จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคกลางซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยมีผลิตภัณฑ์มวลรวมของจังหวัดมีมูลค่าสูงเป็นอันดับ 3 ของประเทศ[3] และมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่ยาวนาน เคยมีชื่อเสียงในฐานะเป็นแหล่งปลูกข้าวที่สำคัญ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นจังหวัดที่ไม่มีอำเภอเมือง มีอำเภอพระนครศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการด้านต่าง ๆ ชาวบ้านโดยทั่วไปนิยมเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "กรุงเก่า" หรือ "เมืองกรุงเก่า"
จังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้เสนอตัวเป็นเจ้าภาพงานเวิลด์ เอ็กซ์โป 2020 โดยจะประกาศผลเมืองที่ได้เป็นเจ้าภาพในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2556
เนื้อหา |
ประวัติศาสตร์ [แก้]
-
ดูบทความหลักที่ อาณาจักรอยุธยา
พระนครศรีอยุธยาเคยเป็นราชธานี (เมืองหลวง) ของอาณาจักรอยุธยา หรืออาณาจักรสยาม ตลอดระยะเวลา 417 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 1893 กระทั่งเสียกรุงแก่พม่า เมื่อ พ.ศ. 2310 ครั้นเมื่อพระเจ้าตากสินมหาราชทรงสถาปนาราชธานีแห่งใหม่ที่กรุงธนบุรี กรุงศรีอยุธยาก็ไม่ได้กลายเป็นเมืองร้าง ยังมีคนที่รักถิ่นฐานบ้านเดิมอาศัยอยู่และมีราษฎรที่หลบหนี้ไปอยู่ตามป่ากลับเข้ามาอาศัยอยู่รอบ ๆ เมือง รวมกันเข้าเป็นเมือง จนทางการยกเป็นเมืองจัตวาเรียกว่า "เมืองกรุงเก่า"
เมื่อ พ.ศ. 2325 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงยกเมืองกรุงเก่าขึ้นเป็น หัวเมืองจัตวา เช่นเดียวกับในสมัยกรุงธนบุรี หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้จัดการปฏิรูปการปกครองทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยการปกครองส่วนภูมิภาคนั้น โปรดให้จัดการปกครองแบบเทศาภิบาลขึ้น โดยให้รวมเมืองที่อยู่ใกล้เคียงกัน 3-4 เมือง ขึ้นเป็นมณฑล มีข้าหลวงเทศาภิบาลเป็นผู้ปกครอง โดยในปี พ.ศ. 2438 โปรดให้จัดตั้งมณฑลกรุงเก่าขึ้น ประกอบด้วยหัวเมืองต่าง ๆ คือ กรุงเก่าหรืออยุธยา อ่างทอง สระบุรี พระพุทธบาท ลพบุรี พรหมบุรี อินทร์บุรี และสิงห์บุรี
ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมเมืองอินทร์บุรีและเมืองพรหมบุรีเข้ากับเมืองสิงห์บุรี รวมเมืองพระพุทธบาทเข้ากับเมืองสระบุรี ตั้งที่ว่าการมณฑลที่อยุธยา และในปี พ.ศ. 2469 เปลี่ยนชื่อจาก "มณฑลกรุงเก่า" เป็น "มณฑลอยุธยา" ซึ่งจากการจัดตั้งมณฑลอยุธยามีผลให้อยุธยามีความสำคัญทางการบริหารการปกครองมากขึ้น การสร้างสิ่งสาธารณูปโภคหลายอย่างมีผลต่อการพัฒนาเมืองอยุธยาในเวลาต่อมา จนเมื่อยกเลิกการปกครองระบบมณฑลเทศาภิบาล ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 อยุธยาจึงเปลี่ยนฐานะเป็นจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจนถึงปัจจุบัน
ในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีนโยบายบูรณะโบราณสถานภายในเมืองอยุธยา เพื่อเป็นการฉลองยี่สิบห้าพุทธศตวรรษ ประจวบกับในปี พ.ศ. 2498 นายกรัฐมนตรีประเทศพม่าเดินทางมาเยือนประเทศไทย และได้มอบเงินจำนวน 200,000 บาท เพื่อปฏิสังขรณ์วัดและองค์พระมงคลบพิตร เป็นการเริ่มต้นบูรณะโบราณสถานในอยุธยาอย่างจริงจัง ซึ่งต่อมากรมศิลปากรเป็นหน่วยงานสำคัญในการดำเนินการ จนองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือยูเนสโกมีมติให้ประกาศขึ้นทะเบียนอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เป็น "มรดกโลก" เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2534 มีพื้นที่ครอบคลุมในบริเวณโบราณสถานเมืองอยุธยา
ทำเนียบรายนามผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา [แก้]
| ชื่อ | ช่วงเวลาดำรงตำแหน่ง |
|---|---|
| 1. เจ้าพระยาชัยวิชิตสิทธิสงคราม | สมัยรัชกาลที่ 1 |
| 2. พระยาชัยวิชิตสิทธิสาตรามหาประเทศราชสุรชาติเสนาบดี | สมัยรัชกาลที่ 3 |
| 3. พระยามหาสิริธรรมพโลปถัมภ์เทพทราวดีศรีรัตนธาดามหาปเทศาธิบดีอภัยพิริยะปรากรมพาหุ | สมัยรัชกาลที่ 4 |
| 4. พระยาสีหราชฤทธิไกรยุตินัเนติธรรมธาดามหาปเทศาธิบดีอภัยพิริยะปรากรมพาหุ | สมัยรัชกาลที่ 4 |
| 5. พระยาชัยวิชิตสิทธิศักดามหานคราธิการ | สมัยรัชกาลที่ 4 |
| 6. พระยาชัยวิชิตสิทธิสาตรามหาปเทศาธิบดี (สิงห์โต) | สมัยรัชกาลที่ 5 |
| 7. พระยาเพชรชฎา (นาค ณ ป้องเพชร) ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น พระยาชัยวิชิตสิทธิศักดามหานคราธิการ |
สมัยรัชกาลที่ 5 |
| 8. หลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ (พร เดชะคุปต์) ภายหลังเลื่อนเป็น พระอนุรักษ์ภูเบศร์ และพระยาโบราณบุรานุรักษ์ ตามลำดับ |
สมัยรัชกาลที่ 5 |
| 9. พระยาพิทักษ์เทพธานี (ชุ่ม อรรถจินดา) | สมัยรัชกาลที่ 6 |
| 10. หม่อมอมรวงษ์วิจิตร คเนจร | สมัยรัชกาลที่ 6 |
| 11. พระยาอมรฤทธิธำรง (ฉี่ บุนนาค) | พ.ศ. 2454–2455 |
| 12. หลวงพิทักษ์ฤทธิรงค์ (บุญ บุญอารักษ์) | พ.ศ. 2455 |
| 13. พระพิทักษ์เทพธานี (พร พิมพะสุต) | พ.ศ. 2456–2459 |
| 14. พระพิทักษ์เทพธานี (ปุ่น อาสนจินดา) | พ.ศ. 2459–2462 |
| 15. พระยาอมรฤทธิธำรง (บุญชู บุนนาค) | พ.ศ. 2462–2465 |
| 16. พระทวาราวดีภิบาล (เชย ชัยประภา) | พ.ศ. 2465 |
| 17. พระยากรุงศรีสวัสดิการ (จำรัส สวัสดิชูโต) | พ.ศ. 2465–2468 |
| - พระทวาราวดีภิบาล (เชย ชัยประภา) ครั้งที่ 2 | พ.ศ. 2468–2472 |
| 18. พระยาสัจจาภิรมย์ (สรวง ศรีเพ็ญ) | พ.ศ. 2472–2474 |
| 19. พระยาจินดารักษ์ (จำลอง สวัสดิชูโต) | พ.ศ. 2474–2476 |
| 20. พระณรงค์ฤทธิ์ (ชาย ดิฐานนท์) | พ.ศ. 2476–2479 |
| 21. พระชาติตระการ (ม.ร.ว. จิตร คเนจร) | พ.ศ. 2479–2482 |
| 22. หลวงบริหารชนบท (ส่าน สีหไตรย์) | พ.ศ. 2482–2484 |
| 23. หลวงประสิทธิบุรีรักษ์ (ประยงค์ สุขะปิยังคุ) | พ.ศ. 2484–2489 |
| 24. ขุนปฐมประชากร (สมบูรณ์ จันทรประทีป) | พ.ศ. 2489–2490 |
| 25. พระราชญาติรักษา (ประกอบ บุนนาค) | พ.ศ. 2490–2495 |
| 26. ถนอม วิบูลษ์มงคล | พ.ศ. 2495–2495 |
| 27. ขุนธรรมรัฐูธุราทร (ธรรมรัตน์ โรจนสุนทร) | พ.ศ. 2495–2496 |
| 28. เกียรติ ธนกุล | พ.ศ. 2496–2497 |
| 29. สง่า ศุขรัตน์ | พ.ศ. 2497–2498 |
| 30. สุทัศน์ สิริสวย | พ.ศ. 2498–2502 |
| 31. พ.ต.อ. เนื่อง รายะนาค | พ.ศ. 2502–2510 |
| 32. จำนง เทพหัสดิน ณ อยุธยา | พ.ศ. 2510–2514 |
| 33. วรวิทย์ รังสิโยทัย | พ.ศ. 2514–2516 |
| 34. ร.ต.ท. ระดม มหาศรานนท์ | พ.ศ. 2516–2517 |
| 35. วิทยา เกษรเสาวภาค | พ.ศ. 2517–2519 |
| 36. สมพร ธนสถิตย์ | พ.ศ. 2519–2520 |
| 37. วิเชียร เวชสวรรค์ | พ.ศ. 2520–2521 |
| 38. สุชาติ พัววิไล | พ.ศ. 2521–2523 |
| 39. ฉลอง วงษา | พ.ศ. 2523–2524 |
| 40. ร.ต. กิติ ประทุมแก้ว | พ.ศ. 2524–2529 |
| 41. ชัยวัฒน์ หุตะเจริญ | พ.ศ. 2529–2534 |
| 42. ปรีดี ตันติพงศ์ | พ.ศ. 2534–2537 |
| 43. บรรจง กันตวิรุฒ | พ.ศ. 2537–2540 |
| 44. ยุวัฒน์ วุฒิเมธี | พ.ศ. 2540–2542 |
| 45. ฐิระวัตร กุลละวณิชย์ | พ.ศ. 2542–2545 |
| 46. สุรพล กาญจนะจิตรา | พ.ศ. 2545–2546 |
| 47. สมศักดิ์ แก้วสุทธิ | พ.ศ. 2546–2548 |
| 48. สมชาย ชุ่มรัตน์ | พ.ศ. 2548–2549 |
| 48. เชิดพันธ์ ณ สงขลา | พ.ศ. 2550–2551 |
| 50. ปรีชา กมลบุตร | พ.ศ. 2551–2552 |
| 51. วิทยา ผิวผ่อง | พ.ศ. 2552–ปัจจุบัน |
สภาพภูมิอากาศ [แก้]
| ข้อมูลภูมิอากาศของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา | |||||||||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เดือน | ม.ค. | ก.พ. | มี.ค. | เม.ย. | พ.ค. | มิ.ย. | ก.ค. | ส.ค. | ก.ย. | ต.ค. | พ.ย. | ธ.ค. | ทั้งปี |
| อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย °C (°F) | 31.0 (87.8) |
33.3 (91.9) |
35.4 (95.7) |
35.9 (96.6) |
34.3 (93.7) |
32.6 (90.7) |
32.0 (89.6) |
31.4 (88.5) |
31.3 (88.3) |
31.3 (88.3) |
30.7 (87.3) |
30.0 (86) |
32.4 (90.3) |
| อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย °C (°F) | 17.0 (62.6) |
19.4 (66.9) |
22.3 (72.1) |
24.3 (75.7) |
24.5 (76.1) |
24.3 (75.7) |
24.0 (75.2) |
23.8 (74.8) |
23.5 (74.3) |
22.5 (72.5) |
20.0 (68) |
17.4 (63.3) |
21.9 (71.4) |
| ปริมาณฝน มม (นิ้ว) | 2.4 (0.094) |
18.8 (0.74) |
43.5 (1.713) |
67.9 (2.673) |
208.0 (8.189) |
223.0 (8.78) |
180.8 (7.118) |
260.0 (10.236) |
213.9 (8.421) |
167.6 (6.598) |
37.1 (1.461) |
0.8 (0.031) |
1,423.8 (56.055) |
| วันที่มีฝนตกโดยเฉลี่ย | 0 | 1 | 4 | 6 | 15 | 16 | 17 | 19 | 17 | 12 | 3 | 1 | 111 |
| แหล่งที่มา: Thai Meteorological Department[4] | |||||||||||||
การแบ่งเขตการปกครอง [แก้]
ประวัติความเป็นมาของเขตการปกครองในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา [แก้]
ในสมัยอาณาจักรอยุธยามีการแบ่งการปกครองในราชธานีออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ ได้แก่
- การปกครองภายในบริเวณกำแพงเมือง โดยในบริเวณกำแพงเมืองก็จะแบ่งออกเป็น 4 แขวงได้แก่
- แขวงขุนธรณีบาล
- แขวงขุนโลกบาล
- แขวงขุนธราบาล
- แขวงขุนนราบาล
ต่อมาในสมัยอาณาจักรธนบุรีจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้รวมทั้ง 4 แขวงภายในกำแพงเมืองเป็นแขวงเดียวกัน เรียกว่า "แขวงรอบกรุง" และขยายอาณาเขตออกมาเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน และต่อมาเปลี่ยนมาเป็นอำเภอรอบกรุง อำเภอกรุงเก่าและอำเภอพระนครศรีอยุธยาในปัจจุบัน ตามลำดับ
- การปกครองนอกบริเวณกำแพงเมือง บริเวณนอกกำแพงเมืองแบ่งออกเป็น 3 แขวงได้แก่
- แขวงขุนนคร อยู่ทางทิศเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือของกำแพงพระนครตั้งแต่ลำน้ำลพบุรีและลุ่มน้ำป่าสัก ต่อมามีการแบ่งออกเป็นแขวง คือทางด้านตะวันตกเป็น แขวงนครใหญ่และด้านตะวันออกเป็นแขวงนครน้อย
- แขวงขุนอุทัย อยู่ทางใต้ตั้งแต่เขตของแขวงขุนนครตลอดลงมายังมายังแม่น้ำเจ้าพระยาด้านตะวันออก ต่อมาได้มีการแบ่งออกเป็นแขวง คือ แขวงอุทัยใหญ่และแขวงอุทัยน้อย
- แขวงขุนเสนา อยู่ทางด้านตะวันตกมีอาณาเขตด้านเหนือจรดตะวันตกเฉียงใต้ของแขวงขุนนครและตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ต่อมา ได้มีการแบ่งออกเป็นแขวง คือแขวงเสนาใหญ่และแขวงเสนาน้อย
ดังนั้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวแขวงในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจึงมีทั้งหมด 7 แขวงคือ
- แขวงรอบกรุง
- แขวงนครใหญ่
- แขวงนครน้อย
- แขวงอุทัยใหญ่
- แขวงอุทัยน้อย
- แขวงเสนาใหญ่
- แขวงเสนาน้อย
ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีการจัดระเบียบการปกครองเป็นมณฑลเทศาภิบาล มีการรวมเมืองเข้าด้วยกันเป็นมณฑล เปลี่ยนคำเรียกเมือง เป็นจังหวัด แขวง จึงต้องเปลี่ยนเป็น อำเภอ ตามไปด้วย
ต่อมาสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้นได้ทรงดำริว่า "อำเภอแต่ละอำเภอมีพลเมืองมากและมีท้องที่กว้างจึงให้แบ่งเขตการปกครองออกไปอีก ในทุกอำเภอยกเว้นอำเภอรอบกรุง อำเภออุทัยใหญ่และอำเภออุทัยน้อยดังนี้"
- อำเภอนครใหญ่ ให้ทางตอนเหนือคงเป็นอำเภอนครใหญ่และแบ่งเขตท้องที่ตอนใต้ออกเป็น อำเภอนครใน
- อำเภอนครน้อย ให้ทางตอนเหนือคงเป็นอำเภอนครน้อยและแบ่งเขตท้องที่ตอนใต้ออกเป็น อำเภอนครกลาง (ต่อมาในปีพ.ศ. 2446เปลี่ยนชื่ออำเภอนครกลางเป็นอำเภอนครหลวงจนถึงปัจจุบัน )
- อำเภอเสนาใหญ่ ให้ทางตอนเหนือคงเป็นอำเภอเสนาใหญ่และแบ่งเขตท้องที่ตอนใต้ออกเป็นอำเภอเสนากลาง
- อำเภอเสนาน้อย ให้ทางตอนเหนือคงเป็นอำเภอเสนาน้อยและแบ่งเขตท้องที่ตอนใต้ออกเป็น อำเภอเสนาใน
ต่อมาพ.ศ. 2443เปลี่ยนชื่ออำเภออุทัยน้อยเป็นอำเภอพระราชวัง
ในปีพ.ศ. 2450ได้แบ่งเขตท้องที่อำเภอพระราชวังด้านตะวันออก รวมกับ อำเภออุทัยใหญ่ด้านใต้ แล้วยกขึ้นเป็นอำเภออุทัยน้อยแทนอำเภออุทัยน้อยเดิมที่เปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอพระราชวัง
ต่อมามีการเปลี่ยนชื่ออำเภอต่างๆให้ตรงกับชื่อตำบลที่ตั้งของที่ว่าการอำเภอ อำเภอต่างๆของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจึงได้มีการเปลี่ยนแปลงชื่อใหม่ดังนี้[5]
- อำเภอรอบกรุง เป็น อำเภอกรุงเก่าและ เปลี่ยนเป็น อำเภอพระนครศรีอยุธยา
- อำเภอนครใหญ่ เป็นอำเภอมหาราช
- อำเภอนครใน เป็น อำเภอบางปะหัน
- อำเภอนครน้อย เป็น อำเภอท่าเรือ
- อำเภอนครหลวง คงเป็นอำเภอนครหลวง ดังเดิม
- อำเภอเสนาใหญ่ เป็น อำเภอผักไห่
- อำเภอเสนาใน เป็น อำเภอบางบาล
- อำเภอเสนากลาง เป็น อำเภอเสนา
- อำเภอเสนาน้อย เป็น อำเภอราชคราม และเปลี่ยนเป็น อำเภอบางไทร
- อำเภอพระราชวัง เป็น อำเภอบางปะอิน
- อำเภออุทัยใหญ่ เป็น อำเภออุทัย
- อำเภออุทัยน้อย เป็น อำเภอวังน้อย
และอีก 4 กิ่งอำเภอได้แก่ กิ่งอำเภอลาดบัวหลวง (ขึ้นกับอำเภอบางไทร), กิ่งอำเภอภาชี (ขึ้นกับอำเภออุทัย), กิ่งอำเภอบางซ้าย (ขึ้นกับอำเภอเสนา) และกิ่งอำเภอบ้านแพรก (ขึ้นกับอำเภอมหาราช) ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นอำเภอตามลำดับจนครบในปีพ.ศ. 2502
การแบ่งเขตการปกครองในปัจจุบัน [แก้]
ปัจจุบันจังหวัดพระนครศรีอยุธยาประกอบด้วย 16 อำเภอ ได้แก่
| |
สัญลักษณ์ประจำจังหวัด [แก้]
- สัญลักษณ์ประจำจังหวัด คือรูปสังข์ซึ่งประดิษฐานอยู่ในพานแว่นฟ้าภายในปราสาทใต้ต้นหมัน ซึ่งนับถือกัน[ใครกล่าว?] ว่าเป็นสัญลักษณ์อันประเสริฐ
- ดอกไม้ประจำจังหวัด: ดอกโสน (Sesbania aculeata)
- ต้นไม้ประจำจังหวัด: หมัน (Cordia dichotoma)
- คำขวัญประจำจังหวัด: ราชธานีเก่า อู่ข้าวอู่น้ำ เลิศล้ำกานท์กวี คนดีศรีอยุธยา
เศรษฐกิจ [แก้]
จังหวัดพระนครศรีอยุธยาถือเป็นจังหวัดที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยมีผลิตภัณฑ์มวลรวมของจังหวัดมีมูลค่าสูงเป็นอันดับที่ 3 ของประเทศ รองจากจังหวัดระยอง และ จังหวัดสมุทรสาคร
ทั้งนี้จังหวัดพระนครศรีอยุธยาอยู่ในเขตส่งเสริมการลงทุน เขต 2 มีนิคมอุตสาหกรรม 3 แห่ง ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน นิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า (ไฮเทค) และนิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร มีเขตประกอบการอุตสาหกรรม 2 แห่ง ได้แก่ เขตประกอบการอุตสาหกรรมแฟตเตอรี่แลนด์วังน้อย และ[เขตประกอบการอุตสาหกรรมสวนอุตสาหกรรมโรจนะ
การคมนาคม [แก้]
รถยนต์ [แก้]
- ทางหลวงหมายเลข 1 (ถนนพหลโยธิน) ผ่านประตูน้ำพระอินทร์แล้วแยกเข้าทางหลวงหมายเลข 32 เลี้ยวซ้ายไปตามทางหลวงหมายเลข 309 เข้าสู่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
- ทางหลวงหมายเลข 304 (ถนนแจ้งวัฒนะ) หรือทางหลวงหมายเลข 302 (ถนนงามวงศ์วาน) เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 306 (ถนนติวานนท์) แล้วข้ามสะพานนนทบุรีหรือสะพานนวลฉวีไปยังจังหวัดปทุมธานีต่อด้วยเส้นทาง ปทุมธานี-สามโคก-เสนา (ทางหลวงหมายเลข 3111) เลี้ยวแยกขวาที่อำเภอเสนา เข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 3263 เข้าสู่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
- เส้นทางกรุงเทพฯ-นนทบุรี-ปทุมธานีทางหลวงหมายเลข 306 ถึงทางแยกสะพานปทุมธานี เลี้ยวเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 347 แล้วไปแยกเข้าทางหลวงหมายเลข 3309 ผ่านศูนย์ศิลปาชีพบางไทร อำเภอบางปะอิน เข้าสู่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
รถโดยสารประจำทาง [6] [แก้]
| ประเภทรถ | ต้นทาง | เวลาบริการ | ค่าโดยสาร | เวลาเดินทาง |
|---|---|---|---|---|
| ปรับอากาศชั้น 1 | กรุงเทพ | 05.30 - 20.00 (ทุก 15 นาที) | 69 | 1 ชั่วโมง 30 นาที |
| ปรับอากาศชั้น 1 | อยุธยา | 05.00 - 19.30 (ทุก 15 นาที) | 69 | 1 ชั่วโมง 30 นาที |
| ปรับอากาศชั้น 2 | กรุงเทพ | 04.30 - 19.30 (ทุก 30 นาที) | 56 | 1 ชั่วโมง 30 นาที |
| ปรับอากาศชั้น 2 | อยุธยา | 04.00 - 19.00 (ทุก 30 นาที) | 56 | 1 ชั่วโมง 30 นาที |
รถไฟ [แก้]
การเดินทางไปจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สามารถใช้บริการรถไฟโดยสารที่มีปลายทางสู่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขบวนรถไฟจะผ่านจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในเขตอำเภอบางปะอิน อำเภอพระนครศรีอยุธยา และอำเภอภาชี ทางรถไฟจะแยกไปภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่สถานีรถไฟชุมทางบ้านภาชี
ทางพิเศษ [แก้]
- ทางพิเศษสายบางพลี-สุขสวัสดิ์ เริ่มตั้งแต่กิโลเมตรที่ 71+570 ที่ตำบลเชียงรากน้อย อำเภอบางไทร ตัดถนนสามโคก-ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร (3309) ที่กิโลเมตรที่ 72 เข้าสู่พื้นที่อำเภอบางปะอิน ตัดทางพิเศษอุดรรัถยา ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 347 ที่กิโลเมตรที่ 77 ข้ามคลองเปรมประชากรและทางรถไฟสายเหนือ ไปบรรจบถนนพหลโยธิน กับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 32กิโลเมตรที่ 52-53
- ทางพิเศษอุดรรัถยา (ทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด หรือ "ทางด่วน 2 (ส่วนนอกเมือง)") เริ่มต้นจากถนนแจ้งวัฒนะ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ถึง ถนนกาญจนาภิเษก อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ประชากร [แก้]
| สถิติประชากรตามทะเบียนราษฎร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา[7] |
|
|---|---|
| ปี (พ.ศ.) | ประชากร |
| 2549 | 753,986 |
| 2550 | 760,712 |
| 2551 | 769,126 |
| 2552 | 775,157 |
| 2553 | 782,096 |
| 2554 | 787,653 |
| 2555 | 793,509 |
โรงเรียนประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา [แก้]
- โรงเรียนชายประจำจังหวัด: โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย ปัจจุบันเป็นสหศึกษา (อดีตเป็นโรงเรียนชายล้วนประจำจังหวัด)
- โรงเรียนสตรีประจำจังหวัด: โรงเรียนจอมสุรางค์อุปถัมภ์ ปัจจุบันยังคงเป็นโรงเรียนสตรีล้วน
สถานที่สำคัญ [แก้]
- ศูนย์ท่องเที่ยวอยุธยา (ATC)
- ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา
- พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา
- อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา
- วัดพระศรีสรรเพชญ์
- พระราชวังโบราณ อยุธยา
- วัดไชยวัฒนาราม
- วัดใหญ่ชัยมงคล
- วัดสุวรรณดาราม
- ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร
- พระราชวังบางปะอิน
- คลองรางจระเข้
- เพนียดคล้องช้าง
ชาวพระนครศรีอยุธยาที่มีชื่อเสียง [แก้]
การพระศาสนา [แก้]
- สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (วาสน์ วาสโน) เป็น สมเด็จพระสังฆราช สกลมาหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ 18 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
- สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม ฐานิสฺสโร) (นามเดิม: นิยม จันทนินทร) อดีตกรรมการมหาเถรสมาคม และอดีตเจ้าอาวาสวัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร อดีตเจ้าคณะใหญ่หนกลาง และเป็นอดีตคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช
- สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม) (นามเดิม:สมศักดิ์ ชูมาลัยวงศ์) คณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง
และ เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการามวรวิหาร
- พระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม)(นามเดิม เอื้อน กลิ่นสาลี)พระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) น.ธ.เอก, ป.ธ.9 พระราชาคณะเจ้าคณะรอง กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะภาค ๑๔ ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสามพระยาวรวิหาร
- ศันสนีย์ เสถียรสุตเป็นพุทธสาวิกาในพุทธศาสนาและยังเป็นเป็นวิทยากรประจำและผู้ก่อตั้งเสถียรธรรมสถาน
นักการเมือง [แก้]
- ศาสตราจารย์ ดร. ปรีดี พนมยงค์ หรือ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย คนที่ 7
- พลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ หรือ หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย คนที่ 8
- นายประมวล สภาวสุ อดีตรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและกระทรวงอุตสาหกรรม
- นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
- พลเอก พงษ์เทพ เทศประทีป อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์) และอดีตเสนาธิการทหารบก
- วิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
- พลตำรวจเอก โกวิท วัฒนะ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ครม.60
- นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ใน คณะรัฐมนตรีคณะที่ 56
- นาย วิบูลย์ สงวนพงศ์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย
ดูเพิ่ม [แก้]
- รายชื่อวัดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
- รายชื่อโรงเรียนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
- เอ็กซ์โป 2020
- รายชื่อสาขาของธนาคารในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
- รายชื่อห้างสรรพสินค้าในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
อ้างอิง [แก้]
- ↑ ศูนย์สารสนเทศเพื่อการบริหารและงานปกครอง. กรมการปกครอง. กระทรวงมหาดไทย. "ข้อมูลการปกครอง." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.dopa.go.th/padmic/jungwad76/jungwad76.htm [ม.ป.ป.]. สืบค้น 18 เมษายน 2553.
- ↑ สำนักทะเบียนกลาง. กรมการปกครอง. กระทรวงมหาดไทย. "ประกาศสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง เรื่อง จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร แยกเป็นกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2555." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://stat.bora.dopa.go.th/stat/y_stat55.html 2556. สืบค้น 3 เมษายน 2556.
- ↑ รายงานสถิติผลิตภัณฑ์ภาคและจังหวัดประจำปี 2552
- ↑ "30 year Average (1961-1990) - AYUTTHAYA". Thai Meteorological Department. สืบค้นเมื่อ 2011-11-12.
- ↑ ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง เปลี่ยนชื่ออำเภอราชกิจจานุเบกษา เล่ม 34 ตอนที่ ก วันที่ 29 เมษายน 2460
- ↑ กองบรรณาธิการนายรอบรู้. นายรอบรู้เที่ยวทั่วไทย อยุธยา . กรุงเทพมหานคร : นายรอบรู้ , 2551
- ↑ สำนักบริหารการทะเบียน. กรมการปกครอง. กระทรวงมหาดไทย. "จำนวนประชากรและบ้าน." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://stat.dopa.go.th/xstat/popyear.html 2555. สืบค้น 3 เมษายน 2556.
แหล่งข้อมูลอื่น [แก้]
- เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของจังหวัด
- กรุงศรีอยุธยา
- เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ อยุธยา เวิลด์เอ็กซ์โป 2020
พิกัดภูมิศาสตร์: 14°22′N 100°34′E / 14.36°N 100.57°E
- แผนที่และภาพถ่ายทางอากาศของ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
- แผนที่ จาก มัลติแมป โกลบอลไกด์ หรือ กูเกิลแมปส์
- ภาพถ่ายทางอากาศ จาก เทอร์ราเซิร์ฟเวอร์
- ภาพถ่ายดาวเทียม จาก วิกิแมเปีย
| คอมมอนส์ มีภาพและสื่ออื่น ๆ เกี่ยวกับ: อยุธยา |
| สมัยก่อนหน้า | จังหวัดพระนครศรีอยุธยา | สมัยถัดไป | ||
|---|---|---|---|---|
| กรุงสุโขทัย (พ.ศ. 1792 - พ.ศ. 1981) |
อดีตเมืองหลวงราชอาณาจักรแห่งประเทศไทย (พ.ศ. 1893 - พ.ศ. 2310) |
กรุงธนบุรี (พ.ศ. 2310 - พ.ศ. 2325) |
|
|||||||
|
|||||||||||||||||||||||||
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||