โชคสองชั้น

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
โชคสองชั้น
กำกับโดย หลวงอนุรักษ์รัถการ (เปล่ง สุขวิริยะ)
อำนวยการสร้างโดย มานิต วสุวัต
เขียนโดย หลวงบุณยมานพพานิช (อรุณ บุณยมานพ)
นำแสดงโดย หม่อมหลวงสุดจิตร์ อิศรางกูร
มานพ ประภารักษ์
อุทัย อินทรวงษ์
มงคล สุมนนัฏ
อาเธอร์ ม่วงดี
กำกับภาพโดย หลวงกลการเจนจิต
ตัดต่อโดย กระเศียร วสุวัต
จัดจำหน่ายโดย กรุงเทพภาพยนตร์ บริษัท
ฉาย 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2470
ภาษา ไทย

โชคสองชั้น (Double Luck)[1] เป็นภาพยนตร์ไทยที่สร้างและผลิตโดยคนไทยสำเร็จเป็นครั้งแรก เป็นหนังเงียบ ถ่ายทำด้วยฟิล์มขาว-ดำ ขนาด 35 มม. จำนวน 6 ม้วน ประมาณ 90 นาที[2] ผลิตโดย กรุงเทพภาพยนตร์ บริษัท (ต่อมา คือ บริษัทภาพยนตร์เสียงศรีกรุง) ของ มานิต วสุวัต ร่วมกับคณะนักหนังสือพิมพ์สยามราษฎร์ และศรีกรุง

เข้าฉายครั้งแรกเมื่อ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2470 ที่โรงภาพยนตร์พัฒนากร[3] มีจำนวนผู้ชมสูงสุด 4 คืน กับ 1 วัน เท่ากับ 12,130 คน ทำลายสถิติเมื่อสี่ปีก่อนหน้าเรื่อง นางสาวสุวรรณ

ปัจจุบันหนังเรื่องนี้เสียหายจากความเสื่อมสภาพ โดยหอสมุดแห่งชาติได้ค้นพบฟิล์มและพิมพ์สำเนาใหม่เอาไว้ได้เพียง 82 ฟุต คิดเป็นภาพนิ่งทั้งหมด 1,319 ภาพ รวมความยาวประมาณ 1 นาที[4]

ล่าสุดได้รับคัดเลือกขึ้นทะเบียนเป็น มรดกภาพยนตร์ของชาติ ประจำปี 2555 เนื่องในวันอนุรักษ์ภาพยนตร์ไทย (4 ต.ค.) ของ หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ขณะมีอายุเก่าแก่ที่สุด 85 ปี ในบรรดา 25 เรื่อง [5]

เนื้อหา

ที่มา [แก้]

ภาพจากภาพยนตร์

ในช่วงที่มานิต วสุวัต เจ้าของหนังสือพิมพ์ศรีกรุง ทำหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษชื่อ Liberty หลวงบุณยมานพพานิช เจ้าของนามปากกา "แสงทอง" ได้รับคำชวนให้ร่วมงานเขียนด้วย ต่อมาปลายปี พ.ศ. 2469 หลวงสุนทรอัศวราช ข้าราชการถูกดุลย์กับคณะ กำลังก่อตั้งบริษัทถ่ายภาพยนตร์ไทยและประกาศสร้างหนังไทยเรื่องแรก แต่ประสบปัญหาระหว่างการดำเนินการ หลวงกลการเจนจิต หัวหน้ากองภาพยนตร์เผยแพร่ข่าว กรมรถไฟที่หลวงสุนทรอัศวราชติดต่อวางตัวเพื่อจ้างให้เป็นทีมช่างถ่ายภาพยนตร์ที่รอความคืบหน้า หมดความอดทน จึงปรึกษากับคณะพี่น้องวสุวัตที่ประสงค์จะสร้างภาพยนตร์ไทย แล้วรวมกันเตรียมงานสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้

ก่อนดำเนินการ พี่น้องวสุวัตเข้าปรึกษากับนายเซียวซองอ๊วน สีบุญเรือง ผู้จัดการใหญ่โรงภาพยนตร์ เพื่อตกลงความร่วมมือในการก่อตั้งบริษัทภาพยนตร์ ชื่อ บริษัท กรุงเทพภาพยนตร์ ทีมงานประกอบด้วย หลวงกลการเจนจิต และนายกระเศียร วสุวัต แห่งกรมรถไฟหลวง รวมทั้ง หลวงอนุรักษ์รัถการ (เปล่ง สุขวิริยะ) ข้าราชการกรมรถไฟหลวง ซึ่งเคยเป็นเลขานุการของกรมหลวงกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน ผู้คอยตามเสด็จไปดูงานในต่างประเทศที่เคยดูงานโรงถ่ายภาพยนตร์ในฮอลลีวูดมาแล้ว เป็นผู้กำกับแสง และได้ หลวงบุณยมานพพานิช เป็นผู้ประพันธ์[6]

โครงเรื่อง [แก้]

นายกมล มาโนช (แสดงโดยมานพ ประภารักษ์) พระเอกของเรื่อง เป็นนายอำเภอหัวเมืองฝ่ายเหนือ ได้รับมอบหมายให้ลงมาสืบจับผู้ร้ายคนหนึ่งซึ่งซ้อนตัวอยู่ในกรุงเทพ นายกมลเข้ามาพักอยู่ที่บ้านพระยาพิชัย (แสดงโดย อุทัย อินทร์วงศ์) และมีหลานชื่อว่า นางสาววลี ลาวัณยลักษณ์ (แสดงโดย หม่อมหลวงสุดจิตตร์ อิศรางกูร) ซึ่งทั้งสองได้พับรักกันโดยเร็ว แต่นายวิง ธงสี (แสดงโดย มงคล สุมนนัฏ) ซึ่งหมายปองนางสาววลีอยู่แล้วและชอบไปมาหาสู่พระยาพิชัยเป็นเนือง ๆ และนายวิงคนนี้ก็คือคนร้ายที่นายกมลกำลังสืบจับอยู่นั่นเอง นายวิงไหวตัวทันเรื่องนายกมลตามคนร้าย จากนั้นนางวิงก็วางแผนร้ายโดยส่งพรรคพวกลูกสมุนเข้ามาทำร้ายนายกมล แต่นายกมลมีความชำนาญในการระวังภัยจากโจร จึงต่อกรขัดขวางกำลังได้ จนนายวิงและพรรคพวกต้องหลบหนีไป นายกมลไล่ตามจับแต่เกิดหลงทาง

นายวิงได้วกกลับมาที่บ้านพระยาพิชัยและจับนางสาววลีไป แต่นายกมลมีเชาวน์ที่ดี เข้าใจว่าเป็นแผนลวง จึงวกกลับบ้านพระยาพิชัย และได้พบนายวิง นายกมลจึงตามล่านายวิงไปจนสุดทางและเกิดการต่อสู้ขึ้น จนกระทั่งตำรวจที่พระยาพิชัยโทรไปแจ้งมาสมทบร่วมจับนายวิงและสมุนได้ทันเวลา นายวิงจึงถูกตำรวจจับเข้าตะราง ส่วนนายกมลมีโชคสองชั้น นอกจากจะจับผู้ร้ายได้แล้วยังได้นางสาววลีมาเป็นภรรยาอีกด้วย

นักแสดง [แก้]

อ้างอิง [แก้]

  1. ^ โดม สุขวงศ์ ,สยามภาพยนตร์ ,หอภาพยนตร์(องค์การมหาชน),2555 ISBN:978-616-543-173-6 หน้า 263
  2. ^ จุลสารทะเบียนมรดกภาพยนตร์ของชาติ ครั้งที่ 2 (2555)
  3. ^ ความรุ่งโรจน์ ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ยุคบุคเบิก thaifilm.com
  4. ^ วันนี้ในอดีต 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2470 sarakadee.com
  5. ^ หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ,4 ต.ค.2555
  6. ^ วีระยศ สำราสุขทิวาเวทย์, คอลัมน์หนังกับหนังสือ ,นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับปีที่ 29 ฉบับที่ 6 เมษายน 2551 หน้า 26