การเมืองไทย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

การเมืองไทยปัจจุบันอยู่ในระบอบเผด็จการทหาร ซึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติ และพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เป็นผู้ใช้อำนาจบริหารและเป็นนายกรัฐมนตรี คสช. ออกประกาศให้ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาคดีอาญาบางประเภท และกรณีฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. (ประกาศที่ 37)

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ซึ่งถูกเลิกไปแล้ว ประเทศไทยปกครองระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ และประชาธิปไตยระบบรัฐสภา ซึ่งมีพระมหากษัตริย์ซึ่งทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญเป็นประมุขแห่งรัฐ และนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน ส่วนฝ่ายตุลาการเป็นอิสระจากการถ่วงดุลอำนาจ ฝ่ายบริหารมีนายกรัฐมนตรีเป็นประมุขแห่งอำนาจ ฝ่ายนิติบัญญัติของไทยอยู่ในระบบสภาคู่ แบ่งออกเป็นวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ฝ่ายตุลาการ มีศาลเป็นองค์กรบริหารอำนาจ

ส่วนใหญ่ประเทศไทยมีระบบพรรคการเมืองเป็นระบบหลายพรรค กล่าวคือ ไม่มีพรรคการเมืองใดสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้อย่างเด็ดขาด จึงต้องจัดตั้งรัฐบาลผสมปกครองประเทศ

ตั้งแต่โบราณกาล ราชอาณาจักรไทยอยู่ภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช อย่างไรก็ตาม หลังจากการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 ประเทศไทยจึงอยู่ภายใต้การปกครองระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญเขียนฉบับแรกถูกร่างขึ้น อย่างไรก็ตาม การเมืองไทยยังมีการต่อสู้ระหว่างกลุ่มการเมืองระหว่างอภิชนหัวสมัยเก่าและหัวสมัยใหม่ ข้าราชการ และนายพล ประเทศไทยเกิดรัฐประหารหลายครั้ง ซึ่งมักเปลี่ยนแปลงให้ประเทศไทยอยู่ภายใต้อำนาจของคณะรัฐประหารชุดแล้วชุดเล่า จนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญและกฎบัตรรวมแล้ว 19 ฉบับ (นับรวมฉบับปัจจุบัน) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไร้เสถียรภาพทางการเมืองอย่างสูง หลังรัฐประหารแต่ละครั้ง รัฐบาลทหารมักยกเลิกรัฐธรรมนูญที่มีอยู่เดิมและประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว

รัฐธรรมนูญ[แก้]

ก่อนหน้าการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 ประเทศไทยยังไม่มีรัฐธรรมนูญใช้ในการปกครองประเทศ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์และประมุขฝ่ายบริหาร ในปี พ.ศ. 2475 มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับลายลักษณ์อักษร โดยคาดว่าจะเป็นแนวปฏิบัติที่สำคัญที่สุดในการปกครองประเทศ อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดความขัดแย้งทางการเมืองขึ้นระหว่างกลุ่มมีอิทธิพล จึงได้เกิดรัฐประหารขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2477 รัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการฉบับแรกของประเทศถูกยกเลิก และได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่

กฎบัตรและรัฐธรรมนูญทั้งหมดของประเทศไทยรับรองว่าประเทศปกครองแบบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่มีสมดุลของการแบ่งแยกอำนาจแตกต่างกันมาก รัฐบาลไทยส่วนใหญ่ปกครองแบบประชาธิปไตยระบบรัฐสภา อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญบางฉบับถูกเรียกว่าเป็นเผด็จการ เช่น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2500 ประเทศไทยได้เคยใช้ทั้งระบบสภาเดี่ยวและสภาคู่ และสมาชิกรัฐสภามีทั้งแบบเลือกตั้งและแต่งตั้ง พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้งเช่นกัน

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 หรือที่เรียกกันว่า "รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน" ได้มีการประกาศใช้หลังจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ (พ.ศ. 2535) อย่างไรก็ตาม มีการอ้างว่ารัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว เป็นต้นเหตุของความยุ่งยากทางการเมือง รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความโดดเด่นในด้านการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ[1] เช่นเดียวกับความเป็นประชาธิปไตยในตัวกฎหมาย นอกจากนี้ยังบัญญัติให้สมาชิกของทั้งสองสภามาจากการเลือกตั้งทั้งหมด มีการรับรองสิทธิมนุษยชนจำนวนมากตามกฎหมาย และมีมาตรการต่าง ๆ เพื่อเพิ่มเสถียรภาพของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ขณะที่มีการจัดตั้งองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญขึ้นเพื่อตรวจสอบฝ่ายบริหารเป็นครั้งแรก เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง และสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา

อย่างไรก็ตาม หลังจากรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2549 รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ถูกยกเลิก คณะรัฐประหารได้ประกาศกฎอัยการศึกและรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวขึ้นปกครองประเทศ ซึ่งมีเนื้อหาให้คณะรัฐประหารมีอำนาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ฝ่ายนิติบัญญัติและสภาร่างรัฐธรรมนูญ คณะรัฐประหารถูกบีบให้ยินยอมจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นและเทศบาลเป็นปกติในปี พ.ศ. 2550 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มีการประกาศใช้หลังลงประชามติ โดยเนื้อหามีจุดเด่นด้านการเพิ่มสิทธิเสรีภาพ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน[ต้องการอ้างอิง] และการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐผ่านองคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญ แต่ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามาจากคณะรัฐประหารปี 2549 ทั้งนี้ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญมาจากการสรรหา

ภายหลังความขัดแย้งทางการเมืองช่วงปี 2556-2557 เกิดรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2557 พร้อมกับการยกเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ภายใต้การควบคุมอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คณะรัฐประหารประกาศกฎอัยการศึกและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ปัจจุบัน คณะกรรมการชุดต่าง ๆ จากการสรรหาและแต่งตั้งโดยรัฐบาลทหารกำลังร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

รัฐบาล[แก้]

ดูบทความหลักที่: รัฐบาลไทย
ห้องประชุมอาคารรัฐสภา

รัฐบาลไทยมีบทบาทขึ้นอย่างชัดเจนในสมัยรัฐชาติอันสถานปนาขึ้นครั้งสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวภายหลังทรงผนวกดินแดนและอาณาจักรภายใต้ปกครองของอาณาจักรสยามขึ้นเป็นสยามประเทศ[2] แบ่งอำนาจออกเป็น 3 ส่วน คือ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ

สภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นองค์กรบริหารอำนาจนิติบัญญัติ ประกอบด้วยสมาชิกไม่เกินสองร้อยยี่สิบคนนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีมีหน้าที่รับผิดชอบการบริหารราชการแผ่นดิน รวมกันไม่เกิน 36 คน ส่วนศาลไทยเป็นองค์กรบริหารอำนาจตุลาการ แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และศาลทหาร

การปกครองส่วนท้องถิ่น[แก้]

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ[แก้]

นโยบายการต่างประเทศของไทยรวมไปถึงการสนับสนุนอาเซียน เน้นเสถียรภาพในภูมิภาค และให้ความสำคัญกับสัมพันธภาพอันยาวนานกับสหรัฐอเมริกา

ประเทศไทยเข้าไปมีบทบาทเต็มในองค์กรทั้งระดับภูมิภาคและระดับระหว่างประเทศ โดยได้พัฒนาความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งมีการจัดการประชุมรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงเศรษฐกิจทุกปี ความร่วมมือในภูมิภาคกำลังดำเนินการทั้งในด้านเศรษฐกิจ การค้า การธนาคาร การเมืองและวัฒนธรรม ประเทศไทยยังได้ส่งทหารเข้าร่วมในกองกำลังนานาชาติในติมอร์ตะวันออก, อัฟกานิสถาน, อิรัก[3], บุรุนดี[4] และปัจจุบัน ในดาร์ฟูร์ ประเทศซูดาน[5] อีกด้วย

พรรคการเมือง และการเลือกตั้ง[แก้]

พรรคการเมือง[แก้]

ณ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556 มีพรรคการเมืองจดทะเบียนในประเทศไทยทั้งหมด 53 พรรคและยังมีสถานะเป็นพรรคการเมือง[6] พรรคการเมืองที่มีชื่อเสียงในประเทศไทย ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย เป็นต้น

การจำกัดสิทธิทางการเมืองของพรรคการเมืองหลังรัฐประหาร พ.ศ. 2557[แก้]

ขณะนี้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติห้ามมิให้พรรคการเมืองดำเนินการประชุมหรือทำกิจกรรมใด ๆ ทางการเมืองตามกฎอัยการศึก และประกาศที่ 57/2557[7] นอกจากนั้น กิจกรรมทางการเมืองของประชาชนถือเป็นสิ่งต้องห้าม ช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2557 ทางกกต.ทำหนังสือแจ้งพรรคการเมืองให้คืนเงินจากกองทุนเพื่อพัฒนาพรรคการเมือง เนื่องจากไม่มี พ.ร.บ.พรรคการเมือง รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ได้สิ้นสุดไปแล้ว[8] หลังจากหลายพรรคการเมืองออกมาขอให้ยกเลิกโดยให้พรรคการเมืองสามารถประชุมพรรคเพื่อการมีส่วนร่วมกับการร่างรัฐธรรมนูญนั้น ทางพล.อ. เลิศรัตน์ รัตนวาณิช คณะกรรมการธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ ได้พูดว่า "ทุกพรรคการเมืองจะให้ความร่วมมือ เพราะทุกพรรคคงต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นการยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่อาจจะติดในเรื่องของห้วงเวลาที่อาจต้องขอเลื่อนออกไปบ้าง เพื่อการเตรียมความพร้อม ส่วนข้ออ้างของพรรคการเมือง ที่ระบุว่ายังไม่พร้อมให้ความเห็น เพราะไม่สามารถประชุมกรรมการบริหารพรรคได้ เนื่องจากติดคำสั่งห้ามของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นั้น เรื่องนี้พรรคการเมืองสามารถทำหนังสือถึง คสช. เพื่อขอประชุมกรรมการบริหารพรรคตามเงื่อนไขได้"[9]

ระบบพรรคการเมือง[แก้]

ในอดีต ประเทศไทยเคยมีระบบหลายพรรคการเมือง กล่าวคือ มักไม่ค่อยประสบความสำเร็จในการจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว การจัดตั้งรัฐบาลจึงต้องอาศัยพรรคการเมืองหลายพรรคที่เรียกว่า "รัฐบาลผสม"

ระบบสองพรรคการเมือง[แก้]

ภายหลังรัฐธรรมนูญปี 2540 ได้สร้างระบบการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งใช้ระบบเลือกตั้งแบบเขตละคน ส่งผลให้พรรคใหญ่ได้เปรียบในการเลือกตั้ง[10][11][12][13][14]

สังศิต พิริยะรังสรรค์แสดงความเห็นว่า "รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ก็มีจุดอ่อนบางประการที่เป็นที่รับรู้กันอยู่โดยทั่วไปแล้วคือ รัฐธรรมนูญมีอคติที่ส่งเสริมพรรคการเมืองขนาดใหญ่มากกว่าพรรคการเมืองขนาดเล็ก นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญปี 2540 ทำให้ ส.ส. ในสภาฯ ตรวจสอบการใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรี และ รมต. ได้ค่อนข้างยาก เมื่อประกอบกับการที่นักการเมืองมีปัญหาเรื่องการคอร์รัปชั่นและการมีผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างรุนแรง การเมืองไทยจึงตกอยู่ในภาวะวิกฤติที่ระบบการเมืองไม่สามารถเยียวยา แก้ไขตัวเองได้ด้วยตนเอง จนนำไปสู่การต่อต้านของภาคประชาชน และจบลงด้วยการรัฐประหารของคณะทหาร"[15]

ระบบสองพรรคในประเทศไทย ตัวอย่างเช่น สมัยที่ทักษิณ ชินวัตรเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งรัฐบาลครองเสียงข้างมากในสภาจนไม่จำเป็นต้องอาศัยพรรคร่วมรัฐบาล นอกจากนี้ พรรคไทยรักไทย (ต่อมาคือ พรรคพลังประชาชนและพรรคเพื่อไทย) และพรรคประชาธิปัตย์ เป็นสองพรรคการเมืองใหญ่สุด

การเลือกตั้ง[แก้]

การเลือกตั้งของประเทศไทย เป็นกระบวนการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อให้ได้มาซึ่งบุคคลเข้าไปทำหน้าที่ในการปกครองประเทศไทย อาทิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทย, วุฒิสภาไทย, ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, ผู้ว่าเมืองพัทยา และผู้บริหารท้องถิ่นอื่น ๆ ด้วยการให้ประชาชนออกเสียงเลือกบุคคลที่เห็นสมควร

ประเทศไทยมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปมาแล้ว 25 ครั้ง นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2476 เป็นต้นมา โดยครั้งล่าสุดมีขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2557

สำหรับประเทศไทย การเลือกตั้งเป็นหน้าที่ และตั้งแต่ พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา อำนวยการโดย คณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญฯ

ประวัติศาสตร์การเมืองไทย[แก้]

ช่วงแรก[แก้]

ตั้งแต่สมัยสุโขทัยมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นนั้น คนไทยรวมตัวกันอยู่ในลักษณะนครรัฐ โดยยกตัวอย่างเช่นในสมัยกรุงศรีอยุธยา ที่ถึงแม้ว่าจะมีกรุงศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลางการปกครอง แต่ก็ยังคงมีอำนาจภายในกลุ่มแคว้นต่าง ๆ เช่น สุพรรณบุรี ลพบุรี สุโขทัย เชียงใหม่ และนครศรีธรรมราช ซึ่งหากกลุ่มอำนาจใดที่ครองอำนาจอยู่ในเมืองหลวงเพลี่ยงพล้ำให้แก่กลุ่มอื่น ๆ แล้วก็สามารถถูกชิงอำนาจไปได้เช่นกัน เช่น ราชวงศ์อู่ทองถูกแคว้นสุพรรณบุรีชิงอำนาจไปในสมัยขุนหลวงพะงั่ว[16]

อย่างไรก็ตาม อาณาจักรอยุธยาสามารถรวบรวมอำนาจบางกลุ่มผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งเดียวกับตนได้สำเร็จ โดยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงใช้กุศโลบายต่าง ๆ ทั้งความสัมพันธ์เครือญาติ การปฏิรูปการปกครองไปจนถึงการใช้กำลังทหาร เพื่อผนวกเอาแคว้นสุโขทัยมาเป็นส่วนหนึ่งของอยุธยา สมัยดังกล่าวยังมีการปกครองที่เป็นปึกแผ่นมากขึ้น กระทั่งการล่มสลายอย่างสิ้นเชิงก็ไม่สามารถทำลายความรู้สึกของผู้คนตามไปด้วยได้[16] จึงนำไปสู่การเกิดใหม่ของกรุงศรีอยุธยาเป็นกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์

การปกครองของไทย ในสมัยสุโขทัยเป็นแบบพ่อปกครองลูก ในสมัยอยุธยาเป็นแบบเทวราชา ก่อนจะเปลี่ยนเป็นธรรมราชาจากอิทธิพลของศาสนาพุทธต่อการเมืองการปกครอง[16] ซึ่งใช้มาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

ช่วงเปลี่ยนเป็นรัฐชาติ[แก้]

ท่ามกลางภัยคุกคามลัทธิอาณานิคมของยุโรป พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเริ่มการปรับปรุงบ้านเมืองโดยการสร้างรัฐชาติ อันเป็นการยกระดับจากชุมทางแห่งอำนาจมาเป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจบนดินแดนที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแทน[17] ซึ่งได้พัฒนาต่อมาจนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญ คือ การก่อตั้งกระทรวงเพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างทันสมัย และการดึงอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง ระหว่างการเปลี่ยนแปลงนี้ ได้มีการยกเลิกเจ้าเมืองท้องถิ่นตามหัวเมืองเพื่อประโยชน์ของการกระชับอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง นอกจากประโยชน์เพื่อป้องกันการเป็นเมืองขึ้นชาติอื่นแล้ว การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ครั้งนี้ได้เปลี่ยนความสัมพันระหว่างขุนนางและพระมหากษัตริย์ไทย โดยทำให้พระมหากษัตริย์ไทยมีอำนาจมากขึ้น ตามความเห็นของนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รูปแบบความสัมพันธ์แบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้เกิดขึ้นในช่วงรัชกาลที่ 5[18] นอกจากแนวคิดแบบตะวันตกเรื่องการรวมศูนย์อำนาจและชาติรัฐแล้ว แนวคิดด้านการเลิกทาสได้เข้ามาในไทยด้วยเช่นกันซึ่งได้ส่งผลให้มีการเลิกทาส ในระยะหลังเริ่มมีความพยายามเปลี่ยนแปลงการปกครองมาสู่ระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากเป็นแนวคิดที่เข้ามาจากการติดต่อกับตะวันตกเช่นกัน

ช่วงหลังการปฏิวัติสยาม[แก้]

ต่อมาได้มี การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นพฤตการณ์ "ชิงสุกก่อนห่าม" ในขณะที่บางส่วนตั้งข้อสังเกตว่าเกิดขึ้นช้าเกินไป อันเป็นสาเหตุของ "วงจรอุบาทว์"[19] เพราะเกิดช้าเกินกว่าที่ประชาธิปไตยจะพัฒนาไปอย่างมั่นคงในประเทศไทย อีกทั้งการปฏิวัติด้วยมือของคณะทหารทำให้การเมืองเป็นลูกไล่ของทหารและข้าราชการ[19]

ภายหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พลังของชนชั้นกลางเริ่มเข้ามามีบทบาทในการเมืองไทยมากขึ้น[20] ซึ่งถึงแม้ว่าเขตชนบทจะให้คะแนนเสียงส่วนใหญ่มาจัดตั้งรัฐบาล แต่เสถียรภาพของรัฐบาลจะมาจากประชาชนในเขตเมือง[20]

ร่วมสมัย[แก้]

รายการเหตุการณ์ทางการเมือง[แก้]

รัฐประหารและกบฏ[แก้]

การชุมนุมทางการเมือง[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. Kittipong Kittayarak, The Thai Constitution of 1997 and its Implication on Criminal Justice Reform
  2. ผู้ช่วยศาสตราจารย์พรรณงาม เง่าธรรมสาร, 2552, กระบวนการบูรณการรัฐชาติไทยกรณีจังหวัดชายแดนใต้: บทเรียนจากระบบเทศาภิบาลในสมัยรัชกาลที่ 6, คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์; สงขลา.
  3. ส่องโลก. ปฏิบัติการเปี่ยมมนุษยธรรมในอิรัก. อ้างจาก วารสารกรมประชาสัมพันธ์ ประจำเดือนเมษายน 2547. สืบค้น 8 พฤษภาคม 2553.
  4. ทีมข่าวความมั่นคง คม ชัด ลึก. ผ่าภารกิจ"กองทัพไทย"ในดาร์ฟูร์!"รักษาสันติภาพก็เหมือนได้ซ้อมรบ". สืบค้น 8 พฤษภาคม 2553.
  5. กองบัญชาการกองทัพไทย. บทความประชาสัมพันธ์ กองกำลังกองทัพไทยในภารกิจรักษาสันติภาพผสมสหประชาชาติ-สหภาพแอฟริกาในดาร์ฟูร์. สืบค้น 8 พฤษภาคม 2553.
  6. ข้อมูลพรรคการเมืองที่ยังดำเนินการอยู่
  7. "พท.ขอกมธ.ยกร่างฯประสานเว้นกฎอัยการศึก - ประกาศคสช.ห้ามชุมนุมการเมือง." Posttoday. N.p., n.d. Web. 9 Jan. 2015.
  8. "กกต.ให้พรรคการเมืองคืนเงินสนับสนุน-เนื่องจากไม่มี พ.ร.บ.พรรคการเมืองแล้ว." ประชาไท. N.p., n.d. Web. 09 Jan. 2015.
  9. "แนะขอคสช.ประชุมพรรค." Thaipost. N.p., n.d. Web. 9 Jan. 2015.
  10. "บทความ ดร.ปริญญา : การนำระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนมาใช้ในประเทศไทย." Prachatai. N.p., n.d. Web. 07 Jan. 2015.
  11. "“ทักษิณ” สั่ง “2 เจ๊” คุมปฏิบัติการทวงคืนอำนาจ ชน คมช.แบบมีชั้นเชิง-ชี้ ทรท.ต้องชนะเลือกตั้ง." Manager Online. N.p., n.d. Web. 07 Jan. 2015.
  12. "สัมภาษณ์พิเศษ “สิริพรรณ นกสวน สวัสดี” - เลือกตั้งแบบเยอรมนีดียังไง? หากใช้จริง ใครได้ ใครเสีย?" Matichon. N.p., n.d. Web. 7 Jan. 2015.
  13. "นครินทร์เตรียมเสนอสูตรเลือกตั้งแบบเยอรมัน." Posttoday. N.p., n.d. Web. 07 Jan. 2015.
  14. "11 ตุลาคม พ.ศ. 2540." ฐานข้อมูลการเมืองการปกครองสถาบันพระปกเกล้า. สถาบันพระปกเกล้า, n.d. Web. 7 Jan. 2015.
  15. "สังศิต พิริยะรังสรรค์:คนตุลาเป็นวีรชน ปชต.ไม่ใช่จำเลยประวัติศาสตร์." Isranews. N.p., n.d. Web. 7 Jan. 2015.
  16. 16.0 16.1 16.2 โกวิท วงศ์สุรวัฒน์. การเมืองการปกครองไทย: หลายมิติ. หน้า 171.
  17. โกวิท วงศ์สุรวัฒน์. การเมืองการปกครองไทย: หลายมิติ. หน้า 172.
  18. หน้า 110, รศ.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ เหตุแห่งการปฏิวัติสยาม ๒๔๗๕. สัมภาษณ์. นิตยสารสารคดี "๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕" ฉบับที่ ๑๗๒: มิถุนายน ๒๕๔๒
  19. 19.0 19.1 โกวิท วงศ์สุรวัฒน์. การเมืองการปกครองไทย: หลายมิติ. หน้า 175.
  20. 20.0 20.1 โกวิท วงศ์สุรวัฒน์. การเมืองการปกครองไทย: หลายมิติ. หน้า 176.

ดูเพิ่ม[แก้]