โรงพยาบาลขอนแก่น

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
โรงพยาบาลขอนแก่น
Khon kaen Hospital
Kkh1.jpg
ประเภท สถานพยาบาลของรัฐ (โรงพยาบาลศูนย์)
ที่ตั้ง 54 ถนนศรีจันทร์ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น โทร.043-232555
ข้อมูลทั่วไป
ก่อตั้ง 1 มกราคม พ.ศ. 2494
สังกัด สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข
ผู้อำนวยการ นายแพทย์ชาญชัย จันทร์วรชัยกุล
จำนวนเตียง 1000 เตียง[1]
บุคลากร 3,200 คน - 30 กันยายน 2560
เว็บไซต์ http://www.kkh.go.th/

โรงพยาบาลขอนแก่น เป็นโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ประเภทโรงพยาบาลศูนย์ ประเภทสถานพยาบาลระดับตติยภูมิขั้นสูง (advance tertiary care)

ประวัติ[แก้]

ก่อตั้งเมื่อพ.ศ. 2490 มีเนื้อที่ 49 ไร่ 2 งาน เปิดให้บริการเป็นทางการในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2494 มีหอผู้ป่วยรวมรับผู้ป่วย 25 เตียง มีแพทย์ 2 คน พยาบาลวิชาชีพ 2 คน เภสัชกร 1 คน มีอาคารผู้ป่วยนอก โรงซักฟอก

  • พ.ศ. 2502 มีการสร้างอาคารสูติกรรม อาคารห้องตรวจฉุกเฉิน อาคารผู้ป่วยเด็ก และอาคารห้องพิเศษ มียูนิตทำฟัน 1 ตัว ห้องผ่าตัด 2 ห้อง
  • พ.ศ. 2506 เพิ่มอาคารผ่าตัดและหอผู้ป่วยศัลยกรรม ต่อมารับผู้ป่วยอุบัติเหตุและผู้ป่วยยาเสพติดได้สร้างอาคารอุบัติเหตุและอาคารสงฆ์อาพาธ และได้แยกแผนกอย่างชัดเจน
  • พ.ศ. 2509 ริเริ่มการใช้สารรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะช็อก ซึ่งเป็นมาตรฐานในการรักษาโรคไข้เลือดออก
  • พ.ศ. 2510 มีการออกหน่วยเคลื่อนที่ให้บริการผู้ป่วยในเขตทุรกันดาร ร่วมกับทหารและตำรวจ
  • พ.ศ. 2518 ได้ริเริ่มเป็นสถานฝึกงาน ฝึกอบรมและฝึกสอน เน้นด้านวิชาการมากขึ้น แยกแผนกศัลยกรรมกระดูกและข้อออกจากแผนกศัลยกรรม
  • พ.ศ. 2519 แยกแผนกจักษุและโสต ศอ นาสิก ระบาดวิทยา สุขศึกษา รักษาพยาบาลในชุมชน สังคมสงเคราะห์ กายภาพบำบัด กายอุปกรณ์ อาชีวบำบัด ต่อเติมห้องผ่าตัดจาก 4 เตียงเป็น 8 เตียง และมีการใช้กล้องจุลทรรศน์ในการผ่าตัด ใช้กล้องเลเซอร์ในการรักษาดวงตา และสลายนิ่วด้วยคลื่นความถี่สูง
  • พ.ศ. 2524 ปรับระบบการจัดซื้อพัสดุ ครุภัณฑ์ มีการก่อสร้างอาคารเพิ่มเติม คือ อาคารพักแพทย์ อาคารผู้ป่วยหู คอ จมูก และสูติกรรม อาคารน้ำเกลือ อาคารผู้ป่วย 150 เตียง และอาคารพยาธิวิทยา
  • พ.ศ. 2530 สร้างอาคารผู้ป่วยเพิ่มเติม 120 เตียง มีระบบพัฒนาบริการสาธารณสุข ปรับปรุงระบบประปาในโรงพยาบาล ปรับปรุงระบบบำบัดน้ำเสีย สร้างตึกโภชนาการใหม่ ปรับระบบการบริการอาหารให้ผู้ป่วย มีการใช้เครื่องอัลตร้าซาวด์เป็นเครื่องแรกในกลุ่มงานรังสีวิทยา ก่อสร้างอาคารสงฆ์อาพาธ
  • พ.ศ. 2532-2536 สร้างอาคารเพิ่มเติมหลายอาคาร จำนวนเตียงมากขึ้น เช่น อาคารผ่าตัด ผู้ป่วยหนัก อาคารพักผู้ป่วย 150 เตียง โครงการก่อสร้างเส้นทางเชื่อมอาคาร ของบประมาณก่อสร้างอาคารผู้ป่วยนอกหลังใหม่ เน้นความประทับใจให้กับผู้รับบริการ มีโครงการพัฒนาระบบบริการฉุกเฉิน ณ จุดเกิดเหตุ
  • พ.ศ. 2537-2540 มีการพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสาร เริ่มมีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการเก็บข้อมูล จัดระบบเครือข่ายข้อมูล ปรับปรุงระบบโทรศัพท์เป็นระบบอัตโนมัติ สร้างอาคารผู้ป่วยนอก อาคารผู้ป่วยใน 150 เตียง อาคารรักษาศพ อาคารผู้ป่วยใน 114 เตียง ปรับปรุงสิ่งแวดล้อมและวางรูปแบบพื้นที่ภายในโรงพยาบาล ปรับปรุงระบบสาธารณูปโภค มีการพัฒนาด้านวิชาการจัดตั้งศูนย์แพทย์ศาสตร์ศึกษา มีการจัดทำโครงการที่รับผิดชอบต่อสังคมหลายโครงการเช่น โครงการป้องกันอุบัติเหตุ โครงการรณรงค์รับประทานผักปลอดพิษ ฯลฯ ส่วนการพัฒนาคุณภาพก็ได้เข้าร่วมโครงการนำร่อง มีการทำกิจกรรมพัฒนาคุณภาพหลายกิจกรรมเช่น TQM ESB OD 5ส ตั้งสำนักประกันสุขภาพ มีโครงการพัฒนาโรงพยาบาลมากมายอย่างต่อเนื่อง มีการพัฒนางานในเชิงรุก เน้นการส่งเสริมการดูแลสุขภาพที่บ้าน
  • พ.ศ. 2540 เริ่มพัฒนาคุณภาพตามกระบวนการ Hospital accreditation และตั้งสำนักนโยบายและแผน
  • พ.ศ. 2541 มีการเตรียมตัวที่จะเป็นโรงพยาบาลในกำกับของรัฐ มีการก่อสร้างอาคารอุบัติเหตุ เพื่อเป็น ศูนย์อุบัติเหตุของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
  • พ.ศ. 2543 มีการพัฒนาโรงพยาบาลให้เป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพและพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลทุกด้าน
  • พ.ศ. 2544 มีการก่อตั้งหน่วยไตเทียมและแพทย์แผนไทย และเข้าร่วมเป็นเครือข่ายหน่วยบริการในโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
  • พ.ศ. 2545 เดือนมกราคม ได้รับการรับรองคุณภาพโรงพยาบาลตามกระบวนการ Hospital accreditation
  • พ.ศ. 2546 ได้รับการรับรองให้เป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ และมีการก่อสร้างอาคารสูติกรรม ขยายงานอาชีวเวชกรรม และกลุ่มงานจิตเวช

เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2547 ได้ขยายหน่วยงานเพื่อรับรองการบริการของผู้ป่วยที่มีปริมาณเพิ่มขึ้น คือ อายุรกรรม ศัลยกรรม สูติกรรม เคมีบำบัด

รายนามผู้อำนวยการ[แก้]

  1. นายแพทย์จำลอง มุ่งการดี ปี พ.ศ. 2492-2506
  2. นายแพทย์ประมุข จันทวิมล ปี พ.ศ. 2506-2517
  3. นายแพทย์สุจินต์ ผลากรกุล ปี พ.ศ. 2517-2519
  4. นายแพทย์ประสาน ธรรมธาริน ปี พ.ศ. 2519-2529
  5. นายแพทย์ชาตรี สุเมธวานิชย์ ปี พ.ศ. 2529-2532
  6. นายแพทย์จรัล ตฤณวุฒิพงษ์ ปี พ.ศ. 2532-2536
  7. นายแพทย์สมหมาย ศรีมหาวงษ์ ปี พ.ศ. 2536-2540
  8. นายแพทย์ชัยณรงค์ เชษฐโชติศักดิ์ ปี พ.ศ. 2540-2544
  9. นายแพทย์วิทยา จารุพูนผล ปี พ.ศ. 2544-2550
  10. นายแพทย์วีระพันธ์ สุพรรณไชยมาตย์ ปี พ.ศ. 2550 - 2557
  11. นายแพทย์ธรรมนูญ วิสิฐธนวรรธ ปี พ.ศ. 2557 - 2558
  12. นายแพทย์ชาญชัย จันทร์วรชัยกุล ปี พ.ศ. 2558 - ปัจจุบัน

วิสัยทัศน์ (Vision)[แก้]

“ภายในปี 2020 เป็นโรงพยาบาลศูนย์ชั้นนำที่มีคุณภาพคู่คุณธรรม”

  • โรงพยาบาลศูนย์ชั้นนำ

หมายถึง โรงพยาบาลขอนแก่นจัดอยู่อันดับ 1 ใน 5 เมื่อเทียบ (Benchmarking) หรือจัดอันดับ (Ranking) กับโรงพยาบาลศูนย์สังกัดกระทรวงสาธารณสุข จากการขับเคลื่อนประเด็นยุทธศาสตร์

  • คุณภาพ (Quality)

หมายถึง การดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพเป็นไปตามมาตรฐาน มีต้นทุนการดำเนินงานที่เหมาะสม และลูกค้ามีความพึงพอใจ ประกอบด้วยคุณสมบัติสำคัญ 10 ด้าน คือ ความเชื่อถือได้ การตอบสนองความต้องการ ความสามารถ การเข้าถึงได้ ความสุภาพ การติดต่อสื่อสาร ความน่าเชื่อถือ ความปลอดภัย ความเข้าใจลูกค้า และสามารถรู้สึกได้ในบริการ

  • คุณธรรม (virtue)

ความหมายตามพจนานุกรมว่า “สภาพคุณงามความดี” หมายถึง หลักของความดี ความงาม ความถูกต้อง ซึ่งจะแสดงออกมาโดยการกระทำ ทางกาย วาจาและจิตใจของแต่ละบุคคล ซึ่งเป็นหลักประจำใจในการประพฤติปฏิบัติจนเกิดเป็นนิสัย เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อตนเองผู้อื่น และสังคม

พันธกิจ (Mission)[แก้]

  1. บริการด้านสาธารณสุขทุกระดับ ตั้งแต่ระดับปฐมภูมิ ทุติยภูมิตติยภูมิ และความเชี่ยวชาญระดับสูง
  2. พัฒนาบริการระดับตติยภูมิ และความเชี่ยวชาญระดับสูง 4 สาขาได้แก่ สาขาอุบัติเหตุ สาขามะเร็ง สาขาหัวใจและสาขาทารกแรกเกิด ให้เป็นแม่ข่ายระดับเขตสุขภาพ
  3. พัฒนาระบบบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ
  4. ร่วมผลิตและพัฒนาบุคลากรด้านการแพทย์และสาธารณสุข

สมรรถนะหลักขององค์กร (Core competency)[แก้]

  1. การให้บริการระดับระดับตติยภูมิ และความเชี่ยวชาญระดับสูง 4 สาขาได้แก่ สาขาอุบัติเหตุ สาขามะเร็ง สาขาหัวใจ และสาขาทารกแรกเกิด
  2. เป็นแกนนำพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (Service Plan) เครือข่ายบริการ เขตสุขภาพที่ 7
  3. การพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน
  4. การสร้างองค์ความรู้แก่บุคลากรทางการแพทย์ และสาธารณสุข
  5. การร่วมผลิตและพัฒนาบุคลากรด้านการแพทย์และสาธารณสุขอย่างมีประสิทธิภาพ


ค่านิยม (Core value)[แก้]

“บริการดุจญาติมิตร ซื่อสัตย์สุจริต ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ใฝ่เรียนรู้และพัฒนา ทำงานเป็นทีมสหสาขาวิชาชีพ”

  • บริการดุจญาติมิตร

บริการดุจญาติมิตร (Service mind) หมายถึง การบริการที่ดี แก่ลูกค้า (ผู้ป่วย/ญาติ/ผู้มาใช้บริการอื่น)ดุจญาติพี่น้องมิตรของเราเองหรือการทำให้ลูกค้าได้รับความพึงพอใจ มีความสุข และได้รับผลประโยชน์ อย่างเต็มที่ผู้ให้บริการต้องมีจิตใจในการให้บริการที่ดี คือ ต้องมีใจรัก มีความเต็มใจในการบริการ แสดงออกทางกาย โดยความยิ้มแย้ม แจ่มใส มีอารมณ์รื่นเริง และควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ ไม่ขึ้นเสียงกับประชาชนหรือผู้มารับบริการให้ความสะดวก ใช้วาจาไพเราะ ให้คำแนะนำที่ถูกต้องเหมาะสม ทำให้ลูกค้ามีความพึงพอใจ

  • ซื่อสัตย์สุจริต

ซื่อสัตย์สุจริต (Honesty) หมายถึง ความประพฤติดี ความประพฤติชอบ ประพฤติตรงและจริงใจไม่คิดคดทรยศ ไม่คดโกง และไม่หลอกลวง คนจะได้ชื่อว่ามีความซื่อสัตย์ต้องมีความจริง 5 ประการ คือ จริงต่อการงาน หมายถึง ทำอะไรทำจริง มุ่งให้งานสำเร็จเกิดประโยชน์ส่วนตนหรือส่วนรวมได้จริงๆ จริงต่อหน้าที่ หมายถึง ทำจริงในงานที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งเรียกว่า หน้าที่ ทำงานเพื่องาน ทำงานให้ดีที่สุด ไม่เลินเล่อ ไม่หละหลวม ไม่หลีกเลี่ยงบิดพลิ้ว คือ หลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ ต้องเอาใจใส่หน้าที่ให้งานสำเร็จเกิดผลดี จริงต่อวาจา หมายถึง การพูดความจริง ไม่กลับกลอก รักษาวาจาสัตย์อย่างเคร่งครัดพูดจริงทำจริงตามที่พูด จริงต่อบุคคล หมายถึง มีความจริงใจต่อคนที่เกี่ยวข้อง ต่อมิตรและผู้ร่วมงาน จริงใจต่อเจ้านายของตน เรียกว่า มีความจงรักภักดี จริงใจต่อผู้มีพระคุณ เรียกว่า มีความกตัญญูกตเวที จริงต่อความดี หมายถึง มุ่งประพฤติแต่ความดีจนติดเป็นนิสัย เป็นบุคคลที่ประกอบด้วยคุณธรรม คือ หิริ (ความละอายต่อบาป ละอายใจต่อการทำชั่ว) โอตตัปปะ (ความกลัวบาป เกรงกลัวต่อความชั่ว)

  • ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง

หลักเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficient economy) หมายถึง พระราชปรัชญาซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาพระราชทานแก่พสกนิกรชาวไทย เพื่อให้สังคมไทยมีชีวิตดำรงอยู่ได้ อย่างมั่นคงและยั่งยืน ไม่ว่าเมื่อต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ หรือ การเปลี่ยนแปลงใด ๆ บนพื้นฐานวิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคมไทยนำมาประยุกต์ใช้ ซึ่งประกอบด้วย 3 ห่วง 2 เงื่อนไข ดังนี้ 3 ห่วง ประกอบด้วย ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น ๆ อย่างรอบคอบ การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล 2 เงื่อนไข ประกอบด้วย เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วย ความรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผน และความระมัดระวังในขั้นปฏิบัติ เงื่อนไขคุณธรรม ประกอบด้วย มีความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต และมีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต

  • ใฝ่เรียนรู้และพัฒนา

ใฝ่เรียนรู้และพัฒนา (Learning and Development) หมายถึง การเรียนรู้คือกระบวนการที่ทำให้คนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ความคิด จากการได้ยินการสัมผัส การอ่าน การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การใช้เทคโนโลยี การปฏิบัติที่ทำให้เกิดประสบการณ์ที่สั่งสมเป็นระยะเวลานานอย่างต่อเนื่อง และนำไปสู่การพัฒนา ซึ่งหมายถึงการทำให้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบ แนวทางปฏิบัติ หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้เกิดคุณภาพที่ดีขึ้นกว่าเดิมเรื่อยๆ

  • ทำงานเป็นทีมสหสาขาวิชาชีพ

ทำงานเป็นทีมสหสาขาวิชาชีพ (Multidisciplinary team) หมายถึง ทีมสหวิชาชีพ หมายถึง กลุ่มบุคคลที่ได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับการใช้เครื่องมือ มีความรู้ ทักษะ และความสามารถเฉพาะด้านที่แตกต่างกันมาทำงานร่วมกัน เพื่อมุ่งแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างมีระบบและเป็นกระบวนการ โดยอยู่บนพื้นฐานของเป้าหมาย และวัตถุประสงค์เดียวกันในการปฏิบัติงาน โดยจะมีการติดต่อสื่อสารระหว่างกันอย่างต่อเนื่องเพื่อการประเมินสภาพการณ์ของปัญหา และมีความรับผิดชอบร่วมกันทั้งกระบวนการรูปแบบการทำงานเครือข่ายแบบทีมสหวิชาชีพ แบ่งได้เป็น 2 รูปแบบตามลักษณะการปฏิบัติงาน ดังนี้ Interdisciplinary คือ การประสานความร่วมมือจากหลายสาขาวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน โดยใช้วิธีการส่งต่อข้อมูล และประสานขอทรัพยากรที่มีอยู่อย่างเป็นทางการ เพื่อใช้ในการดำเนินงานตามกระบวนการต่างๆโดยไม่จำเป็นต้องมีการประชุมร่วมกัน Multidisciplinary เป็นการประชุมทีมสหวิชาชีพ เพื่อปรึกษาหารือกันในการระดมความคิดเห็น และกำหนดแนวทางในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน

ความท้าทายเชิงกลยุทธ์[แก้]

  1. การพัฒนาขีดความสามารถของศูนย์ความเชี่ยวชาญระดับสูงและตติยภูมิขั้นสูงทุกสาขา ให้สามารถรองรับผู้ป่วยของเครือข่ายในเขตสุขภาพ รวมถึงรองรับสาธารณภัย โรคอุบัติใหม่ อุบัติซ้ำ
  2. การสร้างความเข้มแข็งให้โรงพยาบาลเครือข่ายโดยเฉพาะ Node และการสร้างระบบส่งต่อที่มีประสิทธิภาพ เชื่อมโยงทุกระดับอย่างไร้รอยต่อ เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงบริการที่ดี
  3. การเสริมพลังให้หน่วยบริการปฐมภูมิและชุมชนให้เข้มแข็งสามารถพึ่งตนเองได้ เพื่อให้บริการแบบใกล้บ้านใกล้ใจได้อย่างมีคุณภาพ
  4. การจัดบริการให้ดีขึ้น ผู้ป่วยปลอดภัย และเข้าถึงบริการอย่างมีคุณภาพ ภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด
  5. การสร้างระบบการบริหารจัดการที่ดีและมีประสิทธิภาพ
  6. การบริหารบุคลากรให้มีศักยภาพ เครื่องมือเพียงพอพร้อมใช้ มีเทคโนโลยีสารสนเทศที่ตอบสนองความต้องการ อย่างมีประสิทธิภาพ

ประเด็นยุทธศาสตร์ (Strategic Issue) “ERE3B”[แก้]

  1. ยกระดับศูนย์ความเชี่ยวชาญระดับสูงและบริการตติยภูมิขั้นสูงสู่ความเป็นเลิศ เพื่อเป็นศูนย์ความเชี่ยวชาญระดับสูงของเครือข่ายบริการ เขตสุขภาพที่7 “Excellent Center & Super Tertiary Care Upgrading”
  2. พัฒนาระบบส่งต่อและสร้างความเข้มแข็งให้โรงพยาบาลเครือข่าย เขตสุขภาพที่ 7 “Referral System &Network Strengthening”
  3. สร้างความเข้มแข็งระบบบริการตติยภูมิสู่ปฐมภูมิมุ่งให้บริการแบบใกล้บ้านใกล้ใจ “Empowerment of Primary Care”
  4. จัดบริการให้ดีขึ้นภายใต้ทรัพยากรที่มีจำกัดเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการที่ดีมีคุณภาพ “Better Service”
  5. พัฒนาระบบบริหารจัดการภายในองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น “Better Management”
  6. จัดการทรัพยากรขั้นพื้นฐานขององค์กรให้เข้มแข็ง“Back to Basic”

ห้องตรวจโรค[แก้]

  1. อายุรกรรม
  2. ศัลยกรรม
  3. สูติกรรม
  4. นรีเวชกรรม
  5. กุมารเวชกรรม
  6. โสต ศอ นาสิก
  7. จักษุวิทยา
  8. ศัลยกรรมกระดูก (ออร์โทพีดิกส์)
  9. จิตเวช
  10. รังสีวิทยา
  11. ทันตกรรม
  12. เวชปฏิบัติ
  13. อุบัติเหตุและฉุกเฉิน
  14. แพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก

Website[แก้]

อ้างอิง[แก้]

สารสนเทศทางภูมิศาสตร์

หมวดหมู่[แก้]

โรงพยาบาลในจังหวัดขอนแก่น[2], โรงพยาบาลของรัฐ[3], กระทรวงสาธารณสุข[4]

  1. ระบบรายงานทรัพยากรสาธารณสุข
  2. โรงพยาบาลในจังหวัดขอนแก่น
  3. โรงพยาบาลของรัฐ
  4. กระทรวงสาธารณสุข