ลัทธิอนุตตรธรรม
-
สำหรับอนุตตรธรรมในความหมายอื่น ๆ ดูที่ อนุตตรธรรม
ลัทธิอีก้วนเต้า (จีน: 一貫道 Yīguàn Dào) ในประเทศไทยเรียกว่า วิถีอนุตตรธรรม[1] เป็นศาสนา[2]ที่เกิดขึ้นในประเทศจีนสมัยราชวงศ์ชิงเมื่อปี ค.ศ. 1877[3] คำสอนเป็นการผสานความเชื่อระหว่างลัทธิขงจื๊อ ลัทธิเต๋า และศาสนาพุทธแบบจีน ทั้งยังยอมรับขนบที่มาจากต่างประเทศ เช่น ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลามด้วย
ลัทธิอนุตตรธรรมเกิดขึ้นและแพร่หลายที่จีนแผ่นดินใหญ่ ต่อมาเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองไปเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ ลัทธิอนุตตรธรรมถูกรัฐบาลกวาดล้างอย่างหนัก จึงย้ายไปเผยแผ่ที่ไต้หวันตั้งแต่ปี ค.ศ. 1946[3] ในปัจจุบันถือเป็นศาสนาที่มีศาสนิกชนมากที่สุดเป็นอันดับสามในไต้หวัน (รองจากศาสนาพุทธและศาสนาเต๋า)[2] ในประเทศจีนลัทธินี้ยังไม่ได้รับการยอมรับ ส่วนไต้หวันได้รับรองในปี ค.ศ. 1987
ปัจจุบันลัทธิอนุตตรธรรมมีศาสนิกชนมากกว่า 10 ล้านคน ใน 86 ประเทศทั่วโลก[3]
เนื้อหา |
ประวัติ
แม้ผู้นับถือลัทธิอนุตตรธรรมจะเชื่อว่าธรรมะของตนสืบมาจากศาสนาพุทธนิกายเซน แต่ในทางวิชาการประวัติศาสตร์ถือว่าลัทธิอนุตตรธรรมแยกตัวมาจากลัทธิเซียนเทียนเต้า ซึ่งลัทธิเซียนเทียนเต้าสืบคำสอนมาจากลัทธิบัวขาวและลัทธิหลัว
ลัทธิบัวขาวเกิดขึ้นสมัยราชวงศ์หยวน ต่อมาถูกทางการกล่าวหาว่าบ่อนทำลายความมั่นคงของรัฐ จึงถูกกวาดล้างอย่างหนักจนต้องปฏิบัติการเป็นองค์กรใต้ดิน ต่อมาหวง เต๋อฮุย ได้ตั้งลัทธิเซียนเทียนเต้าโดยการผสานความเชื่อของลัทธิบัวขาวกับลัทธิหลัวเข้าด้วยกัน[4] และโดยประกาศตนเป็นธรรมาจารย์รุ่นที่ 9 โดยสืบมาจากนิกายเซน เน้นวัตรปฏิบัติเน้นเรื่องการกินเจ การถือพรต[5]
ต่อมาหวัง เจว๋อี ซึ่งเป็นศิษย์ของเหยา เฮ่อเทียน อาจารย์ในลัทธิเซียนเทียนเต้า ได้แยกออกไปตั้งสายใหม่ เน้นคำสอนของลัทธิขงจื๊อเป็นหลัก เมื่อหวัง เจว๋อี ถึงแก่กรรมแล้ว หลิว ชิงซวีศิษย์ของเขาได้ปกครองสำนักต่อแทนแล้วเปลี่ยนชื่อสำนักเป็นอีก้วนเต้า[3] (ในประเทศไทยเรียกว่าวิถีอนุตตรธรรม) ตำแหน่งธรรมาจารย์ได้สืบทอดมาจนถึงสมัยของจาง เทียนหรัน ธรรมาจารย์รุ่นที่ 18 ได้เปลี่ยนชื่อสำนักกลับไปเป็น "เทียนเต้า" เมื่อปี ค.ศ. 1940 และได้ใช้ทั้งสองชื่อสืบมาจนปัจจุบัน[6] วิถีอนุตตรธรรมได้แพร่หลายไปทั่วลุ่มแม่น้ำแยงซี แต่ถูกทางการกวดล้างอย่างหนักเพราะปัญหาทางการเมืองในขณะนั้น เมื่อเทียนหรันถึงแก่กรรมแล้วซุน ซู่เจิน ธรรมาจารย์รุ่นที่ 18 อีกคนหนึ่งก็ปกครองสำนักต่อมา แต่การกวาดล้างของทางการก็ยังดำเนินต่อมา ทำให้ลัทธิอนุตตรธรรมต้องย้ายไปเผยแผ่ที่ประเทศไต้หวัน ต่อมาจึงแพร่หลายในชุมชนชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศต่าง ๆ และประชาชนพื้นเมืองในประเทศนั้นจนปัจจุบัน
ความเชื่อ
ไตรรัตน์
ลัทธิอนุตตรธรรมเชื่อว่า อนุตตรธรรม คือ สิ่งวิเศษสุด 3 อย่าง เรียกว่า ไตรรัตน์ ซึ่งไม่ใช่พระรัตนตรัยในพระพุทธศาสนา แต่หมายถึง[7][8][9]
- จุดญาณทวาร คือตำแหน่งเหนือดั้งจมูก ตรงกลางระหว่างคิ้ว โดยเชื่อว่าจุดนี้เป็นที่สถิตของจิตวิญญาณ วิญญาณเข้ามาสถิตในร่างกายทางจุดนี้ และเมื่อตายก็จะออกจากร่างกายทางจุดนี้เช่นกัน ถือเป็นประตูสู่นิพพาน เมื่อเตี่ยนฉวนซือเปิดจุดนี้ในพิธีรับธรรมแล้วจะทำให้ผู้นั้นบรรลุธรรมได้ง่าย
- สัจจคาถา มี 5 คำ คือ "อู๋ ไท่ ฝอ หมี เล่อ" ถือเป็นคาถาศักดิ์สิทธิ์ที่สุด เป็นความลับของสวรรค์ ห้ามจดบันทึก ห้ามนำไปบอกต่อ เมื่อเผชิญภัยอันตรายท่องคาถานี้แล้วสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะช่วยให้พ้นอันตรายและวิบากกรรมต่าง ๆ ได้
- ลัญจกรหรือมุทรา โดยเอาปลายนิ้วโป้งขวาจรดโคนนิ้วนางขวาค้างไว้ แล้วนำปลายนิ้วโป้งซ้ายมากดที่โคนนิ้วก้อยขวา จากนั้นโอบมือเข้าหากันโดยให้มือซ้ายทับขวา เป็นท่าห่อประสานมือให้มีลักษณะเหมือนรากบัว เชื่อว่าการประสานมือแบบนี้เป็นสัญลักษณ์การไหว้ยุคพระศรีอริยเมตไตรยหรือธรรมกาลยุคขาว
ไตรรัตน์ข้างต้นนี้จะเปิดเผยได้โดยผู้ที่ได้รับอาณัติสวรรค์จากพระแม่องค์ธรรมเท่านั้น และจะถ่ายทอดให้เฉพาะบุคคลที่รับอนุตตรธรรมในพิธีรับธรรมะ ซึ่งจะดำเนินพิธีเป็นความลับ ไม่เปิดเผยให้คนนอกรับรู้ ผู้ที่รู้แล้วจะห้ามนำไปเปิดเผยต่อ เพราะเชื่อว่าจะถูกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ลงโทษ
จุดประสงค์การเผยแผ่อนุตตรธรรม
- เคารพฟ้าดิน
- บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์
- รักชาติซื่อสัตย์ต่อหน้าที่
- เชิดชูจริยธรรม
- กตัญญูต่อบิดามารดา
- เคารพอาจารย์
- ถือสัจวาจาต่อเพื่อน
- มีไมตรีต่อเพื่อนบ้าน
- ละการกระทำบาป เสริมการทำความดี
- รู้ปฏิบัติใน คุณสัมพันธ์ 5 (กษัตริย์กับขุนนาง, บิดากับบุตร, สามีกับภรรยา, พี่กับน้อง, และเพื่อนกับเพื่อน) คุณธรรม 8 (กตัญญู พี่น้องปรองดอง จงรักภักดี สัตยธรรม จริยธรรม มโนธรรม สุจริตธรรม และละอายต่อบาป)
- จรรโลงคุณวิเศษในพระธรรมคำสอนของศาสดาทั้ง 5 (พระพุทธเจ้าแห่งศาสนาพุทธ พระเยซูแห่งศาสนาคริสต์ นบีมุฮัมมัดแห่งศาสนาอิสลาม เล่าจื๊อแห่งศาสนาเต๋า และขงจื๊อแห่งศาสนาขงจื๊อ)
- ปฏิบัติตาม หลักการปกครอง 4 (จริยธรรม, มโนธรรม, สุจริตธรรม,ละอายต่อบาป) และประเพณีโบราณอันดีงาม
- ชำระจิตใจให้ผ่องแผ้ว
- อาศัยกายเนื้อบำเพ็ญธรรมจริง
- ฟื้นฟูสภาวะธรรมของธรรมญาณแห่งตน
- ช่วยตนและผู้อื่นให้เป็นคนที่สมบูรณ์
- ช่วยตนและผู้อื่นให้บรรลุธรรม
- ช่วยโลกให้สงบสุข
- กล่อมเกลาจิตใจผู้คนในสังคมให้ดีงาม
- เพื่อเอกภาพแห่งสันติธรรมของโลก
คุณานุคุณในวิถีอนุตตรธรรม
ผู้นับถือวิถีอนุตตรธรรมมีแนวความเชื่อและการปฏิบัติดังนี้
- รับธรรมะคือการรับรู้หนทางกลับคืนสู่ต้นธาตุต้นธรรมเดิม รับรู้แก้ววิเศษสามประการที่อยู่ในตน เรียกว่าไตรรัตน์ แล้วบำเพ็ญเพียร ขัดเกลาจิตใจให้ใสสะอาด ยกระดับจิตใจ เปลี่ยนแปลงตนเอง แปรเปลี่ยนโลกให้สันติสุข
- ส่งเสริมให้รับประทานอาหารเจ เพื่อลดการสร้างหนี้บาปเวร เพื่อฝึกจิตเมตตา เพื่อสุขภาพ
- ผู้รับธรรมะแล้วบรรพบุรุษที่เสียชีวิตไปแล้ว เมื่อลูกหลานมา ฟังธรรม ช่วยงานธรรม จะได้รับอานิสงส์ผลบุญกุศลจากจิตที่เพียรบำเพ็ญด้วย
- การเชิญบุคคลอื่นมารับธรรมะ เป็นการฉุดช่วยพี่น้องของเราให้กลับคืนสู่ต้นธาตุต้นธรรมเดิม ให้รู้ตัวตนที่แท้จริง มิใช่การชวนเพื่อให้เปลี่ยนศาสนา
- ผู้ที่มารับธรรมะทุกคนสามารถสร้างบุญกุศลและความดีได้ ตามหลักของศาสนาทั้ง 5 ได้แก่ พุทธ คริสต์ อิสลาม เต๋า และขงจื้อ ได้เหมือนเดิม
- การเข้ารับวิถีธรรมและตั้งใจบำเพ็ญขัดเกลาจิตใจ สร้างบุญกุศลเท่านั้นถึงจะหลุดพ้นจากทะเลทุกข์ หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดได้ ในยุคที่เรียกว่า บ้านเมืองวุ่นวาย จิตใจคนตกต่ำ
- คนในอดีต ไม่ได้รับธรรมะง่าย ๆ ท่านจะต้องบำเพ็ญธรรม ปฏิบัติธรรมจนสภาวะธรรมถึงพร้อมก่อน แล้วจึงได้รับรู้วิถีธรรมทีหลัง ปัจจุบันกาลเวลาคับขันบ้านเมืองวุ่นวาย จิตใจคนตกต่ำ วิถีอนุตตรธรรมนั้นจึงได้ปรกโปรด เป็นการรับรู้หนทางธรรมก่อนแล้วเริ่มฝึกบำเพ็ญขัดเกลา เพื่อเปลี่ยนแปลงให้เกิดคนดีขึ้นในสังคม วิถีธรรมจึงได้เผยแพร่ไปในวงกว้าง
- วิถีอนุตตรธรรมเป็นรากของทุกศาสนา เพราะทุกศาสนาล้วนเป็นกิ่งก้านสาขาของรากธรรมะ ที่ผลิดอกออกผลงอกงาม ทุกศาสนามีที่มาจากต้นธาตุต้นธรรมต้นกำเนิดเดียวกัน เพราะวิถีธรรมมีมาก่อนที่จะเกิดศาสนา เฉกเช่น ธรรมะ ธรรมชาติหรือหลักสัจธรรมของฟ้าดิน ที่พระพุทธองค์ได้ตรัสรู้ "อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ" พระองค์จึงนำธรรมะนี้ไปปรกโปรดแก่เวไนยสัตว์ได้ดำเนินปฏิบัติ ประกาศศาสนาซึ่งมีรากเหง้าจากธรรมะอันยิ่งใหญ่ของฟ้าดินหรือ "หลักสัจธรรมนั่นเอง" ที่กล่าวมาคือ ความสัมพันธ์ระหว่างวิถีธรรมกับศาสนา (ศึกษาเพิ่มเติมได้ในหนังสือไกวัลยธรรม ของท่านพุทธทาส) ผู้นับถือลัทธิอนุตตรธรรมจึงเชื่อว่าอนุตตรธรรมไม่ใช่ลัทธิศาสนา แต่เป็นหลักสัจธรรมที่สามารถนำไปปฏิบัติใช้ได้ในชีวิตประจำวัน เป็นการนำธรรมะเข้าสู่ครัวเรือน
หลักธรรมที่ร่วมศึกษาในวิถีอนุตตรธรรม จะเน้นเรื่องของบำเพ็ญศีล คุณธรรม คุณสัมพันธ์ หลักจริยธรรม สัตยธรรม มโนธรรม ที่ต้องสำรวจตนปฏิบัติ และปฏิบัติธรรมได้โดยไม่ต้องบวชหรือละทางโลก ซึ่งสามารถปฏิบัติธรรมอยู่ในครัวเรือนร่วมกันได้ และไม่แบ่งแยกโจมตีกันถึงเรื่องการนับถือศาสนาต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องส่วนบุคคล คือ ไม่แบ่งแยกศาสนา เพราะ"ทุกศาสน์ล้วนเอกสัจธรรม"
นอกจากการศึกษาธรรมะแล้ว ยังมีการจัดค่ายพัฒนาเยาวชน อบรมจริยธรรม เพื่อให้เยาวชนประพฤติปฏิบัติตนเป็นคนดีของสังคม นำธรรมะไปใช้ ปลูกฝังเมล็ดพันธุ์คนดี สร้างโลกให้เกิดสันติสุข
พงศาธรรม
พระธรรมาจารย์ในพงศาธรรมของลัทธิอนุตตรธรรม มีด้วยกันทั้งหมด 64 รุ่น ซึ่งสอดคล้องกับอัฏฐลักษณ์ (ปากว้า) ที่พระอริยเจ้าฝูซีได้ทำกำหนดไว้และ ฉักลักษณ์ทั้ง 64 ที่กษัตริย์เหวินหวังได้ค้นพบ
ผู้นับถืออนุตรธรรมเชื่อว่าวิถีอนุตตรธรรมสืบสายชีพจรธรรมมาจากสามศาสนาหลัก คือศาสนาพุทธ ศาสนาขงจื๊อ และศาสนาเต๋า มีการสืบสายบรรพจารย์ตั้งแต่พระอริยเจ้าฝูซี ท่านเสินหนง พระเจ้าเหยา พระเจ้าซุ่น เล่าจื๊อ ขงจื๊อ เม่งจื๊อ อีกทั้งท่าน พระมหากัสสปะ พระโพธิธรรม ฮุ่ยเหนิงมหาสังฆปรินายกหรือธรรมจารย์สมัยที่หกของนิกายเซน[10] อย่างไรก็ตามความเชื่อเหล่านี้ไม่ได้สอดคล้องกับพระไตรปิฎกในพระพุทธศาสนา[11]
ลัทธิอนุตตรธรรมได้แบ่งพงศาธรรมออกเป็นสามยุคตามความเชื่อที่มีมาตั้งแต่ลัทธิบัวขาว ดังนี้[12]
- ธรรมกาลยุคเขียว ธรรมะถ่ายทอดสู่กษัตริย์ (พระทีปังกรพุทธเจ้าปกครองธรรมกาล)
ธรรมาจารย์ 18 รุ่น ก่อน พ.ศ. 2189 ปี กษัตริย์ 11 รุ่น เจ้าเมือง 7 รุ่น
|
สิ้นสุดการสืบทอดวิถีธรรมในแผ่นดินจีน ธรรมะแอบแฝงซ่อนเร้นในประเทศจีน เริ่มต้นยุคแดงในประเทศอินเดีย
- ธรรมกาลยุคแดง พระนักบวชและปัญญาชน (พระศากยมุนีพุทธเจ้าปกครองธรรมกาล)
ในอินเดีย 28 รุ่น ก่อน พ.ศ. 45 ปี ลัทธิอนุตตรธรรมนำแนวคิดนี้มาจากสายสังฆปริณายกในนิกายเซน[13] สังฆปริณายกนิกายเซนในอินเดียทั้ง 28 รุ่น มีดังนี้
|
|
สิ้นสุดการสืบทอดวิถีธรรมในประเทศอินเดีย การสืบทอดพงศาธรรมกลับสู่แผ่นดินจีนอีกครั้ง พระโพธิธรรม(ตั๊กม้อ) เดินทางสู่แผ่นดินจีนเพื่อสืบทอดพงศาธรรม ดั่ง "ธารน้ำไหลคืนสู่ต้นกระแส"
- ธรรมกาลยุคแดง ตะวันตกตอนสอง ธรรมะถ่ายทอดสู่พระนักบวชและปัญญาชน (พระศากยมุนีพุทธเจ้าปกครองธรรมกาล)
ธรรมะกลับสู่แผ่นดินจีน 16 รุ่น พ.ศ. 1050 พระภิกษุ 6 รุ่น ฆราวาส 10 รุ่น ลัทธิอนุตตรธรรมผสมสายสังฆปริณายกของนิกายเซนในประเทศจีนกับสายธรรมาจารย์ของลัทธิเซียนเทียนเต้า ดังนี้
|
|
สิ้นสุดการสืบทอดธรรมะในยุคแดง เกณฑ์วาระแห่งธรรมได้เข้าสู่ธรรมกาลยุคขาว วิถีธรรมเริ่มต้นปรกโปรดอย่างกว้างขวาง
ธรรมกาลยุคขาว ธรรมะถ่ายทอดสู่สามัญชนทั่วไป (พระศรีอริยเมตไตรยพุทธเจ้าปกครองธรรมกาล) ยุคขาว ตะวันออก สุดท้าย ทั่วโลก 2 รุ่น พ.ศ. 2473 เป็นต้นมา เป็นการปรกโปรด 3 โลกครั้งยิ่งใหญ่ 63. พระบรรพจารย์ลู่ จงอี 64. พระบรรพจารย์จาง เทียนหรันและบรรพจารย์ซุน ซู่เจิน
- พระธรรมาจารย์สมัยที่สิบแปดจาง เทียนหรัน ชาวซันตง รับช่วงธรรมจักรวาลตั้งแต่ปี ค.ศ. 1915 จนปี 1947
- พระธรรามจารย์สมัยที่สิบแปดซุน ซู่เจิน ชาวซันตง ศึกษาธรรมคู่กับท่านจางขุยเซินจนถึงปี 1975 ตราบสิ้นชีวิต ได้มีศิษย์เช่น เหล่าเฉียนเหยิน เฉียนเหยิน จนแพร่อนุตตรธรรมสมบูรณ์ ไปทั่วโลก
- ที่สำคัญพระธรรมาจารย์นั้นสิ้นสุดลงเพียงรุ่นที่หกสิบสี่เพียงสองพระองค์เท่านั้น ไม่มีรุ่นที่หกสิบห้าหรือผู้รักษาการใด ๆ อีกต่อไป นับแต่พระธรรมจารย์ซุนซู่เจินสิ้นชีวิตลง งานธรรมกิจก็ดำเนินแยกไปตามแต่ละสายงานธรรมภายใต้การปกครองของท่าน ธรรมปรินายก เหล่าเฉียนเหยิน เฉียนเหยิน เตี่ยนฉวนซือ โดยไม่มีพระธรรมาจารย์อีกต่อไป แต่ได้มีคำทำนายไว้แล้วว่าภายหลังสิ้นพระธรรมจารย์ท่านซุนซู่เจินแล้ว จะมีพระธรรมาจารย์ และพระบรรพจารย์ปลอมเกิดขึ้นอีกมากมาย
ความแตกต่างระหว่างพระพุทธศาสนากับลัทธิอนุตตรธรรม
แม้ว่าลัทธิอนุตตรธรรมจะนำหลักธรรมและความเชื่อหลายอย่างมาจากศาสนาพุทธ แต่ทั้งสองก็ยังมีความเชื่อต่างกันหลายประการ เช่น
| ลัทธิอนุตตรธรรม | ศาสนาพุทธ |
|---|---|
| "พระอนุตตรธรรมมารดา" หรือ "พระแม่องค์ธรรม" คือพระเป็นเจ้า[14] | ไม่มีพระเจ้า พระพุทธเจ้ายิ่งใหญ่และประเสริฐที่สุดในโลกทั้งปวง[15][16] |
| พระแม่องค์ธรรมเป็นผู้เปิดเผยธรรมะแก่ศาสดาทั้งหลาย[14] | พระพุทธเจ้าตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง[17] |
| ธรรมาจารย์ลู่ จงอี คือพระภาคหนึ่งของพระศรีอริยเมตไตรย[18] | พระศรีอริยเมตไตรยตรัสรู้หลังสิ้นสุดศาสนาพุทธ และขณะนั้นมนุษย์มีอายุขัย 80,000 ปี[19] |
| ปฏิบัติในวิถีอนุตตรธรรมเป็นบุญใหญ่กว่าและเป็นหนทางตรงเข้าถึงนิพพานได้ง่ายกว่าการเจริญสติปัฏฐาน[7] | สติปัฏฐานเป็นทางเดียวเพื่อความดับทุกข์[20] |
| ผู้ที่รับวิถีอนุตตรธรรม จะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์แบกรับหนี้กรรมให้ มีบุญกุศลส่งถึงบรรพบุรุษ 7 ชั่วรุ่น ถึงลูกหลานอีก 9 ชั่วรุ่น ให้พ้นทุกข์ได้[7] | สัตวโลกล้วนมีกรรมเป็นของตน ทำกรรมใด ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม จักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น[21] |
| ผู้ปฏิบัติในวิถีอนุตตรธรรมควรกินเจ[22] | พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้กินเนื้อที่บริสุทธิ์ด้วยอาการ 3 อย่าง[23] ส่วนนิกายมหายานเชื่อว่าพระพุทธเจ้าได้กล่าวว่าเนื้อสัตว์ทุกชนิดเป็นสิ่งที่ควรปฏิเสธ [24] |
| โอวาทและคำสอนของอนุตตรธรรมส่วนใหญ่มาจากการเข้าทรง[25] | ไม่ยอมรับการเข้าทรง |
อ้างอิง
- ↑ วิถีอนุตตรธรรม, เรียกข้อมูลวันที่ 23 เม.ย. 2556
- ↑ 2.0 2.1 "Taiwan Yearbook 2006". Government of Information Office. 2006. Archived from the original on 2007-07-08. สืบค้นเมื่อ 2007-09-01.
- ↑ 3.0 3.1 3.2 3.3 Unity Sect (Yiguan Dao), Encyclopedia of Taiwan, เรียกข้อมูลวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2556
- ↑ Tian Dao Hui 天道會,
- ↑ Prior Heaven School, Encyclopedia of Taiwan, เรียกข้อมูลวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2556
- ↑ "ประวัติของวิถีอนุตตรธรรม". สังคมธรรมะออนไลน์. ม.ป.ป. สืบค้นเมื่อ 8 พฤษภาคม 2556.
- ↑ 7.0 7.1 7.2 เกษร สุทธจิต จันทร์ประภาพ, ธรรมประธานพร เล่ม ๕, เชียงใหม่: บี.เอส.ดี การพิมพ์, 2547, หน้า 185-191
- ↑ วิถีอนุตตรธรรม:รับธรรมะได้รับอะไร, เรียกข้อมูลวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2556
- ↑ ความเป็นมาอนุตตรธรรม: บทที่ 2...สามสิ่งวิเศษ, เรียกข้อมูลวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2556
- ↑ พงศาธรรมทั้ง 64 รุ่น
- ↑ การสืบสายพระพุทธศาสนาตามพระไตรปิฎกปรากฏใน พุทธวงศ์ ขุททกนิกาย อปทาน สุตตันตปิฎก
- ↑ "Inspiration: The Organization and Ideology of White Lotus Sects". Yale University Press. 1976. สืบค้นเมื่อ 30 มีนาคม 2556. หน้า 9-13
- ↑ สุมาลี มหาณรงค์ชัย, พุทธศาสนามหายาน, 2546, หน้า 309
- ↑ 14.0 14.1 ธรรมะคืออะไร. วิถีอนุตตรธรรม: สายทองแห่งธรรมมหาเทพจิ้นเต๋อต้าเซียน.
- ↑ ปัจเจกพุทธาปทานที่ ๒. พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑
- ↑ อัจฉริยัพภูตธัมมสูตร. พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์
- ↑ ธชัคคสูตร สุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ข้อ 865
- ↑ ประวัติพระบรรพจารย์
- ↑ พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค จักกวัตติสูตร ท่อน ๔๘ ย่อหน้า ๔
- ↑ มหาสติปัฏฐานสูตร. พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค
- ↑ ฐานสูตร.พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต
- ↑ ทำไมเราจึงไม่ควรกินเนื้อสัตว์. อนุตตรธรรม
- ↑ พระวินัยปิฎก เล่มที่ 1 มหาวิภังค์ ภาคที่ 1 ช้อ 591
- ↑ ลังกาวตารสูตร ภาคภาษาไทย แปลโดยพุทธทาสภิกขุ
- ↑ โอวาทและคำสอนของอนุตตรธรรมส่วนใหญ่มาจากการเข้าทรง