ประเทศนอร์เวย์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ราชอาณาจักรนอร์เวย์
Kongeriket Norge (บุ๊กมอล)
Kongeriket Noreg (นีนอสก์)
ธงชาติ ตราแผ่นดิน
คำขวัญ(ราชสำนัก) : Alt for Norge (ทุกสิ่งเพื่อนอร์เวย์)
เพลงชาติยา, วีเอลสเกอร์เดทเทลันเดท
(Ja, vi elsker dette landet) ใช่แล้ว เรารักแผ่นดินนี้

เพลงสรรเสริญพระบารมีคองเกซานเก็น Kongesangen
เมืองหลวง
(และเมืองใหญ่สุด)
ออสโล
59°56′N 10°41′E / 59.933°N 10.683°E / 59.933; 10.683
ภาษาราชการ ภาษานอร์เวย์ (บูกมอลและนีนอสก์) ¹
การปกครอง ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ
 -  พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5
 -  นายกรัฐมนตรี เออร์นา โซลเบิร์ก[1]
ได้รับเอกราช หลังจากรวมอยู่กับ สวีเดน 
 -  ประกาศ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2448 
 -  เป็นที่ยอมรับ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2448 
 -  รัฐธรรมนูญ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2357 
พื้นที่
 -  รวม 385,170 ตร.กม. (67)
148,721 ตร.ไมล์ 
 -  แหล่งน้ำ (%) 6.0
ประชากร
 -  ม.ค. 2557 (ประเมิน) 5,109,056 (116)
 -  2555 (สำมะโน) 5,033,675 [2] 
 -  ความหนาแน่น 13.26 คน/ตร.กม. (213)
34.35 คน/ตร.ไมล์
จีดีพี (อำนาจซื้อ) 2554 (ประมาณ)
 -  รวม 265.911 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ[3] 
 -  ต่อหัว 53,470 ดอลลาร์สหรัฐ[3] (2)
จีดีพี (ราคาตลาด) 2554 (ประมาณ)
 -  รวม 483.650 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ[3] 
 -  ต่อหัว 97,254 ดอลลาร์สหรัฐ[3] 
จีนี (2543) 25.8 (ต่ำ) (5)
HDI (2556) 0.955[4] (สูง มาก) (1)
สกุลเงิน โครนนอร์เวย์ (NOK)
เขตเวลา CET (UTC+1)
 -  (DST) CEST (UTC+2)
โดเมนบนสุด .no ²
รหัสโทรศัพท์ 47
1ภาษาทางการของประเทศคือภาษานอร์เวย์ที่เขียนแบบบูกมอลและแบบนีนอสก์ นอกจากนี้ยังมีภาษาซามิเป็นภาษาทางการร่วมใน 6 เทศบาล และภาษาฟินแลนด์ใน 1 เทศบาล
2มี 2 รหัสที่ได้จองไว้แต่ไม่ได้ใช้ คือ .sj สำหรับสฟาลบาร์และยานไมเอน .bv สำหรับเกาะบูเวต

นอร์เวย์ (อังกฤษ: Norway; บูกมอล: Norge; นีนอสก์: Noreg) มีชื่อทางการว่า ราชอาณาจักรนอร์เวย์ (อังกฤษ: Kingdom of Norway; บูกมอล: Kongeriket Norge; นีนอสก์: Kongeriket Noreg) เป็นประเทศในกลุ่มนอร์ดิก ตั้งอยู่ในยุโรปเหนือ ส่วนตะวันตกของคาบสมุทรสแกนดิเนเวีย มีอาณาเขตจรดประเทศสวีเดน ฟินแลนด์ และรัสเซีย และมีอาณาเขตทางทะเลจรดมหาสมุทรแอตแลนติก ใกล้กับประเทศเดนมาร์กและสหราชอาณาจักร นอร์เวย์เป็นประเทศที่มีชายฝั่งยาวและเป็นที่ตั้งของฟยอร์ดที่มีชื่อเสียง

ดินแดนหมู่เกาะที่อยู่ใกล้เคียง ได้แก่ สฟาลบาร์และยานไมเอน ต่างก็อยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของนอร์เวย์และถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักร ในขณะที่เกาะบูแวในมหาสมุทรแอตแลนติกใต้ และเกาะปีเตอร์ที่ 1 ในมหาสมุทรแปซิฟิกใต้นั้น มีฐานะเป็นอาณานิคมของนอร์เวย์เท่านั้น ไม่ถือเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักร นอกจากนี้ นอร์เวย์ยังอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนดรอนนิงมอดแลนด์ในทวีปแอนตาร์กติกา ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานีวิจัยอีกด้วย

ภูมิศาสตร์ ภูมิอากาศ และสภาพแวดล้อม[แก้]

ภาพถ่ายจากดาวเทียมแสดงภูมิประเทศของนอร์เวย์ในฤดูหนาว
Typical Norwegian lowland landscape near the Trondheimsfjord
Some of the larger islands along the coastline of northern Norway.

นอร์เวย์ครอบคลุมพื้นที่ทางตะวันตกของสแกนดิเนเวียในยุโรปเหนือ มีพรมแดนส่วนที่ติดต่อกับสวีเดนและฟินแลนด์ยาว 2,542 กิโลเมตร และพรมแดนสั้นๆติดต่อกับรัสเซียทางทิศตะวันออก ทางทิศตะวันตกและใต้ติดต่อกับทะเลนอร์เวเจียน ทะเลเหนือ และ Skagerak ทางทิศเหนือติดต่อกับทะเลแบเรนต์ส

ประวัติศาสตร์[แก้]

นอร์เวย์ถูกยึดครองโดยนาซีเยอรมนีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2483 ถึง 2488 และถูกทำลายในช่วงสงครามไปมาก อาคารบ้านเรือน โรงงานและเมืองต่าง ๆ ถูกทิ้งระเบิดและเผาทำลาย สินค้าส่วนใหญ่มีไม่เพียงพอกับความต้องการและประชาชนต้องประสบกับความยากลำบาก

สงครามโลกครั้งที่สองเริ่มขึ้นในเดือนกันยายนปี 1939 เมื่อครั้งที่โปแลนด์ถูกรุกรานโดยทหารเยอรมัน ทหารเยอรมันรุกรานนอร์เวย์เมื่อวันที่ 9 เมษายน 1940 มีการต่อสู้ช่วงสั้น ๆ เกิดขึ้นหลายแห่งในประเทศ แต่ระยะเวลาเพียงไม่กี่วันเยอรมันก็สามารถควบคุมนอร์เวย์ได้ทั้งหมด กษัตริย์และเจ้าหน้าที่รัฐบาลต่างหลบหนีไปที่ลอนดอนประเทศอังกฤษและดำเนินการต่อต้านจากที่นั่น

ระหว่างสงครามช่วงสองสามวันแรก ยังไม่มีการต่อต้านเกิดขึ้นมากนักในนอร์เวย์ เจ้าหน้าที่ตำรวจถูกพวกนาซีควบคุม โดยรัฐบาลใหม่ที่เข้าพวกกับนาซีได้รับการแต่งตั้งขึ้นเพื่อบริหารประเทศแทน รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ถูกเลือกขึ้นตามระบอบประชาธิปไตย

ชาวนอร์เวย์หลายคนประกอบกิจกรรมที่ผิดกฎหมายระหว่างช่วงสงคราม มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างไม่มีการปิดกั้น ทั้งทางหนังสือพิมพ์และใบปลิว และมีอีกหลายคนที่ช่วยคนให้หลบหนีจากพวกนาซีไปยังประเทศอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสวีเดนและอังกฤษ หลายคนถูกจับกุมและขังไว้ในค่ายกักกัน

แม้ว่าประเทศจะถูกยึดครอง แต่คนส่วนใหญ่ยังไปทำงานตามปกติและเด็ก ๆ ก็ยังคงไปเรียนหนังสือได้ตามเดิม อย่างไรก็ตาม อาหาร เสื้อผ้าและปัจจัยอื่น ๆ ถูกแบ่งสรรจากฝ่ายควบคุม ทำให้หลายคนเกิดความไม่แน่ใจในอนาคต

นอร์เวย์มีเรือพาณิชย์ก่อนช่วงสงครามเป็นจำนวนมาก ระหว่างช่วงสงครามปี 1940-1945 เรือหลายลำในจำนวนนี้ส่งสินค้าไปยังประเทศที่ทำสงครามกับเยอรมัน โดยรัฐบาลนอร์เวย์ในลอนดอนเป็นผู้เตรียมการขนส่งเหล่านี้ ประมาณครึ่งหนึ่งของกองเรือถูกทิ้งตอร์ปิโดหรือถล่มด้วยระเบิด ลูกเรือชาวนอร์เวย์เกือบ 4,000 คนต้องเสียชีวิตระหว่างสงคราม

ชายและหญิงชาวนอร์เวย์ประมาณ 10,000 คนเสียชีวิตเนื่องจากสงคราม ประมาณ 700 คนจากนี้เป็นชาวยิวที่ถูกส่งไปยังค่ายกักกันส่วนกลางในเยอรมันและโปแลนด์

ในวันที่ 8 พฤษภาคม 1945 เยอรมันยอมจำนน นอร์เวย์จึงเป็นประเทศเอกราชอีกครั้ง ชาวนอร์เวย์ประมาณ 50,000 คนต้องข้อหากบฏหลังจากสงครามสิ้นสุด คนเหล่านี้เป็นสมาชิกของพรรคสังคมนิยมแห่งชาตินอร์เวย์ Nasjonal Samling ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ฝักใฝ่กับพวกนาซี โดย25 คนถูกประหารชีวิตด้วยข้อหากบฏหลังสงคราม

หลังปี 1945 ประเทศได้เริ่มบูรณะตัวเองใหม่อีกครั้ง ซึ่งนับเป็นช่วงเวลาที่ตื่นตัวมาก ทั้งการผลิตและการส่งออกอยู่ในอัตราที่เพิ่มขึ้น กองเรือพาณิชย์เองก็ถูกบูรณะขึ้นใหม่อีกครั้ง

หลายคนสามารถหางานทำได้ และแม้ว่าค่าแรงจะไม่สูงมากนัก แต่ปัญหาความยากจนก็ลดลงไปได้บ้าง คนส่วนใหญ่มีมุมมองที่ดีและหลายคนคาดหวังที่จะมีส่วนร่วมในการบูรณะประเทศนอร์เวย์ขึ้นอีกครั้ง ความเท่าเทียมกัน และคุณค่าที่เท่ากันกลายเป็นสิ่งที่มีความสำคัญสำหรับคนส่วนใหญ่ เศรษฐกิจของนอร์เวย์ค่อย ๆ พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ แม้ว่าจะยังคงต้องแบ่งสรรสินค้าใช้อยู่จนช่วงปลายทศวรรษที่ 1950

ระหว่างช่วงทศวรรษหลังสงคราม มีการปฏิรูปมากมายเกิดขึ้นเพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของทุกคน ชั่วโมงการทำงานถูกกำหนดให้สั้นลง และวันหยุดยาวนานขึ้น ในปี 1967 ได้มีการประกาศใช้กฎหมายหลักประกันแห่งชาติ กฎหมายนี้กำหนดขึ้นเพื่อเป็นหลักประกันทางเศรษฐกิจให้กับประชากรทุกคน รวมทั้งคนชราและคนป่วย

การเมือง[แก้]

นอร์เวย์มีการปกครองในระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ และระบอบรัฐสภา ประมุขแห่งรัฐของนอร์เวย์คือพระมหากษัตริย์ โดยพระองค์ปัจจุบันคือสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 บทบาทของกษัตริย์ในปัจจุบัน จำกัดอยู่เพียงด้านพิธีการและสัญลักษณ์

การแบ่งเขตการปกครอง[แก้]

แผนที่ภูมิรัฐศาสตร์แสดง 19 เขตการปกครองย่อยอันดับที่ 1 (fylker หรือ "เทศมณฑล")

ประเทศนอร์เวย์แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 19 เทศมณฑล (fylker) และ 431 เทศบาล (kommuner)

เทศมณฑลในนอร์เวย์ เป็นระดับการปกครองที่อยู่ระหว่างรัฐกับเทศบาล แต่ในปี พ.ศ. 2553 เทศมณฑลทั้ง 19 แห่ง จะถูกจัดแบ่งใหม่เป็นเขตที่ใหญ่ขึ้น 5 - 9 เขต

เทศมณฑลและศูนย์กลางการบริหารทั้ง 19 แห่ง ได้แก่

กองทัพ[แก้]

กองทัพนอร์เวย์ท่ามกลางหิมะ
ดูบทความหลักที่: กองทัพนอร์เวย์

กองทัพนอร์เวย์ปัจจุบันมีประมาณ 23,000 คน รวมทั้งพนักงานพลเรือน ตามที่ในปัจจุบัน (ค.ศ. 2009) ความแข็งแรงในระหว่างการระดมเต็มจะอยู่ที่ประมาณ 83,000 บุคลากรต่อสู้ นอร์เวย์มีการเกณฑ์ทหารสำหรับเพศชาย (6-12 เดือนของการฝึกอบรม) และการบริการที่สมัครใจสำหรับเพศหญิง[5] กองทัพนอร์เวย์เป็นผู้ใต้บังคับบัญชากระทรวงกลาโหม ทหารของนอร์เวย์จะแบ่งออกเป็นสาขาต่อไปนี้: กองทัพ, กองทัพเรือ, กองทัพอากาศ และมหาดเล็ก

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ[แก้]

กับประเทศไทย[6][แก้]

ประเทศไทยเริ่มมีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับนอร์เวย์ เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2448 หลังจากที่นอร์เวย์ได้ประกาศเอกราชและแยกตัวออกจากสวีเดนโดยสันติ เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2448 ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับนอร์เวย์ใกล้ชิดมากขึ้นจากการเสด็จฯ เยือนนอร์เวย์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อเดือนมิถุนายน 2450 ซึ่งได้ทรงลงพระนามาภิไธยย่อ “จปร” ไว้บนก้อนหิน ณ บริเวณนอร์ดแคปป์ (Nordkapp) ต่อมา ได้มีการจัดสร้างพิพิธภัณฑสถานไทย ณ นอร์ดแคปป์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯ เยือนนอร์เวย์ เพื่อทรงเปิดพิพิธภัณฑ์ดังกล่าว เมื่อปี 2532

เมื่อปี 2495 ได้มีการแลกเปลี่ยนผู้แทนทางการทูตในระดับอัครราชทูต และได้ยกฐานะความสัมพันธ์ขึ้นเป็นระดับเอกอัครราชทูตตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2503 จากนั้น นอร์เวย์ได้แต่งตั้งเอกอัครราชทูตมาประจำประเทศไทยตลอดมา ส่วนไทยได้เปิดสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงออสโล เมื่อเดือนสิงหาคม 2530 และต่อมา เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2544 คณะรัฐมนตรีมีมติให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงออสโล มีเขตอาณาครอบคลุมสาธารณรัฐลัตเวีย

ไทยและนอร์เวย์ได้เฉลิมฉลองการครบรอบ 100 ปี แห่งความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 2548 ในโอกาสดังกล่าว เจ้าชายโฮกุ้น มกุฎราชกุมารแห่งนอร์เวย์ และเจ้าหญิงเมตเต-มาริต พระชายา ได้เสด็จฯ เยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 23 – 26 พฤศจิกายน 2547

นอกจากนี้ นอร์เวย์เคยมีบทบาทที่สร้างสรรค์ในการเชื่อมความสัมพันธ์ไทย – จีน โดยเมื่อต้นปี 2514 นอร์เวย์ได้เริ่มทำหน้าที่เป็นประเทศที่สามที่เป็นตัวกลางในการจัดให้ผู้แทนฝ่ายไทยและฝ่ายจีนได้พบปะหารือกัน จนกระทั่งเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2514 นายอานันท์ ปันยารชุน เอกอัครราชทูตประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก และนายเจียว กง หัว (Chiao Kuan-Hua) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้พบปะหารือกันที่นครนิวยอร์ก อันนำไปสู่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2518

ปัจจุบัน นายจุลพงษ์ โนนศรีชัย ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต ณ กรุงออสโล รวมทั้งดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำลัตเวียด้วย นอกจากนี้ ไทยยังมีสถานกงสุล ณ เมืองเบอร์เกน โดยขณะนี้ อยู่ระหว่างการสรรหาบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมมาดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์ฯ

สำหรับนอร์เวย์ สถานเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรนอร์เวย์ประจำประเทศไทยมีเขตอาณาครอบคลุมประเทศกัมพูชา และพม่า เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรนอร์เวย์ประจำประเทศไทยคนปัจจุบัน คือ นางคัทยา คริสทีนา โนร์ดการ์ด (Katja Christina Nordgaard) นอกจากนี้ ยังมีสถานกงสุลนอร์เวย์ประจำประเทศไทย จำนวน 2 แห่ง คือ

  • สถานกงสุลนอร์เวย์ประจำเมืองพัทยา มีนายสติก วักท์ แอนเดอร์ซัน (Stig Vagt Andersen) ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์ฯ
  • สถานกงสุลนอร์เวย์ประจำจังหวัดภูเก็ต มีนางพรพรรณ สิทธิชัยวิจิตร ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์ฯ

ปัจจุบัน คนไทยในนอร์เวย์มีจำนวนประมาณ 10,000 คน ส่วนใหญ่เป็นหญิงที่แต่งงานกับชาวนอร์เวย์ ส่วนหนึ่งได้สัญชาตินอร์เวย์แล้ว มีร้านอาหารไทย จำนวน 34 ร้าน มีวัดไทย จำนวน 1 วัด และมีสมาคมคนไทยที่สำคัญ เช่น สมาคมชาวพุทธไทย สมาคมคนไทยในเขตโรกาแลนด์ (Hordaland) และสมาคมชาวพุทธไทย ทรอนด์แฮม (Trondheim) เป็นต้น

เศรษฐกิจ[แก้]

เมืองท่าเบอร์เกน

นอร์เวย์เป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติทางพื้นดิน ป่าไม้ และทะเลอย่างมาก โดยมีอุตสาหกรรมหลัก คือ อุตสาหกรรมการประมง อุตสาหกรรมผลิตภัณท์ป่าไม้ อุตสาหกรรมการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังน้ำ อุตสาหกรรมแร่ธาตุ จำพวกอะลูมิเนียม สังกะสี ตะกั่ว และทองแดง และอุตสาหกรรมการต่อเรือ และอุปกรณ์ด้านการเดินเรือทะเล นอกจากนี้ นอร์เวย์ยังมีอุตสาหกรรมการเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติทางตอนใต้ของทะเลเหนือ รัฐบาลนอร์เวย์จึงพยายามที่จะดำเนินนโยบายที่จะให้หลักประกันต่อการใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เป็นประโยชน์มากที่สุดเพื่อผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต

นอร์เวย์เป็นรัฐสวัสดิการ ซึ่งมีนโยบายที่เน้นการนำรายได้ของรัฐมาสนับสนุนภาคบริการเพื่อเป็นหลักประกันทางสังคมแก่ประชาชนในด้านต่างๆ อาทิ การบริการรักษาพยาบาล การศึกษา การจัดระบบบำเหน็จบำนาญ และการดูแลผู้พิการและผู้สูงอายุ เป็นต้น ลักษณะสำคัญของสังคมนอร์เวย์อีกประการหนึ่ง คือ การเน้นความเท่าเทียมกันในเรื่องเพศ ซึ่งทำให้สตรีชาวนอร์เวย์ได้รับสิทธิในการทำงานและสิทธิทางด้านสังคมอื่นๆ เช่นเดียวกับบุรุษ

สำหรับความร่วมมือทางเศรษฐกิจของนอร์เวย์ในระดับภูมิภาคยุโรป นอกเหนือจากการส่งเสริมความร่วมมือในกลุ่มประเทศนอร์ดิก (Nordic) ซึ่งประกอบด้วยเดนมาร์ก ฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ และสวีเดน แล้ว นอร์เวย์ยังเป็นสมาชิกสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (European Free Trade Association - EFTA) ซึ่งมีสมาชิกประเทศ ได้แก่ ไอซ์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ นอร์เวย์ และสวิตเซอร์แลนด์ โดยไอซ์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ และนอร์เวย์ได้เจรจากับสหภาพยุโรป (European Union - EU) เพื่อจัดตั้งเขตเศรษฐกิจยุโรป (European Economic Area - EEA) ซึ่งมีผลตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2537

การคมนาคม[แก้]

ทางรถไฟ[แก้]

รถไฟรูปแบบทันสมัยที่ประเทศนอร์เวย์ ใช้ในการรับส่งระหว่างสนามบิน

เนื่องจากความหนาแน่นของประชากรต่ำ รูปร่างแคบและชายฝั่งที่ยาว การขนส่งสาธารณะในประเทศนอร์เวย์ได้รับการพัฒนาน้อยกว่าในหลายประเทศในยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตนอกเมือง อย่างเช่นมีประเพณีการขนส่งทางน้ำเก่าของนอร์เวย์ แต่กระทรวงคมนาคมนอร์เวย์ในปีที่ผ่านมา การขนส่งทางรถไฟ ถนน และทางอากาศดำเนินการผ่านบริษัทย่อยจำนวนมากเพื่อที่จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ[7] เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้มีการเป็นไปได้ของการสร้างใหม่ระบบรถไฟความเร็วสูงระหว่างเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ[8][9] เครือข่ายรถไฟของนอร์เวย์หลักยาว 4,114 กิโลเมตร (2,556 ไมล์) ของขนาดความกว้างรางรถไฟมาตรฐาน ซึ่ง 242 กิโลเมตร (150 ไมล์) คือรางคู่และ 64 กิโลเมตร (40 ไมล์) เป็นทางรถไฟความเร็วสูง (210 กม. / ชม. ) ขณะที่ 62% เป็นไฟฟ้าที่ 15 kV 16 ⅔ AC เฮิร์ตซ์ รถไฟขนส่งผู้โดยสารได้อย่างมากที่สุด 56,827,000 คน และสินค้า 24,783,000 ตัน[10] เครือข่ายทั้งหมดเป็นของการรถไฟบริหารนอร์เวย์แห่งชาติ[11][12] ในขณะที่รถไฟด่วนสนามบินกำลังดำเนินการโดย การรถไฟนอร์เวย์ (NSB) [13][14] และยังมีอีกหลายบริษัทที่ดำเนินการขนส่งสินค้าทางรถไฟ

ทางอากาศ[แก้]

มีท่าอากาศยาน 97 แห่งในนอร์เวย์[15] มีอยู่เจ็ดสนามบินมีผู้โดยสารมากกว่าหนึ่งล้านคนเป็นประจำทุกปี[16] ท่าอากาศยานหลักของนอร์เวย์คือ ท่าอากาศยานนานาชาติออสโล[17]

ประชากรศาสตร์[แก้]

ดูบทความหลักที่: ชาวนอร์เวย์
ประชากรนอร์เวย์

จำนวนประชากรนอร์เวย์มีประมาณ 4.9 ล้านคน[18] ส่วนใหญ่เป็นชาวนอร์เวย์และชาวเยอรมันเหนือ ชาวซามิอาศัยอยู่ในภาคกลางและภาคเหนือของนอร์เวย์และสวีเดน เช่นเดียวกันกับทางตอนเหนือของฟินแลนด์และรัสเซียในคาบสมุทร Kola

การย้ายถิ่นฐาน[แก้]

เชื้อชาติ ประชากร[19]  %
นอร์เวย์ 4,305,886 86.2%
สวีเดน 78,830 1.6%
ขั้วโลก 65,294 1.3%
เดนมาร์ก 53,630 1.0%
เยอรมนี 40,847 0.8%
อังกฤษ 36,312 0.7%
ปากีสถาน 35,722 0.7%

ศาสนา[แก้]

โบสถ์ Nidaros Cathedral
มัสยิด Bait-un-Nasr ในกรุงออสโล
ศาสนา (2011) [20] จำนวน  %
ศาสนาคริสต์ 4,115,675 83.6%
ลูเทอแรน 3,911,622 79.4%
โรมันคาทอลิก 83,018 1.6%
โปรเตสแตนต์ 39,599 0.8%
พยานพระยะโฮวา 11,739 0.2%
Methodism 11,055 0.2%
Baptists 9,922 0.2%
Orthodox Christianity 9,894 0.2%
อื่นๆ 5,066 0.1%
Other Christianity 33,760 0.6%
นอกจากศานาคริสต์ 133,219 2.7%
ศาสนาอิสลาม 106,735 2.1%
ศาสนาพุทธ 14,580 0.2%
ศาสนาฮินดู 5,858 0.1%
ศาสนาสิกข์ 2,975 0.06%
ศาสนาบาไฮ 1,064 0.02%
ศาสนายูดาย 819 0.01%
อื่นๆ 1,188 0.02%
อศาสนาและไม่มีข้อมูล 671,411 13.6%
มนุษยนิยม 84,481 1.7%
ทั้งหมด 4,920,305 100.0%

การศึกษา[แก้]

การศึกษาระดับอุดมศึกษาในนอร์เวย์จะมีบริการตามช่วงของ 7 มหาวิทยาลัย 5 วิทยาลัยเฉพาะ 25 วิทยาลัยมหาวิทยาลัย เช่นเดียวกันกับช่วงของวิทยาลัยเอกชน กระบวนการที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้ โบโลญญาตรี 3 ปี, ปริญญาโท 2 ปี และปริญญาเอก 3 ปี[21] นอกจากนี้ยังมีการศึกษาสาธารณะฟรีโดยไม่คำนึงถึงสัญชาติ[22]

วัฒนธรรม[แก้]

ภาษา[แก้]

เขตของภาษาถิ่นในนอร์เวย์: นอร์เวย์เหนือ (เหลือง), นอร์เวย์กลาง (น้ำเงิน), นอร์เวย์ตะวันตก (ส้ม) และ นอร์เวย์ตะวันออก (ฟ้า)
ดูบทความหลักที่: ภาษานอร์เวย์

ภาษานอร์เวย์ เป็นภาษาในกลุ่มเจอร์เมนิก เป็นภาษาราชการของประเทศนอร์เวย์ และมีความใกล้ชิดกับภาษาสวีเดนและเดนมาร์ก ภาษานอร์เวย์มีรูปแบบการเขียน 2 แบบ คือ ภาษาบุ๊กมอล (Bokmål) (หมายถึง "ภาษาหนังสือ") และ ภาษานีนอสก์ (Nynorsk) (หมายถึง "ภาษานอร์เวย์ใหม่") ภาษานอร์เวย์อยู่ในอันดับที่ 108 ผู้พูด 4.7 ล้านคน ตระกูลภาษามาจากสแกนดิเนเวียตะวันออกและตะวันตก

กีฬา[แก้]

ดูบทความหลักที่: ฟุตบอลทีมชาตินอร์เวย์

อาหาร[แก้]

Smørbrød แซนวิชนอร์เวย์

ประเพณีการทำอาหารของนอร์เวย์ แสดงอิทธิพลของประเพณีการเดินเรือและการทำฟาร์มระยะเวลายาวนานกับปลาแซลมอน , ปลาคอดแฮร์ริ่ง , ปลาเทราท์ และอาหารทะเลอื่น ๆ และจานถ้วยชามนอร์เวย์ดั้งเดิม เช่น lutefisk, smalahove, pinnekjøtt และ fårikål[23]

การท่องเที่ยว[แก้]

ชาวนอร์เวย์เดินทางมาท่องเที่ยวในไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี พ.ศ. 2549 มีจำนวน 101,920 คน ปี พ.ศ. 2550 จำนวน 110,076 คน ปี พ.ศ. 2551 จำนวน 127,976 คน และปี พ.ศ. 2552 จำนวน 151,572 คน ซึ่งมีสัดส่วนสูงเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรนอร์เวย์ซึ่งมีจำนวน 4.8 ล้านคน ในขณะที่เมื่อปี พ.ศ. 2552 มีนักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปท่องเที่ยวนอร์เวย์จำนวนประมาณ 8,000 คน

แหล่งท่องเที่ยวที่ชาวนอร์เวย์นิยม คือ แหล่งท่องเที่ยวชายทะเลของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดภูเก็ต ปัจจัยที่ ทำให้ชาวนอร์เวย์นิยมเดินทางมาท่องเที่ยวในไทย คือ ความสามารถสนองตอบต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวนอร์เวย์ในการท่องเที่ยวประเภทหาดทราย ชายทะเลของไทย และการที่ไทยมีค่าครองชีพที่ไม่สูง

เมื่อกลางเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2552 การบินไทยได้เปิดเส้นทางบินตรงไทย – นอร์เวย์ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวชาวนอร์เวย์และนักธุรกิจ ด้วยเครื่องแอร์บัส 340-500 ประกอบด้วยชั้นธุรกิจ 60 ที่นั่ง ชั้นประหยัด 42 ที่นั่ง และชั้นประหยัด 113 ที่นั่ง โดยในปัจจุบัน บินออกจากนอร์เวย์ทุกวัน ใช้เวลาบินราว 10 ชั่วโมงครึ่ง

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1378781020&grpid=03&catid=&subcatid=
  2. "http://www.ssb.no/befolkning/". 
  3. 3.0 3.1 3.2 3.3 "Norway". International Monetary Fund. สืบค้นเมื่อ 2012-04-20. 
  4. "Human Development Report 2011". United Nations. 2011. สืบค้นเมื่อ 25 November 2011. 
  5. "NDF official numbers". NDF. สืบค้นเมื่อ 2009-04-22. 
  6. http://www.mfa.go.th/web/479.php?id=195
  7. Norwegian Ministry of Transport and Communication, 2003: 3
  8. Norway. "Majority in Favor of High-Speed Trains". Theforeigner.no. สืบค้นเมื่อ 2011-07-23. 
  9. "The vast majority said yes (high-speed trains), thanks to lyntog". Translate.google.com. สืบค้นเมื่อ 2011-07-23. 
  10. Norwegian National Rail Administration, 2008: 4
  11. Norwegian National Rail Administration, 2008: 4
  12. Norwegian National Rail Administration. "About". Archived from the original on December 16, 2007. สืบค้นเมื่อ 2008-07-15. 
  13. Norwegian National Rail Administration, 2008: 13
  14. Norwegian National Rail Administration, 2008: 16
  15. http://en.wikipedia.org/wiki/Central_Intelligence_Agency และ https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/geos/no.html
  16. http://www.avinor.no/tridionimages/2007%20Passasjerer_tcm181-51564.xls
  17. http://www.avinor.no/tridionimages/2007%20Passasjerer_tcm181-51564.xls
  18. http://www.ssb.no/english/subjects/02/befolkning_en/
  19. "Statistics Norway – Persons with immigrant background by immigration category and country background". Ssb.no. 2011-01-01. สืบค้นเมื่อ 2011-07-23. 
  20. "Statistics Norway – Church of Norway and other religious and philosophical communities" (ภาษานอร์เวย์)
  21. "Norway – Implementation of the elements of the Bologna Process" (PDF)
  22. "Tuition fees" Studyinnorway.no. 2008-08-27. http://www.studyinnorway.no/sn/Tuition-Scholarships/Tuition-fees. Retrieved 2011-07-23.
  23. "Culture of Norway – history, people, clothing, traditions, women, beliefs, food, customs, family". Everyculture.com. 2010-09-04. สืบค้นเมื่อ 2011-07-23. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

คุณสามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับ ประเทศนอร์เวย์ ได้โดยค้นหาจาก
โครงการพี่น้องของวิกิพีเดีย:
Wiktionary-logo-th.png หาความหมาย จากวิกิพจนานุกรม
Wikibooks-logo.svg หนังสือ จากวิกิตำรา
Wikiquote-logo.svg คำคม จากวิกิคำคม
Wikisource-logo.svg ข้อมูลต้นฉบับ จากวิกิซอร์ซ
Commons-logo.svg ภาพและสื่อ จากคอมมอนส์
Wikinews-logo.svg เนื้อหาข่าว จากวิกิข่าว
Wikiversity-logo-en.svg แหล่งเรียนรู้ จากวิกิวิทยาลัย