". Federal Reserve Bank of St. Louis. April 5, 2013. สืบค้นเมื่อ April 5, 2013. 
  189. "Civilian Employment-Population Ratio (EMRATIO)". Federal Reserve Bank of St. Louis. April 5, 2013. สืบค้นเมื่อ April 5, 2013. 
  190. "Employment Situation Summary" (Press release). United States Department of Labor. January 10, 2014. สืบค้นเมื่อ January 10, 2014. 
  191. "Labor Force Statistics from the Current Population Survey". Bureau of Labor Statistics. United States Department of Labor. April 7, 2013. สืบค้นเมื่อ April 7, 2013. 
  192. "Income, Poverty, and Health Insurance Coverage in the United States: 2010". U.S. Census Bureau. September 14, 2010. สืบค้นเมื่อ September 16, 2011. 
  193. "Federal Debt: Total Public Debt (GFDEBTN)". Federal Reserve Bank of St. Louis. April 5, 2013. สืบค้นเมื่อ April 5, 2013. 
  194. "Flow of Funds Accounts of the United States: Flows and Outstandings Fourth Quarter 2011" (Press release). U.S. Federal Reserve. March 8, 2012. สืบค้นเมื่อ April 17, 2012. 
  195. Wright, Gavin; Czelusta, Jesse (2007). "Resource-Based Growth Past and Present", in Natural Resources: Neither Curse Nor Destiny, ed. Daniel Lederman and William Maloney. World Bank. p. 185. ISBN 0-8213-6545-2.
  196. "EU27 Population 502.5 Million at 1 January 2011" (Press release). Eurostat Press Office. July 28, 2011. สืบค้นเมื่อ June 19, 2012. 
  197. 197.0 197.1 Hagopian, Kip; Ohanian, Lee (August 1, 2012). "The Mismeasure of Inequality". Policy Review (Hoover Institution Stanford University). สืบค้นเมื่อ August 22, 2013. 
  198. "Currency Composition of Official Foreign Exchange Reserves". International Monetary Fund. สืบค้นเมื่อ April 9, 2012. 
  199. 199.0 199.1 "Trade Statistics". Greyhill Advisors. สืบค้นเมื่อ October 6, 2011. 
  200. "Top Ten Countries with which the U.S. Trades". U.S. Census Bureau. August 2009. สืบค้นเมื่อ October 12, 2009. 
  201. "National debt: Whom does the US owe?". The Christian Science Monitor (Boston MA). February 4, 2011. สืบค้นเมื่อ July 14, 2011. 
  202. "GDP by Industry". Greyhill Advisors. สืบค้นเมื่อ October 13, 2011. 
  203. 203.0 203.1 "USA Economy in Brief". U.S. Dept. of State, International Information Programs. Archived from the original on March 12, 2008. 
  204. "Table 724—Number of Tax Returns, Receipts, and Net Income by Type of Business and Industry: 2005" (XLS). U.S. Census Bureau. สืบค้นเมื่อ October 12, 2009. 
  205. "Table 964—Gross Domestic Product in Current and Real (2000) Dollars by Industry: 2006". U.S. Census Bureau. May 2008. สืบค้นเมื่อ October 12, 2009. 
  206. "Rank Order—Oil (Production)". The World Factbook. CIA. สืบค้นเมื่อ October 12, 2009. [ลิงก์เสีย]"Rank Order—Oil (Consumption)". The World Factbook. CIA. สืบค้นเมื่อ October 12, 2009. [ลิงก์เสีย]"Crude Oil and Total Petroleum Imports Top 15 Countries". U.S. Energy Information Administration. September 29, 2009. สืบค้นเมื่อ October 12, 2009. 
  207. "Corn". U.S. Grains Council. Archived from the original on January 12, 2008. สืบค้นเมื่อ March 13, 2008. 
  208. "Soybean Demand Continues to Drive Production". Worldwatch Institute. November 6, 2007. สืบค้นเมื่อ March 13, 2008. 
  209. "Coal Statistics". Nma.org. สืบค้นเมื่อ 2014-01-13. 
  210. "Minerals Production". Nma.org. สืบค้นเมื่อ 2014-01-13. 
  211. "Sony, LG, Wal-Mart among Most Extendible Brands". Cheskin. June 6, 2005. สืบค้นเมื่อ June 19, 2007. 
  212. "Personal Consumption Expenditures (PCE)/Gross Domestic Product (GDP)" FRED Graph, Federal Reserve Bank of St. Louis
  213. Fuller, Thomas (June 15, 2005). "In the East, Many EU Work Rules Don't Apply". International Herald Tribune (Paris). สืบค้นเมื่อ June 28, 2007. [ลิงก์เสีย]
  214. "Doing Business in the United States". World Bank. 2006. สืบค้นเมื่อ June 28, 2007. 
  215. Ray, Rebecca; Sanes, Milla; Schmitt, John (May 2013). No-Vacation Nation Revisited. Center for Economic and Policy Research. Retrieved September 8, 2013.
  216. Bernard. Tara Siegel (February 22, 2013). "In Paid Family Leave, U.S. Trails Most of the Globe". The New York Times. Retrieved August 27, 2013.
  217. "Total Economy Database, Summary Statistics, 1995–2010". Total Economy Database. The Conference Board. September 2010. สืบค้นเมื่อ September 20, 2009. 
  218. "Chart Book: The Legacy of the Great Recession — Center on Budget and Policy Priorities". Cbpp.org. March 12, 2013. สืบค้นเมื่อ March 27, 2013. 
  219. Schwartz, Nelson (March 3, 2013). "Recovery in U.S. Is Lifting Profits, but Not Adding Jobs". The New York Times. สืบค้นเมื่อ March 18, 2013. 
  220. McKinnon, John D. (January 1, 2013). "Analysis: 77% of Households to See Tax Increase". The Wall Street Journal (blog) (New York). สืบค้นเมื่อ April 8, 2013. 
  221. Gongloff, Mark (September 17, 2013). "Median Income Falls For 5th Year, Inequality At Record High". The Huffington Post. สืบค้นเมื่อ October 4, 2013. 
  222. "Most Americans say U.S. in recession despite data: poll". Reuters. April 28, 2011. 
  223. "OECD Better Life Index". OECD. สืบค้นเมื่อ November 25, 2012. 
  224. "Household Income for States: 2010 and 2011" United States Census, American Community Survey Briefs, September 2012, Appendix Table 1, p. 5
  225. "Global Food Security Index". London: The Economist Intelligence Unit. March 5, 2013. สืบค้นเมื่อ April 8, 2013. 
  226. Rector, Robert; Sheffield, Rachel (September 13, 2011). "Understanding Poverty in the United States: Surprising Facts About America's Poor". Heritage Foundation. สืบค้นเมื่อ April 8, 2013. 
  227. Piketty, Thomas (2014). Capital in the Twenty-First Century. Belknap Press. ISBN 067443000X p.257
  228. Domhoff, G. William (December 2006). "Table 4: Percentage of Wealth Held by the Top 10% of the Adult Population in Various Western Countries". Power in America. University of California at Santa Cruz, Sociology Dept. สืบค้นเมื่อ August 21, 2006. 
  229. "2013 Human Development Report". United Nations Development Programme. สืบค้นเมื่อ July 28, 2013. 
  230. Mishel, Lawrence (April 26, 2012). The wedges between productivity and median compensation growth. Economic Policy Institute. Retrieved October 18, 2013.
  231. "The Most Important Chart in American Politics". Time (New York). February 4, 2013. 
  232. Alvaredo, Facundo; Atkinson, Anthony B.; Piketty, Thomas; Saez, Emmanuel (2013). "The Top 1 Percent in International and Historical Perspective". Journal of Economic Perspectives. Retrieved August 16, 2013.
  233. Smeeding, T.M. (2005). "Public Policy: Economic Inequality and Poverty: The United States in Comparative Perspective". Social Science Quarterly 86: 955–983. doi:10.1111/j.0038-4941.2005.00331.x. 
  234. Saez, E. (October 2007). "Table A1: Top Fractiles Income Shares (Excluding Capital Gains) in the U.S., 1913–2005". UC Berkeley. สืบค้นเมื่อ July 24, 2008. "Field Listing—Distribution of Family Income—Gini Index". The World Factbook. CIA. June 14, 2007. สืบค้นเมื่อ June 17, 2007. 
  235. Saez, Emmanuel (September 3, 2013). "Striking it Richer: The Evolution of Top Incomes in the United States". UC Berkley. Retrieved September 11, 2013.
  236. Altman, Roger C. "The Great Crash, 2008". Foreign Affairs. สืบค้นเมื่อ February 27, 2009. 
  237. "Americans' wealth drops $1.3 trillion". CNN Money. June 11, 2009.
  238. "U.S. household wealth falls $11.2 trillion in 2008". Reuters. March 12, 2009.
  239. "U.S. Poverty: Census Finds Nearly Half Of Americans Are Poor Or Low-Income". The Huffington Post. December 15, 2011. สืบค้นเมื่อ June 5, 2013. 
  240. Census data: Half of U.S. poor or low income. CBS News, 15 December 2011. Retrieved 9 April 2014.
  241. "Household Food Security in the United States in 2011". USDA. September 2012. สืบค้นเมื่อ April 8, 2013. 
  242. "Interstate FAQ (Question #3)". Federal Highway Administration. 2006. Retrieved March 4, 2009.
  243. "China Expressway System to Exceed US Interstates". New Geography (Grand Forks, ND). January 22, 2011. Retrieved September 16, 2011.
  244. "China overtakes US in car sales". The Guardian (London). January 8, 2010. Retrieved July 10, 2011.
  245. "Motor vehicles statistics – countries compared worldwide". NationMaster. Retrieved July 10, 2011.
  246. "Household, Individual, and Vehicle Characteristics". 2001 National Household Travel Survey. U.S. Dept. of Transportation, Bureau of Transportation Statistics. Retrieved August 15, 2007.
  247. "Daily Passenger Travel". 2001 National Household Travel Survey. U.S. Dept. of Transportation, Bureau of Transportation Statistics. Retrieved August 15, 2007.
  248. Renne, John L.; Wells, Jan S. (2003). "Emerging European-Style Planning in the United States: Transit-Oriented Development". Rutgers University. p. 2. Retrieved June 11, 2007.
  249. "NatGeo surveys countries' transit use: guess who comes in last". Switchboard.nrdc.org. May 18, 2009. Retrieved July 10, 2011.
  250. "Intercity Passenger Rail: National Policy and Strategies Needed to Maximize Public Benefits from Federal Expenditures". U.S. Government Accountability Office. November 13, 2006. Retrieved June 20, 2007.
  251. "Amtrak Ridership Records". Amtrak. June 8, 2011. Retrieved February 29, 2012.
  252. McGill, Tracy (January 1, 2011). "3 Reasons Light Rail Is an Efficient Transportation Option for U.S. Cities". MetaEfficient. Retrieved June 14, 2013.
  253. "Bicycling to Work". Network of Employers for Traffic Safety. Retrieved July 10, 2011.
  254. "Scheduled Passengers Carried". International Air Transport Association (IATA). 2011. Retrieved February 17, 2012.
  255. "Passenger Traffic 2006 Final". Airports Council International. July 18, 2007. Retrieved August 15, 2007.
  256. "Diagram 1: Energy Flow, 2007". EIA Annual Energy Review. U.S. Dept. of Energy, Energy Information Administration. 2007. Retrieved June 25, 2008.
  257. "Rank Order—Oil (Consumption)". The World Factbook. CIA. September 6, 2007. Retrieved September 14, 2007.
  258. "Atomic Renaissance". The Economist (London). September 6, 2007. Retrieved September 6, 2007.
  259. "BP Statistical Review of World Energy" (XLS). British Petroleum. June 2007. Retrieved February 22, 2010.
  260. Ames, Paul (May 30, 2013). "Could fracking make the Persian Gulf irrelevant?". Salon. Retrieved May 30, 2012. "Since November, the United States has replaced Saudi Arabia as the world's biggest producer of crude oil. It had already overtaken Russia as the leading producer of natural gas."
  261. "Edison's Story". Lemelson Center. Retrieved August 21, 2012.
  262. Benedetti, François (December 17, 2003). "100 Years Ago, the Dream of Icarus Became Reality". Fédération Aéronautique Internationale (FAI). Archived from the original on September 12, 2007. Retrieved August 15, 2007.
  263. "Research and Development (R&D) Expenditures by Source and Objective: 1970 to 2004". U.S. Census Bureau. Retrieved June 19, 2007.
  264. MacLeod, Donald (March 21, 2006). "Britain Second in World Research Rankings". The Guardian (London). Retrieved May 14, 2006.
  265. "Exploring the Digital Nation—Computer and Internet Use at Home". U.S. Dept. of Commerce, Economics and Statistics Administration. November 8, 2011. Retrieved April 11, 2012
  266. "Report: 90% of Americans own a computerized gadget". CNN. February 3, 2011. Retrieved December 27, 2012.
  267. "ISAAA Brief 39-2008: Executive Summary—Global Status of Commercialized Biotech/GM Crops: 2008". International Service for the Acquisition of Agri-Biotech Applications. p. 15. Retrieved July 16, 2010.
  268. "Country Comparison: Life Expectancy at Birth". The World Factbook. CIA. Retrieved October 25, 2011.
  269. Murray, Christopher J.L. (July 10, 2013). "The State of US Health, 1990–2010: Burden of Diseases, Injuries, and Risk Factors". Journal of the American Medical Association 310 (6): 591–608. doi:10.1001/jama.2013.13805. PMID 23842577. Retrieved July 11, 2013.
  270. MacAskill, Ewen (August 13, 2007). "US Tumbles Down the World Ratings List for Life Expectancy". The Guardian (London). Retrieved August 15, 2007.
  271. "Slideshow: Most obese countries". Reuters. Retrieved November 22, 2012.
  272. "Prevalence of Overweight and Obesity Among Adults: United States, 2003–2004". Centers for Disease Control and Prevention, National Center for Health Statistics. Retrieved June 5, 2007.
  273. Schlosser, Eric (2002). Fast Food Nation. New York: Perennial. p. 240. ISBN 0-06-093845-5.
  274. "Fast Food, Central Nervous System Insulin Resistance, and Obesity". Arteriosclerosis, Thrombosis, and Vascular Biology. American Heart Association. 2005. Retrieved June 17, 2007.
  275. "Country Comparison: Infant Mortality Rate". The World Factbook. CIA. Retrieved October 25, 2011.
  276. Murray, Christopher J.L. (July 10, 2013). "The State of US Health, 1990–2010: Burden of Diseases, Injuries, and Risk Factors". Journal of the American Medical Association 310 (6): 591–608. doi:10.1001/jama.2013.13805. PMID 23842577. Retrieved July 11, 2013
  277. Cowen, Tyler (October 5, 2006). "Poor U.S. Scores in Health Care Don't Measure Nobels and Innovation". The New York Times. Retrieved October 9, 2012.
  278. Whitman, Glen; Raad, Raymond. "Bending the Productivity Curve: Why America Leads the World in Medical Innovation". The Cato Institute. Retrieved October 9, 2012.
  279. OECD Health Data 2000: A Comparative Analysis of 29 Countries [CD-ROM] (OECD: Paris, 2000). See also "The U.S. Healthcare System: The Best in the World or Just the Most Expensive?". University of Maine. 2001. Retrieved November 29, 2006.
  280. Abelson, Reed (June 10, 2008). "Ranks of Underinsured Are Rising, Study Finds". The New York Times. Retrieved October 25, 2008.
  281. Blewett, Lynn A. et al. (December 2006). "How Much Health Insurance Is Enough? Revisiting the Concept of Underinsurance". Medical Care Research and Review 63 (6): 663–700. doi:10.1177/1077558706293634. ISSN 1077-5587. PMID 17099121.
  282. Fahrenthold, David A. (April 5, 2006). "Mass. Bill Requires Health Coverage". The Washington Post. Retrieved June 19, 2007.
  283. "Health Care Law 54% Favor Repeal of Health Care Law". Rasmussen Reports. Retrieved October 13, 2012.
  284. "Debate on ObamaCare to intensify in the wake of landmark Supreme Court ruling". Fox News. June 29, 2012. Retrieved October 14, 2012.
  285. "Statue of Liberty". World Heritage. UNESCO. สืบค้นเมื่อ October 20, 2011. 
  286. Thompson, William; Hickey, Joseph (2005). Society in Focus. Boston: Pearson. ISBN 0-205-41365-X.
  287. Fiorina, Morris P.; Peterson, Paul E. (2000). The New American Democracy. London: Longman, p. 97. ISBN 0-321-07058-5.
  288. Holloway, Joseph E. (2005). Africanisms in American Culture, 2d ed. Bloomington: Indiana University Press, pp. 18–38. ISBN 0-253-34479-4. Johnson, Fern L. (1999). Speaking Culturally: Language Diversity in the United States. Thousand Oaks, Calif., London, and New Delhi: Sage, p. 116. ISBN 0-8039-5912-5.
  289. Huntington, Samuel P. (2004). "Chapters 2–4". Who are We?: The Challenges to America's National Identity. Simon and Schuster. ISBN 0684870533. 
  290. AP (June 25, 2007). "Americans give record $295B to charity". USA Today. สืบค้นเมื่อ October 4, 2013. 
  291. "International comparisons of charitable giving". Charities Aid Foundation. November 2006. สืบค้นเมื่อ October 4, 2013. 
  292. Clifton, John (March 21, 2013). "More Than 100 Million Worldwide Dream of a Life in the U.S. More than 25% in Liberia, Sierra Leone, Dominican Republic want to move to the U.S.". Gallup. สืบค้นเมื่อ 10 January 2014. 
  293. "A Family Affair: Intergenerational Social Mobility across OECD Countries". Economic Policy Reforms: Going for Growth. OECD. 2010. สืบค้นเมื่อ September 20, 2010.  Blanden, Jo; Gregg, Paul; Malchin, Stephen (April 2005). "Intergenerational Mobility in Europe and North America". Centre for Economic Performance. Archived from the original on June 23, 2006. 
  294. Gould, Elise (October 10, 2012). "U.S. lags behind peer countries in mobility." Economic Policy Institute. Retrieved July 15, 2013.
  295. CAP: Understanding Mobility in America. April 26, 2006
  296. Schneider, Donald (July 29, 2013). "A Guide to Understanding International Comparisons of Economic Mobility". The Heritage Foundation. สืบค้นเมื่อ August 22, 2013. 
  297. Winship, Scott (Spring 2013). "Overstating the Costs of Inequality". National Affairs. สืบค้นเมื่อ 10 January 2014. 
  298. Gutfield, Amon (2002). American Exceptionalism: The Effects of Plenty on the American Experience. Brighton and Portland: Sussex Academic Press. p. 65. ISBN 1-903900-08-5. 
  299. Zweig, Michael (2004). What's Class Got To Do With It, American Society in the Twenty-First Century. Ithaca, NY: Cornell University Press. ISBN 0-8014-8899-0.  "Effects of Social Class and Interactive Setting on Maternal Speech". Education Resource Information Center. สืบค้นเมื่อ January 27, 2007. 
  300. Eichar, Douglas (1989). Occupation and Class Consciousness in America. Westport, CT: Greenwood Press. ISBN 0-313-26111-3. 
  301. O'Keefe, Kevin (2005). The Average American. New York: PublicAffairs. ISBN 1-58648-270-X. 
  302. Village Voice: 100 Best Films of the 20th century (2001). Filmsite.
  303. "Sight and Sound Top Ten Poll 2002". Archived from the original on May 25, 2012. .[ลิงก์เสีย]. British Film Institute. Retrieved June 19, 2007.
  304. "Nigeria surpasses Hollywood as world's second largest film producer" (Press release). United Nations. May 5, 2009. สืบค้นเมื่อ February 17, 2013. 
  305. Daniels, Les (1998). Superman: The Complete History (1st ed.). Titan Books. p. 11. ISBN 1-85286-988-7. 
  306. "Media Statistics > Television Viewing by Country". NationMaster. สืบค้นเมื่อ June 3, 2007. 
  307. "Broadband and Media Consumption". eMarketer. June 7, 2007. สืบค้นเมื่อ June 10, 2007. 
  308. "TV Fans Spill into Web Sites". eMarketer. June 7, 2007. สืบค้นเมื่อ June 10, 2007. 
  309. "Top Sites in United States". Alexa. 2010. สืบค้นเมื่อ March 27, 2010. 
  310. 310.0 310.1 Biddle, Julian (2001). What Was Hot!: Five Decades of Pop Culture in America. New York: Citadel, p. ix. ISBN 0-8065-2311-5.
  311. Bloom, Harold. 1999. Emily Dickinson. Broomall, PA: Chelsea House. p. 9. ISBN 0-7910-5106-4.
  312. Buell, Lawrence (Spring/Summer). "The Unkillable Dream of the Great American Novel: Moby-Dick as Test Case". American Literary History 20 (1–2): 132–155. doi:10.1093/alh/ajn005. ISSN 0896-7148. 
  313. Quinn, Edward (2006). A Dictionary of Literary and Thematic Terms. Infobase, p. 361. ISBN 0-8160-6243-9. Seed, David (2009). A Companion to Twentieth-Century United States Fiction. Chichester, West Sussex: John Wiley and Sons, p. 76. ISBN 1-4051-4691-5. Meyers, Jeffrey (1999). Hemingway: A Biography. New York: Da Capo, p. 139. ISBN 0-306-80890-0.
  314. Summers, Lawrence H. (November 19, 2006). "The Great Liberator". The New York Times. สืบค้นเมื่อ May 17, 2013. 
  315. McFadden, Robert D. (January 9, 2013). "James M. Buchanan, Economic Scholar and Nobel Laureate, Dies at 93". The New York Times. สืบค้นเมื่อ May 17, 2013. 
  316. Brown, Milton W. (1988 1963). The Story of the Armory Show. New York: Abbeville. ISBN 0-89659-795-4.
  317. 317.0 317.1 Klapthor, James N. (August 23, 2003). "What, When, and Where Americans Eat in 2003". Newswise/Institute of Food Technologists. สืบค้นเมื่อ June 19, 2007. 
  318. Smith, 2004, pp. 131–132
  319. Levenstein, 2003, pp. 154–55
  320. Boslaugh, Sarah (2010). "Obesity Epidemic", in Culture Wars: An Encyclopedia of Issues, Viewpoints, and Voices, ed. Roger Chapman. Armonk, N.Y.: M. E. Sharpe, pp. 413–14. ISBN 978-0-7656-1761-3.
  321. "Fast Food, Central Nervous System Insulin Resistance, and Obesity". Arteriosclerosis, Thrombosis, and Vascular Biology. American Heart Association. 2005. สืบค้นเมื่อ June 9, 2007.  "Let's Eat Out: Americans Weigh Taste, Convenience, and Nutrition". U.S. Dept. of Agriculture. สืบค้นเมื่อ June 9, 2007. 
  322. Global sports market to hit ,1 billion in 2012. Reuters. Retrieved on July 24, 2013.
  323. Krane, David K. (October 30, 2002). "Professional Football Widens Its Lead Over Baseball as Nation's Favorite Sport". Harris Interactive. สืบค้นเมื่อ September 14, 2007.  Maccambridge, Michael (2004). America's Game: The Epic Story of How Pro Football Captured a Nation. New York: Random House. ISBN 0-375-50454-0.
  324. "Passion for College Football Remains Robust". National Football Foundation. March 19, 2013. สืบค้นเมื่อ April 1, 2014. 
  325. Cowen, Tyler; Grier, Kevin (February 9, 2012). "What Would the End of Football Look Like?". Grantland/ESPN. สืบค้นเมื่อ February 12, 2012. 
  326. Mccauley, Adam. "Mixed Martial Arts News". Topics.nytimes.com. สืบค้นเมื่อ March 27, 2013. 
  327. Oakes, Kalle (April 28, 2013). "Mixed Martial Arts: Its popularity is no contest". Sun Journal. สืบค้นเมื่อ October 1, 2013. "Pay-per-view cards play out to captive audiences in millions of American homes, attracting more consumers than professional wrestling and boxing at the same price. An adrenaline-sports television network, Fuel, devotes more than half its 24-hour broadcast day to a single sport. Other, more popular cable or satellite stops furnish daily or weekly shows devoted to it." 
  328. Liss, Howard. Lacrosse (Funk & Wagnalls, 1970) pg 13.
  329. Chase, Chris (February 7, 2014). "The 10 most fascinating facts about the all-time Winter Olympics medal standings". USA Today. สืบค้นเมื่อ February 28, 2014.  Loumena, Dan (February 6, 2014). "With Sochi Olympics approaching, a history of Winter Olympic medals". Los Angeles Times. สืบค้นเมื่อ February 28, 2014. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

รัฐบาล
  • Official U.S. Government Web Portal Gateway to government sites
  • House Official site of the United States House of Representatives
  • Senate Official site of the United States Senate
  • White House Official site of the President of the United States
  • [[[:แม่แบบ:SCOTUS URL]] Supreme Court] Official site of the Supreme Court of the United States
ประวัติศาสตร์
ศาสนา
  • USA Collected links to historical data
แผนที่