การแผลงเป็นไทย
การแผลงเป็นไทย เป็นกระบวนการซึ่งประชากรที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและเชื้อชาติกำเนิดที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยถูกผสมกลมกลืนเข้ากับวัฒนธรรมไทย หรือกล่าวโดยเฉพาะเจาะจงยิ่งไปกว่านั้น เข้ากับวัฒนธรรมไทยภาคกลาง การแผลงเป็นไทยเป็นขั้นตอนในการสร้างรัฐชาติไทยในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งชาวไทยมีความโดดเด่น จากราชอาณาจักรสยามเดิมที่ยังคงความหลากหลายทางวัฒนธรรมไว้อยู่
เนื้อหา |
[แก้] เหตุจูงใจ
การแผลงเป็นไทยเป็นผลกระทบข้างเคียงของนโยบายชาตินิยมที่สอดคล้องกันของรัฐไทยหลังจากการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 ผู้นำการปฏิวัติ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจโดยแนวคิดรัฐชาติของตะวันตก มุ่งเพิ่มอำนาจของชาวไทยภาคกลาง ธุรกิจที่กระจายไปเป็นของชนกลุ่มน้อย อย่างเช่น พ่อค้าชาวไทยเชื้อสายจีนดั้งเดิม ถูกขับออกไปจากรัฐ ซึ่งให้สิทธิประโยชน์แก่ชาวไทย[1] เอกลักษณ์ไทยถูกเสริมทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ภาคกลางของประเทศได้มีภาวะครอบงำทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง ตลอดจนภาษากลางยังกลายมาเป็นภาษาของสื่อ ธุรกิจ และการศึกษา ค่านิยมของภาคกลางได้ถูกทำให้เท่ากันกับค่านิยมของทั้งประเทศด้วย วัฒนธรรมไทยกลางที่เป็นวัฒนธรรมแห่งความมั่งคั่งและสถานภาพ ทำให้เป็นที่ดึงดูดอย่าสงมากต่อผู้ที่อยู่ ณ ชายขอบทางเศรษฐกิจและสังคม
[แก้] เป้าหมาย
เป้าหมายหลักของการแผลงเป็นไทยเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ตามชายขอบของราชอาณษจักร ทั้งทางภูมิศาสตร์และวัฒนธรรม ซึ่งได้แก่ ชาวลาวในภาคอีสาน ชาวไทยภูเขาทางภาคเหนือและตะวันตก ชาวมุสลิมมาเลย์ทางภาคใต้ นอกจากนี้ ยังมีการแผลงเป็นไทยกับประชากรอพยพชาวจีนและอินเดียเป็นจำนวนมาก
[แก้] นโยบาย
การแผลงเป็นไทยโดยรัฐบาลสามารถแบ่งออกได้เป็นนโยบายสี่ชุด ได้แก่
[แก้] การพัฒนาชนบท
รัฐบาลกำหนดนโยบายและการกระทำที่ชัดเจนไปยังกลุ่มที่อยู่บริเวณชายขอบของประเทศ ตัวอย่างเช่น โครงการเร่งการพัฒนาชนบท พ.ศ. 2507 ซึ่งมีการดำเนินงานในภาคอีสาน โดยมีจุดประสงค์ให้เพิ่มความจงรักภักดีกับกรุงเทพมหานครและส่วนที่เหลือของประเทศ
[แก้] การศึกษา
เป็นนโยบายที่มีผลทั่วประเทศ แต่ได้มีผลกระทบต่อพวกที่อยู่บริเวณชายขอบอย่างไม่สมส่วน ตัวอย่างหนึ่งของนโยบายนี้ ได้แก่ การบังคับให้ใช้ภาษาไทยในโรงเรียน ซึ่งมีผลกระทบเพียงเล็กน้อยต่อชาวไทยกลางที่ได้ใช้ภาษาไทยในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว แต่มีผลกระทบต่อผู้พูดภาษาถิ่นในภาคอีสาน คำเมืองในภาคเหนือ และภาษายะวีในภาคใต้ มาตรการรุนแรงได้ถูกใช้กับชาวไทยเชื้อสายจีน หลังจากที่สาธารณรัฐประชาชนจีนได้รับการสถาปนาขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2492 รัฐบาลต่อต้านคอมมิวนิสต์หลายชุด ซึ่งเริ่มตั้งแต่สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ลดจำนวนผู้อพยพชาวจีนอย่างรุนแรงและสั่งห้ามโรงเรียนมัธยมศึกษาภาษาจีนทั้งหมดในประเทศไทย ชาวไทยเชื้อสายจีนที่เกิดหลังคริสต์ทศวรรษ 1950 มี "โอกาสจำกัดมากที่จะเข้าโรงเรียนภาษาจีน" ชาวไทยเชื้อสายจีนที่มีอันจะกินได้ส่งเสียบุตรไปศึกษาภาษาอังกฤษต่อยังต่างประเทศแทนภาษาจีนด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ ผลที่ตามมาคือ ชาวจีนในประเทศไทย "เกือบจะสูญเสียภาษาของบรรพบุรุษอย่างสิ้นเชิง" และค่อย ๆ สูญเสียเอกลักษณ์ความเป็นจีนของตนไป[2]
[แก้] การกระตุ้นชาตินิยม
เป็นนโยบายซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อกระตุ้นความรู้สึกชาตินิยมในหมู่ประชากรของประเทศ ตัวอย่างที่ชัดเจนได้แก่ การนำเสนอพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแห่งชาติ การเคารพธงชาติในโรงเรียน และการออกอากาศเพลงชาติไทยสองครั้งทั้งทางวิทยุและโทรทัศน์ทุกวัน เวลา 8.00 น. และ 18.00 น. การกระตุ้นชาตินิยมไทยนี้มีผลข้างเคียงอย่างชัดเจนซึ่งลดความจงรักภักดีในบางกลุ่ม อย่างเช่น ชาวลาวในภาคอีสาน และชาวมลายูทางใต้
[แก้] การเพิ่มบทบาทของรัฐ
เป็นนโยบายซึ่งอาจมิใช่ชาตินิยมอย่างเด่นชัด แต่กระนั้นก็สามารถสนับสนุนความเป็นชาตินิยมขึ้นได้ ตัวอย่างเช่น การเพิ่มการเข้าเรียนในโรงเรียน ซึ่งเมื่อประกอบกับการบังคับห้ามสอนภาษาชนกลุ่มน้อยในโรงเรียน ทำให้มีผลลดการใช้ภาษาเหล่านั้น และหันมาใช้ภาษาไทยแทน
[แก้] อ้างอิง
- ^ Booth, Anne (2007). Colonial Legacies: Economic and Social Development in East and Southeast Asia. University of Hawaii Press. p. 122.
- ^ Tong, Chee Kiong; Chan, Kwok Bun (2001). Alternate Identities: The Chinese of Contemporary Thailand. Brill Publishers. pp. 170–177.
[แก้] บรรณานุกรม
- Thongchai Winichakul. Siam Mapped. University of Hawaii Press, 1994. ISBN 0-8248-1974-8
- Wyatt, David. Thailand: A Short History (2nd edition). Yale University Press, 2003. ISBN 0-300-08475-7
[แก้] แหล่งข้อมูลอื่น
- In Defense of the Thai-Style Democracy. Pattana Kitiarsa. Asia Research Institute. National University of Singapore. October 12, 2006. File Format: PDF/Adobe Acrobat.