ประเทศซีเรีย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สาธารณรัฐอาหรับซีเรีย
الجمهورية العربية السورية (อาหรับ)
ตราแผ่นดิน
คำขวัญไม่มี
เพลงชาติHomat el Diyar
"ผู้พิทักษ์บ้านเกิด"

เมืองหลวง
(และเมืองใหญ่สุด)
ดามัสกัส
33°30′N 36°18′E / 33.500°N 36.300°E / 33.500; 36.300
ภาษาทางการ ภาษาอาหรับ
การปกครอง ชะรีอะฮ์
 -  ประธานาธิบดี บัชชาร อัลอะซัด
 -  นายกรัฐมนตรี วาอีล นาดิร อัลฮัมกี
เอกราช จาก ฝรั่งเศส 
 -  ประกาศ (1) กันยายน พ.ศ. 24791 
 -  ประกาศ (2) 1 มกราคม พ.ศ. 2487 
 -  เป็นที่ยอมรับ 17 เมษายน พ.ศ. 2489 
พื้นที่
 -  รวม 185,180 ตร.กม. (88)
71,479 ตร.ไมล์ 
 -  แหล่งน้ำ (%) 0.06
ประชากร
 -  ก.ค. 2548 (ประเมิน) 19,043,000 (55)
 -  ความหนาแน่น 103 คน/ตร.กม. (96)
267 คน/ตร.ไมล์
จีดีพี (อำนาจซื้อ) 2548 (ประมาณ)
 -  รวม 71.74 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (65)
 -  ต่อหัว 5,348 ดอลลาร์สหรัฐ (101)
HDI (2547) 0.716 (กลาง) (107)
สกุลเงิน ปอนด์ซีเรีย (SYP)
เขตเวลา EET (UTC+2)
 -  (DST) EEST (UTC+3)
โดเมนบนสุด .sy
รหัสโทรศัพท์ 963
1ฝรั่งเศสไม่ได้ให้สัตยาบันในสนธิสัญญาเอกราชฝรั่งเศส-ซีเรีย (Franco-Syrian Treaty of Independence 1936)

ซีเรีย (อังกฤษ: Syria; อาหรับ: سورية) หรือ สาธารณรัฐอาหรับซีเรีย (อังกฤษ: Syrian Arab Republic; อาหรับ: الجمهورية العربية السورية) เป็นประเทศในเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ มีพรมแดนจากใต้ไปเหนือ ติดกับประเทศเลบานอน ประเทศอิสราเอล ประเทศจอร์แดน ประเทศอิรัก และประเทศตุรกี พรมแดนกับประเทศอิสราเอลยังคงเป็นกรณีพิพาท จนกว่าจะมีการสะสางข้อโต้แย้งที่ยังค้างอยู่ เกี่ยวกับการครอบครองที่สูงโกลัน (Golan Heights)

ประวัติศาสตร์[แก้]

ซีเรียเคยอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส และได้รับเอกราชเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2489 ต่อมาในปี 2513 พันเอก Hafez al - Assad ได้ก่อรัฐประหารยึดอำนาจปกครองประเทศ [1] และในปี 2514 ได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของซีเรียจนถึงอสัญกรรมเมื่อมิถุนายน 2543 เดือนต่อมา บุตรชายของอดีตประธานาธิบดี Dr. Bashar Al-Assad ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของซีเรีย


ซีเรียเป็นประเทศค่อนข้างปิด โดยเฉพาะในสมัยของประธานาธิบดี Hafez al- Assad เป็นประเทศนิยมอาหรับและมีนโยบายต่อต้านตะวันตก และอิสราเอล นอกจากนั้น ซีเรียมีอิทธิพลต่อเลบานอนในด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ทำให้การเจรจาใด ๆ ระหว่างอิสราเอลกับเลบานอนจะต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการเจรจาระหว่างซีเรียกับอิสราเอลด้วย อย่างไรก็ดี การที่ Dr. Bashar Al -Assad ได้รับการศึกษาจากประเทศตะวันตกทำให้เห็นความสำคัญของการปฏิรูปประเทศทั้งในด้านการเมืองและเศรษฐกิจซึ่งอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ และเห็นความจำเป็นต้องเปิดประเทศเพื่อรับการลงทุน และความช่วยเหลือ โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ แต่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาสันติภาพกับอิสราเอล Dr. Bashar Al -Assad คงยึดมั่นนโยบายของบิดา สำหรับความสัมพันธ์กับเลบานอน การถอนกองกำลังอิสราเอลออกจากเลบานอนตอนใต้ เมื่อต้นปี 2543 ได้สร้างแรงกดดันให้ซีเรียทบทวนและพิจารณาความจำเป็นและเหตุผลของการคงกองกำลังของตนประมาณ 30,000 นาย อย่างไรก็ตามในปี 2548 ซีเรียได้ถอนกำลังทหารทั้งหมดออกจากเลบานอนหลังจากเหตุการณ์ลอบสังหารอดีตนายกรัฐมนตรีเลบานอนนาย Rafik Al-Hariri


แม้ซีเรียปฏิรูประบบเศรษฐกิจให้มีความทันสมัยมากขึ้น เช่น การเปิดเสรีธนาคารพาณิชย์ แต่โดยรวมกลไกทางเศรษฐกิจก็ยังอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ

การเมือง[แก้]

รูปแบบการปกครอง แบบสาธารณรัฐภายใต้การปกครองโดยทหาร (นับแต่ปี ค.ศ.1963) มีประธานาธิบดีเป็นประมุขของประเทศ เลือกตั้งคราวละ 7 ปี มีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร ประธานาธิบดีแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี

ประมุขของรัฐ Bashar al-ASAD (ตั้งแต่ 17 กรกฎาคม 2543)

หัวหน้าฝ่ายบริหาร นาย Mustafa Mohammed Miro (นายกรัฐมนตรี ตั้งแต่ 13 มีนาคม 2543)

รัฐมนตรีต่างประเทศ นาย Walid Al-Mualem

รู้จักประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด แห่งซีเรีย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงดามัสกัส ประเทศซีเรีย เมื่อวันที่ 25 ส.ค. พาไปทำความรู้จักกับประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด แห่งซีเรีย ผู้นำประเทศเล็กๆบนคาบสมุทรอาหรับ ที่ทั่วโลกกล่าวถึงมากที่สุดตลอดกว่า 2 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากเหตุการณ์ชุมนุมของประชาชนที่ต้องการโค่นอำนาจเขา ซึ่งบานปลายกลายเป็นสงครามกลางเมือง ที่อัสซาดประกาศกร้าวมาตลอดว่า เป็น “เรื่องภายใน” ของซีเรีย “คนนอก” อย่าเข้ามายุ่ง ถ้าไม่อยาก “เจ็บตัว”

อัสซาดเกิดเมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2508 ที่กรุงดามัสกัส เป็นบุตรคนที่ 3 จากทั้งหมด 5 คน ของนายพลฮาเฟซ อัล-อัสซาด ซึ่งปกครองซีเรียมานานเกือบ 30 ปี จนกระทั่งถึงแก่อสัญกรรมในตำแหน่งเมื่อปี 2543 เดิมทีอัสซาดไม่ได้รับการวางตัวจากบิดาให้เป็นผู้สืบทอดอำนาจ ทว่าเมื่อพี่ชายคือ บาสเซล เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ กอรปกับการที่บุตรคนแรกของครอบครัวเป็นบุตรสาว อัสซาดจึงลงสมัครรับเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ที่เป็นไปในแนวของ “การลงประชามติ” มากกว่า เนื่องจากไม่มีผู้สมัครคนอื่น และแน่นอนว่า อัสซาดได้รับคะแนน “ความเห็นชอบ” จากประชาชนอย่างท่วมท้นกว่า 97%

สำหรับชีวิตส่วนตัว อัสซาดสมรสกับนางสาวอัสมา อัล-อัคห์ราส ชาวอังกฤษเชื้อสายซีเรีย เมื่อปี 2543 และมีบุตรร่วมกัน 3 คน ทั้งนี้ นอกจากภาษาอาหรับที่เป็นภาษาแม่แล้ว อัสซาดยังสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว และสามารถสนทนาภาษาฝรั่งเศสระดับพื้นฐานได้ด้วย

แม้จะมีอำนาจล้นมือในทุกด้าน จนสามารถชี้เป็นชี้ตายใครก็ได้ แต่อัสซาดไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวเรื่องการเมืองมากนัก เขามุ่งเน้นเรื่องการพัฒนาสมาคมคอมพิวเตอร์ซีเรีย และการขยายการวางโครงข่ายอินเตอร์เน็ทในประเทศมากกว่า แต่ก็ยังไม่วายที่เขาจะสั่งปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ชื่อดังทั้ง “กูเกิ้ล” “ยูทูบ” “เฟซบุ๊ค” และ “วิกิพีเดีย”

อย่างไรก็ตาม เมื่อองค์กรสิทธิมนุษยชนหลายแห่ง และสื่อต่างชาติอีกหลายสำนัก เริ่มเสนอรายงานตีแผ่การที่อัสซาดตั้งหน่วยตำรวจลับเพื่อจับกุมผู้ที่แสดงตนว่าต่อต้านรัฐบาลมาจำคุก ทรมานร่างกาย หรือสังหารอย่างเหี้ยมโหด หลายฝ่ายเริ่มจับจ้องมายังซีเรีย ซึ่งแน่นอนว่า อัสซาดออกมาปฏิเสธเรื่องราวทั้งหมด

เวลาล่วงเลยไปจนกระทั่งถึงวันที่ 15 มี.ค. 2554 ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นการเดินขบวนประท้วงของประชาชนจำนวนมาก เพื่อขับไล่อัสซาดออกจากตำแหน่ง และหยุดการยึดอำนาจในรัฐสภาของฝ่ายรัฐบาล นำโดยพรรคบาธ ( Ba’ath ) ของอัสซาด ที่ครองเสียงข้างมากมานานกว่า 4 ทศวรรษ อย่างไรก็ตาม การชุมนุมเริ่มยืดเยื้อ มีทั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนและทหารที่แปรพักตร์ไปร่วมกับฝ่ายต่อต้านมากขึ้น กองทัพรัฐบาลกระจายกำลังลงพื้นที่หลายเมืองทั่วประเทศ เพื่อปราบปรามกลุ่มนักรบฝ่ายต่อต้าน เกิดเป็น “การขัดกันด้วยอาวุธ” ภายในประเทศ หรือสงครามกลางเมืองครั้งใหญ่ ทั่วโลกรุมประณาม ด้านสันนิบาตอาหรับประกาศระงับสมาชิกภาพของซีเรีย

ขณะที่อัสซาดเริ่มออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศ ในตอนหนึ่งของการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์เอบีซีของสหรัฐ เมื่อ 2 ปีก่อน ผู้นำซีเรียวัย 47 ปียืนยันว่า รัฐบาลไม่เข่นฆ่าประชาชนของตัวเอง เว้นเสียแต่ว่าจะมี “คนบ้า” เป็นผู้นำ เขายังประณามสหรัฐผ่านสื่อหลายแห่งโดยเฉพาะสื่อของยุโรป ว่ารวมหัวกับฝ่ายต่อต้านและประเทศพันธมิตรตั้ง “แก๊ง” เพื่อมารุกรานประเทศของเขา พร้อมกับประกาศว่า วอชิงตันจะต้อง “ชดใช้” หากใช้วิธีแทรกแซงทางทหาร หรือมอบความช่วยเหลือด้านอาวุธแก่ฝ่ายกบฏ เขาจะสร้าง “ผลกระทบแบบโดมิโน” ให้เดือดร้อนกันไปทั้งหมด

ผ่านมาแล้วกว่า 28 เดือน รายงานของสหประชาชาติ ( ยูเอ็น ) ระบุจำนวนผู้เสียชีวิตว่าอยู่ที่อย่างน้อย 100,000 ศพ และมีชาวซีเรียมาขึ้นทะเบียนเป็นผู้อพยพของยูเอ็นแล้วเกือบ 2 ล้านคน สะท้อนให้เห็นว่า วิกฤตสงครามกลางเมืองในซีเรียยังคงยืดเยื้อ และกลับเข้าสู่ภาวะตึงเครียดอย่างหนักอีกครั้ง หลังเกิดเหตุการณ์โจมตีด้วย “อาวุธเคมี” ที่ชานกรุงดามัสกัส เมื่อวันที่ 21 ส.ค. ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 1,300 ศพ โดยส่วนใหญ่เป็นเด็ก

ฝ่ายรัฐบาลและกบฏซีเรียต่างออกมากล่าวโทษซึ่งกันและกัน แต่ดูเหมือนประชาคมโลกจะพุ่งเป้าไปที่รัฐบาลของอัสซาดมากกว่า ซึ่งหากเป็นจริงก็สอดคล้องกับคำกล่าวของประธานาธิบดีบารัค โอบามา ผู้นำสหรัฐ ที่ว่าฝ่ายดามัสกัส “ล้ำเส้น” และเขาคงต้อง “จัดการ” แต่ยังระวังเลี่ยงการกล่าวเรื่องการแทรกแซงทางทหาร แม้จะมีข่าวว่า เรือพิฆาตของกองทัพเรือสหรัฐเตรียมเคลื่อนเข้าไปประชิดน่านน้ำซีเรีย รอเพียง “ไฟเขียว” จากโอบามาเท่านั้นก็ตาม

ทว่าการแสดงบทบาทของสหรัฐครั้งนี้อาจไม่สะดวกอย่างที่ผ่านมา “คำเตือน” ของอัสซาดที่ว่า หากสหรัฐหรือยุโรปเข้ามายุ่ง เพื่อนบ้านของซีเรียจะต้องได้รับแรงกระเพื่อม บวกกับการที่เขายืนกรานจะไม่ลาออก เพราะนั่นคือการ “หนี” โดยจะรอให้ชาวซีเรียเป็นผู้ตัดสินเอง ในการเลือกตั้งประธานาธิบดี ที่ตามกำหนดจะมีขึ้นในปีหน้า และการจะขอตายบนแผ่นดินซีเรียเท่านั้น บางทีอัสซาด ผู้ที่ภายนอกดูนิ่งเฉยมาตลอด แต่ภายในอาจเต็มไปด้วยความคิดที่ “เหนือความคาดหมาย” ก็เป็นได้ [2]


ด้านการเมืองสำหรับประเทศไทย

ไทยกับซีเรียสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2499 (ค.ศ. 1956) แต่การติดต่อสัมพันธ์ การค้าและการลงทุนระหว่างกันมีน้อย อดีตรองนายกรัฐมนตรี วันมูหะมัดนอร์ มะทา ได้เดินทางเยือนซีเรีย เมื่อมิถุนายน 2547 เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกันในด้านต่างๆ ซึ่งซีเรียแสดงความสนใจที่จะร่วมมือในด้านการท่องเที่ยว การส่งออกยาและเวชภัณฑ์ เสื้อผ้า และอาหาร แปรรูป [3]

การแบ่งเขตการปกครอง[แก้]

ซีเรียแบ่งเป็น 14 เขตผู้ว่าราชการ (governorates - muhafazah) ซึ่งการแต่งตั้งผู้ว่าจะเสนอโดยรัฐมนตรีมหาดไทย รับรองโดยคณะรัฐมนตรี และประกาศโดยพระราชกฤษฎีกา เป็นผู้นำของแต่ละเขต ผู้ว่าจะมีสภาเขตที่ได้รับเลือกมาช่วยเหลือ

  1. ดามัสกัส; ดิมัชก์; อัชชาม (Damascus; Dimashq; ash-Shām)
  2. ริฟดิมัชก์ (Rif Dimashq)
  3. กุเนหหตรา; กุไนตีเราะห์ (Quneitra; Al Qunaytirah')
  4. ดะรา; ดาร์อา (Dara; Dar`a)
  5. อัสซุไวดา (As Suwaydā')
  6. ฮอมส์; ฮิมส์ (Homs; Ḥimṣ)
  7. ตอร์ตูส (Tartous; Tartus)
  8. ลาตาเกีย; อัลลาซีกียะห์ (Latakia; Al-Ladhiqiyah)
  9. ฮะมา (Hama)
  10. อิดลิบ (Idlib)
  11. อะเลปโป; ฮะลับ (Aleppo; Halab)
  12. อาร์รอกเกาะห์ (Ar Raqqah)
  13. ไดร์อัซเซาร์ (Dayr az Zawr)
  14. อัลฮะซะกะห์ (Al Hasakah)
แผนที่เขตการปกครองของประเทศซีเรีย

ภูมิศาสตร์[แก้]

1 ตารางกิโลเมตร พื้นดิน 18 ตารางกิโลเมตร พื้นน้ำ30 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทิศเหนือติดตุรกี ทิศใต้ติดจอร์แดน ทิศตะวันออกติดอิรัก ทิศตะวันตกติดเลบานอน อิสราเอลและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

สภาพภูมิประเทศ[แก้]

ที่ราบทะเลทรายที่มีฝนตกเพียงเล็กน้อย มีที่ราบแคบๆชายฝั่ง มีภูเขาอยู่ทางทิศตะวันตก

สภาพภูมิอากาศ[แก้]

ชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียนอากาศชื้น ตอนกลางและทางตะวันออกมีอุณหภูมิสูงในหน้าร้อนถึง 43 องศาเซลเซียส ในหน้าหนาวมีอากาศที่พอเหมาะ มีความหนาวเย็นในบางครั้ง ทางเหนือมีฝนตกจำนวนมาก

ทรัพยากรธรรมชาติ[แก้]

ปิโตรเลียม ฟอสเฟต โครเมียม แมงกานีส แร่เหล็ก หินเกลือ หินอ่อน และยิปซั่ม

เศรษฐกิจ[แก้]

การเกษตร ได้แก่ กาแฟ ผลไม้ ถั่ว อินทผลัม

ประชากร[แก้]

22,457,336 ล้านคน (ค่าประมาณ เดือนกรกฎาคมคม พ.ศ. 2556)

โบสถ์ของนักบุญซิเมโอน สไตไลทส์

ศาสนา[แก้]

อิสลาม (สุหนี่) 74% Alawite, ดรูซและมุสลิมนิกายอื่น ๆ 16% คริสเตียน 10%

ภาษา[แก้]

อาหรับเป็นภาษาราชการ ฝรั่งเศส อังกฤษ ใช้กันอย่างกว้างขวาง

ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ[แก้]

ซีเรียมุ่งเน้นการกระชับความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศอาหรับเป็นสำคัญ นอกจากนั้น การที่ซีเรียเคยอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส ทำให้ซีเรียมีความสัมพันธ์กับฝรั่งเศสในระดับหนึ่ง แต่ไม่แน่นแฟ้นเหมือนกับความสัมพันธ์ที่เลบานอนมีต่อฝรั่งเศส

การท่องเที่ยว[แก้]

มีนักท่องเที่ยวจากซีเรียเดินทางมาไทยค่อนข้างน้อย ในปี 2549 มีนักท่องเที่ยวจากซีเรียเข้ามาในไทยประมาณ 2,803 คน

การศึกษา[แก้]

มีนักเรียนไทยในซีเรียประมาณ 80 คน ส่วนใหญ่มาจากภาคใต้ ได้รับการศึกษาด้านศาสนาและกฎหมายอิสลามโดยได้รับทุนโดยตรงจากซีเรีย

อาหาร[แก้]

สลัดฟาตุช

วิกฤติการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน[แก้]

วิกฤตการเมืองในประเทศซีเรียเริ่มต้นเมื่อ เดือน มีนาคม พ.ศ. 2554 อันเป็นผลจากการปฏิวัติในประเทศอาหรับหรืออาหรับสปริง เหตุการณ์นี้ดำเนินมากว่าหนึ่งปีส่งผลทำให้มีผู้เสียชีวิต 9,113 รายแล้ว โดยในจำนวนดังกล่าวเป็นพลเรือน เสียชีวิตทั้งจากการเข้าร่วมประท้วง หรือโดนอาวุธลูกหลง 6,546 ราย กองกำลังความมั่นคงรัฐบาลซีเรีย 1,991 ราย และนักรบฝ่ายกบฏ 471 ราย[4]และอีกกว่า 1 หมื่นคนถูกจับ[5] ในวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2555 เจ้าหน้าที่ระดับสูงของประเทศซาอุดิอาระเบีย สั่งปิดสถานทูตซาอุดิอาระเบีย ประจำกรุงดามัสกัส ประเทศซีเรีย พร้อมกับเร่งอพยพนักการทูตและเจ้าหน้าที่ ออกจากประเทศอย่างเร่งด่วน [6] ทั้งนี้นายอับดุลลาตีฟ อัล-ซายานี ประธานกลุ่มจีซีซี ออกแถลงการว่า สมาชิกคณะมนตรีความร่วมมือแห่งอ่าวอาหรับ (จีซีซี) ทั้ง 6 ประเทศนำโดยประเทศซาอุดีอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ , ประเทศบาห์เรน, ประเทศโอมาน, ประเทศกาตาร์ และ ประเทศคูเวต เตรียมปิดสถานทูตในซีเรีย เพื่อประท้วงรัฐบาลซีเรียที่สังหารประชาชนของประเทศดังกล่าว[7]

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า (21 ส.ค. 2556) ที่ประเทศซีเรียเกิดเหตุโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่อีกครั้ง จากเหตุสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อยาวนานมากว่า 29 เดือน ซึ่งเป็นความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและกลุ่มผู้ต่อต้านประธานาธิบดีบาชาร์อัล อัสซาด ผู้นำซีเรีย เมื่อเครื่องบินของกองทัพซีเรียทิ้งระเบิดในเมืองกัวตาห์ ชานกรุงดามัสกัส โดยกลุ่มสัมพันธมิตรซีเรียแจ้งว่า ระเบิดดังกล่าวเป็นอาวุธเคมี ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 650 ราย พร้อมเผยภาพศพที่นอนเกลื่อนกลาดโดยเป็นเด็กจำนวนมาก ขณะที่นายจอร์จ ซาบรา กลุ่มแกนนำผู้นำฝ่ายค้านแถลงว่า ยอดผู้เสียชีวิตสูงถึง 1,300 ราย

ด้านสำนักข่าวของทางการซีเรียปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง พร้อมระบุว่าการอ้างอาวุธเคมีดังกล่าว เพื่อกีดกันคณะเจ้าหน้าที่สหประชาชาติเข้าไปตรวจสอบ [8]

อ้างอิง[แก้]