ตับ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สำหรับความหมายอื่น ดูที่ ตับ (แก้ความกำกวม)
ตับ
(Liver)
Leber Schaf.jpg
ตับของแกะ: (1) พูขวา (right lobe) , (2) พูซ้าย (left lobe) , (3) พูคอเดต (caudate lobe) , (4) พูควอเดรต (quadrate lobe) , (5) หลอดเลือดแดงตับและหลอดเลือดดำพอร์ทัล (6) ต่อมน้ำเหลืองตับ, (7) ถุงน้ำดี
Anatomy Abdomen Tiesworks.jpg
ตับและอวัยวะใกล้เคียงภายในช่องท้อง
ละติน Jecur, iecur
Gray's subject #250 1188
หลอดเลือดแดง หลอดเลือดแดงตับ
หลอดเลือดดำ หลอดเลือดดำตับ, หลอดเลือดดำพอร์ทัล
เส้นประสาท ปมประสาทซิลิแอค, เส้นประสาทเวกัส
เจริญมาจาก foregut
MeSH Liver

ตับ (อังกฤษ: Liver)เป็นอวัยวะสำคัญที่พบในสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังและสัตว์บางชนิด ในร่างกายมนุษย์ มันอยู่ในช่องท้องซีกขวาด้านบนใต้กระบังลม มีหน้าที่หลายอย่างรวมทั้งการกำจัดพิษในเมแทบอไรท์ (อังกฤษ: metabolites) (สารที่ได้จากขบวนการเมแทบอลิซึม) การสังเคราะห์โปรตีน และการผลิตสารชีวเคมีต่างๆที่จำเป็นในกระบวนการย่อยอาหาร ถ้าตับล้มเหลว หน้าที่ของตับไม่สามารถทดแทนได้ในระยะยาว โดยที่เทคนิคการฟอกตับ (อังกฤษ: liver dialysis) อาจช่วยได้ในระยะสั้น

ตับยังจัดเป็นต่อมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในร่างกาย ในศัพท์ทางการแพทย์ คำที่มีความหมายเกี่ยวข้องกับตับจะขึ้นต้นด้วยคำว่า hepato- หรือ hepatic ซึ่งมาจากคำในภาษากรีก hepar ซึ่งหมายถึงตับ มีหน้าที่สำคัญในขบวนการเมแทบอลิซึมหลายประการในร่างกาย เช่นการควบคุมปริมาณไกลโคเจนสะสม การสลายเซลล์เม็ดเลือดแดง การสังเคราะห์พลาสมาโปรตีน การผลิตฮอร์โมน และการกำจัดพิษ ตับยังเป็นต่อมช่วยย่อยอาหารโดยผลิตน้ำดีซึ่งเป็นสารประกอบอัลคาไลน์ช่วยย่อยอาหารผลิตโดยขบวนการผสมกับไขมัน (อังกฤษ: emulsification of lipids) ถุงนัดีจะใช้เป็นที่เก็บน้ำดีนี้ ถุงน้ำดีมีลักษณะเป็นถุงอยู่ใต้ตับ ก่อนอาหารถุงน้ำดีจะป่องมีขนาดเท่าผลลูกแพร์เล็ก[1]เต็มไปด้วยน้ำดี หลังอาหาร น้ำดีจะถูกนำไปใช้หมด ถุงน้ำดีจะแฟบ เนื้อเยื่อของตับมีความเป็นพิเศษอย่างมาก ส่วนใหญ่ประกอบด้วย hepatocytes ที่ควบคุมปฏิกิริยาชีวเคมีปริมาณสูง รวมทั้งการสังเคราะห์และการแตกตัวของโมเลกุลที่ซับซ้อนขนาดเล็กที่จำเป็นอย่างมากในการทำงานเพื่อการดำรงชีวิตปกติ[2] หน้าที่การทำงานทั้งหมดอาจแตกต่างกันไป แต่ในตำราประมาณว่ามีจำนวนประมาณ 500 อย่าง[3]

กายวิภาคศาสตร์[แก้]

พื้นผิวของตับมองจากทางด้านบนแสดงให้เห็นพูสองพู
พื้นผิวภายในของตับแสดงพูสี่พู

ตับของผู้ใหญ่ปกติจะมีน้ำหนักราว 1.3 ถึง 3.0 กิโลกรัม และมีจะลักษณะนุ่ม มีสีชมพูอมน้ำตาล ตับเป็นอวัยวะที่มีขนาดใหญ่มากที่สุดเป็นอันดับสอง รองจากผิวหนัง และเป็นต่อมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในร่างกาย ตับจะวางตัวอยู่ทางด้านขวาบนของช่องท้อง และอยู่ใต้กะบังลม นอกจากนี้บางส่วนของตับยังวางอยู่บนกระเพาะอาหาร ปลายทางด้านซ้ายสุดของตับจะชี้ไปทางม้าม และบนพื้นผิวด้านล่างของตับยังมีถุงน้ำดีวางตัวอยู่อีกด้วย

พื้นผิวของตับเกือบทั้งหมดจะถูกคลุมด้วยเยื่อบุช่องท้อง ซึ่งเป็นเยื่อบุสองชั้นที่คลุมอยู่บนอวัยวะต่างๆทางด้านหน้าของช่องท้องเพื่อลดการเสียดสีระหว่างอวัยวะ นอกจากนี้จะพบว่าที่บริเวณตับ จะมีการพับของเยื่อบุช่องท้องเข้ามาภายในตับ และแบ่งตัวออกเป็นสองพูใหญ่ๆ เยื่อดังกล่าวนี้เรียกว่า ฟอลซิฟอร์ม ลิกาเมนต์ (falciform ligament) ซึ่งจะยึดตับไว้กับผนังช่องท้องทางด้านหน้า เมื่อมองจากทางด้านบนจะพบว่า ฟอลซิฟอร์ม ลิกาเมนต์นี้จะแยกตัวออกเป็นไทรแองกูลาร์ ลิกาเมนต์ ทั้งด้านซ้ายและขวา เพื่อยึดตับไว้กับกะบังลม

พูของตับ[แก้]

ในทางมหกายวิภาคศาสตร์ จะแบ่งตับออกเป็นสี่พู (อังกฤษ: lobes) ตามลักษณะที่ปรากฏบนพื้นผิว โดยเมื่อมองตับจากทางด้านหน้า จะเห็นว่าตับถูกแบ่งออกเป็นพูซ้าย (อังกฤษ: left lobe) และพูขวา (อังกฤษ: right lobe) หากมองตับจากทางด้านหลัง จะพบว่ามีอีกสองพู คือ พูคอเดต (อังกฤษ: caudate lobe) ซึ่งอยู่ทางด้านบน และพูควอเดรต (อังกฤษ: quadrate lobe) ซึ่งอยู่ทางด้านล่าง ซึ่งทั้งสองพูดังกล่าวนี้จะแบ่งแยกออกจากกันโดยร่องแนวขวาง (อังกฤษ: transverse fissure) หรือเรียกว่า พอร์ตา เฮปาติส (อังกฤษ: porta hepatis) ซึ่งเป็นบริเวณที่เป็นทางผ่านของหลอดเลือดและท่อน้ำดีของตับ ทั้งพูคอเดตและพูควอเดรตนี้จะถูกแบ่งออกจากพูซ้าย โดยแนวของลิกาเมนตุม วีโนซุม (อังกฤษ: ligamentum venosum) และลิกาเมนตุม เทเรส เฮปาติส (อังกฤษ: ligamentum teres hepatis) ซึ่งเป็นโครงสร้างของหลอดเลือดตับในระยะเอมบริโอ ส่วนทางขวาจะมีรอยบุ๋มที่มีหลอดเลือดดำอินฟีเรียร์ เวนาคาวา (อังกฤษ: inferior vena cava) พาดผ่าน และแบ่งพูขวาออกจากพูคอเดตและพูควอเดรต

การไหลเวียนของเลือดในตับ[แก้]

ตับจะได้รับเลือดที่มีออกซิเจนสูงมาทางหลอดเลือดแดงตับ (อังกฤษ: hepatic artery) นอกจากนี้ยังมีเลือดที่นำมาจากลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ และตับอ่อนผ่านทางหลอดเลือดดำซุพีเรียมีเซนเทอริค (อังกฤษ: superior mesenteric vein) และเลือดจากม้ามผ่านทางหลอดเลือดดำม้าม (อังกฤษ: splenic vein) ซึ่งหลอดเลือดดำทั้งสองจะรวมกันเป็นหลอดเลือดดำพอร์ทัล (อังกฤษ: portal vein) แล้วเข้าสู่ตับเพื่อนำสารอาหารและสารเคมีอื่นๆที่ได้จากการดูดซึมจากทางเดินอาหาร และผลผลิตจากการทำลายเม็ดเลือดแดงจากม้าม เข้าสู่กระบวนการต่างๆภายในเซลล์ตับต่อไป สำหรับหลอดเลือดดำที่นำเลือดออกจากตับ คือหลอดเลือดดำตับ (อังกฤษ: hepatic vein) ซึ่งจะเทเลือดเข้าสู่หลอดเลือดดำอินฟีเรียร์ เวนาคาวา ต่อไป

ระบบน้ำดีภายในตับ[แก้]

น้ำดีจะถูกสร้างขึ้นจากเซลล์ตับแต่ละเซลล์และส่งออกมาจากท่อน้ำดีย่อย (อังกฤษ: bile canaliculi) ซึ่งจากนั้นท่อน้ำดีย่อยแต่ละท่อจะรวมกันเป็นท่อน้ำดีตับ (อังกฤษ: hepatic bile ducts) ซึ่งมีทั้งซ้ายและขวา แล้วจึงรวมกันเป็นท่อน้ำดีใหญ่ในตับ (อังกฤษ: common hepatic bile duct) ก่อนจะส่งไปทางท่อน้ำดีใหญ่ (อังกฤษ: common bile duct) ซึ่งน้ำดีอาจถูกปล่อยออกสู่ลำไส้เล็กตอนต้น หรือเก็บสะสมไว้ในถุงน้ำดี

สรีรวิทยาของตับ[แก้]

หน้าที่ต่างๆของตับจะอาศัยการทำงานของเซลล์ตับ ซึ่งมีหน้าที่หลากหลาย ดังนี้

การดำเนินการทางคลีนิคที่สำคัญ[แก้]

โรคของตับ[แก้]

เนื้องอกที่พูซ้ายของตับ

โรคที่เป็นความผิดปกติของตับมีอยู่หลายโรคด้วยกัน ซึ่งอาจเป็นโรคทางพันธุกรรม หรือโรคที่เกิดจากการได้รับเชื้อหรือสารพิษต่างๆ ตัวอย่างของโรคที่เกี่ยวกับตับ ได้แก่

หลายโรคของตับจะมาพร้อมกับอาการตัวเหลืองหรือดีซ่าน (อังกฤษ: jaundice) ที่เกิดจากการเพิ่มขึ้นของระดับบิลิรูบิน (bilirubin)ในระบบ บิลิรูบินเกิดจากการล่มสลายของฮีโมโกลบินของเซลล์เม็ดเลือดแดงที่ตายแล้ว; ปกติตับจะขจัดบิลิรูบินออกจากเลือดและขับมันทิ้งผ่านน้ำดี

นอกจากนี้ยังมีผู้ป่วยโรคตับในเด็กรวมทั้งทางเดินน้ำดีตีบตัน, อาการขาดอัลฟา 1 antitrypsin, โรค alagille, ภาวะคั่งน้ำดี การตีบตันของท่อน้ำดีภายในตับแบบครอบครัวก้าวหน้าและ Langerhans cell histiocytosis

โรคที่รบกวนการทำงานของตับจะนำไปสู่​​ความยุ่งเหยิงของกระบวนการเหล่านี้ อย่างไรก็ตามตับมีความสามารถอย่างมากในการฟื้นฟูขึ้นใหม่และมีกำลังการผลิตสำรองขนาดใหญ่ ในกรณีส่วนใหญ่ ตับเพียงแต่สร้างอาการหลังจากเกิดความเสียหายอย่างกว้างขวาง

โรคตับอาจได้รับการวินิจฉัยโดยการทดสอบการทำงาน การทดสอบเลือดของตับสามารถระบุตัวบ่งชี้ต่างๆได้ ตัวอย่างเช่นสารตั้งต้นระยะเฉียบพลัน (อังกฤษ: acute-phase reactants) จะมีการผลิตโดยตับในการตอบสนองต่อการบาดเจ็บหรืออักเสบ

อาการ[แก้]

อาการของตับที่เสียหายรวมถึงต่อไปนี้:

  • อุจจาระซีด เกิดขึ้นเมื่อ stercobilin (สารสีน้ำตาล)หายไปจากอุจจาระ Stercobilin เกิดจากสาร bilirubin metabolites ที่ผลิตในตับ
  • ปัสสาวะมีสีดำ เกิดขึ้นเมื่อบิลิรูบินผสมกับปัสสาวะ
  • ดีซ่าน (ผิวเหลืองและ/หรือสีขาวของดวงตา) เกิดขึ้นเมื่อบิลิรูบินสะสมในผิวหนัง ทำให้เกิดอาการคันที่รุนแรง อาการคันเป็นเรื่องที่พบมากที่สุดสำหรับผู้ที่มีภาวะตับวาย บ่อยครั้งที่อาการคันนี้ไม่สามารถระงับได้ด้วยยา
  • อาการบวม ของช่องท้อง ข้อเท้าและเท้า เกิดขึ้นเนื่องจากตับไม่สามารถสร้างอัลบูมิน(โปรตีนชนิดหนึ่งพบในไข่ นม เนื้อสัตว์ และเลือด)
  • ความเหนื่อยล้ามากเกินไป เกิดจากการสูญเสียสารอาหาร แร่ธาตุและวิตามิน
  • รอยช้ำ และมีเลือดออกง่าย เพราะตับทำหน้าที่สร้างสารที่ช่วยป้องกันเลือดออก เมื่อเกิดความเสียหายที่ตับ สารเหล่านี้จะไม่มี ทำให้เลือดไหลออกอย่างรุนแรงได้[5]
  • การปวด ในด้านขวาส่วนบนของร่างกาย เป็นผลมาจากการยืดของแคปซูล Glisson ในสภาวะของโรคไวรัสตับอักเสบและครรภ์เป็นพิษ (อังกฤษ: pre-eclampsia)

การวินิจฉัย[แก้]

การวินิจฉัยการทำงานของตับสามารถทำได้โดยการทดสอบ การทดสอบเลือดสามารถแสดงให้เห็นได้อย่างง่ายดายของขอบเขตความเสียหายที่ตับ หากสงสัยว่าติดเชื้อ จะทำการทดสอบภูมิคุ้มกันอื่น ๆ บางครั้งการทำอัลตราซาวนด์หรือ CT สแกนเป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างภาพของตับ

การตรวจทางกายภาพของตับเท่านั้นที่สามารถแสดงให้เห็นขนาดและความอ่อนนุ่มของมัน นอกจากนี้ บางรูปแบบของการถ่ายภาพยังอาจมีความจำเป็นอีกด้วย[6]

การตรวจชิ้นเนื้อ/สแกน[แก้]

บางครั้งอันตรายต่อตับจะถูกทดสอบโดยการตรวจชิ้นเนื้อ (อังกฤษ: Biopsy) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสาเหตุของความเสียหายที่ตับไม่เป็นที่รู้จัก ในศตวรรษที่ 21 การตรวจชิ้นเนื้อถูกแทนที่โดยการสแกนภาพรังสีความละเอียดสูงเป็นส่วนใหญ่ วิธีการนี้ไม่จำเป็นต้องใช้อัลตราซาวนด์ ไม่ต้องใช้ห้องปฏิบัติการ ไม่ต้องวิเคราะห์ผ่านกล้องจุลทรรศน์ ไม่มีการเสียหายของอวัยวะ ไม่ต้องเจ็บปวด หรือต้องใช้ยาระงับประสาทให้กับผู้ป่วย และผลที่ได้จะปรากฏบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ในทันที

ในการตรวจชิ้นเนื้อ, เข็มจะถูกแทงเข้าไปในผิวหนังใต้ซี่โครงเพื่อเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อ เนื้อเยื่อจะถูกส่งไปยังห้องปฏิบัติการซึ่งจะมีการวิเคราะห์ภายใต้กล้องจุลทรรศน์ บางครั้งนักรังสีวิทยาอาจช่วยแพทย์ตรวจชิ้นเนื้อตับโดยการให้คำแนะนำด้วยเครื่องอัลตราซาวนด์[7]

การฟื้นฟูตับ[แก้]

บทความหลัก: การฟื้นฟูตับ

ตับเป็นอวัยวะภายในของมนุษย์เพียงอย่างเดียวที่สามารถฟื้นฟูเนื้อเยื่อที่เสียหายได้ตามธรรมชาติ เนื้อเยื่อของตับที่เหลือเพียง 25% สามารถฟื้นฟูได้ใหม่ทั้งหมด[8] แต่ไม่ได้เป็นการงอกใหม่จริง เพียงแต่เป็น'การเติบโตแบบชดเชย'ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม[9] พูของตับที่ถูกตัดออกไปไม่ได้ถูกสร้างขึ้นใหม่แต่ตับจะฟื้นฟูการทำงานของมันที่ไม่ใช่รูปแบบเดิม นี่ตรงข้ามกับการงอกขึ้นใหม่จริงที่ทั้งหน้าที่และรูปแบบที่เป็นของเดิมจะถูกสร้างกลับคืน ในสายพันธุ์ที่ต่ำกว่าเช่นปลา ตับจะได้รับการงอกใหม่ที่แท้จริงด้วยการคืนทั้งรูปร่างและขนาดของอวัยวะ[10] ในตับ พื้นที่ขนาดใหญ่ของเนื้อเยื่อจะรวมตัวกันเป็นรูปร่าง แต่สำหรับการก่อตัวของเซลล์ใหม่ จะต้องมีปริมาณที่เพียงพอของวัสดุเพื่อให้การไหลเวียนของเลือดสะดวกขึ้น[11]

การฟื้นฟูนี้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นเนื่องจากเซลล์ตับ (อังกฤษ: hepatocyte) เข้าสู่'วงจรเซลล์'อีกครั้ง นั่นคือเซลล์ตับเปลี่ยนจากขั้นตอนนิ่ง (G0) ไปสู่ขั้นตอน G1 แลัวทำการแบ่งตัว กระบวนการนี​​้ถูกกำหนดตัวรับ p75[12] นอกจากนี้ยังมีหลักฐานบางอย่างของเซลล์ต้นกำเนิดแบบ bipotential ที่เรียกว่าเซลล์ไข่ตับหรือ ovalocytes (อย่าสับสนกับเซลล์เม็ดเลือดแดงรูปไข่ของ ovalocytosis ของชาวเอเซียตะวันออกเฉียงใต้) ซึ่งเข้าใจว่าจะอาศัยอยู่ใน'คลอง ของ Hering' เซลล์เหล่านี้สามารถแยกแออกเป็นเซลล์ตับหรือ cholangiocytes อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่ง cholangiocytes เป็นเซลล์ที่เป็นเส้นทางของท่อน้ำดี[ต้องการอ้างอิง]

การปลูกถ่ายตับ[แก้]

การปลูกถ่ายตับของมนุษย์ได้ดำเนินการเป็นครั้งแรกโดยโทมัส Starzl ในประเทศสหรัฐอเมริกาและ Roy Calne ในเคมบริดจ์ประเทศอังกฤษในปี 1963 และ 1965 ตามลำดับ

หลังจากการผ่าตัดเนื้องอกที่พูข้างซ้ายของตับ

การปลูกถ่ายตับเป็นตัวเลือกเดียวสำหรับผู้ที่มีภาวะตับวายที่ย้อนกลับไม่ได้ การปลูกถ่ายส่วนใหญ่จะทำสำหรับโรคตับเรื้อรังที่นำไปสู่​​โรคตับแข็ง เช่นตับอักเสบ C เรื้อรัง, โรคพิษสุราเรื้อรัง, โรคไวรัสตับอักเสบภูมิคุ้มกันและอื่น ๆ อีกมากมาย มีน้อยมากที่การปลูกถ่ายตับจะทำสำหรับตับล้มเหลวเฉียบพลันที่เกิดขึ้นมากกว่าหนึ่งวันจนถึงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

เนื้อเยื่อตับเพื่อการปลูกมักจะได้มาจากผู้บริจาคที่เสียชีวิตจากการบาดเจ็บของสมองร้ายแรง การปลูกถ่ายตับจากผู้บริจาคที่ยังมีชีวิตอยู่เป็นเทคนิคหนึ่งที่ส่วนหนึ่งของตับจากคนที่มีชีวิตจะถูกถอดออกและนำไปเปลี่ยนให้กับผู้รับ การกระทำแบบนี้ถูกทำเป็นครั้งแรกในปี 1989 โดยเป็นการปลูกถ่ายตับให้กับเด็ก ซึ่งต้องการเพียงร้อยละ 20 ของตับผู้ใหญ่เท่านั้น (ส่วนที่เป็น Couinaud 2 และ 3)

เมื่อเร็ว ๆ นี้ การปลูกถ่ายตับระหว่างผู้ใหญ่ต่อผู้ใหญ่ได้รับการทำโดยใช้ตับพูขวาของผู้บริจาคซึ่งจะมีจำนวนร้อยละ 60 ของตับ เนื่องจากความสามารถของตับในการฟื้นฟูใหม่ ทั้งผู้ให้และผู้รับจะจบลงด้วยการทำงานของตับปกติหากทุกอย่างไปด้วยดี ขั้นตอนนี้ได้รับการถกเถียงกันมากขึ้นเพราะมันต้องดำเนินการผ่าตัดที่มีขนาดใหญ่มากในผู้บริจาคและแน่นอนมีอย่างน้อยสองคนได้เสียชีวิตจากการบริจาคหลายร้อยกรณีแรก การตีพิมพ์เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้มีการพูดถึงปัญหาของการตายของผู้บริจาค และอย่างน้อยมี 14 กรณีได้มีการตรวจพบ[13] ความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด (และการเสียชีวิต) อยู่ไกลมากขึ้นในการดำเนินการทางด้านขวามากกว่าการดำเนินการทางด้านซ้าย

ด้วยความก้าวหน้าของการถ่ายภาพแบบไม่เปิดแผลเร็วๆนี้ ผู้บริจาคตับที่ยังมีชีวิตอยู่มักจะต้องได้รับการตรวจสอบด้วยการถ่ายภาพสำหรับลักษณะทางกายวิภาคของตับในการตัดสินใจว่าลักษณะทางกายวิภาคสามารถเป็นไปได้สำหรับการบริจาคหรือไม่ การประเมินผลจะดำเนินการโดยการถ่ายภาพเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์แบบตัวจับหลายแถว (อังกฤษ: multidetector row computed tomography (MDCT)) และการถ่ายภาพด้วยเรโซแนนซ์แม่เหล็ก (MRI) MDCT นั้นดีสำหรับลักษณะทางกายวิภาคของหลอดเลือดและการวัดปริมาตร MRI จะใช้สำหรับการกายวิภาคศาสตร์ต้นไม้ทางเดินน้ำดี ผู้บริจาคที่มีลักษณะทางกายวิภาคของหลอดเลือดผิดปกติอย่างมากจะไม่เหมาะสมสำหรับการบริจาคและจะถูกคัดออกเพื่อหลีกเลี่ยงการดำเนินงานที่ไม่จำเป็น

การดูแลรักษาตับ[แก้]

  • ไม่ดื่มสุรา เบียร์ หรือของมึนเมา
  • ไม่ควรรับประทานยาพร่ำเพรื่อ เพราะสารเคมีจะทำลายตับได้
  • ระวังอย่าสูดดมพวกละอองสเปรย์ต่างๆ
  • สวมถุงมือ ใส่เสื้อแขนยาว สวมหมวกและหน้ากากทุกครั้งที่พ่นหรือผสมยาฆ่าแมลง
  • ไม่สำส่อนทางเพศ
  • ไม่ใช้ยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้น
  • ไม่รับประทานอาหารดิบหรือสุกๆ ดิบๆ
  • รับประทานอาหารที่สะอาดและน้ำต้มสุก มีภาชนะปิดอย่างมิดชิด
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

อ้างอิง[แก้]

  1. "The Gall bladder" Human Anotomy, Retrieved on 28 April 2015.
  2. Maton, Anthea; Jean Hopkins; Charles William McLaughlin; Susan Johnson; Maryanna Quon Warner; David LaHart; Jill D. Wright (1993). Human Biology and Health. Englewood Cliffs, New Jersey, USA: Prentice Hall. ISBN 0-13-981176-1. OCLC 32308337. 
  3. Zakim,, David; Boyer,, Thomas D. (2002). Hepatology: A Textbook of Liver Disease (4th ed.). ISBN 9780721690513. 
  4. Rajani R, Melin T, Björnsson E, Broomé U, Sangfelt P, Danielsson A, Gustavsson A, Grip O, Svensson H, Lööf L, Wallerstedt S, Almer SH. (Feb 2009). "Budd-Chiari syndrome in Sweden: epidemiology, clinical characteristics and survival - an 18-year experience". Liver International 29 (2): 253–9. doi:10.1111/j.1478-3231.2008.01838.x. PMID 18694401. 
  5. Extraintestinal Complications: Liver Disease Crohn's & Colitis Foundation of America. Retrieved 2010-01-22
  6. Liver Information HealthLine. Retrieved 2010-01-22
  7. Liver.. The largest gland in the body MedicineNet. Retrieved 2010-01-22
  8. Häussinger, Dieter, ed. (2011). Liver Regeneration. Berlin: De Gruyter. p. 1. ISBN 9783110250794. 
  9. Robbins and Cotran Pathologic Basis of Disease (7th ed.). 1999. p. 101. ISBN 0-8089-2302-1. 
  10. Chu, Jaime; Sadler, Kirsten C. (2009). "New school in liver development: Lessons from zebrafish". Hepatology 50 (5): 1656–63. doi:10.1002/hep.23157. PMID 19693947. 
  11. W. T. Councilman (1913). "Two". Disease and Its Causes. New York Henry Holt and Company London Williams and Norgate The University Press, Cambridge, U.S.A. 
  12. Suzuki K, Tanaka M, Watanabe N, Saito S, Nonaka H, Miyajima A (2008). "p75 Neurotrophin receptor is a marker for precursors of stellate cells and portal fibroblasts in mouse fetal liver". Gastroenterology 135 (1): 270–281.e3. doi:10.1053/j.gastro.2008.03.075. PMID 18515089. 
  13. Bramstedt K (2006). "Living liver donor mortality: where do we stand?". Am. J. Gastrointestinal 101 (4): 755–9. doi:10.1111/j.1572-0241.2006.00421.x. PMID 16494593.