การศึกษาในประเทศไทย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
การศึกษาในประเทศไทย
Emblem of Ministry of Education.png
กระทรวงศึกษาธิการ
งบประมาณทางการศึกษา (พ.ศ. 2557)
งบประมาณ 482,788,585,900 บาท[1]
ข้อมูลทั่วไป
ภาษาที่ใช้ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ
ก่อตั้งกระทรวงธรรมการ 1 เมษายน พ.ศ. 2435
การรู้หนังสือ (พ.ศ. 2548)
ทั้งหมด 93.5[2]
ผู้ชาย 95.6[2]
ผู้หญิง 91.5[2]
การลงทะเบียนเรียน (พ.ศ. 2551)
ทั้งหมด 12,567,760[3]
ประถมศึกษา 5,370,546 [3]
มัธยมศึกษา 4,769,198 [3]
อุดมศึกษา 2,428,016 [3]

การศึกษาในประเทศไทย เป็นการศึกษาที่จัดโดยกระทรวงศึกษาธิการของประเทศไทย โดยภาครัฐจะเข้ามาดูแลโดยตรงและเปิดโอกาสให้เอกชนมีส่วนร่วมในการศึกษาตั้งแต่ระดับการศึกษาปฐมวัยจนถึงระดับอุดมศึกษา สำหรับการศึกษาภาคบังคับในประเทศไทยนั้นได้กำหนดให้พลเมืองไทยต้องจบการศึกษาอย่างน้อยที่สุดในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น[4] และต้องเข้ารับการศึกษาอย่างช้าสุดเมื่ออายุ 7 ปี[5] ซึ่งการศึกษาภาคบังคับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งแบ่งออกเป็นระดับชั้นประถมศึกษา 6 ปีและมัธยมศึกษา 6 ปี นอกจากนี้แล้วการศึกษาขั้นพื้นฐานยังรวมถึงการศึกษาปฐมวัยอีกด้วย[6] ทั้งนี้รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายตามความในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550[7] ส่วนการบริหารและการควบคุมการศึกษาในระดับอุดมศึกษาจะดำเนินการโดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ซึ่งเป็นแผนกหนึ่งของกระทรวงศึกษาธิการ ในปัจจุบันการศึกษาในประเทศไทยมีทั้งสิ้น 3 รูปแบบ คือ การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย

อย่างไรก็ตามการจัดการศึกษาของประเทศไทยนั้นถูกมองว่าล้าหลังและล้มเหลวเสมอมา[8] กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2554 ว่า เด็กไทยมีระดับเชาวน์ปัญญา 98.59 ซึ่งต่ำกว่าค่ามัธยฐานของเชาวน์ปัญญาทั้งโลกที่ระดับ 100 โดยเด็กไทยภาคตะวันออกมีสติปัญญาน้อยที่สุด สูงขึ้นมาจึงเป็นภาคใต้ ภาคเหนือ และภาคกลางตามลำดับ[9]

ระบบโรงเรียน[แก้]

สำหรับระบบการศึกษาในโรงเรียนของประเทศไทยนั้นจะแบ่งการศึกษาออกเป็น 4 ช่วงชั้น คือ ช่วงชั้นที่ 1 ตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 - 3 ช่วงชั้นที่ 2 ตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 - 6 ช่วงชั้นที่ 3 คือระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น (มัธยมศึกษาปีที่ 1 - 3) และช่วงชั้นที่ 4 คือระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย (มัธยมศึกษาปีที่ 4 - 6)[10] โดยในช่วงชั้นที่ 4 นั้นนอกจากจะมีการจัดการศึกษาในสายสามัญแล้ว ยังมีการจัดการศึกษาในสายอาชีพด้วย ซึ่งในระดับชั้น ปวช. 1 - 3 นั้นจะเทียบเท่ากับระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยนักเรียนที่เลือกสายสามัญมักมีความตั้งใจที่จะศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย ส่วนนักศึกษาที่เลือกสายอาชีพมักวางแผนเพื่อเตรียมพร้อมสู่การจ้างงานและศึกษาเพิ่มเติม[11]

ในการเข้าศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย รวมไปถึงอาชีวศึกษาจำเป็นต้องมีการสอบข้อเขียนซึ่งจัดสอบโดยโรงเรียน ส่งผลให้ในบางครั้งอาจมีปัญหานักเรียนไม่มีที่เรียนได้[12] นอกจากนักเรียนจะต้องสอบข้อเขียนของโรงเรียนแล้ว นักเรียนจำเป็นต้องมีคะแนนการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ (ONET) ซึ่งมีการจัดสอบในช่วงปลายภาคเรียนที่ 2 ของชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และปลายภาคเรียนที่ 2 ของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3[13] ยื่นประกอบในการพิจารณา ส่วนการทดสอบระดับชาติของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 จะนำไปใช้ในการรับบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย[14]

สำหรับประเทศไทยนั้นมีการแบ่งโรงเรียนออกเป็น 2 รูปแบบ คือ โรงเรียนรัฐและโรงเรียนเอกชน[15] โดยโรงเรียนรัฐนั้นจะบริหารจัดการโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานหรือหน่วยงานอื่นๆที่ไม่ได้สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น ส่วนโรงเรียนเอกชนจะบริหารจัดการโดยกลุ่มบุคคลหรือมูลนิธิต่างๆที่มีใบอนุญาตจัดตั้ง[16] ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วมักเป็นโรงเรียนที่มีส่วนเกี่ยวเนื่องกับศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลาม เป็นหลัก ในเขตชนบทของประเทศไทยนั้นหลายๆโรงเรียนมีลักษณะเป็นโรงเรียนขยายโอกาส คือ มีการจัดการเรียนการสอนระดับชั้นประถมศึกษา - มัธยมศึกษาตอนต้น หรืออาจมีการจัดการเรียนการสอนในระดับการศึกษาปฐมวัยด้วยก็ได้[17]

เนื่องจากการขาดแคลนงบประมาณทางการศึกษาแก่โรงเรียนชนบท ส่งผลให้นักเรียนที่อาศัยอยู่ในเขตชนบทเลือกที่จะเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนเอกชนมากกว่าโรงเรียนของรัฐ เนื่องจากมีความเชื่อมั่นว่าคุณภาพการเรียนการสอนของโรงเรียนเอกชนอยู่ในระดับมาตรฐานที่ดี[18] หรือเข้าศึกษาต่อในเขตเมืองของจังหวัดนั้นๆ

ระดับชั้น[แก้]

การจัดการศึกษาในประเทศไทยในระดับชั้นประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาและในระดับอาชีวศึกษาจะแบ่งออกเป็น 2 ภาคการศึกษาโดยภาคการศึกษาแรกจะจัดการเรียนการสอนระหว่างวันที่ 16 พฤษภาคมถึงวันที่ 11 ตุลาคมของทุกปี ในขณะที่ภาคการศึกษาปลายจะเริ่มวันที่ 1 พฤศจิกายนถึงวันที่ 1 เมษายน[19] อย่างไรก็ตามมีความพยายามในการปรับเปลี่ยนเวลาการเปิดภาคการศึกษาใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับกลุ่มประเทศอาเซียน แต่กระทรวงศึกษาธิการยังคงยืนยันที่จะกำหนดวันเปิดปิดภาคเรียนตามเดิม[19] สำหรับในระดับอุดมศึกษานั้นมีการจัดการเรียนการสอนออกเป็นทวิภาค ยกเว้นหลักสูตรนานาชาติที่จัดการเรียนการสอนแบบไตรภาค โดยมีภาคฤดูร้อนให้นิสิต/นักศึกษาสามารถเข้ามาศึกษาได้ สำหรับประเทศไทยได้แบ่งระดับชั้นการศึกษาไว้ดังตารางด้านล่างนี้[20]

ระดับชั้น อายุ
สายสามัญ สายอาชีพ
การศึกษาปฐมวัย
เตรียมอนุบาล 2-3
อนุบาล 3-5
ประถมศึกษา
ประถมศึกษาปีที่ 1 6 - 7
ประถมศึกษาปีที่ 2 7 - 8
ประถมศึกษาปีที่ 3 8 - 9
ประถมศึกษาปีที่ 4 9 - 10
ประถมศึกษาปีที่ 5 10 - 11
ประถมศึกษาปีที่ 6 11 - 12
มัธยมศึกษาตอนต้น
มัธยมศึกษาปีที่ 1 12 - 13
มัธยมศึกษาปีที่ 2 13 - 14
มัธยมศึกษาปีที่ 3 14 - 15
มัธยมศึกษาตอนปลาย อาชีวศึกษา
มัธยมศึกษาปีที่ 4 ประกาศนียบัตรวิชาชีพ 1 15 - 16
มัธยมศึกษาปีที่ 5 ประกาศนียบัตรวิชาชีพ 2 16 - 17
มัธยมศึกษาปีที่ 6 ประกาศนียบัตรวิชาชีพ 3 17 - 18
อุดมศึกษา
อุดมศึกษา (วิทยาลัย หรือ มหาวิทยาลัย) ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง อายุหลากหลาย ส่วนใหญ่ใช้เวลาเรียน 4 - 6 ปี

เครื่องแบบนักเรียนนักศึกษา[แก้]

เครื่องแบบนักเรียนไทย
ดูบทความหลักที่: เครื่องแบบนักเรียนไทย

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่กำหนดให้นักเรียนแต่งเครื่องแบบนักเรียนตั้งแต่ระดับก่อนประถมศึกษาจนถึงระดับมัธยมศึกษา โดยมีการประกาศเป็นกฎหมายในพระราชบัญญัติเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ. 2551[21] โดยสถานศึกษาจะต้องกำหนดเครื่องแบบให้ตรงตามระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการหรืออาจใช้เครื่องแบบอื่นตามที่สถานศึกษากำหนดก็ได้[21] โดยเครื่องแบบต่างๆของทุกระดับชั้นจะถูกกำหนดโดยระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ. 2551 ซึ่งเกิดขึ้นมาจากความในพระราชบัญญัติเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ. 2551[22] สำหรับในระดับอุดมศึกษานั้น ประเทศไทยเป็น 1 ใน 4 ประเทศของโลกร่วมกับ ประเทศลาว ประเทศกัมพูชาและประเทศเวียดนามที่มีการบังคับใช้เครื่องแบบในระดับอุดมศึกษา[23] สำหรับในส่วนของเครื่องแบบในระดับอุดมศึกษานั้นยังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในด้านต่างๆ[24] อย่างไรก็ตามนิสิต/นักศึกษาส่วนใหญ่ร้อยละ 94.44 มีความคิดเห็นว่าเครื่องแบบนิสิต/นักศึกษายังมีความจำเป็นอยู่[25]

ประวัติศาสตร์การศึกษาไทย[แก้]

การจัดการและการบริหาร[แก้]

โครงสร้างพื้นฐาน[แก้]

การบริหารจัดการ[แก้]

งบประมาณ[แก้]

การวิจัย[แก้]

หลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน[แก้]

การศึกษาปฐมวัย[แก้]

การศึกษาขั้นพื้นฐาน[แก้]

อาชีวศึกษา[แก้]

อุดมศึกษา[แก้]

การศึกษานอกระบบ[แก้]

โรงเรียนนานาชาติ[แก้]

ครูผู้สอน[แก้]

ครูเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการจัดกระบวนการเรียนการสอน มีหน้าที่ในการถ่ายทอดสรรพศาสตร์ทั้งปวง การปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม นอกจากนี้จะต้องเป็นผู้ที่ก้าวทันเทคโนโลยี มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี มีทักษะการวัดและประเมินผล ทักษะการวิจัยและเป็นผู้ที่มีจิตใจที่พร้อมให้บริการแก่ศิษย์และคนในชุมชน[26] ดังนั้นครูจึงเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญมากต่อการศึกษาไทย สำหรับในปี พ.ศ. 2556 มีครูไทยปฏิบัติการสอนทั้งสิ้นประมาณ 660,000 คน โดยเป็นครูในภาครัฐจำนวน 538,563 คน และครูภาคเอกชน จำนวน 139,392 คน[27] โดยมีการกำหนดอัตราส่วนมากที่สุดของครูหนึ่งคนต่อนักเรียนหนึ่งห้องไว้ที่ 1:50[28]

การฝึกหัดครู[แก้]

การพัฒนาครู[แก้]

ข้อวิพากษ์วิจารณ์การศึกษาไทยในปัจจุบัน[แก้]

การศึกษาไทยได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ถึงปัญหาและความล้มเหลวที่เกิดขึ้น จากการจัดอันดับตามรายงานของ World Economic Forum ในปี พ.ศ. 2555 - 2556 ระบุว่าประเทศไทยมีอันดับคุณภาพทางการศึกษาลำดับสุดท้ายในกลุ่มประเทศอาเซียนที่ได้รับการจัดอันดับ[29] โดยคนไทยกว่าร้อยละ 87 เชื่อว่าการศึกษาไทยอยู่อันดับสุดท้ายในกลุ่มประเทศอาเซียนจริง[30] ซึ่งมูลเหตุที่สำคัญมาจากปัญหาที่สะสมมานานหลายประการอันเกิดมาจากระบบการเรียนการสอน หลักสูตร ครูผู้สอน โอกาสการเข้าถึงการศึกษา รวมไปถึงคุณภาพของนักเรียนไทย

ประเทศไทยเป็นประเทศที่ใช้งบประมาณทางการศึกษาสูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้[31] แต่การบริหารจัดการยังไม่ดีมากนักโดยพบว่างบประมาณส่วนใหญ่ทุ่มเทไปที่การศึกษาขั้นพื้นฐานในสัดส่วนที่มากกว่าอาชีวศึกษาค่อนข้างมาก ส่งผลให้การจัดการเรียนการสอนในระดับอาชีวศึกษายังไม่มีประสิทธิภาพสูงมากนักและไม่สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทยในปัจจุบันที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมมากขึ้น[31] นอกจากนี้แม้จะจัดสรรงบประมาณให้กับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นจำนวนมาก แต่ยังพบปัญหาโอกาสการศึกษาที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างผู้มีฐานะและผู้ไม่มีฐานะ รวมไปถึงปัญหาอันเกี่ยวเนื่องกับหลักสูตรและการสอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน[32] โดยหลักสูตรของไทยไม่เอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพที่ตรงตามความสามารถของผู้เรียน เมื่อรวมเข้ากับค่านิยมของสังคมทำให้การจัดหลักสูตรของไทยไม่ประสบความสำเร็จในปัจจุบัน[33]

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. "พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗". กระทรวงศึกษาธิการ. สืบค้นเมื่อ 15 January 2014. 
  2. 2.0 2.1 2.2 "The World Factbook". Central Intelligence Agency. สืบค้นเมื่อ 15 January 2014. 
  3. 3.0 3.1 3.2 3.3 "จำนวนและร้อยละของนักเรียน นิสิต นักศึกษาในระบบโรงเรียน จำแนกตามชั้นและระดับการศึกษา ในกรุงเทพมหานครและส่วนภูมิภาค ปีการศึกษา 2551". ข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ. สืบค้นเมื่อ 15 January 2014. 
  4. "พระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ. ๒๕๔๕". สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. สืบค้นเมื่อ 15 January 2014. 
  5. "กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการนับอายุเด็กเพื่อเข้ารับการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ. ๒๕๔๕". สำนักงานเจ้าคณะจังหวัดบุรีรัมย์. สืบค้นเมื่อ 15 January 2014. 
  6. "นิยามทางการศึกษา". สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. สืบค้นเมื่อ 15 January 2014. 
  7. "นโยบายเรียนฟรี 15 ปี". กระทรวงศึกษาธิการ. สืบค้นเมื่อ 15 January 2014. 
  8. สมพงษ์ จิตระดับ สุอังคะวาทิน (17 มิถุนายน 2555). "เปลี่ยน..รัฐมนตรีศึกษาฯทุก 6 เดือน "สุชาติ"สอบผ่าน แต่...". มติชน. สืบค้นเมื่อ 1 October 2012. 
  9. The Nation (8 July 2011). "Thai students found below global average". The Nation. สืบค้นเมื่อ 15 January 2014. 
  10. "หลักสูตรและการปฏิรูปการศึกษา". กรมวิชาการ หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน. สืบค้นเมื่อ 16 January 2014. 
  11. "ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอาชีวะและเทคนิคศึกษา". มหาวิทยาลัยราชมงคลสุวรรณภูมิ. สืบค้นเมื่อ 16 January 2014. 
  12. "เรียนต่อ ม.1 เด็ก 15% สอบเข้าไม่ได้". ไทยโพสต์. สืบค้นเมื่อ 16 January 2014. 
  13. "ตารางสอบ O-NET ป.6 ม.3 และ ม.6 ปีการศึกษา 2556". สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ. สืบค้นเมื่อ 16 January 2014. 
  14. "แผ่นพับองค์ประกอบและค่าร้อยละ Admissions 2557". การคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาในระบบกลาง. สืบค้นเมื่อ 16 January 2014. 
  15. "Types of School". angloinfo. สืบค้นเมื่อ 16 January 2014. 
  16. "พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๕๐ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๔". media.wix.com. สืบค้นเมื่อ 16 January 2014. 
  17. อุมาภรณ์ ภัทรวาณิชย์และปัทมา อมรสิริสมบูรณ์. "ความไม่เท่าเทียมด้านการศึกษา: เมืองและชนบท". Institute for Population and Social Research (IPSR). สืบค้นเมื่อ 16 January 2014. 
  18. "เผยพฤติกรรมเลือก ร.ร.พ่อแม่ยึดคุณภาพ-ฐานะครอบครัวเป็นหลัก". Unigang. สืบค้นเมื่อ 16 January 2014. 
  19. 19.0 19.1 "ข้อสรุปใหม่กระทรวงศึกษาธิการ "ไม่เลื่อนเปิดเทอม" สถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและอาชีวศึกษา". Eduzone. สืบค้นเมื่อ 16 January 2014. 
  20. "ระบบการศึกษา-ไทย". สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ. สืบค้นเมื่อ 17 January 2014. 
  21. 21.0 21.1 "พระราชบัญญัติเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ. 2551". ราชกิจจานุบกษา. สืบค้นเมื่อ 17 January 2014. 
  22. "ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ. 2551". Longdo Law. สืบค้นเมื่อ 17 January 2014. 
  23. "ชุดนักเรียนไทยอยู่ตรงไหน?". ประเทศไทยอยู่ตรงไหน?. สืบค้นเมื่อ 17 January 2014. 
  24. กานดา นาคน้อย. "ปลดเปลื้องเครื่องแบบนักศึกษา". สืบค้นเมื่อ 18 January 2014. 
  25. "สวนดุสิต การันตี 94% ชี้เครื่องแบบ “ชุดนักศึกษา”จำเป็น!". ASTV ผู้จัดการออนไลน์. สืบค้นเมื่อ 18 January 2014. 
  26. "บทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบของครู". E-Book Ramkhamhaeng. สืบค้นเมื่อ 18 January 2014. 
  27. "การพัฒนาครูจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพผู้เรียน". ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์. สืบค้นเมื่อ 18 January 2014. 
  28. "สพฐ.เสียงแข็ง! ไม่เพิ่มจำนวน นร.ต่อห้อง ยัน 50 คน ครูดูแลทั่วถึง". ASTVผู้จัดการออนไลน์. สืบค้นเมื่อ 18 January 2014. 
  29. "อึ้ง!การศึกษาไทยรั้งท้ายอาเซียน". คมชัดลึกออนไลน์. สืบค้นเมื่อ 2 March 2014. 
  30. "โพลชี้คนมองการศึกษาไทยรั้งท้ายอาเซียน". ไทยรัฐออนไลน์. สืบค้นเมื่อ 2 March 2014. 
  31. 31.0 31.1 "ส่องงบการศึกษาไทยบนเวทีอาเซียน". posttoday. สืบค้นเมื่อ 3 March 2014. 
  32. "อึ้ง!!เด็กหลุดจากระบบการศึกษามีมากกว่า 7 แสนคนต่อปี เพราะไม่รู้เรียนไปเพื่ออะไร". matichon. สืบค้นเมื่อ 3 March 2014. 
  33. "การศึกษาไทยลง “เหว” เพราะหลักสูตร “เลว” รังแกเด็ก ตอนที่ 1 : กว่าจะรู้จัก (ตัวตน) ก็สายเสียแล้ว!". ผู้จัดการออนไลน์. สืบค้นเมื่อ 3 March 2014. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]