ข้ามไปเนื้อหา

โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต
Vachira Phuket Hospital
กระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 11
ไฟล์:Vachiraphukethosp.jpg
แผนที่
ภูมิศาสตร์
ที่ตั้ง353 ถนนเยาวราช ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต 83000 ประเทศไทย
พิกัด7°53′49″N 98°23′02″E / 7.896893°N 98.383810°E / 7.896893; 98.383810
หน่วยงาน
ประเภทภูมิภาค
สังกัดสถาบันสำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
บริการสุขภาพ
จำนวนเตียง551 เตียง
ประวัติ
ชื่อเดิมโรงพยาบาลสุขาภิบาล
วชิระพยาบาล
เปิดให้บริการ1 มกราคม พ.ศ. 2463
ลิงก์
เว็บไซต์www.vachiraphuket.go.th/index.php

โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต เป็นโรงพยาบาลหลักของจังหวัดภูเก็ต ประเทศไทย และจัดอยู่ในประเภทโรงพยาบาลระดับภูมิภาคของกระทรวงสาธารณสุข โดยมีศูนย์แพทยศาสตรศึกษาโครงการร่วมผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบท ที่อบรมแพทย์ให้แก่สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์[1]

โรงพยาบาลวชิระภูเก็ตตั้งอยู่ ณ เชิงเขารัง เลขที่ 353 ถนนเยาวราช ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต รหัสไปรษณีย์ 83000 เบอร์โทรศัพท์ 0-7636-1234[2]

Hotline : 1669 โทรสาร : 0-7636-1333

มีพื้นที่ทั้งหมด 47 ไร่ แต่มีพื้นที่ใช้งานได้จริงเพียง 30 ไร่เศษ เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ เป็นเนินเขาสูง มีอายุครบ 100 ปี ในปีพุทธศักราชสองพันห้าร้อยสี่สิบเก้า[2]

ศักยภาพการให้บริการ

นอกจากการให้บริการในโรคที่ยุ่งยากซับซ้อน โรงพยาบาลวชิระภูเก็ตยังเป็นศูนย์ความเชี่ยวชาญเฉพาะสาขาต่างๆ อีก หลากหลายสาขา ดังนี้[2]

  • ศูนย์ผ่าตัดลดอ้วน
  • ศูนย์หัวใจอันดามัน
  • ศูนย์การรักษาโรคด้วยเครื่องปรับบรรยากาศสูง (Hyper baric chamber)
  • ศูนย์อุบัติเหตุ
  • ศูนย์มะเร็ง
  • ศูนย์อภิบาลทารกแรกเกิด
  • ศูนย์ทันตกรรมเด็ก
  • ศูนย์การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง
  • ศูนย์การดูแลบาดแผลขั้นสูง
  • ศูนย์ผ่าตัดและส่องกล้อง
  • ศูนย์ผ่าตัดกระดูกสันหลัง
  • ศูนย์ดูแลผู้ป่วยศัลยกรรมประสาท
  • ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ
  • ประวัติ

โรงพยาบาลแห่งแรกในภูเก็ตสร้างขึ้นใน พ.ศ. 2449 โดยพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากพ่อค้าและประชาชนในท้องถิ่น โดยได้รับการเรียกในชื่อโรงพยาบาลสุขาภิบาล โดยตั้งอยู่ที่ถนนโกมารภัจจ์ และอยู่ภายใต้การบริหารของมณฑลเทศาภิบาลภูเก็ต ภายหลังพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินเยือนในปี พ.ศ. 2460 พระองค์ได้ทรงมีพระบรมราชโองการให้สร้างโรงพยาบาลที่ใหม่และกว้างขวางกว่าเดิม ซึ่งได้ดำเนินการบริเวณถนนเยาวราช ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงพยาบาลในปัจจุบัน โรงพยาบาลดังกล่าวได้รับการตั้งชื่อว่าวชิระพยาบาลตามพระนามพระมหากษัตริย์ และเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2463 รวมทั้งการจัดการได้รับความช่วยเหลือจากคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล ต่อมาได้ตั้งชื่อโรงพยาบาลนี้ว่าโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต เพื่อป้องกันความสับสนกับวชิรพยาบาลที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร และทางโรงพยาบาลได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ใน พ.ศ. 2540[3]

โรงพยาบาลสุขาภิบาล

[แก้]

2449

เดิมจังหวัดภูเก็ตมีโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2449 โดยพระยารัษฎานุประดิษฐ์ (คอซิมบี๊ ณ ระนอง) คหบดีและพ่อค้าชาวภูเก็ตร่วมกันบริจาคเงินสร้างโรงพยาบาลขึ้น มีชื่อว่า “โรงพยาบาลสุขาภิบาล” สังกัดเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต มีเนื้อที่ 1 ไร่เศษ ตั้งอยู่ถนนโกมารภัจจ์ มีนายแพทย์แม๊ค ชาวอังกฤษ เป็นผู้ดูแล ต่อมามีพระเวชชกิจพิศาล (เจิม ดิลกแพทย์) เป็นผู้อำนวยการคนแรก โรงพยาบาลแห่งนี้ มีห้องตรวจโรค ห้องผ่าตัด ห้องล้างแผลและห้องยา เรือนคนไข้พิเศษ 1 หลัง มีจำนวน 6 เตียง เรือนแถวใช้เป็นเรือนผู้ป่วยหนัก และมีเรือนคนไข้สามัญ 3 หลัง[4]

วชิระพยาบาล

[แก้]

2460

เมื่อ พ.ศ. 2460 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเลียบมณฑลปักษ์ใต้ ในโอกาสนี้พระองค์ได้เสด็จฯ จังหวัดภูเก็ต เพื่อทรงเยี่ยมราษฎรและทอดพระเนตรสภาพบ้านเมือง มีพระราชดำริว่าจังหวัดภูเก็ต ยังไม่มีโรงพยาบาลโอ่อ่าทันสมัย สะอาด เป็นระเบียบ สวยงาม อีกทั้งโรงพยาบาลสุขาภิบาลก็มีเนื้อที่คับแคบและมักจะถูกน้ำท่วมอยู่เสมอ พระยาสุรินทราชา และพระยาทวีปธรรมประศาสตร์บรมนาถภักดี ปรึกษาหารือ เพื่อหาทำเลที่ตั้งของโรงพยาบาลเพื่อสนองพระราชดำริ และกราบบังคมทูลทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทว่ามีสถานที่ 3 แห่ง เพื่อมีพระราชวินิจฉัย[5]

ถนนวิชิตสงคราม ตามเส้นทางจากตัวเมืองไปตำบลฉลอง ตำบลบางงั่วหรือท่าจีน เขตอำเภอเมือง บริเวณเขารัง ถนนเยาวราช ห่างจากโรงพยาบาลสุขาภิบาลประมาณ 300 เมตร พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเลือกสถานที่สร้างโรงพยาบาลบริเวณเขารัง เพราะมีทำเลที่ตั้งที่เหมาะมีอากาศดี มีน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค ใกล้เส้นทางคมนาคม เพราะอยู่ใกล้ถนนเยาวราช พระยาสุรินทราชา สมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต เห็นว่าควรปลูกสร้างอาคารที่จำเป็น 4 หลังก่อน และคำนวณราคาค่าก่อสร้างกราบบังคมทูล เพื่อทรงมีพระราชวินิจฉัย อาคารที่ทำการโรงพยาบาล รวมทั้งอุปกรณ์ตรวจรักษาผู้ป่วย ราคาค่าก่อสร้างประมาณ 10,000 บาท อาคารที่พักผู้ป่วย สามารถพักได้จำนวน 30 เตียง ราคาก่อสร้างประมาณ 10,000 บาท อาคารที่พักแพทย์ ราคาค่าก่อสร้างประมาณ 5,000 บาท โรงครัวและค่าตบแต่งเบ็ดเตล็ด 5,000 บาท[4]

เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทราบราคาค่าก่อสร้างอาคารและการตกแต่งแล้ว ก่อนเสด็จพระราชดำเนินกลับจากจังหวัดภูเก็ต จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ จำนวน 30,000 บาท เพื่อดำเนินการจัดสร้างโรงพยาบาล ต่อมาพระยาสุรินทราชาทูลเกล้าฯ ถวายแปลน อาคารต่างๆ ทอดพระเนตร เมื่อมีพระราชวินิจฉัย เกี่ยวกับรูปแบบของอาคารต่างๆ และประโยชน์ใช้สอยภายในอาคารจึงได้มีการดำเนินการก่อสร้างอาคารต่าง ๆ ภายในโรงพยาบาล จากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และมีผู้โดยเสด็จพระราชกุศล ดังนี้ ที่พักนายแพทย์ สร้างโดยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ (6,000 บาท) ที่ทำการของแพทย์ สร้างโดยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ (13,416 บาท) ที่พักแพทย์ผู้ช่วย สร้างโดยกระทรวงมหาดไทย ที่พักผู้ป่วย พระบริรักษ์โลหะวิสัย (คอยู่จ๋าย ณ ระนอง) (สร้างถวาย 4,156.40 บาท) ที่พักผู้ป่วย หลวงบุญพัฒน์พานิช (ลิ่มเซ่งติ๋ว บุญห่อ) (สร้างถวาย 6,000 บาท) ที่พักผู้ป่วยสามัญ ขุนวิเศษนุกูลกิจ กรมการพิเศษ จังหวัดภูเก็ตสร้างถวาย อาคารบ้านพักแพทย์ เป็นตึกชั้นเดียว มีมุขด้านหน้า 1 มุข ตัวอาคารกว้าง 11 เมตร ยาว 15 เมตร มีรั้วพร้อม สิ้นเงิน ค่าก่อสร้าง 6,000 บาท ใช้เงินจากพระราชทรัพย์ที่พระราชทาน อาคารที่ทำการแพทย์เป็นตึก 2 ชั้น กว้าง 12 เมตร ยาว 20 เมตร ชั้นล่างมี 4 ห้อง ชั้นบนมี 4 ห้อง มีมุขกลาง[4]

ด้านหน้าและมีเฉลียงด้านหน้าและด้านหลัง อาคารที่ทำการแพทย์นี้ใช้ตึกเก่า ซึ่งเดิมเป็นที่ตั้งของศึกษาธิการมณฑลภูเก็ตเป็นตึกชั้นเดียวตอนหนึ่งและอีกตอนหนึ่งทำเป็น 2 ชั้น จึงได้แก้ไขก่อสร้างเปลี่ยนแปลงใหม่ ค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงแก้ไขอาคารและต่อเติมเป็นเงินจำนวน 13,416.55 บาท และได้จ่ายเงินค่าอาคารเดิมนี้แก่มณฑลภูเก็ต เพื่อปลูกสร้างอาคารใหม่แก่ศึกษาธิการมณฑลภูเก็ต เป็นจำนวนเงิน 5,000 บาท ทั้งสองรายการนี้ใช้เงินพระราชทรัพย์ที่พระราชทาน[4]

รวมเป็นเงินพระราชทรัพย์ที่ใช้ในการจัดสร้างและปรับปรุงแก้ไข อีกทั้งชดเชยค่าอาคารเป็นเงินจำนวน 24,416.55 บาท คงเหลือเงินพระราชทรัพย์ 5,583.45 บาท และมีเงินที่ได้จากการจำหน่ายสิ่งของเหลือใช้จากการดำเนินการก่อสร้างอาคารโรงพยาบาล เป็นจำนวนเงิน 910.50 บาทถ้วน เงินเรี่ยไรจากข้าราชการ พ่อค้า ราษฎร์จังหวัดต่างๆ ในมณฑลภูเก็ต จำนวน 9,969.80 บาท พระบริรักษ์โลหะวิสัย อุทิศถวายโดยเสด็จเป็นพระราชกุศล 2,004 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 18,467.75 บาท เงินจำนวนนี้จะเป็นค่าใช้จ่ายในการสร้างอาคารที่พักผู้ป่วย เพื่อเป็นพระบรมราชานุสรณ์ในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ค่าใช้จ่ายในการจัดสร้างอาคารนี้เป็นจำนวนเงิน 12,250 บาท คงเหลือ 6,217.75 บาท เงินจำนวนนี้จะไว้ใช้ประโยชน์ในกิจการของโรงพยาบาลต่อไป[4]

อาคารที่พักผู้ป่วยหลังที่หนึ่ง หลวงบุญพัฒน์พานิช (ลิ่มเซ่งติ๋ว บุญห่อ) กรมการพิเศษจังหวัดภูเก็ต บริจาคเงินโดยเสด็จพระราชกุศล อาคารดังกล่าวเป็นตึกชั้นเดียวมี 3 ห้อง กว้าง 21 ฟุต ยาว 46 ฟุต มีมุขด้านหน้า เครื่องบนใช้ไม้กระยาเลยพื้นปูไม้ตะบูนและหินอ่อน หลังคามุงกระเบื้อง สิ้นเงินค่าก่อสร้าง 4,500 บาท และค่าอุปกรณ์การแพทย์ต่างๆสำหรับที่พักผู้ป่วย จำนวน 1,500 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 6,000 บาท [อยู่ระหว่างรอบูรณะใหม่][4]

อาคารที่พักผู้ป่วยหลังที่สอง พระบริรักษ์โลหะวิสัย (คอยู่จ่าย ณ ระนอง) กรมการพิเศษจังหวัดภูเก็ต บริจาคเงิน โดยเสด็จพระราชกุศล สร้างอาคารเป็นตึกชั้นเดียว กว้าง 6.60 เมตร ยาว 13 เมตร หลังคามุงกระเบื้อง เครื่องบนและพื้นเป็นกระยาเลย ค่าก่อสร้าง 3,840 บาท ค่าอุปกรณ์การแพทย์ 316.40 บาท รวมเป็นเงิน 4,156.40 บาท อาคารที่พักผู้ป่วยสามัญ สร้างโดยขุนวิเศษนุกูลกิจ กรมการพิเศษ จังหวัดภูเก็ต พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อโรงพยาบาล ตึกที่ทำการแพทย์และที่พักแพทย์ ตามที่พระยาสุรินทราชา ขอพระราชทานนาม คือ[4]

  • นามโรงพยาบาล วชิระพยาบาล
  • นามตึกที่ทำการของแพทย์ ศรีพัชรินทรานุสสร
  • นามที่พักนายแพทย์ ภูเก็ตแพทยาคาร

เมื่อการสร้างอาคารต่างๆ และการตกแต่งภายในแล้วเสร็จ ได้เปิดดำเนินการรักษาผู้ป่วย มีแพทย์ที่จบประกาศนียบัตรเข้าประจำการ จำนวน 4 นาย เป็นหัวหน้าแพทย์ 1 แพทย์ผู้ช่วย 3 นาย มีการจัดตั้งโรงเรียนแพทย์ตำบลขึ้นเพื่อเผยแพร่วิชาแพทยศาสตร์ให้กว้างขวางออกไป โดยเปิดรับคัดเลือกผู้สนใจที่มีอายุตั้งแต่ 17 ปีขึ้นไป มีอุปนิสัยดี ชอบช่วยเหลือผู้อื่นมีความสนใจในการแพทย์ เข้ามาเรียนมีกำหนดเวลาเรียน 2 ปี เรียนทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เมื่อจบแล้วได้รับการแต่งตั้งเป็นแพทย์ตำบลและเป็นตำรวจภูธรกองหนุน ช่วยดูแลรักษาผู้ป่วยและป้องกันโรคภัยต่างๆ ภายในตำบล ต่อมามีแพทย์เข้ามาช่วยเหลือกิจการของโรงพยาบาล ซึ่งเป็นแพทย์จากกระทรวงมหาดไทย 2 นาย คือ สารวัตรแพทย์ประจำมณฑลภูเก็ต 1 นาย และแพทย์ประจำจังหวัดภูเก็ต 1 นาย ทำให้กิจการของแพทย์ของโรงพยาบาลมีความเจริญยิ่งขึ้น สามารถตรวจรักษาผู้ป่วย ได้มากขึ้นและมีประสิทธิภาพสูง ประชาชนมีสุขภาพพลานามัยดียิ่งขึ้น[4]

โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต

[แก้]

2463

โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต เปิดทำการเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2463 ซึ่งตรงกับอภิลักขิตสมัยวันเฉลิมพระชนมพรรษาในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว คณะกรรมการจัดสร้างโรงพยาบาล ผู้อำนวยการ คณะแพทย์ พยาบาลและเจ้าหน้าที่จัดให้มีการเจริญพุทธมนต์แล้วถวายอาหารบิณฑบาตรแด่พระภิกษุสงฆ์ เชิญข้าราชการในจังหวัดภูเก็ต พ่อค้า คฤหบดี และชาวต่างประเทศ มาร่วมงานเปิดโรงพยาบาล และถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวผู้ทรงพระราชทานกำเนิดโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต[4]

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมกิจการโรงพยาบาลสุขาภิบาลเข้ากับโรงพยาบาลวชิระพยาบาล ต่อมาภายหลังจึงมีการเรียกชื่อโรงพยาบาลแห่งนี้ว่า “โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต” เพื่อไม่ให้ชื่อซ้ำกับ “วชิรพยาบาล” ที่กรุงเทพมหานคร[4]

กิจการโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต ได้เจริญรุ่งเรืองเรื่อยมาตราบจนถึงปัจจุบัน เป็นโรงพยาบาลศูนย์ประจำจังหวัดภูเก็ต สมกับพระราชปณิธานในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงห่วงใยสุขภาพพลานามัยของพสกนิกรให้ปราศจากโรคาพยาธิ[4]

ศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิก

[แก้]

ศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิก โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต (อังกฤษ: Vachira Phuket Hospital Medical Education Center) เป็นศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิก สังกัดกระทรวงสาธารณสุข โดยเป็นสถาบันร่วมผลิตแพทย์กับสำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2549 ตั้งอยู่ในเขตภาคใต้ ณ อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต

ประวัติ

[แก้]

ศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิก โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต เป็นหน่วยงานของโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต ที่จัดตั้งขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2549 เพื่อจัดการเรียนการสอนระดับคลินิกให้แก่นักศึกษาแพทย์ของสำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ในระดับชั้นคลินิก (ชั้นปีที่ 4,5 และ 6) ตามหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

ซึ่งหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์นี้ได้รับการรับรองหลักสูตรจากแพทยสภา เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2550

โดยมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เริ่มรับนักศึกษาแพทย์เข้าเรียนชั้นปีที่ 1 ที่สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นนักศึกษาแพทย์รุ่นแรกในปีการศึกษา 2550 หลังจากนั้นนักศึกษาแพทย์รุ่นแรกนี้จะมาศึกษาวิชาในชั้นคลินิกตามหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ที่ศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิก โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต ในปีการศึกษา 2553 เป็นต้นไป

ในการดำเนินงานของศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิก โรงพยาบาลวชิระภูเก็ตนี้ จะจัดการเรียนการสอนและกิจกรรมนักศึกษาแพทย์ โดยร่วมกับ สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

ในการคัดเลือกนักเรียนเพื่อเข้าศึกษาร่วมในการจัดทำหลักสูตร และได้รับความช่วยเหลือ และสนับสนุนการดำเนินงานและงบประมาณจากสำนักงานบริหารโครงการร่วมผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบท ซึ่งขึ้นตรงกับกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งลักษณะพิเศษของ โครงการร่วมผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบท คือคัดเลือกนักเรียนให้เรียนในภูมิภาคและให้กลับไปทำงานที่ภูมิลำเนาเดิมกระจายโอกาสให้นักเรียน ได้ศึกษาวิชาแพทยศาสตร์มากขึ้น

หลักสูตรการศึกษา

[แก้]

ปัจจุบัน ศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิก โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต จัดการเรียนการสอนในระดับชั้นคลินิก ตามหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต ของสำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ใน 1 หลักสูตร คือ

ปริญญาตรี
สถาบันอุดมศึกษา

ระยะเวลาในการศึกษา

[แก้]

ใช้ระยะเวลาในการศึกษาตลอดหลักสูตรรวม 6 ปี ดังนี้

ระดับชั้น
สถานที่ศึกษา
  • ระดับชั้นเตรียมแพทยศาสตร์และชั้นปรีคลินิก (ชั้นปี 1 - 3)
  • ระดับชั้นคลินิก (ชั้นปี 4 - 6)

การรับบุคคลเข้าศึกษาในหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต

[แก้]

ศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิก โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต รับนักศึกษาแพทย์เข้าศึกษาในหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต โดยวิธีรับตรงผ่านทางสำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ตามประกาศรับตรงประจำปีของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

ดูเพิ่ม

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. "CPIRD". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2018-05-02. สืบค้นเมื่อ 2022-05-22.
  2. 1 2 3 www.vachiraphuket.go.th https://www.vachiraphuket.go.th/about/hospital-information/. สืบค้นเมื่อ 2026-02-16. {{cite web}}: |title= ไม่มีหรือว่างเปล่า (help)
  3. "เรื่อง : แนะนำโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2020-07-02.
  4. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 www.vachiraphuket.go.th https://www.vachiraphuket.go.th/about/history/. สืบค้นเมื่อ 2026-02-16. {{cite web}}: |title= ไม่มีหรือว่างเปล่า (help)
  5. www.vachiraphuket.go.th https://www.vachiraphuket.go.th/about/history/. สืบค้นเมื่อ 2026-02-16. {{cite web}}: |title= ไม่มีหรือว่างเปล่า (help)

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]