เรือหลวงจักรีนฤเบศร

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

พิกัดภูมิศาสตร์: 12°37′33″N 100°54′49″E / 12.625836°N 100.913536°E / 12.625836; 100.913536

A small aircraft carrier with an upturned bow underway in calm seas. The number "911" is painted on the side, and an AV-8S aircraft and S-70 helicopter are sitting on the flight deck.
เรือหลวงจักรีนฤเบศรในทะเลจีนใต้ ต้นปี พ.ศ. 2544
ประวัติ (ไทย) ราชนาวีไทย
ชื่อเรือ: ไทย: ร.ล. จักรีนฤเบศร
อังกฤษ: HTMS CHAKRI NARUEBET
ตั้งชื่อตาม: "เฉลิมพระเกียรติราชวงศ์จักรี"
สั่งต่อเรือ: 27 มีนาคม พ.ศ. 2535
ต่อขึ้นที่: อู่ต่อเรือบาซาน เมืองเฟร์รอล ประเทศสเปน
งบประมาณ: 7,100 ล้านบาท
วางกระดูกงู: 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2537
ปล่อยลงน้ำ: 20 มกราคม พ.ศ. 2539
ขึ้นระวาง: 20 มีนาคม พ.ศ. 2540 (17 ปี)
ประจำการที่: ฐานทัพเรือสัตหีบ
รหัสประจำเรือ: 911
คำขวัญ: ครองเวหา ครองนที จักรีนฤเบศร
สถานะ: อยู่ในประจำการ
สัญลักษณ์: HTMS Chakri Narubet badge.svg
ลักษณะเฉพาะ
ประเภท: เรือบรรทุกเครื่องบิน
ขนาด (ระวางขับน้ำ): เต็มที่ 11,544 ตัน
ความยาว: 182.6 เมตร (ตลอดลำ)
174.1 เมตร (ดาดฟ้าบิน)
164.1 เมตร (แนวน้ำ)
ความกว้าง: 22.5 เมตร (แนวน้ำ)
30.5 เมตร (สูงสุด)
กินน้ำลึก: 6.2 เมตร
เครื่องยนต์: • เครื่องยนต์ดีเซล Bazán-MTU 16V1163 TB83 จำนวน 2 เครื่อง กำลัง 11,780 แรงม้า
• เครื่องยนต์แก๊สเทอร์ไบน์ GE LM2500 จำนวน 2 เครื่อง กำลัง 44,250 แรงม้า
ใบจักร: • เพลาใบจักร จำนวน 2 เพลา
• ใบจักรแบบปรับมุมใบจักรได้ จำนวน 4 ใบ/พวง
ความเร็ว: • 27 นอต (สูงสุด)
• 12 นอต (มัธยัสต์)
ระยะทางเชื้อเพลิง: • 10,000 ไมล์ทะเลที่ความเร็ว 12 นอต
• 7,150 ไมล์ทะเลที่ความเร็ว 16.5 นอต
ลูกเรือ: • ทหารประจำเรือ 451 คน
• ทหารประจำหน่วยบิน 146 คน
ระบบตรวจการและปฏิบัติการ: • เรดาร์อากาศ Hughes SPS-52C, ย่านคลื่น E/F
• เรดาร์นำร่อง Kelvin-Hughes 1007 จำนวน 2 เครื่อง
สงครามอิเล็กทรอนิกส์และเป้าลวง: เป้าลวง:
• เครื่องยิงเป้าลวง SBROC 4 เครื่อง
• เป้าลวงลากท้าย SLQ-32
ยุทโธปกรณ์: • อาวุธปืน 20 มม. จำนวน 4 แท่นยิง
• SADRAL จำนวน 3 แท่นยิง
อากาศยาน: • เครื่องบินขึ้น-ลงทางดิ่งแฮริเออร์ AV-8S (บขล.1) 9 เครื่อง (ปลดประจำการ)
• เฮลิคอปเตอร์ SEA HAWK S-70B (ฮ.ปด.1) 6 เครื่อง
อุปกรณ์สนับสนุนการบิน: • ดาดฟ้าบิน 174.6 x 27.5 ม.
• สกีจั๊ม 12°
• โรงเก็บสำหรับเครื่องบิน 10 ลำ

เรือหลวงจักรีนฤเบศร (อังกฤษ: HTMS Chakri Naruebet; ย่อ: CVH-911) เป็นเรือธงและเรือบรรทุกอากาศยานลำแรกและลำเดียวของราชนาวีไทย ประจำการในส่วนกำลังรบของกองทัพเรือ เป็นเรือที่ต่อขึ้นจากประเทศสเปน โดยนำแบบมาจากเรือ ปรินซีเปเดอัสตูเรียส (Principe de Asturias) ของกองทัพเรือสเปน โดยปรับปรุงระบบขับเคลื่อน ระบบควบคุมการบิน ระบบอาวุธ และลดระวางขับน้ำลงเหลือสองในสาม[1][N 1] ขึ้นระวางประจำการเมื่อ วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2540 ได้ใช้งานปฏิบัติภารกิจด้านยุทธการและช่วยเหลือภัยพิบัติตลอดน่านน้ำไทยทั้งฝั่งอ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามัน

ประวัติ[แก้]

เรือหลวงจักรีนฤเบศรขณะต่ออยู่ที่อู่ต่อเรือบาซาน เมืองเฟร์รอล ประเทศสเปน

ในปี พ.ศ. 2532 ได้เกิดพายุไต้ฝุ่นเกย์ในอ่าวไทยบริเวณจังหวัดชุมพร กองทัพเรือได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเล ซึ่งทางกองทัพได้ใช้เรือและอากาศยานในการค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัย แต่ประสบปัญหาคือเรือขนาดใหญ่ที่สุดที่กองทัพเรือมีอยู่ขณะนั้นไม่สามารถทนสภาพทะเลได้ ทำให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยกระทำได้ด้วยความยากลำบาก[2] การมีเรือขนาดใหญ่พร้อมอุปกรณ์ทันสมัยจะสามารถใช้ในการค้นหาและให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทะเลได้อย่างรวดเร็วและทันการ และหากว่ามีเฮลิคอปเตอร์ประจำการบนเรือจะช่วยขยายพื้นที่ในการลาดตระเวนและระยะเวลาในการปฏิบัติการในทะเลได้เป็นเวลานานและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น กองทัพเรือจึงได้มีแนวความคิด ในการสร้างเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ เพื่อให้สามารถบรรลุภารกิจตามความมุ่งหมาย

เดิมรัฐบาลไทยได้วางแผนจัดซื้อเรือบัญชาการสนับสนุนการยกพลขึ้นบก ขนาดระวาง 7,800 ตันจากบริษัทเบรเมอร์ วัลแคนของเยอรมนี แต่ได้ทำการยกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2534[3] และทำการจัดซื้อใหม่จากบริษัทบาซาน ประเทศสเปน ซึ่งเป็นผู้ออกแบบและต่อเรือปรินซีเปเดอัสตูเรียส เรือธงของกองทัพเรือสเปนในขณะนั้น คณะรัฐมนตรีของไทยได้มีมติเมื่อ 17 มีนาคม พ.ศ. 2535 อนุมัติให้กองทัพเรือว่าจ้างสร้างเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ในลักษณะรัฐบาลต่อรัฐบาล ลงนามโดยรัฐบาลไทยและรัฐบาลสเปนในวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2535[3] เป็นเงิน 7,100 ล้านบาท[2]

เรือหลวงจักรีนฤเบศรได้เริ่มสร้างในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2536 และมีการวางกระดูกงูในวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2537[3][4] ทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำในวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2539 โดยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถเสด็จไปทำพิธี ได้มีการทดลองแล่นเรือตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2539-เดือนมกราคม พ.ศ. 2540 ร่วมกับกองทัพเรือสเปนที่โรต้า (Rota) ประเทศสเปน[3] รับมอบเรือและขึ้นระวางประจำการเมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2540[2] โดยมีพลเรือเอก วิจิตร ชำนาญการณ์ เป็นผู้รับมอบ[5] เรือได้รับหมายเลข 911 และเดินทางถึงประเทศไทยในต้นเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน เรือได้เข้าประจำการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2540[4] ในวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2540[6] พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จมาทรงเจิมเรือหลวงจักรีนฤเบศรเพื่อความเป็นสิริมงคล

กองทัพเรือได้ขอพระราชทานชื่อเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ลำนี้ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่กองทัพเรือและเป็นขวัญกำลังใจแก่กำลังพลประจำเรือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อเรือหลวงลำนี้ว่า เรือหลวงจักรีนฤเบศร แปลว่า ผู้เป็นใหญ่แห่งราชวงศ์จักรี[2] และใช้คำขวัญว่า ครองเวหา ครองนที จักรีนฤเบศร[2]

เรือหลวงจักรีนฤเบศรขึ้นระวางประจำการสังกัดกองเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ โดยมีนาวาเอกสุรศักดิ์ พุ่มพวง เป็นผู้บังคับการเรือ ปัจจุบันมีนาวาเอกอนิรุธ สวัสดี เป็นผู้บังคับการเรือ[7]

ลักษณะจำเพาะ[แก้]

เรือหลวงจักรีนฤเบศรเป็นเรือบรรทุกอากาศยานขนาดเล็กที่สุดในโลก[8] นำแบบแผนมาจากเรือ ปรินซีเปเดอัสตูเรียส ของกองทัพเรือสเปนซึ่งพัฒนามาจากแบบแผนเรือควบคุมทะเล (Sea Control Ship - SCS) ของกองทัพเรือสหรัฐ โดยลดระวางขับน้ำลง มีระวางขับน้ำเต็มที่ 11,544 ตัน[9] มีความยาวตลอดลำ 182.6 เมตร ความยาวที่แนวน้ำ 164.1 เมตร ความกว้างกลางลำที่แนวน้ำ 22.5 เมตร ความกว้างดาดฟ้าบิน 30.5 เมตร ความสูงถึงดาดฟ้าบิน 18.5 เมตร ความสูงยอดเสา 42 เมตร และกินน้ำลึกเต็มที่ 6.2 เมตร[9] ตัวเรือถึงฐานเรดาห์สร้างด้วยเหล็กเหนียว (Mild steel) พื้นดาดฟ้าบินสร้างด้วยเหล็กกล้าแรงดึงสูง (High Tensile Steel) และเสากระโดงเรือสร้างด้วยอะลูมิเนียมอัลลอยด์[5] กำลังพลประจำเรือประกอบด้วยนายทหาร 42 นาย พันจ่า 69 นาย จ่า 230 นาย พลทหาร 110 นาย[9] และทหารประจำหน่วยบิน 146 นาย[8]

เรือหลวงจักรีนฤเบศรขับเคลื่อนด้วยระบบเครื่องยนต์ผสมพลังงานดีเซลหรือแก๊ส (CODOG)[8] แต่ละระบบเชื่อมต่อกับใบจักร 4 ใบ/พวง[5]แบบปรับพิทช์ได้ ทั้งเครื่องยนต์ดีเซล Bazán-MTU 16V1163 TB83 ( 5,600 แรงม้าที่ความเร็วลาดตระเวน) และเครื่องยนต์แก๊สเทอร์ไบน์ GE LM2500 (22,125 แรงม้า ใช้เมื่อต้องการเร่งสู่ความเร็วสูงสุดในระยะเวลาสั้นๆ) มีจำนวนอย่างละ 2 เครื่องยนต์[8][9] เรือหลวงจักรีนฤเบศรมีความเร็วสูงสุด 27 นอต แม้ว่าเรือจะทำความเร็วได้ที่ 17.2 นอตเมื่อใช้เครื่องยนต์ดีเซลเพียงอย่างเดียว[8] เรือมีระยะทำการ 10,000 ไมล์ทะเลที่ความเร็ว 12 นอตและ7,150 ไมล์ทะเลที่ความเร็ว 16.5 นอต[8]

อาวุธและอากาศยาน[แก้]

ภาพเปรียบเทียบเรือหลวงจักรีนฤเบศร (ขวา) กับเรือปรินซีเปเดอัสตูเรียส (ซ้าย)

เรือหลวงจักรีนฤเบศรติดตั้งอาวุธปืน 20 มม. จำนวน 4 แท่นยิง[9] และอาวุธปล่อยนำวิถีป้องกันตนเองระยะประชิดชนิดพื้นสู่อากาศแบบแซดเรล (SADRAL) 3 แท่นยิง ใช้ลูกอาวุธปล่อยเป็นจรวดนำวิถีมิสทราล (Mistral) ซึ่งเป็นแบบนำวิถีเข้าสู่เป้าด้วยตนเอง[3][10][11]อาวุธปล่อยนำวิถีถูกติดตั้งตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544[3] นอกจากนี้ยังสามารถติดตั้งระบบปล่อยอาวุธทางดิ่ง Mark 41 แบบ 8 ท่อยิงสำหรับยิงจรวดซีสแปร์โรว (Sea Sparrow) และระบบป้องกันระยะประชิดฟารังซ์ (Phalanx) อีก 4 แท่นยิง[4]

เมื่อเข้าประจำการ เรือหลวงจักรีนฤเบศรได้รับเครื่องฮ็อคเกอร์-ซิดเดลี่ย์ แฮริเออร์ เอวี-8เอส (ที่นั่งเดี่ยว) และ ทีเอวี-8เอส (สองที่นั่ง) มือสองจากกองทัพเรือสเปนเข้าประจำการจำนวน 9 ลำ ปัจจุบันประสบปัญหาการดูแลรักษาและขาดแคลนอะไหล่ ปลดประจำการหมดแล้วทั้ง 9 ลำ[12] และยังมีเฮลิคอปเตอร์ซี ฮอร์ก เอส-70บี จำนวน 6 เครื่อง[9][8][13][10] เรือหลวงจักรีนฤเบศรมีความสามารถบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ 14 ลำ เช่น ไซคอร์สกี ซี คิง, ไซคอร์สกี เอส-76 และ ซีเอช-47 ชีนุก[8] หรือเครื่องบินขึ้นลงทางดิ่ง 12 ลำ[14] มีโรงเก็บขนาด 2,125 ตารางเมตร[14]สามารถเก็บอากาศยานได้ 10 ลำ[3][10] มีดาดฟ้าบินขนาด 174.6 กว้าง 27.5 เมตร[3] และมีสถานีรับ-ส่งน้ำมันเชื้อเพลิงและสถานีจ่ายกระแสไฟฟ้าไว้บริการแก่อากาศยานที่นำเครื่องจอดลงบนดาดฟ้า ซึ่งดาดฟ้าบินนี้สามารถรับ-ส่งเฮลิคอปเตอร์ได้ทุกประเภท โดยน้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุดระหว่าง 7,000-136,000 กิโลกรัม กรณีเป็นเฮลิคอปเตอร์ขนาดใหญ่ เช่น ชีนุก สามารถรับส่งได้ที่จุดรับ-ส่งที่ 4 เท่านั้น โดยการรับ-ส่งเฮลิคอปเตอร์นั้นสามารถรับ-ส่งได้ 5 เครื่องพร้อมกัน[14] มีสกีจั๊ม 12° สำหรับให้เครื่องแฮริเออร์ขึ้นบิน[3] มีลิฟท์สำหรับอากาศยาน 2 ตัวแต่ละตัวรับน้ำหนักได้ 20 ตัน[3] และมีลิฟต์ลำเลียงสรรพาวุธอีก 2 ตัว[14]

ระบบตรวจการและตอบโต้[แก้]

พระราชพิธีเจิมเรือ ที่ฐานทัพเรือสัตหีบ จะมองเห็นเครื่องแฮริเออร์ AV-8S และเฮลิคอปเตอร์ SEA HAWK S-70B อยู่บนดาดฟ้าเรือ

ระบบตรวจการของเรือหลวงจักรีนฤเบศรประกอบไปด้วยเรดาร์อากาศ Hughes SPS-52C ย่านคลื่นความถี่ E/F และเรดาร์นำร่อง Kelvin-Hughes 1007 จำนวน 2 เครื่อง[3] มีการเตรียมการที่จะติดตั้งเรดาร์ผิวน้ำ SPS-64 และโซนาร์ใต้ท้องเรือ แต่จนกระทั่งปี พ.ศ. 2551 ก็ยังไม่มีการติดตั้ง[3][10] ส่วนควบคุมการยิงก็ยังไม่ได้ติดตั้งด้วยเช่นกัน[3]

เรือยังติดตั้งเครื่องยิงเป้าลวง SBROC 4 เครื่องและเป้าลวงลากท้าย SLQ-32[10]

ภายในเรือ[แก้]

ภายในเรือจักรีนฤเบศรประกอบด้วยห้องต่างๆ ทั้งส่วนที่ใช้ปฏิบัติงาน และห้องพัก รวมกว่า 600 ห้อง[15] โดยมีส่วนหลักๆ ดังนี้ สะพานเดินเรือซึ่งเป็นศูนย์กลางการปฏิบัติงานของเรือ หอบังคับการบิน ห้องควบคุมการจราจรทางอากาศ ห้องอุตุนิยมวิทยา ห้องควบคุมดาดฟ้าบิน ห้องบรรยายสรุปการบิน ห้องศูนย์ยุทธการ และห้องครัว[15]

โรงพยาบาล[แก้]

โรงพยาบาลในเรือหลวงจักรีนฤเบศรมีหน้าที่ให้การรักษาพยาบาลเบื้องต้น ดูแลด้านการสุขาภิบาลหน่วยเรือ และให้การช่วยเหลือด้านการแพทย์แก่กำลังพลของเรือและจัดกำลังพลช่วยเหลือหน่วยอื่นๆที่จัดขึ้นในกรณีพิเศษ[16] ห้องรักษาพยาบาลประกอบด้วย ห้องตรวจโรค ห้องผ่าตัด ห้องเอกซ์เรย์ และห้องทันตกรรม ห้องผู้ป่วยสามารถรองรับผู้ป่วยได้ จำนวน 15 เตียง ห้องผู้ประสบภัย สามารถรองรับผู้ประสบภัยได้ จำนวน 26 เตียง[9]

อื่นๆ[แก้]

ระบบไฟฟ้าภายในเรือหลวงจักรีนฤเบศรประกอบไปด้วย[9] เครื่องขับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า จำนวน 4 เครื่อง เครื่องกำเนิดไฟฟ้า จำนวน 4 เครื่อง

เครื่องจักรช่วยและเครื่องจักรอื่นๆภายในเรือหลวงจักรีนฤเบศรได้แก่[9] เครื่องปรับอากาศ ขนาด 155 ตัน จำนวน 3 เครื่อง เครื่องทำความเย็น ขนาด 5 ตัน จำนวน 2 เครื่อง เครื่องปรับแต่งอาการโคลงของเรือ จำนวน 2 ชุดเครื่อง เครื่องผลิตน้ำจืดแบบออสโมซิสผันกลับ จำนวน 4 เครื่อง

ภารกิจ[แก้]

ภาพขณะเครื่องแฮร์ริเออร์ AV-8 กำลังขึ้นบิน เผยให้เห็นลิฟต์บรรทุกเฮลิคอปเตอร์ด้านท้ายเรือ

เรือหลวงจักรีนฤเบศรเป็นเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ขนาดใหญ่ ลำแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้[17] มีระวางขับน้ำ 11,544 ตัน สามารถทนต่อคลื่นลมรุนแรงได้ในระดับ 9 ซึ่งคลื่นมีความสูง 13.8 เมตร[18] ทำให้เรือสามารถทำหน้าที่เป็นฐานปฏิบัติการในทะเลต่อระยะทำการของอากาศยาน และเป็นเรือรบปฏิบัติหน้าที่คุ้มครองผลประโยชน์ของชาติทางทะเลและปกป้องอธิปไตยของชาติ

ภารกิจในอดีตในการช่วยเหลือประชาชน[แก้]

เรือหลวงจักรีนฤเบศรได้ช่วยเหลือประชาชนในเหตุการณ์ต่าง ๆ ดังนี้

พายุไต้ฝุ่นซีตาห์[แก้]

ในวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2540 ได้เกิดพายุไต้ฝุ่นซีตาห์ที่จังหวัดชุมพร เรือหลวงจักรีนฤเบศร[19] ได้ไปยังพื้นที่ประสบภัย และดำเนินการช่วยเหลือประชาชนที่ติดอยู่ตามตำบลที่ต่างๆ เนื่องจากระดับน้ำท่วมสูงจนการช่วยเหลือทางบกไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยได้ การดำเนินการเบื้องต้น คือ การใช้เฮลิคอปเตอร์จากเรือ นำอาหารที่ประกอบเรียบร้อยแล้วรวมทั้งน้ำดื่มไปแจกจ่ายให้กับประชาชนที่ติดอยู่ตามตำบลที่ต่างๆ การช่วยเหลือเบื้องต้น

พายุไต้ฝุ่นลินดา[แก้]

ในวันที่ 4-7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540 เรือหลวงจักรีนฤเบศร[19]ได้ออกเรือเพื่อให้การช่วยเหลือเรือประมงในทะเล ที่ประสบภัยจากพายุไต้ฝุ่นลินดาโดยลาดตระเวนจากสัตหีบไปยังเกาะกูด จังหวัดตราดจนถึงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

เหตุการณ์อุทกภัยจังหวัดสงขลา[แก้]

กองทัพเรือกำหนดให้เรือหลวงจักรีนฤเบศร[19]ออกเรือเพื่อปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่จังหวัดสงขลา ระหว่างวันที่ 23-29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2543 ซึ่งเรือหลวงจักรีนฤเบศร ออกจากท่าเรือจุกเสม็ด การท่าเรือสัตหีบ ฐานทัพเรือสัตหีบ ในวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2543 และจอดทอดสมอเรือบริเวณเกาะหนู จังหวัดสงขลา ในวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2543 เรือหลวงจักรีนฤเบศรได้เริ่มปฏิบัติการโดยใช้การบินตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2543 และส่งชุดปฏิบัติการพิเศษพร้อมเรือยางลำเลียงเอาอาหารและสิ่งของจำเป็นมอบแก่ผู้ประสบภัย

เหตุการณ์ความไม่สงบในกรุงพนมเปญ[แก้]

ในวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2546 เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในกรุงพนมเปญ และมีชาวกัมพูชาเผาสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงพนมเปญได้รับความเสียหาย มีการเตรียมพร้อมในการอพยพประชาชนชาวไทยในกัมพูชา ให้เดินทางกลับประเทศไทย โดยในเบื้องต้นรัฐบาลมอบหมายให้ กองทัพเรือจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกของสนามบินอู่ตะเภา โดยการปฏิบัติพิเศษนี้ เป็นการปฏิบัติภารกิจ สนับสนุนการอพยพ เจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตไทย และครอบครัว ตลอดจนประชาชนชาวไทยในกัมพูชา ให้เดินทางกลับประเทศไทยโดยปลอดภัย ในแผน"โปเชนตง1" และเตรียมพร้อมปฏิบัติการบริเวณพื้นที่ด้านตะวันตกของเกาะกง[19] นอกน่านน้ำกัมพูชา เป็นการปฏิบัติการในชื่อแผน "โปเชนตง2" โดยอากาศยานบนเรือทั้ง เอวี-8เอส มาทาดอร์, เอส-70บี ซีฮอว์ค, เอส-76บี เตรียมพร้อมปฏิบัติการในการใช้กำลังทางทหารต่อกัมพูชา หากมีความผิดพลาดเกินขึ้นในแผน โปเชนตง1

ภัยพิบัติคลื่นสึนามิ[แก้]

เตนท์ของเรือหลวงจักรีนฤเบศรช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากคลื่นสึนามิ พ.ศ. 2547

ในวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2547 ช่วยเหลือประชาชนจากเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิ โดบกองเรือยุทธการจัดตั้งหมู่เรือช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทะเล โดยมีกำลังพลรวมทั้งสิ้น 760 นาย ซึ่งประกอบด้วยเรือหลวงจักรีนฤเบศร[19] เรือหลวงนเรศวรและชุดแพทย์เคลื่อนที่ โดยมีภารกิจหลักคือ ค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัย ให้การรักษาพยาบาล บริเวณเกาะต่างๆ และพื้นที่ทะเลด้านใต้ของเกาะภูเก็ต และเก็บกู้ศพและลำเลียงศพจากเกาะพีพีดอน นอกจากนั้นยังให้การสนับสนุนและรับการตรวจเยี่ยมจากนายกรัฐมนตรีพร้อมคณะ และกองทัพเรือ

เหตุการณ์น้ำท่วมในประเทศไทย พ.ศ. 2553[แก้]

ในเหตุการณ์อุทกภัยในประเทศไทย พ.ศ. 2553 เรือหลวงจักรีนฤเบศรได้เดินทางออกจากฐานทัพเรือสัตหีบในเวลา 20 นาฬิกาโดยเดินทางถึงจังหวัดสงขลาในเวลา 13.00 นาฬิกา ในวันที่ 3 พฤศจิกายน และจะทำการทอดสมอที่เกาะหนู เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย เช่น การมอบถุงยังชีพ การย้ายผู้ประสบภัย เป็นต้น[20][21]

เหตุการณ์ภัยพิบัติในพื้นที่จังหวัดสุราษฏร์ธานี (เกาะเต่า)[แก้]

ในเหตุการณ์อุทกภัยในประเทศไทย พ.ศ. 2554 กองทัพเรือได้จัดตั้งหมู่เรือช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทะเล กรณีเกิดภัยพิบัติในพื้นที่ เกาะเต่า เกาะสมุย เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฏร์ธานี โดยสั่งการให้ เรือหลวงจักรีนฤเบศร[19] พร้อมด้วยอากาศยาน ร.ล.สุโขทัย และเรือของกองทัพเรืออีกหลายลำ ออกเดินทางไปให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ติดค้างบนเกาะเต่า โดยลำเลียงผู้ประสบภัยจำนวนทั้งสิ้น 743 คน เดินทางมายัง ท่าเทียบเรือจุกเสม็ด อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี[19]

อ้างอิง[แก้]

เชิงอรรถ
  1. เรือปรินซิเปเดอัสตูเรียสมีระวางขับน้ำเต็มที่ 16,700 ตัน ในขณะที่เรือหลวงจักรีนฤเบศรมีระวางขับน้ำเต็มที่ 11,544 ตัน
อ้างอิง
  1. Evolution and Revolution in Spanish and Chilean Shipbuilding from the Cold War to the 21st Century: A Study in International Technology Transfer in the Naval Industries Larrie D. Ferreiro, Defense Acquisition University
  2. 2.0 2.1 2.2 2.3 2.4 ประวัติความเป็นมาของเรือหลวงจักรีนฤเบศร เรือหลวงจักรีนฤเบศร ฐานทัพเรือสัตหีบ กองทัพเรือ สืบค้นวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2553
  3. 3.00 3.01 3.02 3.03 3.04 3.05 3.06 3.07 3.08 3.09 3.10 3.11 3.12 Saunders, Stephen (ed.) (2008). Jane's Fighting Ships 2008-2009. Jane's Fighting Ships (111th ed.). Surrey: Jane's Information Group. ISBN 9780710628459. OCLC 225431774. , p. 786
  4. 4.0 4.1 4.2 Bishop, Chris; Chant, Christopher (2004). Aircraft Carriers: the world's greatest naval vessels and their aircraft. London: MBI. ISBN 0760320055. OCLC 56646560.  , p. 88
  5. 5.0 5.1 5.2 นิตยสารสมรภูมิ ฉบับประจำเดือนมีนาคม พ.ศ. 2552 ISSN 0857-0094
  6. ภาพป้ายบันทึกข้อความที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จมาทรงเจิมเรือหลวงจักรีนฤเบศร กองทัพเรือ
  7. ผู้บังคับการเรือ เรือหลวงจักรีนฤเบศร สืบค้นวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2555
  8. 8.0 8.1 8.2 8.3 8.4 8.5 8.6 8.7 Wertheim, Eric, ed. (2007). The Naval Institute Guide to Combat Fleets of the World: Their Ships, Aircraft, and Systems (15th ed.). Annapolis, MD: Naval Institute Press. ISBN 9781591149552. OCLC 140283156. , p. 772
  9. 9.0 9.1 9.2 9.3 9.4 9.5 9.6 9.7 9.8 คุณลักษณะเรือ เรือหลวงจักรีนฤเบศร ฐานทัพเรือสัตหีบ กองทัพเรือ สืบค้นวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2553
  10. 10.0 10.1 10.2 10.3 10.4 Bishop & Chant, Aircraft Carriers, p. 89
  11. ต้นเรือ ร.ล.จักรีนฤเบศร, การยิงอาวุธปล่อยนำวิถีมิสทราล (MISTRAL) ครั้งแรกของกองทัพเรือไทย, เรือหลวงจักรีนฤเบศร, ฐานทัพเรือสัตหีบ, กองทัพเรือ, สืบค้นวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2553
  12. CHRISTOPHER P. CAVAS, Thai Navy Retires Harrier Jump-Jets, DefenseNews.com
  13. Ireland, The Illustrated Guide to Aircraft Carriers of the World, p. 249
  14. 14.0 14.1 14.2 14.3 12 ปีเรือหลวงจักรีนฤเบศร, เรือหลวงจักรีนฤเบศร, ฐานทัพเรือสัตหีบ, กองทัพเรือ, สืบค้นวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2553
  15. 15.0 15.1 ข้อมูลภายในเรือหลวงจักรีนฤเบศร สืบค้นวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2555
  16. โรงพยาบาล ร.ล.จักรีนฤเบศร, เรือหลวงจักรีนฤเบศร, ฐานทัพเรือสัตหีบ, กองทัพเรือ, สืบค้นวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2553
  17. ร.อ.ธวัช พงษ์พาณิช, เมืองเฟอร์รอล สูงสุดแห่งชีวิต ที่สุดแห่งราชนาวีไทย บันทึกไม่ลับของคนรับเรือ , เรือหลวงจักรีนฤเบศร, ฐานทัพเรือสัตหีบ, กองทัพเรือ, สืบค้นวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2553
  18. ภารกิจ , เรือหลวงจักรีนฤเบศร, ฐานทัพเรือสัตหีบ, กองทัพเรือ, สืบค้นวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2553
  19. 19.0 19.1 19.2 19.3 19.4 19.5 19.6 เว็บไซต์เรือหลวงจักรีนฤเบศร. "เรือหลวงจักรีนฤเบศรกับการช่วยเหลือประชาชน". ฐานทัพเรือสัตหีบ กองทัพเรือ: เรือหลวงจักรีนฤเบศร. Archived from the original on 7 ธันวาคม พ.ศ. 2552. สืบค้นเมื่อ 17 กันยายน พ.ศ. 2553. 
  20. การช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมปี 2553 จากกระปุก
  21. การช่วยเหลือประชาชนโดยเรือหลวงจักรีนฤเบศรจากทวิตเตอร์ของหนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]