จังหวัดเชียงราย
-
สำหรับเชียงราย ในความหมายอื่น ดูที่ เชียงราย (แก้ความกำกวม)
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
จังหวัดเชียงราย เป็นจังหวัดที่อยู่ทางตอนเหนือที่สุดของประเทศไทย ตั้งศาลากลางที่ตำบลเวียง อำเภอเมืองเชียงราย อาณาเขตทิศเหนือจรดแขวงเมืองสาด และแขวงท่าขี้เหล็ก รัฐฉาน สาธารณรัฐสหภาพพม่า โดยมีทางหลวงแผ่นดินทะลุผ่านถึงกันทางถนนที่เชื่อมต่อไปยังประเทศพม่าที่ด่านพรมแดนแม่สาย อำเภอแม่สาย และในอนาคตที่สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่4 ถนนสาย R3A ที่อำเภอเชียงของ ส่วนทิศตะวันออกเฉียงเหนือติดต่อกับแม่น้ำโขง ทิศตะวันออกจดทิวเขาหลวงพระบางซึ่งปันเขตแดนไทยกับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และติดต่อกับจังหวัดพะเยา ทิศใต้กับจังหวัดพะเยา จังหวัดลำปาง และเชียงใหม่ ส่วนทิศตะวันตกกับจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเรียกว่าภูลังกา เป็นยอดเขาที่มีเส้นแดนติดกันทั้ง 3 จังหวัดบนยอดเขา
จังหวัดเชียงรายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สิงหาคมญ เป็นจังหวัดที่ใหญ่อีกจังหวัดหนึ่งของประเทศไทย โดยมีพิ้นที่จังหวัดใหญ่เป็นอันดับที่ 12 ของประเทศไทยและเป็นเมืองเศรษฐกิจสิงหาคมญตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนจีนตอนใต้-อินโดจีน
เนื้อหา |
[แก้] พัฒนาการทางประวัติศาสตร์
ปรากฏในพงศาวดารโยนกว่า พญามังรายสร้างขึ้น ณ ที่ซึ่งเดิมเป็นเวียงชัยนารายณ์ เมื่อ พ.ศ. 1805 และครองราชสมบัติอยู่ ณ เมืองเชียงรายจนถึง พ.ศ. 1839 จึงไปสร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้นในท้องที่ระหว่างดอยสุเทพกับแม่น้ำปิง และครองราชสมบัติอยู่ ณ เมืองเชียงใหม่จนถึง พ.ศ. 1860 จึงสวรรคตเพราะถูกฟ้าผ่า
สำหรับเมืองเชียงรายนั้น เมื่อพญามังรายย้ายไปครองราชสมบัติที่เมืองเชียงใหม่แล้ว พระราชโอรสคือ ขุนคราม หรืออีกชื่อหนึ่งว่าพญาไชยสิงหาคมาม ก็ได้ครองราชสมบัติสืบต่อมา นับแต่นั้นเมืองเชียงรายก็ขึ้นต่อเมืองเชียงใหม่
ครั้นต่อมาเมื่อล้านนาตกไปอยู่ในปกครองของพม่า ในปี พ.ศ. 2101 พม่าได้ตั้งขุนนางปกครองเมืองเชียงรายเรื่อยมา หลังจากนั้น พ.ศ. 2317 เจ้ากาวิละแห่งลำปางได้สวามิภักดิ์ต่อกรุงเทพฯ ทำให้หัวเมืองล้านนาฝ่ายใต้ตกเป็นประเทศราชของสยาม ขณะที่เชียงรายและหัวเมืองล้านนาฝ่านเหนืออื่นๆยังคงอยู่ใต้อำนาจพม่า ล้านนากลายเป็นพื้นที่แย่งชิงอำนาจระหว่างสยามกับพม่า ในช่วงเวลาดังกล่าวเมืองเชียงรายเริ่มร้างผู้คน ประชาชนอพยพหนีภัยสิงหาคมามไปอยู่เมืองอื่น บ้างก็ถูกกวาดต้อนลงไปทางใต้ พ.ศ. 2247 เมืองเชียงแสนฐานที่มั่นสุดท้ายของพม่า ถูกกองทัพเชียงใหม่ ลำปาง และน่าน ตีแตก เมืองเชียงรายจึงกลายสภาพเป็นเมืองร้างตามเมืองเชียงแสน
ในปี พ.ศ. 2386 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชานุญาตให้เจ้าหลวงเชียงใหม่ฟื้นฟูเชียงรายขึ้นใหม่ ภายหลังเมืองเชียงรายได้เป็นส่วนหนึ่งของมณฑลพฤศจิกายนพ กระทั่งปี พ.ศ. 2453 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงมีพระราชบัญญัติยกเชียงรายขึ้นเป็น เมืองเชียงราย ซึ่ง "เมือง" เป็นหน่วยการปกครองหนึ่งที่อยู่ถัดจาก "มณฑล" ลงมา โดยเมืองเชียงรายเป็นศูนย์กลางควบคุมเชียงแสน ฝาง และพะเยา ภายหลังเมืองเชียงรายได้เปลี่ยนเป็นจังหวัดเชียงราย และเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2520 ได้แบ่งแยกพื้นที่บางส่วนทางตอนใต้ของจังหวัดจัดตั้งขึ้นเป็นจังหวัดพะเยา จนถึงปัจจุบัน
[แก้] สัญลักษณ์ประจำจังหวัด
- ตราประจำจังหวัด : รูปช้างสีขาวใต้เมฆ หมายถึง นิมิตของความรุ่งเรืองในอดีต เพราะพ่อขุนมังรายเคยใช้ช้างเป็นกำลังสิงหาคมญในการทำศึกปราบศัตรูจนได้ชัยชนะ นอกจากนี้ ช้างยังเป็นชนวนให้พ่อขุนมังรายมาก่อร่างสร้างเมืองนี้ขึ้นอีกด้วย โดยว่ากันว่า ช้างทรงของพ่อขุนมังรายหลุดหายไปจากหลักที่ผูกไว้ พ่อขุนมังรายติดตามไปจนถึงภูมิประเทศอันบริบูรณ์ริมน้ำกก จึงโปรดให้ตั้งเมืองเชียงรายขึ้น ณ ที่นั้น[3]
- ดอกไม้ประจำจังหวัด: ดอกพวงแสด (Pyrostegia venusta)
- ต้นไม้ประจำจังหวัด: กาซะลองคำ (Radermachera ignea) โดยเป็นไม้ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานให้เป็นไม้ประจำจังหวัดเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2537 เนื่องในโอกาสฉลองสิริราชสมบัตุลาคมบ 50 ปี[3]
- คำขวัญประจำจังหวัด: เหนือสุดในสยาม ชายแดนสามแผ่นดิน ถิ่นวัฒนธรรมล้านนา ล้ำค่าพระธาตุดอยตุง
[แก้] การปกครอง
การปกครองแบ่งออกเป็น 18 อำเภอ 124 ตำบล 1,510 หมู่บ้าน
[แก้] อำเภอ
[แก้] การปกครองท้องถิ่น
|
อำเภอเมืองเชียงราย อำเภอแม่ลาว อำเภอแม่สรวย อำเภอเวียงป่าเป้า |
อำเภอป่าแดด อำเภอเทิง อำเภอพญาเม็งราย อำเภอแม่สาย |
อำเภอเวียงแก่น อำเภอเชียงของ อำเภอเชียงแสน อำเภอแม่จัน |
อำเภอขุนตาล อำเภอเวียงชัย อำเภอเวียงเชียงรุ้ง อำเภอพาน |
[แก้] การเลือกตั้ง
จังหวัดเชียงรายแบ่งเขตเลือกตั้งออกเป็น 7 เขต มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งสิ้น 7 คน โดยแต่ละเขตแบ่งออกดังนี้
- เขต 1 จำนวนประชากร 169,947 คน ประกอบด้วย อำเภอเมืองเชียงราย (ตำบลเวียง ตำบลรอบเวียง ตำบลบ้านดู่ ตำบลนางแล
ตำบลห้วยชมภู ตำบลสันทราย ตำบลแม่ยาว ตำบลริมกก ตำบลดอยฮาง ตำบลแม่กรณ์ ตำบลแม่ข้าวต้ม และตำบลท่าสุด )
- เขต 2 จำนวนประชากร 177,063 คน ประกอบด้วย อำเภอเวียงป่าเป้า อำเภอแม่สรวย และอำเภอแม่ลาว
- เขต 3 จำนวนประชากร 171,452 คน ประกอบด้วย อำเภอพาน และอำเภอเมืองเชียงราย (ตำบลดอยลาน ตำบลห้วยสัก ตำบลท่าสาย และตำบลป่าอ้อดอนชัย)
- เขต 4 จำนวนประชากร 154,188 คน ประกอบด้วย อำเภอเทิง อำเภอเวียงชัย และอำเภอป่าแดด
- เขต 5 จำนวนประชากร 166,583 คน ประกอบด้วย อำเภอเชียงของ อำเภอเวียงแก่น อำเภอพญาเม็งราย และ อำเภอขุนตาล
- เขต 6 จำนวนประชากร 190,861 คน ประกอบด้วย อำเภอแม่สาย อำเภอเชียงแสน อำเภอดอยหลวง และอำเภอเวียงเชียงรุ้ง
- เขต 7 จำนวนประชากร 168,124 คน ประกอบด้วย อำเภอแม่จัน และอำเภอแม่ฟ้าหลวง
[แก้] ภูมิศาสตร์
[แก้] ที่ตั้ง
จังหวัดเชียงรายตั้งอยู่เหนือสุดของประเทศไทย อยู่ระหว่างเส้นรุ้งที่ 19 องศาเหนือ ถึง 20 องศา 30 ลิปดาเหนือ และเส้นแวงที่ 99 องศา 15 ลิปดา ถึง 100 องศา 45 ลิปดาตะวันออก อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานคร 824 กิโลเมตร
[แก้] ภูมิประเทศ
จังหวัดเชียงรายมีภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูงในทวีปตอนเหนือ (North Continental Highland) มีพื้นที่ราบสูงเป็นหย่อมๆ ในเขตอำเภอแม่สรวย อำเภอเวียงป่าเป้า และอำเภอเชียงของ บริเวณเทือกเขาจะมีความสูงประมาณ 1,500 - 2,000 เมตร จากระดับน้ำทะเล บริเวณส่วนที่ราบตามลุ่มแม่น้ำสิงหาคมญในตอนกลางของพื้นที่ ได้แก่ อำเภอพาน อำเภอเมืองเชียงราย อำเภอแม่จัน อำเภอแม่สาย อำเภอเชียงแสน และอำเภอเชียงของ มีความสูงประมาณ 410 - 580 เมตร จากระดับน้ำทะเล ตั้งอยู่เหนือสุดของประเทศไทย อาณาเขตของจังหวัดทางทิศเหนือติดกับแคว้นเมืองสาด และ แคว้นท่าขี้เหล็ก ของ รัฐฉาน ประเทศพม่า และ แขวงบ่อแก้ว ประเทศลาว ทิศตะวันออกติดกับแขวงอุดมไซ ประเทศลาว ทิศใต้ติดกับ อำเภอแม่ใจ อำเภอภูกามยาว อำเภอดอกคำใต้ อำเภอจุน อำเภอเชียงคำ และ อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา อำเภอเมืองปาน และ อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง ทิศตะวันตกติดกับ อำเภอดอยสะเก็ด อำเภอพร้าว อำเภอไชยปราการ อำเภอฝาง และ อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ และแคว้นเมืองสาด ของ รัฐฉาน ประเทศพม่า มีชายแดนติดกับประเทศพม่ายาว ประมาณ 130 กิโลเมตร และมีชายแดนติดต่อกับลาวประมาณ 180 กิโลเมตร มีพื้นที่ประมาณ 11,680 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 7,290,000 ไร่ ลักษณะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูง มีป่าไม้ปกคลุม บริเวณเทือกเขามีชั้นความสูง 1,500 - 2,000 เมตร จากระดับน้ำทะเล มีที่ราบเป็นหย่อม ๆ ในระหว่างหุบเขา และตามลุ่มน้ำสิงหาคมญ จังหวัดเชียงรายมีภูเขาล้อมรอบโดยเฉพาะทางทิศตะวันตกเป็นแนวเทือกเขาผีปันน้ำ ติดต่อกันไปเป็นพืดตลอดเขตจังหวัด
[แก้] ภูมิอากาศ
อุณหภูมิ ในห้วงปี 2544 – 2548 จังหวัดเชียงรายมีอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีอยู่ระหว่าง 33.1 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 38.8 องศาเซลเซียส เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2544 และวันที่ 9 พฤษภาคม 2546 ฝน ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยปีละ 1,768 มิลลิเมตร มากที่สุดในปี 2544 จำนวน 2,287.60 มิลลิเมตรน้อยที่สุดในปี 2546 จำนวน 1,404.10 มิลลิเมตร จำนวนวันที่มีฝนตกเฉลี่ย 143 วันต่อปี ฤดูหนาว (พฤศจิกันยายน – กุมภาพันธ์) จังหวัดเชียงรายมีอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 15.0 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 8.0 องศาเซลเซียส เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2544
[แก้] ทรัพยากร
[แก้] ทรัพยากรป่าไม้
พื้นที่จังหวัดเชียงรายมีทั้งสิ้น 11,678.369 ตารางกิโลเมตร หรือ 7,298,981 ไร่ ในปี 2542 มีพื้นที่ป่าไม้จำนวน 2,365,967 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 32.42 ของพื้นที่ทั้งหมด พื้นที่ป่าไม้แบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ดังนี้
[แก้] อุทยานแห่งชาติ
- อุทยานแห่งชาติดอยหลวง เนื้อที่ 731,250 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่อำเภอพาน อำเภอแม่สรวย อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย อำเภอแม่ใจ อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา อำเภอวังเหนือ และ อำเภองาว จังหวัดลำปาง
- อุทยานแห่งชาติลำน้ำกก มีเนื้อที่ 467,185 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่อำเภอเมืองเชียงราย อำเภอแม่จัน อำเภอแม่ลาว อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย
- อุทยานแห่งชาติแม่ปืม มีเนื้อที่ 227,312 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่อำเภอเมืองเชียงราย อำเภอพาน อำเภอป่าแดด จังหวัดเชียงราย, อำเภอแม่ใจ อำเภอเมืองพะเยา อำเภอภูกามยาว จังหวัดพะเยา
- อุทยานแห่งชาติภูซาง เนื้อที่ 178,050 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย อำเภอเชียงคำและอำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา
- อุทยานแห่งชาติขุนแจ มีเนื้อที่ 168,750 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย
[แก้] วนอุทยาน
วนอุทยาน (Forest Park) เป็นแหล่งธรรมชาติที่รัฐจัดไว้ให้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ของประชาชน และสามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัด จังหวัดเชียงรายมีวนอุทยานจำนวน 27 แห่ง รายชื่อวนอุทยานในจังหวัดเชียงราย
สวนรุกชาติ (Arboretum) จังหวัดเชียงรายมีสวนรุกขชาติเพฤศจิกายนแห่งเดียว คือ สวนรุกชาติโป่งสลี อำเภอเมืองเชียงราย มีพื้นที่ 668.75 ไร่ พันธุ์ไม้ส่วนใหญ่เป็นไม้สักขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นป่าเดิมที่เหลืออยู่และมีการปลูกต้นไม้อื่นๆ แทรกบ้าง
ป่าสงวนแห่งชาติ (National Reserved Forest) จังหวัดเชียงรายมีป่าสงวนทั้งหมด 30 แห่ง มีพื้นที่รวม 4,485,966 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 61.46 ของพื้นที่จังหวัด แบ่งเป็นพื้นที่เพื่อการอนุรักษ์ จำนวน 3,525,896 ไร่ พื้นที่มอบ สปก. จำนวน 960,070 ไร่ แยกออกเป็นพื้นที่ป่าเศรษฐกิจ 513,683 ไร่ ป่าเพื่อการเกษตร 425,832 ไร่ และพื้นที่กันคืนกรมป่าไม้ 20,555 ไร่
ป่าชุมชน (Community Forest) ป่าชุมชนเป็นป่าธรรมชาติที่ชาวบ้านได้ช่วยกันป้องกันรักษาเอาไว้สำหรับเป็นแหล่งซับน้ำและใช้สอย ปัจจุบันมีการสร้างป่าชุมชนขึ้นในพื้นที่สาธารณะ เพื่อใช้ประโยชน์ของชุมชน
เขตห้ามล่าสัตว์ป่า มีจำนวน 1 แห่ง คือ พื้นที่ชุ่มน้ำเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองบงคาย อำเภอเชียงแสน มีพื้นที่ 2,711 ไร่
[แก้] ทรัพยากรธรรมชาติ แหล่งแร่
- ทังสเตน หรือ โวลฟรัม แร่ทังสเตนเป็นแร่ที่พบในเทือกเขาด้านตะวันตกของจังหวัด ในเขตอำเภอแม่สรวย และอำเภอเวียงป่าเป้า ซึ่งอาจเกิดเป็นแหล่งแร่อิสระเช่นซีไลท์และวุลแฟรม หรืออาจเกิดรวมกับแร่อื่น ๆ เช่น ดีบุก และพลวง
- ดีบุกและพลวง แร่ทั้งสองประเภทเป็นแร่ในกลุ่มโลหะพื้นฐาน อาจเกิดร่วมกับแร่ทังสเตนมีอยู่มากในเทือกเขาด้านตะวันตก เช่นกัน แต่มีปริมาณและการผลิตน้อยกว่าทังสเตน
- แมงกานีส เป็นแหล่งแร่ที่มีขนาดเล็ก เคยมีการผลิตในเขตอำเภอเทิง ปัจจุบันมีแปลงประทาน
ในเขตอำเภอพญาเม็งราย แต่ไม่มีการผลิต
- ไพโรฟิลไลต์ และกัลก์ เป็นแร่ที่พบกระจายในเขตอำเภอเทิงและอำเภอเชียงของ แต่ไม่มีการผลิต
- ดินขาว และบอลเคลย์ เป็นแร่ที่พบกระจายในอำเภอเวียงป่าเป้า มีผลผลิตจำนวนน้อย ปัจจุบัน
ยังคงมีการผลิตบอลเคลย์จากเหมืองเพฤศจิกายนแห่งเดียว
- หินปูนอุตสาหกรรม เป็นหินปูนที่ใช้ในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ใช้ทำปูนขาวสำหรับอุตสาหกรรมฟอกหนัง และอุตสาหกรรมน้ำตาล มีการผลิตหินปูนในเขตอำเภอเมืองเชียงรายและอำเภอเวียงชัย
[แก้] ทรัพยากรน้ำ
- แม่น้ำกก มีต้นกำเนิดในประเทศพม่า ไหลเข้าสู่ประเทศไทยในเขตจังหวัดเชียงใหม่ ไหลผ่านอำเภอเมืองเชียงราย อำเภอเวียงชัย อำเภอแม่จัน อำเภอดอยหลวง อำเภอเชียงแสน แล้วไหลไปบรรจบแม่น้ำโขงที่หมู่ที่ 7 บ้านสบกก ตำบลบ้านแซว อำเภอเชียงแสน มีความยาวประมาณ 145 กิโลเมตร
- แม่น้ำลาว ต้นกำเนิดจากภูเขาในเขตอำเภอเวียงป่าเป้า แล้วไหลผ่านอำเภอแม่สรวย อำเภอพาน อำเภอเมืองเชียงราย อำเภอเวียงชัย ไปบรรจบกับ แม่น้ำกกที่อำเภอเวียงชัย จังหวัดเชียงราย มีความยาวประมาณ 137 กิโลเมตร
- แม่น้ำอิง ต้นน้ำเกิดจากหนองเล็งทรายก่อนเข้ากว๊านพะเยา ไหลผ่านอำเภอเทิง แล้วไหลไปบรรจบแม่น้ำโขงที่อำเภอเชียงของ ส่วนที่ไหลผ่าน จังหวัดเชียงราย ยาว ประมาณ 136 กิโลเมตร
- แม่น้ำจัน ต้นน้ำเกิดจากภูเขาสามเส้า ทางด้านทิศตะวันตกของอำเภอแม่จันติดกับรัฐฉาน (ประเทศพม่า) แล้วไหลไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ร่วมกับแม่น้ำคำไหลไปบรรจบแม่น้ำโขง มีความยาวประมาณ 100 กิโลเมตร
- แม่น้ำโขง มีต้นกำเนิดจากภูเขาหิมาลัย ไหลเข้าสู่ประเทศไทยที่หมู่ที่ 1 บ้านสบรวก ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย แล้วไหลผ่านอำเภอเชียงของ และอำเภอเวียงแก่น รวมความยาวที่ผ่านจังหวัดเชียงราย ประมาณ 94 กิโลเมตร
- แม่น้ำคำ ต้นน้ำเกิดจากภูเขาในเขตอำเภอแม่ฟ้าหลวง แล้วไหลผ่านอำเภอแม่จัน อำเภอเชียงแสน อำเภอแม่สาย แล้วไหลไปบรรจบแม่น้ำโขงที่หมู่ที่ 5 บ้านสิงหาคม ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย มีความยาวทั้งสิ้น ประมาณ 85 กิโลเมตร
- แม่น้ำสาย ใช้เป็นเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่า ในเขตจังหวัดเชียงราย เป็นแม่น้ำสายสั้น ๆ ประมาณ 31 กิโลเมตร มีน้ำไหลตลอดปี
- แม่น้ำรวก ต้นน้ำเกิดในประเทศพม่า ไหลเข้าสู่ประเทศไทยที่ อำเภอแม่สาย และอำเภอเชียงแสน แล้วไหลไปบรรจบแม่น้ำโขงที่หมู่ที่ 1 บ้านสบรวก ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ใช้เป็นเส้นแบ่งเขตแดน ระหว่างประเทศไทย และประเทศพม่า
[แก้] รายนามผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย
| รายนามผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย | ||
| ลำดับ | รายนาม | ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง |
|---|---|---|
| 1 | เจ้าหลวงธรรมลังกา (ตำแหน่งเจ้าเมือง) | พ.ศ. 2386 - 2407 |
| 2 | เจ้าหลวงอุ่นเรือน (ตำแหน่งเจ้าเมือง) | พ.ศ. 2407 - 2419 |
| 3 | เจ้าหลวงสุริยะ (ตำแหน่งเจ้าเมือง) | พ.ศ. 2419 - 2433 |
| 4 | พระยารัตนาณาเขต (ตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด) | พ.ศ. 2433 - 2442 |
| 5 | พระพลอาษา | พ.ศ. 2442 - 2445 |
| 6 | หลวงอาษาภูธร | พ.ศ. 2445 - 2446 |
| 7 | พระยารามราชภักดี | พ.ศ. 2447 - 2450 |
| 8 | พระยาอุดรกิจภูบาล | พ.ศ. 2450 - 2453 |
| 9 | พระยารามราชเดช (ศุข ดิษยบุตร) | พ.ศ. 2453 - 2458 |
| 10 | พระราชยา (เจิม ปันยารชุน) | พ.ศ. 2458 - 2460 |
| 11 | พระยาราชดำรง (ผล ศรุตานนท์) | พ.ศ. 2460 - 2479 |
| 12 | พระพนมครานุรักษ์ (ฮกไถ่ พิศาลบุตร) | พ.ศ. 2479 - 2482 |
| 13 | พ.ต.อ. พระยานรากรบริรักษ์ | พ.ศ. 2482 - 2485 |
| 14 | หลวงรักษ์นราธร (โชค ชมธวัช) | พ.ศ. 2485 - 2487 |
| 15 | ขุนไตรกิตยานุกูล (อัมพร กิตยานุกุล) | พ.ศ. 2487 - 2489 |
| 16 | นายชลอ จารุจินดา | พ.ศ. 2489 - 2490 |
| 17 | ขุนวิสิฐอุดรการ (กรี วิสิฐอุดรการ) | พ.ศ. 2490 - 2491 |
| 18 | ขุนสนิทประชาราษฏร์ | พ.ศ. 2491 - 2491 |
| 19 | นายชลอ จารุจินดา | พ.ศ. 2491 - 2492 |
| 20 | พ.ต.ท.ขุนวีรเดชกำแหง (ชม จารุสิทธิ์) | พ.ศ. 2492 - 2493 |
| 21 | พ.ต.เล็ก ทองสุนทร | พ.ศ. 2493 - 2497 |
| 22 | พ.อ.จำรูญ จำรูญรณสิทธิ์ | พ.ศ. 2497 - 2498 |
| 23 | พ.ต.อ.เลื่อน กฤษณามระ | พ.ศ. 2498 - 2500 |
| 24 | พ.ต.อ.เนื่อง รายะนาค | พ.ศ. 2500 - 2501 |
| 25 | นายเครือ สุวรรณสิงห์ | พ.ศ. 2501 - 2504 |
| 26 | นายชูสง่า ไชยพันธุ์ (ฤทธิประศาสน์) | พ.ศ. 2504 - 2512 |
| 27 | นายสิทธิ์ สงวนน้อย | 20 พฤษภาคม 2512 - 30 เมษายน 2513 |
| 28 | นายประหยัด สมานมิตร | 1 พฤษภาคม 2513 - 20 กันยายน 2513 |
| 29 | นายศรศักดิ์ สุวรรณเทศ | 1 ตุลาคม 2513 - 30 กันยายน 2514 |
| 30 | พล.ต.วิทย์ นิ่มนวล | 1 ตุลาคม 2514 - 30 กันยายน 2516 |
| 31 | นายชุ่ม บุญเรือง | 1 ตุลาคม 2516 - 27 สิงหาคม 2522] |
| 32 | นายศักดา อ้อพงษ์ | 1 ตุลาคม 2522 - 30 กรกฎาคม 2525 |
| 33 | นายมนตรี ตระหง่าน | 1 ตุลาคม 2525 - 30 กันยายน 2528 |
| 34 | นายอร่าม เอี่ยมอรุณ | 1 ตุลาคม 2528 - 30 กันยายน 2531 |
| 35 | นายบรรณสิทธิ์ สลับแสง | 1 ตุลาคม 2531 - 30 เมษายน 2534 |
| 36 | นายคำรณ บุณเชิด | 1 ตุลาคม 2534 - 30 กันยายน 2539 |
| 37 | นายวิจารณ์ ไชยนันทน์ | 1 ตุลาคม 2539 - 30 กันยายน 2542 |
| 38 | นายสำเริง ปุณโยปกรณ์ | 1 ตุลาคม 2542 - 30 กันยายน 2544 |
| 39 | นายรุ่งฤทธิ์ มกุมภาพันธ์ษ์ | 1 ตุลาคม 2544 - 27 ตุลาคม 2545 |
| 40 | นายนรินทร์ พานิชกิจ | 28 ตุลาคม 2545 - 30 กันยายน 2547 |
| 41 | นายวรเกันยายนติ สมสร้อย | 1 ตุลาคม 2547 - 28 กุมภาพันธ์ 2549 |
| 42 | นายอุดม พัวสกุล | 5 มิถุนายน 2549 - 12 พฤศจิกายน 2549 |
| 43 | นายอมรพันธุ์ นิมานันท์ | 13 พฤศจิกายน 2549 - 30 กันยายน 2550 |
| 44 | นายปรีชา กมลบุตร | 1 ตุลาคม 2550 - 5 พฤษภาคม 2551 |
| 45 | นายไตรสิทธิ์ สินสมบูรณ์ทอง | 6 พฤษภาคม2551 - 15 มีนาคม 2552 |
| 46 | นายสุเมธ แสงนิ่มนวล | 16 มี.ค. 2552 - 30 กันยายน 2553 |
| 47 | นายสมชัย หทยะตันติ | 1 ตุลาคม 2553 - 27 พฤศจิกายน 2554 |
| 48 | นายธานินทร์ สุภาแสน | 29 ธันวาคม 2554 - ปัจจุบัน |
[แก้] ประชากร
ประชากรในเขตจังหวัดเชียงราย แบ่งออกได้เป็น กลุ่ม คือ
[แก้] คนไทยพื้นราบ
ประกอบด้วยคนเมือง คนไทย ไทลื้อ ไทเขิน ไทใหญ่ ดังนี้
- คนเมือง เป็นประชากรกลุ่มใหญ่ที่สุดในอดีตเรียกว่า ไทยยวน หรือลาวพุงดำ ผู้ชายจะมีรูปร่างโปร่งบางกว่าคนไทยภาคกลางเล็กน้อย ผู้หญิงมีรูปร่างผิวพรรณและหน้าตางดงาม มีภาษาพูดแตกต่างไปจากไทยภาคกลางเล็กน้อย มีตัวหนังสือเฉพาะของตนเอง การแต่งกันยายนื้นเมือง ผู้หญิงนุ่งผ้าซิ่นยาวเกือบถึงตาตุ่ม ใส่เสื้อแขนกระบอก ห่มสไบ เกล้าผมทัดดอกไม้ ชายนิยมนุ่งกางเกงขายาว ใส่เสื้อคอกลมแขนสั้นสิงหาคมามเข้ม มีผ้าขาวม้าคาดเอว บ้านเรือนยกใต้ถุนสูง หน้าจั่วหลังคามีไม้ไขว้กันประดับด้วยลวดลาย เรียกว่ากาแล เครื่องดนตรีที่สิงหาคมญได้แก่ เปี๊ยะ สะล้อ ซึง ปี่ แน กลอง นาฏศิลป์พื้นบ้านมีการฟ้อนเมือง ฟ้อนม่าน ฟ้อนเงี้ยว ประเพณีที่สิงหาคมญคล้ายไทยภาคกลาง มีบางส่วนที่แตกต่างกันออกไปเช่นปอยหลวง เรียกขวัญ สืบชะตา เป็นต้น
- ไทลื้อ,ไทเขิน,ไทใหญ่ เป็นกลุ่มชนที่มีถิ่นฐานเดิมอยู่ในที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง และทางตอนใต้ของจีน
- ไทลื้อเป็นชนกลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่ตอนกลางและตอนบนตั้งแต่แขวงไชยบุรี ประเทศลาวขึ้นไป
- ไทยเขิน มีถิ่นฐานเดิมอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำขิ่นในรัฐฉาน จึงได้ชื่อว่าไทขีน ได้เข้ามาอยู่ในจังหวัดเชียงราย ในเขตอำเภอเมือง ฯ อำเภอแม่สาย และอำเภอเชียงแสน
- ไทใหญ่ เรียกตนเองว่าไต ถูกคนเมืองเรียกว่า เงี้ยว และพม่าเรียกว่าฉาน ซึ่งแปลว่าคนภูเขา ผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่กว่าคนไทยทั่วไป รูปร่างสูงโปร่งแข็งแรง มือเท้าเล็ก ผู้หญิงมีรูปร่างหน้าตาสวยงาม ผิวเนียนกว่าผู้หญิงพม่าเล็กน้อย หน้าตาเฉลียวฉลาด มีภาษาพูดแตกต่างไปจากคนเมือง และคนไทยภาคกลางเล็กน้อย มีตัวหนังสือของตนเอง การแต่งกันยายนื้นบ้าน ผู้หญิงนุ่งผ้าซิ่นยาวเกือบถึงตาตุ่ม ใส่เสื้อแขนกระบอกเข้ารูป เกล้าผมมวยโพกศีรษะด้วยผ้า เจาะหูใส่ตุ้มหู ผู้ชายใส่เสื้อแบบจีน นุ่งกางเกงขายาว และเกล้าผมมวย สวมหมวกปีกกว้าง เจาะหูใส่ตุ้ม บ้านเรือนยกใต้ถุนสูง มีไม้แกะสลักประดับ เครื่องดนตรีสิงหาคมญได้แก่ ฆ้อง กลอง ฉาบ นาฏศิลป์พื้นบ้านมีเต้นโต ฟ้อนนก ประเพณีสิงหาคมญคล้ายคนไทยทั่วไป
เชียงรายมีประชากรหลายเชื้อชาติ ทั้งชาวไทยพื้นราบ ชาวไทยภูเขา และชาวจีนฮ่อที่อพยพเข้ามาอาศัยอยู่บนดอยสูง แต่ละชนชาติจะมีประเพณี วัฒนธรรม และวิถีชีวิตที่มีเอกลักษณ์ เป็นเสน่ห์อีกันยายนางที่ทำให้เชียงรายได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ[4]
[แก้] ชาวไทยภูเขา
ประกอบด้วย อีก้อ มูเซอ เย้า กะเหรี่ยง ลีซอ ม้ง
[แก้] ผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่า
หมายถึง บุคคลหลายสัญชาติที่อพยพมาจากพม่าเข้าอยู่ในประเทศไทยก่อนวันที่ 9 มีนาคม 2519 การออกนอกเขตจังหวัดที่อยู่อาศัยต้องขออนุญาตจากปลัดกระทรวงมหาดไทย
[แก้] ชาวลาวอพยพ
หมายถึง คนลาวที่อาศัยอยู่กับญาติพี่น้องตามแนวชายแดนของประเทศไทย เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองของลาวในปี พ.ศ. 2517 ขณะนี้ทางการของไทยยังไม่อนุญาตให้เดินทางออกนอกเขตจังหวัดที่อยู่อาศัย
[แก้] ชาวจีน
ชนกลุ่มน้อยซึ่งสืบเชื้อสายจีน ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเป็นอดีตทหารพรรคก๊กมินตั๋ง ได้มาตั้งรกรากในพื้นที่ ที่มีความโดดเด่นได้แก่ หมู่บ้านสันตุลาคมรี
[แก้] การศึกษา
[แก้] สถาบันอุดมศึกษา
- มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
- มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
- มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย
- มหาวิทยาลัยรามคำแหง สาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกันยายนติเชียงราย
- มหาวิทยาลัยพะเยา วิทยาเขตเชียงราย
- วิทยาลัยเชียงราย
[แก้] สถาบันอาชีวศึกษา
- วิทยาลัยเทคนิคเชียงราย
- วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย
- วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงราย
- วิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษกเชียงราย
- วิทยาลัยการอาชีพเชียงราย
- วิทยาลัยการอาชีพเทิง
- วิทยาลัยการอาชีพเวียงเชียงรุ้ง
- โรงเรียนพณิชยการเชียงราย
- โรงเรียนเทคโนโลยีกรุงธนเชียงราย
- โรงเรียนวิรุณบริหารธุรกิจและเทคโนโลยีเชียงราย
- โรงเรียนโปลิเทคนิคเชียงราย
- โรงเรียนอาชีวศึกษาแม่สาย
- โรงเรียนชัยศิษย์บริหารธุรกิจและเทคโนโลยีเชียงของ
[แก้] โรงเรียนระดับมัธยมศึกษา
[แก้] ชาวเชียงรายที่มีชื่อเสียง
- เสม พริ้งพวงแก้ว - นายแพฤศจิกายนผู้บุกเบิกและสร้างความเจริญก้าวหน้าแก่ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์
- ถวัลย์ ดัชนี - จิตรกร ศิลปินแห่งชาติ
- ศาสตราจารย์กิตตุลาคมณ เดชา บุญค้ำ - ภูมิสถาปนิก ศิลปินแห่งชาติ
- เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ - จิตรกรผู้ออกแบบและก่อสร้างวัดร่องขุ่น
- วีรินทร์ทิรา นาทองบ่อจรัส - ผู้ประกาศข่าว พิธีกร
- จูหลิง ปงกันมูล - คุณครูผู้เสียสละ
- ปริม อินทวงศ์ - อดีตนักวอลเลย์บอลทีมชาติไทย
- ยงยุทธ ติยะไพรัช - อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและอดีตประธานรัฐสภา
- มิตติ ติยะไพรัช - ประธานสโมสรฟุตบอลเชียงราย ยูไนเต็ด
- พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี
- วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ - นักการเมือง
- สายสวรรค์ ขยันยิ่ง - ผู้ประกาศข่าวช่อง 3
- สามารถ แก้วมีชัย - รองประธานสภาผู้แทนราษฎร
- บัวบาน ผามั่ง - เป็นนักกรีฑาพุ่งแหลนโอลิมปิก
- นพ.เอกุมภาพันธ์เพฤศจิกายนพิเศษ - ประธานสโมสรฟุตบอลจังหวัดเชียงราย
- ปฏิภาณ หล่อเสถียร - เซน เดอะสตาร์ 6
- คนึงพิมพ์ พรมกร - หนิม AF 5
- นิรมล เมธีสุวกุล - พิธีกร ผู้ผลิตรายการ
- กรวิชญ์ สูงกิจบูลย์ - จูเนียร์ เดอะสตาร์ 7
- อุเทน พรหมมินทร์ - นักร้อง
- วรรษพร วัฒนากุล - นักแสดง, รองอันดับ 1 มิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส 2553 และ รองอันดับ 2 Miss Earth 2010.
[แก้] ภาษา
- ภาษาพูด ใช้พูดจากันเรียกว่า อู้คำเมือง สำเนียงพูดของชาวเชียงรายไม่เหมือนกับจังหวัดอื่น ๆ ในภาคเหนือ คือไม่เนิบนาบ และไม่ห้วนจนเกินไป[ต้องการอ้างอิง] เป็นสำเนียงที่หล่อหลอมขึ้นมาใหม่ เนื่องจากเชียงรายเคยเป็นเมืองร้างผู้คนนานเกือบร้อยปี ได้มีการฟื้นฟูบ้านเมืองขึ้นมาใหม่เมื่อประมาณ ปี พ.ศ. 2384 โดยได้เกณฑ์ราษฎรจากเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน และชนเผ่าไตใหญ่ ไตลื้อ ไตยอง และไตขืน (เขิน) ซึ่งอพยพจากเชียงตุง และสิบสองปันนา รวมทั้งชาวลาวจากประเทศลาว ได้เข้ามาอาศัยอยู่รวมกัน ดังนั้นสำเนียงพูดของชาวเชียงรายจึงมีความหลากหลายทางสำเนียงในพื้นที่ต่าง ๆ แต่ภาษาหลักของเชียงรายจะอยู่ที่อำเภอเมือง อำเภอเชียงแสน อำเภอแม่จัน อำเภอแม่สาย อำเภอเวียงชัย และอำเภอพาน
- ภาษาเขียน เชียงรายก็เช่นเดียวกันกับจังหวัดทางภาคเหนืออื่น ๆ คือมีภาษาเขียนที่เรียกว่าอักขระล้านนา หรือตั๊วเมือง อักษรล้านนามีวิวัฒนาการมาจากอักษรพราหมีของอินเดีย มีการจัดระบบของหลักภาษาคล้ายกับภาษาบาลี อักษรล้านนามีรูปทรงกลมป้อมคล้ายอักษรพม่าและมอญ แต่หลักการทางภาษาไม่เหมือนกัน จากหลักฐานในศิลาจารึกวัดพระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำพูน วัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่ แสดงให้เห็นว่ารูปทรงของอักษรล้านนามีรูปทรงเป็นตัวเหลี่ยมมาก่อน
เมื่อปี พ.ศ. 1900 ในรัชสมัยพระเจ้ากือนากษัตริย์ล้านนา แห่งราชวงศ์มังราย ได้นำเอาอักษรฝักขามแบบสุโขทัยมาใช้แทนอักษรตัวเมืองอยู่ระยะหนึ่ง ดังปรากฏอยู่ในหลักศิลาจารึกที่วัดพระยืนจังหวัดลำพูน และที่วัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาเมื่อล้านนาตกเป็นประเทศราชของพม่าในสมัย พระเจ้าบุเรงนอง (มยินนอง) ล้านนาถูกบังคับให้ใช้อักษรพม่าแทนนานกว่า 200 ปี จึงปรากฏว่ามีอักษรพม่าบางตัวปะปนอยู่ในอักษรล้านนามาจนถึงปัจจุบัน ตัวเลขของพม่าที่เรียกว่า เลขโหร ก็รับเอามาใช้จนถึงปัจจุบัน ส่วนตัวเลขของอักษรล้านนาเองนั้น คือตัวเลขที่ใช้ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา และในตำนานเท่านั้น ในรัชสมัยพระเจ้ากาวิละแห่งราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน หรือราชวงศ์กาวิละได้กอบกู้อาณาจักรล้านนากลับคืนมา และได้ฟื้นฟูอักษรล้านนาขึ้นใช้ในราชการอีกครั้งหนึ่ง
[แก้] การคมนาคม
การคมนาคมจากกรุงเทพมหานครไปยังจังหวัดเชียงราย กระทำได้โดยการโดยสารรถไฟสายเหนือลงที่สถานีรถไฟนครลำปางเป็นระยะทางหกร้อยสี่สิบสองกิโลเมตร แล้วเดินทางต่อไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 (พหลโยธิน) ถึงตัวเมืองเป็นระยะทางอีกสองร้อยสามสิบสี่กิโลเมตร รวมเป็นแปดร้อยเจ็ดสิบหกกิโลเมตร หรือจะโดยสารรถทั่วไปจากกรุงเทพมหานครตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 ถึงตัวเมืองเป็นระยะทางเก้าร้อยสี่สิบสามกิโลเมตร
การเดินทางไปจังหวัดเชียงรายโดยรถยนต์และรถทัวร์ (โดยสารประจำทาง) สามารถเดินทางได้ 3 เส้นทาง ได้แก่
1. เส้นทางกรุงเทพฯ-นครสวรรค์-ตาก-ลำปาง-พะเยา-เชียงราย (สายเอเชีย หรือสายเก่า) จากรังสิตมาตามถนนพหลโยธิน (ทางหลวงหมายเลข 1) แล้วแยกซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 32 ที่อำเภอวังน้อย จากนั้นผ่านจังหวัดอยุธยา สิงห์บุรี เข้าทางหลวงหมายเลข 1 อีกครั้งที่ จ.ชัยนาท ตรงไป จ.นครสวรรค์ ผ่าน กำแพงเพชร ตาก เข้าสู่ อ.เถิน ตรงไปจังหวัดลำปาง ผ่าน อ.งาว แล้วตรงไปจังหวัดพะเยา จนเข้าสู่เชียงราย รวมระยะทาง 830 กิโลเมตร
2. เส้นทางกรุงเทพฯ-นครสวรรค์-พิษณุโลก-แพร่-เชียงราย (สายใหม่) ใช้เส้นทางเดียวกับเส้นทางที่ 1 เมื่อไปถึงจังหวัดนครสวรรค์ ให้แยกขวามือไปตาม ทางหลวงหมายเลข 117 (นครสวรรค์-พิษณุโลก) จากนั้นใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 11 (พิษณุโลก-เด่นชัย) จากจังหวัดพิษณุโลก ผ่านจังหวัดอุตรดิตถ์ จนถึงอำเภอเด่นชัย ให้เลี้ยวไปทางจังหวัดแพร่ ตามทางหลวงหมายเลข 101 (แพร่-น่าน) จนถึงอำเภอร้องกวาง เลี้ยวซ้ายไปตามทางหลวงหมายเลข 103 ไปบรรจบกับถนนพหลโยธินที่อำเภองาว เข้าสู่จังหวัดพะเยา แล้วตรงต่อไปจนถึงเชียงราย ระยะทางประมาณ 804 กิโลเมตร
3. เส้นทากรุงเทพฯ-นครสวรรค์-ลำปาง-เชียงใหม่-เชียงราย ใช้เส้นทางเดียวกับเส้นทางที่ 1 จนไปถึงจังหวัดลำปาง จึงเปลี่ยนไปใช้ทางหลวงหมายเลข 11 (ลำปาง-เชียงใหม่) ผ่านไปจังหวัดลำพูน แล้วเข้าสู่จังหวัดเชียงใหม่ แล้วใช้ทางหลวงหมายเลข 118 (เชียงใหม่-เชียงราย) ผ่านดอยสะเก็ต แม่ขะจาน เวียงป่าเป้า เข้าสู่เชียงราย รวมระยะทาง 900 กิโลเมตร มีทางหลวงหมายเลข 11 ผ่านลำพูนมาลำปาง บรรจบกับทางหลวงหมายเลข 1 ผ่าน จ.ตาก จ.นครสวรรค์ เพื่อเดินทางกลับกรุงเทพฯ
นอกจากนี้จังหวัดเชียงรายยังมีท่าอากาศยานนานาชาติแม่ฟ้าหลวงเชียงราย เป็นท่าอากาศยานนานาชาติ 1ใน 6 ของบริษัทท่าอากาศยานไทยจำกัด (มหาชน) ที่มีสายการบินใช้บริการระดับต้นๆของประเทศไทย
[แก้] ระยะทางแต่ละอำเภอกับจังหวัด
|
|
[แก้] ถนนสายสิงหาคมญในจังหวัดเชียงราย
[แก้] สถานที่ท่องเที่ยว
[แก้] สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ
- สามเหลี่ยมทองคำ
- น้ำตกขุนกรณ์
- ภูชี้ฟ้า
- ดอยแม่สลอง
- ดอยหัวแม่คำ
- ดอยวาวี
- ดอยผาตั้ง
- น้ำตกปูแกง
- หาดเชียงราย
- บ่อน้ำร้อนแม่ขะจาน
- ถ้ำปุ่ม ถ้ำปลา
- ถ้ำผาจรุย
- สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ เชียงราย
- ดอยตุง
- โป่งพระบาท
[แก้] สถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม
- วัดพระมหาชินธาตุเจ้า (ดอยตุง)
- วัดร่องขุ่น ฝีมือ อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์
- พระธาตุ 9 จอม
- เสาสะดือเมืองเชียงราย
- พระตำหนักดอยตุง
- แหล่งเตาเผาเวียงกาหลง
- พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงแสน
- กู่พระเจ้าเม็งราย
- วัดพระสิงห์
- วัดพระแก้ว
- ไร่แม่ฟ้าหลวง
- พิพิธภัณฑ์อูบคำ
[แก้] สถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ
- ด่านพรมแดนแม่สาย
- ถนนคนเดินเชียงราย
- อำเภอเชียงของ
- เชียงรายไนท์บาซ่าร์
- ถนนคนเดิน แม่สาย
[แก้] ศิลปวัฒนธรรม และประเพณี
- แห่พระแวดเวียง
ประเพณีอัญเชิญพระพุทธรูปแวดเวียงเชียงราย ซึ่งมีพื้นฐานความคิดมาจากตำนานพระเจ้าเลียบโลก ด้วยมีจุดมุ่งหมาย ให้ประชาชนได้มีโอกาสสักการะบูชาพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ซึ่งประดิษฐานอยู่ตามวัดวาอารามต่างๆ ในตัวเมืองเชียงราย เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตในวาระของการส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ โดยการอัญเชิญพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเชียงราย มาประดิษฐานบนบุษบกที่ได้สร้างขึ้นโดยช่างศิลปินที่มีชื่อเสียงของจังหวัดเชียงราย จัดตั้งเป็นขบวนอัญเชิญไปรอบเมืองเชียงราย ให้พุทธศาสนิกชนได้มีโอกาสกราบไหว้สักการะบูชาด้วย ข้าวตอก ดอกไม้ เป็นการเริ่มต้นปีใหม่ที่เป็นสิริมงคลยิ่งนัก
- ปอยหลวง
งานบุญปอยหลวงเป็นเอกลักษณ์ของชาวล้านนาซึ่งเป็นผลดีต่อสภาพทางสังคมหลายประการ นับตั้งแต่ชาวบ้านได้มาทำบุญร่วมกัน ร่วมกันจัดงานทำให้เกิดความสามัคคีในการทำงาน งานทำบุญปอยหลวงยังเป็นการรวมญาติพี่น้องที่อยู่ต่างถิ่นได้มีโอกาสทำบุญร่วมกัน และมีการสืบทอดประเพณีที่เคยปฏิบัติกันมาครั้งแต่บรรพชนไม่ให้สูญหายไปจากสังคม ช่วงเวลา จากเดือน 5 จนถึงเดือน 7 เหนือ (ตรงกับเดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือนเมษายนหรือเดือนพฤษภาคมของทุกปี) ระยะเวลาประมาณ 3-7 วัน
- ป๋าเวณี ปี๋ใหม่เมือง งานประเพณีสงกรานต์
จัดขึ้นประมาณกลางเดือนเมษายน ในงานมีขบวนแห่และสรงน้ำพระเจ้าล้านทอง การแข่งเรือ และการละเล่นพื้นเมืองและมหรสพ จัดบริเวณตัวเมืองเชียงราย และอำเภอเชียงแสน
- งานเทศกาลลิ้นจี่และของดีเมืองเชียงราย
เทศกาลที่ชาวเกษตรกรต่างนำผลผลิตทางการเกษตรของตนมาออกร้าน โดยเฉพาะลิ้นจี่ที่มีชื่อเสียงมากของเชียงราย จัดขึ้นประมาณกลางเดือนพฤษภาคมของทุกปี ภายในงานมีการประกวดขบวนรถและธิดาลิ้นจี่ และการออกร้าน บริเวณสนามกีฬากลางจังหวัดเชียงราย
- งานไหว้สาพญาเม็งราย
จัดให้มีพิธีบวงสรวงพ่อขุนเม็งรายมหาราช มีการออกร้าน จัดนิทรรศการของส่วนราชการและเอกชน และงานรื่นเริงอื่นๆ จัดวันที่ 23 มกราคม - 1 กุมภาพันธ์
- เป็งปุ๊ด
“เป็งปุ๊ด” หรือ “เพ็ญพุธ” เป็นประเพณีตักบาตรเที่ยงคืนค่อนรุ่งเข้าสู่วันเพ็ญขึ้น15 ค่ำที่ตรงกับวันพุธ ตามวัฒนธรรมและความเชื่อของบรรพบุรุษล้านนาไทย ที่เชื่อกันว่าพระอุปคุตซึ่งพระอรหันต์องค์หนึ่งแปลงกันยายนป็นสามเณรน้อยมาบิณฑบาตโปรดสัตว์โลกในยามเที่ยงคืน และชาวล้านนาในอดีตเชื่อว่าการทำบุญตักบาตรถวายพระอุปคุตในวันเป็งปุ๊ดก็จะได้ชื่อว่าเป็นผู้มีบุญ มีโชคลาภและร่ำรวย บังเกิดความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต โดยบรรพบุรุษชาวล้านนาเชื่อว่า ทุกคืนที่ย่างเข้าสู่วันพุธขึ้น 15 ค่ำ เป็นวันเป็งปุ๊ด และจะมีประชาชนชาวล้านนาจำนวนมากมารอเพื่อประกอบพิธีทำบุญตักบาตรพระภิกษุสามเณร
- งานอนุรักษ์มรดกไทยล้านนา
จัดในเดือนเมษายน มีการจัดนิทรรศการและการแสดงแบบไทยล้านนา มีการสาธิตงานศิลปะ บริเวณหอวัฒนธรรมนิทัศน์ อำเภอเมือง
- งานประเพณีขึ้นพระธาตุดอยตุง
จัดขึ้นในวันขึ้น 14-15 ค่ำ เดือนหกเหนือ หรือเดือนมีนาคม เป็นประเพณีของชาว ล้านนา รวมทั้งชาวไทยใหญ่ในพม่าที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา โดยชาวบ้านและพระสงฆ์ จะเดินขึ้นพระธาตุในตอนกลางคืน เมื่อมาถึงก็จะพากันนมัสการองค์พระธาตุก่อน จากนั้นจึงหาพื้นที่ประกอบอาหารเพื่อตักบาตรในตอนเช้า หลังจากตักบาตรแล้วจะ ช่วยกันบูรณะบริเวณองค์พระธาตุ เมื่อถึงยามค่ำคืนก็มารวมกันที่ปะรำพิธีเพื่อฟังเทศน
- ประเพณีบวงสรวงเจ้าพ่อปลาบึก
เป็นประเพณีเกี่ยวกับความเชื่อของผู้คนที่อยู่ริมแม่น้ำโขง โดยเฉพาะชาวประมง ในเขตบ้านหาดไคร้ ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ เกี่ยวกับปลาบึกซึ่งเป็นปลาขนาด ใหญ่อาศัยอยู่ในแม่น้ำโขงว่า เป็นปลาศักดิ์สิทธิ์ มีเทพเจ้าคุ้มครอง ก่อนที่ชาวประมง จะจับปลาบึกต้องมีการบวงสรวงก่อน ฤดูกาลจับปลาบึกันยายน่ระหว่างเดือนเมษายน- พฤษภาคม
- ประเพณีโล้ชิงช้าของชาวอีก้อ
หรือที่เรียกตนเองว่า "อาข่า" มีเชื้อสายจากจีน-ธิเบต เดินทางอพยพมาอยู่บริเวณ ชายแดนไทย-พม่า แถบตอนเหนือของลำน้ำกก โดยเฉพาะอำเภอแม่จัน และแม่สาย การโล้ชิงช้าเป็นการขึ้นไปขอพรและแสดงความรำลึกถึงพระคุณของเทพธิดาแห่ง สรวงสวรรค์ ผู้ประทานความชุ่มชื่นอุดมสมบูรณ์ให้กับพืชพันธุ์ธัญญาหารและ ยังเป็นการเซ่นไหว้บรรพบุรุษอีกด้วย จัดในช่วงเดือนสิงหาคม
[แก้] อ้างอิง
- ^ ศูนย์สารสนเทศเพื่อการบริหารและงานปกครอง. กรมการปกครอง. กระทรวงมหาดไทย. "ข้อมูลการปกครอง." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.dopa.go.th/padmic/jungwad76/jungwad76.htm [ม.ป.ป.]. สืบค้น 18 เมษายน 2553.
- ^ ประกาศสานักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง เรื่อง จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร แยกเป็นกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2553กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย
- ^ 3.0 3.1 จังหวัดเชียงราย. (ม.ป.ป.). สัญลักษณ์ประจำจังหวัด. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.chiangrai.net/CPOC/2009/Articles/viewArticle.aspx?A=2. (เข้าถึงเมื่อ: 26 กันยายน 2551).
- ^ http://thai.tourismthailand.org/where-to-go/cities-guide/destination/chiang-rai
- อักขรานุกรมภูมิศาสตร์ไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน. (2512-2513). "เชียงราย 1". สารานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน, (เล่ม 10 : ฉันท์-เชียงราย). พระนคร : โรงพิมพ์รุ่งเรืองธรรม. หน้า 6481-6483.
[แก้] ดูเพิ่ม
- รายชื่อโรงเรียนในจังหวัดเชียงราย
- สโมสรฟุตบอลเชียงราย ยูไนเต็ด
- สโมสรฟุตบอลจังหวัดเชียงราย
- รายชื่อสาขาของธนาคารในจังหวัดเชียงราย
- รายชื่อห้างสรรพสินค้าในจังหวัดเชียงราย
[แก้] แหล่งข้อมูลอื่น
- ข้อมูลจังหวัดเชียงราย จากสำนักงานสถิติจังหวัดเชียงราย
- เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของจังหวัดเชียงราย
- เว็บไซต์ข้อมูลจังหวัดเชียงราย
- โรงแรมเชียงราย
- ศูนย์บริการให้ข้อมูลท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย
พิกัดภูมิศาสตร์: 19°55′N 99°50′E / 19.91°N 99.83°E
- แผนที่และภาพถ่ายทางอากาศของ จังหวัดเชียงราย
- แผนที่ จาก มัลติแมป โกลบอลไกด์ หรือ กูเกิลแมปส์
- ภาพถ่ายทางอากาศ จาก เทอร์ราเซิร์ฟเวอร์
- ภาพถ่ายดาวเทียม จาก วิกิแมเปีย
|
|||||||
|
|||||||||||||||||||||||||
|
||||||||||||||||||||||||||||||||
