ฝ่ายอักษะ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
แผนที่แสดงพื้นที่ยึดครองของฝ่ายต่าง ๆ ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง:
     ฝ่ายอักษะ
     จักรวรรดิญี่ปุ่นและรัฐบาลหุ่นเชิด
     อาณานิคมและดินแดนยึดครองของฝ่ายอักษะ
     วิชีฝรั่งเศสและอาณานิคม
     เป็นกลาง
     สหภาพโซเวียตและรัฐบริวาร
     ฝ่ายสัมพันธมิตรตะวันตก
     ดินแดนในเครือจักรภพอังกฤษ
     อาณานิคมและดินแดนยึดครองของชาติตะวันตก
     ฝ่ายสัมพันธมิตรตะวันออก


Axis powers
Achsenmächte
Potenze dell'Asse
枢軸国
Military alliance
1940–1945
เมืองหลวง Not specified
โครงสร้างทางการเมือง Military alliance
ยุคประวัติศาสตร์ สงครามโลกครั้งที่สอง
 - สนธิสัญญาสามฝ่าย 27 September 1940
 - สนธิสัญญาต่อต้านคอมมิวนิสต์ 25 November 1936
 - Pact of Steel 22 May 1939
 - Dissolved 2 September 1945
แผนการบุกของฝ่ายอักษะในปี 1942

ฝ่ายอักษะ (อังกฤษ: Axis Powers; เยอรมัน: Achsenmächte; อิตาลี: Potenze dell'Asse; ญี่ปุ่น: 枢軸国) เป็นกลุ่มประเทศมหาอำนาจทางการทหารซึ่งต่อสู้ฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ประกอบด้วยสามประเทศหลัก คือ นาซีเยอรมนี ราชอาณาจักรอิตาลี และจักรวรรดิญี่ปุ่น ซึ่งทั้งสามประเทศได้ร่วมลงนามในสนธิสัญญาสามฝ่าย เมื่อเดือนกันยายน ค.ศ. 1940 ฝ่ายอักษะขยายอิทธิพลของตนในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ครอบคลุมพื้นที่หลายส่วนของทวีปยุโรป ทวีปแอฟริกา เอเชียตะวันออก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมหาสมุทรแปซิฟิก อย่างไรก็ตาม สงครามโลกครั้งที่สองยุติลงด้วยความพ่ายแพ้ของฝ่ายอักษะ ทำให้ฝ่ายอักษะต้องสูญเสียอำนาจและพื้นที่จำนวนมากที่ยึดครองมาได้ เช่นเดียวกับฝ่ายสัมพันธมิตร สมาชิกภาพของกลุ่มประเทศฝ่ายอักษะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดช่วงสงคราม[1]

เนื้อหา

จุดกำเนิด[แก้]

คำว่า "อักษะ" (Axis) เชื่อกันว่าเป็นคำสร้างของนายกรัฐมนตรีในระบอบฟาสซิสต์ของฮังการี กยูลา เกิมเบิส ผู้ซึ่งให้การสนับสนุนการลงนามเป็นพันธมิตรระหว่างเยอรมนี ฮังการีและอิตาลี ซึ่งตนจะเป็นตัวกลางเชื่อมความแตกต่างระหว่างเยอรมนีและอิตาลีเพื่อให้บรรลุข้อตกลงความเป็นพันธมิตรระหว่างกัน การถึงแก่อสัญกรรมอย่างกะทันหันของเกิมเบิสในปี ค.ศ. 1936 ทำให้เป็นการยุติการเจรจาระหว่างฮังการีกับเยอรมนี และความพยายามของฮิตเลอร์ที่จะสร้างแกนสามฝ่าย แต่ก่อนหน้านั้น การตกลงระหว่างเยอรมนีและอิตาลีได้นำไปสู่การต้งแกนสองฝ่ายเรียบร้อยแล้ว

ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1936 คำว่า "อักษะ" ถูกใช้อย่างเป็นทางการครั้งแรกโดยผู้นำอิตาลี เบนิโต มุสโสลินี เมื่อเขาได้กล่าวถึงแกนโรม-เบอร์ลิน ซึ่งได้ลงนามเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ค.ศ. 1936 มุสโสลินีได้ประกาศว่า ความเป็นแกนกลางของทั้งสองประเทศจะทำให้ประเทศอื่นจะต้องโคจรรอบ สนธิสัญญาดังกล่าวถูกร่างขึ้นโดยอิตาลีก่อน ในตอนแรก เยอรมนีปฏิเสธที่จะลงนาม และได้รับการต่อต้านเพราะว่าการทำสงครามในเอธิโอเปียจากสันนิบาติชาติ และได้รับการสนับสนุนจากเยอรมนี ต่อมา เมื่อถึงเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1939 ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้นระหว่างอิตาลีและเยอรมนีนำไปสู่การลงนามความเป็นพันธมิตร ซึ่งมุสโสลินีเรียกสนธิสัญญาดังกล่าวว่าเป็น "สนธิสัญญาเหล็ก"

ส่วนการรวมตัวกันเป็น "ฝ่ายอักษะ" อย่างเป็นทางการได้ชื่อหลังจากการลงนามในสนธิสัญญาสามฝ่ายระหว่างเยอรมนี อิตาลีและญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 27 กันยายน ค.ศ. 1940 ในกรุงเบอร์ลิน ซึ่งได้มีประเทศเข้าร่วมอีกในเวลาต่อมา โดยประเทศที่ทรงอำนาจทางทหารมากที่สุด ได้แก่ เยอรมนีและญี่ปุ่น โดยก่อนหน้าจะมีการลงนามในสนธิสัญญาสามฝ่าย เยอรมนีและญี่ปุ่นได้เป็นพันธมิตรระหว่างกันหลังจากได้ร่วมลงนามในสนธิสัญญาต่อต้านองค์การคอมมิวนิสต์สากลเรียบร้อยแล้ว

ประเทศสมาชิกหลัก[แก้]

นาซีเยอรมนี[แก้]

เยอรมนีถือได้ว่าเป็นผู้นำของกลุ่มประเทศฝ่ายอักษะอย่างไม่เป็นทางการ เนื่องจากว่าเยอรมนีมีกองทัพขนาดใหญ่ที่สุดและมีวิทยาการเจริญก้าวหน้าที่สุดในกองทัพประเทศฝ่ายอักษะทั้งหมด ภายใต้การนำของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์แห่งพรรคนาซี

นโยบายด้านการต่างประเทศของเยอรมนีเกี่ยวข้องกับการเหยียดเชื้อชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชาวยิวและชาวโซเวียต รวมไปถึงแนวคิดที่จะสร้างมหาจักรวรรดิเยอรมัน ซึ่งเป็นการรวมเอาประชากรเชื้อชาติเยอรมันทั้งหมดในทวีปยุโรปมาอยู่ภายใต้การปกครองเดียวกัน และยังรวมไปถึงแนวคิดเลเบนสเราม์ ซึ่งเป็นการแสวงหาดินแดนแถบยุโรปตะวันออก

เยอรมนีเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สองเมื่อวันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 1939 ภายหลังการบุกครองโปแลนด์ นักประวัติศาสตร์หลายคนเชื่อว่า จุดเปลี่ยนที่นำไปสู่หายนะของกองทัพเยอรมัน คือ การรุกรานสหภาพโซเวียต รวมไปถึงการเข้าร่วมสงครามของสหรัฐอเมริกา หลังจากการทำศึกหลายด้าน นำไปสู่ความพ่ายแพ้ของเยอรมนีในที่สุด เยอรมนียอมจำนนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ค.ศ. 1945

ญี่ปุ่น[แก้]

ญี่ปุ่นถือว่าเป็นประเทศฝ่ายอักษะที่ยิ่งใหญ่ในภาคพื้นเอเชียและมหาสมุทรแปซิฟิก ภายใต้การปกครองของจักรพรรดิฮิโรฮิโตในเวลานั้น

ผลสืบเนื่องมาจากปัญหาทางเศรษฐกิจในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1920 ได้นำไปสู่การปกครองในระบอบเผด็จการทหาร จักรวรรดิญี่ปุ่นมีนโยบายในการขยายอาณาเขตของตนและการปลดปล่อยชาติเอเชียจากการยึดครองของชาติตะวันตก หรือที่รู้จักกันว่า วงไพบูลย์ร่วมแห่งมหาเอเชียบูรพา นโยบายขยายอาณาเขตทำให้เกิดการบาดหมางกับสันนิบาติชาติ แต่ทำให้เกิดความใกล้ชิดกันระหว่างญี่ปุ่นกับเยอรมนีและอิตาลี ซึ่งมีนโยบายในการขยายอาณาเขตในรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน ก้าวแรกในการร่วมมือทางการทหารกับเยอรมนี คือ การลงนามในสนธิสัญญาต่อต้านองค์การคอมมิวนิสต์สากล ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อปกป้องตนเองจากการโจมตีของสหภาพโซเวียต

การรบครั้งสำคัญของญี่ปุ่น เริ่มจาก สงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่สองในปี ค.ศ. 1937 การสู้รบตามแนวชายแดนของสหภาพโซเวียตในปี ค.ศ. 1938-1939 ต่อมา ญี่ปุ่นได้หาทางเจรจาสงบศึกกับสหภาพโซเวียตและลงนามในสนธิสัญญาความเป็นกลางโซเวียต-ญี่ปุ่น ในปี ค.ศ. 1941

ขณะที่มหาอำนาจยุโรปเฝ้าติดตามสถานการณ์สงครามในทวีปยุโรป ญี่ปุ่นจึงเตรียมการรุกรานอาณานิคมของชาติตะวันตกในแถบเอเชีย เริ่มจากการยึดครองอินโดจีนของฝรั่งเศส ตามด้วยการโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์และการยกพลขึ้นบกในหลายประเทศในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกหลังวันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ. 1941 แต่เมื่อสงครามมาถึงจุดเปลี่ยน ญี่ปุ่นจึงต้องกลายเป็นฝ่ายตั้งรับจนกระทั่งยอมจำนนหลังจากการทิ้งระเบิดปรมาณูทั้งสองลูกและการรุกรานแมนจูเรีย ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1945

อิตาลี[แก้]

อิตาลีอยู่ภายใต้การปกครองของผู้นำเผด็จการ เบนิโต มุสโสลินี ในพระนามของ พระเจ้าวิคเตอร์ อิมมานูเอลที่ 3

อิตาลีซึ่งผิดหวังจากการทำสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง จากความระส่ำระสายของบ้านเมืองและภาวะเศรษฐกิจตกต่ำได้นำไปสู่การก้าวขึ้นสู่อำนาจของมุสโสลินีในปี ค.ศ. 1922 แนวคิดของฟาสซิสต์อิตาลี คือ การสร้างจักรวรรดิโรมันใหม่ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งเพื่อครอบครองดินแดนแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เริ่มจากการทำสงครามกับเอธิโอเปีย และการลงนามในสนธิสัญญาต่อต้านองค์การคอมมิวนิสต์สากลในปีต่อมา ในเดือนมีนาคม-เมษายน ค.ศ. 1939 อิตาลีได้ผนวกแอลเบเนีย ตามมาด้วยการลงนามในสนธิสัญญาเหล็ก ในวันที่ 22 พฤษภาคม

อิตาลีเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สองในวันที่ 10 มิถุนายน ค.ศ. 1940 ต่อมา ในเดือนกันยายน เยอรมนี อิตาลีและญี่ปุ่นได้ร่วมลงนามในสนธิสัญญาสามฝ่าย อย่างไรก็ตาม การทำสงครามของอิตาลีประสบความพ่ายแพ้หลายครั้ง ทั้งในกรีซ และในอียิปต์ ทำให้เยอรมนีต้องเข้าแทรกแซงการรบทั้งในกรีซ ยูโกสลาเวียและในแอฟริกาเหนือ ในปี ค.ศ. 1943 มุสโสลินีถูกปลดออกจากตำแหน่ง และประกาศเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตร

ต่อมา ในวันที่ 12 กันยายน ค.ศ. 1943 มุสโสลินีได้รับการช่วยเหลือจากกองทัพเยอรมันในปฏิบัติการโอ๊ก และฮิตเลอร์ได้สร้างรัฐบาลหุ่นเชิดขึ้น โดยเรียกว่า สาธารณรัฐสังคมนิยมอิตาลี ซึ่งล่มสลายภายหลังจากการยอมแพ้ของกองทัพเยอรมันในอิตาลี เมื่อปี ค.ศ. 1945

ประเทศสมาชิกรองผู้ให้ความช่วยเหลือทางทหาร[แก้]

ฮังการี[แก้]

ประเทศฮังการี ได้ลงนามในสนธิสัญญาสามฝ่าย และได้กลายเป็นประเทศฝ่ายอักษะที่ส่งกองกำลังเข้าร่วมกองทัพพันธมิตรอักษะในการบุกสหภาพโซเวียต

โรมาเนีย[แก้]

ประเทศโรมาเนีย ได้ลงนามในสนธิสัญญาสามฝ่าย และได้กลายเป็นประเทศฝ่ายอักษะที่ส่งกองกำลังเข้าร่วมกองทัพพันธมิตรอักษะในการบุกสหภาพโซเวียต

บัลแกเรีย[แก้]

ประเทศบัลแกเรีย ได้ลงนามในสนธิสัญญาสามฝ่าย และได้กลายเป็นประเทศฝ่ายอักษะที่ส่งกองกำลังเข้าร่วมกองทัพพันธมิตรอักษะในการบุกสหภาพโซเวียต

คู่สงครามร่วม[แก้]

ไทย[แก้]

เส้นทางการโจมตีประเทศไทยของญี่ปุ่นในสงครามมหาเอเชียบูรพา

ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล จอมพล ป.พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี ประเทศไทยอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหาร เป็นช่วงที่มีการปลูกฝังลัทธิชาตินิยมอย่างเข้มข้น

วันที่ 8 ตุลาคม ค.ศ. 1940 (พ.ศ. 2483) คณะนิสิตและนักศึกษาได้เดินขบวนและเรียกร้องให้รัฐบาลเรียกร้องดินแดนฝั่งขวาของแม่น้ำโขงคืนจากฝรั่งเศส ซึ่งเสียไปหลังวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112[2] จากการสนับสนุนอย่างท่วมท้นของประชาชนไทย รัฐบาลจึงได้ส่งกองทัพข้ามแม่น้ำโขงไปโจมตีประเทศลาวและกัมพูชา ซึ่งขณะนั้นยังเป็นส่วนหนึ่งของอินโดจีนฝรั่งเศส[3] การรบที่เป็นที่กล่าวขานมาก คือ ยุทธนาวีเกาะช้าง[4] ซึ่งก็ทำให้เรือรบฝรั่งเศสไม่กล้าเข้ามาในอ่าวไทยอีก การสู้รบยังคงดำเนินต่อไป จนกระทั่งญี่ปุ่นเป็นผู้เข้ามาเป็นผู้ไกล่เกลี่ยในการเจรจาสงบศึก[4] และภายหลังสงครามไทย-ฝรั่งเศสสิ้นสุดเมื่อ พ.ศ. 2484 ไทยก็ได้ดินแดนเพิ่มเข้ามาอีก 4 จังหวัด คือ จังหวัดนครจัมปาศักดิ์ จังหวัดลานช้าง จังหวัดพิบูลสงครามและจังหวัดพระตะบอง เหตุการณ์ครั้งนี้ภายหลังได้ชื่อว่า "กรณีพิพาทอินโดจีน"

หลังสงคราม ได้เป็นที่คาดหมายว่า ญี่ปุ่นจะยาตราทัพเข้าสู่ไทยในอนาคต รัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงครามจึงมีการรณรงค์ให้ประชาชนทำงาน ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ และเสริมสร้างเศรษฐกิจ และรัฐบาลยังได้เปิดเพลงปลุกใจซึ่งถูกกระจายเสียงโดยสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย

วันที่ 8 ธันวาคม ค.ศ. 1941 (พ.ศ. 2484) กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นบกในหลายจังหวัดของภาคกลางและภาคใต้ แต่ก็ได้รับการต้านทานอย่างหนักของทหารไทยและยุวชนทหาร[5] ทางด้านรัฐบาลได้รับคำขู่จากอัครราชทูตญี่ปุ่นให้เปิดดินแดน เนื่องจากมองเห็นว่ากองทัพไทยไม่อาจต้านกองทัพญี่ปุ่นไว้ได้นาน จึงยอมยุติการต่อสู้เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม[6] และได้ตกลงลงนามร่วมเป็นพันธมิตรของญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม ณ อุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

ขณะเดียวกัน ในต่างประเทศ มีผู้ที่ไม่อาจยอมรับต่อการตัดสินใจของรัฐบาล หนึ่งในนั้น คือ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศขบวนการเสรีไทยขึ้นเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม เนื่องจากท่านมีความเห็นว่าสหรัฐอเมริกามีขีดความสามารถทางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสูงกว่า ทางด้านในประเทศเองก็มีบุคคลจากคณะราษฎรภายในประเทศไทยที่ดำเนินการต่อต้านญี่ปุ่นในทางลับ เช่น นายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งต่อมาได้เกิดเป็นขบวนการเสรีไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศ[6]

ทางด้านฝ่ายสัมพันธมิตรก็เริ่มเข้ามาทิ้งระเบิดภายในพระนครเมื่อย่างเข้า ค.ศ. 1942 (พ.ศ. 2485) [7] หลังจากนั้น รัฐบาลไทยก็ประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร เมื่อวันที่ 25 มกราคม ค.ศ. 1942 (พ.ศ. 2485) [8][9]

หลังจากญี่ปุ่นได้ยอมจำนนเมื่อ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1945 (พ.ศ. 2488) นายควง อภัยวงศ์ ซึ่งได้ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีแทนจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้ออก "ประกาศสันติภาพ"[10] มีผลให้การประกาศสงครามของไทยต่อฝ่ายสัมพันธมิตรเป็นโมฆะ ทำให้ประเทศไทยไม่ตกอยู่ในฐานะผู้แพ้สงคราม แต่ทางฝ่ายอังกฤษไม่ยอมรับ และเรียกร้องสิทธิจากไทยในฐานะของผู้แพ้สงคราม นายควง อภัยวงศ์ได้ลาออกจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี และร้องขอให้ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมชขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน ด้านม.ร.ว.เสนีย์ก็สามารถเจรจากับอังกฤษและสามารถตกลงกันได้ในที่สุด[11]

ฟินแลนด์[แก้]

ประเทศฟินแลนด์ ได้ลงนามในสนธิสัญญาสามฝ่าย และได้กลายเป็นประเทศฝ่ายอักษะที่ส่งกองกำลังเข้าร่วมกองทัพพันธมิตรอักษะในการบุกสหภาพโซเวียต

ซานมารีโน[แก้]

อิรัก[แก้]

ประเทศอิรัก ได้เป็นประเทศพันธมิตรอักษะในช่วงสั้นๆ โดยได้ต่อสู้กับสหราชอาณาจักรในช่วงสงครามอังกฤษ-อิรักในเดือน พ.ค. 1941

รัฐบริวาร[แก้]

ญี่ปุ่น[แก้]

แมนจูกัว (แมนจูเรีย)[แก้]

เหม่งเจียง[แก้]

รัฐบาลหวาง จิงเว่ย[แก้]

ฟิลิปปินส์ (สาธารณรัฐที่สอง)[แก้]

อินเดีย (รัฐบาลชั่วคราวของเสรีอินเดีย)[แก้]

เวียดนาม (จักรวรรดิเวียดนาม)[แก้]

กัมพูชา[แก้]

ลาว[แก้]

พม่า[แก้]

อิตาลี[แก้]

แอลเบเนีย[แก้]

มอนเตเนโกร[แก้]

โมนาโก[แก้]

นาซีเยอรมนี[แก้]

สโลวาเกีย (สาธารณรัฐสโลวัก)[แก้]

โครเอเชีย (รัฐเอกราชโครเอเชีย)[แก้]

เซอร์เบีย[แก้]

อิตาลี (สาธารณรัฐสังคมนิยมอิตาลี)[แก้]

แอลเบเนีย[แก้]

ฮังการี[แก้]

รัฐบาลหุ่นเชิดร่วมนาซีเยอรมนี–อิตาลี[แก้]

กรีซ[แก้]

กรณีซึ่งเป็นที่ถกเถียง[แก้]

ประเทศผู้ให้ความร่วมมือกับฝ่ายอักษะ

เดนมาร์ก[แก้]

ฝรั่งเศส (รัฐบาลวิชี)[แก้]

ฝรั่งเศสและอาณานิคมของจักรวรรดิภายใต้รัฐบาลวิชีของฟีลิป เปแต็ง ได้ร่วมมือกับฝ่ายอักษะ ตั้งแต่ปี 1940 ไปจนถึงปี 1944 เมื่อรัฐบาลถูกโค่นล้ม

เมื่อนาซีเยอรมนีบุกยึดกรุงปารีสได้ในวันที่ 14 มิถุนายน 1940 ในยุทธการฝรั่งเศส เปแต็งเป็นนายกรัฐมนตรีคนสุดท้ายของสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 3

สหภาพโซเวียต[แก้]

สเปน[แก้]

สวีเดน[แก้]

ยูโกสลาเวีย[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. Hakim, Joy (1995). A History of Us: War, Peace and all that Jazz. New York: Oxford University Press. ISBN 0-19-509514-6.
  2. ธนู แก้วโอภาส, เหตุการณ์สำคัญในศตวรรษที่ 20, ฝ่ายโรงพิมพ์ บริษัท ตภาตา พับลิเคชั่น จำกัด, 2549, หน้า 445
  3. ธนู แก้วโอภาส, เหตุการณ์สำคัญในศตวรรษที่ 20, ฝ่ายโรงพิมพ์ บริษัท ตภาตา พับลิเคชั่น จำกัด, 2549, หน้า 447-449
  4. 4.0 4.1 ธนู แก้วโอภาส, เหตุการณ์สำคัญในศตวรรษที่ 20, ฝ่ายโรงพิมพ์ บริษัท ตภาตา พับลิเคชั่น จำกัด, 2549, หน้า 449
  5. ธนู แก้วโอภาส, เหตุการณ์สำคัญในศตวรรษที่ 20, ฝ่ายโรงพิมพ์ บริษัท ตภาตา พับลิเคชั่น จำกัด, 2549, หน้า 223,426
  6. 6.0 6.1 ธนู แก้วโอภาส, เหตุการณ์สำคัญในศตวรรษที่ 20, ฝ่ายโรงพิมพ์ บริษัท ตภาตา พับลิเคชั่น จำกัด, 2549, หน้า 427
  7. ธนู แก้วโอภาส, เหตุการณ์สำคัญในศตวรรษที่ 20, ฝ่ายโรงพิมพ์ บริษัท ตภาตา พับลิเคชั่น จำกัด, 2549, หน้า 434
  8. ธนู แก้วโอภาส, เหตุการณ์สำคัญในศตวรรษที่ 20, ฝ่ายโรงพิมพ์ บริษัท ตภาตา พับลิเคชั่น จำกัด, 2549, หน้า 427-428
  9. http://www.history.com/encyclopedia.do?articleId=226140
  10. ธนู แก้วโอภาส, เหตุการณ์สำคัญในศตวรรษที่ 20, ฝ่ายโรงพิมพ์ บริษัท ตภาตา พับลิเคชั่น จำกัด, 2549, หน้า 429
  11. ธนู แก้วโอภาส, เหตุการณ์สำคัญในศตวรรษที่ 20, ฝ่ายโรงพิมพ์ บริษัท ตภาตา พับลิเคชั่น จำกัด, 2549, หน้า 436

บรรณานุกรม[แก้]

  • Axis Alliance in World War II from United States Holocaust Memorial Museum (อังกฤษ)
  • Weinberg, Gerhard L. (2005). A World at Arms: A Global History of World War II (2nd edition ed.). NY: Cambridge University Press. ISBN 0521853168.  Provides a scholarly overview.
  • Dear, Ian C. B.; M. R. D. Foot; Richard Daniell (eds.) (2005). The Oxford Companion to World War II. Oxford University Press. ISBN 019280670X.  A reference book with encyclopedic coverage of all military, political and economic topics.
  • Kirby, D. G. (1979). Finland in the Twentieth Century: A History and an Interpretation. C. Hurst & Co. Publishers. ISBN 0-90-5838157. 
  • Kirschbaum, Stanislav (1995). A History of Slovakia: The Struggle for Survival. New York: St. Martin's Press. ISBN 0-312-10403-0.  Entails Slovakia's involvement during World War II.
  • Nekrich, Aleksandr Moiseevich; Ulam, Adam Bruno; Freeze, Gregory L. (1997). Pariahs, Partners, Predators: German-Soviet Relations, 1922-1941. Columbia University Press. ISBN 0231106769. 
  • Cohen, Philip J.; David Riesman (1996). Serbia's Secret War: Propaganda and the Deceit of History. New York: Texas A&M University Press. ISBN 0890967601. 
  • Roberts, Geoffrey (1992). "Infamous Encounter? The Merekalov-Weizsacker Meeting of 17 April 1939". The Historical Journal 35 (4). 

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]