สงครามช้างเผือก

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
สงครามช้างเผือก
เป็นส่วนหนึ่งของ สงครามพม่า–สยาม
Seal Suphanburi.png
ทหารที่สู้กันบนช้างศึกในสงครามระหว่างสงครามพม่า–สยามตอนปลาย มีการอ้างว่า ช้างเผือกศึกเฉกเช่นตัวนี้ เป็น เหตุแห่งสงคราม พ.ศ. 2106 - 2107
วันที่ พ.ศ. 2106 - 2107
สถานที่ อยุธยา, พิษณุโลก, สุโขทัย
ผลลัพธ์ พม่าชนะ อยุธยาตกเป็นเมืองประเทศราชของพม่า
คู่ขัดแย้ง
Flag of Thailand (Ayutthaya period).svg อาณาจักรอยุธยา (สยาม) ราชวงศ์ตองอู (พม่า)
รัฐไทยที่พม่าครอบครอง ได้แก่:
ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
Flag of Thailand (Ayutthaya period).svg สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ (เชลย)
Flag of Thailand (Ayutthaya period).svg พระราเมศวร (เชลย)
Flag of Thailand (Ayutthaya period).svg สมเด็จพระมหินทราธิราช
Flag of Thailand (Ayutthaya period).svg พระยาจักรี (เชลย)
Flag of Thailand (Ayutthaya period).svg พระยาสุนทรสงคราม (เชลย)
พระเจ้าบุเรงนอง
สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช
พระเจ้าตะโดเมงสอแห่งอังวะ
พญาทะละ
กองทัพ
Flag of Thailand (Ayutthaya period).svg กองทัพหลวง
โปรตุเกส ทหารรับจ้างชาวโปรตุเกส
กองทัพอาณาจักรพม่า
กำลัง
ไม่ทราบ หลักฐานพม่า:
ชายมากกว่า 60,000 คน, ม้า 2400 ตัว, ช้าง 360 เชือก และกองทัพจากล้านนา[1]

หลักฐานไทย:
ชายมากกว่า 120,000 คน[2]

กำลังพลสูญเสีย
ไม่ทราบ ไม่ทราบ

สงครามพม่า-สยามใน พ.ศ. 2106 - 2107 หรือ สงครามช้างเผือก เป็นสงครามระหว่างราชวงศ์ตองอูแห่งประเทศพม่ากับอาณาจักรอยุธยาแห่งประเทศสยาม เป็นสงครามี่สองในช่วง 20 ปีที่พม่ากับสยามสู้รบกับจนถึงศตวรรษที่ 19 สาเหตุของสงครามมาจากพระเจ้าบุเรงนองบังคับให้อาณาจักรอยุธยาสวามิภักดิ์ต่อการปกครองของพระองค์ ในแผนที่จะสร้างจักรวรรดิที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังพระเจ้าบุเรงนองครองราชย์ 13 ปี จึงมีการโจมตีสยามครั้งที่สอง โดยครั้งแรกทำสำเร็จหลังการล้อมเมืองพระนครศรีอยุธยา สยามกลายเป็นรัฐบริวารของราชวงศ์ตองอูจนถึงการก่อกบฎ พ.ศ. 2111 ที่อยุธยาได้รับเอกราชในช่วงสั้น ๆ[3]

บทนำ[แก้]

หลังจากก่อสงครามกับราชวงศ์ตองอู สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงรับสั่งสร้างป้อมที่เมืองหลวงเพื่อรับการโจมตีจากพม่าในภายหลัง สงครามพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้สิ้นสุดลงที่สยามชนะในด้านการป้องกันและยังคงความเป็นเอกราช อย่างไรก็ตาม ความทะเยอทะยานในเรื่องดินแดนของพระเจ้าบุเรงนองกระตุ้นให้สมเด็จพระมหาจักรพรรดิเตรียมตัวสำหรับศึดครั้งถัดไป ได้แก่ เกณฑ์ผู้ชายทุกคนไปรบ เตรียมกำลังและทรัพยากรไว้สำหรับสงครามขนาดใหญ่ และ ช้างเผือก 7 เชือกเพื่อความเป็นสิริมงคล

ในขณะเดียวกัน การโจมตีที่เมืองเชียงใหม่กับอาณาจักรล้านนาในบริเวณใกล้เคียงของพระเจ้าบุเรงนองประสบความสำเร็จใน พ.ศ. 2099 ทำให้พระองค์ได้สมญานามว่า "ผู้ชนะสิบทิศ" และทำให้อาณาจักรของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเผชิญกับดินแดนศัตรูในทิศเหนือและตะวันตก[4]

ความขัดแย้ง[แก้]

การโจมตีภายใน[แก้]

ด้วยอำนาจและอิทธิพลของพระเจ้าบุเรงนองที่สูงขึ้น พระองค์จึงสั่งช้างเผือก 2 เชือกจากสมเด็จพระมหาจักรพรรดิไปเป็นบรรณาการของราชวงศ์ตองอู แต่สมเด็จพระมหาจักรพรรดิปฏิเสธ ทำให้พระองค์นำทัพมาโจมตีอาณาอยุธยาครั้งที่สอง พระเจ้าบุเรงนองทรงคุ้นเคยพื้นที่สยามดีเพราะเคยนำทัพไปพร้อมกับพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ เข้าประเทศสยามผ่านบริเวณด่านเจดีย์สามองค์ในจังหวัดกาญจนบุรีปัจจุบัน ส่วนกองทัพแยกเข้าทางด่านแม่ละเมาในจังหวัดตากปัจจุบัน

กองทัพของพระเจ้าบุเรงนองมีชาย 60,000 คน, ม้า 2400 ตัว, ช้าง 360 เชือก และกองทัพจากล้านนา[1] กองทัพเหล่านี้เดนขบวนไปที่เมืองหลวงอยุธยา แต่เดินทางถึงเมืองพิษณุโลกก่อน สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช ผู้ว่าพิษณุโลก เผชิญกับกองทัพขนาดใหญ่ เป็นต้นเหตุทรยศสยามและลงนามสันถวไมตรีกับพระเจ้าบุเรงนอง ทำให้กองทัพของพระองค์ใหญ่กว่าเดิม

ต่อมา กองทัพพม่าเดินทางไปถึงอาณาจักรสุโขทัย ซึ่งอยู่ในช่วงเสื่อมโทรม อยู่ภายใต้อำนาจของอยุธยาในฐานะรัฐบริวารเป็นเวลากว่า 200 ปี พวกเขารู้ว่าไม่มีหวังในการปกป้องอาณาจักรของตน จึงแสดงความจงรักภักดีต่อพระเจ้าบุเรงนองแทนใน พ.ศ. 2106

กองทัพของพระเจ้าบุเรงนองสามารถยึดอำเภอสวรรคโลกและจังหวัดพิจิตรได้โดยไม่มีความลำบาก แล้วเดินทางไปยังอยุธยาอย่างเต็มตัว

การล้อมอยุธยาและสงบศึก[แก้]

กองทัพพระเจ้าบุเรงนองเดินทัพมาที่อยุธยา โดยพวกเขารอที่ป้อมสยามริมอ่าวเป็นเวลาหลายสัปดาห์ ได้รับอนุเคาระห์จากเรือรบ 3 ลำกับกองปืนใหญ่โปรตุเกสที่ท่าเรือ ฝ่ายรุกจึงยึดเรือและกองปืนใหญ่ของโปรตุเกส และทำลายป้อมสยามในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2107[5]

ด้วยกองทัพใหม่ 60,000 คนรวมกับทหารจากพิษณุโลก พระเจ้าบุเรงนองเดินทางถึงกำแพงเมืองอยุธยา ใช้ปืนใหญ่ยิงกระหน่ำ แต่กำแพงไม่พังทลาย ทำให้ฝ่ายพม่าไม่สามารถยึดเมืองอยุธยาได้ แต่สั่งให้กษัตริย์สยามออกมาจากเมืองพร้อมธงขาว เพื่อเจรจาสันติภาพ เมื่อเห็นว่าราษฎรของพระองค์ไม่สามารถต้านทางได้นานกว่านี้ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิจึงเจรจาสันติภาพ แต่ต้องแลกด้วยสิ่งที่มีค่าอย่างมาก

ในข้อแลกเปลี่ยนสำหรับล่าถอยของกองทัพพม่า พระเจ้าบุเรงนองนำตัวเจ้าชายราเมศวร (พระราชโอรสในสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ), พระยาจักรี และพระยาสุนทรสงครามกลับพม่าในฐานะเชลย และช้างเผือกสยาม 4 เชือก ถึงแม้ว่าสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช ผู้ทรยศ ถูกปล่อยไว้ในฐานะผู้ปกครองพิษณุโลกและอุปราชสยาม อาณาจักรอยุธยาตกเป็นประเทศราชของราชวงศ์ตองอู โดยต้องส่งช้าง 20 เชือก และจินเงิน 300 ชั่งให้พม่าทุกปี ฝ่ายพม่าได้เข้าถึงท่าเรือเพื่อเก็บภาษีที่มะริดและสยาม ความต้องการช้างสองเชือกของพระเจ้าบุเรงนองเพิ่มขึ้นเป็น 4 เชือก ท้ายที่สุด จึงมีการลงนามสนธิสัญญาสันติภาพที่วัดหน้าพระเมรุ ทำให้เกิดความสงบเป็นเวลา 4 ปี[6]

หลักฐานพม่ากล่าวว่า พระเจ้าบุเรงนองกลับไปยังพะโคพร้อมกับสมเด็จพระมหาจักรพรรดิในฐานะเชลย ก่อนแต่งตั้งสมเด็จพระมหินทราธิราช พระราชโอรสของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ในฐานะกษัตริย์ประเทศราชอยุธยา และปล่อยกองทหารรักษาการณ์ 3,000 นาย หลักฐานพม่ายังกล่าวอีกว่า หลังถูกส่งไปที่พะโคมาหลายปี สมเด็จพระมหาจักรพรรดิกลายเป็นพระและพระเจ้าบุเรงนองอนุญาตให้พระองค์กลับไปยังอยุธยา[7] อย่างไรก็ตาม หลักฐานไทยไม่ค่อยกล่าวว่าสมเด็จพระมหินทราธิราช พระโอรสองค์ที่สองของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ขึ้นครองราชย์เพราะพระราชบิดาของพระองค์สละราชสมบัติและกลายเป็นพระหลังสงครามนี้[7]

ผลที่ตามมา[แก้]

การสงบศึกอยู่ได้ไม่นาน ใน พ.ศ. 2111 ฝ่ายอยุธยาก่อกบฎต่อผู้นำพม่า หลังคำแนะนำของสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชอ่อนแอเกินกว่าที่จะหยุดกบฎ พระเจ้าบุเรงนองจึงต้องนำทัพมาที่อยุธยาอีกครั้ง ก่อให้เกิดสงครามกับสยามอีกครั้ง

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 Maha Yazawin Vol. 2 2006: 266–268
  2. "Ayutthaya: Capital of a Kingdom part 3". Infothai. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 12 December 2015. สืบค้นเมื่อ 15 March 2016.
  3. "Burmese–Siamese War (1563–1564)". WordPress. 5 April 2012. สืบค้นเมื่อ 15 March 2016.
  4. "Chedi Phukaothong or Chedi Phukhao Thong (เจดีย์ภูเขาทอง)". Wikimapia. 2016. สืบค้นเมื่อ 15 March 2016.
  5. (Hmannan Vol. 2 2003: 353): Monday, 11th waning of Tabodwe 925 ME = 7 February 1564
  6. "Bayinnaung". Encyclopædia Britannica. สืบค้นเมื่อ 15 March 2016.
  7. 7.0 7.1 Damrong Rajanubhab, 2012: 20.