อเทวนิยม

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
อเทวนิยม ในภาษากรีก αθεοι (atheoi) แปลว่า "ไร้เทพเจ้า" อย่างที่ปรากฏในจดหมายเปาโลถึงชาวเอเฟซัส (2:12) จากพาไพรัส 46ในศตวรรษที่ 3 ตอนต้น

อเทวนิยม (อังกฤษ: atheism) คือการปฏิเสธหรือไม่เชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้า และเชื่อในกฎธรรมชาติ ตรงกันข้ามกับเทวนิยม[1][2] อเทวนิยมแตกต่างจากอไญยนิยม (agnosticism) ซึ่งเป็นมุมมองที่ว่ามนุษย์ไม่อาจพิสูจน์ได้ว่ามีพระเจ้าหรือไม่ รวมถึงสิ่งอื่นที่นอกเหนือจากปรากฏการณ์ที่รับรู้ได้จากประสบการณ์[1]

คำว่า atheism ในภาษาอังกฤษ มาจากภาษากรีก ἄθεος (atheos) อันมีความหมายว่า "ไร้เทพเจ้า" โดยใช้เป็นคำหยาบซึ่งใช้กับผู้คนที่คิดว่าปฏิเสธบรรดาเทพเจ้าซึ่งในยุคโบราณเป็นที่เชื่อถือกันในสังคมอย่างแพร่หลาย หลังจากที่มีความคิดอย่างอิสระ (freethought) ความสงสัยทางวิทยาศาสตร์ (skeptical inquiry) และตามมาด้วย การวิจารณ์ศาสนา (criticism of religion) ที่แพร่หลายมากขึ้นแล้ว การใช้คำนี้ก็มีความหมายอย่างแคบลง บุคคลกลุ่มแรกที่ริเริ่มถือว่าตนเป็นผู้ที่เชื่อว่าพระเจ้ามิมีอยู่จริง โดยเรียกตนเองว่า "atheist" นั้น ใช้ชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 18[3]

เนื่องจากความหมายและความเข้าใจของอเทวนิยมแตกต่างหลากหลายในโลก ปัจจุบันหารู้ได้ยากว่าในโลกมีผู้ที่มิเชื่อพระเจ้ากี่คน[4] อิงตามการคาดคะเนในปี พ.ศ. 2553 แล้ว ผู้มิเชื่อพระเจ้ามีราว 2.3% ในโลก ในขณะที่อีก 11.9% เป็นผู้ที่มิเคร่งศาสนา[5] อิงตามการสำรวจความคิดเห็นจากคนระดับโลกในปี พ.ศ. 2555 โดย WIN/GIA แล้ว 13% ของผู้ที่เข้าร่วมบอกว่าตนมิเชื่อพระเจ้า[6] อิงตามอีกวิเคราะห์หนึ่ง เปอร์เซนต์ที่บอกว่าตนมิเชื่อพระเจ้าส่วนมากมาจากประเทศตะวันตก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา (4%) อิตาลี (7%) สเปน (11%) สหราชอาณาจักร (17%) เยอรมนี (20%) และ ฝรั่งเศส (32%)[7]

มโนคติ[แก้]

บารอน โดฮ์ลบาค ผู้สนับสนุนอเทวนิยมในศตวรรษที่ 18

การอธิบายศาสนาอย่างย่อ[แก้]

นักปรัชญาลุดวิก ฟอยเออร์บาค[8] และนักจิตวิเคราะห์ซิกมุนด์ ฟรอยด์กล่าวว่าพระเจ้าและความเชื่อถือทางศาสนาต่าง ๆ คือสิ่งที่มนุษย์ก่อสร้างขึ้นมาเอง โดยสร้างมาเพื่อทดแทนความต้องการทางจิตใจและอารมณ์ ซึ่งก็เป็นแนวคิดที่พุทธศาสนิกชนหลายกลุ่มเชื่อถือ[9] คาร์ล มาร์กซ์ และ ฟรีดริช เองเงิลส์ ผู้ซึ่งได้รับอิทธิพลทางแนวคิดจากลุดวิก ฟอยเออร์บาค กล่าวว่าการเชื่อถือในพระเจ้าและศาสนาคือการปฏิบัติทางสังคมหนึ่งซึ่งผู้ที่มีอำนาจนำไปใช้กดขี่ข่มเหงคะเนงร้ายพวกชนชั้นกรรมกร มีฮาอิล บาคูนินบอกกล่าวว่า "ความคิดที่ว่าพระเจ้ามีจริงนั้น บอกเป็นนัยถึงการปฏิเสธทางเหตุผลและทางความยุติธรรมของมนุษย์ เป็นการปฏิเสธอิสรภาพของมนุษย์อย่างเด็ดเดี่ยวที่สุด และต้องทำให้มนุษย์ตกเป็นทาส ทั้งในทฤษฎีและปฏิบัติ" มีฮาอิลย้อนคำคติพจน์ของวอลแตร์ อันว่าครั้นพระเจ้าไม่มีจริง ผู้คนก็จำต้องสร้างพระเจ้าขึ้นมาเอง มีฮาอิลจึงกลับเขียนว่า "ถ้าพระเจ้ามีจริง คนต้องปฏิเสธพระองค์"[10]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 Encyclopædia Britannica 2009
  2. The Columbia Encyclopedia, Sixth Edition
  3. Armstrong 1999.
  4. Zuckerman, Phil (2007). Martin, Michael T, ed. The Cambridge Companion to Atheism. Cambridge, England: Cambridge University Press. p. 56. ISBN 978-0-521-60367-6. OL 22379448M. สืบค้นเมื่อ 2011-04-09. 
  5. "Worldwide Adherents of All Religions by Six Continental Areas, Mid-2007". Encyclopædia Britannica. 2007. สืบค้นเมื่อ 2013-11-21. 
    • 2.3% Atheists: Persons professing atheism, skepticism, disbelief, or irreligion, including the militantly antireligious (opposed to all religion).
    • 11.9% Nonreligious: Persons professing no religion, nonbelievers, agnostics, freethinkers, uninterested, or dereligionized secularists indifferent to all religion but not militantly so.
  6. <!-none specified--> (27 July 2012). "Religiosity and Atheism Index". Zurich: WIN/GIA. สืบค้นเมื่อ 2013-10-01. 
  7. "Religious Views and Beliefs Vary Greatly by Country, According to the Latest Financial Times/Harris Poll". Financial Times/Harris Interactive. 20 December 2006. สืบค้นเมื่อ 2011-04-09. 
  8. Feuerbach, Ludwig (1841) The Essence of Christianity
  9. Walpola Rahula, What the Buddha Taught. Grove Press, 1974. Pages 51–52.
  10. Bakunin, Michael (1916). "God and the State". New York: Mother Earth Publishing Association. Archived from the original on 2011-05-21. สืบค้นเมื่อ 2011-04-09.