สรรเสริญพระบารมี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
บทความนี้เกี่ยวกับเพลงสรรเสริญพระมหากษัตริย์ในประเทศไทย สำหรับความหมายหลัก ดูที่ เพลงสรรเสริญพระบารมี
เพลงสรรเสริญพระบารมี
โปสการ์ดโน้ตเพลงสรรเสริญพระบารมี สมัยรัชกาลที่ 5
โปสการ์ดโน้ตเพลงสรรเสริญพระบารมี สมัยรัชกาลที่ 5
เพลงชาติของ ประเทศไทย
 ไทย
ชื่ออื่น เพลงชาติสยาม
เพลงสรรเสริญพระบารมี
เนื้อร้อง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์, พ.ศ. 2456
ทำนอง ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน
ประกาศใช้ พ.ศ. 2456 (เนื้อร้องปัจจุบัน)
เพลงสรรเสริญพระบารมี
บรรเลงโดยวงดุริยางค์กองทัพเรือสหรัฐอเมริกา

เกี่ยวกับเสียงนี้ เพลงสรรเสริญพระบารมี เป็นบทเพลงซึ่งบรรเลงเพื่อสรรเสริญพระบารมีแห่งพระมหากษัตริย์ เดิมทีเพลงสรรเสริญพระบารมีใช้เป็นเพลงประจำชาติของไทย ระหว่างปี พ.ศ. 2431 - 2475 นับเป็นเพลงชาติไทยฉบับที่ 3 ของไทย ทำนองโดย ปโยตร์ ชูรอฟสกี้ (Pyotr Schurovsky) นักประพันธ์เพลงชาวรัสเซีย[ต้องการอ้างอิง] (บ้างก็ว่าเป็นครูเพลงชาวฮอลันดาชื่อ เฮวุดเซน[ต้องการอ้างอิง]) ประพันธ์เมื่อ พ.ศ. 2431 คำร้องเป็นพระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ซึ่งนิพนธ์ขึ้นเพื่อใช้ในพระราชพิธีลงสรงของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร

ในตอนแรกคำร้องดังกล่าวในท่อนสุดท้าย ใช้คำว่า ฉะนี้ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเปลี่ยนคำว่า ฉะนี้ ให้เป็น ชโย ดังที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากคำว่า ฉะนี้ เมื่อร้องตามทำนองของเพลงแล้ว คนมักจะออกเสียงเพี้ยนเป็นคำว่า ชะนี ทำให้พระองค์ทรงรำคาญพระราชหฤทัย จึงทรงเปลี่ยนจากคำว่า ฉะนี้ เป็น ชโย ซึ่งแผลงมาจากคำว่า ไชโย และ ชย[1]

ประวัติ[แก้]

เพลงสรรเสริญพระบารมี มีเค้าโครงว่า ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้มีเพลงที่มีลักษณะคล้ายเพลงสรรเสริญพระบารมีอยู่ก่อนแล้ว ใช้บรรเลงในเวลาพระมหากษัตริย์เสด็จลงท้องพระโรงและเสด็จขึ้น[ต้องการอ้างอิง]

แต่เพลงสรรเสริญพระบารมีในฐานะเพลงชาตินั้น เริ่มปรากฏในสมัยรัชกาลที่ 4 โดยมีการใช้เพลง ก็อดเซฟเดอะคิง ซึ่งเป็นเพลงสรรเสริญพระบารมีและเพลงชาติของอังกฤษ บรรเลงเป็นเพลงถวายความเคารพแด่องค์พระมหากษัตริย์ ตามแบบอย่างการฝึกทหารของอังกฤษ พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) ได้ใช้ทำนองเพลงนี้แต่งคำร้องสรรเสริญพระบารมีถวายโดยให้ชื่อว่า "จอมราชจงเจริญ" [2]

จนกระทั่งถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้เสด็จประพาสเมืองสิงคโปร์และเกาะชวาในปี พ.ศ. 2414 ขณะที่ทรงประทับอยู่ที่สิงคโปร์นั้น ทหารอังกฤษได้ใช้เพลง "ก็อดเซฟเดอะคิง" บรรเลงเป็นเพลงเกียรติยศรับเสด็จ ปัญหาจึงเกิดขึ้นว่าทั้งอังกฤษและไทยต่างใช้เพลงสรรเสริญพระบารมีเพลงเดียวกัน ต่อมาเมื่อเสด็จพระราชดำเนินไปยังเมืองปัตตาเวีย ชาวฮอลันดาที่ตั้งอาณานิคมที่นั้น ได้ถามถึงเพลงประจำชาติของไทย เพื่อจะได้นำไปบรรเลงรับเสด็จ พระองค์จึงมีพระราชดำริแก่ครูดนตรีไทย ให้แต่งเพลงแตรวงรับเสด็จเพื่อใช้แทนเพลง "ก็อดเซฟเดอะคิง"[3]

คณะครูดนตรีไทยจึงได้เสนอเพลงบุหลันลอยเลื่อน (หรือเพลงทรงพระสุบิน) ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ใช้เป็นเพลงสรรเสริญพระบารมี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ นายเฮวุดเซน (Heutsen) ครูดนตรีในกรมทหารมหาดเล็กชาวฮอลันดา เรียบเรียงทำนองขึ้นใหม่ให้เป็นทางดนตรีตะวันตก และได้ใช้เป็นเพลงสรรเสริญพระบารมีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2414 จนถึง พ.ศ. 2431[4] (ดร. สุกรี เจริญสุข ได้สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเพลงเดียวกันกับเพลงสรรเสริญเสือป่า ซึ่งใช้เป็นเพลงเกียรติยศของเสือป่าในสมัยรัชกาลที่ 6[5]

ต่อมาจึงมีการเปลี่ยนมาใช้เพลงสรรเสริญพระบารมีฉบับที่เป็นผลงานของ ปโยตร์ ชูรอฟสกี้ (Pyotr Schurovsky) นักประพันธ์ชาวรัสเซีย เมื่อ พ.ศ. 2431 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงนิพนธ์เนื้อร้องประกอบและได้ออกบรรเลงครั้งแรกที่ศาลายุทธนาธิการในปีเดียวกัน[6] ต่อมาทรงนิพนธ์เนื้อร้องของเพลงนี้อีกหลายเนื้อร้องเพื่อขับร้องในกลุ่มต่าง ๆ กัน เช่น ทหาร นักเรียนชาย นักเรียนหญิง เป็นต้น แต่มีเนื้อร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีอีกสำนวนหนึ่งที่เป็นพระนิพนธ์ในพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ สำนวนนี้เป็นสำนวนสำหรับทหารเรือขับร้องโดยเฉพาะ[7]

เนื้อร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีฉบับปัจจุบันนั้น เดิมทีเป็นเนื้อร้องที่พระองค์ได้นิพนธ์ขึ้นเพื่อใช้ในพระราชพิธีลงสรงของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ต่อมาเมื่อถึงรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงนำเพลงสรรเสริญพระบารมี มาพระราชนิพนธ์คำร้องขึ้นใหม่ โดยทรงรักษาคำร้องเดิมเอาไว้เกือบทุกอย่าง ยกเว้นแต่ทรงเปลี่ยนคำร้องในท่อนสุดท้ายว่า ฉะนี้ ให้เป็น ชโย และประกาศใช้ ในวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2456 และใช้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เพลงสรรเสริญพระบารมีไม่ได้ใช้ในฐานะเพลงชาติอีกต่อไป แต่ยังคงใช้ในฐานะของเพลงถวายความเคารพแด่องค์พระมหากษัตริย์ มีอยู่ช่วงหนึ่งมีการตัดทอนเพลงนี้ให้สั้นลง แต่ได้ยกเลิกการใช้แล้ว

บทร้องสำนวนปัจจุบัน[แก้]

โน้ตเพลงสรรเสรืญพระบารมี ฉบับเผยแพร่โดยคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี ตามมติคณะรัฐมนตรีลงวันที่ 30 ธันวาคม 2546

บทร้องนี้ คือ บทร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีที่ใช้ในปัจจุบัน คำร้องโดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจิตรเจริญ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงพระราชนิพนธ์และทรงพระนิพนธ์

          ข้าวรพุทธเจ้า เอามโนและศิระกราน
นบพระภูมิบาล บุญดิเรก (บุน-ยะ-ดิ-เหฺรก)
เอกบรมจักริน (เอก-บอ-รม-มะ-จัก-กฺริน) พระสยามินทร์
พระยศยิ่งยง (พฺระ-ยด-สะ-ยิ่ง-ยง) เย็นศิระเพราะพระบริบาล
ผลพระคุณ ธ รักษา ปวงประชาเป็นสุขศานต์ (ปวง-ปฺระ-ชา-เป็น-สุก-ขะ-สาน)
ขอบันดาล ธ ประสงค์ใด
จงสฤษดิ์ดัง หวังวรหฤทัย
ดุจถวายชัย (ดุด-จะ-ถะ-หฺวาย-ไช) ชโย

บทร้องสำนวนอื่น[แก้]

บทร้องสำนวนทหาร[แก้]

บทร้องกองทัพบก[แก้]

สำหรับทหารกองทัพบกขับร้องถวาย เป็นพระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจิตรเจริญ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ มีบทร้อง ดังนี้

          ข้าวรพุทธเจ้า เหล่าวิริยพลผลา
สมสมัยกา- ละปิติกมล
รวมนรจำเรียงพรรค์ (รวม-นะ-ระ-จำ-เรียง-พัก) สรรดุริยพล (สัน-ดุ-ริ-ยะ-พน)
สฤษดิมลฑล ทำสดุดีเด่นฤบาล
ผลพระคุณะรักษา พลนิกายะสุขศานต์
ขอบันดาล ธ ประสงค์ใด
จงสฤษดิดัง หวังวรหฤทัย
ดุจถวายชัย ฉะนี้[8]

บทร้องสำนวนทหารเรือ[แก้]

สำนวนสำหรับทหารเรือขับร้องถวายนี้ เป็นพระนิพนธ์ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์

          ข้าวรพุทธเจ้า เหล่ายุทธพลนาวา
ขอถวายวันทา วรบทบงส์
ยกพลถวายชัย ให้สยามจง
อิสระยิ่งยง เย็นศิระเพราะพระบริบาล
ใจทหารทั้งบ่าวนาย ยอมขอตายถวายท่าน
ขอบันดาล ธ ประสงค์ใด
จงสิทธิ์ดัง หวังวรหฤทัย
ดุจถวายชัย ฉะนี้[9]

บทร้องสำนวนนักเรียน[แก้]

บทร้องสำนวนโรงเรียนสหศึกษา[แก้]

พระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ สำนวนนี้ เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี (หม่อมราชวงศ์เปีย มาลากุล) เมื่อครั้งยังเป็น พระยาวิสุทธสุริยศักดิ์ เสนาบดีกระทรวงธรรมการ (กระทรวงศึกษาธิการ) ประกาศให้ใช้สำหรับนักเรียนชายหญิงขับร้อง ในโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม ร.ศ.121 (พ.ศ. 2445)

          ข้าวรพุทธเจ้า เหล่ายุพยุพดี (เหล่า-ยุพ-พะ-ยุพ-พะ-ดี)
ยอกรชุลี วรบทบงส์ (วอ-ระ-บด-ทะ-บง)
ซร้องศัพท์ถวายชัย ในนฤปทรง (นะ-รึ-ปะ-ซง)
พระยศยิ่งยง เย็นศิระเพราะพระบริบาล
ผลพระคุณะรักษา ชนนิกายะศุขสานต์
ขอบันดาล ธ ประสงค์ใด
จงสิทธิ์ดัง หวังวรหฤทัย
ดุจถวายชัย ฉะนี้[10]

บทร้องสำนวนโรงเรียนชายล้วน[แก้]

พระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ สำนวนนี้ เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี (หม่อมราชวงศ์เปีย มาลากุล) เมื่อครั้งยังเป็น พระยาวิสุทธสุริยศักดิ์ เสนาบดีกระทรวงธรรมการ (กระทรวงศึกษาธิการ) ประกาศให้ใช้สำหรับนักเรียนชายหญิงขับร้อง ในโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม ร.ศ.121 (พ.ศ. 2445)

          ข้าวรพุทธเจ้า เหล่าดรุณกุมารา (เหล่า-ดะ-รุน-นะ-กุ-มา-รา)
โอนศิรวันทา (โอน-สิ-ระ-วัน-ทา) วรบทบงส์ (วอ-ระ-บด-ทะ-บง)
ซร้องศัพท์ถวายชัย (ซ้อง-สับ-ถะ-หวาย-ชัย) ในนฤปทรง (นะ-รึ-ปะ-ซง)
พระยศยิ่งยง เย็นศิระเพราะพระบริบาล
ผลพระคุณะรักษา ชนนิกายะศุขสานต์
ขอบันดาล ธ ประสงค์ใด
จงสิทธิ์ดัง หวังวรหฤทัย
ดุจถวายชัย ฉะนี้[11]

บทร้องสำนวนโรงเรียนหญิงล้วน[แก้]

พระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ สำนวนนี้ เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี (หม่อมราชวงศ์เปีย มาลากุล) เมื่อครั้งยังเป็น พระยาวิสุทธสุริยศักดิ์ เสนาบดีกระทรวงธรรมการ (กระทรวงศึกษาธิการ) ประกาศให้ใช้สำหรับนักเรียนชายหญิงขับร้อง ในโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม ร.ศ.121 (พ.ศ. 2445)

          ข้าวรพุทธเจ้า เหล่าดรุณกุมารี (เหล่า-ดะ-รุน-นะ-กุ-มา-รี)
โอนศิรชุลี (โอน-สิ-ระ-ชุ-ลี) วรบทบงส์ (วอ-ระ-บด-ทะ-บง)
ซร้องศัพท์ถวายชัย (ซ้อง-สับ-ถะ-หวาย-ชัย) ในนฤปทรง (นะ-รึ-ปะ-ซง)
พระยศยิ่งยง เย็นศิระเพราะพระบริบาล
ผลพระคุณะรักษา ชนนิกายะศุขสานต์
ขอบันดาล ธ ประสงค์ใด
จงสิทธิ์ดัง หวังวรหฤทัย
ดุจถวายชัย ฉะนี้

[12]

บทร้องสำนวนละคร[แก้]

พระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจิตรเจริญ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ จากบทละครดึกดำบรรพ์ เรื่อง สังข์ทอง ตอน เลือกคู่และตีคลี

          อ้าพระนฤปวง ทรงสิริวัฑฒนา
จงพระพุทธศา- สนฐีติยง (สะ-นะ-ฐี-ติ-ยง)
ราชรัฐจงจีรัง ทั้งบรมวงศ์
ฑีรฆดำรง (ที-ระ-คะ-ดำ-รง) ทรงกรุณาประชาบาล
ราชธรรมรักษา เป็นหิตานุหิตสาร (เป็น-หิ-ตา-นุ-หิ-ตะ-สาน)
ขอบันดาล ธ ประสงค์ใด
จงสิทธิดัง หวังวรหฤทัย
ดุจถวายชัย ฉะนี้[13]

วาระและโอกาสในการใช้[แก้]

ระเบียบของสำนักพระราชวังกำหนดวาระในการบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีไว้ดังนี้[ต้องการอ้างอิง]

  1. พิธีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนิน ต้องบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ทั้งรับและส่งเสด็จฯ
  2. พิธีที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และ/หรือ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนิน พร้อมกับประมุขต่างประเทศ ให้บรรเลงเพลงชาติของประมุขต่างประเทศ และเพลงชาติไทย ก่อน แล้วจึง บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี รับเสด็จฯ เมื่อประมุขต่างประเทศเสด็จฯ กลับ หรือไปตามลำพัง ให้บรรเลงเพลงชาติเพื่อ ส่งเสด็จฯ
  3. พิธีที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เสด็จพระราชดำเนิน ให้บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ทั้งรับและส่งเสด็จฯ
  4. พิธีที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินให้บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ทั้งรับและส่งเสด็จฯ
  5. พิธีที่ผู้แทนพระองค์ ปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ในงานเสด็จพระราชดำเนินต่างๆ
    1. ถ้าผู้แทนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หรือ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร คือ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ หรือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จพระราชดำเนินให้บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ทั้งรับและส่งเสด็จฯ
    2. ถ้าผู้แทนพระองค์เป็นบุคคลอื่น เมื่อผู้แทนพระองค์มาถึง ไม่ต้องบรรเลงเพลงใด ๆ และเมื่อผู้แทนพระองค์นั่งเรียบร้อยแล้ว ให้บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีเป็นการเปิดงานและปิดงาน เมื่อผู้แทนพระองค์กลับไม่ต้องบรรเลงเพลงใด ๆ

นอกจากนี้ ในการมหรสพต่างๆ ในประเทศไทย เช่น การฉายภาพยนตร์หรือการแสดงดนตรี ก็นิยมมีการบรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีก่อนเริ่มทำการแสดงเสมอ สำหรับการกระจายเสียงของสถานีวิทยุและการแพร่ภาพของสถานีโทรทัศน์ เพลงสรรเสริญพระบารมีก็ได้ถูกในเป็นเพลงสำหรับแจ้งการยุติการกระจายเสียงประจำวันของสถานีวิทยุกระจายเสียงในประเทศไทย และใช้เป็นเพลงเริ่มต้นและยุติการแพร่ภาพออกอากาศประจำวัน ของสถานีวิทยุโทรทัศน์ในประเทศไทย หรือในช่วงเปลี่ยนแปลงวันออกอากาศไปสู่วันใหม่ (ซึ่งจะขึ้นอยู่กับแต่ละสถานี)[ต้องการอ้างอิง]

การบันทึกเสียง[แก้]

บันทึกเสียงลงในกระบอกเสียงไขผึ้งของบริษัทเอดิสัน
บรรเลงโดยคณะละครนายบุศย์มหินทร์ (บุศย์ เพ็ญกุล)
ซึ่งได้เปิดการแสดง ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ในปี พ.ศ. 2443

บรรเลงและขับร้องโดย วงออร์เคสตราสี่เหล่าทัพ และวงดุริยางค์กรมศิลปากร
จัดทำโดย คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี

แผ่นเสียงแม่ไม้เพลงไทย ตรากระต่าย

หากมีปัญหาในการเล่นไฟล์เหล่านี้นี้ โปรดดูเพิ่มเติมที่หน้าช่วยเหลือด้านสื่อ

เพลงสรรเสริญพระบารมีมีการบันทึกเสียงครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2443 ซึ่งเป็นการบรรเลงโดยวงดนตรีคณะละครนายบุศมหินทร์ที่ประเทศเยอรมนี บันทึกลงบนกระบอกเสียงชนิดไขผึ้งของบริษัทเอดิสัน [14] และมีการบันทึกเสียงโดยมีการขับร้องประกอบครั้งแรกโดยเป็นเสียงร้องของแม่ปุ่น (ไม่ทราบนามสกุล) และแม่แป้น (แป้น วัชโรบล) ในแผ่นเสียงปาเต๊ะร่องกลับทางของบริษัทปาเต๊ะ ประเทศฝรั่งเศส ส่งแตรวงกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์) เมื่อ พ.ศ. 2450 [15]

ดูเพิ่ม[แก้]

เชิงอรรถ[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. เนื้อร้อง เพลงชาติ โดย จุลลดา ภักดีภูมินทร์
  2. สุกรี เจริญสุข. 99 ปี เพลงสรรเสริญพระบารมี, หน้า 33.
  3. เพลงชาติ โดย ดร.สุกรี เจริญสุข
  4. เพลงชาติ โดย ดร.สุกรี เจริญสุข
  5. สุกรี เจริญสุข. 99 ปี เพลงสรรเสริญพระบารมี, หน้า 25-26.
  6. สุจิตต์ วงศ์เทศ ประวัติเพลงสรรเสริญพระบารมี, หน้า 15
  7. กองประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกองทัพเรือ . จอมทัพไทยกับราชนาวี. กรุงเทพฯ : กองทัพเรือ, 2539
  8. บทร้อง เพลงสรรเสริญพระบารมีสำนวนทหารบก
  9. บทร้อง เพลงสรรเสริญพระบารมีสำนวนทหารเรือ
  10. บทร้อง เพลงสรรเสริญพระบารมีสำนวนนักเรียนร้องร่วมกัน
  11. บทร้อง เพลงสรรเสริญพระบารมีสำนวนนักเรียนชาย
  12. บทร้อง เพลงสรรเสริญพระบารมีสำนวนนักเรียนหญิง
  13. บทร้อง เพลงสรรเสริญพระบารมีสำนวนละคร
  14. ""กระบอกเสียงนายบุศย์ ความบังเอิญที่เกิดเป็นตำนาน"". สืบค้นเมื่อ 2009-05-15. 
  15. ""เพลงสรรเสริญพระบารมีในสมัยรัชกาลที่ ๕ (จานเสียงปาเต๊ะ พ.ศ. ๒๔๕๐)"". สืบค้นเมื่อ 2009-05-15. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]